น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ดับพุ่ง 682 ศพ หายเฉียด 3,000 คน คาดเสียหายนับพันล้าน

น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ดับพุ่ง 682 ศพ หายเฉียด 3,000 คน คาดเสียหายนับพันล้าน

29 ส.ค. 2569 21:55 น.

น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ดับพุ่ง 682 ศพ หายเฉียด 3,000 คน คาดเสียหายนับพันล้าน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต เพิ่มเป็น 682 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีกเกือบ 3,000 คน ขณะที่มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเนปาลและจีนยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายหลายพันคนเมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุมวลน้ำและซากปรักหักพังขนาดใหญ่พัดถล่มภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย และกลืนกินหลายหมู่บ้านหายไปเมื่อหลายวันก่อน

ทางการเนปาลยืนยันพบผู้เสียชีวิตแล้ว 675 ศพ และมีผู้สูญหายกว่า 2,426 คน รวมคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 933 คน และชาวต่างชาติ 517 คน ขณะที่สื่อจีนรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตในฝั่งทิเบตแล้ว 7 ศพ สูญหายอีก 554 คน และเจ้าหน้าที่อพยพนักท่องเที่ยวและชาวบ้านออกจากพื้นที่แล้วกว่า 1,000 คน

ส่วนทางการอินเดียระบุว่า มีผู้พบร่างผู้เสียชีวิต 7 รายลอยมาตามแม่น้ำที่เชื่อมต่อมาจากประเทศเนปาล

ชายชาวเนปาลตรวจสอบรายชื่อของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต จนมีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก
ชายชาวเนปาลตรวจสอบรายชื่อของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต จนมีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า มหาอุทกภัยครั้งนี้เกิดจาก ธารน้ำแข็งถล่มลงสู่แม่น้ำบนเขาบริเวณชายแดนทิเบต-เนปาล ซัดเอาซากปรักหักพัง โคลน และมวลน้ำมหาศาลทะลักลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็วคล้ายสึนามิ

ธารน้ำแข็งถล่มดังกล่าวยังทำให้เกิดทะเลสาบใหม่บนภูเขา และมีความเสี่ยงที่คันดินกั้นน้ำจากทะเลสาบแห่งนี้จะแตกจนมวลน้ำซัดถล่มลงมาซ้ำ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เนปาลต้องทำงานท่ามกลางความเสี่ยงและโคลนหนาแน่น มีความพยายามเจาะอุโมงค์เพื่อช่วยคนงาน 100 ชีวิตที่ติดอยู่ในอุโมงค์โครงการโรงไฟฟ้า “ตรีศูลี 3เอ” (Trishuli 3A) โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญการกู้ภัยบนภูเขาสูงและทีมกู้ภัยในอุโมงค์จากอินเดียยื่นมือเข้าช่วยด้วย

ทางฝั่งจีนต้องระงับการกู้ภัยชั่วคราวในพื้นที่เขต “จี๋หรง” (Gyirong) ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมครั้งนี้อย่างหนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันซ้ำสอง

ด้านสภากาชาดของเนปาลประเมินว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้สูงถึง 93,000 คน ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้น นาย ชิซีร์ คานัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเนปาลประเมินว่า อาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อเร่งค้นหาผู้ประสบภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ กรมสมเด็จพระเทพฯ ในพิธีเปิดงาน ภูษา ธัญญา ราชินี

30 สิงหาคม 2569 เวลา 09:05 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในพิธีเปิดงาน”ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

29 สิงหาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานเทิดพระเกียรติ และน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและประชาชนในชนบท การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ โดยทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย เหรียญเซเรส (Ceres Medal) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur Award) จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (ISC) โดย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการกรมการข้าว เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ 3 โซน ประกอบด้วย โซน 1 พระแม่แห่งการอนุรักษ์ คืนลมหายใจให้แผ่นดินและสายน้ำ โซน 2 พระแม่แห่งการพัฒนา ส่งเสริมสตรีและวิถีเกษตร และโซน 3 พระแม่แห่งการห่วงใย ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อปวงประชา พร้อมจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้หัวข้อ “ชุดไทย ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ” ที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์กรยูเนสโก (UNESCO)

ในการนี้ กรมการข้าว ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “พระแม่แห่งการอนุรักษ์ข้าวไทย“ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาข้าว อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว และการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว รวมถึง สืบสานการอนุรักษ์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวสังข์หยดพัทลุงตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการสืบสานและต่อยอดพระราชดำริในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มสตรีภายใต้โครงการพระราชดำริฯ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย โดยกรมการข้าวได้นำผลิตภัณฑ์จาก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวอินทรีย์เป็นสุข จังหวัดกาฬสินธุ์ มาร่วมจำหน่าย ได้แก่ ขนมข้าวพองอบกรอบ 12 รสชาติ คุกกี้จากแป้งข้าวเหนียวเขาวง ข้าวกล้องสินเหล็กออร์แกนิค และข้าวเหนียวเขาวง กาฬสินธุ์ เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 – 22.00 น. ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กรมสมเด็จพระเทพฯ,อธิบดีกรมการข้าว,กรมการข้าว,

อว.-เกษตรฯ ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 21:33 น.

“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond Innovation” ที่ก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดโจทย์และต่อยอดนวัตกรรมให้ตอบความต้องการจริง เพื่อผลักดันให้การ “เลิกเผา” เป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า “ช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ภาคเหนือมีปัญหา PM2.5 มาก เราพยายามทำทุกวิถีทาง แต่หลายอย่างเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ชัดและเริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่บังคับว่าห้ามเผา แต่ต้องทำให้เห็นว่าการไม่เผาสร้างรายได้จริง เมื่อนำวัสดุเกษตรมาแปรรูป มีมหาวิทยาลัยและเอกชนเข้ามารับซื้อ เกษตรกรมีรายได้ เอกชนได้ประโยชน์และเริ่มซื้อเอง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เราได้งานวิจัย ชาวบ้านได้เงิน และการเผาลดลง วันนี้เรานำสิ่งที่ได้ทดลองจากเชียงใหม่มาต่อยอดที่เชียงราย พร้อมพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ต้นปีหน้าเรามีอากาศที่สะอาดขึ้น”

“โครงการนี้โมเดลเข้าใจง่าย คือเลิกเผาแล้วจะ ‘เป๋าตุง’ มีเงินเพิ่มในกระเป๋า ขอบคุณ บพข. ที่ริเริ่มโครงการ และขอให้ขยายผลต่อไป เราไม่มีลิขสิทธิ์ ใครเห็นว่าดีก็นำไปทำได้เลย ทีมของเราพร้อมเข้าไปช่วย เพราะเรื่องนี้ทำเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทำทั้งประเทศ”

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องทำให้เกษตรกรมีทางเลือกที่เหมาะสมและสร้างรายได้มากกว่าวิถีการผลิตแบบเดิม เราจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้และกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมทั้งค้นหาโจทย์วิจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำโจทย์จากพื้นที่มาประสานกับกระทรวง อว. และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรและนำไปใช้ได้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า “การแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน นวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่ต้อง ‘สร้างความหมาย’ ให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสของชุมชน ‘สานต่อคุณค่า’ ให้เกิดรายได้ ตลาด และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และ ‘เสริมพลัง’ ให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชนร่วมขับเคลื่อนทั้งระบบ เมื่อ 3 มิตินี้เชื่อมโยงกัน การเลิกเผาจะไม่ใช่เพียงทางออกจากวิกฤตวันนี้ แต่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นี่คือความหมายของ เหนือกว่าการให้ คือ การร่วมสร้างอนาคต”

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ผลการขับเคลื่อน 8 เส้นทางในช่วง 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุเกษตรกลับเข้าสู่ระบบ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และดึงเงินร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านกลไกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “5 ตุง” เชื่อมผู้เล่นสำคัญตลอดห่วงโซ่ ได้แก่ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อให้ปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาดสมดุลกัน

สำหรับการขยายผลสู่พื้นที่เชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะต้น บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นข้อตกลงรับซื้อระยะ 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์ และติดตามผลการลดการเผา โดยมูลค่าตลาดยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการขยายพันธมิตรและเส้นทางใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป

นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนขึ้น บริษัทพร้อมรับซื้อเศษวัสดุข้าวโพดทุกส่วนเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งทำงานได้ต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะกลายเป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดมลพิษ เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย”

นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถประยุกต์ใช้ฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ อย่างไรก็ตาม เศษวัสดุเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงต้องมีหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง พร้อมบริหารวัตถุดิบและขยายพื้นที่จัดหา เพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิต สร้าง Economy of Scale ได้”

นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า “เกษตรกรมักต้องรีบเคลียร์แปลงเพื่อเริ่มรอบผลิตใหม่ การเผาจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่แน่นอน เกษตรกรจะมีแรงจูงใจไม่เผา เพราะนำวัสดุที่เคยเป็นภาระมาขายเป็นรายได้เสริมในแต่ละรอบการผลิตได้”

อย่างไรก็ตาม การมีตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเศษวัสดุยังกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง จุดที่โครงการต้องเร่งปลดล็อกจึงอยู่ที่ “ช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ และปรับสภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอน ในต้นทุนที่สามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้ เพื่อแก้คอขวดดังกล่าว โครงการฯ มีการวางความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ดูแลต้นน้ำ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร กระทรวง อว. โดย บพข. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ขณะที่ปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมเชื่อมตลาดและข้อตกลงรับซื้อ กลไกนี้ขับเคลื่อนผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บเกี่ยว ปรับสภาพ และส่งต่อเป็นพลังงานทดแทนหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก โดยออกแบบแต่ละเส้นทางให้เหมาะกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่ทำให้เห็นว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางต่างกันตามคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนว่าการลดการเผาต้องเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัตถุดิบและตลาดของแต่ละพื้นที่

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ตั้งเป้าภายใน 5 ปี นำเศษวัสดุเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุออกจากแปลง แต่ต้องทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสมดุลกัน เพื่อให้การ “เลิกเผา” เป็นทั้งทางออกจากวิกฤต กลไกป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกฝ่าย “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน

อธิบดีกรมการข้าว ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง

29 สิงหาคม 2569 เวลา 19:24 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง เร่งเตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกร

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นและเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรได้นั้น กรมการข้าวมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงได้กำชับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่คอยติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า กรมการข้าวพร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากเกิดผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าว จะเร่งสำรวจความเสียหายและบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้ได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ปรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรใหม่ โดยเพิ่มอัตราเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เป็น 2,240 บาทต่อไร่ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่ต่าง ๆ

ทั้งนี้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้เพิ่มความระมัดระวังจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และบริเวณใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พร้อมติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

อบก. เดินหน้าสู่ Net Zero City มอบรางวัล 34 พื้นที่ต้นแบบ พร้อมปลุกกระแสเที่ยวไทยไม่ทิ้งคาร์บอน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 16:19 น.

IMG_1208

อบก. หนุนท้องถิ่น ลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero จัดแคมเปญท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทั่วไทยพร้อมมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City ตั้งเป้าสู่เมืองคาร์บอนต่ำยั่งยืน

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งเสริมพื้นที่ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 33 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ รวมทั้ง Net Zero Pathway จำนวน 15 เทศบาล และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลกว่า 120,000 บาท โดยมี นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องอัศวิน  แกรนด์ บอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เปิดเผยว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เห็นถึงความสำคัญและได้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 จึงได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ทั้งนี้ อบก. เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยสนับสนุนให้แสดงเจตนารมณ์ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และจัดทำแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้ชุมชนของตนเอง ผ่านการจัดทำโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 17 จังหวัด ภาคใต้ 8 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ และโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

เทศบาลเมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์เทศบาลตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงรายเทศบาลตำบลวิชิต จังหวัดภูเก็ต
เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลวัดประดู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเทศบาลตำบลหลักเมือง จังหวัดราชบุรี
เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานีเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีเทศบาลตำบลดีลัง จังหวัดลพบุรี
เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลพระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี
เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยองเทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน

นอกจากนี้ อบก. ยังเล็งเห็นความสำคัญภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน อบก. จึงเร่งการสื่อสารเชิงรุกประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ผ่านการจัดโครงการประกวด Green Awareness Digital Campaign : “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” (Thailand Carbon-Free Tourism) พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานบริการของ อบก. เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เข้าถึงเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การจัดการก๊าซเรือนกระจก และการร่วมสื่อสารประเด็นลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง

โอกาสนี้ อบก. ได้จัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 34 แห่ง โครงการ Net Zero Pathway จำนวน 15 แห่ง และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ให้กับผู้ชนะการประกวดจากประเภทต่าง ๆ รวมจำนวน 10 ทีม จากผลงานการประกวด 141 คลิป จากทั่วประเทศ แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม คาปิบาร่าแมน รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม มาดิวัยรุ่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม สร้างสรรค์สุข รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท  รางวัลชมเชย จำนวน 4 ทีม  ได้แก่ ทีม Maitree Verb  , ทีม กรีนเที่ยวไทย ทีม DCC รักโลก และ ทีม เถาวัลย์พันขา รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท 

นอกจากนี้ ยังรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล โดย Popular Vote อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Carbon Free Day รับโล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท  ส่วน Popular Vote อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Children_s Dreams รับโล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และ  Popular Vote อันดับ 3 ได้แก่ ทีม EcoX รับโล่พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท

สำหรับผลงานคลิปท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยูทูป อบก.

NetZeroCityพื้นที่ต้นแบบอบก.

กระทุ่มแบนฝึกซ้อมเผชิญเหตุ’หนี ซ่อน สู้’กับครูนักเรียนกว่า 500 คนเพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุไม่คาดคิด

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:10 น.

 

กระทุ่มแบนจัดฝึกซ้อมเผชิญเหตุ “หนี ซ้อน สู้” ให้กับครูและนักเรียนกว่า 500 คน เพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน นำโดย พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษชุดเผชิญเหตุ บูรณาการร่วมกับสถานศึกษาในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน คือ โรงเรียนประชินนุสรณ์

ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรมซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ร้าย ให้รู้จักหนีเอาตัวรอดจากภัยอันตรายในสถานการณ์เสี่ยง ภายใต้แนวคิด “หนี ซ่อน สู้” แก่เยาวชนนักเรียนและคณะครูราว 500 คน เพื่อสร้างองค์ความรู้และทักษะในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในสถานศึกษา รวมไปถึงช่องทางการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้าเผชิญเหตุการณ์อย่างทันท่วงที

โดยได้สาธิตจำลองสถานการณ์เสมือนจริง กรณีเกิดเหตุผู้ร้ายหรือผู้ต้องสงสัยเข้ามาก่อเหตุในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อให้เยาวชนนักเรียนได้เห็นภาพเหตุการณ์จริง พร้อมหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพื่อความปลอดภัย

ซ้อมแผนสมุทรสาครหนีซ่อนสู้

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:03 น.

ในขณะนี้ กรมศิลปากรกำลังเปิดให้ประชาชนเข้าชมวัดพระแก้ววังหน้า หรือวัดบวรสถานสุทธาวาส (แต่ผู้เขียนขอสารภาพโดยตรงว่ายังไม่ได้ไปชมวัดพระแก้ววังหน้า  แต่ยืนยันว่าจะต้องไปชมอย่างแน่นอน แล้วจะกลับมาเล่าถึงความงดงามวิจิตรให้คุณผู้อ่านได้ทราบ) 

วัดพระแก้ววังหน้าอยู่ในเขตของวังหน้า หรือสถานที่ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ที่มีความสำคัญ เพราะในสมัยโบราณวังหน้าคือผู้ที่ทรงเป็นพระราชอนุชาของพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้น วังหน้าจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเอง ซึ่งอาจจะมีความละม้ายคล้ายคล้ายคลึงกับวังหลวง แต่ด้วยพระราชสถานะแล้ว วังหน้าอาจกระตัวให้ทัดเทียมกับวังหลวงได้ 

เมื่อพูดถึงวังหน้า หลายคนอาจไม่เคยทราบว่ามีอาณาบริเวณมากน้อยเพียงใด จึงขออนุญาตบอกเล่าให้ทราบโดยสังเขปคือ พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บริเวณทั้งหมดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ รวมถึงพื้นที่ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ พระนคร และบางบริเวณของท้องสนามหลวง 

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์ในวันวันนี้ คือห้องจัดแสดงนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อาทิ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ และภายในพระราชมณเฑียร ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งภายในวังหน้า โดยแต่ละสถานที่ได้จัดแสดงโบราณวัตถุโดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามหมวดหมู่ อาทิ พระราชอาสน์ พระแท่นที่ประทับ รวมถึงศาตราวุธ เครื่องดนตรีไทย และหัวโขน เป็นต้น 

สำหรับพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และจุดเด่นที่สำคัญของพระที่นั่งองค์นี้คือลายจิตรกรรมฝาผนัง รวมถึงดาวเพดานที่ประดับภายในพระที่นั่ง 

แต่หากจะพูดถึงสิ่งปลูกสร้างที่ยังดำรงคงอยู่จนถึงปัจจุบันก็มีดังต่อไปนี้ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ หมู่พระวิมานหรือพระราชมณเฑียร พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอัคราภิเษก และพระที่นั่งเอกอลงกฎ พระตำหนักแดง เก๋งนุกิจราชบริหาร 

การจัดแสดงโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์ฯ อาจไม่เปิดให้ชมทุกอาคาร เนื่องจากบางอาคารอยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุง แต่ถึงกระนั้นก็ยังขอแนะนำและเชิญชวนให้คุณไปชมความวิจิตรอลังการของงานศิลป์ชั้นสูงของแผ่นดิน ภายในพิพิธภัณฑพระสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

สกู๊ปพิเศษ : จัดตั้ง ‘HOTNET’ ปูพรมสร้างผู้เชี่ยวชาญ รับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดแห่งอนาคต

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:01 น.

ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางพลังงาน “เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” และ “เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก” (Small Modular Reactor: SMR) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญของโลก ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านองค์ความรู้และบุคลากร เพื่อรองรับการประเมิน วิจัย และกำกับดูแลเทคโนโลยีดังกล่าวตามมาตรฐานสากล

ด้วยเหตุนี้ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จึงได้เป็นแกนนำบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม รวม 13 หน่วยงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จัดตั้ง “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” (Hub of Talents for Nuclear Energy Technology : HOTNET) โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. และ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความจำเป็นเร่งด่วน ทำไมไทยต้องมี HOTNET?

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความพร้อมในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด

ไม่ว่าทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศในอนาคตจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด “บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ” คือหัวใจสำคัญที่สุด การจัดตั้ง HOTNET จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ ผ่านการสร้างเครือข่ายฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ พัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ไทยก้าวทันเวทีโลก

บทบาทสำคัญของ สทน. ในฐานะฟันเฟืองหลัก

ภายใต้เครือข่าย HOTNET สทน. ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็น “หน่วยงานแกนกลาง” ที่นำองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเครือข่ายความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย สทน. จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงลึก การแลกเปลี่ยนนักวิจัย รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมต่อเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์อย่างโปร่งใสและถูกต้องตามหลักวิชาการ

พลังเครือข่าย 13 องค์กรพันธมิตร

การขับเคลื่อน HOTNET เกิดจากการรวมพลังของ 13 หน่วยงานชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ 1.สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 2.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 3.สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) 4.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ 5.สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยสถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรการกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี 6.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 7.กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) 8.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 9.บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด 10.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 11.สมาคมสโมสรพนักงานทีโอที 12.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และ 13.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์

“การผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งของไทย ในการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ เพื่ออนาคตทางพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงของประเทศ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

HOTNETพลังงานสะอาดยศชนันวงศ์สวัสดิ์วชสกู๊ปพิเศษสทนอว.

วงการบันเทิงเกาหลีเศร้า! อียองจู นักแสดงซีรีส์ Blue Tower เสียชีวิตกะทันหัน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:52 น.

วงการบันเทิงเกาหลีใต้ต้องพบกับข่าวเศร้าอีกครั้ง เมื่อ อียองจู นายแบบและนักแสดงชาวเกาหลีใต้ เจ้าของผลงานซีรีส์ชื่อดัง Blue Tower ทางช่อง tvN เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 44 ปี ท่ามกลางความตกใจของแฟน ๆ และเพื่อนร่วมวงการที่ต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความอาลัย

สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า อียองจูเสียชีวิตจาก ภาวะหัวใจวาย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 โดยข่าวการจากไปถูกเปิดเผยผ่านคนใกล้ชิดบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและยากจะทำใจเชื่อ

จากนายแบบสู่พระรองซีรีส์ดัง Blue Tower

อียองจูเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนายแบบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่งานแสดงในปี 2547 ด้วยบทบาทเล็ก ๆ ในภาพยนตร์ จากนั้นจึงมีผลงานในซีรีส์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง ทั้งทาง MBC, tvN และ SBS

ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือซิตคอม Blue Tower ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในเกาหลีใต้ และทำให้ชื่อของอียองจูเป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงมากฝีมือ

เตรียมจัดพิธีศพที่เมืองซองนัม

มีรายงานว่า พิธีศพของอียองจูจะจัดขึ้นที่ โรงพยาบาลบุนดังเจเซียง เมืองซองนัม จังหวัดคยองกี ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะมีพิธีเคลื่อนศพในวันที่ 31 สิงหาคม เพื่อนำร่างไปประกอบพิธีฝังตามธรรมเนียม

หลังข่าวการเสียชีวิตถูกเผยแพร่ออกไป เพื่อนนักแสดงและคนในวงการบันเทิงจำนวนมากต่างโพสต์ข้อความร่วมไว้อาลัย พร้อมแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้

เคยเปิดเผยป่วยโรคหัวใจเมื่อหลายปีก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 อียองจูเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับการยกเว้นการเข้ารับราชการทหารในเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ ที่ยืนยันว่าโรคดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายในครั้งนี้หรือไม่ โดยอยู่ระหว่างการรายงานรายละเอียดเพิ่มเติมจากทางการและครอบครัว

การจากไปของอียองจูในวัยเพียง 44 ปี นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ และสร้างความอาลัยให้กับแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด

Blue TowerLee Yong-jooข่าวดาราเกาหลีอียองจู

ไก่ วรายุท กอด ยุ้ย กลางรายการ สงสัยไปสนิทกันตอนไหน? เผยโดนโกง 10 ล้าน จากการทำซีรีย์วาย

29 สิงหาคม 2569 เวลา 21:55 น.

”ไก่ วรายุท“ กอด ”ยุ้ย“ กลางรายการ สงสัยไปสนิทกันตอนไหน? เผยโดนโกง 10 ล้าน จากการทำซีรีย์วาย

ต้องใช้คำนี้ว่าไปสนิทกันตอนไหน? ระหว่าง “ไก่ วรายุท” ที่ควงคู่มากับ “ ยุ้ย จีรนันท์“  มาเผยความในใจกันและกัน ผ่านรายการ คุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 หลายคนคงงงว่า “ผู้จัดช่องสาม” จะมาสนิทสนมกับ “นางเอกตัวท๊อปช่องเจ็ด” ได้ยังไง แถมงานนี้ผู้จัดคนเก่งยังเปิดใจที่นี่ที่แรก ถึงเรื่องราวที่ต้องขายสมบัติอาทิบ้านหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา และออฟฟิศ รวมไปถึงโดนโกงเงินกว่า 10 ล้าน  หลังจากลงทุนทำซีรี่ส์วาย

สนิทกันตอนไหนก่อน?

พี่ไก่ : ตอนแรกเราก็สนิทกับน้องผู้ชายก่อน แล้วค่อยไปสนิทกับภรรยาเขา ธันน์เค้าก็เล่นละครเรื่องแรกของพี่ นายร้อยครับผม ยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย แล้วตอนนั้นช่องสามสมัยโน้น เค้าชอบแบบหน้าลูกครึ่ง ธันน์เขาหน้าไทย เค้าน่าจะเหมาะไปอยู่ช่องเจ็ดมากกว่า เค้าก็มาปรึกษาเรา เราก็บอกว่าไปได้เลย เค้าเป็นเด็กขยัน ตอนนั้นเค้าหล่อมาก สมัยนั้นยังไม่มีศัลยกรรม แต่นิสัยทะโมนเล็กน้อย

ยุ้ย : เค้าก็จะหล่อแบบไทยๆ แต่ยุ้ยมาเจอเขาตอนโตแล้ว เค้าเริ่มมีความคิดความอ่านมากขึ้น 

พี่ไก่เจอธันน์ตอนวัยรุ่น เค้าแสบยังไง?

ไก่ : เล่าเลยวันแรกที่ได้เจอเขา ธันน์พี่ขออนุญาตนะ (หัวเราะ) คุณเคยเจอใครที่ทะเลาะกับผู้กำกับไหม ทะเลาะแบบ กูไม่เล่น ก็คือไม่เล่น สมัยก่อนสามารถเดินชนไหล่ผู้กำกับได้ เราก็ต้องคุยกับเขา เตือนสติเขา เพราะละครมันก็ต้องถ่ายต่อไป แล้วเค้าก็ทำตาม เพราะตอนนั้นเราก็ต้องเลือกพระเอก พระเอกหายาก แต่เราก็สามารถเอาทั้งพระเอกและผู้กำกับรวมกันในเรื่องเดียวกันได้ แต่พอเคลียร์ใจกันแล้ว ก็ไม่ตีกันแล้ว ถามว่าถ้าเป็นเรื่องของประกัน ก็ต้องเคลมกันทุกอาทิตย์(ยิ้ม) พร้อมบวก เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่นใจร้อนมาก และผู้ชายคนนี้ที่เป็นพระเอกเฮี้ยวที่สุดในบรรดาพระเอกของพี่ แต่ตอนนี้เค้าเป็นผู้ชายอบอุ่นแล้ว 

แล้วตอนนั้นหนูรู้สึกยังไงที่เค้ามาจีบยุ้ยจีรนันท์?

พี่ไก่ : ตอนนั้นก็ตกใจ แต่ย้อนกลับไป เค้าเคยจะวิ่งให้รถชน เค้าถามว่า พี่ไก่ไม่รักผมแล้วหรอครับ เราก็ตะโกนกลับไปว่ามึงกลับมาก่อน (หัวเราะ) แล้วพอมารู้ว่ามาจีบยุ้ย น้ำตาไหล ตกกะใจ นี่ก็ยังคิดว่าเค้าจะรักเอ็งหรอ ธันน์ก็บอกว่า เดี๋ยวว่ากัน แล้วพอเค้าจะแต่งงานกัน พี่ดีใจกว่าตัวเองแต่งงานซะอีก ยุ้ยก็เป็นคนเรียบร้อย ก็เลยคิดในใจว่าแล้วเค้าจะมาดูแลน้องกูได้ไหม เค้าจะเอาอยู่ไหม มันเหมือนหยินกับหยาง แล้วประโยคแรก ที่พูดกับยุ้ย ว่าขอบใจมาก ที่เอาน้องพี่อยู่ เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครเอามันอยู่เลย 

ยุ้ย : พี่ไก่เค้าจะพูดตลอดเลยว่า ขอบคุณที่ดูแลธันน์ ตลอดระยะเวลาที่คบกับธันน์ เค้าก็จะเล่าเรื่องพี่ไก่ให้ฟังตลอด เค้าก็เล่าให้ฟังว่า เค้าแสบมาก ตอนอยู่กับพี่ไก่ แต่เค้ารักพี่ไก่มาก เหมือนพ่อแม่อีกคนหนึ่ง แล้วยุ้ยยังไม่เคยเจอพี่ไก่เลยตอนนั้น แต่ยุ้ยรู้สึกรักพี่ไก่มาก และยุ้ยรู้สึกเสมอว่า ธันน์รักพี่ไก่ พี่ไก่คือหนึ่งในครอบครัวของยุ้ย ขนาดบ้านต่างจังหวัด เค้ายังเตรียมสถานที่ให้พี่ไก่ ถ้าพี่ไก่แก่ตัวไป ก็อยากให้มาอยู่กับเรา และเขาก็ฟังพี่ไก่จริงๆ รักและเคารพมาก 

พี่ไก่ : ในยุคนั้นเราจะเป็นคนซัพพอร์ตเขา ไม่ว่าเค้าจะไปตีกับใคร เราจะเป็นที่ปรึกษาให้เขา

และยุ้ยรู้ว่าคนที่มาจีบเราแบคกราวเค้าเป็นแบบนี้? 

ยุ้ย : ไม่เคยรู้เลย แต่ก็รู้มาบ้าง แต่ตอนที่เขามาเจอเรา เค้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว แล้วพอมาเจอพี่ไก่ เค้าก็เล่าให้ฟังแบบที่เล่าไปเมื่อกี้(ยิ้ม) พอมาเล่าต่อมันเป็นเรื่องขำๆ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นเพราะว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

พี่ไก่ : ตอนเค้าคบกับยุ้ย เค้าใจเย็นมากขึ้น อย่างเมื่อก่อนพูดไป แค่สองประโยคเค้าก็ขึ้นแล้ว พอเค้าก็มีเหตุผลของเขา แต่ตอนที่คบกับยุ้ย ก็เบาลง โทรมาบอกว่ายุ้ยงอนอีกแล้ว ก็บอกไปว่าง้อไปเดี๋ยวก็ดี ยุ้ยเค้าดูไม่ดุ แต่เค้านิ่ง 

ยุ้ย : ตอนนี้มีผู้หญิงอีกคนนึงที่เค้ากลัวมากกว่ายุ้ย ก็คือลูก เค้ากลัวลูกไม่รัก

ตอนที่ยุ้ยกับธันน์ แต่งงาน คนที่ไปขอก็คือเถ้าแก่ไก่? 

พี่ไก่ : เราดีใจมาก น้องกูมีคนเอาแล้ว และคนที่เอาไป เค้าเป็นคนดีด้วย 

และพี่ไก่เห่อหลาน “น้องพราวตะวัน” มากแค่ไหน?

ยุ้ย : ไม่ได้เห่ออะไรมาก แต่เวลากลับมาจากเที่ยวทีไรเสื้อผ้าของลูกยุ้ย เยอะมาก แล้วยังมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่อีกหลาย 10 ชุด ขนาดเค้าไปต่างประเทศ เค้ายังซื้อน้ำหนัก เพราะว่าของฝากหลานเยอะมาก

พี่ไก่ : ทุกคนเห่อเหมือนกัน แล้วเจ้าเล่ห์เหมือนพ่อมัน แล้วเค้าชอบเอาตัวจระเข้มากัดขา 

ยุ้ย : และพราวตะวันจะเรียกพี่ไก่ว่าพี่ไก่ เค้าก็จะแอบมองเวลาเราทำอะไร 

พี่ไก่ : น้องพราวตะวัน แสบเหมือนพ่อมันเลย ความสวยได้แม่ เค้ารู้เรื่องมาก แล้วล่าสุดพ่อแม่เขา จะสร้างบ้านให้พี่บนภูเขาที่สระบุรี อยู่เป็นหอคอย แต่อยู่ในเขตบ้านเขา

แต่ตอนนี้พี่ไก่ก็ขายสมบัติของตัวเอง?

พี่ไก่ : ขายบ้านสามโคก ที่ออฟฟิศก็ขาย เพราะว่าน้องชายก็ซาโยนาระกันไปหมดแล้ว ขายในราคา 150 ล้าน 2 ไร่กว่า มาคุยแซ่บทั้งทีก็ลดให้ 20% ใครสนใจโทรมาคุยโดยตรงเลย เราก็อยากได้เงินไปทำบุญ เอาเงินมาช่วยเหลือตัวเอง 

เห็นว่าโดนคนใกล้ตัวโกงเงิน?

พี่ไก่ : ก็เป็นเรื่องจริงนะ ก็เป็นเพราะความโง่ของเรา ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรา เพราะว่าเราใจดี เราเชื่อใจเขาในการทำงาน ในการทำละครด้วยกันเนี่ยแหละ เค้าเอาของที่เราถ่ายละครเสร็จแล้วเอาไปขาย บอกเลยแล้วกันว่าเรื่องอะไรจะได้รู้กันไปเลย พี่พระเอกกับเด็กหมาในกอง เค้าก็เอาของไปขาย แต่เอาไปขายแล้วก็ไม่เอาเงินมาให้เรา ประมาณเกือบ 10 ล้าน พอตอนทำละคร ก็ของบเพิ่ม ด้วยความที่เป็นวรายุทธเสียหน้าไม่ได้ เค้าบอกไม่มีตังค์ แต่ละครมันเปิดไปแล้ว ฉันก็ต้องเอามาทำให้มันจบ แล้วก็บวกค่าที่เราออกไปให้ก่อนหน้านี้ แล้วที่ไปขายของแล้วไม่ได้เงินกลับมาอีก ตอนนี้ก็ฟ้องร้องกันอยู่ (ชี้หน้า) ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่โดน หลายคนก็โดน เพราะคนคนนี้แหละ ใครก็รู้ ทุกคนก็รวมตัวกันเพื่อฟ้องเขา กำลังให้ทนายจัดการให้ ก็อยากจะบอกเขาว่าให้เอามาคืน ไม่ต้องคืนให้หมดก็ได้ มีเท่าไหร่ก็เอามาให้ก่อน แค่เขารู้สึกว่ามันเป็นเงินของเราแล้วมันเป็นสิ่งที่เราควรจะได้ อยากให้เราขาดทุน เราก็ทำให้คุณแล้ว คุณก็ควรมาแบ่งให้เราบ้าง แล้วก็ไม่ใช่มีลูกหนี้แค่คนคนเดียว ก็มีอีกหลายคน แต่เดี๋ยวคนไทยก็รู้กันเอง 

ความประทับใจกันและกัน?

ยุ้ย : พี่ไก่ก็น่าจะรู้ดี (ยกมือขอบคุณ) ขอบคุณ ขอบคุณที่สุด พี่ไก่รู้ดีว่าเราสองคนรักพี่ไก่มาก เมตตาเราสองคนมาก หนูไปถึงเค้าก็รักลูกเรามาก รักพี่ไก่มากๆ

พี่ไก่ : ก็รู้แล้วว่าชีวิตเราจะไม่โดดเดี่ยว เพราะว่าก็มีอีกสองคนที่ช่วยดูแลเรา ในช่วงที่เราอายุเยอะ รักเขามาตั้งนานโดยที่เขาไม่รู้ตัว เพราะว่าเขาช่วยดูแลน้องเราให้เป็นคนที่ดีขึ้น และเป็นพ่อเราที่ดีของลูกด้วย เพราะว่าคนนี้แหละ

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คุยแซ่บโชว์ซีรีย์วายยุ้ยไก่ วรายุท