เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

11 มิ.ย. 2569 01:29 น.

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าตนเอง “ชอบเงินเฟ้อ” ที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ หลังจากราคาสินค้าในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยรายงานตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ โดยแสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และขยับขึ้นจากเดือนเมษายนซึ่งอยู่ที่ 3.8% นับเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี

การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลในอิหร่าน

เมื่อนักข่าวถามถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตอบว่า “ผมชอบมันนะ ตัวเลขพวกนั้นยอดเยี่ยมมาก รู้ไหมอะไรไหม? ผมชอบเงินเฟ้อนี้จริง ๆ”

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการกลางดึก โดยมีการนำเรือหลายสิบลำเข้าไปขนย้ายน้ำมันหลายล้านบาร์เรลออกจากอิหร่าน ซึ่งมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก ยังคงซื้อขายกันในราคาที่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ วันพุธที่ผ่านมาถือเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนต่าง ๆ เริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียดจากสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยรวมแล้ว ค่าพลังงานทั้งหมด ซึ่งรวมถึงก๊าซหุงต้มและไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบหนึ่งในสี่ โดยราคาน้ำมันรถยนต์เป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นนี้

ตามข้อมูลของสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากราคา 2.98 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ยังชี้ให้เห็นถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของตั๋วเครื่องบิน ค่าบริการส่วนบุคคลและค่ารักษาพยาบาล ค่าสันทนาการ ตลอดจนค่าบริการด้านการสื่อสาร

อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อพยายามลดทอนการใช้จ่ายลง เนื่องจากพวกเขาตั้งเป้าคุมอัตราเงินเฟ้อระยะยาวให้อยู่ที่ประมาณ 2%

ครั้งล่าสุดที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่านี้คือในเดือนเมษายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่ถูกจุดชนวนจากการที่รัสเซียบุกยูเครน

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่า แม้สงครามอิหร่านจะยุติลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2570 กว่าที่การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับคืนสู่สภาวะเดิม ซึ่งหมายความว่าภาวะราคาสินค้าเพิ่มสูงนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เหตุเจรจาข้อตกลงล่าช้า

ทรัมป์ลั่น จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เหตุเจรจาข้อตกลงล่าช้า

10 มิ.ย. 2569 23:55 น.

ทรัมป์ลั่น จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เหตุเจรจาข้อตกลงล่าช้า

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อว่า สหรัฐฯ จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง พร้อมแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลเตหะรานใช้เวลานานในการเจรจาเรื่องข้อตกลงยุติสงคราม

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หลังจากไม่มีความคืบหน้ามากพอในการเจรจาเพื่อยุติสงคราม

“เรากำลังจะโจมตีพวกเขา โจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงมาก” ทรัมป์กล่าว โดยบอกเป็นนัยว่าเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ (Apache) ของสหรัฐฯ ตกนั้น เป็นหนึ่งในเหตุผลในการกลับมาเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่

“เมื่อพิจารณาจากเรื่องเฮลิคอปเตอร์แล้ว ผมคิดว่าเรามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น” เขาบอกกับผู้สื่อข่าว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์แสดงความไม่พอใจที่ การเจรจากับรัฐบาลเตหะรานเรื่องข้อตกลงยุติสงครามดำเนินไปอย่างล่าช้า แม้ว่าการพูดคุยจะยังดำเนินอยู่ก็ตาม

“ผมทำงานร่วมกับอิหร่านมาหลายเดือนแล้ว … พวกเขาควรจะลงนามในข้อตกลง มันเป็นข้อตกลงที่ดี” ทรัมป์ย้ำ “พวกเขาเอาแต่ยืดเยื้อ เคาะโต๊ะไปเรื่อย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่”

ในเวลาต่อมา ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าและสะพานต่าง ๆ และแสดงความไม่พอใจอีกครั้งที่อิหร่านยังไม่ยอมลงนามในข้อตกลงเสียที

“พวกเขาเอาแต่เคาะแล้วเคาะอีก แล้วพวกเขาก็บอกว่า “เอาละ ขอเวลาให้พวกเขาอีกสักสองสามวันเถอะ”” เขากล่าว “ที่พวกเขาเอาแต่เคาะอยู่แบบนั้น ก็เพราะมันเป็นเอกสารที่มีความหมายมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ

ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ

10 มิ.ย. 2569 23:20 น.

ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ

ปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศบริเวณชายแดนอัฟกานิสถานจนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย อ้างโจมตีฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายที่ลอบเข้ามาโจมตีภายในดินแดนของพวกเขา

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 กองทัพปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศตามแนวชายแดนติดกับอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ และทำลายความสงบสุขที่ดำเนินมานานหลายเดือนในภูมิภาคที่ไร้เสถียรภาพแห่งนี้

นายอัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานระบุว่า มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิต 26 ศพ ในการ “โจมตีอย่างแม่นยำ” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เป้าหมาย 4 จุด ขณะที่รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก จากการโจมตีของปากีสถานใน 3 จังหวัด

ปากีสถานกล่าวหาอัฟกานิสถานมาโดยตลอดว่า ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาลอบโจมตีในดินแดนของพวกเขา ขณะที่รัฐบาลตาลีบันก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอดเช่นกัน

ทั้งสองประเทศปะทะกันอย่างรุนแรงนานหลายสัปดาห์เมื่อช่วงกลางปี 2568 จนกระทั่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคมปีเดียวกันภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ปากีสถานกับอัฟกานิสถานยังคงปะทะกันประปรายรวมถึงในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และในเดือนมีนาคม ปากีสถานโจมตีโดนศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล จนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

นายทาราร์กล่าวว่า การโจมตีเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ก่อการร้ายในปากีสถานที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีเป้าหมายการโจมตีที่แหล่งหลบซ่อนและกบดานของกลุ่มติดอาวุธบริเวณชายแดนอัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงศูนย์ฝึกและคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีครั้งล่าสุดของปากีสถานเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากกองกำลังความมั่นคงปากีสถานถูกโจมตีใกล้เมืองเปศวาร์ ทำให้มีตำรวจเสียชีวิต 6 นาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ชี้ อิหร่านใช้เวลาเจรจานานเกิน ลั่น ตอนนี้ต้องชดใช้แล้ว

ทรัมป์ชี้ อิหร่านใช้เวลาเจรจานานเกิน ลั่น ตอนนี้ต้องชดใช้แล้ว

10 มิ.ย. 2569 22:01 น.

ทรัมป์ชี้ อิหร่านใช้เวลาเจรจานานเกิน ลั่น ตอนนี้ต้องชดใช้แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีอิหร่านว่าใช้เวลาในการเจรจานานเกินไป และตอนนี้พวกเขาจะต้องชดใช้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นใหม่หลังทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งเมื่อวันอังคาร

เมื่อ 10 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า อิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง และตอนนี้จะต้องชดใช้ ขณะที่รัฐบาลเตหะรานระบุว่า จะทำการประเมินเรื่องการมีส่วนร่วมทางการทูตกับวอชิงตันใหม่อีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีโต้ตอบกันไปมาเมื่อคืนที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” ของสหรัฐฯ จนตก ขณะที่ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน

“อิหร่านดีแต่พูดแต่ไม่ทำอะไรเลย” โพสต์ของทรัมป์ระบุ “พวกเขาใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง ที่น่าจะเป็นผลดีอย่างมากสำหรับพวกเขา และตอนนี้พวกเขาจะต้องชดใช้!!!” อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้ระบุว่า อิหร่านจะต้องชดใช้อย่างไร

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) รายงานเมื่อวันพุธโดยอ้างอิงจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาอาจสั่งการให้มีการโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานต่างๆ ของอิหร่านเพิ่มเติม เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานใช้เวลานานเกินไปในการทำข้อตกลง

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังจากนายทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) งวดส่งมอบล่วงหน้า พุ่งขึ้น 1.74 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.9% อยู่ที่ 93.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ เวลา 11.27 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 1.91 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.17% อยู่ที่ 90.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ด้านนาย เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานจะประเมินเรื่องการมีส่วนร่วมทางการทูตกับรัฐบาลวอชิงตันใหม่อีกครั้ง หลังจากเกิดสิ่งที่อิหร่านเรียกว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายต่อหลายครั้ง

“กระบวนการทางการทูตใดๆ ล้วนต้องการสภาพแวดล้อมที่มั่นคงในระดับขั้นต่ำที่สุด” นายบากาอีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบ

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบ

10 มิ.ย. 2569 19:04 น.

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบ

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบชายแดน “รศ.ดร.ดุลยภาค” อ่านยุทธศาสตร์จีน หักไทยไม่ลง จับตา “อเมริกา” เดินเกมถ่วงดุลอำนาจ

สงครามรอบ 3 เริ่มแล้วแต่เราไม่รู้ตัว? จับตาเกมยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกัมพูชา ปรับแผนซุ่มเก็บรายละเอียดรอวันระเบิดศึกใหญ่ ขณะที่ จีน-สหรัฐฯ ขยับหมากเดินเกมทูตทหาร ไขรหัสลับรถถังจีนโผล่กัมพูชา แท้จริงแล้วไทยกำลังเผชิญหน้ากับอะไรกันแน่?

จากประเด็นการปะทะของไทย – กัมพูชา ที่ตึงเครียดมาตลอด ซึ่งล่าสุดจีน มีการส่งรถถังไปยังประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์อย่างมหาอำนาจจีน ต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” ได้รพูดคุยกับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกัมพูชา มีความเหนียวแน่นมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่สมัย ฮุนเซน เป็นผู้นำสูงสุด

โดยยุทธศาสตร์ “จตุโกณ” ของฮุนเซน เน้นในเรื่องการพัฒนาเกษตรกรรม และการโครงสร้างพื้นฐาน ก็ได้จีนเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในระยะหลังมีความสัมพันธ์ไปถึงขั้นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการร่วมมือด้านกลาโหม รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ และการช่วยเหลือทางการทหาร ดังนั้นการที่จีนส่งอาวุธให้กัมพูชา ในขณะกำลังมีความขัดแย้งกับไทย จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจต่อสันติภาพในภูมิภาค และความเชื่อใจของไทยที่มีต่อจีน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีคนมองว่า จีนมอบรถถังให้กับกัมพูชา ทำไปเพื่อต้องการท่าเรือเรียม ของกัมพูชา “รศ.ดร.ดุลยภาค” ให้ความเห็นว่า จีนมองหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งผลประโยชน์และแหล่งลงทุน โดยมองทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย พม่า กัมพูชา เป็นกลุ่มเดียวกัน หากไทย – กัมพูชา เกิดความขัดแย้งกัน จีนก็ต้องพยายามจะช่วยยุติความขัดแย้ง เพราะหากมีการสู้รบเกิดขึ้น การลงทุนของจีนโดยรวม เช่น โครงการ BRI หรือท่าเรือ Mega project และอีกหลายอย่างจะได้รับผลกระทบ

“สถานการณ์ตอนนี้ จีน ไม่ได้เลือกข้าง ซึ่งไม่เลือกกัมพูชา แล้วมาโจมตีไทย แต่ก็ไม่ได้เลือกไทย แล้วมากดดันกัมพูชา ดังนั้น จีนได้รักษาสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ไว้ เพื่อประสานผลประโยชน์ในภาพใหญ่มากกว่า”

การตอบโต้ทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย จึงใช้วิธีการสร้างสมดุลมหาอำนาจ โดยไม่ได้เลือกว่าจะอยู่ข้างจีนหรือสหรัฐอเมริกา มีการรักษาสมดุลระหว่างสองมหาอำนาจ ไม่ได้มาเทน้ำหนักที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนต้องเป็นปฏิปักษ์กับอีกประเทศหนึ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ตัวแทนศจีนเข้าไปหารัฐมนตรีกลาโหมทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าท่านไม่อยู่ แล้ววันถัดมาสหรัฐเข้าไปหารัฐมนตรีกลาโหมอีก นัยยะเหล่านี้มันมีอะไรไหม?

รศ.ดร.ดุลยภาค ให้ความเห็นว่า นี่คือการถ่วงดุลอำนาจและอธิบายข้อสงสัย เพื่อให้ไทยเกิดความสบายใจ โดยมองว่าเมื่อมีข่าวว่า รถถังของจีนมาเทียบท่าของกัมพูชา ซึ่งอาจทำให้กองทัพของกัมพูชา สามารถใช้ประโยชน์ในการมาสู้รบกับไทย ดังนั้นประเทศจีน จึงต้องมาเคลียร์ให้ชัดเจน โดยเป็นหน้าที่ทางระบบของทูตทหารจีน ที่ต้องมารายงาน และชี้แจงความชัดเจนให้กับทางกระทรวงกลาโหมของไทย

ด้านท่าทีของสหรัฐอเมริกา เมื่อเห็นโอกาสเหมาะสม จึงเข้ามามาทางกลาโหมของไทย โดยสหรัฐคงมีความต้องการมากกว่าเพียงชิงจังหวะหรือสร้างโอกาส แต่เพราะทางสหรัฐ มีความตั้งใจในการจะปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ ประกอบกับเรื่องนี้มีอยู่มากในประเทศกัมพูชา จึงคิดว่าการเคลื่อนไหวของสหรัฐ ครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทย

การปะทะรอบที่ 3 ไทย – กัมพูชา ยังมีอีกไหม?

“รศ.ดร.ดุลยภาค” มองว่า “เขารบมาหลายเดือนแล้ว แต่รายงานข่าว เราคิดว่า รอบ 3 จะมีไหม แต่ทางกัมพูชา มันมีมานานแล้ว แต่กัมพูชาค่อยๆ เก็บรายละเอียด แล้วรอเวลาเพื่อระเบิดเป็นศึกใหญ่”

เพราะที่ผ่านมา กัมพูชาละเมิดข้อตกลงจันทบุรีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางระเบิด เพิ่มกำลังพล และแทรกซึมยั่วยุตามแนวชายแดน ที่มีอยู่หลายจุด ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าทหารไทย ยังมีกำลังพลไม่เพียงพอ ในการดูแลตามแนวชายแดน ขณะที่กัมพูชาเตรียมพร้อมเพื่อระเบิดเป็นศึกใหญ่ เนื่องจากฝังใจว่าเสียดินแดนให้ไทยจากการรบครั้งก่อน

ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน กองทัพไทยได้เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้รุกทวงคืนดินแดน” มาเป็น “ผู้ตั้งรับ” ทำให้เกิดข้อกังวลทางยุทธศาสตร์ว่า หลังจากมีการผลัดเปลี่ยนกำลังพลจากที่เคยหนาแน่นในปีก่อน กำลังพลในปัจจุบันจะเพียงพอต่อการอุดช่องโหว่ตามฐานต่างๆ และเส้นทางลำเลียงหรือไม่ ในขณะที่ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา มีการเติมกำลังเข้ามาตลอดจนสามารถรุกคืบตัดหน้าได้หลายจุด 

ดังนั้นถึงแม้ศักยภาพทางทหารของประเทศไทยจะเหนือกว่าประเทศกัมพูชา แต่ก็ประมาทไม่ได้และจำเป็นต้องจัดระเบียบการตั้งรับให้ประณีตและเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นเพื่อรองรับการปะทะครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

ศุภจี ประชุม นบข.นัดแรก เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน

ศุภจี ประชุม นบข.นัดแรก เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน

ศุภจี ประชุม นบข.นัดแรก เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

“ศุภจี” ประชุม นบข.นัดแรก กางแผนรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง-เอลนีโญ่ มุ่งสร้างห่วงโซ่ผลิตข้าวไทยสู่ข้าวคุณภาพสูง เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน นายกฯสมาคมชาวนาฯ หนุนมาตรการช่วยไร่ละ 2,000 บาท พร้อมคูปองปุ๋ยลดต้นทุน เผยข่าวดีงบค้างจ่าย “นาปัง” 1.8 พันล้านเตรียมโอนถึงมือเกษตรกร

วันที่ 11 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมว่าคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 โดยกล่าวเปิดประชุมว่า ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีภาวะที่เป็นแรงกดดันค่อนข้างมาก  ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น   ในเรื่องต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรที่มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น รวมถึงการคาดการณ์ในเรื่องของสภาพอากาศ ที่มีการคาดว่าปีนี้จะมีปัจจัยเสี่ยง ในเรื่องของปรากฏการณ์เอลนีโญ่  ซึ่งจะทำให้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ ผลผลิตของเกษตรกร  

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักว่า ทุกปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น   เราต้องมาทบทวนในเรื่องของมาตรฐานที่มี เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ ให้เป็นไปตามสถานการณ์จริง และจะสามารถสะท้อน  ในสิ่งที่เป็นความท้าทาย   และการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้เราต้องดูแลกันทั้งกระบวนการ    ตั้งแต่เรื่องผลิต  การรวบรวม และการเปิดตลาดข้าวเพิ่มขึ้น 

“มาตรการในวันนี้จะพยายามให้ครอบคลุมในทุกเรื่อง  โดยเราจะยึดหลักใน 3  เรื่องด้วยกัน  เรื่องแรกบริหารจัดการราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม     เรื่องที่สองเพิ่มศักยภาพของการแข่งขันข้าวไทย  ทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและโลจิสติกส์  และเรื่องที่สาม สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ”นางศุภจี กล่าว   

ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนา และเกษตรกรไทย เปิดเผยว่าที่ประชุมฯ นบข.เห็นชอบมาตรการ รักษาเสถียรภาพ ราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต2569/70และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้ กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวมจำนวน 5 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้นประมาณ 5.94 หมื่นล้านบาท  โดยจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป 
ประกอบไปด้วย 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม: 41,483.33 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณ แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 34,275.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท 
2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70วงเงินรวม: 15,656.25 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบ แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท 
3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 564.00 ล้านบาท การจัดสรรงบแบ่งเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน 
4. โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 1,680.00 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน (ใช้งบกลางฯ) และ 5.โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570  วงเงินรวม: 84.00 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน 

นายปราโมทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการหารือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนากับที่ประชุม นบข.ทางสมาคมฯ ได้เสนอขอรับความช่วยเหลือในส่วนของ ข้าวนาปี ในอัตรา 2,000 บาทต่อไร่ จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือนซึ่งเป็นการเสนอขอเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้รับ 1,000 บาทเมื่อปีการผลิตที่ผ่านมาโดยขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าว (นบข.) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ก่อนจะส่งเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมชุดใหญ่ นบข.เพื่อขออนุมัติต่อไป

นายปราโมทย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการเสนอ มาตรการคูปองปุ๋ย เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต โดยเสนอให้สนับสนุนคูปองมูลค่า 200 บาทต่อกระสอบ จำกัดไม่เกิน 20 ใบต่อครอบครัว หรือคิดเป็นมูลค่าช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาท ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกซื้อปุ๋ยได้ทุกสูตรตามความต้องการ โดยเบื้องต้นทาง นบข. ไม่ขัดข้องในหลักการและให้เสนอผ่านคณะอนุกรรมการตามขั้นตอนเช่นเดียวกัน

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่าในสถานการณ์ปัจจุบันพี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากต้นทุนการผลิตที่สูงถึง 6,500 – 7,000 บาทต่อไร่ ทั้งจากค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าน้ำมัน ขณะที่ราคาขายข้าวอยู่ที่ประมาณตันละ 4,500 – 6,000 บาท ซึ่งทำให้เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุนจากการผลิต การได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม และคูปองปุ๋ยจึงจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับมาตรการการประกันภัยนาข้าว ที่ประชุม นบข.ให้กลับไปทบทวนใหม่เนื่องจากเกรงว่าจะมีความซ้ำซ้อนกับระบบการชดเชยเยียวยาภัยพิบัติที่มีอยู่เดิม ส่วนการจ่ายข้าวนาปังที่ยังค้างจ่ายให้กับเกษตรกรที่ประชุมเห็นชอบให้จ่ายเงินที่ค้างอยู่ให้กับเกษตรกร 230,000 ราย ในส่วนของงบประมาณโครงการข้าวนาปังปีที่ผ่านมา วงเงินประมาณ 1,792 – 1,800 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว โดยทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มีงบประมาณพร้อมจ่ายทันทีเมื่อขั้นตอนเอกสารเสร็จสิ้น

“ในฐานะตัวแทนเกษตรกรได้พยายามชี้แจงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริงต่อภาครัฐ ซึ่งในภาพรวมทิศทางการช่วยเหลือถือว่าเป็นไปในทางที่ดี และมาตรการต่าง ๆ กำลังถูกเร่งรัดเพื่อให้ถึงมือชาวนาทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด”นายกสมาคมชาวนา กล่าว 

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ปิดฉากการประชุม FBINAA ครั้งที่ 26 กระชับความร่วมมือ 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

วันนี้ (11 มิถุนายน 2569) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในฐานะหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์การประชุม The 26th FBI National Academy Associates (FBINAA) Asia Pacific Chapter Retraining Conference เปิดเผยว่า การประชุม FBINAA ครั้งนี้ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “United in Action: Combating Transnational Organized Crime in the Digital Age” หรือ “รวมพลังปฏิบัติการ : ต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัล” โดยมีผู้แทนระดับผู้บริหารจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 150 คน จาก 26 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุมระหว่างวันที่ 7–10 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร ได้เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย

การประชุม FBINAA

ในพิธีปิดการประชุมเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 มี พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานสมาคมศิษย์เก่าสถาบันเอฟบีไอ (FBI National Academy Associates) ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2026 เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายวิลเลียม เจ. คาร์โบน นายกสมาคมนักเรียนเก่า FBI National Academy Associates นายแอนดรูว์ เบลีย์ รองผู้อำนวยการร่วม สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่าง ๆ ร่วมในพิธี

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวโน้มอาชญากรรมสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะปัญหาสแกมเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อก่ออาชญากรรม การปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการกระทำความผิด

การประชุม FBINAA

ผู้เข้าร่วมประชุมได้หารือถึงแนวทางการวางแผนปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนไทย และนำไปสู่การตรวจยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อขยายผลไปสู่ผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้การประสานงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามผู้กระทำผิดข้ามชาติเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

การประชุม FBINAA

ทั้งนี้ ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ในฐานะภัยคุกคามสำคัญของภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนจำนวนมาก แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การใช้ AI สร้าง Deepfake การโจมตีทางไซเบอร์ และการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งเป็นความท้าทายที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรับมือร่วมกัน

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจสอบหลักฐานจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Meta ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเซ็นเตอร์ในระดับภูมิภาค

การประชุม FBINAA

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวย้ำว่า ทุกประเทศต่างตระหนักตรงกันว่า อาชญากรรมสแกมเมอร์เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่มีพรมแดน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีหน่วยงานใดหรือประเทศใดจะสามารถรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัลได้โดยลำพัง เนื่องจากภัยคุกคามในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น การตอบสนองของทุกประเทศจึงต้องเชื่อมโยงกันเช่นเดียวกัน โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประสานการปฏิบัติ และความร่วมมืออย่างไร้พรมแดน คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนทั่วโลก

การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีพ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ ปมผิดจริยธรรมร้ายแรงถือครองที่ดิน220 ไร่ที่นครพนมโดยไม่มีสิทธิ

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ 2/2568 หมายเลขแดงที่ คมจ 3/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ผู้ร้อง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้คัดค้าน เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง

คดีนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นขณะที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ 

โดยผู้คัดค้านยึดถือ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6,660,000 บาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 เรื่อยมา โดยผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

ขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 นั้น ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 (3) ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ตั้งแต่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 4 รวมถึงตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง นั้น ผู้คัดค้านยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหาตามมาตรา 55 (1) นอกจากนี้มาตรา 51 วรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง

     ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าแม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคำร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลง ซึ่งมีข้อห้ามกำหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดำเนินการจำหน่ายสิทธิในที่ดินและใบจองแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ทันที แต่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่โดยนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้พื้นที่ป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน เป็นพื้นที่ออกเดินสำรวจ จึงไม่มีการดำเนินการของกรมที่ดินหรือจังหวัดนครพนมที่ทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง

   การที่ผู้คัดค้านครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านย่อมตระหนักว่าตนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องมีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่ผู้คัดค้านคงยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แล้ว ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎรตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังผู้คัดค้านมีหนังสือขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำนวน 39 แปลงก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคำร้อง

    พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา.

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

วันนี้ 11 มิถุนายน 2569 นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ ลอรี่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวร่ายยาวถึงความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport กระทรวงดิจิทัลฯ วงเงินงบประมาณ 1,621 ล้านบาท หลังได้เข้าร่วมเวทีเสวนาฟังข้อคิดเห็นที่กระทรวงดิจิทัลฯ จนกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อความว่า “คุ้มกว่าตี๋น้อย? “บุฟเฟ่ต์เอไอ 27บาท/เดือน” [????????] ฟัง 3 ชั่วโมงเต็ม.. ในเวทีเสวนารับฟังข้อคิดเห็น TH-AI Passport ที่เป็นประเด็นร้อน ณ กระทรวงดิจิตัล ลอรี่ในฐานะผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ และดูเรื่องเทคฯให้กระทรวงพลังงาน สนใจเรื่องนี้ใน 2 แกนคือ ความคุ้มค่า และ ความโปร่งใส สรุปสั้นๆ โปรเจคเอไอ 1.6พันล้านนี้ 5 ล้านคนไทยใช้งาน 14 แพลตฟอร์ม AI ใหญ่ 31 โมเดลล้ำ ทำภาพ-คลิป-วิเคราะห์ได้หมด ??? จำนวนโทเคน ยังไม่มีระบุตัวเลขชัด 27บาท/เดือน คือราคาต่อคน ที่รัฐดีลได้และจ่ายให้ (งบ1,621ล้าน หารด้วย 5ล้านผู้ใช้ หารด้วย 12เดือน) ฟังไม่ผิดครับเฉลี่ย 27บาท/คน/เดือน!! จากราคาปกติ มีเดือนละ6แบงค์แดง เพียงท่านสมัคร ChatGPT แค่ที่เดียว ..แต่ใน TH-AI Passport นี่ได้ครบจบ14แอป ต้องบอกว่าบ้าไปแล้ว สำหรับราคานี้

แถมต่อยอดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลาง AI ของไทยไปในตัว และเปิดให้ปชช.ไทยได้อัพสกิล SMEไทยได้ติดปีก ..’คุ้มค่า‘ แบบไม่ต้องถกเถียง อีกประเด็น‘ความโปร่งใส’ แม้จะเซ็นTORสำเร็จไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ลอรี่ ก็ขอนำเสนอแนวทางให้ กระทรวงDE พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกับภาคปชช. เพื่อกำกับติดตามตรวจรับงาน กำหนดลิมิตให้ชัด Token credit ต่อคนต่อวัน, รูปแบบTokenที่เหลือ หากไม่มีคนใช้ รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน ..ให้เกิดการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน รีดเค้นแพลตฟอร์มนี้ให้เกิดขึ้นจริง แบบคุ้มค่าทุกสตางค์ โปร่งใสทุกอณู

ลอรี่

วันนั้นจะเกิดประโยชน์ร่วมกับปชช.ทุกฝ่าย กลุ่มผู้คัดค้าน ไม่ต้องสาดโคลนผ่านสื่อให้เหนื่อยฟรี ขอเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารกระทรวงดิจิตัล และทีมทำงานทุกท่าน รอใช้อยู่นะครับ”

หลังจากโพสต์ของ ลอรี่ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“เซ็นต์ TOR สำเร็จแล้ว แต่จำนวนโทเคน ยังไม่มีระบุตัวเลขแน่ชัด เนี่ยนะ ? ซึ่งมีการจำกัดจำนวนโทเค่นแน่นอน ถูกไหม ?”

“รอใช้เช่นกัน”

“ได้นะ27฿/เดือน สนใจๆๆๆ”

“เหนื่อยฟรีเลยเนาะครับ ซิน เคอ หยวนเปิดได้ละ”

“ทำไมต้องเอาเงินภาษีกูไปซื้อ”

ลอรี่
ลอรี่
ลอรี่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.54 น.

วันที่ 11 มิถุนายน ที่2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถ.นนทบุรี ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายคริส โปตระนันทน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานพรรคเศรษฐกิจ เดินทางมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต ผวจ.กทม. , รอง ผวจ.กทม. และคณะกรรมการคัดสรรข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร ฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเห็นว่า บุคคลดังกล่าวมีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

นายจิรายุ กล่าวว่า ตนเองมาในฐานะประชาชนคนไทยที่เกิดใน กทม. และอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ว่าฯ กทม. มาหลายสมัย และเคยตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. มาแล้วหลายคน และการทุจริตของ กทม. มาหลายเรื่อง และที่มาในตอนนี้นั้น ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่สามารถที่จะไปร้องใครได้ และเหตุนี้เกิดขึ้นก่อนที่นายชัชชาติ จะลาออกจากตำแหน่งไม่กี่วัน และพยานหลักฐานค่อนข้างครบ รวมไปถึงมีการกระทำความผิดซ้ำซาก ซึ่งมองว่า การเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่าพวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกตนเองไว้ตรวจสอบไม่ใช่ผ่านไปแบบไหลลื่นและขอยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบ เหตุไม่เกิด พยานไม่มี คงไม่สามารถทำได้

ดังนั้น การยื่นสำนวนในวันนี้เพื่อให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนในการเอาผิดผู้ว่าฯ กทม. ขณะดำรงตำแหน่งนั้น เป็นเหตุจำเป็นสำคัญ เพราะมีการแบ่งงานกันทำ โดยรายละเอียดมีการประกอบในสำนวนทั้งหมด และอีกหนึ่งประเด็นที่มายื่นเรื่องในวันนี้ คือเรื่องของการตรวจสอบทุจริต โดยมองว่า มีการบริหารงานมา 4 ปี และทำงานไปเยอะส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดฝอย ผู้นำสูงสุดขององค์กร จะไม่รู้ไม่เห็น เขาทำกันเองข้าราชการทำมาแล้ว ผมมีหน้าที่เซ็นไม่ได้ เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าระดับใดก็แล้วแต่ ถ้าท่านอ้างแบบนี้ ท่านต้องอ้างกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เอง และยังมีเรื่องอีกเยอะที่จะทยอยยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า เอกสารที่นำมาในวันนี้ลงนามโดยผู้ว่าฯ ชัดเจน ซึ่งที่มาวันนี้เนื่องจาก มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และผู้ตรวจ 17 คน หลังจากนั้นผู้ตรวจ ได้แต่งตั้งเพิ่มอีก 2 คน ตอนนี้ไม่รู้ว่าทำอะไรกันข้างใน เพราะบางทีเอกสารก็ปกปิด ไม่เปิดเผยในเว็บไซต์ แต่สุดท้ายแล้วก็มีผู้ไปร้อง ว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนวันที่ 23 มี.ค. มีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งคำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กรใน กทม. ว่าผิดกฎหมาย จากนั้น เปิดคัดสรรใหม่ 17 เม.ย. ลงนามวันที่ 30 เม.ย. ประกาศ 1 พ.ค. หมายความว่ารถหน่วยกรุงเทพมหานครนี้วิ่งเร็ว 10 กว่าวัน ได้รายชื่อทั้งหมด 17 คนเหมือนเดิม และผู้ว่าฯ ก็ลงนามเหมือนเดิม ทั้งหมดก็เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลังจากนั้น ผู้ว่าฯ ก็ลาออก ก็มีคนไปร้องใหม่เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาว่าผิดหรือไม่ และต้องนำเอกสารมาประกอบสำนวน โดยหากพบว่ามีอีกก็จะเดินทางมาร้องอีก

สุดท้ายไม่ว่าผู้ว่าฯ จะชื่อชัชชาติหรือใครก็แล้วแต่ หากยังโยงใยกับระบอบอากง ซึ่งมันมีถึงอาม่า แต่ผมไม่อยากใช้คำพวกนี้ แต่ถ้าระบอบยังกลับเข้ามา ผมก็ขอตั้งตนเป็นผู้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครต่อไป เพราะฉะนั้น ข้าวจะเข้าปาก ก็คงจะยากหน่อย ที่ผ่านมา ผมเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครนัก จริง ๆ แล้วมีเรื่องมากมาย การมีระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ ถูกทางแล้ว เมื่อใครเข้าไปตรวจสอบ ใครเขามีหลักฐาน ผมไม่ใช่นักร้อง ผมเป็นนักตรวจสอบ ดังนั้น ต่างคนต่างให้กำลังใจกัน ท่านชอบ ก็ชอบ หากไม่ชอบ ก็ต้องฟังอย่างใจเป็นธรรม ถ้าทำดีก็เลือก ถ้าไม่ดี ก็ไม่เลือก

นายคริส กล่าวว่า วันนี้ขอทำหน้าที่ สส. เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว ซึ่งตามพฤติการณ์ที่นายจิรายุกล่าวไป ตนเองมองว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถที่จะปล่อยไปได้ ส่วนว่าทำไมตนเอง และพรรคเศรษฐกิจ ต้องมาทำเรื่องนี้ในช่วงนี้นั้น ถ้านายชัชชาติ ไม่ลงเลือกตั้งอีกรอบก็พอจะปล่อยไปได้ แต่วันนี้ นายชัชชาติเสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกรอบ คำถามคือ 4 ปีที่ผ่านมา ท่านทำถูกต้องทุกประการแล้วหรือยัง ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และวันนี้ตนเองเข้าใจดีว่า ประชาชนยังชื่นชอบ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว แต่ผู้ว่าที่ท่านชอบมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ มีระบอบใดระบอบหนึ่งที่เป็นระบอบการทุจริตกัดกินกรุงเทพมหานครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถ้าผู้ว่าที่ท่านชื่นชอบเลี้ยงลูกน้องแบบนั้นไว้ จะยังไว้ใจได้หรือไม่

นายคริส กล่าวอีกว่า วันนี้ข้อมูลที่ตนเองมีได้ส่งให้ นายจิรายุ ทั้งหมดแล้ว และมั่นใจในระดับมือทำงานที่มาตรวจสอบ กทม. มาตลอดทั้งเรื่องเรือดับเพลิง รถดับเพลิง จนประชาชนยอมรับ ดังนั้น ทำให้เชื่อมั่นในหลักฐานที่ตนเอง และนายจิรายุ มี ซึ่งหลังจากนี้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องตอบคำถามกับกระบวนการยุติธรรมว่า สิ่งที่ท่านทำในการโยกย้ายข้าราชการเมื่อ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำถูกต้องแล้วหรือไม่ ช่วยพวกพ้องตัวเองหรือไม่ และวางขุมกำลังที่เป็นคนของระบอบอากงไว้หรือไม่ และหากหลังจากนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นในเขตเหล่านี้ ประชาชนก็จะทราบได้ว่าใครแต่งตั้งคนแบบนั้นเข้าไป ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย ยืนยันว่า สิ่งที่ทำไม่ได้ทำแค่ช่วงของการเลือกตั้งเพราะหน้าที่ของการตรวจสอบ และการปกป้องภาษีของประชาชนรวมถึงปกป้องระบบที่ถูกต้องจะเป็นของคนธรรมดาอย่างพวกเรา