BEDO จัดประกวด ‘Biogang Challenge 2026’ ส่งเสริมทุกพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน

BEDO จัดประกวด ‘Biogang Challenge 2026’ ส่งเสริมทุกพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน

BEDO จัดประกวด ‘Biogang Challenge 2026’ ส่งเสริมทุกพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.16 น.

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. (BEDO) ขอเชิญชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมประกวดโครงงาน Biogang Challenge 2026 ภายใต้แนวคิด Youth Acting For Nature Positive : “ทุกพลังสร้างสรรค์ เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ คิดสร้างสรรค์ และลงมือปฏิบัติจริงในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล

โครงการ Biogang Challenge 2026 มุ่งสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การสำรวจและจัดทำข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ตลอดจนการออกแบบและดำเนินกิจกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้จริง โดยมุ่งหวังให้เยาวชนได้ตระหนักว่า “ทุกการลงมือทำ” แม้เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อธรรมชาติและสังคมได้

สำหรับการประกวดในปีนี้ ผู้เข้าร่วมจะต้องพัฒนาโครงงานภายใต้แนวคิด Nature Positive โดยเลือกหัวข้อ 1 ใน 3 ประเด็นสำคัญในการเขียนโครงงาน ได้แก่

1.หยุดการสูญเสียธรรมชาติ

2.ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม

3.ใช้ทรัพยากรโดยไม่ทำลายสมดุล

ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ไอเดียที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำเดิม  การนำเสนอที่น่าสนใจ เนื้อหาตรงประเด็น (Relevance to Theme) การนำเสนอเนื้อหาความสอดคล้องกับแนวคิดและหัวข้อการประกวด ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ได้จริง (Practicality) และผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ชุมชน และสังคม และคุณภาพการนำเสนอ (Presentation & Quality) ความสวยงาม ความชัดเจนของภาษา หรือทักษะทางเทคนิค ทั้งนี้ ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการรับรองคุณภาพผลงานในระดับ Platinum Ranking, Gold Ranking และ Silver Ranking ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความโดดเด่นของโครงงานในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรมผู้เข้าร่วมประกวดและสถานศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบด้วย โล่รางวัล เกียรติบัตร และทุนสนับสนุนเพื่อการศึกษาและการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนและสถานศึกษาได้ต่อยอดองค์ความรู้และขยายผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการบริหารจัดการโครงงาน ในกิจกรรม Boot Camp ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลงานทางวิชาการ กิจกรรมสะสมผลงาน (Portfolio) และการศึกษาต่อในอนาคตได้ โดยผู้ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดทุกทีมจะได้รับเกียรติบัตรรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมจาก BEDO สำหรับคุณสมบัติผู้สมัคร ผู้เข้าประกวดจะต้องเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ สมัครเป็นทีม ทีมละไม่เกิน 3 คน และมีอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน โดยอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน สามารถดูแลได้มากกว่า 1 ทีม

เยาวชนที่สนใจสามารถส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 12 สิงหาคม 2569 และจะประกาศรายชื่อ 25 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาโครงงานและนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ พร้อมประกาศผลและมอบรางวัลในเดือนมกราคม 2570 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.BioGang.net, Facebook : Biogang.net, Line : @biogang และ YouTube : Biogang หรือศึกษาข้อมูลกิจกรรมเยาวชนเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของ BEDO สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2141-7833 ในวันและเวลาราชการ

BEDO เชื่อว่า ทุกความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ จึงมุ่งสร้างพื้นที่แห่งโอกาสในการเรียนรู้ ลงมือทำ และได้รับการยกย่อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เป้าหมาย Nature Positive และสร้างอนาคตที่ธรรมชาติและมนุษย์เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญประชาชน คณาจารย์ ผู้บริหาร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน บุคลากร และสื่อมวลชน ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม ” ในวันจันทร์ที่ 20 กรกฏาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นประธานในพิธี

พร้อมรับฟังการเสวนา “เจ้าฟ้าขวัญโดม” พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวทางการสืบสานพระปณิธาน จากศิษย์เก่าที่มีโอกาสได้ถวายงานใกล้ชิด โดย ศาสตราจารย์ ดร.เสาวนีย์        อัศวโรจน์ พระอาจารย์ที่ปรึกษา I เอกอัครราชทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) I รองศาสตราจารย์ ดร. สุปรียา แก้วละเอียด พระสหาย คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณศศิธร (ลอร่า) วัฒนกุล

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

“จากปีละ 1-2 ราย สู่ 41 รายต่อปี” นี่คือตัวเลขของการจัดเก็บดวงตาในพื้นที่จังหวัดระนองที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อันเป็นจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจของบุคลากรทางการแพทย์สองท่านที่กล้า “ก้าวออกจากกรอบ” สู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ และ “ลุยสุดตัว” เพื่อให้ชาวระนองเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการบริจาคดวงตา และนี่คือเรื่องราวของการทุ่มเทด้วยเวลาและหัวใจ พร้อมจุดประกายไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงไปยังผู้คนในจังหวัดนี้

ทุกๆ วันในแผนกดูแลผู้ป่วยโรคไต โรงพยาบาลระนอง จ.ระนอง จะเห็นภาพของ นพ.กัมพล พัฒนสมบัติสกุล อายุรแพทย์โรคไต และ พว.อรวิภา กลิ่นกำจร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ต่างทำงานเคียงข้างผู้ป่วยที่เฝ้ารอการปลูกถ่ายไต และช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตแล้วหลายรายกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่อีกภาพที่มองเห็นไปพร้อมกัน คือภาพที่โรงพยาบาลต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บดวงตาบริจาคที่ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

“เราเป็นหมอไต มีโอกาสได้ดูแลเรื่องการรับไตจากร่างของผู้ที่มีความจำนงบริจาคไตหลายท่าน ก็มีความคิดว่า ถ้าเราสามารถทำการจัดเก็บดวงตาได้ด้วยทีมของเราเลย ก็อาจไม่ต้องรอจักษุแพทย์” นพ.กัมพล เปิดบทสนทนาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจในครั้งนั้น

ขณะเดียวกัน พว.อรจิรา ก็ได้เสริมถึงที่มาของเรื่องราวนี้ว่า “ในเคสการจัดเก็บดวงตา เรามีจักษุแพทย์ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องมีห้วงเวลาในการรอคอยนาน ในฐานะที่เราเป็นพยาบาลผู้ประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะและดวงตา เราทราบดีว่าการบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะ ทุกวินาทีนั้นมีค่า ก็เลยจับมือกับอาจารย์กัมพลไปศึกษาเพิ่มเติมด้านการจัดเก็บดวงตากับทางศูนย์บริจาคดวงตา สภากาชาดไทย”

การตัดสินใจเลือกทางเดินในการเพิ่มเติมวิชาให้ตนเองนั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยเวลา กำลังกาย และกำลังใจ โดยทั้งสองท่าน เริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่ภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติ ตลอดไปจนถึงการลงพื้นที่จัดเก็บดวงตาในสถานการณ์จริง ก่อนนำองค์ความรู้ทั้งหมดนั้นกลับมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลระนอง โดยในช่วงเวลานั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ ทั้งด้านการส่งต่อแรงบันดาลใจ การส่งต่อความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริจาคดวงตา และช่วยทำให้ปริมาณการบริจาคดวงตาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

“จากเดิมที่จัดเก็บได้ปีละ 1-2 ราย หลังจากเราเข้ามาทำตรงนี้ด้วย เราจัดเก็บได้ปีละ 41 ราย” นพ.กัมพล กล่าวถึงตัวเลขที่ทำให้เขาเองหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ “และยิ่งไปกว่านั้นทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า จากความกังวลเรื่องความเชื่อที่เป็นปัญหาหลัก ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ทุกคนแค่ขาดความรู้ความเข้าใจ หลังจากเราได้ทุ่มเทในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแล้ว คนในพื้นที่จังหวัดระนองก็มีการบริจาคอวัยวะและดวงตามากขึ้น”

ด้าน พว.อรจิรา เสริมถึงความประทับใจที่ได้พบเจอด้วยตนเองและเป็นความประหลาดใจที่ตนเองก็ไม่คาดคิดว่า “มีอยู่เคสหนึ่งที่รู้สึกว่าภาพจำเปลี่ยนไป คือ ผู้ป่วยรายหนึ่งแสดงความจำนงบริจาคดวงตาไว้ แต่เราตรวจเลือดแล้วพบว่ามีภาวะติดเชื้อสูง จึงได้ทำการให้ยาและเฝ้าดูตัวเลขภาวะการติดเชื้อ ภาพที่เราเห็นตอนนั้นคือ ญาติคนไข้เครียดและลุ้นมาก แต่ไม่ใช่เพราะอยากยื้อการสูญเสีย เพราะทันทีที่ทางเราบอกว่าผลเลือดเข้าเกณฑ์บริจาคดวงตาได้ ทุกคนกระโดดกอดกันดีใจ ดีใจที่ว่าคนไข้ได้บุญแล้ว”

 “ความสุขอีกอย่างหนึ่งสำหรับผม คือ เมื่อเราทำ แล้วเราบอกต่อ มีหมอท่านอื่น ๆ สนใจและไปเรียนรู้เหมือนกันกับพวกเราสองคน ก็รู้สึกดีใจที่เราสามารถเป็นเหมือนฟันเฟืองเล็ก ๆ ให้หมอหรือเจ้าหน้าที่ที่ตอนแรกเขาอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องเกี่ยวกับการบริจาคดวงตา หันมาช่วยกันเป็นกำลังสำคัญในการที่จัดหาดวงตา เพื่อที่จะให้คนที่มองไม่เห็น กลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง” นพ.กัมพลกล่าว

จากจุดเริ่มต้นของบุคลากรทางการแพทย์เพียงสองคน ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่อื่น ๆ หันมาศึกษาและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการจัดเก็บดวงตาเพิ่มขึ้น

เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจของ นพ.กัมพล พัฒนสมบัติสกุล และ พว.อรวิภา กลิ่นกำจร นอกจากจะช่วยเปลี่ยนจำนวนตัวเลขของการจัดเก็บดวงตาในจังหวัดระนองแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า “เมื่อความรู้ความเข้าใจค่อย ๆ เดินทางไปถึงผู้คน ความเชื่อเดิม ๆ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นการให้ได้ในที่สุด โดยเริ่มต้นจากบุคลากรทางการแพทย์เพียงไม่กี่คน ที่เลือกย่างก้าวออกจากกรอบของหน้าที่เดิม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิตของผู้อื่นอีกมากมาย”

“Pattani Decoded 2026” ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

“Pattani Decoded 2026”  ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

“Pattani Decoded 2026” ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้ (CEA ภาคใต้) ร่วมกับ จังหวัดปัตตานี เทศบาลเมืองปัตตานี ภาคีเครือข่ายนักสร้างสรรค์และชุมชนในพื้นที่ จัดงานเทศกาล “Pattani Decoded 2026” เทศกาลสร้างสรรค์ประจำเมืองปัตตานี ภายใต้แนวคิด “Riversation” ชวนเปิด “บทสนทนาผ่านสายน้ำ” ต้นกำเนิดของผู้คน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของเมือง ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานออกแบบ ศิลปะ สถาปัตยกรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างภาพจำใหม่ให้ปัตตานี ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ของภาคใต้ที่เติบโตบนความหลากหลายและอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยเทศกาลได้จัดขึ้นอย่างคึกคักในพื้นที่ย่านเมืองเก่าปัตตานี ชุมชนสะบารัง ชุมชนจะบังติกอ และพื้นที่สร้างสรรค์สำคัญทั่วเมือง

เทศกาลปีนี้นำเสนอแนวคิด “Riversation” เพื่อชวนผู้เข้าร่วมงานร่วมถอดรหัสเมืองผ่านสายน้ำใน 3 มิติ ได้แก่ Root การสำรวจรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของเมือง, Resource การค้นพบคุณค่าของทรัพยากร วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และ Resilient การมองอนาคตของปัตตานีในฐานะเมืองที่พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นภาษากลางในการสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างผู้คนกับพื้นที่

บรรยากาศตลอดทั้งเทศกาลเต็มไปด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม ผ่านนิทรรศการ งานออกแบบ ศิลปะร่วมสมัย เวทีเสวนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง โดยมีนิทรรศการ Riversation ที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมือง และแม่น้ำปัตตานีในมิติของประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และอนาคตของเมือง รวมถึง SASTERA – Waterfront Book Festival 2026 เทศกาลหนังสือเมืองแห่งสายน้ำครั้งแรกของจังหวัดปัตตานี ที่เปิดพื้นที่ให้การอ่าน วรรณกรรม และองค์ความรู้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองผ่านนิทรรศการ เวทีเสวนา การเปิดตัวหนังสือ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักเขียน นักวิชาการ และนักสร้างสรรค์จากทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงาน Pattani Fishermen Community Hub โดย HAS Design and Research ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบพื้นที่สาธารณะเพื่อชุมชนประมง ควบคู่กับผลงานของศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย อาทิ เอ็มโซเฟียน เบ็ญจเมธา, SarnSard, Stu do vol. Records. และ Studio Act of Kindness ซึ่งร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความทรงจำ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของปัตตานีผ่านภาษาของศิลปะและการออกแบบ ขณะที่กิจกรรมเดินย่าน ล่องเรือ วิ่งสำรวจเมือง ตกปลาวิถีชุมชน และกิจกรรมในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญ ยังช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้เมืองผ่านผู้คน วิถีชีวิต และภูมิทัศน์ของเมือง

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเทศกาล คือ Creative Market ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นนำเสนอสินค้า งานคราฟต์ อาหาร และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดปัตตานี พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาด เชื่อมโยงเครือข่าย และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเมืองผ่านความคิดสร้างสรรค์

การจัดงานเทศการสร้างสรรค์ของจังหวัดปัตตานีครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ ในการนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมืองมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้คนทุกช่วงวัย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมการขับเคลื่อนเมืองผ่านเครือข่ายเทศกาลสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดปัตตานี ทั้ง Pattani Decoded 2026 และ Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 International Art Festival ซึ่งร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ศิลปะ และวัฒนธรรม เชื่อมโยงศิลปิน นักออกแบบ และนักสร้างสรรค์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสร้างการรับรู้ใหม่ให้จังหวัดปัตตานีในฐานะเมืองที่มีทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่  Facebook / Instagram : Pattani Decoded Facebook : Creative Economy Agency

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.)  จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงนาม MOU สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มเป้าหมาย

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ  เรื่อง การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว ระหว่าง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน์ รองอธิบดี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯเพื่อดำเนินการร่วมกันในการประสานความร่วมมือสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมาย ได้รับโอกาส มีอาชีพ มีรายได้ มีความสามารถในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ นายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นางสาวชวนชม จันทะวงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน       ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ 

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กล่าวว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพสตรี ส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว โดยการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่สตรี สมาชิกในครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ     ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของ สค. ให้บรรลุเป้าหมาย ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายของ สค. ต้องเผชิญกับสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม อาทิ รายได้ไม่เพียงพอ ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และความเครียดจากการดำเนินชีวิต ดังนั้น การได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านองค์ความรู้        การให้คำปรึกษา การพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนทุนประกอบอาชีพเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มี    ความพร้อมจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ ดูแลตนเองและครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นางจตุพร กล่าวว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ต่างมีเจตนารมย์เดียวกันในการสนับสนุนกลุ่มสตรีและครอบครัว ให้มีอาชีพ มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิตผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน จึงได้หารือแนวทางในการขยายความร่วมมือต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม โดยทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพตามความประสงค์และองค์ความรู้ความสามารถให้แก่กลุ่มสตรีผู้ประสบปัญหาทางสังคมยากจน ขาดรายได้ ที่ผ่านการฝึกอาชีพจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพของ สค.

ในปีนี้ สค. ได้รับการสนับสนุนโครงการมอบทุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ไปแล้ว 4 ศูนย์ฯ 3 สถานฯ ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.นนทบุรี ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.ชลบุรี  ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.สงขลา ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.ขอนแก่น สถานคุ้มครองฯบ้านเกร็ดตระการ กทม. สถานคุ้มครองฯ จ.นครราชสีมา สถานคุ้มครองฯ จ.สุราษฎ์ธานี  เป็นจำนวนทั้งสิ้น 130 คน รวมมูลค่า 2,514,130 บาท และจะดำเนินการ ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ครั้งถัดไป ให้กลุ่มเป้าหมายเพิ่มอีก จำนวน 34 คน ณ จังหวัดพิษณุโลก ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ รวม 3 ปีที่ผ่านมา 326 ราย มูลค่า 6,204,673 บาท มีอาชีพ มีงานทำ 319 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.85 และอีก 2.15 ประสบภัยพิบัติทำให้อุปกรณ์เสียหาย สูญหาย  จากความร่วมมือ และความตั้งใจอันดีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง        ที่ส่งต่อความช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ดังกล่าว จึงเป็นที่มาของพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเป้าหมายในวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการจะร่วมมือกันต่อเนื่องอีก 3 ปี (2569- 2572)

 “กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ขอขอบคุณ มูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง ในการสนับสนุนทุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมาย และสค. จะมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งจะติดตามและสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับทุนวัสดุอุปกรณ์จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพราะเราต่างเชื่อมั่นว่า พลังแห่งการให้ ไม่มีวันสิ้นสุด และภูมิคุ้มกัน ที่ดีที่สุดของครอบครัว คือการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เราจะสร้างสุขให้ครอบครัวและสังคมไทยต่อไป” นางจตุพร  กล่าวในที่สุด

สวยสะกดทุกสายตา ไอซ์ ปรีชญา อวดหุ่นแซ่บชุดเดรสลูกไม้รับแสง Golden hour

สวยสะกดทุกสายตา ไอซ์ ปรีชญา อวดหุ่นแซ่บชุดเดรสลูกไม้รับแสง Golden hour

สวยสะกดทุกสายตา ไอซ์ ปรีชญา อวดหุ่นแซ่บชุดเดรสลูกไม้รับแสง Golden hour

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ทำเอาแฟนคลับถึงกับต้องรีบเข้ามาส่งกำลังใจให้รัว ๆ เมื่อนางเอกสาวสวยสุดแซ่บ ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร ออกมาโพสต์ภาพบรรยากาศสุดโรแมนติกริมชายหาดพัทยา ในช่วงเวลาแสงสวยอย่าง Golden hour

แต่ช็อตเด็ดไม่ได้มีแค่ความสวยออร่าจับเพียงอย่างเดียว เพราะสาวไอซ์ได้เขียนแคปชันชวนยิ้มแกมหัวเราะเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินของตัวเองว่า “Golden hour แต่เงินในบัญชีไม่ Golden เลยค่ะ” พร้อมใส่อีโมจิหน้าเศร้าเคล้าน้ำตา ทำเอาหลายคนเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ็นดูในความน่ารักและอารมณ์ขันของเจ้าตัว

ไอซ์ ปรีชญา

งานนี้แฟน ๆ ต่างคอมเมนต์กดอิโมจิรูปหัวใจกันจำนวนมาก หรือชื่นชมในความสวยเป๊ะปังของสาวไอซ์ที่มาพร้อมชุดเดรสลูกไม้ซีทรูสุดเซ็กซี่  เช่น

ไอซ์ ปรีชญา
ไอซ์ ปรีชญา
ไอซ์ ปรีชญา
ไอซ์ ปรีชญา
ไอซ์ ปรีชญา
ไอซ์ ปรีชญา
ไอซ์ ปรีชญา
ไอซ์ ปรีชญา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม icepreechaya

หมอก้อง ฟาดเดือดปมไฟไหม้ ลั่น อย่าเรียกอโคจร เจ็บหนัก ผิดกฎหมาย ต้องเยียวยา

หมอก้อง ฟาดเดือดปมไฟไหม้ ลั่น อย่าเรียกอโคจร เจ็บหนัก ผิดกฎหมาย ต้องเยียวยา

หมอก้อง ฟาดเดือดปมไฟไหม้ ลั่น อย่าเรียกอโคจร เจ็บหนัก ผิดกฎหมาย ต้องเยียวยา

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

เป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิง (โรงเบียร์ลาดพร้าว) ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมบางส่วนมองว่า “ไปเที่ยวสถานที่อโคจรเอง ไม่สมควรได้รับการเยียวยา”ล่าสุด “หมอก้อง-สรวิชญ์ สุบุญ” ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยมองว่าเรื่องนี้เป็นคนละประเด็นกันอย่างสิ้นเชิง

“คำว่าอโคจร…ใครเป็นคนพูด?”หมอก้องได้ตั้งคำถามถึงนิยามของคำว่า“สถานที่อโคจร” ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผมว่ามันคนละเรื่องกัน สถานที่ที่มันเป็นอโคจร อะไรเป็นคนบอกว่าอโคจร ใครเป็นคนพูด ก็ในเมื่อมันคือสถานบันเทิง คุณก็เรียกมันว่าสถานบันเทิง อย่าไปเรียกเขาว่าอโคจร เพราะถ้าเกิดว่ามันเป็นสถานที่อโคจร งั้นคุณก็ไม่ควรให้มีตั้งแต่แรกดิ แต่อนันี้กฎหมายไม่ได้ห้ามนิ ผมจะไปเที่ยวไหนมันเรื่องของผมอ่ะ”

นอกจากนี้ ‘หมอก้อง’ยังย้ำชัดว่า ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะไปท่องเที่ยว และสถานที่เหล่านั้นต้องมีความปลอดภัยตามกฎหมายการที่ใครจะไปเที่ยวนั้นถือเป็นเรื่องของเขา แต่ไปแล้วสถานที่ตรงนั้นต้องได้รับการดูแลให้ปลอดภัยมองว่าตรรกะที่บอกว่า”ไม่ควรเยียวยาเพราะไปเที่ยวเอง” เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“เฮ้ย เยียวยาดิ ก็อ่ะผมอยากกินข้าว ผมอยากไปสนุก ผมอยากที่จะดื่มดริ้งก์ ก็ไม่มีใครห้าม ผมก็ต้องไปได้ แต่สถานที่ที่ผมไปมันต้องมีความปลอดภัยสิ แล้วพอวันนี้มันเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วพิสูจน์ว่า เกิดจากสถานที่นี้มันไม่ปลอดภัย มันผิดกฎหมาย คุณก็ต้องเยียวยาสิ”

รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมครั้งที่34 ชมรมวิจารณ์บันเทิง

รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมครั้งที่34 ชมรมวิจารณ์บันเทิง

รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมครั้งที่34 ชมรมวิจารณ์บันเทิง

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

ชมรมวิจารณ์บันเทิง (Bangkok Critics Assembly) จัดพิธีประกาศผล รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 34) ด้วยการสนับสนุนการจัดงานจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรมโดยจัดงาน ณ สโมสรกองทัพบกจัดกันแบบ สบายๆ มีการเสาวนา ​“37 ปีผ่านไป” จากยุครุ่งเรืองและโรยราของธุรกิจสิ่งพิมพ์ สู่ยุคใหม่ของสื่อออนไลน์และโชเชียลมีเดีย   ในช่วงบ่าย กับ นักวิจารณ์รุ่นใหญ่ของชมรมวิจารณ์บันเทิง นคร วีระประวัติ, เกษมศักดิ์ วงศ์รัฐปัญญา(สนานจิตต์ บางสพาน), สุทธากร สันติธวัช, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ , พิมพ์ชนกพุกสุขดำเนินรายการโดยศาสวัตบุญศรี

ก่อนจะจัด งาน เล็กๆ แบบเรียบง่ายมอบรางวัล กันในช่วงค่ำ ในห้อง ฆัฆวานรังสรรค์ มีคนมาร่วมงานกับ แบบอบอุ่น เหมือนงานเลี้ยงรุ่น ทั้งคนวงการรุ่นเก่า ผู้กำกับคนทำงานสูงอายุ และคนทำงานรุ่นใหม่  ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล และ ผู้มาเป็นแขกพิเศษ ในการมอบรางวัลที่พิเศษคือปีเตอร์ชานคนทำหนังชื่อดังของฮ่องกงมาร่วมงานงานในค่ำคืนนี้ดำเนินรายการโดยเต๋อ-รัฐนันท์จรรยาจิรวงศ์กับทรายเจริญปุระค่ำคืนแห่งการประกาศรางวัลครั้งที่ 34 ไม่เพียงเป็นการยกย่องผลงานอันโดดเด่นของคนทำหนังไทย หากยังสะท้อนถึงความตั้งใจของชมรมวิจารณ์บันเทิงในการผลักดันมาตรฐานของวงการภาพยนตร์ไทย พร้อมเปิดประตูสู่การเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในระดับเอเชียและนานาชาติ ภายใต้แนวคิด Make It Happen

 มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ ประธานชมรมวิจารณ์บันเทิง กล่าวว่า “การคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลเปรียบเสมือนการปรุงอาหารชั้นเลิศที่ต้องคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันและผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้น เพื่อให้ผลการตัดสินสะท้อนคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และความเที่ยงธรรม พร้อมยืนยันว่าชมรมจะเดินหน้าปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสื่อโดยยังคงยึดมั่นในภารกิจส่งเสริมมาตรฐานของวงการภาพยนตร์ไทย” โดยมีการทิ้งท้ายว่า ในปีนี้จะเป็นการมอบรางวัลเป็นปีสุดท้าย ที่จัดใน นามชมรมวิจารณ์บันเทิงก่อนที่ในปีหน้าจะเปลี่ยนเป็นจัดในนาม ‘สมาคมวิจารณ์บันเทิง’

ในปี 2568 ทาง ‘ชมรมวิจารณ์’ มีหนังไทย เข้าฉายในโรงหนัง ที่ทั้งหมดในโรง ที่ เข้าเกณฑ์ การตัดสิน 57 เรื่อง (หนังทุกเรื่องไม่ต้องส่งเข้าประกวด ขอเพียงเข้าฉายในระหว่าง วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2568 ทาง คณะกรรมการ ก็จะนำมาพิจารณา) ก่อนจะคัดเหลือ20 เรื่อง กรรมการ ที่ร่วมตัดสินในปีนี้ มีทั้งสิ้น 44 คน (มีกรรมการคัดสรร 7รอบแรก 7 คน มีทั้งสมาชิกทั้งเก่าและใหม่ผู้ทรงคุณวุฒิมีมุมมองเกี่ยวกับงานวิจารณ์หนัง

หลังจากที่ปีที่แล้วครั้งที่33มีการเปลี่ยนแปลงรางวัลมอบรางวัลเพียงแค่ หนังยอดเยี่ยม 5 เรื่อง มาในปีนี้ กลับมา มอบรางวัลหลากหลาย เหมือนเดิม เพื่อเพิ่มกำลังใจให้กับคนทำงานหนังไทยทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังปีนี้ยังมีการเพิ่มรางวัลใหม่เข้ามา4รางวัล2 รางวัล หนังไทย คือ ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม กับ รางวัลพิเศษ ขวัญใจกรรมการ (คัดสรร) ทั้ง 7 คน (Special Mention) (ในหนัง 20 เรื่องที่เข้าชิง เนื้อหาแปลกใหม่ อยากสนับสนุนให้คนทำกล้าหาญแบบนี้)และ 2 รางวัล  ได้แก่ ภาพยนตร์เอเชียยอดเยี่ยม (Best Asian Film) และ ภาพยนตร์แอนิเมชันเอเชียยอดเยี่ยม (Best Asian Animated Film) เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในภูมิภาค และผลักดันภาพยนตร์ไทยสู่เวทีนานาชาติมากยิ่งขึ้น

โดย มีการ ตัดรางวัล หนังสั้น กับ รางวัล หนังไทยทำรายได้สูงสุด ออกไปนอกจากนี้ ชมรมวิจารณ์บันเทิงยังมอบ Lifetime Achievement Award หรือรางวัล “เกียรติคุณแห่งความสำเร็จ” ให้แก่ ปี๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล และ อังเคิล-อดิเรก วัฏลีลา เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะผู้สร้างคุณูปการอันโดดเด่นต่อวงการภาพยนตร์ไทย

 นอกจากผลรางวัลต่างๆ แล้ว สิ่งที่ ทาง ชมรมวิจารณ์บันเทิง ยังคงทำ คือ การรำลึกถึง บุคคล ที่ทำงานเกี่ยวกับ หนัง ที่เสียชีวิต ทั้งหมด (เท่าที่รวบรวมได้) ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง ขอเพียง คนมีส่วน แม้ จะเพียงเรื่องเดียว ก็ต้องให้เกียรติ์ นำมาไว้อาลัย โดย เริ่มตั้งแต่ เดือนกรกฏาคม ปี 2568-กรกฏาคม 2569 วันที่จัดงานปีที่แล้ว มาถึงวันจัดงานปีนี้หลายท่าน อาจจะแทบไม่เคยมีใครจำได้หรือรู้มาก่อนว่า เคยทำหนังไทยที่พิเศษ คือ มีช่วงรำลึกถึง อาจารย์แดง-กิตติศักดิ์สุวรรณโภคิน นักวิจารณ์อาวุโส อาจารย์ใหญ่ของนักวิจารณ์ ที่เสียชีวิต เมื่อปีที่แล้ว

ขอแสดงความยินดี กับ ผู้ได้รับรางวัล รวมทั้ง ผู้เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายของทุกรางวัล สำหรับผลรางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 34) ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : ผีใช้ได้ค่ะ  ,ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม : The Lost Princess – เจ้าดวงเดือน, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (ผีใช้ได้ค่ะ) ,นักทำหนังหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (ผีใช้ได้ค่ะ),นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม : จินเจษฎ์ วรรธนะสิน (เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊),นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม : ฟาติมา เดชะวลีกุล (แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า),นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม : ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ (แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า),นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม : อาภาศิริ นิติพน (ผีใช้ได้ค่ะ),ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม : เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (ผีใช้ได้ค่ะ) กำกับภาพยอดเยี่ยม : พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์ (ผีใช้ได้ค่ะ) ‘ลำดับภาพยอดเยี่ยม : ธีรวัชร์ ใหญ่ลำยอง (เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊) ,ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม : ราสิเกติ์ สุขกาล (ผีใช้ได้ค่ะ)ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม : ใจเทพ ร่าเริงใจ (แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า)เพลงจากภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : Beauty in You จากภาพยนตร์ ดีว่า..ราวี ,ภาพยนตร์เอเชียยอดเยี่ยม : No Other Choice ,ภาพยนตร์แอนิเมชันเอเชียยอดเยี่ยม : Nobody Special Mention : DREAM! (ดรีม!)
 

ลูกสาว อิทธิ พลางกูร พ้อหนัก เสียใจแทนพ่อ เพลง ‘เก็บตะวัน’ ถูกนำมาทำใหม่เวอร์ชั่น AI

ลูกสาว อิทธิ พลางกูร พ้อหนัก เสียใจแทนพ่อ เพลง 'เก็บตะวัน' ถูกนำมาทำใหม่เวอร์ชั่น AI

ลูกสาว อิทธิ พลางกูร พ้อหนัก เสียใจแทนพ่อ เพลง ‘เก็บตะวัน’ ถูกนำมาทำใหม่เวอร์ชั่น AI

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

ดราม่าสนั่น! ลูกสาว “อิทธิ พลางกูร” พ้อหนัก หลังค่ายเพลงใหญ่ นำเพลง “เก็บตะวัน” ไปทำใหม่เวอร์ชั่น AI เจ้าตัวน้ำตาคลอ ทำใจยอมรับไม่ได้

เป็นประเด็นทันที เมื่อ “ลูกเกด ปริยากร พลางกูร” ลูกสาวแท้ๆ ของตำนานร็อกเกอร์ผู้ล่วงลับ “อิทธิ พลางกูร” ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่าน TikTok ส่วนตัว บ่งบอกถึงความรู้สึกสะเทือนใจและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง หลังค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ นำผลงานเพลงระดับตำนานอย่าง “เก็บตะวัน” กลับมาทำใหม่ในเวอร์ชั่น AI

โดย “ลูกเกด ปริยากร” ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่าน TikTok ชื่อว่า looookkate เผยความรู้สึกส่วนตัวหลังได้ยินเพลง “เก็บตะวัน” ในเวอร์ชั่นที่สร้างสรรค์โดยศิลปิน AI นามว่า TAMIN ซึ่งทำขึ้นด้วยกระบวนการ AI ทั้งหมด

ในคลิปดังกล่าว เธอได้พูดถึงประเด็นนี้ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นและตัดพ้อว่า “เขาเสียไปแล้วนะทุกคน เขาไม่สามารถทำเพลงขึ้นมาอีกได้แล้ว เพราะฉะนั้นเพลงที่มันยังเคยอยู่ เพลงมันก็ควรเป็นในเวอร์ชั่นที่เขาทำมาสิ มันรู้สึกเสียใจแทน (พ่อ) เนอะ ถ้าเขายังอยู่ เขาก็คงไม่ต่างจากเกดตอนนี้หรืออาจจะรู้สึกเสียใจมากกว่าเกดด้วยก็ได้”

ขณะที่โพสต์นี้ได้มีแฟนเพลงและผู้ที่ติดตามเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ต่างเข้าไปแสดงความเห็นใจและเห็นด้วยกับมุมมองของลูกเกด โดยมองว่าเพลงบางเพลงมี “คุณค่าทางจิตใจ” และ “ความคลาสสิก” ที่เทคโนโลยี AI ไม่สามารถทดแทนอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของมนุษย์ได้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ทางค่ายเพลงจะมีท่าทีหรือการชี้แจงอย่างไรต่อความรู้สึกของทายาทศิลปินในครั้งนี้

Surgery Wars สงครามแห่งความงาม กระแสแรง ฟาด Engagement ทุกแพลตฟอร์มกว่า 20 ล้านวิว

Surgery Wars สงครามแห่งความงาม กระแสแรง ฟาด Engagement ทุกแพลตฟอร์มกว่า 20 ล้านวิว

Surgery Wars สงครามแห่งความงาม กระแสแรง ฟาด Engagement ทุกแพลตฟอร์มกว่า 20 ล้านวิว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.59 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งรายการที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ สำหรับ Surgery Wars สงครามแห่งความงาม” ทางช่อง ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 รายการเรียลลิตี้แข่งขันด้านศัลยกรรมและความงามสุดเข้มข้น ผลิตโดย บริษัท วิน วิน พีอาร์พลัส จำกัด ที่หลังออกอากาศเพียง 2 อีพีแรก ก็สามารถสร้างกระแสตอบรับได้อย่างต่อเนื่อง โดยกวาดยอด Engagement มากกว่า20 ล้าน วิวจากทุกแพลตฟอร์มของ Surgery Wars  พร้อมเกิดกระแสพูดถึงในโลกโซเชียล โดยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในโลกออนไลน์ออกมา รีแคป วิจารณ์อย่างคึกคัก

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้ชมติดตามรายการ คือการแข่งขันที่เข้มข้นและคาดเดาไม่ได้ ผสมกับสีสันของเหล่า Master Celeb ใน2 อีพี ที่ผ่านมาอย่าง ลูกเกด เมทินีนุ้ย สุจิราไอซ์ อภิษฎา, รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น และ นัท นิสามณี ที่ต่างสวมบทบาทแบบจัดเต็ม ทั้งให้กำลังใจ ตรงไปตรงมา และใส่อารมณ์ร่วมแบบไม่มีใครยอมใคร ขณะเดียวกัน สิ่งที่สร้างเสียงฮือฮาไม่แพ้กัน คือผลลัพธ์ของผู้เข้าแข่งขันที่ทยอยเผยโฉมใหม่ออกมา จนมีผู้ชมจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมว่า “สวยมาก”, “เปลี่ยนจนจำแทบไม่ได้”, “อยากไปทำบ้าง”, “รายการนี้รับสมัครยังไง”, “อยากให้แฟนสมัคร” รวมถึงหลายคนยังบอกว่า รายการไม่ได้ทำให้เห็นเพียงความสวยงามที่เปลี่ยนไป แต่ยังได้เห็นความมั่นใจและคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นอกจากนี้ โลกออนไลน์ยังเต็มไปด้วยคำถามจากผู้ชมที่อยากสมัครเข้าร่วมรายการในอนาคต สะท้อนให้เห็นว่า “Surgery Wars สงครามแห่งความงาม” ไม่ได้เป็นเพียงรายการแข่งขัน แต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งรายการที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

หลังสร้างกระแสอย่างต่อเนื่องตลอด 2 อีพีแรก ความเข้มข้นของการแข่งขันกำลังจะยกระดับขึ้นอีกขั้นใน อีพี3 เมื่อโจทย์การแข่งขันยากกว่าเดิม ความกดดันเพิ่มขึ้น และการตัดสินของเหล่า Master Celeb จะเข้มข้น ว่าใครจะสามารถเปลี่ยนโฉม พลิกชีวิต และก้าวเข้าใกล้ชัยชนะ ได้สำเร็จ ติดตามได้ใน “SURGERY WARS สงครามแห่งความงาม”  อีพี3 จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 21.15 น. ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 และดูย้อนหลัง ทาง : WorkpointOfficial และ Version UNCUT ทาง Youtube : Win Win PRPlus official สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  Line : @surgerywars /  Facebook / Tiktok : SurgerWars /Instagram : surgerywars2026  #surgerywars #สงครามแห่งความงาม