ไอลอว์ ระดมภาค ปชช. บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. กดดันสั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ไอติม-ช่อ ให้กำลังใจ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 17:38 น.

ไอลอว์ ระดมภาคประชาชน บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. กดดันให้สั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ไอติม ควง สส.ปชน.-ช่อ ร่วมให้กำลังใจ ด้าน ยิ่งชีพ ชวนคนไทยเปิดวอร์โซเชียล 2 สัปดาห์อันตราย นัดชุมนุม 13 ก.ย.

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2569 ที่หน้าสำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาชน โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ( ไอลอว์) และเครือข่ายสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นำโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ และ น.ส.ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ หรือ มายด์ จัดกิจกรรม “เล่นกีฬาหน้า กกต.” 3 ชนิด ประกอบด้วย กิจกรรมตีลูกแบดชิงแชมป์ กิจกรรมโยนบอลสีน้ำเงินลงกล่อง และ สกายรันนิ่ง วิ่งให้ครบ 2.29 กม. เพื่อเรียกร้องให้ กกต.มีมติสั่งฟ้องสว และผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่ปรากฎรายชื่อในสำนวนคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่26 ทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกา และทำหน้าที่ให้สมกับเป็นองค์กรอิสระตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอำนาจการเมือง

โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายชยพล สท้อนดี สส.กทม เขต8 พรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า รวมถึงอดีตผู้สมัคร สว. และประชาชนผู้สนับสนุนจำนวนมากเดินทางมาร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก จากนั้น เวลา 15.30 น.กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดได้ร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข 229 เรียกร้องความยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. ก่อนยุติกิจกรรมไปด้วยความเรียบร้อย

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ กล่าวว่า ตอนนี้มีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว คือ ให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่างหาทั้ง 229 คน ส่วนที่เหลือให้ไปว่ากันในชั้นศาล ถือว่าภารกิจภาคประชาชนจบสิ้นแล้ว แต่หาก กกต.ละเว้นไม่สั่งฟ้องใคร เราจะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้นด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ รัฐมนตรีท่านใดที่กลัวว่า จะถูกเปิดเผยข้อมูลในสำนวน ขอให้ท่านรัฐมนตรีรีบโทรไปบอก กกต.ให้สั่งฟ้องเลย ตนอยากให้ข้อมูลทั้งหมดไปเปิดเผยในกระบวนการพิจารณาของศาล ยืนยันว่า พวกเราภาคประชาชนไม่ได้มี ข้อมูลเพียง 90,000 หน้า เรามีข้อมูลมากกว่านั้น ถ้าหากกต.ไม่ฟ้องใครเลย เราก็จะเปิดให้หมด นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชน ในจังหวัดต่างๆ ตรวจสอบ สว. ของจังหวัดตัวเอง และส่งข้อมูลมาให้ที่ไอลอว์จนกว่าถึงวันที่ กกต.มติ

“เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กกต ออกเอกสารข่าวระบุว่าจะมีการลงมติ ในวันที่ 14 ก.ย. 2559 เป็นช่วงทดเวลาถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงทดเวลา ซึ่ง อาจ จะ มี การ บาด เจ็บ หรือ เกิด อะไร ขึ้น ก็ ได้ ไปก็สวยขึ้นได้ ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายยิงประตูก็เกิดขึ้นได้ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่ากระพริบตาสถาน การณ์บ้านเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะมีข่าวอะไรมาเบี่ยงเบนประเด็น อย่างเพิ่งท้ออย่าเพิ่งเหนื่อย ผมเข้าใจดีว่าข้อมูล ใครโทรกลับหาใคร ใครจ่ายเงินให้ใคร ใครพาใครไปประชุมที่ไหนซึ่งมันเยอะมาก และขอเชิญชวนคนที่ยังมีข้อมูลมีการซื้อเสียงกันที่ไหน ทำโพลกันที่ไหน ขอให้ส่งกันมาได้ เรายังรอรับข้อมูลอยู่ และขอ เชิญชวนพี่น้องประชาชนแสดงออกทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการขึ้นสเตตัสหรือติดแฮชแท็ก #สั่งฟ้องสว229” นายยิ่งชีพ กล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้จนถึงวันที่ 13 ก.ย. ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันคิดว่า จะทำกิจกรรมอะไรที่จะสื่อสารถึงกกต. เพื่อพวกเราจะได้มาทำกิจกรรมร่วมกันส่งเสียง เป็นครั้งสุดท้ายให้ กกต.สั่งฟ้องสว.และเครือข่ายโกงเลือกตั้ง สว. ในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และเสนอมาที่ไอลอว์เพื่อตัดสินใจอีกครั้ง

กกต, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, ไอลอว์

มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนจัด ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ให้ ครม.สัญจร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 16:11 น.

มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนจัด ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ให้ ครม.สัญจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ขยายตลาด

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569  ที่ จ.สงขลา กองสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นําสื่อมวลชน ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดสงขลาและติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 30 สิงคหาคม – 1 กันยายน 2569 เพื่อติดตามสินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ OTOP ที่จะมอบให้คณะรัฐมนตรี ได้สวมใส่ในวันประชุม ครม.สัญจร

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า ได้เยี่ยมชม กลุ่มทอผ้ากลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 ซึ่ง นายวิชัย มาระเสนา ประธานกลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจในการเตรียมผ้าทอเกาะยอเพื่อมอบให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา โดยทางกลุ่มได้เลือกทอลายราชวัตร ซึ่งเป็นลายผ้าที่โดดเด่นและถือเป็นลายประจำจังหวัดสงขลา ลายผ้าดังกล่าวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเดิมชาวบ้านเรียกว่า ‘ลายคอนกเขา’ หรือ ‘ลายก้านแย่ง’ กระทั่งได้รับพระราชทานชื่อใหม่เป็น ‘ราชวัตร’ เมื่อครั้งมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2443 ซึ่งมีมานานกว่า 126 ปี สำหรับความพิเศษในครั้งนี้ ทางกลุ่มได้ตั้งใจเลือกใช้สีน้ำเงินอมม่วง ซึ่งเป็นสีประจำตัวของนายกรัฐมนตรี มารังสรรค์ลงบนผืนผ้า

“ผมรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำผลงานและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกาะยอมาเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์ การที่ผู้นำระดับประเทศสวมใส่ผ้าทอเกาะยอนั้น ถือเป็นต้นแบบและกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยสื่อสารเอกลักษณ์ของชุมชนให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้าน”

อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มราชวัตร ได้สะท้อนถึงวิกฤตของงานฝีมือท้องถิ่นในปัจจุบันว่า ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำผ้าเกาะยอมีจำนวนลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึง 60 คนแล้ว สาเหตุหลักมาจากการขาดการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้ามาตีตลาดของผ้าโรงงานจากพื้นที่อื่น โดยทางกลุ่มฯ ก็ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำและตัวอย่างในการอนุรักษ์งานฝีมือท้องถิ่น เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม และที่สำคัญคือการดึงดูดให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าทอเกาะยอที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีนี้ ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน

ต่อมาคณะฯ ได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา เยี่ยมชมการผลิตไข่ครอบสงขลา และเดินทางต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะม่วงเบาแม่ติ้ว อ.สิงหนคร

ขณะที่ น.ส.รัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เพื่อเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เตรียมนำสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด และสินค้า OTOP จัดแสดงโชว์ในการประชุม ครม.สัญจร สร้างโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง โดยนำสินค้าทั้ง 16 อำเภอและกลุ่มเครือข่ายมาร่วมจัดแสดง อาทิ ขนมม่อฉี โรตีชาชัก ไข่ครอบ ยำสาหร่ายผมนาง มะม่วงเบาแช่อิ่มสิงหนคร มะม่วงเบาสเลอปี้ หนังปลากระพงขาวทอดหรอบ ไอติมจำปาดะ เต้าคั่วสงขลา เต้าหู้คลองแงะ และลูกชิ้นปลาพริกไทยดำ เป็นต้น

ของดีสงขลา, ครม.สัญจร, มหาดไทย, สงขลา, แนวหน้าออนไลน์

โสภณ นำทัพปลุก ขรก.สภาฯ หลอมใจเป็นหนึ่ง ดันสร้างองค์กรก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับของสังคม

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:55 น.

30 สิงหาคม 2569 โรงแรมวินด์แฮม จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายการขับเคลื่อนองค์กรสู่การปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนบทบาทภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ในโครงการสัมมนาเรื่อง “นโยบายการบริหารสู่การปฏิบัติงาน เพื่อสนับสนุนบทบาทภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร”

นายโสภณ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการรวมพลังเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและผลงานของผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า แม้ผู้นำจะมีความสามารถและทุ่มเทมากเพียงใด แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่าย การขับเคลื่อนองค์กรก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้

ประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการ ว่า แม้ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากทุกฝ่ายมีความจริงใจ มีไมตรี และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่ดีก็สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว ขณะเดียวกันการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญต่อภาพลักษณ์ขององค์กร โดยกิจกรรมหรือโครงการที่เป็นประโยชน์ควรสื่อสารให้สังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงเจตนารมณ์และประโยชน์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จขององค์กรเกิดจากความร่วมมือของทุกคน พร้อมขอให้ผู้บริหารและบุคลากรทุกคนตั้งใจคิดดี พูดดี และทำดี ดูแลสุขภาพ และวางชีวิตให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยเปรียบสภาฯเป็นเสมือนบ้านและทุกคนเป็นพี่น้องกัน สามารถร่วมทุกข์ ร่วมสุขและช่วยกันสร้างองค์กรให้ก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับของสังคม

ด้าน น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือและความผูกพันภายในองค์กร จึงขอให้ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และบูรณาการการทำงานระหว่างสำนักและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และบุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข หากมีปัญหา ขอให้ช่วยกันแก้ไข พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฐานะพี่น้อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้บุคลากรสามารถเข้าพบผู้บริหารเพื่อเสนอความคิดเห็นและข้อแนะนำในการพัฒนาองค์กรได้

ขณะที่ นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกิจกรรม พร้อมชื่นชมความตั้งใจของประธานสภาผู้แทนราษฎรในการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้แก่ผู้บริหารและบุคลากร นอกจากนี้ อยากให้ทุกคนตั้งเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิต ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และมีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็งในการทำงาน ภายใต้การนำของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมมุทิตาจิตและบายศรีสู่ขวัญ ให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เกษียณอายุราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และความประทับใจ รวมถึงน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง สะท้อนถึงความผูกพัน ความสมัครสมานสามัคคี และมิตรภาพที่ดีระหว่างประธานสภาฯ ผู้บริหาร และบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โสภณ ซารัมย์,ประธานสภาฯ,รัฐสภา,

เชาว์ สวนเดือด ศุภชัย ชี้ อภิสิทธิ์ ไม่เคยเอ่ยชื่อ ภท. ย้อนบอยคอตบิดประเด็น เตือนประชาธิปไตยพังได้จากคนในระบบ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

30 สิงหาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Chao Meekhuad เรื่อง “ก่อนย้อนเรื่องรัฐประหาร ถามก่อนวันนี้ใครกำลังทำประชาธิปไตยเหลือแต่เปลือก” ตอบโต้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่พรรคการเมืองอาจมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา และส่งบุคคลเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ จนกระทบต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล

นายเชาว์ ระบุว่า เรื่องแรกที่ต้องคุยกันให้ตรงประเด็นคือ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คำเดียว โดยถ้อยคำที่ใช้คือ “ถ้าพรรคการเมืองยึดครอง สว.” แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกลับเป็นผู้ตีความว่าเป็นการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยยึดครองวุฒิสภา พร้อมระบุว่า “แบบนี้ชาวบ้านเขาเรียก ‘วัวสันหลังหวะ’ ครับ”

นายเชาว์ ระบุต่อว่า คำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ศาลตัดสินหรือยังว่าใครผิด” แต่อยู่ที่ว่า ระบบที่ สว.มีบทบาทในการคัดเลือกคนเข้าองค์กรอิสระ ขณะที่มีข้อสงสัยเรื่องอิทธิพลทางการเมืองต่อวุฒิสภา มีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ว่าจะไม่เกิดการยึดกลไกตรวจสอบ “นี่ต่างหากคือคำถามที่นายศุภชัยควรตอบ แต่กลับไม่ตอบ แล้วเลือกพาเรื่องหนีไปถึงปี 2549 และ 2557 แทน การรักษาประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงบอกประชาชนว่า เลือกตั้งเสร็จแล้วก็จบ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังต้องถูกตรวจสอบวุฒิสภายังต้องเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจทางการเมือง องค์กรอิสระยังต้องอิสระจริง และผู้มีอำนาจตรวจสอบคนอื่นก็ต้องถูกตรวจสอบได้

การที่นายศุภชัยยกขึ้นมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 และวิกฤตทั้งสองครั้งลงเอยด้วยการรัฐประหาร ผมว่าเป็น “ตรรกะที่บิดเบี้ยว” แม้นายศุภชัยเองจะออกตัวว่า ไม่อาจกล่าวได้ว่าการบอยคอตเป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร แต่กลับตั้งใจชี้นำให้คนเข้าใจแบบนั้น เพราะถ้าจะย้อนประวัติศาสตร์ ก็ต้องย้อนให้ครบด้วยว่า ก่อนการตัดสินใจเหล่านั้น บ้านเมืองอยู่ท่ามกลางวิกฤตความไว้วางใจต่อการใช้อำนาจของรัฐบาล ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต และปัญหากลไกตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก การเอาแต่พูดถึงปลายเหตุ แต่ไม่พูดถึงสภาพของระบบที่นำไปสู่วิกฤต ย่อมไม่ใช่การอ่านประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน

“ถ้าวันหนึ่งพรรคการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา วุฒิสภาสามารถส่งคนเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ และองค์กรอิสระเหล่านั้นมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือวุฒิสภาที่เกี่ยวโยงกับผู้ส่งตนเข้าไป เราจะยังเรียกระบบเช่นนั้นว่า “ตรวจสอบถ่วงดุล” ได้เต็มปากหรือไม่ นี่ต่างหากคือคำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์” รัฐธรรมนูญห้ามมิให้บุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง และคำว่า “ล้มล้าง” เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ต้องพิสูจน์ตามกฎหมาย ไม่มีใครควรด่วนตัดสินบุคคลหรือพรรคใดเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมห้ามตั้งคำถามว่า พฤติการณ์ใดกำลังเซาะกร่อนหลักประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงหีบบัตรเลือกตั้ง แต่มีหลักนิติรัฐ การแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุล และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจด้วย

“ผมคิดว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถูกแล้วครับ เราอยู่เฉยไม่ได้ เพราะถ้ารอจนกลไกตรวจสอบถูกยึดหมดแล้ว วันนั้นอาจสายเกินไปที่จะถามว่า ใครเป็นคนล้มประชาธิปไตย” นายเชาว์ ระบุ

เชาว์ มีขวด,พรรคประชาธิปัตย์,ศุภชัย ใจสมุทร,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคภูมิใจไทย,รัฐประหาร,

ธนกร มั่นใจ! ครม.สัญจร สงขลา พี่น้องประชาชนภาคใต้ได้ประโยชน์โดยตรง แนะทุกภาคส่วนช่วยกันคิด จะเดินหน้าเพื่อคนใต้ในอนาคตอย่างไร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:34 น.

“ธนกร”มั่นใจ! ครม.สัญจร สงขลา พี่น้องประชาชนภาคใต้ได้ประโยชน์โดยตรง แนะทุกภาคส่วนช่วยกันคิด จะเดินหน้าเพื่อคนใต้ในอนาคตอย่างไร เหน็บ”ฝ่ายค้าน”คิดถึงสิ่งที่คนใต้จะได้รับให้มากขึ้น คิดถึงคะแนนเสียงตัวเองให้น้อยลงหน่อยคงจะดี

30 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ว่า การลงพื้นที่ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ ไม่ได้ประชุมแค่เชิงนโยบาย แต่ต้องการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ก่อนที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรนั้น รัฐมนตรีทุกคนต้องลงพื้นที่ล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อติดตามงานในแต่ละจังหวัด ทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ปัญหารายได้ประชากรต่ำในกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) มีการเสนอโครงการรวมทั้งสิ้น 199 โครงการ คิดเป็นวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท การขออนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ 3 เส้นทาง เชื่อมโครงข่ายจากชุมพรถึงปาดังเบซาร์ วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท และการเซ็นสัญญาก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (กระแสสินธุ์-เขาชัยสน) รวมทั้งสะพานเชื่อมเกาะลันตา และการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของทุกฝ่าย กรณีโครงการพัฒนาอำเภอจะนะ โดยยึดผลการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น พี่น้องประชาชนภาคใต้จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาร้องเรียนเรื่องมีการปิดถนนต่างๆ นั้น นายธนกร กล่าวว่า จังหวัดสงขลาได้เตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การจัดนิทรรศการ การนำเสนอข้อเสนอการพัฒนาจังหวัด และการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลไหนลงพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการเช่นนี้เพื่อความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ และเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ฝ่ายค้านก็จะหยิบยกไปตำหนิเจ้าหน้าที่อีกว่าไม่มีความพร้อมในการทำหน้าที่ ที่สำคัญ การลงพื้นที่ ครม.สัญจรที่ จ.สงขลาครั้งนี้ไม่ได้มีการปิดถนนเพื่อต้อนรับท่านนายกฯ ตามที่ ส.ส.พรรคประชาชนกล่าวอ้าง

“อยากให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันคิดว่าจะเดินหน้าเพื่อพี่น้องประชาชนภาคใต้ในอนาคตอย่างไร ให้ความสำคัญกับการติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุทกภัย รวมถึงด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก ดีกว่าเหน็บแนมป้ายสีรัฐบาลรายวันโดยที่คนใต้ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ถ้าฝ่ายค้านคิดถึงสิ่งที่คนใต้จะได้รับให้มากขึ้น คิดถึงคะแนนเสียงตัวเองให้น้อยลงหน่อยก็คงจะดี” นายธนกร กล่าว

ครม.สัญจรสงขลา, ธนกรวังบุญคงชนะ, พรรคภูมิใจไทย

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

30 ส.ค. 2569 13:40 น.

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

เกิดเหตุยิงในงานดนตรีเรฟที่จัดขึ้นในสนามแข่งม้าในเมืองอาเรา ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเช้ามืดวันนี้ ตำรวจระบุมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานเบื้องต้นว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 5 คน แต่ตำรวจยังไม่ยืนยันตัวเลขดังกล่าว พร้อมระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่และเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ

เกิดเหตุยิงปืนหลายนัดระหว่างงานดนตรีเรฟที่จัดขึ้นบริเวณสนามแข่งม้าในย่านชาเคน เมืองอาเรา รัฐอาร์เกา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) โดยตำรวจรัฐอาร์เการะบุว่าได้รับแจ้งเหตุหลังเวลา 02.30 น. และยืนยันว่ามีการยิงปืนหลายนัด ท่ามกลางกลุ่มผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้มี “ผู้เสียหายหลายราย” แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่ามีผู้เสียชีวิตหรือไม่ ขณะที่มีรายงานเบื้องต้นจากสื่อท้องถิ่นว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 5 คน โดยบางรายอาการสาหัส อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากตำรวจ

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าปฏิบัติการในพื้นที่จำนวนมาก ทั้งรถตำรวจ รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมปิดกั้นพื้นที่โดยรอบสนามแข่งม้า และตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่เข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังมีเฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์พูมาของกองทัพสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมภารกิจ รวมถึงหน่วยรับมือภัยพิบัติของรัฐอาร์เกา

วาเนสซา รัมโพลด์ โฆษกตำรวจรัฐอาร์เกา ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริเวณสนามแข่งม้า แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น โดยตำรวจยืนยันเพียงว่า มีการยิงปืนหลายนัดจากกลุ่มคนจำนวนมาก

ด้านปาสคาล เวนเซล โฆษกตำรวจรัฐอาร์เกา เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังถือเป็น “สถานการณ์พิเศษ” และการติดตามตัวผู้ก่อเหตุยังดำเนินอยู่ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมแล้วหรือไม่

ตำรวจขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ชาเคน และเตือนประชาชนไม่ให้เข้าใกล้บริเวณเกิดเหตุ เนื่องจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ยังดำเนินต่อเนื่อง นอกจากนี้ สระว่ายน้ำอาเรายังปิดให้บริการในวันอาทิตย์จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเล่าว่า เพื่อนของเธออยู่ในงานและต้องหลบอยู่ใต้เวทีดีเจ ขณะที่ผู้ร่วมงานอีกคนระบุว่า ตอนแรกคิดว่าเสียงดังกล่าวเป็นเสียงพลุ ก่อนจะทราบว่าเป็นเสียงปืน

สื่อสวิตเซอร์แลนด์รายงานว่า เหตุยิงเกิดขึ้นหลังเวลา 02.30 น. โดยคลิปวิดีโอที่ได้รับการเผยแพร่มีเสียงคล้ายการยิงปืนหลายนัด เจ้าหน้าที่จึงขอให้ผู้ที่มีภาพถ่ายหรือวิดีโอจากเหตุการณ์ส่งข้อมูลให้ตำรวจ เพื่อใช้ประกอบการสอบสวน

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างงาน Aarau Rave Vol. 7 ซึ่งเป็นงานดนตรีแนวเทคโนที่จัดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวันเสาร์ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ และมีผู้เข้าร่วมประมาณ 3,500 คน ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน เมืองอาเรายังมีงานดนตรี “Musig i de Altstadt Aarau” จัดขึ้นในพื้นที่เมืองเก่า

ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยแรงจูงใจของเหตุยิง จำนวนผู้ก่อเหตุ หรือยืนยันว่าผู้ก่อเหตุยังอยู่ในพื้นที่หรือหลบหนีไปแล้ว โดยขณะนี้การค้นหาและตรวจสอบพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป

เมืองอาเราตั้งอยู่ในรัฐอาร์เกา ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ห่างจากนครซูริกราว 40 กิโลเมตร.

ที่มา Blick / swissinfo.ch

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

30 ส.ค. 2569 13:08 น.

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตยังวิกฤต ยอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 750 คน ขณะที่ผู้สูญหายมีมากกว่า 3,000 คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่ยังตามหาไม่พบอีกหลายร้อยชีวิต ล่าสุดเกิดแผ่นดินถล่มซ้ำก่อตัวเป็นทะเลสาบแห่งใหม่ จนต้องอพยพทีมกู้ภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่นานาชาติเร่งส่งความช่วยเหลือ มุ่งค้นหาคนงานที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ความคืบหน้าเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและโคลนทะลักเข้าถล่มพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วรวมกันพุ่งสูงเกิน 750 ราย โดยทางการเนปาลรายงานพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 734 ราย ขณะที่สื่อทางการจีนยืนยันผู้เสียชีวิตในทิเบตอีก 16 ราย

นอกจากนี้ ยอดผู้สูญหายรวมในทั้งสองประเทศได้พุ่งทะลุ 3,000 คน โดยเนปาลแจ้งระบุตัวตนไม่ได้และขาดการติดต่อนานกว่า 2,498 คน ส่วนเจ้าหน้าที่จากเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนกล่าวในการแถลงข่าวว่า ชาวต่างชาติที่สูญหายมากที่สุดคือชาวเนปาลจำนวน 104 คน ขณะที่ชาวอินเดีย 49 คน ชาวลัตเวีย 33 คน ชาวอเมริกัน 18 คน และชาวอังกฤษ 15 คน ยังคงสูญหายเช่นกัน เนื่องจากด่านจี๋หลง บริเวณชายแดนเป็นเส้นทางผ่านสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากกรุงกาฐมาณฑุไปยังเขาไกรลาส สถานที่แสวงบุญศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

สถานการณ์การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องและสภาพภูมิประเทศที่เป็นโคลนหนาแน่น สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดรนสำรวจพบเหตุแผ่นดินถล่มระลอกใหม่ตรงบริเวณจุดต่ำกว่าแนวกั้นน้ำเดิม 2.8 กิโลเมตร ส่งผลให้เศษดินและหินปิดกั้นลำน้ำจนเกิดเป็น “ทะเลสาบกั้นน้ำแห่งใหม่” ขึ้นมา ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกและทะลักซ้ำ เจ้าหน้าที่จึงต้องสั่งอพยพทีมกู้ภัยใกล้ด่านจี๋หลงไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

ขณะเดียวกัน ทางการเนปาลได้ประกาศเตือนประชาชนริมแม่น้ำโภเต โกศี ให้เฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสัญญาณระดับน้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในจุดที่วิกฤตที่สุดคือการกู้ภัยคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำมากกว่า 100 ชีวิตที่ยังคงติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินท่ามกลางดินโคลนที่อุดปิดทางเข้า กองทัพเนปาลได้พยายามสอดท่อเข้าไปในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าตรีศูลี 3เอ เพื่ออัดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปประทังชีวิตให้แก่ผู้รอดชีวิตด้านใน แต่ระดับน้ำในแม่น้ำที่สูงขึ้นทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักเป็นระยะ

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีคนงานจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูญหายรวมกันมากถึง 933 คน ทำให้รัฐบาลอินเดียและจีนตัดสินใจส่งทีมเชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะอุโมงค์และการกู้ภัยเฉพาะทางเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ชีวิตแข่งกับเวลา

ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ร่วมกับสำนักข่าวซินหัว ระบุตรงกันว่าชนวนเหตุภัยพิบัติครั้งมโหฬารนี้ เกิดจาก “การพังทลายของธารน้ำแข็ง”  บริเวณลาดเขาทางตอนใต้ของยอดเขาลิรุง ในเนปาล ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งและหินมหาศาลถล่มลงมารวมกับมวลน้ำ ก่อตัวเป็นโคลนและเศษซากพัดถล่มลงมาตามลำน้ำเป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งนายไซมอน สตีล หัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ระบุว่านี่คือสัญญาณเตือนอันตรายจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนเทือกเขาอย่างรุนแรง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลประเมินว่า ความเสียหายเฉพาะมูลค่าการบูรณะฟื้นฟูอาจพุ่งสูงถึง “หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ” พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติทั้งชุดตรวจดีเอ็นเอ, เครื่องแช่เย็นศพ และโดรนยกของหนัก ขณะนี้ชาติต่างๆ ได้เร่งส่งความช่วยเหลือแล้ว โดยสหรัฐฯ และแคนาดามอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งละ 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหราชอาณาจักรสนับสนุน 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหภาพยุโรปให้เงินช่วยเหลือ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหประชาชาติปล่อยงบฉุกเฉิน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเยียวยาประชาชนเนปาลกว่า 93,000 คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก.

ที่มา BBC / AFP / Reuters

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

30 ส.ค. 2569 12:20 น.

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือปรับโครงสร้างผู้นำกองทัพครั้งสำคัญ โดยปลด “โน กวังชอล” จากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม และแต่งตั้ง คิม ซองกี ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ขณะที่นายทหารระดับสูง พัค จอง-ชอน หวนกลับมารับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ท่ามกลางการเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวศูนย์กลางเกาหลี (KCNA) สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำระดับสูงในกองทัพอย่างเป็นทางการ ตามมติจากการประชุมคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ซึ่งมี นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด เป็นประธานการประชุม

รายงานระบุว่า นายโน กวังชอล ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และถูกลดบทบาทลงไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายแรกของกรมอุตสาหกรรมกระสุนและยุทธภัณฑ์ โดยทางการเกาหลีเหนือได้แต่งตั้ง นายคิม ซองกี อดีตผู้อำนวยการสำนักการเมืองทั่วไปของกองทัพประชาชนเกาหลี ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่แทน

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้ง นายพัค จองชอน เจ้าหน้าที่ทหารระดับอาวุโส เข้าดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง และกลับเข้าสู่ทำเนียบสมาชิกโพลิตบูโรของพรรคแรงงานอีกครั้ง หลังจากที่เคยหลุดจากตำแหน่งเนื่องจากคาดการณ์ว่ามีปัญหาด้านสุขภาพและอายุ โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการกองทัพเกาหลีเหนือ

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือยังได้เผยแพร่ภาพ นายคิม จองอึน เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และรางวัลเกียรติยศระดับชาติให้แก่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยการป้องกันประเทศ เพื่อยกย่องความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบอาวุธต่อสู้รุ่นใหม่

นายคิม จองอึน ได้กล่าวยกย่องทีมนักวิจัยว่าเป็น “วีรบุรุษและผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ซึ่งผลงานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการทหารครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ แม้สื่อเกาหลีเหนือจะไม่ได้ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าเป็นอาวุธประเภทใดก็ตาม แต่ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะไกลรุ่นใหม่ไปเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การปรับทัพและประกาศความสำเร็จทางทหารของเกาหลีเหนือ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลียังคงพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้ออกมายืนยันแผนการเตรียมจัดพิธีซ้อมรบทางทะเลร่วมกันสามฝ่ายภายใต้ชื่อ “Freedom Edge” ในระหว่างวันที่ 7–11 กันยายน ในบริเวณน่านน้ำสากลทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะเชจู

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเคยสั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้เพื่อเปิดทางในการเจรจา และกล่าวชื่นชมผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ทางการเกาหลีเหนือยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการประณามการอนุมัติขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้แก่เกาหลีใต้ รวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธตอบโต้เป็นระยะ เพื่อแสดงจุดยืนปฏิเสธการแทรกแซงจากชาติตะวันตก.

ที่มา Yonhap / AFP

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. “เลนิน โมเรโน” คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. "เลนิน โมเรโน" คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

30 ส.ค. 2569 12:05 น.

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. “เลนิน โมเรโน” คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

ศาลเอกวาดอร์พิพากษาจำคุก “เลนิน โมเรโน” อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ เป็นเวลา 5 ปี ในความผิดฐานรับสินบนจากบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนเพื่อแลกกับสัมปทานสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ พร้อมลงโทษจำคุกภรรยาและครอบครัว เจ้าตัวยังยืนกรานบริสุทธิ์ ชี้เป็นเกมการเมืองแก้แค้น พร้อมยื่นอุทธรณ์สู้คดี

ศาลในกรุงกีโต ประเทศเอกวาดอร์ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายเลนิน โมเรโน  อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ วัย 73 ปี เป็นเวลา 5 ปี หลังพบว่ามีความผิดจริงในข้อหารับสินบนจากบริษัท ชิโนไฮโดร (Sinohydro) บริษัทรัฐวิสาหกิจของจีน ในโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ “โคลคา โคโด ซินแคลร์” (Coca Codo Sinclair) ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ

เนื่องจากนายโมเรโนมีอายุ 73 ปี และเป็นผู้พิการทุพพลภาพ ศาลจึงอนุญาตให้เขารับโทษด้วยการกักขั่งบริเวณภายในบ้านพัก นอกจากนี้ ศาลยังสั่งลงโทษจำคุกจำเลยร่วมอีก 19 ราย ซึ่งรวมถึงภรรยา ลูกสาว และพี่ชายของนายโมเรโน ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาเกือบ 3 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิด ตลอดจนอดีตผู้บริหารโครงการ และอดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำเอกวาดอร์

อัยการแฉเงินทอดสะพานกว่า 76 ล้านดอลลาร์อัยการสูงสุดของเอกวาดอร์เปิดเผยว่า บริษัท ไซโนไฮโดร ได้จ่ายเงินสินบนรวมกันสูงถึง 76.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,600 ล้านบาท) ผ่านบริษัทนอมินีหลายแห่งให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 4 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด แม้ตัวนายโมเรโนจะได้รับเงินโดยตรงจำนวนไม่มาก แต่นักวิเคราะห์และอัยการพบว่าญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดของเขาได้รับเงินไปรวมหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ

คำพิพากษาระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีสินบนจะต้องชดใช้เงินคืนเป็นจำนวน 3 เท่าของเงินสินบนที่ได้รับไป พร้อมสั่งห้าม นายโมเรโน ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต

นายโมเรโน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีระหว่างปี 2007–2013 ในยุคของอดีตประธานาธิบดีราฟาเอล กอร์เรอา ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเองในช่วงปี 2017–2021 ได้ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยระบุว่าเขาไม่เคยรับเงินแม้แต่ “เซนต์เดียว” จากบริษัทจีน

นายโมเรโนโต้แย้งว่า สัญญาโครงการเขื่อนดังกล่าวถูกลงนามในยุคของนายกอร์เรอา ซึ่งปัจจุบันถูกศาลตัดสินจำคุก 8 ปีในคดีสินบนอีกคดีหนึ่งและลี้ภัยอยู่ในประเทศเบลเยียม นายโมเรโนอ้างว่าหลังจากเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเปลี่ยนแนวทางบริหารเข้าหาสหรัฐฯ ทำให้นายกอร์เรอามองว่าเขาเป็นผู้ทรยศและอาฆาตว่าจะแก้แค้น คดีนี้จึงเป็นผลมาจากเกมการเมืองของฝั่งตรงข้าม ซึ่งเขาเตรียมจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป

ย้อนรอยเขื่อนร้าวรุนแรง นำไปสู่การฟ้องร้องสำหรับโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โคคา โคโด ซินแคลร์ ถือเป็นโครงการเจ้าปัญหาของเอกวาดอร์ โดยเมื่อปี 2021 รัฐบาลเอกวาดอร์ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับบริษัท ไซโนไฮโดร หลังจากพบรอยแตกร้าวรุนแรงที่ตัวเขื่อนและพบข้อบกพร่องทางวิศวกรรมหลายจุด จนนำไปสู่การเจรจายอมความชดใช้ค่าเสียหายมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายโมเรโนถือเป็นอดีตประธานาธิบดีคนที่ 3 ของเอกวาดอร์ที่ถูกศาลตัดสินรับโทษจำคุกในคดีคอร์รัปชัน

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ ติดป้ายใหญ่ “ทะเลสาบออนทาริโอ”

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ ติดป้ายใหญ่ "ทะเลสาบออนทาริโอ"

30 ส.ค. 2569 11:40 น.

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ ติดป้ายใหญ่ “ทะเลสาบออนทาริโอ”

ทางการรัฐออนทาริโอของแคนาดา ติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ริมทะเลสาบออนทาริโอ ประกาศย้ำ “ทะเลสาบออนทาริโอ ตอนนี้และตลอดไป” หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้สหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อทะเลสาบที่ใช้ร่วมกับแคนาดาเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทาริโอของแคนาดา เปิดตัวป้ายขนาดใหญ่ริมทะเลสาบออนทาริโอ ในชุมชนวิโนนา ชานเมืองแฮมิลตัน เพื่อยืนยันว่า ทะเลสาบแห่งนี้จะยังคงใช้ชื่อ “ทะเลสาบออนทาริโอ” ระบุข้อความ “ทะเลสาบออนทาริโอ ตอนนี้และตลอดไป” หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” 

ฟอร์ดกล่าวว่า ทรัมป์จะเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่าอะไรก็ได้ แต่ประชาคมโลกจะยังคงเรียกว่าทะเลสาบออนทาริโอ พร้อมย้ำว่า ชาวแคนาดาจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของประเทศ และจะไม่ยอมถอยให้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “คนพาล”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนทาริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” พร้อมสั่งให้กระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ ดำเนินการปรับปรุงชื่อในระบบฐานข้อมูลชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์อย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ภายใน 30 วัน

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวมีผลต่อการใช้ชื่อในหน่วยงานของสหรัฐฯ เท่านั้น ประเทศอื่นไม่ได้มีพันธะต้องเปลี่ยนตาม ทำให้ทางการแคนาดาปฏิเสธการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว โดยมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ย้ำก่อนหน้านี้ว่า สิ่งต่าง ๆ ควรถูกเรียกตามชื่อของมัน และทะเลสาบแห่งนี้คือ “ทะเลสาบออนทาริโอ ตอนนี้และตลอดไป”

ด้านทิม ฮิวสตัน มุขมนตรีรัฐโนวาสโกเชีย กล่าวติดตลกว่า “มันคือทะเลสาบออนทาริโอนะเพื่อน” ขณะที่ฟอร์ดเปิดเผยว่า ได้รับโทรศัพท์จากผู้ว่าการรัฐหลายคนของสหรัฐฯ ซึ่งยืนยันว่าจะยังเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่าทะเลสาบออนทาริโอต่อไป

ข้อพิพาทเรื่องชื่อทะเลสาบเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ที่ตึงเครียดขึ้น หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลวเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม และสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดามูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอัตรา 50% ขณะที่แคนาดาเตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้ในอัตราเทียบเท่ากัน เริ่มวันที่ 8 กันยายน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และฟอร์ดมีการตอบโต้กันอย่างรุนแรงผ่านสื่อ โดยฟอร์ดกล่าวหาทรัมป์ว่าเป็น “คนพาล” ขณะที่ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการวิจารณ์ฟอร์ดและกล่าวหาว่าแคนาดาปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม

ในช่วงสุดสัปดาห์ ทรัมป์ยังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์หลายคลิปบนสื่อสังคมออนไลน์ หนึ่งในนั้นแสดงภาพเขาเตะป้ายทะเลสาบออนทาริโอ แล้วเปลี่ยนเป็น “ยินดีต้อนรับสู่ทะเลสาบอเมริกา” อีกคลิปเป็นภาพฝูงห่านแคนาดาที่มีทรงผมคล้ายทรัมป์และถือปืน เดินลาดตระเวนริมทะเลสาบที่ใช้ชื่อใหม่

การเปลี่ยนชื่อทะเลสาบครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกรณีที่ทรัมป์เคยลงนามคำสั่งเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา” เมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 ซึ่งเม็กซิโกปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถเปลี่ยนชื่อแหล่งน้ำระหว่างประเทศที่ใช้ร่วมกันได้ฝ่ายเดียว

กรณีดังกล่าวยังนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างเม็กซิโกกับกูเกิล หลังกูเกิลแมปส์แสดงชื่อแตกต่างกันตามประเทศ โดยผู้ใช้งานในสหรัฐฯ เห็นชื่อ “อ่าวอเมริกา” ขณะที่ผู้ใช้งานในเม็กซิโกยังเห็นชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” ส่วนผู้ใช้งานในประเทศอื่นเห็นชื่อทั้งสองแบบ

สำหรับทะเลสาบออนทาริโอ เป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบเกรตเลกส์ ตั้งอยู่ระหว่างรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ กับรัฐออนทาริโอของแคนาดา ชื่อ “ออนทารีโอ” มีที่มาจากภาษาของชนพื้นเมืองฮูรอน คำว่า “oniatarí” ซึ่งหมายถึง “ทะเลสาบแห่งผืนน้ำส่องประกาย” ขณะที่รัฐออนทาริโอของแคนาดาก็ได้รับชื่อมาจากทะเลสาบแห่งนี้เช่นกัน.

ที่มา BBC / CBC