กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

กกต.แจงมาตรการรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้ง”ผู้ว่าฯ กทม.-สก.” และ”นายกเมืองพัทยา-สมาชิกเมืองพัทยา” ยืนยันหลักการลงคะแนนโดยลับ ประทับตราบนบัตรป้องกันนำไปใช้เลือกตั้งท้องถิ่นอื่น

22 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่าการเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการจัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์ ควบคุมการพิมพ์ และกำหนดวิธีการจัดส่งบัตรเลือกตั้ง ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และมาตรา 77 บัญญัติให้หีบบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้ง ให้มีลักษณะตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

ทั้งนี้ ข้อ 134 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้กำกับ ควบคุมการจัดพิมพ์ และการจัดส่งบัตรเลือกตั้ง การกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้ง โดยให้โรงพิมพ์ที่ กกต.มอบหมายเป็นผู้จัดพิมพ์ให้มีจำนวนเพียงพอต่อจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ประกอบกับข้อ 133 กำหนดให้ก่อนนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งใด เมื่อใด ให้มีการประทับตราหรือเครื่องหมายตามแบบที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกำหนด

โดยมาตรการป้องกันการปลอมแปลงดังกล่าว เป็นมาตรการด้านการควบคุมการจัดพิมพ์และรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีความแตกต่างในการเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติแต่ละครั้ง นอกจากนี้ บัตรเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนนำไปใช้ในการเลือกตั้งจะมีการประทับตราบนบัตรเลือกตั้งบริเวณรอยปรุ เพื่อป้องกันการนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด ไม่สามารถตรวจสอบหรือเชื่อมโยงไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้และไม่กระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับตามที่กฎหมายกำหนด

– 006

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

กสม.ตรวจสอบ 'ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง' จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์ แนะ 2 หน่วยงานร่วมกับประชาชนกำหนดแนวเขตและการใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่ได้จัดสรร 6,500 ไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร้องเรียนกรมป่าไม้ว่าไม่จัดสรรที่ดิน ‘ป่าสงวนแห่งชาติป่าบ้านหมากและป่าปากพัง’ เนื้อที่ 13,000 ไร่ ให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินเข้าใช้ประโยชน์ หลังจากที่กสม.ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าปัจจุบันที่ดินดังกล่าวถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยที่ดินส่วนแรกประมาณ 6,300 ไร่ อยู่ระหว่างการจัดสรรที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด หรือ คทช. ซึ่งมีการจัดสรรไปแล้ว 868 ราย และส่วนที่ 2อยู่ระหว่างรอจัดสรรเพิ่มเติมอีก 200 ราย เป็นที่ดินที่ยังมิได้จัดสรร 6,500 ไร่ กรมป่าไม้อนุญาตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้าเก็บหาผลปาล์มน้ำมันเป็นการชั่วคราว ในลักษณะการเช่าสัญญารายปี

นางสาวศยามล กล่าวอีกว่า กสม.พิจารณาเห็นว่า การดำเนินการของกรมป่าไม้เป็นการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงมีข้อเสนอแนะต่อกรมป่าไม้ และ คทช.สุราษฎร์ธานี ให้ร่วมกันกำหนดแนวเขตพื้นที่ส่วนกลาง ในพื้นที่หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 8 ให้ชัดเจน โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากป่า พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบและแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ยังมิได้จัดสรรจำนวน 6,500 ไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

2 ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง ชงปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนตัวเล็กและป้องกันไม่ให้การพัฒนาเมืองเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว “รศ.ดร.พนิต”ย้ำการวางผังเมืองที่ยั่งยืน ต้องยึดหลักการสร้างสมดุลเพื่อการพัฒนาใน 3 มิติ ด้าน“ก้องศักดิ์”เน้นสิทธิผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

22 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานเสวนา “Reimagining Urban Green: ผังเมืองใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้ผังเมืองเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานครอย่างรอบด้าน

โดยการเสวนาในครั้งนี้ มี 2 ท่านวิทยากร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวางผังเมือง ได้แก่ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยสภาองค์กรของผู้บริโภค มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมด้วยผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมฟังเสวนาในครั้งประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้ลงสมัครว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สก.ของพรรค โดยมี ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ เป็น Moderator

ทั้งนี้ รศ.ดร.พนิต ได้นำเสนอแนวคิดในระดับมหภาคว่า การวางผังเมืองที่ยั่งยืนจะต้องยึดหลักการสร้างสมดุลแห่งการพัฒนาใน 3 มิติ (The Balance of 3E) ได้แก่ เศรษฐกิจ (Economy) สิ่งแวดล้อม (Environment) และความเท่าเทียม (Equity)

นอกจากนี้ รศ.ดร.พนิต ยังชี้ให้เห็นว่าวิกฤตหลายอย่างในเมือง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นผลสะท้อนมาจากความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของผังเมือง มากกว่าที่จะเป็นเพียงความผิดพลาดส่วนบุคคล (Human Error) การแก้ไขปัญหาจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การจัดการโครงสร้างเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน ด้านนายก้องศักดิ์ ได้สะท้อนมุมมองที่เน้นสิทธิผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งยังมีข้อบกพร่องสำคัญ 3 ประการ คือ มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเพียงร้อยละ 0.4 ใช้ฐานข้อมูลที่ไม่อัปเดตตั้งแต่ปี 2562 และมีแผนการขยายถนนรวมถึงผังน้ำหลายร้อยสาย ที่เสี่ยงต่อการเวนคืนที่ดินกระทบสิทธิของประชาชนวงกว้าง

ในช่วงท้ายทั้งของเวทีเสวนาได้ร่วมกันตั้งคำถามเพื่อหา “กระดุมเม็ดแรก” ในการแก้ปัญหาเมือง การปรับปรุงมาตรการ FAR Bonus ที่ต้องสร้างพื้นที่สีเขียวที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายผังเมืองเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนตัวเล็กตัวน้อย และป้องกันไม่ให้การพัฒนาเมืองเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว

– 006

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

กรมฝนหลวงฯ เผยเตรียมปฏิบัติการทำฝนหลวง เติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งจากอิทธิพลเอลนีโญ พร้อมนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการ และลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

วันนี้ (22 พ.ค.) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งดำเนินการปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอเพื่อรับมือภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดจากอิทธิพลของฝนทิ้งช่วงและปรากฏการณ์เอลนีโญ่นั้น กรมฝนหลวงฯ ยืนยันว่ามีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากรและอากาศยาน ที่ขณะนี้มีอยู่ จำนวน 25 ลำกระจายอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ และ พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งในขณะนี้ สภาพอากาศถือว่าเอื้ออำนวยต่อการปฎิบัติการเนื่องจากมีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จะต้องพิจารณาถึงพื้นที่การเกษตรบางพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อพืชผลการเกษตรด้วย

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังจะร่วมมือกับกองทัพอากาศและสำนักงาน พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อสนับสนุนภารกิจ การทำฝนหลวงและใช้ข้อมูลดาวเทียมวางแผนให้เกิดความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้ง จะนำนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนในการปฏิบัติ คือ เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง  (Ground Based Generator) ที่จะเป็นการส่งอนุภาคฝนหลวงจากภาคพื้นดินขึ้นสู่บรรยากาศเพื่อกระตุ้นให้เกิดฝนในพื้นที่ที่อากาศยานไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้ อาทิ พื้นที่ชายแดน หรือบริเวณป่าต้นน้ำที่เป็นภูเขาสูงรวมไปถึงเขตเงาฝน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการลดต้นทุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานและเป็นการสำคัญของไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

015

คุณแหน : 23 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 23 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 23 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ เชิญศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 113 ปี แห่งการสถาปนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ (วันที่ 1 มิ.ย.) แต่เนื่องจากวันนั้นเป็นวันหยุด คณะวิศวฯจึงกำหนดจัดงาน ในวันที่ 29 พ.ค.แทน โดยมีพิธีถวายภัตตาหารพระสงฆ์ 9 รูป พร้อมตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง ณ ลานเกียร์ เวลา 07.45 น.ต่อจากนั้นเวลา 11.00 น.มีพิธีมอบรางวัลต่างๆ ได้แก่ รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรคณะวิศวฯ ,รางวัลสร้างชื่อเสียงให้คณะวิศวฯ ,รางวัลแด่นิสิตผู้อุทิศตนเพื่อคณะฯ และรางวัลโครงการพัฒนาระบบงานคณะวิศวฯ ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม 117 ชั้น 1 อาคาร 3…ศิษย์เก่า – ศิษย์ปัจจุบัน มาร่วมแสดงความยินดีกันให้พร้อมหน้า…

ขอแสดงความยินดีกับ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ประถมาภรณ์มงกุฏไทย เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา…

สัปดาห์ก่อน ผศ.นาฎยา ตนานนท์ แมสคอม มช.รหัส 15 พร้อมเพื่อนๆสาวชาวเชียงใหม่ ได้พากันไปท่องเที่ยว ชมและทานทุเรียนที่อุตรดิตถ์ เผอิญได้พบปะกับ รุ่นน้องแมสคอม มช.16 ศรีประภา นรานนท์กิตติกุล และเพื่อนร่วมรุ่น จึงได้จอยกันด้วยความสุขสนุกสนาน…

สมัยที่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี สุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ บางครั้งได้ไปร่วมงานจัดเลี้ยงมีร้านหลากหลายมาออกร้าน สำหรับคุณนาย รุ่งนภา เธอติดใจในอาหารว่างอย่าง กล้วยแขกทอด กะหรี่พัฟไส้ไก่ ของ”ป้าอี๊ดกล้วยทอด” ซึ่งอยู่ซ.วิภาวดีรังสิต 64…เมื่อวันก่อนหลังจากท่านอดีต รมต.เสร็จจากการออกรอบกอล์ฟ ได้รับคำสั่งด่วนจาก คุณนายที่บ้าน ให้แวะ ร้านโปรด เพื่อซื้อไปฝากด้วย ปรากฎว่าได้ทานกล้วยแขกทอดตามความตั้งใจ เพียงแต่กะหรี่พัฟ ส้ไก่เหลือเพียง 3 ตัว เพราะไม่ได้สั่งไว้ล่วงหน้า งานนี้ คุณป้าเลยไม่ได้ทานอิ่มหนำ สมใจอยาก…น่าสงสารจริงๆ…

หลังลาเพื่อนฝูงไปรักษาสุขภาพมาระยะหนึ่ง ช่วงนี้ ดร.วณี สัมพันธารักษ์ อดีตเลขาธิการ สนง.นโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว พอหายป่วยก็กลับเข้าสังคมกับเพื่อนๆหลายกลุ่ม ทั้งเตรียมอุดมฯ24 เกษตรฯ23 รวมทั้งเพื่อนๆข้าราชการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น…เกิดเป็นคน ต้องขยันหายใจเข้าไว้ค่ะ…

บ.เอส แอนด์ พี ฯเชิญเยี่ยมบูธใน งาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 พบกับ “Delicious Business Solution” จาก S&P สัมผัสประสบการณ์ Premium Food & Bakery Solution ด้วยสินค้าที่รองรับ Food Service, OEM, ค้าปลีก และการส่งออก Highlight พิเศษ : Michelin Guide Experience: ชมการรังสรรค์เมนูพิเศษจากวัตถุดิบ ของ S&P โดย Chef ระดับ Michelin Guide Product Launch: ลิ้มลองสินค้าเปิดตัวใหม่ล่าสุดก่อนใคร Business Matching: ปรึกษาแนวทางธุรกิจเพื่อหาโซลูชันที่ใช่สำหรับคุณ…พบกันที่: IMPACT Arena เมืองทองธานี Hall 9 | Zone Fine Food – บูธ 9-EE27. วันที่ 26 – 30 พ.ค.

ขอแสดงความเสียใจกับ พรทิพย์ ปั่นเจริญ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันคือ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียคู่ชีวิต สุวัฒน์ จัดพิธีทางศาสนาที่วัดธาตุทองไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา…

สวด พรรณี หนูพันธ์ มารดา พัฒนพงศ์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD ที่ ศาลาสหัท (ศาลา 15) วัดเทพศิรินทราวาส 22-26 พ.ค.18.30 น…ฌาปนกิจ 27 พ.ค.17.00 น..๐๐ ภูมิใจแทนครอบครัวอาจารย์ สุรพล ดวงแข ที่ยึดหลัก”การเผชิญหน้าระหว่างทุนนิยมกับวิถีชีวิตแบบพอเพียง” โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็ก เรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนในกรุงเทพฯ แต่ไปต่อมัธยมปลายที่แคนาดา จนจบแล้วสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ อังกฤษ จบการศึกษาแล้ว ได้ทำงานดีๆ เป็นผู้บริหารระดับสูง ประสบความสำเร็จในชีวิต พอจะซื้อรถยนต์ใช้ส่วนตัว เธอเลือกรถยุโรป ใช้น้ำมันเบนซิน ไม่เอารถไฟฟ้าที่ฮิตกัน เพราะรถยุโรปคันนี้มีสัญญาดูแลกันนานหลายปี (BMW)…เป็นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า น่าชมเชยยิ่ง !!…

บารอนเนส

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาสูง   แห่งประเทศทิเบต มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อว่า ปัญญา ปัญญาเป็นเด็กฉลาด แต่ยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต

วันหนึ่ง ปัญญาถามแม่ว่า  “แม่ครับ สิ่งใดคือสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก?” แม่ตอบว่า  “ลูกเอ๋ย บางคนบอกว่าเป็นทองคำ บางคนบอกว่าเป็นกำลัง แต่ลูกต้องไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”

ปัญญาจึงออกเดินทางเพื่อแสวงหาความจริง…เขาได้พบชายมั่งคั่งที่มีหีบเก็บทองคำจำนวนมาก ชายคนนั้นบอกว่า  “ทองคำคือทุกสิ่ง มันทำให้ข้าได้ทุกอย่างที่ต้องการ” แต่ปัญญาสังเกตว่า แม้ชายผู้นั้นมีทองคำและเงินมากมาย แต่ก็ยังดูไม่สุขใจ

ต่อมาเขาพบชายร่างใหญ่ที่มีพละกำลังมหาศาล ชายคนนั้นพูดว่า   “กำลังคือสิ่งสำคัญที่สุด ใครแข็งแรงที่สุดก็ครองโลกได้”  แต่ปัญญาเห็นว่า แม้ชายผู้นั้นแข็งแรง แต่ก็ถูกคนอื่นหลอกใช้ และถูกสั่งการโดยนายที่ตัวเล็กกว่า

ปัญญาเดินทางต่อไปถึงวัดบนยอดเขา ได้พบพระทิเบตผู้มีปัญญา พระทิเบตกล่าวว่า   “ ทองคำและกำลังนั้นมีค่ามากก็จริง   แต่หากไร้ปัญญา ก็จะไม่รู้จักใช้ให้เหมาะสม   เช่นเอาเงินไปเล่นการพนัน หรือเอากำลังไปรังแกคนอื่น   ปัญญาคือสมบัติสูงสุด เพราะเป็นสิ่งนำให้ชีวิตพบความสุขและพ้นทุกข์ที่แท้จริง”

 “ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการสะสมความรู้หรือท่องจำ  แต่เกิดจากการฟัง แล้วคิด  ทำความเข้าใจธรรมชาติของชีวิต   แล้วนำไปปฏิบัติ”  “ปัญญาที่แท้จริงคือการใช้ความรู้เพื่อสร้างประโยชน์ในการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น”    “ความอ่อนน้อมถ่อมตน คือสมบัติของผู้มีปัญญา”

บทเรียนที่หนึ่ง: ภูเขาสามลูก      พระทิเบตพาปัญญาไปยืนบนเนินเขา ชี้ไปยังภูเขาสามลูกที่อยู่ห่างออกไป     “เจ้าเห็นอะไรบ้าง?” พระทิเบตถาม

 “เห็นภูเขาสามลูกครับ ลูกแรกสูงที่สุด ลูกที่สองต่ำกว่า และลูกที่สามต่ำที่สุด” ปัญญาตอบอย่างรวดเร็ว

“นั่นคือความฉลาด เจ้าสามารถสังเกตและบอกสิ่งที่เห็นได้” พระทิเบตกล่าว “แต่ถ้ามีปัญญา เจ้าจะเห็นอะไรอีก?”

ปัญญามองอีกครั้ง แต่ไม่เข้าใจ

พระทิเบตกล่าว “ถ้ามีปัญญา เจ้าจะเห็นว่า ภูเขาที่สูงที่สุดอาจไม่ใช่สถานที่ที่ดีที่สุด เพราะอากาศหนาวและมีหุบเหวลึก มีสัตว์ดุร้าย อันตราย ภูเขาที่ต่ำอาจมีน้ำและหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือมีแร่ทองคำอยู่ในธารน้ำ     ปัญญาคือการมองเห็นความหมายและความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่ตาเห็น”

บทเรียนที่สอง: แม่น้ำที่ไหล   วันต่อมา พระทิเบตพาปัญญาไปยังแม่น้ำ ที่มีก้อนหินใหญ่ขวางทางน้ำ    “ถ้าหินก้อนนี้ขวางทาง เจ้าจะทำอย่างไร?” พระทิเบตถาม

 “จะเอาหินออก หรือทุบมันให้แตกครับ” ปัญญาตอบ

 “นั่นคือความฉลาด คิดหาวิธีแก้ปัญหา” พระทิเบตกล่าว “แต่ดูสิ น้ำแก้ปัญหาอย่างไร?”

ปัญญามองดู น้ำไหลอ้อมก้อนหิน โดยไม่ได้ต่อสู้ ไม่ใช้กำลังบังคับ แต่ก็ไหลผ่านไปได้

 “ปัญญาคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรต่อสู้ เมื่อไหร่ควรเดินอ้อม และเมื่อไหร่ควรหยุดรอ” พระทิเบตสอน “ความฉลาดต้องการพลัง แต่ปัญญาต้องการความเข้าใจ”

บทเรียนที่สาม: ดอกไม้สองดอก   พระทิเบตพาปัญญาไปยังสวน มีดอกไม้สองดอก ดอกหนึ่งคือกุหลาบสวยงามมีกลิ่นหอม  อีกดอกหนึ่งคือดอกกระบองเพชรมี่ไม่ค่อยสวยแต่ทนความแห้งแล้ง

“เจ้าจะเลือกดอกไหน?” พระทิเบตถาม

“เลือกดอกที่สวยครับ” ปัญญาตอบ

“ทำไม?”……..“เพราะมันสวยกว่าครับ”

พระทิเบตยิ้ม “นั่นคือการตัดสินจากสิ่งที่เห็น แต่ถ้ามีปัญญา เจ้าจะถามตัวเองว่า เลือกเพื่ออะไร? ถ้าเลือกเพื่อมอบให้คนที่รัก กลิ่นหอมและความสวยงาม อาจสำคัญ   แต่ถ้าเลือกเพื่อปลูกต่อในที่ขาดแคลนน้ำ  ต้นกระบองเพชรอาจเหมาะกว่าต้นกุหลาบ”

 “ปัญญาคือการตัดสินใจโดยพิจารณาสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ และผลที่ตามมา ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก”

บทเรียนที่สี่: เทียนสองเล่ม  คืนนั้น พระทิเบตจุดเทียนสองเล่มไว้บนโต๊ะ

“เทียนสองเล่มนี้เหมือนกันทุกประการ แต่เล่มหนึ่งพระจะให้เจ้าเก็บไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง อีกเล่มให้เจ้าใช้จุดไฟ เจ้าจะเลือกทำอย่างไร?” พระทิเบตถาม

 “จะเก็บเทียนไว้ไม่ให้ใครแตะต้องครับ เพื่อจะได้มีไว้ใช้นานๆ” ปัญญาตอบ

พระทิเบตจุดเทียนเล่มหนึ่ง แสงสว่างสว่างไสวทั่วห้อง

“ดูสิ เทียนที่ถูกใช้ให้แสงสว่าง ส่องทางให้คนอื่น อบอุ่นให้ผู้ที่อยู่ใกล้ แม้มันจะค่อยๆ หมดไป แต่มันมีคุณค่า”

“ส่วนเทียนที่ไม่ใช้ แม้จะคงรูปร่างสมบูรณ์ แต่มันไร้ประโยชน์ เมื่อเวลาผ่านไป มันก็จะเสื่อมสลายเช่นกัน”

“ปัญญาคือการรู้ว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่การเก็บรักษา แต่อยู่ที่การให้และการใช้ประโยชน์เพื่อผู้อื่น”

บทเรียนสุดท้าย: ถ้วยน้ำที่ว่าง   พระทิเบตเทน้ำให้ปัญญา แต่เทให้เต็มถ้วยพอดี  “หลวงพ่อครับ ถ้วยเต็มแล้ว ไม่สามารถเติมอะไรได้อีก” ปัญญาบอก

“ถูกต้อง” พระทิเบตยิ้ม “เหมือนความฉลาด เมื่อเจ้าคิดว่าตนรู้ทุกอย่างแล้ว จิตใจเต็ม เจ้าจะเรียนรู้อะไรใหม่ไม่ได้อีก”

พระทิเบตเทน้ำในถ้วยออก ให้เหลือครึ่งเดียว

 “แต่ปัญญาเหมือนถ้วยที่มีที่ว่างเสมอ พร้อมรับสิ่งใหม่ พร้อมเรียนรู้ พร้อมเปลี่ยนแปลง”

ความแตกต่างระหว่างความฉลาดกับปัญญา

พระทิเบตสอนปัญญาว่า:

ความฉลาด (Intelligence)  คือ การ รู้ข้อเท็จจริง รู้วิธีแก้ปัญหา ใช้สมองคิด วิเคราะห์ จดจำ    ตอบคำถามได้รวดเร็ว   เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ปัญญา (Wisdom) คือ การ เข้าใจความหมายที่แท้จริง  เข้าใจ ใช้ประสบการณ์พิจารณา    รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตอบ เมื่อไหร่ควรเงียบ    เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง เห็นความเชื่อมโยง เห็นผลในอนาคต

พระทิเบตกล่าวทิ้งท้าย:

“ ความฉลาดจะทำให้ประสบความสำเร็จในโรงเรียน แต่ปัญญาจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต”

“ความฉลาดบอกว่า ‘ฉันรู้’ แต่ปัญญาบอกว่า ‘ฉันเข้าใจ’”

 “ความฉลาดทำให้พูดได้ดี แต่ปัญญาทำให้รู้ว่าเมื่อไหร่ควรฟัง”

“ความฉลาดทำให้ชนะการโต้วาที แต่ปัญญาทำให้หลีกเลี่ยงการทะเลาะที่ไม่จำเป็น”

ตั้งแต่วันนั้น ปัญญาจึงเข้าใจว่า การเป็นคนฉลาดนั้นยังไม่เพียงพอต้องฝึกฝนปัญญาด้วย เขาเริ่มสังเกต ฟัง ไตร่ตรอง และเรียนรู้จากทุกสิ่งรอบตัว

เมื่อโตขึ้น ปัญญาไม่เพียงแต่เป็นคนฉลาด แต่ยังเป็นคนมีปัญญา เขาช่วยเหลือชาวบ้านแก้ปัญหา ไม่ใช่ด้วยความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมและความรู้สึกของคนรอบตัว

เขาไม่เคยลืมคำสอนของพระทิเบตว่า: “ปัญญาที่แท้จริงคือการรู้ว่าเรายังไม่รู้ทุกอย่าง และพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต”

เด็กชายปัญญา กลับบ้านไปเล่าให้แม่ ฟังว่า  “แม่ครับ ผมพบแล้ว สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือปัญญา เพราะมันทำให้เรารู้จักใช้สิ่งอื่นอย่างถูกต้อง”

แม่ยิ้มและกอดลูกชาย พร้อมกล่าวว่า   “ลูกได้พบคำตอบแล้ว และนั่นคือสิ่งที่จะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต”

ในนิทานนี้ พระทิเบตได้ทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 โดยให้ความรู้สั่งสอน ถ่ายทอดวิธีดำเนินชีวิต ใหผู้อื่น (ธัมมัสเทศนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “ทรัพย์สินและพละกำลังมีค่า แต่ต้องมีปัญญากำกับ  ปัญญาเป็นสมบัติที่ไม่มีใครแย่งได้    การเรียนรู้และประสบการณ์คือหนทางสู่ปัญญา”

เรียบเรียงจากนิทานทิเบตเรื่อง เด็กชายกับปัญญา The Boy and wisdom  “བུ་ཆུང་དང་ཤེས་རིག” (Bu chung dang shes rig)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

กรมประชาสัมพันธ์ ชวนร่วมงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ “การพัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชนสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล”

กรมประชาสัมพันธ์ ชวนร่วมงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ “การพัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชนสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล”

กรมประชาสัมพันธ์ ชวนร่วมงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ “การพัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชนสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล”

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนนิสิต นักศึกษา นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ “การพัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชนสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล” ภายใต้ โครงการออกแบบสร้างสรรค์การผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ Soft Power สาขาแฟชั่น ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THE SOFT POWER LEGACY: From Royal Wisdom to Global” เพื่อสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งได้รับการต่อยอดจากพระราชปณิธานสู่แฟชั่นร่วมสมัย พร้อมผลักดันผ้าไทยและสินค้าแฟชั่นไทยให้เป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งในเวทีโลก

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าแฟชั่นไทยทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ตลอดจนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการชุมชน ศิลปิน และนักสร้างสรรค์ รวมถึงกระตุ้นความนิยมสินค้าแฟชั่นที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาไทยผ่านช่องทางออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้ชมนิทรรศการผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากผู้ประกอบการชุมชน จำนวน 10 ชุมชน รวม 100 ผลิตภัณฑ์ พร้อมรับชมแฟชั่นโชว์ และร่วมรับฟังเสวนาวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย แฟชั่น การออกแบบ และ Soft Power เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากภูมิปัญญาชุมชนไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของไทยเข้าร่วม อาทิ ดร.ศรินดา จามรมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและแฟชั่น คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตร แฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  คุณภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSUE คุณเจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA คุณฝน สรลักษณ์ ติกขะปัญญา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ARCHIVE026 อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์ วิทยาลัยอุตสาหกรรสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะ การออกแบบพัสตราภรณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Wisharawish

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์พิเศษกับแฟชั่นโชว์ โดย มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ศิลปิน นักแสดง และนายแบบชื่อดัง ที่จะร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของแฟชั่นไทยในมุมมองร่วมสมัยภายในงาน

สำหรับผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยสแกน QR Code เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

เดลี่ฟู้ดส์ ยกทัพนวัตกรรมเครื่องดื่มบุกงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026

เดลี่ฟู้ดส์ ยกทัพนวัตกรรมเครื่องดื่มบุกงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026

เดลี่ฟู้ดส์ ยกทัพนวัตกรรมเครื่องดื่มบุกงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

บริษัท เดลี่ฟู้ดส์ จำกัด (Daily Foods เตรียมยกทัพนวัตกรรมเครื่องดื่มร่วมจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ “นวัตกรรมความอร่อยที่เหนือระดับโดย Daily Foods” ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 10 โมงเป็นต้นไป

พร้อมไฮไลท์สำคัญกับการเปิดตัวนมข้นหวานโฉมใหม่ของแบรนด์พาเลซ ที่ยกระดับความพรีเมียมและทันสมัยขึ้น แต่ยังคงรสชาติความอร่อยที่คุ้นเคย ตลอดจนการเปิดตัวสินค้าใหม่กลุ่ม OEM ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก อาทิ กะทิข้นหวานทางเลือกใหม่สำหรับตลาด Plant-based, กาแฟสับปะรด นวัตกรรมเครื่องดื่ม RTD ผสมผสานรสชาติผลไม้ไทย และเครื่องดื่มชูกำลังสูตรใหม่เพื่อตลาดสากล โดยเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสัมผัสและทดลองชิม ณ บูธเดลี่ฟู้ดส์  โซน 2-W57 Hall3

ภายในงาน เดลี่ฟู้ดส์ ได้จัดเตรียมประสบการณ์ทางรสชาติที่ยอดเยี่ยมผ่านโซน Expert Barista Station ที่จะมารังสรรค์เมนูเครื่องดื่มสุดพิเศษจากบาริสต้าจากสมาคมกาแฟ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ครีมเทียมข้นหวานแบรนด์ Palace ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยชูรสชาติและ “ไม่กลบกลิ่นเครื่องดื่ม” พร้อมกิจกรรม Daily Distribution แจกชิมเครื่องดื่มกว่า 500 แก้วต่อวัน ทั้งในรูปแบบกาแฟสด, Slushy และเครื่องดื่มจาก Dispenser เพื่อตอกย้ำคุณภาพและมาตรฐานความอร่อย ตลอดช่วงวันจัดงาน

และสำหรับไฮไลท์ที่ห้ามพลาด เตรียมพบกับการปรากฏตัวของ “บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” ในฐานะพรีเซนเตอร์แบรนด์พาเลซ ที่จะมาร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รังสรรค์เมนูพิเศษ “Royal Thai Tea by Palace” ร่วมกับบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ ณ จุดแลนด์มาร์คสำคัญภายในบูธ เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสนุกและสัมผัสบรรยากาศอย่างใกล้ชิด

เดลี่ฟู้ดส์ ขอเชิญชวนคู่ค้าทางธุรกิจ พันธมิตรด้าน OEM ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้สนใจ ร่วมเปิดประสบการณ์นวัตกรรมความนัวเหนือระดับ ค้นหาโอกาสเติบโตทางธุรกิจ และสัมผัสประสบการณ์รสชาติที่ยอดเยี่ยม ได้ที่ บูธเดลี่ฟู้ดส์ โซน 2-W57 Hall3  อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยสู่ระดับสากล

Genetics Life Blueprint เมื่อการรู้ลึกถึงระดับพันธุกรรม กลายเป็น Big Data เพื่อการวางแผนครอบครัว

Genetics Life Blueprint เมื่อการรู้ลึกถึงระดับพันธุกรรม กลายเป็น Big Data เพื่อการวางแผนครอบครัว

Genetics Life Blueprint เมื่อการรู้ลึกถึงระดับพันธุกรรม กลายเป็น Big Data เพื่อการวางแผนครอบครัว

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

การวางแผนมีลูกสำหรับครอบครัวยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องความพร้อมด้านสุขภาพ ฐานะ และการจัดสรรเวลา (Work-Life Balance) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมในระดับพันธุกรรม เพื่อประเมินและลดความเสี่ยง ที่อาจถ่ายทอดสู่ลูก ผ่านการผสานการดูแลก่อนตั้งครรภ์ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น เด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (IVF/ICSI) ในรายที่มีข้อบ่งชี้ และการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมที่เหมาะสม

ในวันที่นิยามของการดูแลสุขภาพเปลี่ยนจากการ ‘รักษา’ เป็นการ ‘ป้องกัน’ การตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมของว่าที่ คุณพ่อ-คุณแม่ยุคใหม่ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ตัดสินใจวางแผนครอบครัวได้อย่างมีข้อมูล ประกอบกับหลายครอบครัว เริ่มมี

ลูกเมื่ออายุมากขึ้น การปรึกษาแพทย์จึงมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ การตรวจหาพาหะธาลัสซีเมีย ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน การประเมินปัจจัยฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย รวมถึงการพิจารณาเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (IVF/ICSI) เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการมีบุตรอย่างรอบคอบและเหมาะสมกับแต่ละครอบครัว

ความจริงที่ซ่อนอยู่ใน “พิมพ์เขียว” ของร่างกายที่สามารถส่งต่อสู่ลูกได้หลายครอบครัวมักมีความเชื่อว่า หากคุณพ่อคุณแม่แข็งแรงดี และไม่มีประวัติโรคในครอบครัว ลูกที่เกิดมาย่อมมีโอกาส แข็งแรงดี แต่ในความเป็นจริงของโลกพันธุศาสตร์นั้นมีความซับซ้อนกว่านั้น

คุณหมอก้อง – นพ. ณัฐรุทธิ์ กุลภาวีสุวรรณ์ (ว.37453) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จาก SAFE Fertility Clinic อธิบายถึงกลไกที่น่าสนใจนี้ผ่านมุมมองของ “พิมพ์เขียวเชิงลึก (The Biological Blueprint)” โดยปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมียีนทำหน้าที่เป็นชุดคำสั่งในการสร้างและควบคุมการทำงานของร่างกาย โดยเราได้รับยีนเหล่านี้มาเป็น “คู่” ชุดหนึ่งจากคุณพ่อและอีกชุดหนึ่งจากคุณแม่ ในกรณีของโรคทางพันธุกรรมแบบยีนด้อย (Autosomal Recessive) พ่อหรือแม่อาจมียีนที่ผิดปกติหนึ่งชุด แต่เนื่องจากยังมียีนอีกชุดหนึ่งที่ทำงานได้ ร่างกายจึงมักปกติแข็งแรงโดยไม่มีอาการ และอาจไม่ทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไป

ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ “ยีนชุดที่บกพร่อง” จากทั้งคุณพ่อและคุณแม่มาพบกันในตัวบุตร ทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดนั้น  ในจุดนี้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน  เช่น  PGT-M  อาจช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคจากยีนเป้าหมายที่ทราบแล้วได้   ก่อนการตั้งครรภ์   แต่ไม่ใช่การรับประกันว่าทารกจะไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือสุขภาพอื่นทั้งหมด

“หากเปรียบเทียบยีนเหมือน “รหัสคอมพิวเตอร์”   พ่อแม่อาจมีรหัสที่ซ่อนความผิดพลาดไว้ (Bug)   แต่โปรแกรมยังทำงานได้ปกติ   จนกระทั่งรหัสของพ่อและแม่มาผสมกันในจังหวะที่   Bug   นั้นมาเจอกันพอดี โ ปรแกรมในตัวลูกจึงแสดงความผิดพลาดออกมา นั่นคือเหตุผลที่ผมมักอธิบายกับคนไข้ว่า แม้ไม่มีประวัติโรคในครอบครัว ก็ยังอาจมีโอกาสเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมบางชนิดได้ การตรวจคัดกรองจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ครอบครัวมีข้อมูลมากขึ้นก่อนตัดสินใจวางแผนมีบุตร”

 จาก “ข้อมูลพันธุกรรมเชิงลึก” สู่ การวางแผนลดความเสี่ยงให้ลูก” ผ่านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Expanded Carrier Screening เราจึงสามารถสำรวจลงลึกถึงรายละเอียดที่ซ่อนอยู่

ในพิมพ์เขียวแห่งชีวิต เพื่อระบุความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรมที่แฝงตัวอยู่ในประชากรไทยและเอเชียได้อย่างครอบคลุม เช่น

  • โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) โรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบพาหะได้บ่อยในประเทศไทย โดยมีรายงานประมาณ 30–40% ในบางประชากร/พื้นที่
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA (Spinal Muscular Atrophy) โรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อเซลล์ประสาทสั่งการและกล้ามเนื้อ โดยข้อมูลประชากร พบความชุกของการเป็นพาหะโรคนี้ถึง 1.8–2.8% หรือประมาณ 1 ใน 56
  • G6PD Deficiency ภาวะพร่องเอนไซม์ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นบางชนิด โดยความชุกแตกต่างกันตามเพศและกลุ่มประชากรโดยรวมประมาณ 6–17% แล้วแต่เพศ ภูมิภาค รวมถึงวิธีตรวจ จึงควรประเมินร่วมกับประวัติและคำแนะนำของแพทย์

คุณหมอก้องเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจเชิงลึกว่า “จะเห็นได้ว่า เราพบพาหะธาลัสซีเมียในประชากรไทยได้

ค่อนข้างบ่อย ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งกลุ่ม Alpha และ Beta โดยบางชนิดอาจเป็น “พาหะเงียบ (Silent Carrier)”ที่ร่างกายภายนอกดูปกติ   การตรวจสุขภาพพื้นฐานทั่วไป เช่น ค่าเม็ดเลือด (CBC) หรือการตรวจชนิดฮีโมโกลบิน

(Hb Typing) เป็นข้อมูลสำคัญเบื้องต้น แต่อาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงบางชนิดในระดับ DNA การตรวจเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี

ระดับพันธุกรรมจึงอาจเข้ามาเติมเต็มข้อมูลส่วนนี้ ในรายที่มีข้อบ่งชี้หรือมีความเสี่ยง เพื่อช่วยให้การวางแผนครอบครัวทำได้

รอบคอบขึ้น การรู้ความเสี่ยงก่อนไม่ได้หมายความว่าต้องกังวลมากขึ้น แต่คือการมีข้อมูลมากพอสำหรับการตัดสินใจร่วมกับ

แพทย์ เพื่อวางแผนการมีบุตรอย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละครอบครัว”

การให้คำปรึกษาด้านพันธุกรรม (Genetic Counseling) โดยแพทย์และผู้ให้คำปรึกษาด้านพันธุศาสตร์จาก SAFE Fertility Clinic เป็นการให้คำปรึกษาในการวางแผนมีบุตรแบบเฉพาะบุคคล สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม โดยอาจพิจารณาร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) และการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนชนิดจำเพาะโรค (PGT-M) เมื่อพบความเสี่ยงของโรคที่มีสาเหตุทางพันธุกรรมชัดเจน เพื่อช่วยเลือกแนวทางที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดเท่าที่

ข้อมูลปัจจุบันรองรับ

การตรวจคัดกรองพันธุกรรมก่อนเริ่มต้นวางแผนครอบครัว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือการใช้ข้อมูล

อย่างรอบคอบเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ป้องกันได้บางส่วน และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเริ่มต้นครอบครัวด้วยความ

เข้าใจ ความพร้อม และความรับผิดชอบต่ออนาคตของลูก

SAFE Fertility Clinic คลินิกเพื่อการมีบุตรที่มุ่งมั่นให้บริการด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและนักพันธุศาสตร์ที่มีประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการตรวจพันธุกรรมที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Expanded Carrier Screening ร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (IVF/ICSI) และการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT-M) เพื่อช่วยให้ทุกครอบครัวก้าวสู่การมีบุตรด้วยข้อมูลที่รอบด้านและมั่นใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายพบแพทย์ได้ที่ http://www.safefertilitygroup.com หรือโทร +66 811021000

ภัคพล งามลักษณ์ และครอบครัว มอบกว่า 35 ล้านบาท สนับสนุน รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

ภัคพล งามลักษณ์ และครอบครัว มอบกว่า 35 ล้านบาท สนับสนุน รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

ภัคพล งามลักษณ์ และครอบครัว มอบกว่า 35 ล้านบาท สนับสนุน รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยนางจิราภา งามลักษณ์ (คุณแม่) นางสาวณัฐพรรณ เหลืองวิริยะ (ภรรยา) ร่วมสานต่อเจตนารมณ์แห่งการแบ่งปันและช่วยเหลือสังคม ด้วยการมอบเงินบริจาคแก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รวมทั้งสิ้น 35,087,992.29 บาท เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์และการดูแลผู้ป่วย โดยมี ศ.พญ.นฤชา จิรกาลวสาน รองคณบดี ฝ่ายวิรัชกิจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.นพ.กวิรัช ตันติวงษ์ รองคณบดีด้านระบบกายภาพ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นับเป็นสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศและเป็นที่พึ่งสำคัญของประชาชนทุกระดับ โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยยากไร้ รวมถึงพระภิกษุและสามเณรอาพาธจากทั่วประเทศเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมาก การสนับสนุนในครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยแบ่งเบาภาระ พร้อมเสริมศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการบริจาคครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่  จัดตั้งกองทุน “นายภัคพล งามลักษณ์ และครอบครัว” จำนวน 30,000,000 บาท (สามสิบล้านบาทถ้วน) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ รวมถึง อุปัฏฐากพระภิกษุและ สามเณรอาพาธที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

สนับสนุนห้องคลินิกโลหิตวิทยา อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ จำนวน 5,087,992.29 บาท (ห้าล้านแปดหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยเก้าสิบสองบาทยี่สิบเก้าสตางค์) จากงานฉลองมงคลสมรส เพื่อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเลือดและระบบโลหิตวิทยา ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

การมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งพลังแห่งการแบ่งปันที่ร่วมสนับสนุนภารกิจสำคัญของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในการเสริมสร้างระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็ง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและทันท่วงที ตลอดจนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ด้อยโอกาส สอดคล้องกับปณิธานของโรงพยาบาลฯ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนไทยอย่างยั่งยืน