ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย’สอดสร้อยมาลา’ ด้อยค่าคณะราษฎร

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย'สอดสร้อยมาลา' ด้อยค่าคณะราษฎร

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย’สอดสร้อยมาลา’ ด้อยค่าคณะราษฎร

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนของรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “สอดสร้อยมาลา” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุนการผลิตภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power ของรัฐบาล

โดยข้อความระบุว่า ละครเรื่อง สอดสร้อยมาลา เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับสนับสนุนงบประมาณการผลิตละคร/ซีรีส์ ภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ THACCA (Thailand Creative Content Agency)

โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ทุนอุดหนุนสนับสนุนการผลิต

เป็นละครที่ได้รัฐเงินสนับสนุนจากรัฐไทย ผ่านกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นโครงการที่ดูก้าวหน้า โครงเรื่องก็ดูเหมือนจะก้าวหน้า แต่ในที่สุดก็เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็คงเป็นส่วนนึงของการทำโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อกระทำอย่างเป็นระบบ ให้ประวัติศาสตร์ ถูกเล่าออกมาในรูปแบบที่รัฐไทยอยากให้เป็นเท่านั้น ในบริบทนี้คือ คณะราษฎรเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่เลวทรามไม่รู้คุณคน

ตอกย้ำวาทะกรรม ชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายพวกหัวหน้าก้าวก็เหลิงอำนาจ และย้ำแนวคิดประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของประชาชน อำนาจเถสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน

เห็นหรือยังเวลาไม่ได้อยู่ข้างเรา เวลาอยู่ข้างคนที่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่เค้าก็ไม่ได้อยู่เฉยๆเค้าสู้กลับ ด้วยทุกเครื่องมือที่เค้ามี

ถามว่ากรณีนี้จะสู้กลับยังไง ถึงที่สุดคือก็ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ ถึงจะมีอำนาจในการคุมงบประมาณ แล้วเลือกให้เงินสนับสนุนกับสิ่งที่ส่งเสริม สิ่งที่เล่าเรื่องเพื่อพาสังคมไปข้างหน้า อะไรที่จะพาสังคมย้อนอดีต ถอยหลัง ก็อย่าสนับสนุน แค่นั้นเอง

ให้งบประมาณกับอะไร ก็แปลว่าให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ซึ่งก็คือการแสดงเจตจำนงทางการเมืองแบบนึง”

 

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.53 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรณีที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี จับกุมชายชาวจีน และสืบสวนจนไปพบคลังอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากที่บ้านพัก

ว่า น่าเป็นห่วง แต่ต้องขอไปดูผลการสอบสวนก่อน และยิ่งอยู่ในมือของชาวต่างชาติไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร จึงจะต้องไปดูขั้นตอนการเข้าเมืองของเรา จะต้องดีกว่านี้ เพราะประเทศไทยเป็นสังคมเปิด มีคนมาท่องเที่ยว และอยากให้คนเข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็ต้องระวังเรื่องวีซาทั้งหลาย บางครั้งเข้ามาโดยอ้างว่าเป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาโดยฟรีวีซา 60 วัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยคณะกรรมการวีซากำลังพิจารณาเสนอจาก 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน และต้องดูว่าวีซาแต่ละประเภทรัดกุมเพียงพอหรือเปล่า 

ส่วนที่ถูกมองว่า อาจเข้าข่ายเป็นสายลับ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่าก็น่ากลัว แค่มีอาวุธเหล่านั้นก็น่ากลัวแล้ว

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย’จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ’

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย'จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ'

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย’จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ’

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.39 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ด้วยการปล่อยโปสเตอร์นโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 สโลแกน  ส่งดร.มัลลิกาไปจัดการฝุ่น ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ เพื่ออากาศสะอาด เพื่อคนกรุงเทพฯ

-ไม่พูดสวยแต่ทำจริง

-มีความรู้มีประสบการณ์มีทีมพร้อม

-ตรวจวัดปัญหาถึงต้นตอ

เทคโนลยีจัดการฝุ่น  PM2.5 ด้วยนวัตกรรมและข้อมูล

-ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ(AI&IOT)ติดตามค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนล่วงหน้า

-โดรนตรวจวัดคุณภาพอากาศครอบคลุมทุกพื้นที่เข้าถึงจุดเสี่ยง

-ความคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น ใช้เทคโนโลยีจัดการฝุ่นจากอุตสาหกรรมและรถยนต์

-พื้นที่สีเขียว & ปอดเมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียวลดฝุ่นในระยะยาว

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงลิสบอน สาธารณรัฐโปรตุเกส รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐสภาว่าด้วยการเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมด้วยนายธนภูมิ ลีลาภรณ์ ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิสบอน เข้าพบ Mr. José João Abrantes ประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโปรตุเกส เพื่อหารือความร่วมมือทางวิชาการและเตรียมความพร้อมในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม OECD Global Parliamentary Forum ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดประชุมดังกล่าว

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และธรรมาภิบาลสมัยใหม่ โดยสาธารณรัฐโปรตุเกสถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง OECD และมีประสบการณ์สำคัญด้านการปฏิรูประบบราชการและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD รวมถึงประเทศไทย

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ยังได้เชิญ Mr. José João Abrantes เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะองค์ปาฐกพิเศษ เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐแก่ผู้บริหารและนักวิชาการไทย

นอกจากนี้ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังได้เข้าหารือร่วมกับศาสตราจารย์ Ana Taveira da Fonseca คณบดีคณะนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย Catholic University of Portugal หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับชาติของโปรตุเกส เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรอบรมระยะสั้นสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 25

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาประชาธิปไตย การปฏิรูประบบราชการ หลักนิติรัฐ ธรรมาภิบาล ตลอดจนแนวทางการยกระดับมาตรฐานประเทศในมิติต่าง ๆ เพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นระบบ ทันสมัย และยั่งยืน

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพความงดงามตระการตาของ “ดอกรัก” นับหมื่นดอกที่บรรจงร้อยเรียงเป็นลวดลายวิจิตร ยังคงเป็นภาพจำแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 27 – 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา โดยเบื้องหลังความวิจิตรของเวทีแห่งเกียรติยศนี้ คือผลงานการผสานศาสตร์และศิลป์จากพลังของนิสิตจิตอาสาคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ และบุคลากร มมส กว่า 40 ชีวิต ที่ได้ร่วมกันถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมลงบนงานฝีมืออย่างประณีต

อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ควบคุมและออกแบบเวที ได้วางแนวคิดหลักโดยหยิบยกวาทกรรมอัตลักษณ์ “มอน้ำชี ศรีโรจนากร” มาเป็นแกนหลักในการออกแบบ เพื่อสื่อถึงการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งลุ่มแม่น้ำชีผู้สร้างสรรค์ปัญญา พร้อมตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมอีสานด้วยการนำ “อักษรไทยน้อย” มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ สอดรับกับการเลือกใช้โทนสีที่มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ ทั้งสีขาวและสีเหลืองที่สะท้อนถึงความอ่อนน้อมและความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ตัดกับสีเทาที่สื่อถึงแสงแห่งปัญญาและความมั่นคงทางความคิดของบัณฑิต

ความโดดเด่นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเวทีในปีนี้ คือการนำภาพสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 4 ชนิด มาร้อยเป็นลวดลายประดับ เพื่อสะท้อนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ “รุ่นเสือดาว” ที่สื่อถึงความแคล่วคล่องว่องไว “รุ่นจามรี” ที่สะท้อนระเบียบวินัยและความเข้มแข็ง “รุ่นภุมริน” หรือพึ่งพาที่แสดงถึงความสามัคคีเสียสละ และ “รุ่นมฤคมาศ” ที่สื่อถึงความสง่างามและการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

ความสำเร็จของผลงานอันทรงคุณค่านี้ เกิดจากการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านการออกแบบ โดย อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย และนายจิรยุทธ์ สุดสังข์ การดูแลอักษรไทยน้อย โดย ผศ.ดร.ราชันย์ นิลวรรณาภา และการออกแบบลายสัตว์สัญลักษณ์ โดยอาจารย์นพพล นุชิตประสิทธิชัย

ดอกรักทุกดอกที่ถูกร้อยเรียงด้วยความตั้งใจจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับเวทีที่สวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และความยินดีจากใจชาวรั้วเหลือง-เทา ที่มีต่อบัณฑิตทุกคนในวันที่ก้าวออกไปเติบโตและสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่สังคมสืบไป

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีความมหัศจรรย์จนเกินบรรยาย เพราะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อันแสนลึกล้ำ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่าพันปี เป็นเมืองที่พูดได้ว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ 

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนต่าง ๆ นานาจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นตลอดเวลา บางคนอาจไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านการค้าพาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจนบรรยายได้ไม่หมดไม่สิ้น สมกับคำเล่าลือบอกกล่าวที่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีรากเหง้าของสังคมที่ลึกล้ำมาก จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโบร่ำโบราณสามารถฝังรากลงลึกแล้วดำรงคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน และต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่สามารถทำลายล้างรากเหง้าแห่งอารยธรรมลงได้ ซึ่งต่างจากเมืองที่รากเหง้าวัฒนธรรมไม่หยั่งลงลึก ดังนั้น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างด้าวเข้ามาแทรกซึมรุกราน ก็ทำให้หลงลืมรากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย

วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรที่ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไม่มากนัก โดยหลายคนมักบอกว่านั่งรถไฟออกจากสถานีอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) แล้วไปลงที่สถานี Seibu-Chichibu จากนั้นก็นั่งรถต่อ หรือเดินไปยังศาลเจ้าจิจิบุ โดยดูตามแผนที่ซึ่งมีแจกที่สถานีรถไฟ หรือขอได้จาก tourists center ของเมืองจิจิบุ 

อันที่จริงเมื่อไปถึงจิจิบุแล้ว ต้องไปเที่ยวไปชมอีกหลายสถานที่ และต้องไปกินโซบะแสนอร่อยประจำเมือง ที่เรียกได้ว่าเป็น real soft power ของเมือง และเป็น 0TOP แท้ ๆ ของจิจิบุ แต่วันนี้ขอพูดถึงเฉพาะศาลเจ้าจิจิบุเท่านั้น เพราะมีพื้นที่นำเสนอข้อมูลและเรื่องราวจำกัดมาก แล้วก็ขอย้ำว่าเมืองนี้มีเทศกาลแห่ขบวนเกี้ยวประดับไฟประจำเมืองที่สุดแสนยิ่งใหญ่ คือจิจิบุโยมัตทสึริ จัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม (วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

ศาลเจ้าจิจิบุ มีประวัติความเป็นมาถึง 2,100 ปี ตัวศาลเจ้าปัจจุบันถูกระบุว่าได้รับการบูรณะในปี 1592 โดยการสนับสนุนของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ จึงนับเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของไซตะมะ ศาลเจ้านี้ได้รับศรัทธาอย่างมากมายมหาศาลจากชาวเมืองและชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้คนจึงพากันไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วง Golden Week ของญี่ปุ่น (ปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของพฤษภาคม) จะมีผู้คนมากมายพากันไปขอพร ขอโชคของลาภไม่ขาดสาย

ตัวอาคารของศาลเจ้าทำด้วยไม้ และมีภาพแกะสลักประดับประดาอย่างสุดแสนวิจิตรอลังการ มีทั้งภาพมนุษย์ สรรพสัตว์ อาทิ มังกร เสือ ลิง นกกระเรียน นกฮูก และบรรดาสัตว์ในเทพนิยายตามความเชื่อของศาสนาชินโต รวมถึงภาพแกะสลักเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และปวงเทพเจ้า เป็นต้น จุดเด่นของภาพแกะสลักคือมีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นอย่างมาก ภาพสำคัญคือลิงสามตัวปิดปาก ปิดตา ปิดหู ที่เรียกว่าโอเก็งกิซันซะรุ และภาพเสือสามตัว ตามประวัติระบุว่าช่างแกะสลักไม้รายนี้คือคนเดียวกับช่างแกะสลักลวดลายบนศาลเจ้าโทโชกุ เมืองนิกโก

อันที่จริงเมืองจิจิบุ อยู่ไม่ไกลจากคาวาโกเอะ เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักดี เพราะนิยมไปแต่งชุดกิโมโน และชุดฮากามะ แล้วเดินไปบนถนนในคาวาโกเอะ แต่ทว่าคนไทยบางคนก็ไปแวะเฉพาะที่คาวาโกเอะ โดยไม่ได้ไปเที่ยวเมืองจิจิบุ ซึ่งหากวันหน้าคุณไปคาวาโกเอะ ก็ขอให้ไปแวะเที่ยวชมเมืองจิจิบุด้วย รับรองจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมด้วยของกินอร่อย ดอกไม้สวยในช่วงต้นฤดูร้อน แต่หากไปหน้าหนาวก็รับรองหนาวจับขั้วหัวใจ ได้สัมผัสหิมะอย่างแน่นอน

หากคุณสนใจจะไปสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของญี่ปุ่น ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง อันเกิดจากกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จบสิ้นลงไป เราก็น่าจะมีโอกาสไปท่องเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ไปสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน ขอแค่เพียงให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีมากพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ และก็มีทุนทรัพย์เพียงพอกับการเดินทาง เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไปสัมผัสความงดงามของโลกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ค่อย ๆ ละเลียดความสุนทรีย์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยไม่รีบไม่ร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีเรือลำหนึ่งออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิต ทุกคนบนเรือต่างใฝ่ฝันจะไปถึง “ฝั่งแห่งความสำเร็จ” แต่ในท้องทะเลนั้น ไม่ได้มีแค่คลื่นลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยังมี “โขดหินโสโครก” ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ หากเรือชนหินเข้าไปก็อาจอับปางโดยไม่รู้ตัว

ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี บิดาแห่งลูกเสือโลก เคยเตือนไว้ ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ”   “Rovering to Success”ว่า โขดหินเหล่านี้เปรียบเหมือน “มนุษย์หินโสโครกทั้งห้า” ที่เราต้องระวังในการคบหา

1.คนหยิ่งยโส…..คือคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น เหมือนยืนบนยอดเขาแล้วมองลงมาอย่างดูแคลน พวกเขาหลงในยศตำแหน่งและฐานะ แต่ขาดหัวใจแห่งความเป็นพี่น้อง จงระลึกเสมอว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือสะพานสู่มิตรภาพที่แท้จริง

2.คนอวดรู้   เป็นคนที่พูดเก่งเหลือเกิน พูดได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำกลับหายตัวไป เหมือนเรือที่มีเสียงดังแต่ไร้พลังขับเคลื่อน   เรื่องนี้สอนว่า  การกระทำสำคัญกว่าคำพูดที่สวยหรู

3.คนมักใหญ่ใฝ่สูง  เป็นคนที่พร้อมเหยียบไหล่เพื่อนเพื่อปีนขึ้นไปสูงกว่า เหมือนนักปีนเขาที่ไม่สนใจใครนอกจากตนเอง   ดังนั้น ความทะเยอทะยานที่ไร้คุณธรรมจะนำไปสู่ความโดดเดี่ยว

4.คนเอาแต่ได้  เป็นคนที่ชอบชุบมือเปิบจากหยาดเหงื่อของผู้อื่น ฉลาดหาช่องทางผลประโยชน์ แต่ไม่เคยคิดเสียสละเพื่อส่วนรวม     ต้องระลึกเสมอว่า การแบ่งปันและเสียสละคือพลังที่ทำให้สังคมมั่นคง

5.นักจูงใจเจ้าเล่ห์   คือคนที่ใช้คำพูดสละสลวยเพื่อหลอกล่อ เหมือนงูที่ซ่อนพิษไว้ในถ้อยคำ พวกเขาอาจทำให้เราหลงเชื่อโดยไม่ทันระวัง  ดังนั้น จงฟังหูไว้หู และใช้สติพิจารณาก่อนเชื่อสิ่งใด

โขดหินโสโครกเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในคนอื่น บางครั้งมันอาจก่อตัวขึ้นในใจเราเองด้วย ดังนั้นจงเป็นผู้พายเรือของตนเองด้วยความซื่อสัตย์ มีสติ และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น แล้วเรือชีวิตของเราจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างสง่างามและปลอดภัย

การอ่าน หนังสือที่มีประโยชน์ของเบเดน โพเอล เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 (ธัมมสวนมัย)   ที่สอนให้ระวัง รับมือกับคนไม่ดี 5 ประเภท   ให้ใช้สติพิจารณาคำชักจูงที่สวยหรูแต่อาจแฝงด้วยพิษร้าย  จงฟังหูไว้หู  อย่าหลงเชื่อคนโกง อย่าปลงใจเชื่ออะไรโดยง่าย  ต้องตรวจสอบจ้อมูลข่าวสาร หรือหลักธรรมด้วยสติ  ไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนเองอย่างรอบคอบ  แยกสิ่งผิดออกจากสิ่งถูกให้ดีเสียก่อน 

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การศึกษาใหม่โดยนักวิจัยจาก UCLA และ University at Buffalo ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เผยให้เห็นว่าอาหารที่เน้นมันฝรั่งเป็นหลักได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพันธุกรรมของชาวแอนดีส (Andean people) ในช่วง 6,000-10,000 ปีที่ผ่านมา

ชาวพื้นเมืองในเทือกเขาแอนดีส โดยเฉพาะผู้พูดภาษาเกชัว (Quechua) มีจำนวนสำเนาของยีน AMY1 ซึ่งผลิตเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลายเพื่อย่อยแป้ง เฉลี่ยสูงถึง 10 สำเนา ซึ่งมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ ทั่วโลกประมาณ 2-4 สำเนา การมีสำเนาของยีนนี้มากขึ้น ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งได้มีประสิทธิภาพตั้งแต่อยู่ในปาก นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีสำเนาของยีนนี้มากกว่า 10 สำเนา มีความได้เปรียบในการอยู่รอดหรือการสืบพันธุ์เพิ่มขึ้นประมาณ 1.24% ต่อรุ่น

นักวิจัยยังได้เปรียบเทียบชาวแอนดีสกับชาวมายาในเม็กซิโก พบว่าชาวมายามีจำนวนสำเนา AMY1 น้อยกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 6 สำเนา เนื่องจากไม่ได้เน้นการเพาะปลูกมันฝรั่งเป็นอาหารหลักในระดับเดียวกัน

การเพิ่มขึ้นของจำนวนยีนนี้เกิดขึ้นหลายพันปีก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงอเมริกา จึงไม่ใช่ผลกระทบจากการลดลงของประชากร (genetic bottleneck) หลังยุคอาณานิคม

การค้นพบนี้ตอกย้ำว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ยังคงดำเนินอยู่และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการกินได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง 10,000 ปี

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่ชื่นชอบงานศิลปะรุ่นใหม่ คงไม่พอใจเพียงแค่เยือน National Museum Stockholm คงต้องหามิวเซียมแนว Moderna Art ให้เยือนให้ได้ ทั้งนี้เพราะสวีเดนไม่เพียงเป็นประเทศยุโรปที่ก้าวหน้ามาก งานออกแบบรุ่นใหม่ ๆ ของประเทศยังก้าวหน้ามากด้วย มิวเซียมที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Modern Art Museum หรือ Moderna Museet ในภาษาสวีดิช มิวเซียมซึ่งตั้งอยู่บนเกาะSkeppsholmen ที่เปิดทำการครั้งแรกในปี 1958 นี้เป็นผู้นำมิวเซียมแนว Modern Art และ Contemporary Art ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ที่นี่มีความแปลกจากมิวเซียมอื่น ๆ ในยุโรปตรงที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Sculpture Park ควบรวมไว้ด้วย ยิ่งกว่านั้นในสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมน่ารัก ๆ จากศิลปินนานาชาติมากมายตกแต่งอยู่

งานประติมากรรมที่น่าสนใจที่สุดชุดหนึ่งที่ตกแต่งในสวนชื่อว่า Fantastic Paradise ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 1966 โดย Niki de Saint Phalle และ Jean Tinguely งาน Fantastic Paradise นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกไม่ใช่ไว้เพื่อสวนสาธารณะแห่งนี้ แต่ทำเพื่อไว้ตกแต่งในงาน World Fair ที่ Montreal โดย Niki de Saint Phalle ได้สร้างงานประติมากรรมสีสันสดใสเป็นรูปผู้หญิงหุ่นอวบอิ่ม ร่วมกับงานประติมากรรมรูปสัตว์ และตัวประหลาดไว้มากมายตั้งไว้ตรงข้ามกับงานประติมากรรมเครื่องยนต์สีดำของ Jean Tinguely

Niki de Saint Phalle เกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1930 ที่ Neuilly-sur-Seine ใกล้กรุงปารีส พ่อของเธอเป็นนายธนาคาร ในขณะที่แม่ของเธอเป็นชาวอเมริกัน หลังเธอเกิด ธนาคารของพ่อเธอก็ปิดตัวลงอันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ครอบครัวของเธอเลยย้ายไปอยู่ชานเมืองนิวยอร์ก แต่เธอกลับต้องอยู่กับยายที่ฝรั่งเศสก่อนจะย้ายไปอยู่กับบิดาภายหลัง แม่ของเธอเป็นคนเจ้าอารมณ์และชอบทำร้ายพี่น้องของเธออยู่บ่อย ๆ จนทั้งสองได้ฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา เธอเองก็รู้สึกเกรงกลัวและชอบหลบอยู่ในครัว ยิ่งกว่านั้นเธอยังถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยบิดาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปี หลังแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะแปลก ๆ เนื่องจากเธอไม่ได้เรียนศิลปะจริงจัง แนวคิดในการสร้างงานจึงเปิดกว้าง นอกจากนี้เธอยังทำงานร่วมกับศิลปิน นักเขียน และนักประพันธ์หลายคนจึงทำให้งานของเธอดูแปลกแยก ไม่มีแนวทางศิลปะที่แน่นอน จนมีความโดดเด่นแตกต่างจากศิลปินที่ได้เข้าเรียนศิลปะจริงจังอย่างเห็นได้ชัด งานของเธอที่เริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนมาจากงานที่เธอรังสรรค์ผู้หญิงให้มีต้นแขนสั้น ๆ แต่มีสีสันสดใส รวมทั้งงานประติมากรรมรูปร่างเหมือนสัตว์ประหลาดจนถูกขนานนามว่า outsider art

Jean Tinguly เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม 1925 ที่เมือง Fribourg สวิตเซอร์แลนด์ แต่เติบโตที่เมือง Basel เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาเดินทางไป Albania ด้วยความหวังที่จะเข้าร่วมต่อสู้กับ Benito Mussolini และระบบฟาร์ซิสของอิตาลีผู้รุกรานสวิส แต่เขากลับถูกจับที่ชายแดน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเข้าเรียนกับ Julia Ris ศิลปินชื่อดังที่เมือง Basel และได้สัมผัสผลงานแนว Dadaism ปี 1951 เขาแต่งงานกับ Eva Aeppli และย้ายไปอยู่ปารีสและเข้าร่วมกับกลุ่ม Nouveau Realism งานศิลปะเชิงกลไกของเขาที่โด่งดังที่สุดคือ Homage to New York ประกอบด้วย ชิ้นส่วนกลไกที่หาได้ทั่วไป เช่น ล้อจักรยานหลายล้อ บอลลูนตรวจอากาศ เปียโน วิทยุ ธงชาติสหรัฐฯ เปลเด็ก และโถส้วมซึ่งทั่งหมดทาสีขาว นับจากนั้นมา เขาก็รังสรรค์ผลงานศิลปะเชิงกลไกขึ้นอีกมากมายซึ่งส่วนหนึ่งได้จัดแสดงคู่กับผลงานของ Niki de Saint Phalle ไว้ที่ Sculpture Park หน้า Modern Museum Stockholm ที่นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพได้ตั้งแต่ไม่ได้เข้าถึงภายในมิวเซียมได้นี่เอง

คุยกัน 7 วันหน : ส่องการแต่งตัว คิม จูแอ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แตะสะท้อนสถานะ-ทิศทางการเมือง

คุยกัน 7 วันหน : ส่องการแต่งตัว คิม จูแอ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แตะสะท้อนสถานะ-ทิศทางการเมือง

คุยกัน 7 วันหน : ส่องการแต่งตัว คิม จูแอ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แตะสะท้อนสถานะ-ทิศทางการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกของสื่อรัฐเกาหลีเหนือที่ทุกอย่างถูกจัดฉากอย่างประณีต แฟชั่นไม่ใช่เพียงเรื่องของรสนิยม แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้สื่อสารเรื่องสถานะผู้นำ ความชอบธรรม และอนาคตของระบอบการปกครอง การแต่งตัวที่เปลี่ยนไปของ คิม จูแอ (Kim Ju Ae) ลูกสาวของ คิม จอง-อึน คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เกาหลีเหนือกำลังเตรียมความพร้อมให้ประชาชนยอมรับผู้นำรุ่นต่อไปอย่างไร

การแต่งตัวเพื่อสืบทอดอำนาจ

การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่จูแอเริ่มทิ้งเสื้อผ้าเด็กแบบทั่วไป และหันมาสวมใส่ชุดที่ถอดแบบมาจากพ่อของเธอ เช่น เสื้อโค้ทหนังสีดำ ในงานสำคัญล่าสุด เช่น การสวนสนามทางทหารในต้นปี 2026 ที่จูแอได้ปรากฏตัวในชุดเสื้อโค้ทหนังยาวสีดำ ซึ่งเหมือนกับชุดที่ คิม จอง-อึน ใส่ไม่มีผิดเพี้ยน เป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า “การจำลองภาพลักษณ์” (Image Replication) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเป็นทายาททางการเมืองโดยเน้นความคล้ายคลึงกับผู้นำปัจจุบัน ในวัฒนธรรมการเมืองของเกาหลีเหนือ เสื้อโค้ทหนังไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่มันสื่อถึงท่านผู้นำสูงสุด ในฐานะผู้กุมอำนาจความมั่นคง การให้จูแอใส่ชุดนี้เป็นการเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของเธอเข้ากับกองทัพและ “สายเลือดเพ็กตู” อย่างแนบเนียน ทั้งหมดล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ถูกวางแผนมาอย่างดีโดย กรมโฆษณาชวนเชื่อและปลุกระดม (Propaganda and Agitation Department – PAD) ของรัฐบาล

สไตล์การแต่งตัวของเธอสะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่โครงสร้างอำนาจของรัฐที่เข้มข้นขึ้น เริ่มจากปี 2022 ที่เธอปรากฏตัวครั้งแรกในชุดแจ็กเก็ตบุนวมสีขาวและรองเท้าสีแดง ดูเหมือนเด็กทั่วไปที่ตามพ่อไปทำงาน ต่อมาในช่วงปี 2023–2024 เริ่มเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวสไตล์ให้ดูคล้าย รี โซล-จู ผู้เป็นมารดา ด้วยชุดสูทกระโปรงสีขาว เสื้อโค้ทกำมะหยี่ โดยเฉพาะในงานที่ไม่ใช่การทดสอบขีปนาวุธหรือพิธีสวนสนาม จูแอมักสวมชุดสีโทนอ่อน เช่น สีเบอร์กันดีหรือสีพาสเทล และจัดทรงผมแบบผู้ใหญ่ ที่เรียกว่าทรง “Rooster” หรือทรงไก่ตัวผู้ คล้ายกับแม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ และเข้าถึงได้ในฐานะเจ้าหญิง หรือครอบครัวตัวอย่างของชาติ และเสริมสร้างบารมีในฐานะบุคคลสำคัญที่ยืนเคียงข้างผู้นำในงานระดับชาติ

จนในช่วงหลัง ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ลุคปัจจุบันของจูแอดูขรึมขึ้น เป็นทางการมากขึ้น และมีความเป็นทหารมากขึ้น แม้จะอยู่ในวัยเพียงแค่ 13-14 ปี เธอไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะลูกสาวอีกต่อไป แต่เป็น “ผู้มีส่วนร่วม” ในการตรวจตรากองทัพ ประชุมพรรค ตรวจเยี่ยมสถานที่ทางทหาร หรือการปล่อยขีปนาวุธ เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่าเธอคือ “ทายาท” ที่กำลังถูกบ่มเพาะให้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในอนาค

ผู้นำเทรนด์แฟชั่น: ตระกูลคิมเท่านั้นทำได้

ขณะเดียวกัน จูแอปรากฏตัวในชุดจากแบรนด์เนมตะวันตกราคาแพง เช่น เสื้อแจ็คเก็ตจาก Christian Dior แว่นกันแดดของ Gucci และนาฬิกา Cartier ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ถูกแบนภายใต้กฎหมายต่อต้านวัฒนธรรมภายนอกในเกาหลีเหนือ ประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึง 100% สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ตระกูลคิมมีสถานะเสมือนพระเจ้า ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้กับประชาชนทั่วไป เพราะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าทันสมัย ร่ำรวย และเชื่อมต่อกับโลก ในขณะที่ยังคงความรักชาติอย่างสุดโต่ง

แม้รัฐบาลจะสั่งห้ามประชาชนเลียนแบบการแต่งกายและทรงผมของจูแอ โดยระบุว่าเป็นพฤติกรรมต่อต้านสังคมนิยม แต่กลับมีรายงานว่า ในหมู่ชนชั้นนำและคนร่ำรวยในเมืองตามชายแดน ที่เรียกว่า “ดงจู” (Donju) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรุงเปียงยาง เริ่มมีความนิยมสินค้าหรูหราและแฟชั่นตามแบบฉบับของจูแอมากขึ้น สินค้าอย่างเครื่องสำอางและน้ำหอมจาก Chanel กลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม สินค้าเหล่านี้มักถูกลักลอบนำเข้าผ่านทางจีน โดยอาศัยเครือข่ายการค้าชายแดนและการขนส่งทางเรือที่ตรวจสอบได้ยาก

เช่นเดียวกับความนิยมเสื้อขนสัตว์ในเมืองชายแดนจีน เช่น เมืองซินอึยจู หรือ ฮเยซาน หลังจากเกาหลีเหนือกลับมาเปิดพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2025 ทำให้สินค้าแฟชั่นจากจีนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น เสื้อขนสัตว์ ทั้งขนสัตว์จริงและขนเทียมคุณภาพสูง กลายเป็นไอเทมยอดฮิตสำหรับผู้ที่ต้องการอวดความมั่งคั่งจากการค้าขายชายแดน แต่แน่นอนว่า การที่ลูกสาวของ คิม จอง-อึน ปรากฏตัวในชุดเสื้อโค้ทที่มีปกขนสัตว์อยู่บ่อยครั้ง ได้สร้างกระแสแฟชั่นให้กับกลุ่มชนชั้นนำในต่างจังหวัดที่ต้องการเลียนแบบสไตล์ของตระกูลผู้นำ

การมีอยู่ของสินค้าเหล่านี้พิสูจน์ว่า เครือข่ายการจัดหาของเกาหลีเหนือนั้นมีประสิทธิภาพสูงมาก และสามารถเข้าถึงสินค้าชั้นสูงจากยุโรปได้ไม่ยากนัก สะท้อนถึงความล้มเหลวของการคว่ำบาตร ในขณะที่พื้นที่ชนบทบางแห่งยังประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหาร แต่ในเมืองชายแดนและเปียงยางกลับมีการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างฟู่ฟ่า ซึ่งแสดงถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในเกาหลีเหนือยุคปัจจุบัน

ว่าที่ผู้นำคนต่อไป

ก่อนหน้านี้ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้บรรยายข้อมูลสรุปประเด็นนี้ต่อณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งชาติ วิเคราะห์ว่าการปรากฏตัวของ คิม จูแอ ในขณะขับรถถังประจัญบานรุ่นใหม่ระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นการแสดงที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงขีดความสามารถทางทหารที่ยอดเยี่ยมของตัวเธอ กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดความคลางแคลงใจเกี่ยวกับผู้สืบทอดที่เป็นผู้หญิง และเพื่อสร้างความชอบธรรมในฐานะผู้นำกองทัพตามรอยพ่อของเธอ ซึ่งเคยปรากฏตัวในสื่อรัฐบาลขณะขับรถถังก่อนที่จะขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจาก คิม จอง-อิล เช่นกัน ในสังคมเกาหลีเหนือที่ยึดถือระบบชายเป็นใหญ่มายาวนาน การแสดงภาพลักษณ์ที่ดูเข้มแข็งและมีความสามารถทางทหารของผู้หญิง เป็นความพยายามที่จะบอกว่าเธอมีความเหมาะสมที่จะคุมกองทัพได้ไม่ต่างจากผู้ชาย

ปัจจุบัน คิม จูแอ ถูกปฏิบัติในฐานะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดเป็นอันดับ 2 โดยพฤตินัยของเกาหลีเหนือ และเริ่มมีการตรวจพบสัญญาณว่าเธอได้เริ่มให้ความเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบางประการแล้ว

ที่ผ่านมา สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้เคยระบุว่า คิม จูแอ กำลังอยู่ในช่วงฝึกอบรมการสืบทอดอำนาจ แต่ในรายงานล่าสุด ได้ยกระดับเป็นการอยู่ในขั้นตอนการกำหนดตัวผู้สืบทอด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการประเมินที่สำคัญมาก สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ ยังสังเกตเห็นการใช้คำศัพท์ที่สื่อทางการใช้เรียกเธอว่า “ฮยางโด” (Hyangdo) ซึ่งหมายถึง “ผู้นำทาง” หรือ “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” (Great Leader/Guidance) โดยปกติคำนี้จะสงวนไว้ใช้เฉพาะกับผู้นำสูงสุดหรือผู้ที่เป็นทายาทสายตรงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงให้ระมัดระวังในการตีความ โดยตั้งข้อสังเกตว่าเธอมักจะปรากฏตัวเคียงข้างพ่อเสมอ ไม่ได้ปรากฏตัวคนเดียวในกิจกรรมทางทหารเหมือนที่ คิม จอง-อึน เคยทำในช่วงเตรียมตัวสืบทอดอำนาจ ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า แม้ คิม จูแอ ยังเป็นเพียงวัยรุ่น อายุประมาณ 13-14 ปี แต่การเปิดตัวที่เร็วและชัดเจนอาจมีปัจจัยมาจากสุขภาพของ คิม จอง-อึน ที่แม้จะไม่มีการยืนยันภาวะวิกฤต แต่ประวัติสุขภาพของเขา ทั้งเรื่องน้ำหนักตัวและการสูบบุหรี่ อาจทำให้ต้องรีบสร้างความมั่นใจว่าระบบการสืบทอดอำนาจจะไม่สั่นคลอน อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมระยะยาว เพื่อให้ชนชั้นนำและกองทัพเกิดความคุ้นเคยและยอมรับในตัวเธอ ก่อนที่การเปลี่ยนผ่านอำนาจจริงจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดย ดาโน โทนาลี