สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom ชั้น 7 โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของโลกและของไทยเอง คำถามสำคัญคือเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศชัดเจนว่าจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือการทำงานอิงจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้า ผู้ร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึง มีความสำคัญมาก หากมีเครือข่ายที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อกระทรวง ภาคเอกชนและประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำนโยบายและแผนยังต้องคำนึงถึงการประเมินผลเป็นสำคัญด้วย เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่มีประสิทธิภาพ เกิดผลจริงและควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนจากการได้ฝึกปฏิบัติจริงและการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้เกิดภาพความร่วมมือการวางแผนทำงานเพื่อประเทศได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดหลักสูตรนี้ คือ 1.พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการออกแบบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และนโยบายสาธารณะที่วิเคราะห์จากฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ , 2.มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) เพื่อเปลี่ยนผ่าน “งานวิจัยและนโยบาย” ให้เกิด “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม (Research to Impact)” ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดทำข้อเสนอนโยบายจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้ทันที และ 3.สร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบาย (Policy Maker Networking) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการทำงานแบบไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

หลังเปิดการอบรม ดร.สุรชัย ได้บรรยายในประเด็น “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ Mission-oriented Innovation Policies (MOIP)” โดยได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวทาง MOIP คือการเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรมและการศึกษาอย่างตรงจุด ซึ่งแนวทาง MOIP เป็นการระบุปัญหา เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน โดยไม่ได้เลือกพัฒนาเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้ Portfolio of Innovation เป็นตัวขับเคลื่อนพันธกิจ ปรับกระบวนทัศน์จาก Sector Based สู่ผลลัพธ์แบบมุ่งภารกิจ อาศัยทรัพยากรหลากหลายสาขา ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผลลัพธ์และผลกระทบร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดพันธกิจจะต้องดึงดูดความสนใจของสาธารณชน มีทิศทางที่ชัดเจน ระบุเป้าหมายที่วัดผลได้และมีกรอบเวลา ท้าทายแต่น่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ข้ามศาสตร์และข้ามอุตสาหกรรม รวมถึงขับเคลื่อนด้วยทางแก้ที่หลากหลาย เปิดกว้างสำหรับการทดลอง

ดร.สุรชัย ยังได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากกรอบยุทธศาสตร์กว้างสู่ภารกิจที่เป็นรูปธรรม ในการจัดทำกรอบ นโยบาย อววน. พ.ศ. 2571-2575 เน้นการนำ อววน. ไป แก้ปัญหาโจทย์ประเทศ/สร้างโอกาสใหม่ มีกรอบกว้างแต่มีเป้าหมายชัด และเลือกปัญหาโดยไม่ล็อกแนวทางการแก้ปัญหา ใช้แนวทาง Mission Portfolio ในการบริหารเป็นชุดโครงการ เพื่อปรับ/ลด บริหารทรัพยากรได้และสำรวจหลายทางเลือกไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะเน้น Mission outcomes มีกรอบเวลาแน่นอนและทำงานบูรณาการโดยมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน

ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้กล่าวถึง 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ได้แก่ 1. ความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน 2. ความกังวลด้านความมั่นคง (Economic Security Concerns) ภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นนำไปสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ และการใช้นโยบาย วทน. เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ และ 3. Disruptive Technologies โดยเฉพาะการบรรจบกันของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และควอนตัม (Quantum)

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างความคล่องตัวเชิงนโยบาย ในส่วนของแนวทางการติดตามและประเมินผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง Transformative Change โดยกล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แนวทางการประเมินที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการวัดผล มีการตั้งคำถามสำคัญ เช่น การดำเนินงานกำลังไปถูกทางหรือไม่ ตอบยุทธศาสตร์ชาติ เป้าประเทศหรือไม่ ก่อนจะนำผลประเมินมาพิจารณาและปรับทิศทางการลงทุน/มาตรการ อววน. เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้ยกตัวอย่างการทดลองนโยบาย ผ่านการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วย อววน. ที่มีการปรับกระบวนการออกประกาศ Positive List หรือบัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) ในปัจจุบันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ลดลงและเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ทั้งการปลดล็อกกฎหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการนวัตกรรม การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก University Holding Company (UHC) รวมถึงนโยบาย Offset ที่มีเป้าหมายเพื่อนำพาอุตสาหกรรมไทยให้เป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใครที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วยังจดจำเนื้อหาสาระของบทเรียนได้บ้าง คงจะยังจำชื่อออกญาเสนาภิมุข หรือยามาดะ นางามะสะ ขุนนางชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยที่จะมีหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เพราะในครั้งกระนัันมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำงานในสังกัดทหารกรมอาสาญี่ปุ่น และรับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และชื่อของขุนนางญุี่ปุ่นคนสำคัญ อย่างเช่นยามาดะ นางามะสะ ก็จึงปรากฏขึ้น แล้วต่อมาก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข

คนที่เรียนประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยายุคพระเจ้าทรงธรรมต้องคุ้นชื่อออกญาเสนาภิมุข และน่าจะคุ้น ๆ ว่าบ้านเดิมของเขาอยู่ที่ชิซึโอกะ ปัจจุบันเป็นจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น อยู่ในเขตชูบุ (Chubu) เวลาพูดถึงชิซึโอกะก็จะนึกถึงภูเขาไฟฟูจิ เพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ดังนั้น อาจจะบอกได้เลยว่าหากอยู่ในที่โล่งหรือที่สูงในชิซึโอกะแล้วรับรองว่าต้องเห็นยอดของฟูจิอย่างแน่นอน แล้วก็ต้องบอกด้วยว่าชิซึโอกะคือแหล่งปลูกชาเขียวที่โด่งดังมากที่สุดของญี่ปุ่นด้วย และที่ลืมไม่ได้คือเป็นแหล่งผลิตวาซาบิชั้นดีของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

การไปเที่ยวชมเมืองชิซึโอกะทริปนี้ Mr. Flower แวะไปที่ศาลเจ้าชิซึโอกะเซ็นเง็นก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากลงรถไฟแล้วก็ต่อรถเมล์ไปที่ศาลเจ้า ความสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือเป็นแหล่งรวมของศาลเจ้าสำคัญสามแห่ง ที่เรียกว่า โอเซ็นเก็นซัง คือศาลเจ้าคัมเบะ ศาลเจ้าอาซามะ และศาลเจ้าโอโทชิมิโอยะ และกลุ่มอาคารศาลเจ้า 26 หลัง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชิซึโอกะ ทั้งนี้ศาลเจ้าคัมเบะมีอายุเก่าแก่ที่สุด

เมื่อไปถึงแล้วก็อย่าลืมขึ้นไปบนภูเขาเพื่อไปกราบนมัสการศาลเจ้าอาซามะ โดยต้องขึ้นบันไดจำนวนประมาณ 200 กว่าขัั้น แล้วจากนั้นก็ต้องเดินขึ้นไปบนภูเขาอีกนานพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าคุณเดินช้าหรือเร็ว แต่อย่างน้อย ๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 40 นาที แต่เมื่อขึ้นไปบนเนินเขาสูงแล้ว จะได้พบกับต้นไม้ขนาดใหญ่มหึมาจำนวนมากมาก แล้วยังชมวิวเมืองชิซึโอกะ และได้ชมวิวฟูจิยามาได้อย่างเต็มตาจุใจพร้อมกับสูดอาการบริสุทธิ์ได้เต็มปอด จนทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาโดยพลัน

ต้องบอกด้วยว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อถือศรัทธาในศาลเจ้าแห่งนี้มาก ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นคือในเขตนี้มีศาลเจ้าหลายแห่งอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความเชื่อถือและความเคารพเป็นจำนวนมาก เช่น ศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ ที่เป็นศาลเจ้าของเทพแห่งการกีฬาและศิลปะการต่อสู้ ศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ มีเทพเจ้าแห่งการแพทย์ ศาลเจ้าทามาโบโกะ มีเทพเจ้าแห่งการสอบการศึกษา

ในประวัติกล่าวว่าศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ และศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ เคยใช้เป็นสถานที่บูชาพระพุทธเจ้าในยุคเอโดะ แต่ต้องเปลี่ยนสภาพเป็นศาลเจ้า เมื่อมีคำสั่งแยกศาสนาพุทธและศาสนาชินโต ในยุคเมจิ

ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในชิซึโอกะ แต่พื้นที่สำคัญบอกเล่าเรื่องราวหมดลงแล้ว แต่ขอย้ำนิดเดียวว่า หากเดินออกจากศาลเจ้าชิซึโอกะ โดยลอดเสาโทริอิด้านหน้าของศาลเจ้า แล้วเดินตรงไปบนถนนเส้นหน้าวัด ประมาณ 100 กว่าเมตร จะพบกับอนุสาวรีย์ของยามาดะ ตั้งอยู่ด้านขวามือ หากใครไม่สังเกตก็จะไม่เห็น เพราะตัวอนุสาวรีย์ไม่มีจุดเด่นอะไรมากนั้น แต่สำหรับเราซึ่งเป็นคนไทย เมื่อมองป้ายบรรยายรายละเอียดอนุสาวรีย์แล้วพบตัวอักษรไทยเขียนว่า ออกญาเสนาภิมุข ก็ทำให้เราขึ้นกับขนลุกซู่โดยพลัน แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น แต่วันนี้เราได้มายืนอยู่ในเขตบ้านเก่าของยามาดะแล้ว แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่าเมืองไทยของเรานั้นไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย เพราะอยุธยาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ก็คือเมืองที่แสนเจริญ เป็นเมืองซึ่งผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายประเทศต่างเข้าไปอาศัยและทำมาหากินในกรุงศรีอยุธยาของเรา ทำให้เราภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก 

หากคุณสนใจจะร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แล้วได้ซึมซับประวัติศาสตร์ด้วยตัวคุณเอง โดยไปเที่ยวในรูปแบบกลุ่มเล็ก ๆ ที่เน้นความเป็นกันเอง โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

Science Update : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำฟัน

Science Update : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำฟัน

Science Update : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำฟัน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารวิชาการ PLOS ONE ตีพิมพ์การค้นพบครั้งสำคัญที่ระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบฟอสซิลฟันกรามของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) อายุ 59,000 ปี จากถ้ำชากีร์สกายา (Chagyrskaya Cave) ในแถบไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย เผยให้เห็นร่องรอยของการผ่าตัดและกรอรักษาฟันผุด้วยเครื่องมือหินเป็นครั้งแรกในสายวิวัฒนาการของมนุษย์

ฟันที่ถูกค้นพบเป็นฟันกรามล่างซ้ายซี่ที่สองของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลวัยผู้ใหญ่ บนพื้นผิวเคี้ยวของฟันมีรูลึกขนาดใหญ่ที่เจาะลึกลงไปจนถึงโพรงประสาทฟัน นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มีการใช้เครื่องมือหินปลายแหลมขนาดเล็ก เช่น หินแจสเปอร์ หรือควอตซ์ ในการหมุนเจาะและขูดเนื้อฟันที่ผุออก ทีมวิจัยได้ทดลองใช้เครื่องมือหินลักษณะเดียวกันเจาะลงบนฟันของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏรอยขีดข่วนระดับจุลทรรศน์ในแนววงกลมที่ตรงกับรอยบนฟันฟอสซิลอย่างสมบูรณ์

การค้นพบนี้ผลักดันประวัติศาสตร์ทันตกรรมของสิ่งมีชีวิตในสายวิวัฒนาการมนุษย์ให้ย้อนหลังไปไกลกว่าเดิมถึง 40,000 ปี จากเดิมที่หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเป็นของโฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ในอิตาลีเมื่อประมาณ 14,000 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลที่เป็นนามธรรม สามารถเชื่อมโยงความเจ็บปวดเข้ากับเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อภายในฟันและหาวิธีการรักษาทางกายภาพได้ อีกทั้งการทำหัตถการในช่องปากที่แคบและลึก ต้องใช้การทำงานประสานกันของสายตาและกล้ามเนื้อมือที่มีความแม่นยำสูงมาก ขณะเดียวกัน การเจาะเปิดโพรงประสาทฟันโดยไม่มีระงับความรู้สึกหรือยาชาเป็นเรื่องที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจและจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อระงับความทรมานในระยะยาว

การค้นพบยังชี้ว่า ฟอสซิลฟันกรามนี้มีรอยสึกจากการบดเคี้ยวอาหารหลังจากถูกเจาะ เป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยสามารถรอดชีวิตจากการผ่าตัดนี้ และใช้งานฟันซี่ดังกล่าวต่อได้ยาวนานพอสมควร

สุดๆไปเลย! NUVO รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT

สุดๆไปเลย! NUVO รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT

สุดๆไปเลย! NUVO รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

สุดๆ ไปเลย! “NUVO” รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี! “CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT” การันตีความมันส์สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา!

หากบทเพลงคือสมุดบันทึกความทรงจำ “NUVO” (นูโว) คงเป็นหน้ากระดาษที่บันทึกความสุขของแฟนเพลงไทยไว้อย่างงดงามที่สุด และในปีนี้ บอยแบนด์ยุค 90’ ต้นฉบับความทรงจำของความสุขและความสนุกที่ไม่มีใครแทนที่ได้เลย กำลังจะกลับมาอีกครั้งในรอบ 7 ปี กับคอนเสิร์ตใหญ่แบบจัดเต็มสุดๆ ไปเลยในแบบ Nuvo ออริจินอลขนานแท้!

ล่าสุด CI Showbiz ผู้จัดคอนเสิร์ตชั้นนำ ประกาศข่าวใหญ่ที่แฟนเพลงตั้งตารอ กับการกลับมาของวงดนตรีที่หยุดทุกกระแส สร้างปรากฏการณ์ และกลายเป็นไอคอนนิกแห่งปลายยุค 80 บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบกว่าครั้งไหนๆ ในชื่อ “CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT” ที่จะพาทุกคนย้อนเวลาไปสัมผัสผลงานสุดคลาสสิกจากพวกเขา ณ Paragon Hall, Siam Paragon ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2026

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การก้าวขึ้นสู่เวทีเพื่อร้องเพลงที่คุ้นเคย แต่คือความตั้งใจจริงของสมาชิกทั้ง 6 คน จิรายุส วรรธนะสิน (โจ) สหรัถ สังคปรีชา (ก้อง) จอห์น รัตนเวโรจน์ (จอห์น) ปีเตอร์ แอนโทนี่ แฮมมอนด์ (เต๋อ) สุรชัย สุนทรธาดากุล (สุ) จิรัฏฐ์ บุรกรรมโกวิท (ใหม่) ที่ต้องการนำเสนอโชว์ที่เต็มรูปแบบที่สุด เพื่อให้สมศักดิ์ศรีบอยแบนด์ป็อปร็อกระดับตำนานที่แฟนเพลงยังคงรักและศรัทธามาอย่างยาวนาน โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การคงไว้ซึ่งความเป็น “ต้นตำรับ” ของแท้แบบไม่มีการปรุงแต่ง ทุกตัวโน้ตและเสียงที่เป็นเอกลักษณ์จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อตรงที่สุดเหมือนวันแรกที่ทุกคนได้ตกหลุมรักพวกเขา งานนี้เตรียมจัดเต็มในการออกแบบโปรดักชัน แสง สี และระบบเสียงให้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบ เพื่อส่งต่อพลังของดนตรีระดับไอคอนนิกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในพื้นที่แห่งความทรงจำที่จะทำให้ทุกคนต้องประทับใจไปอีกนาน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปี กับวงดนตรีที่หยุดทุกกระแส สร้างปรากฎการณ์ และเป็นไอคอนนิกแห่งยุค 80 ที่ยังคงอยู่ในใจทุกคนเสมอ ใน “CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT” เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป ราคาบัตร: 6,000 / 5,500 / 5,000 / 4,500 / 4,000 / 3,500 / 2,500 และ 1,900 บาท ทางเว็บไซต์ http://www.thaiticketmajor.com และเคาน์เตอร์ Thaiticketmajor ทุกสาขา

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/NUVOofficial หรือ https://www.facebook.com/cishowbiz

#NUVORIGINALConcert #NUVOBAND #CIMBweBOND #CIMBTHAIBank #ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย #MOVINGYOUFORWARD #SinghaLife #ความสุขมีได้ทุกวัน #CISHOWBIZ

Celebrity Gossip : 17 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 17 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 17 พฤษภาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

– มาดอนนาชาคีร่า, และ BTS จะร่วมเป็นศิลปินเฮดไลเนอร์ในโชว์พักครึ่งครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม ที่สนาม MetLife Stadium ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ การแสดงจะมีความยาวประมาณ 11 นาที ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาพักครึ่งฟุตบอลที่ไม่เกิน 15 นาทีตามกฎฟีฟ่า มาดอนนากำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่ Confessions II ในเดือนกรกฎาคม ส่วน ชาคีร่า เจ้าแม่เพลงฟุตบอลโลก เพิ่งเปิดตัวเพลงประจำการแข่งขันปี 2026 อย่าง Dai Dai โชว์ประวัติศาสตร์สไตล์ซูเปอร์โบวล์นี้ได้รับการดูแลและคัดเลือกศิลปินโดย คริส มาร์ติน นักร้องนำวง Coldplay ร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Global Citizen เพื่อระดมทุนเข้าสู่กองทุนการศึกษา FIFA Global Citizen Education Fund สำหรับเด็กด้อยโอกาสทั่วโลก

– ดัว ลิปา ยื่นฟ้อง ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตเซ็นทรัลแคลิฟอร์เนีย เรียกค่าเสียหายสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์ (ราว 550 ล้านบาท) จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทนำภาพของเธอไปใช้บนบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์โทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิในภาพลักษณ์บุคคล ภาพดังกล่าวถูกถ่ายบริเวณหลังเวทีงาน ออสติน ซิตี ลิมิตส์ เฟสติวัล 2024 และ ดัว ลิปา ถือครองสิทธิ์ในภาพถ่ายดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว การนำภาพไปใช้ในลักษณะดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า นักร้องสาวเป็นผู้สนับสนุนหรือรับรองผลิตภัณฑ์ของซัมซุงอย่างเป็นทางการ ในคำฟ้องยังอ้างถึงโพสต์ของผู้บริโภคบางรายบนโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า “ซื้อทีวีซัมซุงเพราะ ดัว ลิปา” นอกจากการเรียกค่าเสียหาย 15 ล้านดอลลาร์แล้ว นักร้องสาวยังร้องขอให้ศาลออกคำสั่งห้ามซัมซุงใช้ภาพดังกล่าวต่อไปด้วย

– เคลวิน อีแวนส์ วัย 41 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และคุมประพฤติอีก 3 ปี หลังยอมรับสารภาพในข้อหาบุกรุกยานพาหนะและบุกรุกโดยเจตนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมฮาร์ดไดรฟ์ที่บรรจุเพลงที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวของซูเปอร์สตาร์สาว บียอนเซ่ รวมถึงข้อมูลสำคัญของทัวร์คอนเสิร์ต เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีก่อน ภายในโรงจอดรถแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย หลังก่อเหตุและหลบหนี เเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามรอยอีแวนส์ได้ผ่านระบบติดตามตัวบนเครื่อง MacBook และแอปพลิเคชัน Find My ของหูฟัง AirPods ร่วมกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ แม้จะจับกุมตัวคนร้ายได้ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ฮาร์ดไดรฟ์และไฟล์เพลงที่ถูกขโมยไปนั้นยังคงค้นหาไม่พบ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่าเพลงเหล่านั้นถูกนำไปเผยแพร่หรือรั่วไหลบนอินเทอร์เน็ตแต่อย่างใด

– บิล พูลแมน และ เจฟฟ์ โกลด์บลัม สองนักแสดงนำจากภาพยนตร์ไซไฟบล็อกบัสเตอร์ระดับตำนาน Independence Day กลับมาพบกันอีกครั้งอย่างอบอุ่น ในงานแฟชั่นโชว์ Dior 2027 Cruise Collection ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะในลอสแอนเจลิส การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวจะครบรอบ 30 ปีในวันที่ 3 กรกฎาคม ย้อนไปในภาพยนตร์ปี 1996  โกลด์บลัม รับบทเป็น เดวิด เลวินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ขณะที่ พูลแมน รับบทเป็นประธานาธิบดี โธมัส เจ.วิตมอร์ ผู้นำกองทัพต่อสู้กับเอเลี่ยน ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นโปรดักชันฟอร์มยักษ์ที่ทำรายได้มหาศาล และเป็นที่จดจำจากฉากสุนทรพจน์ปลุกใจอันโด่งดังของประธานาธิบดี ทั้งคู่เคยกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์ภาคต่อ Independence Day: Resurgence เมื่อปี 2016

– การคัดเลือกนักแสดงเพื่อรับบท สายลับ James Bond รหัส 007คนใหม่ ซึ่งจะถือเป็นคนที่ 8 เริ่มต้นขึ้นแล้ว จากคำแถลงของสตูดิโอ Amazon MGM Studios ยืนยันการเปิดกล้องค้นหาผู้ที่จะมาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก เดเนียล เคร็ก อย่างเป็นทางการ โดยให้ นีนา โกลด์ นักคัดเลือกนักแสดงมือฉมังชาวอังกฤษผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของซีรีส์ Game of Thrones, The Crown และภาพยนตร์ชุด Star Wars รับหน้าที่ค้นหาใบหน้าใหม่ที่จะมารับบทสายลับระดับโลก ในส่วนของผู้กำกับ ได้ตัว เดนิส วิลล์เนิฟ ผู้กำกับชื่อดังจาก Dune และ Blade Runner 2049 มาเป็นผู้กุมบังเหียนภาพยนตร์ภาคใหม่นี้ ตั้งเป้าสรุปการคัดเลือกนักแสดงให้เสร็จสิ้นภายในปี 2026 ก่อนเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำในปี 2027 คาดว่าจะพร้อมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2028

วังเก่ากรมพระสมมตอมรพันธุ์ ลับ เร้น ในย่านสำราญราษฎร์

วังเก่ากรมพระสมมตอมรพันธุ์ ลับ เร้น ในย่านสำราญราษฎร์

วังเก่ากรมพระสมมตอมรพันธุ์ ลับ เร้น ในย่านสำราญราษฎร์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีสะพานข้ามคลองรอบกรุงตรงบริเวณ “ประตูผี” เป็นที่กล่าวถึงกันในโลกออนไลน์ว่า สะพานนี้ “อ่านว่าอะไร”สะพานดังกล่าวคือ “สะพานสมมตอมรมารค” ซึ่งตัวอักษรที่ติดอยู่คู่กับตัวสะพาน สะกดแบบโบราณว่า “สพานสมมตอมรมารค”

เป็นสะพานที่ทอดข้ามคลองรอบกรุงตามแนวถนนบำรุงเมือง เพื่อออกจากเกาะรัตนโกสินทร์ ไปนอกกำแพงเมือง  ในสมัยโบราณบริเวณสะพานดังกล่าวนี้ เป็นทางที่ใช้ลำเลียงศพออกไปเผาที่วัดสระเกศ เพราะห้ามเผาศพในเกาะเมือง  ทางออกนอกเมืองนี้จึงถูกเรียกว่า “ประตูผี”

ต่อมา ชื่อนี้ดูน่ากลัวสำหรับการอยู่อาศัยของผู้คน  ย่านประตูผีจึงได้รับการเปลี่ยนนามเป็น “สำราญราษฎร์” อันหมายถึงการอยู่อาศัยอย่างมีความสุขของราษฎร

 สะพานนี้ เดิมทีชาวบ้านเรียกว่า “สะพานเหล็กประตูผี” สร้างจากไม้มีโครงเหล็ก ต่อมาในสมัย ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานใหม่ เป็นสะพานปูน พระราชทานนามว่า “สะพานสมมติอมรมารค” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมติอมรพันธุ์ พระอนุชา ซึ่งมีวังที่ประทับอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันนั้น

โดย “สมมตอมร” คือ พระนาม, มารค แปลว่า ทาง หรือถนนสมมตอมรมารค จึงหมายถึง ทางเสด็จของสมมตอมร นั่นเอง

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ พระนามเดิม คือ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหุ่น (ภายหลังทรงสถาปนาเป็น ท้าวทรงกันดาล) เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๓ ในพระบรมมหาราชวัง ทรงเป็นต้นราชสกุล “สวัสดิกุล”

เมื่อพระชันษาได้ ๕ ปี ทรงศึกษาหนังสือไทยในพระบรมมหาราชวัง ในสำนักหม่อมเจ้าจอมในกรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ทรงศึกษาภาษามคธในสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และสำนักขุนปรีชา- นุสาสน์ (โต เปรียญ) และศึกษาภาษาอังกฤษในสำนักมิสเตอร์ยอร์ช แปตเตอร์สัน ในโรงเรียนหลวง

ครั้น พ.ศ. ๒๔๑๕ พระชันษาถึงกำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีโสกันต์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โสกันต์แล้ว ถึง พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้ทรงบรรพชาสามเณรในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ในสำนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ๒ พรรษา ทรงฝึกหัดเทศน์มหาชาติกัณฑ์จุลพนกับพระมหาราชครูมหิธร (ชู) ครั้นลาผนวชแล้ว เสด็จมาประทับอยู่ที่วังกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ ณ ตำบลสำราญราษฎร์ เมื่อทรงสร้างวังตรงถนนบำรุงเมืองเสร็จแล้ว จึงเสด็จมาประทับตลอดมาจนสิ้นพระชนม์

พ.ศ. ๒๔๒๓ โปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับตำแหน่งหัวหน้าราชเลขานุการอยู่ในออฟฟิศหลวง ทรงเป็นนายด้านบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงทำศาลารายขึ้นใหม่บ้าง ซ่อมแซมที่ชำรุดและทำค้างมาบ้างทั่วทั้งพระอาราม ซ่อมลายปั้นผนังและช่อฟ้าใบระกาหลังคาพระอุโบสถ ซึ่งซ่อมค้างและชำรุดให้สมบูรณ์ ซ่อมการปั้นและเขียนสีลงรักปิดทองภายนอกพระอุโบสถและประดับศิลาฐานชุกชีพระอุโบสถทั้งหมด

เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงอุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระสังฆราช (สา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับอยู่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ตลอดพรรษา แล้วทรงลาผนวชเข้ารับราชการต่อไป

พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับราชการในตำแหน่งปลัดบัญชีกลาง กระทรวงพระคลังมหาสมบัติอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ภายหลังทรงลาออกจากตำแหน่งปลัดบัญชีกลาง คงรับราชการในหน้าที่ราชเลขานุการเพียงตำแหน่งเดียว

พ.ศ. ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกไว้ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์”

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้ทรงเป็นองคมนตรีที่ปรึกษาราชการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำกับการโรงเรียนราชกุมารและโรงเรียนราชกุมารี ทรงเป็นข้าหลวงสอบไล่วิชานักเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการได้เดือนหนึ่ง แล้วโปรดให้เป็นอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ ภายหลังทรงลาออกคงรับราชการเพียงตำแหน่งราชเลขานุการเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังทรงมีตำแหน่งพิเศษอื่น ๆ อีก เช่น ตำแหน่งลัญจกราภิบาลของเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์และช้างเผือก มัคนายกวัดเทพธิดาราม กรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย กรรมการรักษาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัฐมนตรี ทรงปฏิบัติราชการแทนเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเสนาบดีกระทรวงวัง

ทรงเป็นกรรมสัมปาทิก (กรรมการ) และสภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ โดยทรงเป็นตำแหน่งเหรัญญิก และเป็นสภานายก ๒ ครั้ง คือ ในพ.ศ. ๒๔๓๐ และ พ.ศ. ๒๔๓๖ สภานายกหอพุทธสาสนะสังคหะ สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๕๗ รวม ๕ ปี ทรงเป็นสมาชิกโบราณคดีสโมสรตั้งแต่แรกตั้ง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2และเมื่อเข้ายุครัชกาลที่ 6 กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ในวัย 55 ปี ตอนปี 2458

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ เวลา ๑๕.๐๒ น. พระชันษา ๕๕ ปี
แม้พระองค์จะทรงล่วงลับไปแล้ว ทว่า วังที่ประทับของพระองค์ยังคงอยู่ เป็นวังร้างที่ยังคงสภาพดี มีตึกแถวล้อมรอบ  ทางเข้าสู่วังในปัจจุบัน เป็นเพียงตรอกเล็กๆ ผ่าน “ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธุ์” เข้าไป

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินส่วนใหญ่เดิมเป็นบริเวณวังของกรมพระสมมตอมรพันธุ์ ซึ่งทรงสร้างห้องแถวขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่ของบริวารที่รับใช้อยู่ในวังได้อยู่อาศัย

เมื่อกรมพระสมมตอมรพันธ์สิ้นพระชนม์ลงแล้ว ที่ดินจึงได้ตกทอดมาเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ยังคงให้ประชาชนเช่าอาศัยห้องแถวเหล่านี้อยู่จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่ดินด้านหน้าของชุมชนนั้น เป็นของเอกชนส่วนหนึ่งและวัดเทพธิดารามส่วนหนึ่ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท แสงสีหนาท ผู้อํานวยการศูนย์ Urban Ally เล่าว่า

“ในสมัยรัชกาลที่ 1 – 3 เมืองพระนครรอบเกาะรัตนโกสินทร์ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่พอมาในรัชกาลที่ 4 ถึง 5 เมืองพระนครมีการขยายใหญ่มากขึ้น พร้อมกับมีกลุ่มวังเกิดขึ้นหลายๆ กลุ่ม ซึ่งในยุคนั้น วังไปไหน ข้าราชบริพารก็ตามไปที่นั่น เหมือนเมืองขยายตัวตามกลุ่มวังก็ว่าได้

…ที่น่าสังเกต คือ กลุ่มวังเหล่านี้ ขยายตัวตามถนน ไม่ได้ขยายตัวตามที่นาอีกต่อไป ต่างกับสมัยก่อนที่วังจะสร้างติดกับที่นา มีการเก็บค่าเช่าที่นาเป็นรายได้ พอรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างถนนตามตะวันตก มูลค่าทางเศรษฐกิจของเมืองย้ายไปอยู่สองฟากถนน วังก็ขยายตามถนนเช่นกัน ซึ่งถนนบำรุงเมืองก็เป็นถนนเส้นแรกๆ ที่เกิดขึ้นในพระนคร (เจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร ถนน 3 สายแรกของกรุงเทพฯ)  จึงทำให้เกิดกลุ่มวังริมประตูสำราญราษฎร์ หรือกลุ่มวังประตูผี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ทั้งฝากทิศเหนือและทิศใต้ของถนนบำรุงเมือง เรียกว่าเป็นวังยุคใหม่แห่งพระนคร”

 “ถ้าเราดูแผนที่ทางอากาศในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 จะพบว่าเดิมทีพื้นที่ตรงนี้มีตำหนักอยู่ 2 ตำหนัก คือ พระตำหนักใหญ่สีขาวหันหน้าออกมายังถนนมีแนวตึกแถวเป็นเหมือนกำแพงวังกั้นอยู่ และมีตำหนักหลังเล็กหลังคาสีเข้มตั้งอยู่ทางตะวันออกหันหน้าเข้าตำหนักใหญ่เพื่อให้เชื่อมทางเดินถึงกัน ซึ่งก็ทำให้ตำหนักเล็กมีการสร้างที่ไม่สมมาตรตาบแบบการสร้างวังไทยที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เพราะประตูตำหนักเล็กต้องสร้างให้ตรงกับแกนของตำหนักใหญ่”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท เล่าด้วยว่า พื้นที่วังที่ปัจจุบันพระตำหนักใหญ่ถูกรื้อถอนสร้างเป็นโรงเรียนกลางชุมชนขึ้นมาแทน (ที่ตั้งเดิมของพระตำหนักใหญ่คือโรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย ส่วนตำหนักเล็กเป็นโรงเรียนเลิศประสาทวิชา หรือที่ชาวชุมชนเรียก ลิงป่า) และปัจจุบันเมื่อโรงเรียนปิดตัวลง อาคารโรงเรียนก็ได้กลายเป็นโกดังเก็บพระพุทธรูปของโรงหล่อพระ ซึ่งกลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนถนนบำรุงเมืองยุคปัจจุบัน

ในแง่สถาปัตยกรรม ชัดเจนว่า วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ สร้างโดยช่างสถาปนิกชาวตะวันตกชุดแรกๆ ที่เข้ามาทำงานในสยาม ซึ่งความโมเดิร์นไม่ใช่เพียงแค่ตัวโครงสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนแบบตึกฝรั่งเท่านั้น แต่แนวคิดของเจ้าของวังก็ค่อนข้างล้ำสมัยด้วย  โดยกล้าที่จะลดทอนธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของวัง เช่น เรื่องการสร้างบันได ซึ่งวังยุคก่อนจะไม่สร้างบันไดไว้ในตัวบ้าน เพราะมีความเชื่อเรื่องการเดินข้ามหัวเจ้านายที่มียศสูงกว่า แต่วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ มีการสร้างบันไดอยู่ในตัวบ้าน แต่ก็มีการแยกระหว่างบันไดกลางของเจ้านาย และบันไดเวียนเล็กๆ ด้านหลังของบ่าวไพร่ที่ทำงานในบ้าน นอกจากนี้ ยังมีส่วนของระเบียงแบบบ้านไทยที่ปรับมาใส่ไว้ด้านในตัวบ้าน เป็นระเบียงรูปตัว L ด้านหน้าและด้านข้างของบ้าน

เมื่อเป็นอาคารปูนแบบตะวันตกที่สร้างในเมืองร้อนอย่างไทย สถาปนิกจึงมีการปรับโครงสร้างบ้านให้เข้ากับอากาศที่ร้อนอบอ้าว เช่น การเพิ่มช่องลมบริเวณหน้าต่าง หรือการสร้างบ้านอยู่เหนือบ่อน้ำ ซึ่งข้อดีคือทำให้บ้านมีความเย็น แต่ข้อเสีย คือ ความชื้นจากบ่อน้ำทำให้บ้านพื้นไม้ของบ้านผุพังได้ง่ายเช่นกัน
 

ปัจจุบัน วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์มีกาลเปิดให้ชมเป็นครั้งคราวไป  หากจะชมนอกตัวอาคาร ก็สามารถเข้าไปชมได้ทุกวัน  เช่นเดียวกันกับสะพานสมมตอมรมารค  หากผู้อ่าน “แนวหน้า” ท่านใดสนใจ ก็ลองไปชมกันได้

กระแสแรงไม่มีตก! ศิลปินที่อยากเห็นในบอลโลก 2026 คะแนน ‘ลิซ่า’ พุ่งรั้งอันดับ 2 ไล่บี้ BTS

กระแสแรงไม่มีตก! ศิลปินที่อยากเห็นในบอลโลก 2026 คะแนน ‘ลิซ่า’ พุ่งรั้งอันดับ 2 ไล่บี้ BTS

กระแสแรงไม่มีตก! ศิลปินที่อยากเห็นในบอลโลก 2026 คะแนน ‘ลิซ่า’ พุ่งรั้งอันดับ 2 ไล่บี้ BTS

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.06 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก Bangkok I Love You โพสต์ข้อความระบุว่า  แฟนๆไทยรวมพลัง! โหวต “LISA” ไล่กวด BTS ติดๆ ศึกโหวตเวทีโลกเดือดหนัก!

กระแสแรงไม่มีตก! หลัง Billboard เปิดโหวตศิลปินที่แฟนๆ อยากเห็นแสดงในฟุตบอลโลก 2026 ล่าสุด “LISA” ซูเปอร์สตาร์สาวชาวไทย กำลังถูกแฟนเพลงทั่วโลกเทคะแนนสนั่น จนคะแนนไล่บี้ BTS แบบหายใจรดต้นคอ!
คะแนนล่าสุด
BTS — 48.58%
LISA — 33%

ช่องว่างกำลังแคบลงเรื่อยๆ และแฟนคลับชาวไทยกำลังรวมพลังประกาศศักดาบนเวทีโลก!

นี่ไม่ใช่แค่การโหวตธรรมดา แต่คือพลังของคนไทยที่อยากเห็นศิลปินไทยไปยืนบนเวทีระดับโลก ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก 
โหวตทันทีที่นี่ https://billboard.com/…/fifa-world-cup-performers-poll…/

(หนึ่งคนโหวตได้หลายครั้ง)
ถึงเวลาคนไทยต้องช่วยกัน!
รวมพลังดัน “ลิซ่า” ให้ทะยานขึ้นอันดับ 1
ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย!

ขอบคุณภาพ : lalalalisa_m

มายด์ ลภัสลัล เคลื่อนไหวแล้ว ประกาศขอถอยห่างจากสามี พาย สุนิษฐ์

มายด์ ลภัสลัล เคลื่อนไหวแล้ว ประกาศขอถอยห่างจากสามี พาย สุนิษฐ์

มายด์ ลภัสลัล เคลื่อนไหวแล้ว ประกาศขอถอยห่างจากสามี พาย สุนิษฐ์

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

16 พฤษภาคม 2569 จากที่ก่อนหน้านี้ มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล เจอดรามาถาโถมหนักหลังจากที่เจ้าตัวได้เปิดให้ทางสามี พาย สุนิษฐ์ สก๊อต ได้ใช้พื้นที่ช่องทางโซเชียลส่วนตัวอัดคลิปเพื่อชี้แจงถึงประเด็นร้อนเกี่ยวกับครอบครัว

หลังจากที่น้องชาย ‘ทราย สก๊อต’ ออกมาเผยเรื่องราวชีวิตสุดเจ็บปวดผ่านคลิปเปิดใจทั้งน้ำตา โดยระบุว่าตนเองเคยถูกพี่ชายล่วงละเมิดในวัยเด็ก พร้อมพูดถึงปัญหาภายในครอบครัวที่สะสมมายาวนาน 

ล่าสุด มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งแรกผ่านทางไอจีส่วนตัว “@WJMild” ระบุข้อความว่า ก่อนอื่นมายด์ต้องขอโทษจากใจจริง ที่การแสดงออก และความเข้าใจคลาดเคลื่อนของมายด์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายและทำให้หลายคนต้องผิดหวัง โดยเฉพาะคุณทราย มายด์รู้สึกผิดและเสียใจอย่างที่สุดที่เรื่องราวบานปลายไปถึงจุดนี้ 

ส่วนตัวมายด์ไม่เคยได้ยินคลิปเสียงนี้มาก่อนตลอดเวลาที่คบกันมา มายด์รู้สึกเสียใจอย่างมากกับสิ่งที่คุณทรายต้องเผชิญ ต่อจากนี้มายด์ขอถอยห่างออกมาจากสามีเพื่อทบทวนตัวเองและดูแลสุขภาพจิตใจ 

สุดท้ายนี้มายด์ขอโทษเพื่อนๆ พี่น้องในวงการและทุกๆ คน ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วยนะคะ พวกเค้าเพียงแค่ต้องการให้กำลังใจมายด์ โดยที่ไม่ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดเช่นกัน ขอบคุรทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้มายด์นะคะ และขอบคุณที่คอยอยู่เคียงข้างคุณทรายเช่นกัน

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! แม่เด็ก 17 เดือดจัด เตรียมฉะสาวคนดัง ลั่นคำใบ้สะเทือน..อย่าอ้างเด็กยอม!

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! แม่เด็ก 17 เดือดจัด เตรียมฉะสาวคนดัง ลั่นคำใบ้สะเทือน..อย่าอ้างเด็กยอม!

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! แม่เด็ก 17 เดือดจัด เตรียมฉะสาวคนดัง ลั่นคำใบ้สะเทือน..อย่าอ้างเด็กยอม!

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! “แม่เด็ก 17” เดือดจัด เตรียมฉะ “สาวคนดัง” ลั่นคำใบ้สะเทือน.. อย่าอ้างเด็กยอม!

ขาเผือกตาค้างกันอีกแล้ว เมื่อเพจดังอย่าง “เจ๊มอย108 V1” ออกมาทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ หย่อนคำใบ้ปริศนาทำเอาชาวเน็ตไม่ได้หลับไม่ได้นอน จนแฮชแท็กสืบสวนสอบสวนต้องทำงานด่วน ๆ โดยรอบนี้ เจ๊มอย ได้โพสต์ข้อความสะเทือนโซเชียลระบุว่า

“วงการบันเทิงก็ไม่ให้พวกกูพักกันเลย.. แม่เด็ก 17 เกียมเอาเรื่องสาวคนดังละนะ อย่าอ้างว่าเด็กยินยอมเองละ เพราะพ่อแม่เขาไม่โอเคเนอะ”

งานนี้ทำเอาคอมเมนต์ระเบิด ชาวเน็ตแห่กดไลก์กดแชร์ พร้อมส่งการบ้านกันรัว ๆ พยายามแกะรอยกันยกใหญ่ว่า “สาวคนดัง” ที่ว่านี้คือใคร? แล้วไปทำอะไรให้คุณแม่ของเด็กชายวัยขบเผาะอายุ 17 ปีถึงขั้นทนไม่ไหว ต้องเตรียมกางกฎหมายเตรียมเอาเรื่องขนาดนี้!

แถม เจ๊มอย108 V1 ยังเผยข้อความในแชทปริศนา ที่มีการบอกว่า “ทำเรื่องไม่ดี กับผู้เยาว์” 

เอาเป็นว่า… เรื่องนี้เพิ่งจะเริ่มต้น! ฝั่งคุณแม่ของเด็ก 17 จะขยับยังไง? และสาวคนดังคนนี้จะเป็นใคร? คอข่าวบันเทิงเตรียมจับตาดูให้ดี ๆ เพราะกลิ่นดรามาโชยมาแรงมาก! ถ้ามีเฉลยหรือความคืบหน้าเมื่อไหร่ ทางเราจะรีบคาบข่าวมาเสิร์ฟแน่นอนจ้า!

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.14 น.

17 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ความหวังเปิดเทอมใหม่ 2569: เสียงสะท้อนถึงรัฐมนตรีศึกษาฯ กับภารกิจแก้ความเหลื่อมล้ำ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าสามารถสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคงให้แก่ลูกหลานได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 29.77 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 17.25 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก (เช่น มั่นใจว่าโรงเรียนในปัจจุบันดูแลและสอนเด็กได้ดี) และร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย (เช่น ต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษ หรือดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นหลัก)

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อโรงเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันว่าสามารถพัฒนาเด็กไทยให้คิดเป็น ทำงานเป็น และใช้ชีวิตได้ในโลกยุคใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.41 ระบุว่า ค่อนข้างดี รองลงมา ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่ค่อยดี (เช่น เน้นแต่การท่องจำ เอาไปใช้จริงในการทำงานไม่ได้) ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ทำได้ดีมาก (เช่น เด็กเรียนจบมาพร้อมทำงานและใช้ชีวิต) ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ไม่ได้เลย (เช่น เรียนตามระบบไปอย่างนั้นไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่) และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

สำหรับเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เพื่อลดความเดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 35.04 ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ (โรงเรียนใกล้บ้านคุณภาพไม่ดีเท่าโรงเรียนดังในเมือง) รองลงมา ร้อยละ 24.50 ระบุว่า เด็กเรียนหนัก แต่นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันไม่ได้ ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ความปลอดภัยและสุขภาพจิตของเด็กในโรงเรียน (เช่น การกลั่นแกล้ง ยาเสพติด ความเครียด) ร้อยละ 15.95 ระบุว่า ภาระงานของครูที่เยอะเกินไป จนครูไม่มีเวลาสอนหรือดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษา

สำหรับเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ภายใน 1 ปี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.42 ระบุว่า เรียนฟรี ต้องฟรีจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ยกเลิกโครงการซ้ำซ้อน ลดภาระงานเอกสารของครู ร้อยละ 12.29 ระบุว่า ปรับหลักสูตรเป็นฐานสมรรถนะเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ร้อยละ 9.08 ระบุว่า จัดสรรงบประมาณการศึกษาตามความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ร้อยละ 8.70 ระบุว่า จัดตั้ง Human Capital Superboard เชื่อมโยงการเรียนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เด็กมีงานทำ มีรายได้ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า ประเมินผู้เรียนจากผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยเกรด ร้อยละ 4.58 ระบุว่า ทุน “หนึ่งอำเภอ หนึ่งการศึกษา” (ODOS) สู่ทุกอำเภออย่างแท้จริง ร้อยละ 4.20 ระบุว่า เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาต้องเป็น 0 (Thailand Zero Dropout) ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ลดภาระครูที่ต้องจัดอาหารกลางวัน จัดตั้งครัวกลางอาหารกลางวันของท้องถิ่น และตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพเพื่อเด็กและครู ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษาไทยตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ และสิ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าการศึกษาดีขึ้นจริง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 28.78 ระบุว่า เด็กไทยเรียนจบแล้วมีงานทำตรงสาย ไม่ตกงาน และได้เงินเดือนที่เหมาะสม รองลงมา ร้อยละ 16.64 ระบุว่า เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ และมีทักษะสู้กับเด็กต่างชาติอื่นได้ ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ครูมีเวลาทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับงานเอกสารหรือภาระงานอื่น ร้อยละ 14.35 ระบุว่า เด็กมีความสุขกับการไปโรงเรียน ไม่เครียดหรือเป็นซึมเศร้าจากการเรียน ร้อยละ 14.05 ระบุว่า พ่อแม่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือเสียเงินแพง ๆ เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนดัง” ร้อยละ 6.10 ระบุว่า ข่าวความรุนแรง ข่าวครูทำร้ายเด็ก หรือปัญหาในโรงเรียน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้อยละ 2.98 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพียงพอที่จะสะท้อนว่าการศึกษาของไทยได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

– 006