สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom ชั้น 7 โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของโลกและของไทยเอง คำถามสำคัญคือเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศชัดเจนว่าจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือการทำงานอิงจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้า ผู้ร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึง มีความสำคัญมาก หากมีเครือข่ายที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อกระทรวง ภาคเอกชนและประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำนโยบายและแผนยังต้องคำนึงถึงการประเมินผลเป็นสำคัญด้วย เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่มีประสิทธิภาพ เกิดผลจริงและควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนจากการได้ฝึกปฏิบัติจริงและการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้เกิดภาพความร่วมมือการวางแผนทำงานเพื่อประเทศได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดหลักสูตรนี้ คือ 1.พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการออกแบบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และนโยบายสาธารณะที่วิเคราะห์จากฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ , 2.มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) เพื่อเปลี่ยนผ่าน “งานวิจัยและนโยบาย” ให้เกิด “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม (Research to Impact)” ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดทำข้อเสนอนโยบายจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้ทันที และ 3.สร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบาย (Policy Maker Networking) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการทำงานแบบไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

หลังเปิดการอบรม ดร.สุรชัย ได้บรรยายในประเด็น “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ Mission-oriented Innovation Policies (MOIP)” โดยได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวทาง MOIP คือการเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรมและการศึกษาอย่างตรงจุด ซึ่งแนวทาง MOIP เป็นการระบุปัญหา เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน โดยไม่ได้เลือกพัฒนาเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้ Portfolio of Innovation เป็นตัวขับเคลื่อนพันธกิจ ปรับกระบวนทัศน์จาก Sector Based สู่ผลลัพธ์แบบมุ่งภารกิจ อาศัยทรัพยากรหลากหลายสาขา ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผลลัพธ์และผลกระทบร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดพันธกิจจะต้องดึงดูดความสนใจของสาธารณชน มีทิศทางที่ชัดเจน ระบุเป้าหมายที่วัดผลได้และมีกรอบเวลา ท้าทายแต่น่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ข้ามศาสตร์และข้ามอุตสาหกรรม รวมถึงขับเคลื่อนด้วยทางแก้ที่หลากหลาย เปิดกว้างสำหรับการทดลอง

ดร.สุรชัย ยังได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากกรอบยุทธศาสตร์กว้างสู่ภารกิจที่เป็นรูปธรรม ในการจัดทำกรอบ นโยบาย อววน. พ.ศ. 2571-2575 เน้นการนำ อววน. ไป แก้ปัญหาโจทย์ประเทศ/สร้างโอกาสใหม่ มีกรอบกว้างแต่มีเป้าหมายชัด และเลือกปัญหาโดยไม่ล็อกแนวทางการแก้ปัญหา ใช้แนวทาง Mission Portfolio ในการบริหารเป็นชุดโครงการ เพื่อปรับ/ลด บริหารทรัพยากรได้และสำรวจหลายทางเลือกไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะเน้น Mission outcomes มีกรอบเวลาแน่นอนและทำงานบูรณาการโดยมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน

ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้กล่าวถึง 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ได้แก่ 1. ความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน 2. ความกังวลด้านความมั่นคง (Economic Security Concerns) ภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นนำไปสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ และการใช้นโยบาย วทน. เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ และ 3. Disruptive Technologies โดยเฉพาะการบรรจบกันของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และควอนตัม (Quantum)

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างความคล่องตัวเชิงนโยบาย ในส่วนของแนวทางการติดตามและประเมินผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง Transformative Change โดยกล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แนวทางการประเมินที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการวัดผล มีการตั้งคำถามสำคัญ เช่น การดำเนินงานกำลังไปถูกทางหรือไม่ ตอบยุทธศาสตร์ชาติ เป้าประเทศหรือไม่ ก่อนจะนำผลประเมินมาพิจารณาและปรับทิศทางการลงทุน/มาตรการ อววน. เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้ยกตัวอย่างการทดลองนโยบาย ผ่านการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วย อววน. ที่มีการปรับกระบวนการออกประกาศ Positive List หรือบัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) ในปัจจุบันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ลดลงและเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ทั้งการปลดล็อกกฎหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการนวัตกรรม การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก University Holding Company (UHC) รวมถึงนโยบาย Offset ที่มีเป้าหมายเพื่อนำพาอุตสาหกรรมไทยให้เป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

‘ประเสริฐ’กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

'ประเสริฐ'กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

‘ประเสริฐ’กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

รมว.ศธ. ย้ำ 5 นโยบาย มอบภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา สั่ง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ Quick Win ทันที สแกนประเมินทุกโรงเรียนในเขตฯ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม  ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ การขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา ร่วมกับภาคีเครือข่าย 18 หน่วยงานนั้น ตนได้กำชับให้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท) ทั่วประเทศ ดำเนินการตามนโยบาย  5 ภารกิจหลัก ดังนี้ 1.คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็กเพิ่มเวลาให้ครูผู้สอน ลดภาระงานต่างๆที่ไม่จำเป็นลง โดยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำรายละเอียดและจะเตรียมความพร้อม ก่อนแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ  2. การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความเท่าเทียมที่จับต้องได้ ซึ่งงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวที่วันนี้ดูเหมือนเท่ากัน แต่ก็เรามีต้นทุนที่แต่ละโรงเรียนอาจจะมีไม่เท่ากัน โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนย่อมมีต้นทุนที่ต่างกัน เด็ก 1 ล้านคน ที่หลุดออกนอกระบบ ต้องมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม  3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง วันนี้ต้องยอมรับว่าความรู้ใหม่ๆ เศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาเพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกผลิตเด็กที่จำเก่ง ต้องผลิตเด็กที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสามารถแก้ไขปัญหาในโลกของชีวิตประจำวันได้ การปรับปรุงหลักสูตรสมรรถนะโดยใช้เทคโนโลยี AI การตอบโจทย์ความต้องการของโลกในยุคใหม่เป็นเรื่องสำคัญ การเตรียมเด็กไทยเข้าสู่ การสอบยุค PISA หรือ การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตราฐานสากล ในปี 2029 ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา หรือ OCED ได้เอาเรื่องของความรู้ด้าน AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน และเมื่อดูผลการสอบ PISA ของเด็กไทยก็น่าใจหาย

 “สำหรับภารกิจที่ 4 โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผมในฐานะ รมว.ศธ.ได้ประกาศเป็นเรื่องสำคัญ เป็นนโยบายเป็น Quick Win ให้ทำทันที ขอให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการดังนี้ 1.สำรวจและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ อาคารเรียน ให้เสร็จภายในภาคเรียนที่ 1/ 2569 นี้ 2.เตรียมทีมและช่องทางรับแจ้งเหตุของเขตพื้นที่ฯ ให้ทุกโรงเรียนในสังกัดรู้ว่า เมื่อเกิดเหตุความไม่ปลอดภัยต้องติดต่อใคร และให้ถือเป็นภารกิจที่สำคัญ 3.ใช้ระบบ EDU SAFE ซึ่งเป็นระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัจฉริยะสแกนประเมินทุกโรงเรียนในเขตฯ ระบบนี้ไม่ใช้ตั้งแล้วปล่อยทิ้ง แต่จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกเขตฯเห็นสถานะของความปลอดภัยโรงเรียน ผ่านโทรศัพท์มือถือเห็นข้อมูลแบบเป็นปัจจุบัน และรู้ว่าต้องแก้ไขที่ไหน อย่างไร ก่อนที่จะสายเกินไป และดำเนินการแก้ไขในสิ่งที่พบทันที ไม่ใช่รายงานเพื่อเก็บไว้ในแฟ้ม เพราะถ้าไม่แก้ไข โรงเรียนที่เด็กไม่รู้สึกปลอดภัยก็ไม่ใช่โรงเรียนอย่างแท้จริง เราไม่มีทางผลิตเด็กที่เข้มแข็งได้ โรงเรียนอย่างแท้จริงต้องสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับภารกิจที่ 5 เราจะสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ ยกเครื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดย พ.ร.บ.ฉบับใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เหมาะสมและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ตนคิดว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้ว จะเป็นโครงสร้างการศึกษาใหม่และทำให้เราสามารถตั้งตรงได้ เป็นการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของวงการศึกษาไทย ซึ่ง ทั้ง 5 ภาจกิจ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกกระทรวง และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศเห็นว่าสำคัญ มีประโยชย์ต่อการศึกษาและลงมือทำ 2 ทั้งนี้ สิ่งที่ตนพูดเสมอ คือ ผมจะแยกการศึกษาออกจาการเมือง ถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน  ไม่มีพรรคการเมือง ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้เชิญทุกพรรคการเมืองมาช่วยกันดูเรื่อง ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องอาศัยเวลา ผลสัมฤทธิ์ไม่ได้เกิดข้ามคือ ตั้งใจว่าไม่ให้เกิน 2 ปีต้องมีร่างใหม่เกิดขึ้นให้ได้.

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU ‘โรงเรียนปลอดภัย’ ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU 'โรงเรียนปลอดภัย' ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU ‘โรงเรียนปลอดภัย’ ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

“ศธ” MOU 18 หน่วยงานระดับประเทศ ขับเคลื่อน “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” เปิดระบบ SAFE SCHOOL ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่ทั้งยาเสพติด สุขภาพจิต และภัยออนไลน์

15 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ร่วมกับ 18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา” ที่ปลอดภัยรอบด้านและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายใหม่ของสังคมยุคปัจจุบัน โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวรายงานแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา  และมีนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้แทนจาก 18 หน่วยงาน (13 กระทรวง และ 5 องค์กรหลัก) ตลอดจนข้าราชการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง 13 กระทรวง 5 องค์กรหลักและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 44 หน่วยงาน  เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เด็กนักเรียนสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth พร้อมให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน  ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ”  ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญระดับประเทศ ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้างระบบดูแล คุ้มครอง และพัฒนาเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะชีวิตในโลกยุคใหม่พร้อมเปิดระบบ SAFE SCHOOL ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ความปลอดภัยอย่างแท้จริง”  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ “บูรณาการทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

โดยภายใต้กรอบความร่วมมือ หน่วยงานแต่ละแห่งจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน  ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ส่วนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เชื่อมั่นว่า การสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงรอบด้าน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ในโลกยุคใหม่ และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคตที่ดีต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว 
 

สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! 'คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต' อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก National Library of Thailand หอสมุดแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า  แจ้งข่าวเศร้า  ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต อดีตผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร และอดีตนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ  ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สิริอายุ 104 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ปูชนียบุคคลสำคัญผู้พากเพียรวางรากฐานและพัฒนางานบรรณารักษศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2465 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนไปศึกษาระดับปริญญาโทด้านบรรณารักษศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา นับเป็นคนไทยรุ่นแรก ๆ ที่ได้ศึกษาวิชาชีพนี้โดยตรงจากต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ

คุณหญิงแม้นมาสได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และรองอธิบดีกรมศิลปากร โดยคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อหอสมุดแห่งชาติและวงการบรรณารักษ์มีดังนี้:

การบุกเบิกและก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ: ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและควบคุมการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ ณ ท่าวาสุกรี โดยเป็นผู้พิจารณากำหนดพื้นที่ปฏิบัติงานและออกแบบครุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งบริหารจัดการการขนย้ายทรัพยากรสารสนเทศจากตึกถาวรวัตถุมายังอาคารใหม่ได้อย่างเรียบร้อย

การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้: ท่านเป็นผู้ริเริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติเพื่อจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ (National Bibliography) นับเป็นหอสมุดแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้

การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสู่ระดับสากล: ท่านริเริ่มการนำเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) มาใช้ และก่อตั้งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISDS-SEA) โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ รวมถึงการร่วมก่อตั้งสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนแรก

การพัฒนาบุคลากร: ท่านให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพบุคลากร โดยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติได้รับทุนการศึกษาและฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณารักษศาสตร์ให้แก่สังคมไทย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลบรรณารักษศาสตร์ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk  เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

วันที่ 15 พฤษถาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้กำกับภาพยนตร์ไทย (Director Talk) ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 เมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 14.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) ณ คูหาหมายเลข 112 หมู่บ้านนานาชาติ (Village International) เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โดยมี นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) นางสาวอุรุษยา อินทรสุขศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ผู้บริหารจากกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง  เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Thai Cinema Rising – Shaping the Future of Film in Thailand” ถ่ายทอดมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์จากผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชื่อดังของไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ ในระดับนานาชาติ

อีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย สู่การเป็นพลังสร้างสรรค์ระดับโลก 

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เยี่ยมชม Marché du Film (ตลาดภาพยนตร์เมืองคานส์) ซึ่งเป็นงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด มีนักธุรกิจในวงการภาพยนตร์เข้าชมมากที่สุดในโลก ภายในงานมีกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การเจรจาการค้า การสัมมนาศักยภาพและแนวโน้มธุรกิจ การนำเสนอผลงาน โดยผู้เข้าร่วมชมงานส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคยุโรป และรองลงมาคือสหรัฐอเมริกา
 

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะผู้วิจัยจากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช. พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อทำนายความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ย้อนหลัง 10 ปี ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ช่วยเติมเต็มช่องว่างข้อมูล PM2.5 ที่ขาดหายจากการตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยด้านระบาดวิทยาเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพประชาชน และสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขและการจัดการคุณภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวยังประสบข้อจำกัดจากข้อมูลการตรวจวัด PM2.5 ในอดีตที่มีช่องว่างและขาดความต่อเนื่อง คณะผู้วิจัยจึงได้นำเทคโนโลยี Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการทำนายค่าความเข้มข้นของ PM2.5 ย้อนหลัง ระหว่างปี พ.ศ. 2554–2563 โดยใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาแบบจำลอง ประกอบด้วยค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM10 ข้อมูลก๊าซมลพิษ ได้แก่ CO2 และ O3 ข้อมูลจุดความร้อน (Fire Hotspots) รวมถึงข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น ความกดอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ทิศทางลม และความเร็วลม โดยได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม 5 รูปแบบ ได้แก่ Multi-layer Perceptron Neural Networks (MLP), Support Vector Machine (SVM), Multiple Linear Regressions (MLR), Decision Tree (DT) และ Random Forests (RF)

ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลอง Random Forests (RF) มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำนายความเข้มข้นของ PM2.5 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) เท่ากับ 6.82 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย (MPE) 4.33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ (RPE) 22.50% และค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) สูงถึง 0.93 สะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Machine Learning ในการสนับสนุนงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข

งานวิจัยหัวข้อ “Long-Term Retrospective Predicted Concentration of PM2.5 in Upper Northern Thailand Using Machine Learning Models” ดำเนินการโดย อ.ดร.วรวุฒิ ศรีสุขคำ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ ดร.แสวง กาวิชัย ดร.ปทุมรัตน์ ศรีพันธุ์ พญ.อมราภรณ์ ฤกษ์เกษม และ ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.กิตติพันธุ์ ฤกษ์เกษม จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมุ่งหวังให้งานวิจัยดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศ และช่วยยกระดับการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

‘มัลลิกา’ ลุยชิงศึกผู้ว่ากทม. ลั่นลงแล้วต้องชนะ ฟาดชัชชาติ ‘มีคะแนนเป็นล้านก็หายได้’

'มัลลิกา' ลุยชิงศึกผู้ว่ากทม. ลั่นลงแล้วต้องชนะ ฟาดชัชชาติ 'มีคะแนนเป็นล้านก็หายได้'

‘มัลลิกา’ ลุยชิงศึกผู้ว่ากทม. ลั่นลงแล้วต้องชนะ ฟาดชัชชาติ ‘มีคะแนนเป็นล้านก็หายได้’

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

“มัลลิกา” มั่นมาก ลุยศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม. เตรียมเปิดนโยบายเร็วๆนี้ ฟาด “ชัชชาติ” ไร้ผลงาน มีคะแนนเป็นล้านก็หายเป็นล้าน

15 พฤษภาคม 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อิสระ เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงบรรยากาศขณะนี้ที่ผู้มีชื่อเสียงเปิดตัวมาหลายคนท้้งสังกัดพรรค และอิสระ ว่า ไม่รู้สึกกลัว ตนไม่ได้เพิ่งมาทำงานการเมืองเมื่อวาน มีประสบการณ์ทางการเมืองมาพอสมควร เข้ามาสู่โลกโซเชียลหลายปีแล้ว เตรียมนโยบายพร้อมแล้ว และจะประกาศในเร็วๆ นี้

ถามว่าการลงแข่งครั้งนี้จะเกิดการไปตัดคะแนนกับใครหรือไม่ ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ทุกคนมีคะแนนของตัวเอง ตนก็มีคะแนน และได้หาเสียงมาระยะหนึ่งแล้ว

ถามอีกว่าอะไรทำให้มั่นใจว่าจะไม่แพ้ ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ตนไม่ได้ลงมาเพื่อแพ้ แต่มาเพื่อชนะ จะทำให้ชนะให้ได้

ส่วนที่สื่อต่างๆระบุว่า ความนิยมของดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังดี และมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 หลังจากครั้งแรกได้คะแนนมากว่า 1.3 ล้านเสียง ดร.มัลลิกา กล่าวว่า มีเป็นล้านก็หายเป็นล้านได้ เพราะ 4 ปีที่ผ่านมาไม่มีผลงาน ซึ่ง 1 ล้านที่ตกลงไปนั้น ทุกก็สามารถไปหยิบมาได้

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ถกนัดแรก มีมติตั้งอนุฯ 3 ชุด ยันจะเร่งให้ทันกรอบ 90 วัน

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ถกนัดแรก มีมติตั้งอนุฯ 3 ชุด ยันจะเร่งให้ทันกรอบ 90 วัน

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ถกนัดแรก มีมติตั้งอนุฯ 3 ชุด ยันจะเร่งให้ทันกรอบ 90 วัน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

มติ คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดแรก ตั้งอนุฯศึกษา 3 ชุด ดูความเป็นไปได้ของโครงการ – สิ่งแวดล้อม เผยรับฟังความเห็นทุกกลุ่ม ยึดดูด้านเศรษฐกิจ- ภูมิรัฐศาสตร์ เล็งนำผลการศึกษา สนข. – สว. นัดถกครั้งสอง มิ.ย.นี้ ยัน เร่งศึกษาให้ทันกรอบ 90 วัน ชี้หากไม่ทันเล็งขอนายกฯขยายเวลา

เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 15 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ให้สัมภาษณ์ภายการประชุมนัดแรก ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมหารือถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆในการทำงาน ซึ่งมีเวลา 90 วัน ดังนั้น การจะศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้นจึงเป็นไปไม่ได้ คณะกรรมการจึงใช้ผลการศึกษาที่มีอยู่ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นผลการศึกษาล่าสุดที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก รวมถึงรายงานจากวุฒิสภาที่ได้ศึกษาไว้มาประกอบในการทำงานด้วย ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาจะดูสมมติฐานแนวโน้มของปัญหาต่างๆในปัจจุบัน และอนาคต การขนส่งสินค้าของโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะเชื่อมทั้งสองฝั่ง รวมถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ พร้อมยืนยันว่า การทำงานจะพิจารณาผลกระทบทุกมิติ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม และจะมีการรับฟังความเห็นภาคประชาชนด้วย

นายดนุชา กล่าวว่า วนอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการเข้าร่วมด้วย 2.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนหน่วยงานเป็นกรรมการ และ 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงการปรึกษาเชิงสาธารณะ โดยพิจารณาทั้งข้อกังวล รวมถึงนำความห่วงใยในพื้นที่มาร่วมประกอบการพิจารณาด้วย  ทั้งนี้ อนุกรรมการทั้ง 3 คณะ จะรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไปในช่วงเดือนมิถุนายน
      
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะรับฟังเสียงนักวิชาการรวมถึงเอ็นจีโอด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าว่า จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วยทั้งหมด  เมื่อถามว่า จะออกเป็นลักษณะของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เหมือนกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งต้องไปดูก่อนว่าถ้าโครงการมีลักษณะในเชิงธุรกิจ กลไกในแง่ข้อกฎหมายก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เบื้องต้นจะดูเรื่องความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการก่อน ส่วนเรื่องของกฎหมายยังไม่มีการพูดถึงในขณะนี้ แต่ยืนยันว่า จะรีบดำเนินการ โดยกรอบ 90 วันจะนับจากวันที่ประกาศตั้งคณะกรรมการชุดนี้
      
นายดนุชา ยืนยันด้วยว่า จะนำเรื่องเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ มาประกอบการพิจารณาด้วย แต่ก็ต้องดูว่าการศึกษาในอดีตกับปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งผลการศึกษาของสนข. ทำไว้เมื่อปี 2566 ดังนั้น วันนี้ต้องดูเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และจะต้องปรับให้เป็นปัจจุบัน
     
เมื่อถามว่า คิดว่ากรอบการศึกษา 90 วันเพียงพอหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า จะพยายามทำให้เต็มที่ แต่หากไม่ทันก็จะขอนายกรัฐมนตรีขยายเวลา

ชัชชาติ ชี้แจงด่วน! ยันยังไม่ส่งหนังสือลาออก แค่เตรียมเอกสารไว้ คาดส่ง 18-19 พ.ค.นี้

ชัชชาติ ชี้แจงด่วน! ยันยังไม่ส่งหนังสือลาออก แค่เตรียมเอกสารไว้ คาดส่ง 18-19 พ.ค.นี้

ชัชชาติ ชี้แจงด่วน! ยันยังไม่ส่งหนังสือลาออก แค่เตรียมเอกสารไว้ คาดส่ง 18-19 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. ที่ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกระแสข่าวเตรียมยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งว่า ขณะนี้ยังไม่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 

แต่จัดเตรียมหนังสือลาออกไว้ เพื่อยื่นต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย วันที่ 18-19 พ.ค.นี้ จากนั้นจะบินไปอเมริกา เพื่อแสดงความยินดีบุตรชายรับปริญญา

และวันที่ 28 พ.ค. จะมาสมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมเปิดตัวทีมงาน รวมทั้ง แถลงผลงานตลอดรยะเวลา 4ปีที่ผ่านมา ตลอดจนนโยบายที่จะเดินหน้าต่อไปในวันเดียวกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

’รัฐสภา‘ 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน ‘34ร่างกฎหมาย’  เปิดขั้นตอนดันพิจารณาต่อในสภาฯ ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ สอนมวย ’รัฐบาล‘ ทิ้งท้าย อย่าดูแคลน-แบ่งแยกงานสภาฯ ย้ำภาคประชาชนแสดงเจตจำนงชัด ไม่ควรถูกกล่าวหาไม่ยืนยันร่างกม.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ จำนวน 34 ฉบับ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้งภายหลังนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปว่า ขอบคุณรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ชี้แจง ซึ่งความจริงตอนที่ตนอภิปรายได้ระบุว่าความเหมาะสมจริงๆแล้วควรจะเป็นรัฐมนตรี (ครม.) ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ละฉบับมาตอบ จริงๆรัฐมนตรีพยายามอธิบายว่าการยืนยันหรือไม่ยืนยันกฎหมายนั้น ท่านไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เอาเฉพาะร่างของครม. พรรคการเมือง หรือภาคประชาชน แต่พวกเราที่อยู่ในสภาฯ มานาน เมื่อกฎหมายผ่านวาระที่ 1 รับหลักการ เรามักจะพูดเสมอว่าเจ้าของคือสภาฯ แล้ว ไม่มีกฎหมายรัฐบาลหรือกฎหมายฝ่ายค้าน พรรคนั้นหรือพรรคนี้ ซึ่งคำชี้แจงในทำนองว่า ยังมีปัญหาความเห็นแย้ง ตนไม่อยากให้รัฐบาลดูแคลนการทำงานของสภาฯ หลายฉบับกรรมาธิการฟังทุกฝ่ายมาแล้วจึงได้มีข้อสรุป สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือสภาฯ สามารถสานต่องานของสภาฯ ชุดที่แล้วได้ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มีกฎหมาย 2 ฉบับที่คำชี้แจงของท่านทำให้ตนไม่สบายใจ คือ 1. เรื่องการรายงานเคลื่อนย้ายมลพิษ ซึ่งในคำอธิบายกับกลายเป็นว่า ท่านบอกว่าภาคประชาชนไม่ได้แสดงเจตจำนงในการที่จะยืนยัน ซึ่งคนกลุ่มที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ ได้ยื่นหนังสือและแถลงข่าว นอกจากนั้นยังเดินสายพบกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งตนเมื่อได้รับเรื่องจากพวกเขาได้โทรหารัฐมนตรี 2 คน สส.พรรครัฐบาล 1 คน ว่าเขาประสงค์จะยืนยันและตนเห็นด้วยกับเขา ฉะนั้น ไม่จริงที่บอกว่าเขาไม่ได้แสดงเจตจำนง

“วันนี้ทำของเขาตกแล้ว อย่าไปโทษเขาว่าเป็นเพราะเขาไม่ยืนยัน เพราะผมคนหนึ่งและเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกอีกหลายพรรค ก็ได้พบกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งการที่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร รัฐบาลปล่อยตกไปเขายืนยันได้ ถูกต้องครับ แต่ความต่างกลับกลายเป็นว่า ถ้าท่านยืนยันเราตั้งต้นจากการมีร่างที่ทุกฝ่ายเห็นชอบด้วยกันแล้ว เพราะผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว แต่ที่เขายืนยันได้ตามสิทธิ์ เหมือนกับเสนอกฎหมายใหม่ กลับยากขึ้นไปอีก แล้วถามว่าผมทราบหรือไม่ว่าทางรัฐบาลคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วเอาสาระตรงนี้ใส่เข้าไป ผมทราบ แต่ถ้าใส่ใจจริงๆ ท่านจะพบว่าการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับนั้น จะต้องเสียเวลาอีกมากเพราะรื้อกฎหมายเกือบทั้งฉบับ ในขณะที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปก่อนจะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเองในเรื่องของ OECD ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้าภาคประชาชนยืนยันกฎหมายฉบับนี้ ถ้าถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน นายกฯ จะเซ็นรับรองให้ทันที หรือถ้าเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ รัฐบาลจะยืนยันเลื่อนระเบียบวาระนั้นมาให้เขาก่อน ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าก็ยังเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนขึ้นว่าเราจะได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า กฎหมายอสม. ที่ท่านพูด ความจริงเถียงมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว แล้วเขาก็ยืนยันว่า เรื่องอายุไม่เกิน 60 ปี เขาหมายถึงตอนที่จะรับเข้ามาเป็นอสม. แต่อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วและอายุเกิน 60 ปี เขา ก็ยังยืนยันหลักที่บอกว่าจะพ้นจากการเป็นอสม. ด้วยเงื่อนไข เช่น ตาย ลาออก หรือไม่ผ่านการประเมิน ตนเห็นใจ รัฐมนตรีที่แปลกอยู่ว่าจะต้องมาชี้แจงแทนทุกกระทรวง แต่ข้อเท็จจริงคืออย่างน้อยที่สุด 2 ฉบับนี้ อยากให้ทางรัฐบาลช่วยทำให้สามารถกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาให้เร็วที่สุด และย้ำว่ากฎหมายใดที่พวกเรารับหลักการแล้วเป็นของพวกเราทุกคน ไม่ต้องแบ่งแยก

ทั้งนี้ หลังจากที่สมาชิกรัฐสภา อภิปรายเสร็จสิ้นและ นายภราดร ชี้แจงต่อที่ประชุมอีกครั้งแล้ว จึงได้ลงมติ โดยที่ประชุมได้ใช้วิธีการลงมติครั้งเดียว ว่าจะเห็นชอบร่างกฎหมายที่ ครม. ร้องขอต่อรัฐสภา ทั้ง  34 ฉบับ หรือไม่ มติของที่ประชุม เห็นชอบ 611 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง จากนั้นนายโสภณ ได้สั่งปิดประชุมทันทีในเวลา16.20น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่รัฐสภา ลงมติเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ค้างอยู่ ยกเว้นหากเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนกมธ.ของสภาฯ ทางสภาฯ ต้องตั้งกมธ.ชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณา ขณะที่วาระกมธ.ของสว. นั้นจะให้วิปวุฒิสภาพิจารณาว่าปรับเปลี่ยนกมธ.หรือให้ชุดเดิม ทำงานต่อ

สำหรับขั้นตอนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นั้น แบ่งเป็น โดย 1.ร่างกฎหมายที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคือสภาฯ จำนวน  1 ฉบับ 2.อยู่ในชั้นกมธ.วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้วรอเข้าวาระพิจารณา 4 ฉบับ 3.อยู่ในชั้น กมธ.ของวุฒิสภา  จำนวน 3 ฉบับ 4.รอการพิจารณาของวุฒิสภาวาระที่หนึ่ง จำนวน 5 ฉบับ

5.อยู่ในส่วนที่กมธ.สภาฯ พิจารณาเสร็จแล้วรอพิจารณาวาระสอง จำนวน 5 ฉบับ  6.อยู่ระหว่างพิจารณาของ กมธ.สภาฯ จำนวน 1 ฉบับ และ 7.รอพิจารณาวาระที่หนึ่ง