เบอร์ 1 ‘Exotic Plant’ Soft Power ไทยมูลค่าสูง ยกให้เป็น ‘Supercar แห่งวงการพรรณไม้

เบอร์ 1 ‘Exotic Plant’ Soft Power ไทยมูลค่าสูง ยกให้เป็น ‘Supercar แห่งวงการพรรณไม้

เบอร์ 1 ‘Exotic Plant’ Soft Power ไทยมูลค่าสูง ยกให้เป็น ‘Supercar แห่งวงการพรรณไม้

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring มหกรรมไม้แปลก-ไม้หายากนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก เปิดฉากอีเวนท์แรกประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศการรวมตัวของนักสะสม ผู้ประกอบการเกษตร และผู้หลงใหลในพรรณไม้จากทั้งในและต่างประเทศ ที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของ “Exotic Plant ไม้แปลกและไม้หายาก” ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก และสะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งผลิตและศูนย์กลางการค้าพรรณไม้สำคัญของโลก

โอกาสนี้ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ชั้น 5.5 เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ โดยมีนายสรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ Show Director ให้การต้อนรับ พร้อมร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกไม้แปลก-ไม้หายากระดับโลก ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงความสำคัญและทิศทางในการผลักดันอุตสาหกรรมไม้แปลก-ไม้หายาก ว่าประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมากจนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “เบอร์ 1 ของโลก” ในด้านนี้ เนื่องจากมีฐานรากการผลิตที่เข้มแข็งจากผู้ประกอบการเกษตรไทย และได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากตลาดต่างประเทศ ปัจจัยชี้ขาดคือ ความได้เปรียบทางสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากไม้แปลก-ไม้หายากส่วนใหญ่เป็นพืชเขตร้อน ซึ่งยุโรปผลิตไม่ได้และต้องใช้ต้นทุนสูงในการเลี้ยงดูในเรือนกระจก ในขณะที่ไทยสามารถผลิตได้ด้วยสภาพบรรยากาศ และสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ได้เปรียบเทียบกว่าประเทศอื่น

โดยภาพรวมของอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดในไทย รวมถึงกลุ่มไม้แปลก-ไม้หายาก ถือเป็นสัดส่วนสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกในลักษณะล็อตใหญ่ไปยังตลาดหลักอย่างอเมริกา ยุโรป และที่น่าจับตามองคือตลาดใหม่อย่างประเทศจีน ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับแนวทางการสนับสนุนของภาครัฐ กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งเน้นการยกระดับผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.การยกระดับศักยภาพการผลิต โดยพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer ที่สามารถบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างมีตลาดรองรับ 2.การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาด้านการตลาดผลักดันไม้แปลก-ไม้หายากของไทยสู่ตลาดสากล เปรียบเสมือน “Supercar” ของวงการไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม และ 3.การทำ Business Matching ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงการค้าและตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต Exotic Plants สำคัญของโลก

นอกจากนี้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จในการแก้ปัญหาพืชที่ติดบัญชีไซเตส (CITES) หรือรายการพืชคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ว่า กรมฯประสบความสำเร็จในการวิจัยและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชหายาก เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี 8 สายพันธุ์ เพื่อยกระดับให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งออกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมที่จะผลักดันเพื่อเดินตามรอยความสำเร็จของกล้วยไม้ป่าตระกูลช้างที่กลายเป็นพืชเศรษฐกิจยอดนิยมไปก่อนหน้านี้

ในด้านการสร้างโอกาสระดับนานาชาติ ประเทศไทยเตรียมแสดงศักยภาพในงานพืชสวนโลก 3 งานต่อเนื่อง ได้แก่ งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 วันที่ 1 พ.ย. 2569 – 14 มี.ค. 2570 งานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ช่วงเดือนมีนาคม-กันยายน 2570 และมหกรรมพืชสวนโลก นครราชสีมา 2572​ (Korat Expo 2029) วันที่ 10 พ.ย. 2572 – 28 ก.พ. 2573 โดยมุ่งเน้นการนำที่สุดของดีมาจัดการประกวดเพื่อรับรองสายพันธุ์ ซึ่งการได้รับรางวัลหรือใบประกาศเกียรติคุณจะเป็นการการันตีคุณภาพพืช ช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายต้นพันธุ์ได้ในราคาสูงและสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการไทย

นายสรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ Show Director ของ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการไม้แปลก-ไม้หายากมากว่า 30 ปี กล่าวว่า ประเทศไทยคือเบอร์ 1 ของโลกในอุตสาหกรรมไม้แปลก-ไม้หายากมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมามักไม่มีใครรู้ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ มักจะซื้อต้นไม้จากไทยไปเพื่อขายต่อภายใต้ชื่อของเขาเอง

การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดลูกค้ากลุ่ม C2C และ B2C ให้มาซื้อขายกับเกษตรกรไทยโดยตรง เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลางในตลาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้เกิด Business Matching และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยงานครั้งนี้มีผู้จัดจำหน่ายกว่า 100 บูธ จากประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน และเอกวาดอร์

“แม้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์สงครามในบางภูมิภาคที่ทำให้กลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางบางส่วนมาไม่ได้ แต่งานในครั้งนี้ยังคงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าหลักในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ที่น่าสนใจคือการขยายตัวสู่ตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย, คาซัคสถาน, เนปาล และกลุ่มประเทศในแอฟริกา อย่างกานา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจไม้แปลก-ไม้หายากยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก”

นายสรรพสิริ อธิบายต่อว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ค่าครองชีพที่ถูก และอาหารที่อร่อย ซึ่งจูงใจให้ผู้ซื้อต่างชาติเดินทางเข้ามา

“ตลาดไม้แปลก-ไม้หายากมีการเติบโตอย่างมั่นคงเฉลี่ย ปีละ 20% โดยวัดได้จากจำนวนผู้เช่าบูธจากต่างประเทศที่จองพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น อินโดนีเซียที่เพิ่มจาก 1 บูธเป็น 10 บูธ หรือจีนที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 5 บูธ รวมถึงผู้สมัครจากอินเดียและทั่วเอเชีย สำหรับพรรณไม้ที่เป็นไฮไลท์ ปัจจุบันตลาดโลกต้องการทุกอย่างที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักสวนครัวด่าง เช่น มะสังด่าง ซึ่งในไทยอาจมองว่าเป็นวัชพืชแต่ในยุโรปมีราคาสูงถึง 100 ยูโรต่อต้น รวมถึงตะไคร้ด่าง โหระพาด่าง และกะเพราด่าง”

นายสรรพสิริ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในงานครั้งต่อไป Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 20 #Summer ระหว่างวันที่ 15–17 พ.ค. 2569 และ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 21 #BLOSSOM – Rare and Exotic ระหว่างวันที่ 12–14 มิ.ย. 2569 จะเป็นการยกระดับการสำรวจตลาด โดยผู้จัดเตรียมเชิญนักสะสมต้นไม้ระดับ Top Spender มาร่วมสะท้อนมุมมองว่า หากมีงบประมาณ 1 ล้านบาท จะเลือกซื้อต้นไม้ชนิดใดภายในงาน เพื่อใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดแนวโน้มความต้องการของตลาดระดับบน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรและผู้ปลูกเลี้ยงสามารถพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในอนาคตได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ขอเชิญผู้รักต้นไม้และนักสะสมร่วมสัมผัสเสน่ห์ของไม้แปลก–ไม้หายาก ในงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 20 #SUMMER ในวันที่ 15–17 พ.ค. 2569 และ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 21 #BLOSSOM – Rare and Exotic ระหว่างวันที่ 12–14 มิ.ย. 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : Bangkok International Exotic Plants Show and Sale  

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ในประเทศไทย ในหมู่บ้านชาวประมง ที่สมุทรสาคร มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ “ชูชัย” อายุ 14 ปี อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กเก่าๆ กับแม่ที่ล้มป่วย ชูชัยเป็นเด็กที่มีแววตามุ่งมั่น แต่เขากลับถูกตราหน้าว่าเป็น “เด็กขี้เกียจ” ในโรงเรียน เพราะเขาใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้รีด ชอบนั่งแถวหลังสุดและมักจะแอบฟุบหลับในห้องเรียนเกือบทุกบ่าย

                   ทุกคืนขณะที่เพื่อนร่วมชั้นกำลังหลับสบาย ชูชัยจะตื่นขึ้นมาตอนตี 3 เขาเดินไปที่เตียงของแม่ ค่อยๆ บีบนวดขาให้ท่านอย่างเบามือ ด้วยความกตัญญู “แม่จ๊ะ… เดี๋ยวลูกจะไปทำงานหาเงิน เพื่อให้แม่มีข้าวกิน มียากิน มีเงินไปหาหมอ”

                   จากนั้น ชูชัยจะปั่นจักรยานฝ่าความมืดไปยังท่าน้ำ รับจ้างแบกเข่งปลาทูที่หนักอึ้งจากเรือประมงที่จอดอยู่ริมฝั่ง แลกกับเงินไม่กี่สิบบาท ก่อนจะรีบกลับมากินอาหารเช้าที่แม่ทำไว้ แล้วจึงวิ่งไปโรงเรียนตอนเจ็ดโมงเช้า ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าเต็มที

                  ในห้องเรียนของ ครูมานะ ครูวัยใกล้เกษียณที่แสนเข้มงวด วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว ชูชัยพยายามถ่างตาดู อักษรที่เขียนด้วยชอล์กบนกระดานดำ แต่สุดท้ายร่างกายก็ต้านทานไม่ไหว หัวของเขาค่อยๆ ฟุบลงกับโต๊ะไม้

                  “ปัง!” เสียงไม้บรรทัดเคาะโต๊ะดังสนั่น       

                  “ชูชัย! ถ้าอยากนอนก็กลับไปนอนที่บ้าน พ่อแม่ส่งมาเรียนนะ ไม่ได้ส่งมานอน ไม่สงสารพ่อแม่ที่อาบเหงื่อต่างน้ำส่งเรียนบ้างหรือไง! คงจะเล่นเกมโทรศัพท์จนดึกดื่นแน่ ไม่กลัวสอบตกหรือไง?” คำพูดของครูมานะเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจชูชัย เขาตื่นขึ้นมาพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า ไม่ใช่เพราะเจ็บที่โดนดุ แต่เพราะคำว่า “กตัญญู” คือสิ่งที่เขาถือมั่นมาตลอด

                  ครูมานะสงสัยในความเป็นอยู่ของชูชัย จึงตัดสินใจไปที่บ้านของเด็กชายในเช้าวันรุ่งขึ้น… ภาพที่ท่านเห็นคือ เด็กชายตัวน้อยตัวมอมแมม เพราะเพิ่งกลับจากการแบกเข่งปลาจากเรือประมง กำลังประคองแม่ขึ้นนั่งป้อนข้าวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋านักเรียนที่ขาดๆ วิ่งออกจากบ้าน และเมื่อถึงเวลาเรียนบ่ายวันนั้น ชูชัยเริ่มสัปหงกนั่งหลับอีก เพื่อนๆ หัวเราะรอฟังคำดุด่าจากครูมานะ แต่คราวนี้… ทุกอย่างเปลี่ยนไป

                   ครูมานะเดินไปหยุดที่ข้างโต๊ะชูชัย ท่านไม่ได้ดุด่า แต่กลับเลื่อนบานหน้าต่างไม้ เปิดรับลมเย็นให้ลูกศิษย์ฟุบนั่งหลับอย่างเงียบเชียบ แววตาของครูมานะเต็มไปด้วยความเข้าใจ เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ หันมามองเหตุการณ์นี้ด้วยความแปลกใจ

                   เมื่อชูชัยตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ครูมานะวางมือบนหัวเขาแล้วพูดว่า

                  “ชูชัย… ครูขอโทษที่เคยว่าหนู ครูเห็นหมดแล้วว่าหนูเป็นเด็กกตัญญูแค่ไหน ความเหนื่อยของหนูในวันนี้ คือความภาคภูมิใจของแม่และของครูนะลูก”

                   ครูมานะนำเรื่องความกตัญญูของชูชัย ไปบอกเล่าให้ทุกคนฟัง ท่านช่วยหางานเบาๆ ให้ชูชัยทำที่โรงเรียน แลกกับอาหารเพื่อนำไปฝากแม่ ตลอดจนช่วยดูแลเรื่องยารักษาโรค และเพื่อนก็แบ่งปันขนมให้    จนชูชัยไม่ต้องตื่นไปแบกเข่งปลาตอนตีสามอีกต่อไป

                  การกระทำของชูชัยเป็นการทำความดี ในบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการขวนขวายรับใช้ผู้มีพระคุณ (เวยยาวัจจมัย) เพราะไปทำงานกลางดึกเพื่อหาเงินมาดูแลรักษาแม่ที่ป่วย จนไปหลับในห้องเรียน

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ” คนที่เราได้พบ อาจกำลังต่อสู้กับข่าวร้ายหรือสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้ อย่าตัดสินอะไร เพียงสิ่งที่มองเห็น สิ่งที่ได้ยิน  สิ่งที่เล่าลือหาเสียงโฆษณาชักชวน หรือสิ่งที่คิดเอาเอง  “

                  เรียบเรียงจากนิทานภาษาสเปน ของพวกละตินอเมริกา เรื่อง ครูกับนักเรียนที่ชอบหลับในห้องเรียน  “El profesor y el alumno que se dormía en clase”

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีหลายสื่อหลายสำนักมากมายลงบทวิเคราะห์ถึงที่มาต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในการสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการสนธิกำลังร่วมกันกับอิสราเอล แต่ผู้เชียนของหยิบยกเนื้อหาจาก The Guardian ที่ใช้ชื่อว่า “Inside Trump’s decision to attack Iran: A window of opportunity” (https://www.theguardian.com/us-news/2026/feb/28/trump-attack-iran-opportunity) ที่เปิดเผยเบื้องลึกการตัดสินใจในการสั่งการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ของทรัมป์ในครั้งนี้ ที่น่าสนใจในหลายแง่มุม

หน้าต่างแห่งโอกาส

ชื่อบทความอ้างถึงข้อมูลกรองชุดสำคัญที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ CIA และหน่วยข่าวกรองอิสราเอล หรือมอสซาด ได้รับมาว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมด้วยผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC มีกำหนดการประชุมร่วมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานเมื่อเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นได้ ต้องขอบคุณอิสราเอล ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างระบบที่ซับซ้อนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรียกว่า “เครื่องจักรสร้างเป้าหมาย” ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากกล้องวงจรปิดตรวจสภาพการจราจรในกรุงเตหะรานของอิหร่านตั้งแต่หลายปีก่อน ทำให้ทราบความเคลื่อนไหว ข่าวกรอง การดักฟัง ภาพถ่ายดาวเทียม และอื่น ๆ ในกรุงเตหะราน แล้วสร้างตำแหน่งที่อยู่ของเป้าหมาย ด้วยระบบพิกัดกริดที่มีความแม่นยำสูงในระดับตัวเลข 14 หลัก อิสราเอลได้นำระบบนี้มาใช้อีกครั้งในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่อิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป้าหมายสังหารหลักคือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่ อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเคยระบุว่า ไม่มีโอกาสจัดการในครั้งก่อนเพราะคาดว่าลงไปหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดินและเก็บตัวไม่เคลื่อนไหว

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจก่อนหน้านั้น คือนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หารือส่วนตัวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง และมีการเผยแพร่ข่าวเป็นภาพถ่ายเพียงภาพเดียว เนื้อหาการหารือไม่ใช่เรื่องการเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ แต่เป็นเรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อการเจรจาล้มเหลว ผู้นำอิสราเอลได้แบ่งปันข่าวกรองล่าสุดเกี่ยวกับศักยภาพทางทหารของอิหร่าน หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายมีการประชุมเจ้าหน้าที่ทหารและข่าวกรองระดับสูงหลายครั้งมุ่งเน้นไปที่การร่วมกันโจมตีอิหร่าน

เป็นเวลามากกว่า 1 เดือนที่ทั้ง CIA และมอสซาด จับตาและเฝ้าติดตาม อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อย่างลับๆ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจุดสำคัญ คือหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พบว่าคาเมเนอีจะเข้าร่วมการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านในช่วงเที่ยงวันเสาร์ในสถานที่แห่งหนึ่งในเตหะราน เครื่องบินรบของอิสราเอลจึงได้เปิดฉากโจมตีโดยใช้อาวุธระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง ส่งผลให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงเสียชีวิตพร้อมกันกว่า 40 คน โดยโฆษกกองทัพอิสราเอลระบุว่าใช้เวลาเพียง 1 นาที

ปฏิบัติการ Epic Fury

การโจตีและสังหารคณะผู้นำอิหร่าน เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ Epic Fury กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (USCENTCOM) ที่ดูแลปฏิบัติการสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเปิดเผยว่า ปฏิบัติการ Epic Fury ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 แห่งด้วยขีปนาวุธร่อน Tomahawk ยิงจากเรือพิฆาต, เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit บรรทุกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์, เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 และยุคที่ 5 เช่น F-35 Lightning II ที่เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหน และ F-22 Raptor, โดรนต่อสู้และสอดแนม MQ-9 Reaper และโดรนพลีชีพ LUCAS ที่ถอดแบบจากโดรน Shahed ของอิหร่านหวังให้อิหร่านได้รับกรรมคืนสนอง

นอกจากนี้ยังเสริมการโจมตีด้วยระบบยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร (HIMARS) ที่สามารถยิงได้ทั้งจรวดนำวิถีและขีปนาวุธ และเรือบรรทุกเครื่องบินที่เป็นฐานลอยน้ำให้แก่เครื่องบินขับไล่  F/A-18 Super Hornetและ F-35C ขณะที่ฝูงบินฝ่ายสนับสนุนปฏิบัติการประกอบด้วยเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ เครื่องบินสอดแนม และเครื่องบินส่งกำลังบำรุง ส่วนอาวุธหลายอย่างใช้สำหรับการป้องกันการโต้กลับขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่าน เช่น Patriot ที่เป็นระบบขีปนาวุธยิงจากพื้นสู่อากาศ และ THAAD ที่เป็นระบบป้องกันภัยในบรรยากาศชั้นสูง

ปฏิบัติการ Epic Fury ถือเป็นการยกระดับจากปฏิบัติการ Midnight Hammer ในเดือนมิถุนายน 2025 หรือสงคราม 12 วันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีทางอากาศอิหร่าน เพื่อมุ่งทำลายโรงงานนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายของ Epic Fury ไม่ใช่แค่การป้องปราม แต่คือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) โดยมุ่งทำลายกองทัพเรือ คลังแสงขีปนาวุธ และกลุ่มติดอาวุธเครือข่ายตัวแทนของอิหร่านให้สิ้นซาก

เบื้องหลังการตัดสินใจ

บทความใน The Guardian ระบุว่ามีปัจจัยหลัก 3-4 ประการที่ทำให้ทรัมป์สั่งลุย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลระบุว่า อิหร่านแอบฟื้นฟูโรงงานนิวเคลียร์ที่เคยถูกทำลายไปเมื่อปี 2025 ตามมาด้วยการเจรจากับอิหร่านที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ล้มเหลว หลังจาก สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ตัวแทนของทรัมป์ สรุปว่าอิหร่านไม่มีความจริงใจในการทำลายคลังนิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ และกำลังเล่นเกมถ่วงเวลาเพื่อแอบสร้างนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

แต่เหตุผลที่น่าสนใจ คือการที่ทรัมป์ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ โจนาธาน คาร์ล ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ ABC News เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม เป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ยอมรับอย่างเปิดเผยถึงแรงจูงใจส่วนตัวในการโจมตีอิหร่าน โดยกล่าวว่า “They tried twice. Well, I got him first before he got me” (พวกเขาพยายามมาแล้ว 2 ครั้ง และผมก็จัดการเขาก่อนที่เขาจะจัดการผม) พร้อมกับอ้างถึงข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านอยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารทรัมป์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 เพื่อล้างแค้นให้กับการสังหารนายพล กอเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน เมื่อปี 2020

ทรัมป์ยังอ้างว่า มีข้อมูลว่าอิหร่านเตรียมโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในวงกว้าง การโจมตีครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันตัวล่วงหน้า เขายังบรรยายถึงคาเมเนอีว่าเป็น “หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” และมองว่าปฏิบัติการนี้คือความยุติธรรมสำหรับชาวอเมริกันและชาวอิหร่านที่ถูกกดขี่ และหวังให้ประชาชนชาวอิหร่านยึดประเทศคืน

ผลกระทบของปฏิบัติการครั้งนี้ ก็อย่างที่เราๆ ท่านเห็นกันอยู่ ว่าความขัดแย้งทำท่าจะลากยาวเป็นสงครามทั่วทั้งภูมิภาค เพราะอิหร่านไม่ยอมถูกถล่มฝ่ายเดียว ยิงขีปนาวุธตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและหัวเมืองต่าง ๆ ในอิสราเอลต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องกับการเดินทางอากาศจากเที่ยวบินจำนวนมหาศาลต้องยกเลิกเพราะสนามบินหลักในตะวันออกกลางปิดให้บริการและน่านฟ้าถูกปิดตาย

ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านครั้งนี้ เป็นสงครามที่ทรัมป์เลือกเองโดยอาศัยจังหวะ “หน้าต่างแห่งโอกาส” จากข้อมูลกรอง เพื่อหวังปิดฉากปัญหาอิหร่านอย่างถาวร สะท้อนถึง “หลักการของทรัมป์” (Trump Doctrine) ในการใช้กำลังทหารแบบท่วมท้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เบ็ดเสร็จ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความแตกแยกภายในสหรัฐฯ อย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ที่เริ่มกังวลว่าสงครามจะทำให้พรรคพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม แถมยังต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตทหารอเมริกันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วัดวาอารามของพุทธศาสนาในเมืองไทยมีมากมายจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 4 หมื่น 4 พันแห่ง จังหวัดที่มีวัดมากที่สุดไล่ลำดับได้ดังนี้ นครราชสีมา (ประมาณ 2,200 วัด) อุบลราชธานี (ประมาณ 2,000 วัด) และร้อยเอ็ด (ประมาณ 1,700 วัด) ส่วนกรุงเทพมหานครมีวัดทั้งหมดประมาณ 500 วัด 

การมีวัดมากมายในเมืองไทย เพราะพระพุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ ดังนั้นผู้คนที่มีกำลังทรัพย์มากพอ จึงสร้างวัดเพื่อทำนุบำรุงและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ดังมีคำโบราณว่าไว้ดังนี้ เจ้านายชั้นสูงและบรรดาเศรษฐีไทยนับแต่โบราณกาล นิยมสร้างวัดวาอาราม เพราะเห็นว่าเป็นการบำรุงพระศาสนา และถวายเป็นพุทธบูชา แล้วยังเป็นเครื่องประดับเกียรติบารมีของตนเอง 

วันนี้จะพาไปกราบนมัสการพระพุทธรูปและชมสถาปัตยกรรมที่งดงามของวัดสองแห่งคือ วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม จังหวัดสมุทรปราการ

วัดไพชยนต์ฯ มีประวัติว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ทรงเป็นแม่กอง ก่อสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ให้แล้วเสร็จหลังจากถูกทิ้งค้างไว้ ดังนั้น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพจึงทรงทำตามพระราชบัญชา แล้วทรงสร้างวัดแห่งหนึ่งในเขตคลองลัด หลังจากทรงขุดคลองลัด และทรงสร้างป้อมเพชรหึงษ์ และพระราชทานนามวัดว่า ไพชยนต์พลเสพย์ แต่มีคำสันนิษฐานว่าวัดนี้แต่เดิมชื่อวัดกรมศักดิ หรือวัดปากลัด แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชื่อว่าวัดวังหน้า แต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน่าจะพระราชทานนามใหม่ว่าวัดไพชยนต์พลเสพย์ สถาปัตยกรรมของวัดเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 คือหน้าบันพระอุโบสถเป็นแบบคล้ายวัดราชโอรสารามฯ หรือแบบจีน เพราะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยเข้ากับจีน

พระประธานเป็นแบบมารวิชัย ประดิษฐานบนบุษบกยอดปรางค์ทำด้วยไม้สัก บุษบกงองค์นี้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาถ วังหน้าในรัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ทรงสร้างถวายใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ครั้นสมัยรัชกาลที่ 3 วังหน้าในยุคนั้นคือสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงให้เชิญบุษบกนี้ประดิษฐานพระพระประธานของวัดศักดิพลเสพย์ เนื่องจากทรงเห็นว่าบุษบกว่าง เนื่องจากรัชกาลที่ 2 ทรงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง วัดไพชยนต์ฯ จึงเป็นวัดของกรมพระราชวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3

วัดโปรดเกศเชษฐาราม คือวัดที่อยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมมอญ เป็นวัดพุทธแบบรามัญ ในย่านพระประแดง วัดนี้ก่อสร้างโดยพระยาเพ็ชรพิไชย (เกตุ) นายกองที่ร่วมสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ สมัยรัชกาลที่ 2 วัดนี้มีสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 คือพระอุโบสถไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันพระอุโบสถประดับด้วยปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม พระประธานเป็นปางมารวิชัย นามว่า พระพุทธชินนาถศาสดา และยังมีพระพุทธไสยาสน์ในพระวิหาร  ส่วนบานหน้าต่างเป็นศิลปะแบบตะวันตก วาดเป็นภาพปริศนาธรรม และยังมีพระมณฑปกลางสระน้ำ สถาปัตยกรรมไทยแบบเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร พระพุทธบาทจำลองประดับมุก จุดเด่นของวัดนี้คือภาพวาดที่สะท้อนความเป็นเมืองของตะวันตก เป็นงานของขรัวอินโข่ง

>>>>>ขอบคุณภาพประกอบจากกลุ่มเที่ยวอิ่มบุญ<<<<<

หากสนใจเที่ยวชมโบราณสถานในไทยแบบเจาะลึกรายละเอียดของความงามของพุทธศิลป์

และสถาปัตยกรรม โดยเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ โปรดติตต่อ Mr. Flower 0917233615

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

โครงการฯมุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต

นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน

ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

ทั้งนี้ โครงการ UOB My Digital Space เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท สเปซ วัน ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า จรวดขนาดเล็ก “ไครอส” (Kairos) ได้ทำลายตัวเองโดยอัตโนมัติหลังทะยานขึ้นจากฐานยิงได้เพียง 69 วินาทีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.) ส่งผลให้ความพยายามในการส่งดาวเทียมเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบครั้งแรกของประเทศประสบความล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ไครอส ซึ่งเป็นจรวดใช้เชื้อเพลิงแข็ง มีความยาว 18 เมตร บรรทุกดาวเทียมทดลองจำนวน 5 ดวง รวมถึงดาวเทียมจากบริษัท อาร์คเอดจ์ สเปซ (ArkEdge Space) ที่มีสำนักงานในกรุงโตเกียว และสำนักงานอวกาศไต้หวัน (Taiwan Space Agency) โดยระบบได้สั่งยุติการบินโดยอัตโนมัติที่ระดับความสูง 29 กิโลเมตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ภาพถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นว่าจรวดไครอสมีวิถีการบินที่ไม่นิ่งภายในเวลา 2 นาทีหลังจากทะยานขึ้นจากฐานยิงส่วนตัวของบริษัทบริเวณปลายคาบสมุทรคิอิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของ Jergen Sonne ศิลปินชาวเดนนิสที่น่าสนใจเท่านั้น ยังมีงานของ Nicolai Wilhelm Marstrand ชาวเดนนิสอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ เขาเกิดในเมืองโคเปนเฮเกนในวันที่ 24 ธันวาคม 1810 และเข้าเรียนที่ Copenhagen’s Metropolitan ก่อนลาออกไปเรียนต่อกับ Christoffer Wilehlm Eckersberg ศาสตราจารย์ที่ Royal Danish Academy of Art เพื่อนสนิทของบิดาเมื่ออายุได้เพียง 16 ปี Eckersberg เห็นพรสวรรค์ของเขาในการรังสรรค์งานศิลปะตั้งแต่เห็นเขาเขียนภาพกลุ่มคนที่มีองค์ประกอบหลากหลายจึงส่งเสริมให้เขาเรียนต่อศิลปะ

ระหว่างที่ Marstrand เข้าเรียนต่อที่ Academy of Art ตั้งแต่ปี 1826-33 แทนที่เขาจะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา และศาสนาอย่างศิลปินรุ่นเดียวกัน เขาเลือกที่จะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันในกรุงโคเปนเฮเกนที่มีทั้งความสนุกสนาน ความวุ่นวาย และความคึกคักอันเป็นความหลากหลายของวิถีเมืองอยู่แล้วส่งผลให้ผลงานจำนวนมากของเขาได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากตลาด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก Christian Waagepetersen พ่อค้าไวน์ที่ขายไวน์ให้กับราชสำนักด้วยจนรับเป็นผู้อุปถัมภ์เขา

แม้เขาจะไม่เคยชนะเหรียญทองคำในการแข่งขัน Academy แต่เขาก็ได้รับทุนให้ออกเดินทางไปเยือนหลายเมืองในเยอรมัน และได้ทุนไปอยู่อิตาลีถึง 4 ปี ระหว่างใช้ชีวิตในต่างประเทศ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่รังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะวันงานเทศกาลต่าง ๆ อีกทั้งยังได้มีโอกาสวาดภาพเหมือนของเพื่อนระหว่างเดินทางและอาศัยในอิตาลีด้วย เขาได้ส่งผลงาน Erasmus Montanus เพื่อสมัครเข้าทำงานที่ Art Academy ในปี 1843 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ในปี 1848 เขาแต่งงานกับ Margrethe Christine Weidemann ในวันที่ 8 มิถุนายน 1850 และมีลูกด้วยกันถึง 5 คน หลังจากนั้นเขาหันเหกลับไปรังสรรค์งานภาพเหมือนโดยให้ครอบครัวของเขาเป็นนางแบบและนายแบบให้นับจากนั้นมา

อย่างไรก็ดี หลังการเสียชีวิตของภรรยาในปี 1867 เขาเปลี่ยนแนวทางการรังสรรค์ผลงานไปเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรและนิยายปรัมปรา และได้สร้างผลงานจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญให้กับหอสวดมนต์ของพระเจ้าคริสเตียนที่สี่ที่โบสถ์ Roskilde ในปี 1864 อีกทั้งยังได้รังสรรค์ผลงานแท่นบูชาที่โบสถ์ Faaborg ด้วย ปี 1871 ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน เขาได้นำผลงานจิตรกรรมจำนวนมากของตัวเองมอบไว้ประดับหอประชุมมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ Academy of Art ระหว่าง 1853-7 และ 1863 จนถึงเสียชีวิตจากโรคเส้นโลหิตในสมองแตกในปี 1873

ตัวอย่างงานของเขาใน National Museum Stockholm อาทิ Auction Scene ภาพการประมูลสินค้าในเมืองโคเปนเฮเกนที่เกิดขึ้นตลอดเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตุจากสีหน้าท่าทางของผู้คนที่ขับเคี่ยวอย่างดุเดือดในการกระเหี้ยนกระหือรือแย่งชิงกันเพื่อให้ได้สินค้าซึ่งก็คือชุดเครื่องแบบยามให้กับสามีจนเด็กที่นั่งอยู่บนบันไดต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย  Street Scene in the Dogdays ภาพแนวการ์ตูนของชีวิตบนท้องถนนในโคเปนเฮเกนเป็นภาพที่เป็นที่นิยมอย่างมากในทศวรรษที่ 1830 ภาพคนจับสุนัขกำลังยกสวิงจะจับสุนัขพันธุ์ทางบนท้องถนนตัดกับภาพคนฝึกสุนัขที่กำลังจูงสุนัขหลายสายพันธุ์ทำสีหน้าตกใจกับพฤติกรรมของคนจับสุนัขเป็นสร้างคำถามที่แหลมคมให้กับสังคมว่า มนุษย์แต่ละคนเท่าเทียมกันตามกฎหมายจริงหรือ

นอกจากภาพชีวิตประจำวันแล้ว ศิลปินยังมีผลงานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Otto Marstrand’s two Daughters and their West-Indian Nanny ภาพลูกสาวของน้องชาย 2 คนพร้อมกับพี่เลี้ยงผิวสีในสวนสาธารณะ Frederiksberg นี้สะท้อนให้เห็นถึงยุคมืดของประวัติศาสตร์เดนมาร์ก ในช่วงเวลานั้น น้องชายของเขาเป็นกงสุลที่หมู่เกาะ St Thomas ซึ่งเป็นอาณานิคมของเดนมาร์กได้ใช้ Justina ลูกที่เกิดจากทาสซึ่งอพยพมาจากแอฟริกามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กก่อนที่เดนมาร์กจะยกเลิกระบบทาสไปในภายหลัง Ottilia and Christy Marstrand ภาพเหมือนของลูกสาวคนเล็ก 2 คนในสวนที่บ้านบนถนน Rosenvanget ที่เต็มไปด้วยความสุขก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาในอีก 1 ปีต่อมา

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง The Lancet Digital Health รายงานว่า ทีมวิจัยจากออสเตรเลีย นำโดย St Vincent’s BreastScreen Melbourne ได้พัฒนาอัลกอริทึมครื่องมือ AI ตัวใหม่ที่ชื่อว่า BRAIx ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หาจุดมะเร็งในปัจจุบัน แต่ทำหน้าที่พยากรณ์โอกาสเกิดมะเร็งในอนาคต โดยใช้ข้อมูลจากภาพเอกซเรย์เต้านม (Mammograms) ของผู้หญิงเกือบ 400,000 คน

งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ AI จัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด 2% แรก มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมภายใน 4 ปีอยู่ที่ 9.7% หรือเกือบ 1 ใน 10 คน ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงเท่ากับหรือมากกว่าผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/2 ซึ่งเป็นยีนก่อมะเร็งเต้านมที่อันตรายที่สุด AI ยังสามารถตรวจพบรูปแบบความผิดปกติที่ซับซ้อนในเนื้อเยื่อ ซึ่งรังสีแพทย์อาจมองว่าเป็นเนื้อเยื่อปกติหรือเป็นเพียงความหนาแน่นของเต้านมทั่วไป

ปัจจุบัน ระบบการคัดกรองมะเร็งเต้านมทั่วโลกมักใช้มาตรฐานเดียวกันหมด เช่น การตรวจทุกๆ 2 ปีสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 50-74 ปี แต่ผลการวิจัยนี้จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการตรวจตามความเสี่ยงเฉพาะบุคคล หาก AI ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง แม้ผลเอกซเรย์วันนี้จะปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น หรือใช้เทคโนโลยีอื่นร่วมด้วย เช่น การทำ MRI หรือ Contrast Mammography เพื่อไม่ให้พลาดมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงต่ำ อาจสามารถขยายระยะเวลาการตรวจให้นานขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดความกังวลและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ติดตามสถานการณ์ในอิหร่าน ที่ตกเป็นเป้าโจมตีทางอากาศของทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผ้นำสูงสุด นายทหารระดับสูงของกองทัพ และพลเรือนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วมากกว่า 1,000 คน เป้าหมายทางทหารรวมถึงอาคารบ้านเรือนเสียหายย่อยยับ ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ชาวอิหร่านส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ตามที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ พวกเขาต้องการให้สงครามและปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ยุติลงโดยเร็วมากกว่า เพื่อที่จะได้กลับมามีชีวิตชีวิตที่ปกติอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญเหตุความวุ่นวายในประเทศมาตั้งแต่ต้นปี 2026

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า นำขบวนเครื่องสักการะและเครื่องพีชภาคตามคติความเชื่อโบราณ เข้าร่วมพิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 ชูอัตลักษณ์พุทธมหายานทวารวดี ผสานจารีตอีสานล้านช้างอย่างสง่างาม

ที่พระบรมธาตุนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณะผู้บริหาร บุคลากร นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมจัดขบวนแห่ในพิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เป็นขบวนนำในการจัดขบวนเครื่องสักการะและเครื่องพีชภาคอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรื้อฟื้นและสืบสานคติความเชื่อทางศาสนาที่ผสานพุทธมหายานสมัยทวารวดีเข้ากับจารีตอีสานล้านช้างอย่างกลมกลืน ซึ่ง “เครื่องพีชภาค” (อ่านว่า พี-ชะ- พาก) หมายถึงเครื่องสักการะที่ประกอบด้วยเมล็ดพืชและธัญพืชมงคล

ขบวนเครื่องบูชาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ เครื่องสักการะแบบมหายานทวารวดี ตามแนวคิด “อัษฏบูชา” หรือเครื่องบูชา 8 ประการ ได้แก่ น้ำสะอาด รัตนะ ดอกไม้ ธูป ประทีป น้ำหอม อาหาร และดนตรี เพื่อฝึกจิตให้เกิดทานบารมี และ ขบวนเครื่องสักการะตามจารีตอีสานล้านช้าง ซึ่งโดดเด่นด้วย “เครื่องพีชภาค” หรือธัญพืชมงคล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ทางเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดองค์ประกอบเครื่องสักการะรวม 16 ประการ เช่น ขันหมากเบ็ง บายศรีหลวง และเครื่องปรุงอาหารพื้นถิ่น ซึ่งมิใช่เพียงวัตถุประกอบพิธี แต่เป็น “ระบบสัญลักษณ์” ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโครงสร้างสังคมอีสาน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและเชื่อมโยงความศรัทธาสู่บริบทสังคมร่วมสมัยอย่างเป็นระบบ

พิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ในปีนี้ได้รับเกียรติจากพลเอก บุญสิน พาดกลาง นายทหารราชองครักษ์พิเศษ ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานเปิดงาน โดยมีนายสราวุธ นามสีลี นายอำเภอนาดูน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ พร้อมนำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากทุกภาคส่วนและประชาชน ร่วมชมพิธีการแสดง “มอลำชี สักการ์กราน พุทธมณฑลอีสานพระบรมธาตุนาดูน” จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชมการแสดง “จัมปาศรีนาฎการ” โดยดารานักแสดงชื่อดัง เดียร์น่า ฟลีโป และนางรำร่วมรำบูชาพระบรมธาตุนาดูน

งานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์องค์พระบรมธาตุนาดูน ให้เป็นที่ประจักษ์ของประชาชนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในท้องถิ่น เห็นความสำคัญตระหนักในคุณค่าและเกิดความหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และเพื่อจัดหารายได้พัฒนาและทำนุบำรุงรักษาบริเวณพุทธมณฑลอีสาน ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2569  รวม 9 วัน 9 คืน