ผู้นำฮามาสเผยใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2742281

ผู้นำฮามาสเผยใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล

21 พ.ย. 2566 13:17 น.

ผู้นำฮามาสเผยใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล

อิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้นำกลุ่มฮามาสเปิดเผยว่า ใกล้จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล ที่นำไปสู่ความหวังในการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล

อิสมาอิล ฮานีเยห์ ผู้นำกลุ่มฮามาส กล่าววันนี้ (21 พ.ย.) ว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอลกำลังเกิดขึ้น ที่สร้างความหวังว่ากลุ่มติดอาวุธจะสามารถปล่อยตัวประกันในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมได้ในไม่ช้า

อิสมาอิล ฮานิเยห์ กล่าวในแถลงการณ์ ว่าเจ้าหน้าที่ฮามาสใกล้จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอลแล้ว และกลุ่มได้ตอบกลับไปยังทางการกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม แล้วคำแถลงดังกล่าวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮามาสบอกกับสถานีโทรทัศน์อัลจาซีราว่า การเจรจามุ่งเน้นไปที่ระยะเวลาการหยุดยิง การเตรียมการในการส่งความช่วยเหลือไปยังฉนวนกาซา และการแลกเปลี่ยนตัวประกันชาวอิสราเอลประมาณ 240 คนที่ถูกกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์จับไว้ ซึ่งบางส่วนเป็นเด็กเล็กและผู้สูงอายุ โดยมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับการปลดปล่อย หรือได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอล หรือมีการค้นพบร่างผู้เสียชีวิต

กลุ่มฮามาสสังหารผู้คนไปราว 1,200 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ส่วนข้อมูลของรัฐบาลฮามาสในฉนวนกาซา สงครามครั้งนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 13,300 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กหลายพันคน

แหล่งข่าวจากกลุ่มฮามาสและญิฮาดอิสลาม ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ซึ่งมีส่วนร่วมในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม กล่าวยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มได้ข้อตกลงตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงแล้ว โดยข้อตกลงเบื้องต้นประกอบด้วยการหยุดยิง 5 วัน ซึ่งประกอบด้วยการหยุดยิงภาคพื้นดิน และจำกัดปฏิบัติการทางอากาศของอิสราเอลเหนือฉนวนกาซาตอนใต้ ในทางกลับกัน กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ที่ควบคุมตัวไว้ประมาณ 50 ถึง 100 คนจะได้รับการปล่อยตัว ที่รวมถึงพลเรือนอิสราเอลและผู้คนสัญชาติอื่น แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหาร

ภายใต้ข้อตกลงที่เสนอนี้ ชาวปาเลสไตน์ราว 300 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงและเด็ก จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำของอิสราเอลด้วย

เมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าข้อตกลงปล่อยตัวประกันใกล้เข้ามาแล้ว ด้านคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า นางมีรยานา สปอลจาริก เอกเกอร์ ประธานไอซีอาร์ซี ได้เดินทางไปกาตาร์เพื่อพบกับนายฮานีเยห์ เพื่อหารือประเด็นด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วยอาวุธในอิสราเอลและฉนวนกาซา

นอกจากการปล่อยตัวตัวประกันแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวยังอาจนำมาซึ่งการบรรเทาทุกข์สำหรับประชาชนที่ติดอยู่ในเขตฉนวนกาซานานกว่าหกสัปดาห์ จากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลและการรุกภาคพื้นดินที่ขยายวงกว้างขึ้น

ตามรายงานของแหล่งข่าวฮามาสและญิฮาดอิสลาม ข้อตกลงดังกล่าวจะอนุญาตให้มีรถบรรทุกอาหารและความช่วยเหลือทางการแพทย์มากถึง 300 คันเข้าสู่ฉนวนกาซา ขณะที่อิสราเอลแสดงท่าทีระมัดระวังในการปล่อยให้มีการขนส่งเชื้อเพลิงเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากกลัวว่ากลุ่มฮามาสอาจนำไปใช้ในจรวดหรือวิธีการกึ่งทหารอื่นๆ

ด้านผู้อำนวยการที่ดูแลโรงพยาบาลในกาซาเปิดเผยว่า ทารกคลอดก่อนกำหนด 31 คนได้รับการอพยพออกจากโรงพยาบาลอัล-ชีฟาแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมส่งตัวไปยังอียิปต์ต่อไป แพทย์พบว่า ทารกทุกคนกำลังติดเชื้อรุนแรงเพราะโรงพยาบาลอัล-ชีฟาขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทารกเหล่านี้ได้รับการอพยพโดยไม่มีคนในครอบครัวตามไปด้วย เนื่องจากทางการไม่สามารถตามหาตัวได้ และมีทารก 2 คนเสียชีวิตระหว่างรอการอพยพ 

ขณะที่สำนักข่าว WAFA ของปาเลสไตน์ รายงานว่า มีชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 17 คนถูกสังหารหลังอิสราเอลทิ้งระเบิดค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัตในฉนวนกาซา เมื่อคืนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของฉนวนกาซาระบุว่า ชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 12 คนถูกสังหารและบาดเจ็บหลายสิบคนจากการยิงใส่โรงพยาบาลอินโดนีเซีย ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยรถถังของอิสราเอล

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่าผู้ป่วย 700 รายพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อยู่ภายใต้การโจมตีของอิสราเอล

WAFA กล่าวว่าโรงพยาบาลในเมืองเบตลาเฮีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฉนวนกาซา ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรหลายแห่งของอินโดนีเซีย ถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปฏิเสธว่าไม่มีกลุ่มติดอาวุธอยู่ในสถานที่ดังกล่าว.

“ชากีรา” จ่ายค่าปรับ 280 ล้านบาท แลกยุติคดีฉ้อโกงภาษี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2742247

"ชากีรา" จ่ายค่าปรับ 280 ล้านบาท แลกยุติคดีฉ้อโกงภาษี

21 พ.ย. 2566 12:24 น.

“ชากีรา” จ่ายค่าปรับ 280 ล้านบาท แลกยุติคดีฉ้อโกงภาษี

ชากีรา ศิลปินเพลงป๊อปชื่อดังชาวโคลอมเบีย บรรลุข้อตกลงกับอัยการสเปนด้วยการจ่ายค่าปรับเป็นเงินกว่า 280 ล้านบาท เพื่อยุติคดีฉ้อโกงภาษี ก่อนที่การพิจารณาคดีของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

นักร้องสาวได้จ่ายค่าปรับ 7.5 ล้านยูโร หรือราว 288.53 ล้านบาท ซึ่งหากพบว่ากระทำความผิดจริง อัยการอาจตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 8 ปี และปรับเป็นเงินกว่า 23.8 ล้านยูโร หรือประมาณ 915.6 ล้านบาท

เธอเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงภาษีเป็นเงิน 14.5 ล้านยูโร หรือราว 557.82 ล้านบาท ที่ศาลในนครบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยชากีรา ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอด กล่าวว่าเธอตกลงที่จะจ่ายค่าปรับ “เพราะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของลูกๆ ของฉัน”

ในแถลงการณ์ เธอกล่าวว่าลูกๆ ของเธอ “ไม่อยากเห็นแม่เสียสละความเป็นอยู่ส่วนตัวในการต่อสู้ครั้งนี้” ก่อนหน้านี้ชากีราได้ปฏิเสธข้อตกลงที่เสนอโดยอัยการ แต่เลือกที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีแทน และกล่าวต่อว่า “ตลอดอาชีพการทำงานของฉัน ฉันพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้อื่นมาโดยตลอด”

“น่าเสียดาย แม้จะมีความพยายามเหล่านี้ แต่หน่วยงานด้านภาษีในสเปนก็ยังดำเนินคดีกับฉัน เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำกับนักกีฬาอาชีพหลายคนและบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ซึ่งทำให้คนเหล่านั้นต้องสูญเสียพลังงาน เวลา และความสงบสุขในชีวิต”

“ในขณะที่ฉันตั้งใจที่จะปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเองในการพิจารณาคดีที่ทนายของฉันมั่นใจว่าคำตัดสินจะช่วยให้ฉันพ้นผิด แต่ฉันได้ตัดสินใจที่จะแก้ไขเรื่องนี้ในที่สุดโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของลูกๆ ของฉัน ที่ไม่ต้องการเห็นแม่เสียสละชีวิตส่วนตัวของเธอในการต่อสู้ครั้งนี้”

เธอเสริมว่าเธอจำเป็นต้อง “ก้าวข้ามความเครียดและอารมณ์ความรู้สึกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ฉันรัก ลูกๆ ของฉัน และโอกาสทั้งหมดที่จะมาถึงในอาชีพการงานของฉัน”

ประเด็นสำคัญในคดีนี้คือสถานะการพำนักของชากีรา ระหว่างปี 2555 ถึง 2557 เมื่ออัยการกล่าวหาว่าเธออาศัยอยู่ในสเปน แต่ระบุสถานที่พำนักหลักเป็นที่อื่น ภายใต้กฎหมายสเปน ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศเกิน 6 เดือน จะถือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่เพื่อจุดประสงค์ด้านภาษี แต่ชากีรากล่าวว่าสเปนไม่ใช่ที่ที่เธออาศัยอยู่เป็นหลักในขณะนั้น

ในเดือนกรกฎาคม อัยการได้เปิดเผยเอกสารที่อ้างว่าเธอซื้อบ้านในนครบาร์เซโลนาในปี 2555 ซึ่งต่อมาได้ถูกใช้เป็นบ้านของครอบครัวของเธอและเคราร์ด ปิเก้ อดีตกองหลังสโมสรบาร์เซโลนา

ทนายความของเธอกล่าวว่า จนถึงปี 2557 รายได้ส่วนใหญ่ของเธอมาจากการทัวร์คอนเสิร์ตในต่างประเทศ และเธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกสเปน

ชากีราเคยกล่าวกับนิตยสารฉบับหนึ่งว่า “หน่วยงานภาษีของสเปนเห็นว่าฉันกำลังออกเดตกับชาวสเปนและเริ่มหิวกระหาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องการเงินจำนวนนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม”

ชากีราประกาศให้สเปนเป็นที่อยู่อาศัยของเธอเพื่อจุดประสงค์ด้านภาษีในปี 2558 เธอบอกว่าเธอได้จ่ายภาษี 17.2 ล้านยูโร และไม่มีหนี้คงค้าง ส่วนอีกกรณีหนึ่งในปี 2562 ปิเก้ถูกศาลสเปนปรับ 2.1 ล้านยูโร ฐานเลี่ยงภาษีระหว่างปี 2551 ถึง 2553

ทั้งคู่ประกาศการแยกทางเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังใช้ชีวิตครอบครัวมานาน 11 ปี พวกเขามีลูกชายสองคนด้วยกัน อายุเจ็ดและเก้าขวบ.

สภาแอลเบเนียป่วน ฝ่ายค้านจุดพลุควันสีประท้วง หวิดไฟไหม้ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2742260

สภาแอลเบเนียป่วน ฝ่ายค้านจุดพลุควันสีประท้วง หวิดไฟไหม้ (คลิป)

21 พ.ย. 2566 12:09 น.

สภาแอลเบเนียป่วน ฝ่ายค้านจุดพลุควันสีประท้วง หวิดไฟไหม้ (คลิป)

เกิดเหตุความวุ่นวายภายในรัฐสภาของแอลเบเนีย งานนี้แม้จะไม่มีวางมวย แต่การประท้วงของฝ่ายค้านก็ปั่นป่วนไปทั้งสภา จนกลายเป็นคลิปไวรัลในโลกโซเชียล


สส.ฝ่ายค้านของแอลเบเนีย ก่อเหตุป่วนระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาผ่านร่างงบประมาณ หลังไม่พอใจนโยบายเผด็จการที่เพิ่มอำนาจให้รัฐบาล และเรียกร้องให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับข้อหาคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี เอดิ รามา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ในรัฐบาล โดยมีการนำเก้าอี้ไปกองรวมกันตรงกลางสภา ก่อนจะจุดพลุควันสีเพื่อประท้วงหลายจุด โดยพลุบางอันเริ่มเกิดประกายไฟจนกลายไปไฟไหม้ขนาดย่อมๆ บรรดา สส.ต่างรีบเอาน้ำมาช่วยกันดับไฟ ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่างเข้าไปควบคุมตัว สส.ฝ่ายค้านที่ก่อเหตุให้ออกห่างจากเก้าอี้ของคณะรัฐมนตรี

ชมคลิป ที่นี่

หลังเกิดเหตุ รัฐบาลสังคมนิยมฝ่ายซ้ายที่ครองเก้าอี้ในสภา 73 ที่นั่ง จากทั้งหมด 140 ที่นั่ง ได้รีบดำเนินการโหวตงบประมาณต่อไป จนสามารถปิดการประชุมได้ภายใน 5 นาที โดยคาดว่าจะมีการอภิปรายงบประมาณแต่ละส่วนในปลายสัปดาห์นี้อีกครั้ง.

ที่มา : เอพี 

ตะลึง นักโบราณคดีพบมัมมี่ก่อนยุคอินคาในเปรู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2742244

ตะลึง นักโบราณคดีพบมัมมี่ก่อนยุคอินคาในเปรู

21 พ.ย. 2566 11:48 น.

ตะลึง นักโบราณคดีพบมัมมี่ก่อนยุคอินคาในเปรู

นักโบราณคดีค้นพบมัมมี่ก่อนยุคอินคา 5 ร่าง บนเนินเขาในกรุงลิมา ใกล้กับสนามฟุตบอลของทีมระดับท็อปของเปรู

ร่างมัมมี่ทั้ง 5 ร่างที่ถูกค้นพบครั้งนี้ ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์จำนวนมากโดยมีร่างของผู้ใหญ่ 1 ร่าง และเด็กอีก 4 ร่าง โดยถูกฝังอยู่บนเนินเขาที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านคน และใกล้กับสนามฝึกซ้อมของทีมฟุตบอลระดับชาติของเปรู ซึ่งนอกจากร่างของมัมมี่แล้ว ทีมขุดค้นยังพบหม้อสีแดงสดวางอยู่ล้อมรอบด้วย

หลุยส์ ทากูดะ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยระบุว่า มัมมี่ที่พบครั้งนี้มีอายุราว 1,000 ปี ซึ่งเป็นยุคก่อนอาณาจักรอินคาที่เรียกกันว่า “อิชมา” ซึ่งรุ่งเรืองและแผ่ขยายวัฒนธรรมเมื่อราว 1,100 ปีก่อนในพื้นที่นี้ ซึ่งปัจจุบันคือกรุงลิมา โดยสาเหตุการเสียชีวิตของมัมมี่ทั้ง 5 ร่าง ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด

ทั้งนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทีมขุดค้นได้เก็บขยะราว 8 ตัน ที่ปกคุลมอยู่บนเนินที่ใกล้กับสนามฝึกซ้อมของทีมฟุตบอลสปอร์ติ้ง คริสตัล ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นได้ทำการย้ายกลุ่มคนไร้บ้านออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว ก่อนที่จะขุดค้นสำรวจจนเจอซากมัมมี่ทั้ง 5 ร่าง โดยในกรุงลิมาของเปรูเป็นแหล่งโบราณสถานสำคัญ ที่นักโบราณคดีมีการค้นพบวัตถุโบราณมากกว่า 400 แห่ง โดยเชื่อว่าซากสิ่งก่อสร้างที่พบบนเนินเขาน่าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าในยุคโบราณ.

ที่มา : เอพี

ประชุมสส.เพื่อไทย – เศรษฐา ลั่นเดินหน้าเต็มสูบแก้ ‘หนี้นอกระบบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563845

21 พ.ย. 2566

ประชุมสส.เพื่อไทย - เศรษฐา ลั่นเดินหน้าเต็มสูบแก้ 'หนี้นอกระบบ'

ประชุมสส.เพื่อไทย นายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกพรรคฯ แจ้งกับที่ประชุม ประกาศเดินหน้ากับการแก้ไขปัญหา “หนี้นอกระบบ” และ “หนี้ในระบบ” กรณีหนี้นอกระบบ ประกาศมาตรการแก้ไขปัญหา 28 พ.ย. ส่วน หนี้ในระบบครอบคลุมไปถึง หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ข้าราชการรับอานิสงส์ตามไปด้วย

ที่อาคารโอเอไอ ทาวเวอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นที่ตั้ง พรรคเพื่อไทย   นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะสมาชิกเพื่อไทย  ได้เข้าร่วมประชุมพรรคเพื่อไทย  ร่วมกับ น.ส.
แพทองธาร ชินวัตร   หัวหน้าพรรค  , นายสรวงศ์ เทียนทอง  เลขาธิการพรรค 
พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.ของพรรค

นายเศรษฐา  กล่าวในที่ประชุมว่า การแก้ไขปัญหา “หนี้นอกระบบ” และ “หนี้ในระบบ ” โดยจะมีแถลงถึงแนวทาง  แก้ปัญหา “หนี้นอกระบบ”  ในวันอังคารที่  28 พ.ย.  โดยแนวทางที่วางไว้ จะให้นายอำเภอ  ผู้กำกับการ สภ.อ. รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด   เชิญเจ้าหนี้และลูกหนี้แก้ไขปัญหาร่วมกัน และกำจัดปัญหานี้ออกไป โดยได้เห็นตัวเลขหนี้แล้วเห็นว่าน่าเป็นห่วง และหวังว่า  สส. จะช่วยในการกำกับการทำงาน  

สำหรับหนี้ในระบบรัฐบาลมีหลายนโยบาย ที่จะช่วยเหลือทั้งหนี้้ของครู   ,เอสเอ็มอี   ,ตำรวจ หลายภาคส่วน ที่ประสบปัญหามาตั้งแต่ช่วงโควิด รวมถึงหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. )  ที่จะมีการแถลงข่าวในวันอังคารที่ 12 ธ.ค.  โดยคาดหวังจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการ 

“วันที่ 8 ธันวาคม จะมีการประชุมร่วมระหว่างผู้กำกับใหม่และนายอำเภอ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จัดประชุมกันที่อิมแพ็คอารีน่า หลายคนเสนอให้พูดเรื่องยาเสพติด แต่ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ขอให้มีการพูดคุยกันเรื่องหนี้นอกระบบอย่างเดียวดีกว่า ส่วนเรื่องยาเสพติดหากมีนโยบายที่ชัดเจนจะนำมาพูดคุยกันต่อไปภายหลัง”  นายเศรษฐา ระบุ 

‘ชัยชนะ’ ฝากการบ้าน ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’ ต้องมาแก้จุดบกพร่องในพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563802

21 พ.ย. 2566

‘ชัยชนะ’ ฝากการบ้าน ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’ ต้องมาแก้จุดบกพร่องในพรรค

ยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ฝากการบ้าน ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’ ต้องมาแก้จุดบกพร่องภายในพรรค อะไรที่ยังไม่ใช่ ก็ต้องแก้ปรับให้ถูกต้อง ปัดลงชิงหัวหน้าพรรค

ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รักษาการรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผู้ที่จะลงชิงตำแหน่ง หัวหน้า ปชป.คนใหม่ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ว่า ความชัดเจนจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องไปถามคนที่มีชื่อปรากฏตามสื่อ แต่เบื้องต้นที่ตนทราบ คือมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ซึ่งมีความประสงค์ที่จะลงชิงชัดเจน และได้ประกาศตัวมาตั้งแต่ต้น แต่บุคคลอื่นๆ นั้น เจ้าตัวยังไม่ออกมายืนยัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ประสงค์จะลงชิงหัวหน้าพรรคเป็นสมาชิกไม่ถึง 5 ปี ในวันประชุมจะมีการขอยกเว้นข้อบังคับหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ตามข้อบังคับพรรคระบุว่า บุคคลที่เป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี ถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหัวหน้าพรรค หรือ กก.บห. ก็ต้องมีเสียงยกเว้นข้อบังคับ 3 ใน 4 หากที่ประชุมในวันนั้นยกเว้นได้ ก็สามารถลงเลือกตั้งได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสมาชิกพรรค โหวตเตอร์ทุกคนว่าจะมีความเห็นอย่างไร แต่ตนคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคประชาธิปไตย เมื่อถึงเวลาก็คงจะมีโอกาสเปิดทางได้

“วันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยคาดหวังกับคนรุ่นใหม่ ดังนั้นผมคิดว่าผู้ที่มีชื่อทั้ง 3 คน ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมด ในการทำพรรคทุกวันนี้เป็นการแข่งขันด้านความคิด ว่าใครจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องกล้านำเสนอแก้ปัญหาประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชน ยาเสพติด การศึกษา ผมว่า 3 เรื่องนี้ถ้านำเสนอได้ดี และคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 9 กล้าทำเรื่องนี้ ผมก็เชื่อว่าประชาธิปัตย์จะกลับคืนมาได้” นายชัยชนะกล่าว

ส่วนที่ถามว่า ตำแหน่งเลขาธิการพรรค นอกจากมีชื่อนายเดชอิศม์ ขาวทองแล้ว ยังมีชื่อนายชัยชนะด้วยนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายชัยชนะ กล่าวตอบว่า ตนก็ไม่ทราบว่ามีชื่อไปลงชิงตำแหน่งได้อย่างไร แล้วก็เพิ่งทราบจากข่าว ซึ่งตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีชื่อเป็นแคนดิเดท ชิงเลขาธิการพรรค และก็ไม่ทราบว่าชื่อตนมาได้อย่างไร แต่คิดว่าคงเป็นการประเมินของสื่อมวลชนต่างๆ แต่ในข้อเท็จจริงยังไม่มีอะไร

ส่วนเรื่องน้ำหนักคะแนน 70:30 นั้น ผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสจะมีการแก้ไขข้อบังคับให้เป็น 1 คน 1 เสียงเพื่อใช้ในการเลือกหัวหน้าพรรคในสมัยหน้าหรือไม่ นายชัยชนะกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมาดูกัน ซึ่งน้ำหนักคะแนน 70:30 นั้น ได้มีการแก้ข้อบังคับไว้ตั้งแต่สมัยหัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การจะแก้ให้เป็น 1:1 คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีโอกาสปรับลดทอนสัดส่วนลงมา เพราะการที่จะให้ สส. ของพรรคมีน้ำหนักคะแนนเท่ากันกับองค์ประชุมข้ออื่นๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะ สส. มีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงานในสมัยประชุม หากจะลดเป็น 60:40 ก็เป็นไปได้ แต่ 1:1 นั้นเป็นไปไม่ได้

“การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครอบนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม เราต้องมาแก้ไขจุดบกพร่องของพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับ นโยบาย การทำงาน อะไรที่มันยังไม่ใช่ ก็ต้องแก้ปรับให้ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าคนที่ได้รับเลือกมาเป็นหัวหน้าพรรคก็มีธงอยู่แล้ว” นายชัยชนะ กล่าว

ชวนสส.โหวตคว่ำ ‘พ.ร.บ.กู้เงิน’ สนองนโยบาย ‘เงินดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563782

21 พ.ย. 2566

ชวนสส.โหวตคว่ำ 'พ.ร.บ.กู้เงิน' สนองนโยบาย 'เงินดิจิทัล'

กระตุก ‘เงินดิจิทัล’ ประชาธิปัตย์ ชวนสส.โหวตคว่ำ ‘พ.ร.บ.กู้เงิน’ เหตุไม่มีวิกฤตตามเงื่อนไขวินัยการเงินการคลัง

ชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนโหวตไม่เห็นด้วย หากมีการเสนอพ.ร.บ.กู้เงินดิจิทัล เข้าสภา เพราะสร้างภาระหนี้ให้กับประเทศ ทั้งที่นายกฯเคยระบุว่า จะไม่กู้เงินมาแจกประชาชน ซ้ำยังเป็นการกู้เพื่อสนองนโยบายพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่เหมือนการกู้เงินในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กู้มาแจกให้กับประชาชน เป็นช่วงวิกฤตโควิดซึ่งเกิดวิกฤตจริง

แต่วันนี้ประเทศไม่ได้เกิดวิกฤตแบบนั้น อีกทั้งยังมีคนไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินถึง 5 คน เพื่อให้วินิจฉัยว่าการกู้เงินครั้งนี้ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 140 และ พ.ร.บ.วินัยงานเงินการคลังข้อที่ 53 หรือไม่

สมชัย ศรีสุทธิยากรที่ปรึกษา กมธ.ติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ตัวเลขที่สภาพัฒน์ระบุว่า GDP. ไตรมาส 3 ของไทยโตแค่ 1.5% หากดูกันละเอียด ๆจะเห็นว่าการบริโภคของประชาชน ที่ 3 ไตรมาส โตขึ้นนมาตลอดจาก 5.8 เป็น 7.8 และ 8.1  แปลว่า ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเครื่องยนต์ที่ห่วยสุดคือ การอุปโภครัฐบาล ที่ติดลบทั้ง 3 ไตรมาส คือ -6.3 , -4.3 และ -4.9 มองละเอียดลงไปที่การลงทุนภาครัฐ 3 ไตรมาส คือ +4.7 , -1.1 และ -2.6

ตัวเลขทางเศรษฐกิจ จากการแถลงข่าว ของสภาพัฒฯตัวเลขทางเศรษฐกิจ จากการแถลงข่าว ของสภาพัฒฯ

ในขณะที่การส่งออกบริการยังเป็นบวก แต่มีแนวโน้มลดลง ส่วนการส่งออกสินค้าเป็นลบ  แต่เป็นภาวะที่เหมือนกันทั่วโลก  การส่งออกไทยโดยรวมได้ 2.1 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ แดงเถือก  ต้องเร่งการอุปโภคและการลงทุนภาครัฐ  เร่งรัดงบประมาณประจำปี ที่ช้าถึง 7 เดือน อย่าให้ช้าออกไปอีก

ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ ให้เตรียมพร้อม  เมื่องบผ่านสภาเดือนเมษายน 2567 ก็จะได้รีบดำเนินการ  ไม่ใช่ค่อยไปเตรียม Spec. กันช่วงนั้น  มิเช่นนั้น งบลงทุนภาครัฐไตรมาส 3-4 ปี 2567 ก็ยังติดลบ ทั้งหมดนี้สภาพัฒน์ฯ เขาบอกไว้หมด  แต่รัฐบาลเลือกฟังและมาขยายต่อเฉพาะที่เข้าทาง

ขณะที่ พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มซบเซาหนัก หลังจากสภาพัฒน์ประกาศตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.5% หลังจากไตรมาส 2 ขยายได้ 1.8% และไตรมาสแรกขยายได้ 2.7%

โดย 9 เดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2566 อาจจะขยายได้ไม่ถึง 2% การที่สภาพัฒน์ฯ ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 ว่าจะขยายได้ 2.5% ไม่น่าจะทำได้จริง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายจะต้องขยายตัวอย่างน้อย 4.3% ซึ่งจากแนวโน้มปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 10 ปีเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.8 – 1.9% เท่านั้น ซึ่งต่ำมากและต่ำที่สุดในอาเซียน ไทยถูกขนานนามจากสื่อต่างประเทศว่าเป็นคนป่วยของเอเซียตั้งแต่ก่อนจะเกิดวิกฤตการณ์ไวรัสโควิดเสียอีก และเป็นการยืนยันการอยู่ในภาวะกบต้ม เป็นตามทฤษฎีกบต้มที่เคยเตือนไว้แล้วตั้งแต่ปี 2559 และ ถูกพลเอกประยุทธ์ส่งคนมาฟ้องร้องในปี 2560 เป็นหลักฐานการเตือน 

ในภาวะเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำอย่างต่อเนื่อง  เงินเฟ้อของไทยติดลบ -0.31% หรือ เข้าสู่ภาวะเงินฝืด หนี้สาธารณะพุ่งถึง 62.14% หนี้ครัวเรือน 91.6% ของจีดีพี การส่งออกติดลบ และ นักท่องเที่ยวไม่ได้เข้ามาตามคาดหมาย จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากภาวะกบต้ม 

‘อภัย’ประชุมหารือ ความก้าวหน้างาน โครงการปลูกกาแฟ ทดแทนการนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770431

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการนำเข้า และแก้ไขปัญหา PM2.5 บนพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับมูลนิธิชาวสวนกาแฟ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจากกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่สถาบันวิจัยพืชสวนกรมวิชาการเกษตร

ทั้งนี้ ได้จัดทำ Model แนวทางขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟแก้ไขปัญหา PM2.5 บนพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความขาดแคลนกาแฟในประเทศ และการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผลักดันส่งเสริมให้เกษตรกรมีปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นการปลูกพืชแบบผสมผสานร่วมกับกาแฟให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรที่มีรายได้และช่วยรักษาป่าในชุมชน นำร่องพื้นที่ จ.น่าน เกษตรกร 30 ราย พื้นที่ 300 ไร่ ส่งเสริมการปลูกกาแฟผสมผสานภายในประเทศ ให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ทั้งพันธุ์อาราบิกา และโรบัสตา โดยเน้นให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลัก คาดว่าเกษตรกรในพื้นที่นำร่องจะปรับเปลี่ยนทำการเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการเผาทำลายป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

‘สมศักดิ์’เผยน้ำพื้นที่EEC มีพอใช้รับมือผลกระทบเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770434

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามข้อห่วงใยของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนน้ำภาคอุตสาหกรรมจากสถานการณ์เอลนีโญ พบว่าแม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนมีร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้ฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณน้ำ 82% ของปริมาณความจุ คาดว่าจะเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นย้ำให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)บริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการเชื่อมโยงแหล่งน้ำแต่ละแห่งในลักษณะอ่างพวงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรม

ที่ผ่านมา สทนช.มีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนรองรับสถานการณ์เอลนีโญ โดยผันน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออกเพื่อเติมน้ำทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต-คลองพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่

ด้าน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของประเทศไทยมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก โดยปัจจุบัน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง ในภาคตะวันออก มี 4 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมีปริมาณน้ำ 164 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำประแสร์ มีปริมาณน้ำ 282 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 96% ของความจุและอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำ 276 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 94% ของความจุส่วนอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำ 84 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น72% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์ดี และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด มีปริมาณน้ำ 161 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 38% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดย สทนช.จะบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

‘ไชยา’ลุยกาญจนบุรีเติมน้ำเขื่อนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770435

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามสถานการณ์น้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และปัญหาลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (วัว/หมู) ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งมอบนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของส่วนราชการในสังกัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารส่วนราชการ จ.กาญจนบุรี เข้าร่วม ที่ อบจ.กาญจนบุรี ว่าจากรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ พบว่ายังสามารถเก็บกักน้ำเพิ่มเติมได้ จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด STB ณ สนามบินนครสวรรค์ ระดมกำลังเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวง เติมน้ำแบบเต็มอิ่มในเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อ่างเก็บน้ำกระเสียวจ.สุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานีรวมถึงพื้นที่การเกษตรภายใน จ.กาญจนบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ให้เพียงพอรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบห้องเย็นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงเส้นทางการนำเข้าทุกเส้นทางตามนโยบายประกาศสงครามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ยกเลิกการนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรทุกประเภท และชะลอการนำเข้าโคเนื้อ-กระบือ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสุกร โคเนื้อ และกระบือผิดกฎหมายมาจำหน่ายในราคาถูก ทำให้กลไกราคาบิดเบือน สำหรับปัญหาโรคระบาดในสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรี ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโคนมทุก 4 เดือน และโคเนื้อทุก 6 เดือน ขณะนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในโคและกระบือรอบที่ 1/2567 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2566 เพื่อเร่งกำจัดโรคระบาดให้คืนสู่สถานภาพปลอดโรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า