รัสเซียเผย ยูเครนยิงมิสไซล์ ATACMS ของสหรัฐฯ โจมตีข้ามพรมแดนแล้ว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826487

รัสเซียเผย ยูเครนยิงมิสไซล์ ATACMS ของสหรัฐฯ โจมตีข้ามพรมแดนแล้ว

19 พ.ย. 2567 22:40 น.

รัสเซียเผย ยูเครนยิงมิสไซล์ ATACMS ของสหรัฐฯ โจมตีข้ามพรมแดนแล้ว

รัสเซียเผย ยูเครนยิงขีปนาวุธพิสัยไกลที่สหรัฐฯ มอบให้ โจมตีดินแดนของพวกเขาแล้ว เพียงวันเดียวหลังมีข่าวว่า โจ ไบเดน อนุญาตให้ใช้ได้

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ย. 2567 กระทรวงกลาโหมของรัสเซียแถลงว่า ยูเครนยิง “ระบบขีปนาวุธยุทธวิธีกองทัพ” หรือ “ATACMS” จำนวน 6 ลูก เข้าใส่แคว้นบรายอันสก์ (Bryansk) ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อ 3.25 น. วันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น โดย 5 ลูกถูกยิงตก และอีกลูกได้รับความเสียหาย

เศษชิ้นส่วนที่ตกลงมาทำให้เกิดไฟไหม้ที่ฐานทัพแห่งหนึ่งภายในแคว้น แต่ไฟถูกดับอย่างรวดเร็ว และไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บแต่อย่างใด

ขณะที่ยูเครนยืนยันว่า พวกเขาโจมตีคลังเก็บกระสุนภายในแคว้นบรายอันสก์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครน-รัสเซียราว 100 กม. ใกล้เมืองคาราเชฟ แต่ไม่ได้เจาะจงว่าใช้ ATACMS หรือไม่

การโจมตีดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ขีปนาวุธพิสัยไกลชนิดนี้ ถูกใช้โจมตีดินแดนที่นานาชาติยอมรับว่าเป็นของรัสเซีย หลังจากที่ผ่านมา ยูเครนใช้ ATACMS โจมตีรัสเซียเพียงในดินแดนของพวกเขา ที่ถูกกองทัพรัสเซียชิงไปตลอดการทำสงครามนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565

เคียฟพยายามเรียกร้องชาติตะวันตกมาตลอด ให้เลิกห้ามพวกเขาใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่ได้รับมา โจมตีเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย จนกระทั่งมีรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งใน 2 เดือนข้างหน้า อนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธของพวกเขาโจมตีได้แล้ว

หลังการโจมตีเกิดขึ้น นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย แถลงที่การประชุม G20 ในนครริโอ เด จาเนโร ของบราซิล ว่า รัสเซียจะดำเนินการตามความเข้าใจที่ว่า ขีปนาวุธดังกล่าวถูกใช้งานโดยผู้เชี่ยวชาญของกองทัพอเมริกัน

“เราจะถือว่านี่คือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของสงครามตะวันตกกับรัสเซีย และเราจะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างสอดคล้องกัน” นายลาฟรอฟกล่าว

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพิ่งอนุมัติการเปลี่ยนแปลงหลักการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ โดยวางเงื่อนไขการใช้ใหม่ว่า การโจมตีจากประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ จะถูกปฏิบัติเหมือนกับเป็นการร่วมกันโจมตีโจมตีรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/842423

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้เข้าหารือร่วมกับ นายเรย์ สมิท ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานนิวซีแลนด์ (Mr. Ray Smith Ministry for Primary Industries – MPI) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เข้าร่วมการหารือด้วย ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร ครอบคลุมการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศ ได้แก่ อาหารสัตว์ และผลไม้ รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร นอกจากนี้ทั้งสองฝ่าย ยังได้ผลักดันการใช้ประโยชน์จากกรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ในการส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวต่อไป

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

https://www.naewna.com/local/842424

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรครั้งที่ 3/2567 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในภาพรวมการผลิตทั้งประเทศ ประกอบด้วย ข้าวนาปี สับปะรดปัตตาเวีย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวผลแก่ กาแฟ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และสุกร

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ปีเพาะปลูก 2567/68 และปี 2567 ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2567 จำนวน 13 ชนิด ดังนี้ 1.ข้าวนาปี ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 62.020 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 60.280 ล้านไร่ ผลผลิต 27.007 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 435 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 448 กิโลกรัม/ไร่ 2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 6.457 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 6.404 ล้านไร่ ผลผลิต 4.742 ล้านตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 734 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 741 กิโลกรัม/ไร่ 3.ถั่วเหลือง ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 71,899 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 71,633 ไร่ ผลผลิต 18,713 ตันผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 260 กิโลกรัม/ไร่และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 261 กิโลกรัม/ไร่ 4.มันสำปะหลังโรงงาน ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.639 ล้านไร่ ผลผลิต 27.196 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,152 กิโลกรัม/ไร่

5.กาแฟ ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่ให้ผล 176,493 ไร่ ผลผลิต 14,665 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 83 กิโลกรัม/ไร่ 6.สับปะรดปัตตาเวีย ปี 2567 เนื้อที่เก็บเกี่ยว 310,631 ไร่ ผลผลิต 1.151 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,704 กิโลกรัม/ไร่ 7.ปาล์มน้ำมัน ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 6.343 ล้านไร่ ผลผลิต 18.607 ล้านตันและผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 2,933 กิโลกรัม/ไร่ 8.ยางพารา ปี 2567 เนื้อที่กรีดได้ 22.471 ล้านไร่ผลผลิต 4.789 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่กรีด 213 กิโลกรัม/ไร่

9.มะพร้าวผลแก่ ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 820,905 ไร่ ผลผลิต 600.519 ล้านผล และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 732 ผล/ไร่ 10.กุ้งขาวแวนนาไม ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 252,834 ไร่ ปริมาณการผลิต 350,420 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,379 กิโลกรัม/ไร่ 11.กุ้งกุลาดำ ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 8,562 ไร่ ปริมาณการผลิต 19,513 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 2,279 กิโลกรัม/ไร่ 12.ปลานิล ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 525,207 ไร่ ปริมาณการผลิต 258,160 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 492 กิโลกรัม/ไร่และ 13.ปลาดุก ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 76,495 ไร่ ปริมาณการผลิต 88,966 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,163 กิโลกรัม/ไร่

‘อัครา’ร่วมวงหารือ แผนงานกรมข้าว ติดตามการบริหาร งบประมาณปี2568

https://www.naewna.com/local/842425

‘อัครา’ร่วมวงหารือ  แผนงานกรมข้าว  ติดตามการบริหาร  งบประมาณปี2568

‘อัครา’ร่วมวงหารือ แผนงานกรมข้าว ติดตามการบริหาร งบประมาณปี2568

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือติดตามการบริหารงบประมาณปี 2568 พร้อมทั้งรับฟังแนวทางบริหารการจัดทำแผนงาน/โครงการงบประมาณ 2569 ที่ กรมการข้าว

โอกาสนี้ นายอัครา ร่วมให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ โดยให้มีการปรับแผนเพื่อให้ครอบคลุม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งเน้น 10 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และ 9 นโยบายสำคัญกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งเชื่อมโยงแผนแม่บทด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเร่งผลักดันโครงการลานตากข้าว แก้ปัญหาลานตากข้าวเปลือกหลังการเก็บเกี่ยวไม่เพียงพอ และศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ตลอดจนการแปรรูปสินค้าข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

สำหรับแผนงานประจำปี 2568 กรมการข้าว รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (ข้าว) โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น สำหรับโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลปี 2569 อาทิ โครงการก่อสร้างธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว โครงการรณรงค์ไม่เผาฟางข้าว เป็นต้น

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/842422

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชั่น และระบบงานบริการ ภายใต้ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช โดยมีนายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ ทั้ง 2,897 ศูนย์ ว่าได้จัดตั้ง“ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม สามารถแปลงนโยบายสร้างวิธีทำงานสู่วิธีปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งเพื่อให้บริการประชาชนในการขอรับบริการ/ร้องเรียน/ร้องทุกข์ ที่เกี่ยวข้องในด้านการเกษตรซึ่งเปิดให้บริการเมื่อ วันที่ 18 ตุลาคม 2566 ที่สำนักงานเกษตร อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกันทั่วประเทศ รวม 960 ศูนย์

“สำหรับการจัดอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันที่เน้นการใช้เทคโนโลยี มีการปรับปรุงการดำเนินงานลดขั้นตอนความยุ่งยากลง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร จึงขยายศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ เพิ่มอีก 1,937 ศูนย์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับกรม 21 หน่วยงาน (21 ศูนย์) ระดับจังหวัด 7 หน่วยงาน (533 ศูนย์) และระดับอำเภอ 2 หน่วยงาน (1,383 ศูนย์) กระจายทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ นอกจากนี้ได้ปรับปรุงระบบศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ จากเดิมที่รับเฉพาะเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ จะเพิ่มงานบริการ (E-service) ของหน่วยงานในสังกัดจาก 11 หน่วยงาน รวม 22 แอปพลิเคชั่น และระบบงานที่จะให้บริการภายใต้ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ รวมทั้งสิ้น 2,897 ศูนย์ เพื่อให้บริการเกษตรกรและประชาชนได้อย่างทั่วถึง” นายประยูร กล่าว

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

https://www.naewna.com/local/842457

'นฤมล'นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.05 น.

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข.ด้านการผลิต มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ พร้อมชง 2 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนการผลิต เสนอ นบข. พิจารณาอนุมัติ ก่อนชงเข้า ครม.

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2567 ให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ทบทวนโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง) กรอบวงเงิน 29,980.1645 ล้านบาท เนื่องจากเกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆ และปัจจุบันล่วงเลยระยะเวลาการสนับสนุนปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) ไปแล้ว อีกทั้งเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2567 เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72.20 อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวและนำผลผลิตออกสู่ตลาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินงานโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน ครัวเรือนละ 20,000 บาท เป็นจำนวนมาก

นางนฤมล กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาอุปสรรคของโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และข้อเรียกร้องของพี่น้องชาวนา ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินรวมดอกเบี้ย 3.05% จำนวน 27,550.96 ล้านบาท เสนอ นบข. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการมาตรการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของการผลิตข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุข้าว จำนวน 2 โครงการ เป้าหมาย 543 ศูนย์ จำนวนเงิน 2,428.1830 ล้านบาท (โดยใช้จากกรอบวงเงินที่เหลือจากโครงการสนับสนุนปุ๋ยฯ วงเงิน 2,429 ล้านบาท) ได้แก่ 1. โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว และ 2. โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยจะนำเสนอ นบข. พิจารณาอนุมัติเห็นชอบภายในอาทิตย์หน้านี้ และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยในที่ประชุมนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ประธานกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ตลอดจนผู้แทนชาวนา ต่างแสดงความคิดเห็นและพึงพอใจต่อมติดังกล่าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าภายหลังจากคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต  มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่งมาเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาทไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินจำนวน 27,550.96 ล้านบาท โดยให้ชาวนาได้รับเงินชดเชยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลผลผลิต โดยพิจาณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่ คือ 29,980 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่เหลือจะเสนอ 2 โครงการคู่ขนาน เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ศูนย์ข้าวชุมชนเกิดความเข้มแข็งต่อไป และไม่เป็นการเพิ่มภาระให้รัฐบาล อย่างไรก็ตาม การจะเดินหน้าโครงการใหม่นี้ได้ จะต้องมีการเสนอขอเปลี่ยนแปลงมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2566 ที่ระบุไว้ว่า ให้หน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตร โดยตรงแก่เกษตรกร

พร้อมกันนี้ยังได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการข้าวตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วย 2 คณะ ได้แก่ 1) คณะทำงานบริหารจัดการเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยมีอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานฯ รัฐบาล เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการรับเงินอุดหนุนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อีกทั้งต้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ ในการดำเนินการตามโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร และ 2) คณะทำงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบ ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2567 เป้าหมายรวม 8.50 ล้านตัน วงเงินรวมทั้งสิ้น 60,085.01 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 50,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 9,604.01 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 และ 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2567/68 โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. อนุมัติ ในวันที่ 29 พ.ย.2567 ต่อไป

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

https://www.naewna.com/lady/842364

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.05 น.

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่ทุกคนมีโอกาสเป็นได้ ความรุนแรงสามารถทำให้มีภาวะอัมพฤกษ์-อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ข้อมูลจาก นายแพทย์พงศกร พงศาพาสประสาทศัลยแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stoke) เกิดจากการหลอดเลือดสมองมีการอุดตัน ตีบ หรือแตก ส่งผลให้สมองบริเวณดังกล่าวเกิดการบาดเจ็บ หรือขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เซลล์สมองเสียหาย ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น ปากเบี้ยวหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ ตาพร่ามัวมองเห็นภาพซ้อนแขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก หรือเดินเซ เป็นต้น โดยสามารถเกิดในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป และพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมตามวัยและหลายปัจจัย

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ จากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดจากหัวใจไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ซึ่งทั้งสองแบบทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองเสียไป เกิดสมองภาวะขาดเลือดแบบเฉียบพลัน และเนื้อสมองตายขึ้น

2.หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางจากภาวะความดันเลือดสูง หรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น จากความเสื่อมของหลอดเลือด ทำให้แตกง่าย ส่งผลทำให้เกิดเลือดออกในสมอง และมีภาวะเนื้อสมองบริเวณดังกล่าวบาดเจ็บ

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง คือคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไขมันโลหิตสูงโรคอ้วน รวมไปถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก

นายแพทย์พงศกร พงศาพาส

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพความละเอียดของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่ชัดมากกว่า โดยที่โรงพยาบาลเวชธานี มีเครื่องตรวจด้วย MRI รุ่นใหม่ที่มีขนาดอุโมงค์ใหญ่กว่าเดิม, เสียงรบกวนลดน้อยลง มีเทคโนโลยี Free Breathingไม่ต้องกลั้นหายใจนานเท่าเดิม จึงทำให้คนไข้ไม่รู้สึกอึดอัดขณะตรวจ และให้การตรวจสามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีการตรวจการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดในสมอง (Transcranial Doppler : TCD), และการตรวจหลอดเลือดคอ (Carotid Doppler) ซึ่งผลการตรวจที่แม่นยำจะสามารถช่วยให้แพทย์วางแผนการป้องกัน และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองแบบเฉียบพลัน ต้องทำการรักษารวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายต่อเซลล์ของสมอง โดยการรักษาที่ทำให้เลือดกลับไปไหลเวียนได้เหมือนปกติโดยเร็ว จะสามารถทำให้เนื้อสมองที่ได้รับผลกระทบฟื้นตัวได้เร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้โดยในระยะแรกที่เกิดอาการ แพทย์จะทำการประเมินผู้ป่วย หากมีข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดและไม่มีข้อห้าม แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตันแพทย์จะรักษาโดยการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบหรือข้อมือขึ้นไปยังเส้นเลือดสมอง เพื่อนำเอาลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดออกมา (Mechanical thrombectomy) การรักษาที่สามารถทำได้รวดเร็ว ส่งผลให้การบาดเจ็บของสมองที่เกิดขึ้นน้อยลง และได้ผลลัพธ์การทำงานของสมองที่ดี

ปัจจุบันมีห้องผ่าตัดไฮบริด (Hybrid Operating Room) ที่ช่วยให้แพทย์สามารถรักษาโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นห้องผ่าตัดที่รวมอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยไว้ด้วยกัน เช่น เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือด ระบบนำทางด้วยคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือผ่าตัดส่องกล้อง โดยเทคโนโลยีการรักษาด้วยเครื่องเอกซเรย์สำหรับตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดชนิดสองระนาบ Biplane Digital Subtraction Angiographyหรือ Biplane DSA สามารถถ่ายภาพหลอดเลือดได้สองระนาบในเวลาเดียวกัน คือ ด้านหน้า และด้านข้าง ภาพที่ได้ออกมาจึงมีความคมชัดช่วยให้แพทย์มองเห็นสายสวนหลอดเลือดที่ขนาดเล็กมากได้อย่างชัดเจน เปรียบเสมือนเห็นภาพเป็น 3 มิติ โดยสามารถทำการวัด คำนวณ และประเมินตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด ช่วยลดปริมาณสารทึบรังสีที่ผู้ป่วยจะได้รับ ลดเวลาที่ใช้ในการรักษา และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น

Biplane DSA จะช่วยให้แพทย์สามารถใส่สายสวนหลอดเลือดขนาดเล็กได้ถึงจุดที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เช่น ในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดอุดตันในสมอง แพทย์ทำการใส่สายสวนไปที่บริเวณลิ่มเลือดอุดตันและฉีดยาละลายลิ่มเลือดในปริมาณเล็กน้อยเพื่อละลายลิ่มเลือดที่อุดตันได้โดยตรง หรือในกรณีที่ลิ่มเลือดอุดตันมีขนาดใหญ่ ก็สามารถใส่เครื่องมือพิเศษที่ใช้เกี่ยวดึงลิ่มเลือดออกจากจุดที่อุดตันได้ ทำให้เลือดกลับไหลเวียนสมองได้เป็นปกติ

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ที่อาจทำให้เกิดอาการ ตีบ อุดตัน หรือแตก คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูง เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมอาการของโรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการดื่มสุราและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ควรสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้าง หากมีอาการเข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมองให้รีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุดเพราะจะเพิ่มโอกาสการทำงานของสมองให้กลับมาเป็นปกติและลดความเสี่ยงการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ http://www.blooddonationthai.com

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Jo Malone London เปิดตัวแบรนด์แอมบาสซาเดอร์

https://www.naewna.com/lady/842358

Jo Malone London เปิดตัวแบรนด์แอมบาสซาเดอร์

Jo Malone London เปิดตัวแบรนด์แอมบาสซาเดอร์

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โจ มาโลน ลอนดอน เปิดตัวนักแสดงชื่อดังชาวเกาหลีใต้ คิม ซูฮยอน เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ Jo Malone London ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการแสดงที่โดดเด่น และความสามารถรอบด้านผู้ชมทั้งในเกาหลีบ้านเกิด และแฟนๆ ทั่วโลกต่างหลงใหลในความสามารถที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์นี้

โจ แดนซีย์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วโลกของ โจ มาโลน ลอนดอน กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับ คิม ซูฮยอน เขาคือสุดยอดนักแสดงที่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในงานของเขา ซึ่งสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ของเราอย่างลึกซึ้งความสามารถของเขาในการเชื่อมต่อกับผู้คนทั่วโลก ทั้งใน และนอกจอทำให้เขาเป็นตัวแทนที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ โจ มาโลน ลอนดอน ของเรา”

ด้าน คิม ซูฮยอน เผยความรู้สึกว่า “ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับโจ มาโลน ลอนดอน ซึ่งปกติเป็นแฟนของโจ มาโลน ลอนดอน มาโดยตลอด โดยเฉพาะกลิ่น ฮิโนกิ แอนด์ ซีดาร์วูด และ วู้ด เซจ แอนด์ ซี ซอลต์ กลิ่นหอมของ โจ มาโลน ลอนดอน คือสุดยอดแห่งฝีมือการรังสรรค์ ที่มีความสามารถพิเศษในการปลดล็อกความเป็นไปได้ไม่รู้จบผ่านกลิ่นหอม ผมตื่นเต้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว โจ มาโลน ลอนดอน”

การร่วมงานกับ คิม ซูฮยอน นี้จะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับช่วงเวลาสำคัญ และแคมเปญหลักของแบรนด์ ติดตามข่าวสารล่าสุดของ โจ มาโลน ลอนดอน ได้ที่ทาง Line Official : @JoMaloneLondonTH หรือ www.JoMalone.co.th และร่วมสัมผัสกลิ่นหอมโปรดของคุณคิม ซูฮยอนได้แล้ววันนี้ ณ โจ มาโลน ลอนดอน บูทีคทุกสาขา

ฉลองมงคลสมรสพระราชทาน พ.ต.สิทธิพัฒน์ ไม้งิ้ว – ภัณฑิรา สิทธินววิธ

https://www.naewna.com/lady/842353

ฉลองมงคลสมรสพระราชทาน พ.ต.สิทธิพัฒน์ ไม้งิ้ว - ภัณฑิรา สิทธินววิธ

ฉลองมงคลสมรสพระราชทาน พ.ต.สิทธิพัฒน์ ไม้งิ้ว – ภัณฑิรา สิทธินววิธ

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บ่าว-สาวพร้อมด้วยครอบครัวเจ้าสาว นำโดย คุณพ่อเจริญ สิทธินววิธ, คุณแม่นันทวรรณชยา ภาจิตประพันธ์, พี่สาว-พี่เขย ภัทรนันท์-กวิณ โอภาสวงการ และน้องสาว พัสวี สิทธินววิธ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำสังข์สมรส ภัณฑิรา สิทธินววิธ บุตรี เจริญ สิทธินววิธ-นันทวรรณชยา ภาจิตประพันธ์ กับ พ.ต.สิทธิพัฒน์ ไม้งิ้ว บุตร สถิตย์-พัชรินทร์ ไม้งิ้ว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ณ วังสระปทุม และคู่สมรสยังได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อรับประทานน้ำพระพุทธมนต์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยได้จัดงานเลี้ยงฉลองสมรสพระราชทาน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 เวลา 11.00 น. ณ The Summer House บ้านปาร์คนายเลิศ ถ.วิทยุ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานได้ครบวงจร ด้วยบรรยากาศสวยงามทั้งภายในและภายนอกอาคาร ความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้นานาชนิด อาหารอร่อย และบริการประทับใจมาก

พ.ต.สิทธิพัฒน์ ไม้งิ้ว บุตร สถิตย์-พัชรินทร์ ไม้งิ้ว เป็นนายทหารหนุ่มอนาคตไกล เรียนจบจาก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สาขาวิศวกรรมโยธา ปัจจุบัน ศึกษาหลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 103 ส่วนเจ้าสาว ภัณฑิรา สิทธินววิธ บุตรี เจริญ สิทธินววิธ-นันทวรรณชยา ภาจิตประพันธ์ เรียนจบจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนิเทศศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ปัจจุบันเป็นผู้บริหาร ห้างทองยิ่งเจริญ จ.ลพบุรี

เจ้าบ่าวป้ายแดง พ.ต.สิทธิพัฒน์ ไม้งิ้ว เผยว่า “มีความประทับใจในตัวเจ้าสาว ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจ เอาใจใส่คนที่รัก และเข้าใจความรู้สึกของเราเสมอ ไม่ว่ามีเรื่องใดๆ เราจะคุยและเคลียร์ปัญหาไปด้วยกัน เจ้าสาวเป็นคนที่เชื่อมั่นและมั่นคงในความรักกับผมมากๆ สุดท้ายความรักของเราตลอด 10 ปีนั้น มีความสุขเสมอมา เราจึงจะเริ่มสร้างครอบครัวของเราต่อไปในอนาคต”

ด้านเจ้าสาว ภัณฑิรา สิทธินววิธ เผยถึงความประทับใจในตัวเจ้าบ่าวว่า “เจ้าบ่าวเป็นคนมั่นคงในรักมาก มีความอดทน ความพยายาม เป็นนักสู้ ที่ไม่เคยยอมแพ้กับสิ่งใด รักที่เจ้าบ่าวรักเรามาก 10 ปีที่ดูใจกันมา ไม่เคยมีวันไหนเลยที่ทำให้ทุกข์ใจ มีแต่เป็นกำลังใจให้ชีวิตเราได้เติบโตขึ้น และรักที่เราสองคนคุยกันได้จริงๆ ถึงเรื่องที่ต่างคนต่างชอบไม่ชอบเรื่องอะไร และอีกคนก็พร้อมที่จะเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากัน”

บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองสมรสพระราชทาน จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายไม่มีพิธีการใดๆ แต่อบอวลไปด้วยความรักความอบอุ่นจากแขกที่มาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าว-สาว

บ่าว-สาวพร้อมด้วยครอบครัวเจ้าบ่าว นำโดย คุณพ่อ-คุณแม่ สถิตย์-พัชรินทร์ และน้องชาย สิรวุฒิ ไม้งิ้ว

บ่าว-สาวพร้อมด้วยครอบครัวเจ้าบ่าว นำโดย คุณพ่อ-คุณแม่ สถิตย์-พัชรินทร์ และน้องชาย สิรวุฒิ ไม้งิ้ว

ผาณิต พูนศิริวงศ์ เพื่อนธรรมศาสตร์ของคุณพ่อเจ้าบ่าว สถิตย์ ไม้งิ้ว ร่วมแสดงความยินดี

ผาณิต พูนศิริวงศ์ เพื่อนธรรมศาสตร์ของคุณพ่อเจ้าบ่าว สถิตย์ ไม้งิ้ว ร่วมแสดงความยินดี

กลุ่มเพื่อนธรรมศาสตร์ของคุณพ่อเจ้าบ่าว นำโดย รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ., ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ,
ยอดยิ่ง โสภณ, พรชัย กิตติปัญญางาม, ศุภชัย สุกาญจนาภรณ์, พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์, มนตรี ฐิรโฆไท, เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล, กฤติญา เรืองเวช, สุนทร สถาพร, ผาณิต พูนศิริวงศ์, จรูญศรี ปิยะชน และ ทิพย์วัลย์ เริงเกษตรกรณ์

กลุ่มเพื่อนธรรมศาสตร์ของคุณพ่อเจ้าบ่าว นำโดย รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ., ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ, ยอดยิ่ง โสภณ, พรชัย กิตติปัญญางาม, ศุภชัย สุกาญจนาภรณ์, พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์, มนตรี ฐิรโฆไท, เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล, กฤติญา เรืองเวช, สุนทร สถาพร, ผาณิต พูนศิริวงศ์, จรูญศรี ปิยะชน และ ทิพย์วัลย์ เริงเกษตรกรณ์

กลุ่มเพื่อนคุณแม่เจ้าสาว อุไรวรรณ หาญอุดมสุข, วรวีร์ อัจฉริยศาสตร์, พรรณนภัส ประสานสรรพกิจ,
วราภรณ์ ลาภวงศ์เมธี, ขัตติยา อุดมพร, ดารารัตต์ พืชมงคล

กลุ่มเพื่อนคุณแม่เจ้าสาว อุไรวรรณ หาญอุดมสุข, วรวีร์ อัจฉริยศาสตร์, พรรณนภัส ประสานสรรพกิจ, วราภรณ์ ลาภวงศ์เมธี, ขัตติยา อุดมพร, ดารารัตต์ พืชมงคล

ครอบครัวพี่เขยมีคุณแม่ ดร.ฐิติมา อุดม และน้องสาว วิริณ โอภาสวงการ มาร่วมยินดี

ครอบครัวพี่เขยมีคุณแม่ ดร.ฐิติมา อุดม และน้องสาว วิริณ โอภาสวงการ มาร่วมยินดี

รุ่นน้องๆ นายร้อย จปร. มาร่วมแสดงความยินดี

รุ่นน้องๆ นายร้อย จปร. มาร่วมแสดงความยินดี

เพื่อนๆ ปนป.13

เพื่อนๆ ปนป.13

กลุ่มเพื่อน YEC ลพบุรี

กลุ่มเพื่อน YEC ลพบุรี

วิเชียร-อภิรดา สิทธินววิธ คุณลุง-คุณป้าเจ้าสาว

วิเชียร-อภิรดา สิทธินววิธ คุณลุง-คุณป้าเจ้าสาว

สำราญ คะเณย์ คุณตาเจ้าบ่าวมายินดีกับหลาน

สำราญ คะเณย์ คุณตาเจ้าบ่าวมายินดีกับหลาน

ครอบครัวคุณลุงคุณป้าเจ้าสาว ศุภชัย-มัทยา-ศุภกร-ธัญกร พันธุ์กานนท์

ครอบครัวคุณลุงคุณป้าเจ้าสาว ศุภชัย-มัทยา-ศุภกร-ธัญกร พันธุ์กานนท์

พล.ท.บรมวิช หิรัณยัษฐิติ, ร.ท.พีระ มงคลชัยฤกษ์, ณัฎฐ์ ตระกูลเจริญวิทย์ และเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมแสดงความยินดี

พล.ท.บรมวิช หิรัณยัษฐิติ, ร.ท.พีระ มงคลชัยฤกษ์, ณัฎฐ์ ตระกูลเจริญวิทย์ และเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมแสดงความยินดี

สิริภา-สาธิกา วิณิชเสนี

สิริภา-สาธิกา วิณิชเสนี

บ่าว-สาวตัดเค้กมงคล

บ่าว-สาวตัดเค้กมงคล

บ่าว-สาวลอดซุ้มกระบี่ แสดงถึงการต้อนรับเจ้าสาวสู่ครอบครัวทหาร

บ่าว-สาวลอดซุ้มกระบี่ แสดงถึงการต้อนรับเจ้าสาวสู่ครอบครัวทหาร

Oakleyแนะนำ คอลเลคชั่นแห่งอนาคต ‘Born to Rewild’ อุปกรณ์กีฬาประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาให้ผสมผสานกับธรรมชาติ

https://www.naewna.com/lady/842357

Oakleyแนะนำ คอลเลคชั่นแห่งอนาคต ‘Born to Rewild’ อุปกรณ์กีฬาประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาให้ผสมผสานกับธรรมชาติ

Oakleyแนะนำ คอลเลคชั่นแห่งอนาคต ‘Born to Rewild’ อุปกรณ์กีฬาประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาให้ผสมผสานกับธรรมชาติ

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในโลกที่กีฬาและไลฟ์สไตล์มาบรรจบกัน Oakley แนะนำ  Born to Rewild คอลเลคชั่นแห่งอนาคตที่ถือกำเนิดจากวิวัฒนาการอันไร้กรอบจำกัด คอลเลคชั่นนี้จะเดินรอยตามลิขิตในการพลิกฟื้นความเชื่อมโยงกับธรรมชาติแต่ก่อนเก่า โดยเป็นสัญลักษณ์ถึงการเตรียมพร้อมเผชิญสิ่งเหนือคาดฝัน และความทุ่มเทในการรักษาจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเอาไว้ในทุกแง่มุมของชีวิต ตัวชูโรงในคอลเลคชั่นนี้คือแว่นตา Plantaris และ Latitude Flex Vest ที่ท้าทายแนวทางวิศวกรรมและการออกแบบเดิมๆ โดยปรับให้เข้ากับผู้สวมใส่ที่กำลังสำรวจโลกกว้างแม้จะเป็นในเมืองอันแสนจำเจ คอลเลคชั่นนี้เป็นตัวแทนอนาคตที่ดีกว่าในทรรศนะของ Oakley นั่นคือการฉีกกรอบเดิมๆ เพื่อเปิดรับเรื่องราวแปลกใหม่ในชีวิต

แว่นตา Plantaris แหวกขนบเดิมๆ โดยขยับธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวผู้สวมใส่ด้วยเฉดสี Matte Trans Fern/Matte Dark Brush เติมเต็มด้วย เลนส์ Prizm Tungsten  การออกแบบเลนส์คู่ให้โค้งสูงได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดไบโอมิเมติกส์และรูปทรงที่พบเห็นได้ในธรรมชาติ ถือเป็นวิวัฒนาการหนึ่งจากแว่นตาในช่วงปี 2000 ต้นๆ ที่ปรับตัวเพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอยและความสบายในการสวมใส่ กรอบที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และปลายขาที่เป็นแกนสายซิลิโคนเลียนแบบมาจากขากบ ช่วยให้กรอบแว่นยึดเกาะศีรษะได้ยาวนานโดยแทบจะไร้น้ำหนักสัมผัส แถบป้องกันจมูกแบบถอดออกได้ช่วยเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน ทั้งยังเปลี่ยนรูปลักษณ์ของแว่นให้เหนือความคาดหมายและสารพัดประโยชน์ได้ในทันที กรอบยังวางจำหน่ายในสีอื่นๆ ได้แก่ Matte Stonewash, Matte Black และ Matte Sand

ในทางกลับกัน แว่นตา Lateralisยังคงการออกแบบเชิงประติมากรรมที่พบใน Plantaris ด้วยเช่นกัน แต่มาในรูปแบบที่เรียบง่ายมากขึ้นเพื่อให้เหมาะกับผู้สวมใส่ในวงกว้าง ซึ่งการออกแบบตัวขาแว่นนั้นก็ยังคงความสวยงามในแบบเดียวกัน

Latitude Flex Vest เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคใหม่ของเครื่องแต่งกายจาก Oakley โดยมีจุดเด่นที่รูปแบบ ฟังก์ชั่น และประโยชน์ใช้สอย โดยเป็นตัวชูโรงของคอลเลคชั่น Latitudeไลน์เสื้อนอกสำหรับการใช้งานเฉพาะที่ได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนไหว เสื้อกั๊กรุ่นนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษให้ใส่ได้หลายชั้นตามสภาพอากาศกลางแจ้ง โดยอัดแน่นไปด้วยคุณสมบัติให้พร้อมลุยไปทุกที่และมีช่องเก็บสิ่งของมากมาย นอกจากมีประโยชน์แล้ว เสื้อกั๊กรุ่นนี้ยังปรับเปลี่ยนได้สารพัด โดยมีระบบกระเป๋าอเนกประสงค์พร้อมสายรัดด้านข้างที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อปรับให้พอดีและพกพาได้สะดวก มีกระเป๋าตาข่ายแน่นหนา 3 มิติเพื่อใส่แว่นตา และกระเป๋าซิปขนาดใหญ่ที่ด้านหลัง ให้จัดเก็บและจัดระเบียบสิ่งของจำเป็นได้ดียิ่งขึ้นโดยไม่เทอะทะ ซิปโลหะกันน้ำแบบย้อนกลับและตะเข็บเชื่อมติดซึ่งเย็บและใส่แผงป้องกันการเสียดสี ช่วยเพิ่มการปกป้องในทุกสภาพอากาศ ปิดท้ายด้วยตัวล็อกแม่เหล็กที่สายรัดหน้าอกเพื่อให้ปิดได้ง่าย ก้าวจากชีวิตคนเมืองไปผจญภัยได้ทุกที่ เพราะเสื้อกั๊กรุ่นนี้สามารถแปลงร่างเป็นกระเป๋าเป้สะพายหลังที่มีหูหิ้วในตัวได้เลย

ร่วมสำรวจโลกและปลุกความเชื่อมโยงกับธรรมชาติแต่กาลก่อนไปกับ Plantaris และ Latitude Flex Vestที่จะวางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Oakley ทุกสาขาและร้านแว่นตาชั้นนำ โปรดทราบว่า Latitude Flex Vest ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์ Oakley สามารถติดตามได้ที่ : www.facebook.com/oakleyasia/