อิสราเอลโจมตีเลบานอน ดับโฆษกฮิซบอลเลาะห์ ถล่มกาซาตาย 46 ศพ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826111

อิสราเอลโจมตีเลบานอน ดับโฆษกฮิซบอลเลาะห์ ถล่มกาซาตาย 46 ศพ

17 พ.ย. 2567 23:02 น.

อิสราเอลโจมตีเลบานอน ดับโฆษกฮิซบอลเลาะห์ ถล่มกาซาตาย 46 ศพ

อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุต ของเลบานอนอีกครั้งในวันอาทิตย์ และมีรายงานว่าทำให้โฆษกของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เสียชีวิต นอกจากนี้ยังโจมตีกาซา จนมีผู้เสียชีวิตอีก 46 ศพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่ฉนวนกาซา จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพในวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย. 2567 ขณะเดียวกันก็โจมตีเขตใจกลางกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน จนทำให้เกิดข่าวลือว่า โฆษกของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เสียชีวิตในการโจมตีของอิสราเอลแล้ว

อิสราเอลเปิดฉากทำศึก 2 ด้านตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน หลังจากยิงอาวุธข้ามพรมแดนตอบโต้กันมานานเกือบปี นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาอุบัติขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566

แหล่งข่าวในหน่วยงานความมั่นคงของเลบานอนระบุว่า นายโมฮัมเหม็ด อาฟิฟ โฆษกของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศที่เขต ราส อัล-นาบา ของกรุงเบรุต ขณะที่ฝ่ายกองทัพอิสราเอลยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ

ขณะเดียวกัน อิสราเอลโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ในฉนวนกาซา โดยนาย มาห์มูด บาสซาล โฆษกสำนักงานป้องกันพลเรือนของปาเลสไตน์ระบุว่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 46 ศพ

จุดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือการโจมตีเมือง เบต ลาเฮีย ตอนเหนือของกาซา เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 26 ศพ และมีประชาชนอย่างน้อย 59 ราย ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง กำลังรอคอยความช่วยเหลือ

นายบาสซาลบอกอีกว่า อิสราเอลยังโจมตีอีก 3 ครั้งที่ค่ายผู้อพยพแห่งต่างๆ ในภาคกลางของกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ นอกจากนั้นยังส่งโดรนโจมตีเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ จนมีผู้เสียชีวิต 5 ศพด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นในขณะที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่ากำลังจะเกิดภาวะอดอยากขึ้นในภาคเหนือของฉนวนกาซา ท่ามกลางความเป็นศัตรูที่มากขึ้น ในขณะที่การส่งเสบียงอาหารช่วยเหลือก็แทบจะหยุดชะงัก

ประเทศจอร์แดนกับกาตาร์ออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการ เพื่อยุติหายนะด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภาคเหนือของกาซาในทันที และกล่าวโทษอิสราเอลที่ไม่ยอมอนุญาตให้ความช่วยเหลือถูกส่งเข้าไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “หม่านหยี่” พัดเข้าเกาะหลักฟิลิปปินส์ สั่งอพยพคนนับล้าน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826105

ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “หม่านหยี่” พัดเข้าเกาะหลักฟิลิปปินส์ สั่งอพยพคนนับล้าน

17 พ.ย. 2567 21:59 น.

ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “หม่านหยี่” พัดเข้าเกาะหลักฟิลิปปินส์ สั่งอพยพคนนับล้าน

ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หม่านหยี่ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ของฟิลิปปินส์แล้ว ขณะที่ทางการสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน เพื่อรับมือหายนะที่อาจเกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หม่านหยี่ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งของฟิลิปปินส์เป็นครั้งที่ 2 หลังจากมันพัดผ่านเกาะกาตันดัวเนส ทางตะวันออกของประเทศ เมื่อเวลาประมาณ 21.40 น. วันเสาร์ที่ผ่านมา (16 พ.ย. 2567) ด้วยความเร็วลมสูงสุดถึง 195 กม./ชม. ก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะลูซอน เกาะหลักของฟิลิปปินส์ในวันอาทิตย์

หน่วยงานสภาพอากาศของฟิลิปปินส์ต้องประกาศเตือนคลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง หรือ สตอร์มเซิร์จ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึง ฝนตกหนัก และลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ โดยมีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน ได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง นับตั้งแต่มีการประกาศเตือนภัยครั้งแรก

หม่านหยี่ เป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 6 ที่พัดเข้าสู่ฟิลิปปินส์ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น โดยพายุ 5 ลูกก่อนหน้านี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 ศพ และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

สื่อของฟิลิปปินส์ระบุว่า ไต้ฝุ่นหม่านหยี่สร้างความเสียหายบนเกาะกาตันดัวเนส ตลอดทางที่มันเคลื่อนตัวผ่าน ทั้งถอนรากถอนโคนต้นไม้ เสาไฟฟ้า และทำให้อาคารบ้านเรือนเสียหาย อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้อ่อนกำลังลงเลย และเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งจังหวัดออโรรา และเริ่มเคลื่อนตัวบนเกาะลูซอน โดยมีลมกระโชกความเร็วสูงสุดถึง 305 กม./ชม.

พยากรณ์อากาศคาดว่า หม่านหยี่จะทำให้ฝนตกหนักเป็นวงกว้างในพื้นที่ทางเหนือของเกาะลูซอน โดยคาดว่าในวันจันทร์จะมีฝนตกลงมาราว 200 มม. ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ดินถล่มรุนแรง และคนนับล้านต้องเสี่ยงอันตรายจากคลื่นสตอร์มเซิร์จ

ถึงแม้ทางการฟิลิปปินส์จะออกคำสั่งให้ประชาชนกว่า 1 ล้านคนในพื้นที่เสี่ยงอพยพ แต่จนถึงตอนนี้มีผู้ปฏิบัติตามราว 500,000 คนเท่านั้น ซึ่งนาย อาริเอล เนโปมูเซโน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันพลเรือน เรียกร้องให้ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่บนเส้นทางของพายุ ปฏิบัติตามคำสั่งอพยพ

อนึ่ง กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประชากรประมาณ 15 ล้านคน ไม่ได้อยู่บนเส้นทางของพายุหม่านหยี่

อิทธิพลของพายุลูกล่าสุดนี้ยังทำให้ฟิลิปปินส์ต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายสิบเที่ยวในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวมาถึงเกาะลูซอน

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นทั้ง 5 ลูกที่พัดเข้าสู่ฟิลิปปินส์ก่อนหน้านี้ได้แก่ พายุจ่ามี มาถึงเมื่อปลายเดือนตุลาคม ทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือของฟิลิปปินส์ ปริมาณน้ำฝนเทียบเท่า 1 เดือนภายในเวลาไม่กี่วัน มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ แต่แดนตากาล็อกต้องเผชิญพายุ กองเร็ย ต่อเกือบจะในทันที มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

จากนั้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ไต้ฝุ่นหยินซิ่ง ก็พัดเข้าสู่ภาคเหนือของเกาะลูซอน ทำให้บางพื้นที่ฝนตกหนักปริมาณน้ำฝนถึง 250 มม. ก่อนที่ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ไต้ฝุ่น โทราจี และไต้ฝุ่นอูซางิ จะพัดถล่มต่อเนื่องกัน และทำให้เกิดฝนตกหนัก ซ้ำเติมความเสียหายจากพายุลูกก่อนๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ตรวจฯร่วมมือญี่ปุ่นด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/842017

ผู้ตรวจฯร่วมมือญี่ปุ่นด้านเกษตร

ผู้ตรวจฯร่วมมือญี่ปุ่นด้านเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายมาซาสุมิ โกะโตดะ (Mr. Masazumi Gotoda) ผู้ว่าราชการจังหวัดโทคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าไทยกับญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นระยะเวลาถึง 137 ปี มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการเกษตรมาโดยตลอด อาทิ การส่งนักวิชาการเกษตรให้มาศึกษาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่ายในประเทศ

นายถาวรกล่าวต่อว่า ได้มีการหารือเจรจาการส่งออกส้มโอและมะม่วงสดหลากหลายสายพันธุ์ จากไทยไปเปิดตลาดที่ญี่ปุ่นให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ทางญี่ปุ่นต้องการเปิดตลาดพืชตระกูลส้มสายพันธุ์ Sudachi และ Yuzu ในประเทศไทย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรระหว่างกัน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเสนอให้เกษตรกรญี่ปุ่นและเกษตรกรไทยเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมการเกษตรของแต่ละประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของด้านการผลิต การค้าระหว่างประเทศ และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 3 ของไทย และเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรเป็นอันดับที่ 2 ของไทย โดยปี 2564 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 158,635 ล้านบาท และปี 2565 มีมูลค่า 183,487 ล้านบาท และปี 2566 มีมูลค่า 173,580 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 171,901 ล้านบาท โดยมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.60 ต่อปี สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสปรุงแต่ง อาทิ แกงไก่ที่บรรจุกระป๋อง 2.ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสแช่แข็ง 3.อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 4.ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง อาทิ ปลาทูน่ากระป๋อง และ 5.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค

เกษตรฯรับฟังปัญหา สหกรณ์ที่กำแพงเพชร พร้อมจัดหาแหล่งน้ำ ยกระดับสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/842011

เกษตรฯรับฟังปัญหา สหกรณ์ที่กำแพงเพชร พร้อมจัดหาแหล่งน้ำ ยกระดับสินค้าเกษตร

เกษตรฯรับฟังปัญหา สหกรณ์ที่กำแพงเพชร พร้อมจัดหาแหล่งน้ำ ยกระดับสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กำแพงเพชร เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร ที่อ่างเก็บน้ำหนองน้ำขาว ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร รวมถึงร่วมพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 50,000 ตัว เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และติดตามแนวทางการปรับทัศนียภาพอ่างเก็บน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

จากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินการของสหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด ต.สักงาม อ.คลองสาน จ.กำแพงเพชร พร้อมพบปะสมาชิกสหกรณ์ เพื่อรับฟังและมอบแนวทางแก้ปัญหา อาทิ 1.การออกโฉนดที่ดินทำกินในพื้นที่สหกรณ์ฯ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.การปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง โดยมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์ หาแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมติดตามการดำเนินงาน

3.การจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมให้แก่เกษตรกร สำหรับทำการเกษตรนอกฤดูกาล และ 4.ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ (ข้าวโพด) ซึ่งได้ขอความร่วมมือสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผลักดันสหกรณ์ให้มีการรับรองสินค้าเกษตรตามมาตรฐานที่สากลยอมรับ เพื่อยกระดับสหกรณ์ เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน

‘นฤมล’ถกเอกอัครราชทูตจีน เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/842013

‘นฤมล’ถกเอกอัครราชทูตจีน  เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตร

‘นฤมล’ถกเอกอัครราชทูตจีน เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ร่วมกับนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ หารือกับ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย (H.E. Mr. Han Zhiqiang) โดยมีนายถาวร ทันใจผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการเกษตร และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ที่จะครบรอบ 50 ปี ในปี 2568

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า การหารือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญระหว่างกัน โดยฝ่ายไทย มีนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้มีความอยู่ดีกินดีมีรายได้เพิ่มขึ้น พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้แนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ทั้งนี้ ยังได้หารือถึงเส้นทางการขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยไปจีน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้าเกษตรผ่านเส้นทางรถไฟไทย–ลาว-จีน รวมทั้งการเปิดด่านท่าเรือกวนเหล่ยของจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าเกษตร ทำให้ไทยสามารถมีช่องทางส่งผลไม้ไปจีนเพิ่มขึ้น รวมถึงขอให้จีนช่วยผลักดันสินค้าเกษตรไทยที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่ในการส่งเสริมการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการ และฝ่ายจีนพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการความร่วมมือทางวิชาการให้กับฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ผลักดันการลงนามในพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร ด้านการสัตวแพทย์ และการปกป้องพืช เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งจากประเทศไทยไปประเทศจีน และติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดสินค้าเกษตร เช่น โคมีชีวิต สินค้าพืช และประมง

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 1 ของไทย ระหว่างปี 2564-2566 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 22.11 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก โดยปี 2564 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 447,403 ล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2565 และ 2566 เป็นมูลค่า 499,166 ล้านบาท และ 543,962 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 496,844 ล้านบาท โดยมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10.26 ต่อปี สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.มันสำปะหลังฝานหรือทำเป็นเพลเลต 3.สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง 4.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค และ 5.ผลไม้และลูกนัตอื่นๆ

‘ธนดล’ลุยทวงคืนพื้นที่ สวนปาล์มบุกรุก700ไร่

https://www.naewna.com/local/842019

‘ธนดล’ลุยทวงคืนพื้นที่  สวนปาล์มบุกรุก700ไร่

‘ธนดล’ลุยทวงคืนพื้นที่ สวนปาล์มบุกรุก700ไร่

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ประธานคณะทำงานการขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน กล่าวว่า ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีมีผู้บุกรุกที่ดินของ ส.ป.ก.ซึ่งเป็นพื้นที่สวนปาล์มกว่า 700 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 2 ต.คลองหินอ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ซึ่งมีประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนและส่งข้อมูลเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินบริเวณสวนปาล์มในเขต ส.ป.ก.ดังกล่าว โดยมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบนายทุนบุกรุกที่ดินของ ส.ป.ก.จริง ตามที่ได้รับแจ้งเบื้องต้นทาง ส.ป.ก.ได้แจ้งข้อหาบุกรุกไว้แล้ว ที่ สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่

อย่างไรก็ตาม นายธนดลกล่าวอีกว่า จะดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพลและนายทุนทั้งหมด หรือหากใครคิดจะกระทำความผิดในลักษณะนี้ ขอให้หยุดการกระทำไม่เช่นนั้นจะถูกดำเนินคดีอาญา

‘เฉลิมชัย’กำชับ‘ทส.’เข้มแก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ต่อเนื่อง เร่งแผน‘ควบคุม-กำจัด’

https://www.naewna.com/local/841940

‘เฉลิมชัย’กำชับ‘ทส.’เข้มแก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ต่อเนื่อง เร่งแผน‘ควบคุม-กำจัด’

‘เฉลิมชัย’กำชับ‘ทส.’เข้มแก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ต่อเนื่อง เร่งแผน‘ควบคุม-กำจัด’

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.48 น.

‘เฉลิมชัย’กำชับ‘ทส.’เข้มแก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ต่อเนื่อง ประสาน‘ประมง-ท้องถิ่น’เร่งแผน‘ควบคุม-กำจัด’ติดตามประเมินผลใกล้ชิด

17 พฤศจิกายน 2567 นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) กล่าวถึงปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ที่ยังส่งผลกระทบอยู่ในขณะนี้ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้หน่วยงานของกระทรวง ทส.ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เป็นต้น ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งโดยมอบหมายให้ทำการสำรวจติดตามการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในระบบนิเวศ ทั้งที่เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของ ทส. และใกล้เคียง พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบที่เกิดขึ้น และยังได้ให้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมประมง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ทั้งเพื่อแก้ไนปัญหาและฟื้นฟูอย่างจริงจังมาโดยตลอด

นายอภิชาต กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ช่วงที่นายเฉลิมชัย ดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์  ในปี 2564 ก็ได้ออกประกาศฯ ให้ปลาหมอคางดำ เป็นสัตว์น้ำที่ห้ามเลี้ยงในราชอาณาจักร เพื่อเป็นแนวทางในการช่วยลดปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นที่หลุดรอดเข้ามาแพร่พันธุ์และสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ก่อนหน้านั้น ในช่วงปี 2561 กรมประมงได้ออกประกาศห้ามมิให้นำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง ปลาหมอคางดำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง หรือเป็นผู้ซึ่งอธิบดีกรมประมงมอบหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิดหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการดังกล่าวยังคงดำเนินมาโดยตลอด

ที่ปรึกษารมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นายเฉลิมชัย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามมาตรการ และแนวทางปฏิบัติตามข้อสั่งการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการจัดทำแผนการบริหารจัดการที่มีการกำหนดมาตรการในการป้องกัน ควบคุม กำจัด สำรวจ และติดตามตรวจสอบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย พื้นที่ที่มีแนวเขตติดต่อกับพื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ที่มีระบบนิเวศที่เปราะบางและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา วิจัยการจัดการปลาหมอคางดำ โดยวิธีที่เหมาะสม และการกำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้ามายังรมว.ทรัพยากรฯ อย่างต่อเนื่อง

ตาพร่ามัว คนวัยทำงานอายุ 30+ อย่าชะล่าใจ ระวังเบาหวานขึ้นจอตา

https://www.naewna.com/lady/841966

ตาพร่ามัว คนวัยทำงานอายุ 30+ อย่าชะล่าใจ ระวังเบาหวานขึ้นจอตา

ตาพร่ามัว คนวัยทำงานอายุ 30+ อย่าชะล่าใจ ระวังเบาหวานขึ้นจอตา

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.35 น.

เนื่องในวันเบาหวานโลก ปี 2567 จักษุแพทย์เตือนคนไทยวัยทำงานหมั่นตรวจเช็คสุขภาพตาเป็นประจำ หลายคนมักมองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ของปัญหาสุขภาพตา เพราะคิดว่าอายุยังน้อย การไม่ดูแลสุขภาพโดยเฉพาะการรับประทานอาหารโดยไม่ควบคุมและดูแลเรื่องระดับน้ำตาล เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคเบาหวาน และมีโอกาสพัฒนาไปสู่ “ภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตา” เสี่ยงตาบอดถาวรโดยไม่รู้ตัว

ภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Macular Edema หรือ DME) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง ทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในชั้นจอประสาทตามีความผิดปกติ ส่งผลให้จุดรับภาพจอตาบวม โรคนี้พบได้ในทุกช่วงอายุ จากสถิติพบว่า ปัจจุบันในประเทศไทยพบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนคนต่อปี และปัจจุบันมีคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เป็นโรคเบาหวานถึง 6.9 ล้านคนโดยคนไทยอายุ 30-60 ปี มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานถึง 12%

ที่น่าวิตกกว่านั้นคือ โรคเบาหวานในทุกอายุมีโอกาสพัฒนาเป็นภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตา (DME) ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการสูญเสียการมองเห็นในผู้ป่วยเบาหวาน โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่รู้ตัวว่ามีภาวะดังกล่าว เนื่องจากอาการมักไม่แสดงชัดเจนในช่วงแรก

ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองและการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นโรค DME อีกทั้ง ยังช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ นายแพทย์ธนาพงษ์สมกิจรุ่งโรจน์ จักษุแพทย์ด้านจอตาและม่านตาอักเสบ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า “สถานการณ์ภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตาในประเทศไทย
กำลังน่าเป็นห่วง จากการศึกษาพบว่า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตา ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและอาจเกิดกับตาข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โดยที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดบริเวณดวงตา และหากสังเกตจากภายนอกก็อาจไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติของดวงตา ด้วยเหตุนี้ โรคทางสายตาจึงถือเป็นภัยเงียบ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจว่าการมองเห็นไม่ชัดเป็นผลจากค่าสายตาที่เปลี่ยนไป”

กรณีของ นางสาวอัจฉราเซ่งฮะ นักธุรกิจ วัย 51 ปี เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองว่า “ดิฉันเป็นอดีตพนักงานธนาคาร ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาการเงินและทำธุรกิจของตัวเอง สมัยก่อนไม่เห็นคุณค่าของการออกกำลังกาย และใช้ชีวิตไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ เพราะคิดว่าอายุน้อยคงไม่เป็นไร ใช้ชีวิตเต็มที่สะสมมานานกว่า 20 ปี จนกระทั่งตรวจเจอว่า เป็นเบาหวานมามากกว่า 3 ปี แต่ไม่เคยคิดว่าจะส่งผลกระทบกับดวงตา ต่อมาเริ่มมีอาการมีเส้นเหมือนใยแมงมุมเกิดขึ้นที่ตา พอไปพบหมอถึงรู้ว่าตามีปัญหาเกิดจากภาวะเบาหวานระยะที่สาม หากเกินขั้นนี้ไป คือตาบอดค่ะ”

อย่างไรก็ตาม การรักษาภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตาในประเทศไทย มีวิวัฒนาการดีขึ้น โดย นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ อธิบายว่า “เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทางการรักษาหลักของโรคทางจอประสาทตารวมถึงภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตาจะเป็นการใช้เลเซอร์ ซึ่งช่วยชะลอโรคได้ แต่ไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นมาก ต่อมามีการพัฒนาเป็นยาฉีดเข้าน้ำวุ้นตาที่ยับยั้ง VEGF (Anti-VEGF) ช่วยลดการงอกของเส้นเลือดที่จอประสาทตา ทำให้การมองเห็นดีขึ้น แต่ต้องฉีดบ่อยทุก 1-2 เดือนซึ่งสร้างภาระให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาลหรือต่างจังหวัด ที่ผู้ดูแลต้องลางานพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลบ่อยๆ

ปัจจุบัน ยาฉีดเข้าไปในน้ำวุ้นลูกตามีการพัฒนามากขึ้น มีนวัตกรรมใหม่ที่ยับยั้งสองกลไกของการเกิดโรค คือ ยับยั้งทั้ง VEGF และ Ang-2 (Anti Ang-2/VEGF) ช่วยทั้งลดการงอกและการรั่วของเส้นเลือด ลดการอักเสบ และเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือด ออกฤทธิ์ได้นานขึ้น จากงานวิจัย พบว่าประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยฉีดยาที่ยับยั้งสองกลไก (Anti Ang-2/VEGF) เพียงหนึ่งครั้งใน3 เดือน และประมาณร้อยละ 60 ฉีดเพียงหนึ่งครั้งใน 4 เดือน คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจึงก็ดีขึ้นกว่าเดิม และจากการวิจัยทางคลินิก ในผู้ป่วยกว่า 3,200 ราย และการรักษาจริงกว่า 4,000,000 เข็มทั่วโลก ไม่พบผลข้างเคียงที่แตกต่างจากยาเดิม” จากสถิติพบว่า ในผู้ป่วยที่มีภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตา หากไม่ได้รับการรักษา 20-30% ของผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็น ดังนั้น การวินิจฉัยที่เร็วและเริ่มการรักษาทันทีจึงเป็นสิ่งสำคัญ นพ.ธนาพงษ์สมกิจรุ่งโรจน์ กล่าวเสริม

“โชคดีที่ดิฉันได้รับการรักษาทันเวลา ภายหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาฉีดที่ยับยั้งสองกลไก (Anti Ang-2/VEGF) ควบคู่กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้การมองเห็นของดิฉันมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ปัจจุบันแพทย์ระบุว่า สภาวะการมองเห็นของดิฉันกลับสู่ภาวะปกติแล้ว เพียงต้องเข้ารับการตรวจติดตามผลทุก3 เดือนเท่านั้น” อัจฉรา กล่าวเพิ่มเติม “อยากฝากถึงคนไทยทุกคนให้ดูแลสุขภาพตั้งแต่เริ่มต้นไม่ว่าจะเรื่องของอาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพและถูกสุขลักษณะ พร้อมกับการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย และไม่ประมาทกับชีวิต เพราะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย”

“ผู้ที่มีภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตาหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ควรปรับพฤติกรรมและควบคุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม, ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, งดการสูบบุหรี่ และควรต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องตามการนัดของแพทย์ นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรหมั่นตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำอย่างน้อยปีละ1 ครั้ง เพื่อการวินิจฉัยที่เร็วและเริ่มการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดการสูญเสียการมองเห็นเพราะการมองเห็นที่ชัดเจนเป็นส่วนสำคัญยิ่งกับคุณภาพชีวิต” นพ.ธนาพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ดี หากทราบว่าเป็นโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา รวมถึงภาวะจุดรับภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอตา มีการพัฒนาการรักษาด้วยนวัตกรรมใหม่ที่ยับยั้งสองกลไกของการเกิดโรค ช่วยลดภาระให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลดีขึ้นกว่าเดิม ผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรรับคำปรึกษาจากจักษุแพทย์ เพื่อเลี่ยงอาการรุนแรงของโรคซึ่งสามารถนำไปสู่การตาบอดถาวรโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้โรช ไทยแลนด์ ขอเชิญชวนให้คนไทยทุกคนดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

https://www.naewna.com/lady/841964

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.20 น.

หลายคนอาจมองข้ามอาการไอที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นสัญญาณของ “โรคไอกรน” ที่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในเด็ก เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดี ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิตได้สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

แพทย์หญิงอิศราณี วารีสุนทรกุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ไอกรน (Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ โรคนี้จะมีความรุนแรงในเด็กทารกและเด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม อาการชัก หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้

ปัจจุบันโรคไอกรนได้กลับมาระบาดอีกครั้งในหลายประเทศ แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่มีการใช้วัคซีน แต่รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี 2023 ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยโรคไอกรนกว่า 150,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำหรือไม่มีการเข้าถึงวัคซีนอย่างเพียงพอ เช่น ในสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยไอกรนกว่า 15,000 รายต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนประเทศไทย พบผู้ป่วยไอกรนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน

อาการของโรคไอกรนแบ่งเป็น3 ระยะ ดังนี้ 1.ระยะเริ่มแรก (Catarrhal Stage) มีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ต่ำ น้ำมูกไหล และไอเล็กน้อย จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าจะมีอาการไอนานเกิน 10 วัน โดยจะมีลักษณะไอแห้งๆ

2.ระยะไอรุนแรง (Paroxysmal Stage) ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะจะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มี อาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้ง ตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วู้ป (whoop) อาจมีการไอจนอาเจียนหรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ระยะนี้มักกินเวลานาน 1-6 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น

3.ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage) อาการไอเริ่มลดลง แต่ยังอาจมีการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์

เมื่อนับรวมทั้งสามระยะ ในเด็กจะไอโดยเฉลี่ยประมาณ 112 วัน ก็อาจทำให้เกิดภาวะเเทรกซ้อนหลายอย่างในเด็กที่เกิดจากการไอที่รุนเเรงเเละยาวนาน เช่น ซี่โครงร้าว หรือเส้นเลือดในตาเเตก ปวดหลัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น

โรคไอกรนสามารถรักษาได้ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าแบคทีเรีย Bordetella pertussis ที่เป็นสาเหตุของโรค ซึ่งยาจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วง 7 วันเเรกที่มีอาการถึงจะได้ผลการรักษาดีที่สุด แต่ในเด็กเล็กบางราย อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเเละต้องให้น้ำเกลือเมื่อมีอาการไอจนกินอะไรไม่ได้ ไอจนอาเจียน และเบื่ออาหารมาก

สำหรับการป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนนี้มักรวมอยู่ในวัคซีนรวมป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) โดยมีกำหนดการฉีดในเด็กที่อายุ 2, 4, 6, และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 4-6 ปีนอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทุก 10 ปีเพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกัน

เมื่อ ‘เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ’ พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ เปิดทริปท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกับ ‘จอห์น เกรย์ ซี แคนู’

https://www.naewna.com/lady/841975

เมื่อ ‘เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ’ พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ เปิดทริปท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกับ ‘จอห์น เกรย์ ซี แคนู’

เมื่อ ‘เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ’ พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ เปิดทริปท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกับ ‘จอห์น เกรย์ ซี แคนู’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักผจญภัยด้วยเรือแคนูชื่อดังระดับโลก มร.จอห์น เกรย์ (John Gray) ผู้สร้างตำนานแห่งท้องทะเลและสำรวจถ้ำด้วยเรือแคนูมาแล้วทั่วโลก รวมทั้งอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา ในประเทศไทย จับมือพงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ ผู้บริหารรุ่นใหม่ของ บริษัท จอห์น เกรย์ ซี แคนู (John Gray’s Sea Canoe) จากกลุ่มโรงแรมเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู ผ่านแนวคิด “เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ” สัมผัสความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของเกาะแก่งและลากูน ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ซึ่งหลายคนไม่เคยรู้

มร.จอห์น เกรย์ (John Gray) เป็นชายชาวอเมริกันร่างใหญ่ใจดี เขาหลงใหลในการผจญภัยและรักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่า และ ทะเล เป็นชีวิตจิตใจ เป็นผู้ชายคนแรกๆ ในโลกที่ใช้เรือแคนูออกค้นหาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและยังเป็นนักสำรวจถ้ำมืออาชีพ เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2526 เขาได้ก่อตั้งบริษัทการท่องเที่ยวด้วยเรือคายัคขึ้นที่เกาะฮาวาย ต่อมาได้เดินทางเพื่อออกค้นหาแหล่งธรรมชาติและถ้ำสวยงามมากมาย ด้วยเรือแคนูที่เขานำมาด้วยจากฮาวาย เริ่มตั้งแต่หมู่เกาะฟิจิ ตาฮิติ ซามัว ฟิลิปปินส์อ่าวฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม จนมาถึงอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ประเทศไทย ที่ซึ่งทำให้เขาตกหลุมรักประเทศไทย วัฒนธรรมไทย และคนไทย จนเขาอยากอวดให้ชาวโลกได้เห็นถึงความสวยบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเครือข่ายถ้ำที่โยงใยออกไปไม่รู้จบ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและลากูนอีกมากมายหลายแห่ง ที่เขาได้ค้นพบจากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวประมงและชาวบ้าน ซึ่งสถานที่บางแห่งยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น

เมื่อ มร.จอห์น เกรย์ ได้พบกับ นายธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท เคป แอนด์ แคนทารีโฮเทลส์ ซึ่งมีแนวคิดเดียวกัน ทำให้ทั้งคู่ร่วมทุนก่อตั้งบริษัท จอห์น เกรย์ ซี แคนู (John Gray’s Sea Canoe) ขึ้นในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ.2544 ด้วยเจตจำนงที่ต้องการสร้างสิ่งที่พิเศษและแตกต่าง อีกทั้ง ปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนได้ตระหนักดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติในเวลาเดียวกัน ซึ่งได้กลายเป็นคติพจน์ของ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” ตั้งแต่วันแรกจวบจนทุกวันนี้ “We Don’t Do Anything Normal-เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ” ดังนั้น “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” จึงเป็นบริษัทแรกที่ริเริ่มการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนูพร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยสอดแทรกความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับนักท่องเที่ยว รวมไปถึงการจัดกิจกรรมช่วยกันเก็บขยะในทะเลและแหล่งธรรมชาติกลับมาด้วยทุกทริป

นายพงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจและหัวหน้าแผนกพัฒนาธุรกิจ (Head of Business Development) ของบริษัท จอห์น เกรย์ ซี แคนู กล่าวว่าเข้ามารับช่วงต่อในการบริหารงานจากคุณพ่อ (นายธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์) ด้วยความเต็มใจและมีความสุขทุกครั้งที่ได้ร่วมทริปไปกับนักท่องเที่ยว รวมทั้งร่วมกิจกรรมเก็บขยะในทะเลและแหล่งธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า การดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวทางทะเลของ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” จะไม่เพียงแต่สร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างผลดีให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย

“ผมเข้ามาบริหารงานตรงนี้ และยึดถือแนวคิดในเรื่องการทำธุรกิจที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีมาตั้งแต่แรกเริ่มจนมาถึงทุกวันนี้เส้นทางการพายเรือแคนูของเราสอดแทรกไปด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแถบของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นและแปลกตามากแห่งหนึ่งในเมืองไทยและในขณะเดียวก็แฝงไปด้วยรายละเอียดของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืนให้นักท่องเที่ยวของเราได้ตระหนักรู้ถึงแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้งสนุกและไม่ทำร้ายโลก ซึ่งบ่อยครั้งหากโชคดี นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสเจอสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลหายากบางชนิด เช่น ปลากระเบน, ปลาตีน, ปลาดาว, ปลิงทะเล, นกเงือก, เหยี่ยวแดง, นกนางแอ่น และ ลิงแสม”

สิ่งที่เป็นหัวใจสำหรับ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” คือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่แทรกแซง หนึ่งในโปรแกรมท่องเที่ยวยอดนิยมของ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” ต้องยกให้ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู : Hong by Starlight” ใช้เวลา 8 ชั่วโมง ออกเดินทางจากท่าเรืออ่าวปอ ด้วยเรือโดยสารลำใหญ่ของ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” ที่แสนสะดวกสบายและปลอดภัย พาทุกคนออกเดินทางสู่ท้องทะเลกว้างใหญ่ พร้อมให้ความรู้เรื่องระบบนิเวศ, การกำเนิดของเกาะแก่งและถ้ำหินปูนของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา รวมถึงแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยจุดหมายปลายทางของทริปนี้อยู่ที่ “เกาะพนัก” ซึ่งมีลักษณะเป็นทะเลใน มีไกด์ท้องถิ่นมากประสบการณ์ทางทะเล ทำหน้าที่พายเรือแคนู พาเราผ่านถ้ำลอดเข้าไปสำรวจถ้ำค้างคาวถ้ำโกงกาง อันสวยงามและเงียบสงบ รวมทั้งความมหัศจรรย์ของ “เกาะห้องพังงา” ด้านในเป็นลากูน สีเขียวมรกต โอบล้อมด้วยผาหินปูนสูงชัน มีป่าเขียวขจีเกาะอยู่โดยรอบเป็นจุดไฮไลท์ เนื่องจากเป็นเกาะหินปูนที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากเกาะอื่นๆ และมีหน้าผาหินปูนโอบรอบทะเลด้านในเหมือนห้องใหญ่ จึงคงความบริสุทธิ์งดงามของธรรมชาติไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

“การเปิดทริป “จอห์น เกรย์ ซี แคนู : Hong by Starlight” ก็เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวที่หลงใหลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ได้มาเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติกับเรา ที่ผ่านมา เราเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติมาโดยตลอด ผมอยากให้นักท่องเที่ยวคนไทยได้รับรู้และมาร่วมทริปกับเราบ้าง ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา รวมทั้งเกาะแก่ง ลากูนต่างๆ ได้ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบ และเราผู้มาเยือนก็เพียงต้องการซึมซับความงดงาม โดยไม่ทำร้ายหรือทำลายความงดงามเหล่านั้น” พงศ์วรุตม์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจร่วมทริปท่องเที่ยวด้วยเรือแคนูพร้อมอนุรักษ์ธรรมชาติไปกับ “จอห์น เกรย์ ซีแคนู” สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ :www.johngray-seacanoe.com โทร: (+66) 63-124-3404 Line ID : johngrayseacanoe และ Email : reservations@johngray-seacanoe.com

พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์

พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์

จอห์น เกรย์

จอห์น เกรย์