รัสเซียระทึก มือปืนโจมตีโบสถ์ยิว-โบสถ์คริสต์ในดาเกสถาน ตำรวจดับ 7 เจ็บอื้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795561

รัสเซียระทึก มือปืนโจมตีโบสถ์ยิว-โบสถ์คริสต์ในดาเกสถาน ตำรวจดับ 7 เจ็บอื้อ

24 มิ.ย. 2567 04:55 น.

รัสเซียระทึก มือปืนโจมตีโบสถ์ยิว-โบสถ์คริสต์ในดาเกสถาน ตำรวจดับ 7 เจ็บอื้อ

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหลายจุดใน 2 เมืองของสาธารณรัฐดาเกสถาน ของรัสเซีย ทำให้มีตำรวจเสียชีวิตถึง 7 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มิ.ย. 2567 กลุ่มมือปืนไม่ทราบฝ่ายบุกโจมตีโบสถ์ยิวกับโบสถ์คริสต์ ในเมืองเดอร์เบนต์ และโบสถ์อีกแห่งกับด่านตรวจของตำรวจในเมืองมาฮัชคาลา ในสาธารณรัฐดาเกสถาน เขตปกครองหนึ่งของรัสเซีย โดยเมืองทั้งสองห่างกันถึง 120 กม.

ทางการท้องถิ่นระบุว่า การโจมตีทำให้ตำรวจเสียชีวิตถึง 7 ศพ และมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีก 12 นาย โดยยังไม่แน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอยู่ที่เมืองใดบ้าง

นอกจากนั้นยังมีบาทหลวงคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์เสียชีวิต 1 ศพ ในการโจมตีที่เมืองเดอร์เบนต์ โดยมีการเปิดเผยในภายหลังว่า บาทหลวงผู้นี้คือ หลวงพ่อนิโคไลย์ อายุ 66 ปี และกำลังป่วยหนัก โดยคนร้ายสังหารเขาอย่างโหดเหี้ยมด้วยการปาดคอ

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโบสถ์แห่งนี้ถูกยิงเสียชีวิตด้วย ในขณะที่บาทหลวงคนอื่นๆ ขังตัวเองอยู่ภายในโบสถ์เพื่อรอความช่วยเหลือ ส่วนโบสถ์ยิวในเมืองเดอร์เบนต์ถูกจุดไฟเผา มีเปลวไฟพวยพุ่งออกจากหน้าต่างอย่างน้อย 1 ชั้น ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตามขณะเกิดเหตุไม่มีประชาชนอยู่ภายใน

เกือบจะในเวลาเดียวกัน เกิดเหตุโจมตีขึ้นอีกจุดที่เมืองมาฮัชคาลา เมืองใหญ่ที่สุดของดาเกสถาน โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นกลุ่มคนในชุดสีดำยิงปืนโจมตีรถตำรวจ ก่อนที่ขบวนรถฉุกเฉินจะมาถึงที่เกิดเหตุ

ไฟไหม้หลังการโจมตีที่เมืองเดอร์เบนต์

สื่อรัสเซียรายงานว่า มีมือปืนเสียชีวิตระหว่างการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ 4 ศพ ขณะที่มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า กลุ่มคนร้ายขังตัวเองเอาไว้ในอาคารหลังหนึ่งในเมืองเดอร์เบนต์

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าคนร้ายเป็นใคร และยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบตัวตนของมือปืน และกำลังสืบสวนกรณีที่เกิดขึ้นในฐานะคดีก่อการร้าย

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาในวันอาทิตย์ ตำรวจได้บุกควบคุมตัว นายมาโกเหม็ด โอมารอฟ นักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพล และหัวหน้าคณะบริหารเขต เซอร์โกคาลินสกี หลังจากมีรายงานว่าลูกชาย 2 คนของเขาอยู่ในกลุ่มมือปืนผู้ก่อเหตุโจมตีด้วย

ทั้งนี้ ดาเกสถาน มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เป็นหนึ่งในพื้นที่ยากจนและไม่มีเสถียรภาพมากที่สุดของรัสเซีย และเกิดการโจมตีด้วยฝีมือกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงบ่อยครั้ง

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของ FSB หรือ สำนักงานความมั่นคงกลางของรัสเซีย จับกุมตัวชาวดาเกสถาน 4 คน ในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยมีส่วนร่วมในการโจมตีงานคอนเสิร์ตที่ โครคัส ซิตี้ ฮอลล์ (Crocus City Hall) ชานกรุงมอสโก ในเดือนมีนาคม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 140 ศพ.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซาอุฯ ยัน ผู้เสียชีวิตในพิธีฮัจญ์ทะลุ 1,300 ศพ-อียิปต์ลงดาบบริษัททัวร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795560

ซาอุฯ ยัน ผู้เสียชีวิตในพิธีฮัจญ์ทะลุ 1,300 ศพ-อียิปต์ลงดาบบริษัททัวร์

24 มิ.ย. 2567 03:39 น.

ซาอุฯ ยัน ผู้เสียชีวิตในพิธีฮัจญ์ทะลุ 1,300 ศพ-อียิปต์ลงดาบบริษัททัวร์

ซาอุดีอาระเบียยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างเดินทางประกอบพิธีฮัจญ์ทะลุ 1,300 ศพแล้ว ขณะที่อียิปต์เตรียมเพิกถอนใบอนุญาตบริษัททัวร์หลายแห่ง ที่พาผู้แสวงบุญไปเมกกะอย่างไม่ถูกต้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 มิ.ย. 2567 ว่า ทางการซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า จำนวนผู้แสวงบุญที่เสียชีวิตระหว่างร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดอยู่ที่ 1,301 ศพแล้ว โดย 83% ในจำนวนนี้เป็นผู้แสวงบุญที่เข้าประเทศอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องเผชิญอากาศร้อน โดยไม่มีที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ

การจะเดินทางไปเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ได้นั้น ผู้แสวงบุญจำเป็นต้องยื่นขอวีซ่าพิเศษสำหรับพิธีฮัจญ์เท่านั้น โดยปีนี้ซาอุฯ อนุญาตให้ผู้แสวงบุญเข้านครเมกกะได้ 1.8 ล้านคน โดยจะแบ่งสรรปันส่วนให้แก่ประเทศต่างๆ ด้วยระบบโควตา ซึ่งผู้ที่ทำถูกต้องจะได้รับบาร์โค้ดสำหรับเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เต็นท์ที่พักและรถบัสได้

แต่ราคาสำหรับขอใบอนุญาตสูงถึงหลายพันดอลลาร์สหรัฐ ผู้แสวงบุญจำนวนมากจึงพยายามหาทางเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างผิดกฎหมาย และการเดินทางมักจะต้องใช้วิธีการเดินเท้า ไม่ใช่ด้วยรถทัวร์ปรับอากาศที่ทางการจัดเอาไว้ และการเข้าถึงเสบียงอาหารและน้ำดื่มได้ยากกว่าผู้ที่เข้ามาอย่างถูกต้อง

ช่วงเวลาประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ซาอุดีอาระเบียมีอุณหภูมิพุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ผู้แสวงบุญต้องเดินทางท่ามกลางอากาศร้อน 49-51 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอียิปต์เตรียมเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการของบริษัทจัดทัวร์แสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์จำนวน 16 บริษัท โทษฐานพาผู้แสวงบุญเข้าสู่นครเมกกะอย่างไม่ถูกต้อง และทำให้มีชาวอียิปต์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการตอนนี้อยู่ที่ 31 ศพ แต่คาดกันว่าจำนวนที่แท้จริงอาจมากถึง 600 ศพ

การตัดสินใจของอียิปต์เกิดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยทาง ครม.ได้ทบทวนรายงานซึ่งกล่าวหาบริษัททัวร์ว่า ไม่ได้ขอวีซ่าอย่างถูกกฎหมาย ทำให้ลูกทัวร์ไม่สามารถเข้าสู่นครเมกกะได้ตามเส้นทางที่ถูกต้องได้ ทำให้พวกเขาต้องหาทางเข้าเมืองด้วยการเดินเท้าฝ่าทะเลทรายอันร้อนระอุ

บริษัทเหล่านี้ยังไม่จัดหาที่พักอย่างเพียงพอให้ลูกทัวร์ ทำให้พวกเขาต้องสัมผัสกับความร้อนสูงด้วย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ช็อก สาวอินโดนีเซียล้มบนลู่วิ่งในโรงยิม หงายท้องตกตึก 3 ชั้น ดับสลด (คลิป)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795557

ช็อก สาวอินโดนีเซียล้มบนลู่วิ่งในโรงยิม หงายท้องตกตึก 3 ชั้น ดับสลด (คลิป)

24 มิ.ย. 2567 02:48 น.

ช็อก สาวอินโดนีเซียล้มบนลู่วิ่งในโรงยิม หงายท้องตกตึก 3 ชั้น ดับสลด (คลิป)

(ภาพจาก X / Miss Tweet / @Heraloebss)

หญิงสาวในประเทศอินโดนีเซียเสียชีวิต หลังจากเธอเสียหลักล้มหงายหลังขณะวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าในโรงยิม ก่อนจะพลัดตกหน้าต่างที่อยู่ด้านหลังลงมากระแทกพื้นเสียชีวิต

ตามรายงาของสำนักข่าว Kompas ของอินโดนีเซีย หญิงวัย 22 ปี รายนี้เดินทางไปออกกำลังกายที่โรงยิมแห่งหนึ่งในจังหวัดกาลีมันตันบารัต ตอนกลางของอินโดนีเซีย เมื่อวันอังคารที่ 18 มิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา โดยมีแฟนหนุ่ม และน้องๆ ของเธอเดินทางมาด้วยกัน

ในเบื้องต้นแฟนหนุ่มชวนหญิงคนนี้ให้ออกกำลังกายด้วยกันที่ชั้น 2 แต่เธออยากใช้งานลู่วิ่งไฟฟ้าซึ่งอยู่บนชั้น 3

จากนั้นหญิงวัย 22 ปี จึงไปใช้งานลู่วิ่งไฟฟ้าตามเป้าหมาย แต่หลังจากวิ่งไปได้ราว 30 นาที เธอก็เริ่มช้าลงจนกลายเป็นเดิน ก่อนจะล้มหงายหลังแล้วพลัดตกหน้าต่างขนาดใหญ่ที่เปิดอยู่ลงไปด้านล่าง ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ที่มาออกกำลังกายคนอื่นๆ

หญิงรายนี้ได้รับบาดเจ็บมีเลือดออกบริเวณศีรษะ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยผลการชันสูตรศพชี้ว่า เธอมีรอยฟกช้ำรุนแรงบริเวณใบหน้าและร่างกาย รวมทั้งแผลฉีกขาดที่ศีรษะ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไหลออกมา

หลังเกิดเหตุ โรงยิมแห่งนี้ต้องปิดทำการเป็นเวลา 3 วัน ขณะที่การสืบสวนของตำรวจพบว่า ระยะห่างระหว่างหน้าต่างกับลู่วิ่งไฟฟ้าอยู่ที่เพียง 60 ซม.เท่านั้น ขณะที่ขอบด้านล่างของหน้าต่างอยู่สูงจากพื้นชั้น 3 เพียง 30 ซม. แต่หน้าต่างทั้งบานมีความกว้างถึง 90 ซม.

นายอันโตเนียส ตริอัส คุนคูโรจาติ ผู้กำกับการตำรวจเมืองปนตีอานัค (Pontianak) ระบุว่า เงื่อนไขต่างๆ ภายในโรงยิมแห่งนี้ทำให้ผู้ที่มาใช้บริการสามารถตกลงไปได้ง่ายมาก นอกจากนั้นหน้าต่างของโรงยิมยังถูกกั้นด้วยกระจกบางเฉียบ หนาไม่กี่มิลลิเมตร ทั้งที่กระจกของตึกสูงควรมีความหนาเพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

ระหว่างการสืบสวนของตำรวจ เจ้าของโรงยิมให้การว่า สาเหตุที่พวกเขาตั้งลู่วิ่งไฟฟ้าหันหลังให้กับหน้าต่าง ก็เพื่อที่ผู้ใช้งานจะได้ไม่เบื่อ นอกจากนั้นทางโรงยิมยังมีการตั้งป้ายเตือนว่าอย่าเปิดหน้าต่าง แต่ป้ายดังกล่าวได้รับความเสียหายอยู่ พวกเขาจึงใช้วิธีแปะสติกเกอร์เตือนบนกระจกหน้าต่างแทน

อย่างไรก็ตาม การแปะสติกเกอร์บนหน้าต่างทำให้โอกาสเห็นคำเตือนของผู้ใช้งานลดลง

เจ้าของโรงยิมอ้างด้วยว่า พวกเขามอบหมายให้เทรนเนอร์ซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้มาใช้งานโรงยิม คอยปิดกระจกหน้าต่าง แต่ในเวลาเกิดเหตุ เทรนเนอร์ไม่อยู่เพราะเป็นช่วงพักพอดี

ตอนนี้ตำรวจกำลังสืบสวนว่าโรงยิมแห่งนี้มีการปล่อยปละละเลยจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ และมีใบอนุญาตเปิดกิจการอย่างถูกต้องหรือไม่ และกำลังสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนด้วย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : mothership

โบอิ้งของ โคเรียน แอร์ ระบบแรงดันขัดข้อง ดิ่งวูบ 3 ครั้ง ผู้โดยสารเจ็บนับสิบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795554

โบอิ้งของ โคเรียน แอร์ ระบบแรงดันขัดข้อง ดิ่งวูบ 3 ครั้ง ผู้โดยสารเจ็บนับสิบ

24 มิ.ย. 2567 00:46 น.

โบอิ้งของ โคเรียน แอร์ ระบบแรงดันขัดข้อง ดิ่งวูบ 3 ครั้ง ผู้โดยสารเจ็บนับสิบ

เครื่องบินโดยสารของสายการบิน โคเรียน แอร์ ต้องเดินทางกลับสนามบินอินชอน หลังระบบแรงดันขัดข้องขณะเดินทางไปไต้หวัน จนเครื่องดิ่งวูบหลายครั้ง ทำผู้โดยสารบาดเจ็บหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 737 แม็กซ์ 8 ของสายการบิน โคเรียน แอร์ เที่ยวบินที่ KE189 ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองไถจง ของไต้หวัน ต้องเดินทางกลับสนามบินอินชอน เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องบนเครื่องบิน จนทำให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บนับสิบราย

สายการบิน โคเรียน แอร์ เปิดเผยว่า KE189 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ทางตะวันตกของกรุงโซลในเวลา 16.45 น. วันเสาร์ที่ 22 มิ.ย. 2567 พร้อมกับผู้โดยสาร 125 คน ก่อนที่เครื่องจะตรวจพบความผิดปกติของระบบแรงดันในห้องโดยสาร ระหว่างบินเหนือเกาะเชจู หลังจากออกเดินทางได้ประมาณ 50 นาที

ความขัดข้องดังกล่าวทำให้โบอิ้ง 737 แม็กซ์ 8 ลำนี้ ระดับความสูงในการบินลดลงจาก 30,000 ฟุต เหลือเพียง 9,000 ฟุตอย่างรวดเร็ว จนทำให้นักบินตัดสินใจนำเครื่องบินกลับท่าอากาศยานอินชอน โดยเดินทางถึงในเวลา 19.38 น.

กระทรวงที่ดิน, โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง ของเกาหลีใต้ ระบุว่า มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ 15 ราย โดยมีอาการปวดแก้วหูและอาการหายใจเร็วเกิน (hyperventilation) หลังจากเครื่องดิ่งวูบ โดย 13 รายในจำนวนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บรุนแรง

ผู้โดยสารชาวไต้หวันที่อยู่บนเครื่องบินลำนี้เล่าว่า เครื่องบินดิ่งวูบถึง 3 ครั้ง และรู้สึกได้ถึงแรง G เหมือนตอนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา ขณะที่สื่อบางสำนักรายงานว่า มีผู้โดยสารบางคนเกิดอาการเลือดกำเดาไหลด้วย

โคเรียน แอร์ บอกด้วยว่า หลังเกิดเหตุ พวกเขาใช้เครื่องบินลำใหม่พาผู้โดยสารไปส่งยังจุดหมาย โดยออกเดินทางอีกครั้งในเวลา 10.30 น. วันอาทิตย์ที่ 23 มิ.ย. 2567 ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมถึง 19 ชั่วโมง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhap , NY post

บังกลาเทศสั่งตุนเซรุ่ม หลังคนถูกงูกัดตายปีละกว่า 7,000 คน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795427

บังกลาเทศสั่งตุนเซรุ่ม หลังคนถูกงูกัดตายปีละกว่า 7,000 คน

23 มิ.ย. 2567 12:38 น.

บังกลาเทศสั่งตุนเซรุ่ม หลังคนถูกงูกัดตายปีละกว่า 7,000 คน

ศูนย์อนามัยและโรงพยาบาลทุกแห่งในบังกลาเทศได้รับคำสั่งให้กักตุนเซรุ่มต้านพิษงู หลังมีรายงานคนเสียชีวิตเพราะถูกงูกัดเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

ศูนย์อนามัยและโรงพยาบาลทุกแห่งในบังกลาเทศได้รับคำสั่งให้กักตุนเซรุ่มต้านพิษงู หลังมีรายงานคนเสียชีวิตเพราะถูกงูกัดเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ด้านนายแพทย์ ซามันตา ลาล เซน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ยังเรียกร้องให้ประชาชนนำเหยื่อที่ถูกงูกัดส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

โรงพยาบาลในแถบชนบทของบังกลาเทศรายงานว่า มีผู้ถูกงูกัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ งูแมวเซาอินเดีย หรือ งูพิษรัสเซลล์ (Russell’s viper) ที่พบในแถบเอเชียใต้ โดยรายงานพบผู้ถูกงูกัดที่เพิ่มสูงขึ้น ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญบนโซเชียลมีเดียของบังกลาเทศในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

งูแมวเซาอินเดีย มักกินสัตว์ฟันแทะเป็นอาหาร และมักพบอยู่ใกล้ถิ่นฐานของมนุษย์ และในพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

การศึกษาในปี 2566 ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตในบังกลาเทศประมาณ 7,000 ราย จากการถูกงูกัด เหยื่อส่วนใหญ่รอดชีวิตได้หากได้รับการรักษาด้วยเซรุ่มต้านพิษงูอย่างทันท่วงที

งูแมวเซาอินเดีย ได้รับการประกาศให้สูญพันธุ์ในบังกลาเทศเมื่อปี 2545 แต่ขณะนี้งูชนิดนี้ได้กลับมาแพร่พันธุ์อีกครั้ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่างูชนิดนี้ซึ่งมักอาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่แตกต่างกัน และขณะนี้ได้แพร่กระจายไปยังกว่า 25 เขตในบังกลาเทศ

องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า งูกัดเป็นหนึ่งในโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยมากที่สุด และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้เป็นอันดับแรก.

ที่มา BBC

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ปารีสขึ้นค่าตั๋วหอไอเฟล 20% แบกค่าซ่อมบำรุงไม่ไหว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795418

ปารีสขึ้นค่าตั๋วหอไอเฟล 20% แบกค่าซ่อมบำรุงไม่ไหว

23 มิ.ย. 2567 12:04 น.

ปารีสขึ้นค่าตั๋วหอไอเฟล 20% แบกค่าซ่อมบำรุงไม่ไหว

ราคาตั๋วสำหรับการเยี่ยมชมหอไอเฟล ในกรุงปารีส เพิ่มขึ้นอีก 20% เพื่อให้สอดคล้องกับค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

หอไอเฟลเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋วตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 67 โดยตั๋วสำหรับผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 35 ยูโร (ราว 1,375 บาท) จากเดิม 29.10 ยูโร (ราว 1,143 บาท) หรือเพิ่มขึ้น 20% เพื่อให้สอดคล้องกับค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2024 และหลังจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างบริษัทจัดการหอไอเฟล และทางการกรุงปารีส เกี่ยวกับรายได้ของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งนี้

ด้านบริษัทจัดการหอไอเฟล (SETE) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลหอไอเฟล หวังที่จะลดผลการขาดทุนของบริษัท ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขยายระยะเวลาการปิดหอไอเฟล ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และประเด็นข้อพิพาทของสหภาพแรงงานที่นำไปสู่การปิดหอไอเฟลชั่วคราวในเดือนกุมภาพันธ์

ทั้งนี้ หอไอเฟลยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก ในปี 2566 มีผู้เยี่ยมชมประมาณ 6.3 ล้านคน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558

SETE ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ทางการปารีสถือหุ้นร้อยละ 99 กำลังเร่งฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้รายได้ลดลง 4 เท่าในปี 2563 หรือเพียง 25 ล้านยูโร เทียบกับ 99 ล้านยูโรในปี 2562 หรือขาดทุนสูงถึง 113 ล้านยูโรในช่วงปี 2563 ถึง 2565 นอกจากนั้น บริษัทยังต้องเผชิญกับค่าบำรุงรักษาที่พุ่งสูงขึ้นเกิน 130 ล้านยูโร ขณะที่พนักงานกว่า 360 คนของหอไอเฟล กล่าวว่าความล่าช้าในการจัดการความขัดแย้งระหว่าง SETE และทางการกรุงปารีส ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

หอไอเฟลจะมีการทาสีใหม่ทุกๆ 7 ปี เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการอนุรักษ์โครงสร้างโลหะ อย่างไรก็ตาม โครงการทาสีครั้งที่ 20 เริ่มขึ้นในปี 2563 หรือล่าช้าถึง 11 ปีหลังจากการทาสีครั้งก่อน

SETE อ้างว่าค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงขึ้น เนื่องจากความจำเป็นในการบำบัดตะกั่วที่พบในการเคลือบสีครั้งก่อน เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่มีการลอกสีหอไอเฟลครั้งใหญ่ ก่อนที่จะทำการทาสีใหม่ เดิมที การทาสีใหม่จะเริ่มขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อให้เสร็จทันมหกรรมโอลิมปิกปี 2024 พร้อมทั้งเปลี่ยนสีจากสีเบจเทา เป็นสีน้ำตาลเหลือง แต่ปัจจุบันงานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยมีเวลาเหลืออีกเพียงเดือนเศษ ก่อนพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 26 ก.ค.

นอกจากนั้น SETE ยังต้องชดเชยค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่เพิ่มขึ้น ที่ต้องจ่ายให้กับทางการกรุงปารีส เพื่อดำเนินการสถานที่สำคัญแห่งนี้ โดยค่าธรรมเนียมซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 8 เป็น 15 ล้านยูโรในปี 2564 และเตรียมเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านยูโรภายในปี 2568 สหภาพแรงงานทั้งสองแห่งของ SETE เห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และวิพากษ์วิจารณ์ทางการกรุงปารีสว่า แสวงหาผลกำไรด้วยต้นทุนทั้งหมดในระยะสั้น.

ที่มา France 24

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

“โอ๊ค-พานทองแท้” ลงพื้นที่ปทุมช่วย “ลุงชาญ” หาเสียง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577728

23 มิ.ย. 2567

20:59 น.

“โอ๊ค-พานทองแท้” ลงพื้นที่ปทุมช่วย “ลุงชาญ” หาเสียง

เสื้อแดงปทุม พรึ่บ! “โอ๊ค-พานทองแท้” เดินตลาด ช่วย “ลุงชาญ” หาเสียงนายก อบจ. โยนถามคนอื่น มั่นใจในตัวผู้สมัครหรือไม่

นายพานทองแท้ ชินวัตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยคุมศูนย์เลือกตั้ง สส. พร้อมด้วย นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส. พรรคเพื่อไทย และ นายสมัสนันท์ หลีนวรัตน์ สส. จังหวัดปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ช่วยนายชาญ พวงเพ็ชร์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี หาเสียง ที่ตลาดฉัตรไพลิน โดยแนะนำ และฝากฝังผู้สมัครนายก อบจ. กับพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาเดินตลาด 

“โอ๊ค-พานทองแท้” ลงพื้นที่ปทุมช่วย “ลุงชาญ” หาเสียงก่อนจะขึ้นรถแห่หาเสียง มายังบริเวณสนามกีฬากลางหมู่บ้านฉัตรไพลิน เพื่อมาพบมวลชนคนเสื้อแดงที่มามารอรับ กว่า 100 คน โดยนายพานทองแท้ ค่อนข้างที่จะระวังตัว ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจในตัวผู้สมัครว่าจะสามารถคว้าชัยชนะครั้งนี้ได้หรือไม่นั้น นายพานทองแท้ ตอบเพียงว่า “ให้ถามเขา” ก่อนที่ประชาชนที่ยืนถ่ายรูปด้วย จะตอบแทนว่า “เต็มร้อยค่ะ” 

จากนั้นได้เดินทางต่อไปไปยังตลาดสามโคก ปทุมธานี ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ประจำอำเภอสามโคก โดยบรรยากาศทั้ง 2 จุด เป็นไปอย่างคึกคักมีบรรดามวลชนคนเสื้อแดง และประชาชนทั่วไปมารอให้การต้อนรับจำนวนมาก พร้อมมอบดอกไม้พวงมาลัย และขอถ่ายรูปกับนายพานทองแท้รวมถึง นายชาญ พวงเพ็ชร จำนวนมาก

“สส.แก้วตา” เปิดภาพความเสียหายบ้านไฟไหม้ ที่หลงเหลือเพียงความทรงจำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577726

23 มิ.ย. 2567

19:57 น.

"สส.แก้วตา" เปิดภาพความเสียหายบ้านไฟไหม้ ที่หลงเหลือเพียงความทรงจำ

“ธิษะณา ชุณหะวัณ” สส.ก้าวไกล เปิดภาพความเสียหายบ้านไฟไหม้ หลงเหลือเพียงความทรงจำ ที่ไม่มีใครสามารถพรากไปได้

ความคืบหน้าไฟไหม้บ้าน “ธิษะณา ชุณหะวัณ” สส.พรรคก้าวไกล หลาน “ชาติชาย ชุณหะวัณ” ภายในซอยพหลโยธิน 5 (ซอยราชครู) ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท เมื่อคืนที่ผ่านมา

โดยเจ้าหน้าที่ พฐ. ได้ทำการตรวจสอบที่บริเวณชั้น 2 ของตัวบ้าน ที่คาดว่าเป็นจุดต้นเพลิง ซึ่งถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด มีบางจฺดเหลือเพียงโครงเสา ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เพื่อหาสาเหตุ และประเมินความเสียหาย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ล่าสุด สส.แก้วตา โพสต์คลิปความยาว 35 วินาที ระบุข้อความว่า ภาพความทรงจำที่แก้วและน้องสาว โตมาในบ้านเรือนไทยหลังนี้ได้เหมือนเมื่อวาน

คุณแม่บอกว่าคุณปู่เคยจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้ แค่คุณพ่อไม่ยอม เพราะรักบ้านหลังนี้ที่แกสร้างเอง (ต่อเติมเรื่อยๆ) ภาพจำคือแก้วและน้องสาววิ่งเล่นรอบบ้านอย่างไร้เดียงสา เลี้ยงสุนัขตัวแรกที่นี่ชื่อจำปี

ความทรงจำเป็นเพียงสิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้ และไม่มีใครสามารถพรากสิ่งนั้นไปจากฉันได้

อย่างน้อยห้องสมุดของพ่อแก้วไม่ได้เสียหาย นั่นคือความทรงจำและความรู้อันล้ำค่าของแก้วมาตั้งแต่เล็ก

\"สส.แก้วตา\" เปิดภาพความเสียหายบ้านไฟไหม้ ที่หลงเหลือเพียงความทรงจำ

นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อู่ตะเภา ติดตาม เร่งรัดโครงการ EEC

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577721

23 มิ.ย. 2567

18:56 น.

นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อู่ตะเภา ติดตาม เร่งรัดโครงการ EEC

นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อู่ตะเภา ติดตาม เร่งรัดโครงการ EEC พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ แย้ม ข่าวดี Mega project รถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน

23 มิถุนายน 2567 เวลา 10.30 น. ที่สนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หารือประเด็นปัญหาและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับการลงทุนในพื้นที่ EEC พร้อมติดตามพื้นที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

 โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม 

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า โครงการ EEC เป็น โปรเจกต์ใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ยอมรับว่ามีความล่าช้าบ้าง จะต้องลงมืออย่างเร่งด่วนเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

 รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยง 3 สนามบิน ซึ่งโครงการนี้ควรเร่งสร้างตั้งแต่ปี 2564 แต่ติดปัญหาโควิด ทำให้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ และพฤติกรรมหลังโควิดผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้กระทบต่อตัวเลขวงเงินที่มีการทำสัญญาไว้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการต่อรองให้เกิดความชอบธรรม 

พร้อมกันนี้นายกฯ ได้สอบถามถึงความคืบหน้าสัญญาของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินว่า ระยะเวลา ของสัญญาที่ต่อรองไว้ดำเนินการพูดคุยให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีได้หรือไม่ และกำชับขออย่าให้ปัญหาลุกลาม เพราะหากสร้างสนามบินเสร็จแล้วรถไฟยังไม่มาก็จะเกิดปัญหาตามมาได้ ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่าหลายๆ ฝ่ายจะมีการพูดคุยกันได้ดี 

ทางด้านนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออกว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าโดยเฉพาะงานด้านระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญๆ เช่น ระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น ก่อสร้างแล้ว 26.42% ระบบบริการเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน ก่อสร้างแล้ว 48.41% งานด้านประปาและบำบัดน้ำเสีย ก่อสร้างแล้ว 98.44% เป็นต้น 

ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ร่วมทุนกับภาคเอกชนขณะนี้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2567 เพื่อเริ่มก่อสร้างงานสำคัญๆ เช่น อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 อาคารเทียบเครื่องบินรอง และศูนย์ธุรกิจการค้า ซึ่งคาดว่าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ จะสามารถเปิดให้บริการในปี 2572 ซึ่งประมาณสิ้นเดือนกรกฎาคมจะมีข่าวดี 

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เรื่องของ 3 สนามบิน ขอให้มาพูดคุยและทำให้ทุกๆโครงการเดินหน้าได้ยืนยันว่าสนามบินอู่ตะเภาเป็น เมกะปรเจกต์ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย 

โดยเมื่อวานนี้ตนเองได้ลงพื้นที่ไปพัทยาและได้ดูเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจเรี่องการจัดมหกรรมคอนเสิร์ตต่างๆ รวมถึงเรื่องของเฟสติวัลต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 บอร์ด ถ้าเกิดไม่มีสนามบินก็จะทำให้ลำบากมากขึ้น ส่วนบ่ายวันนี้ จะลงพื้นที่ติดตามเรื่องของไซต์งานต่างๆ ทั้งเรื่อง Formula One ซึ่งถือว่าเป็นโปรเจกต์ใหญ่ระดับโลก เพราะจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 100,000 คน เพราะฉะนั้นหากประเทศไทยมี โครงสร้างพื้นฐานมารองรับส่วนนี้ได้ จะทำให้เกิดความมั่นใจต่อนักท่องเที่ยว และจะส่งผลต่อการต่อยอดให้กับเศรษฐกิจที่จะพัฒนา

 เนื่องจากมีหลายมิติ ไม่ได้มีเพียงมิติขนส่งคน หรือขนสินค้า แต่มีความต่อเนื่องอีกมาก “สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่ EEC ขณะนี้มีภาคเอกชนได้เข้ามาหารือกับ EEC และสนใจใช้สิทธิประโยชน์ตามประกาศสิทธิประโยชน์ฉบับใหม่อยู่กว่า 30 ราย วงเงินลงทุนรวมกว่า 2.1 แสนล้านบาท ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่EEC ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการแพทย์ และสุขภาพ 

2.อุตสาหกรรมบริการ 

3.อุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ 

4.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 

5.อุตสาหกรรม BCG 

โดย EEC ได้ตั้งเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนจริงให้ได้ปีละ 1 แสนล้านบาท ต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2567 – 2571” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812132

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.06 น.

ดัน‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’เกษตรกร เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้

23 มิ ย.67 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้มีมติเห็นชอบหลักการโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตลดต้นทุนการผลิตข้าวแก่เกษตรกร โดยจะสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ ไม่เกินไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เป้าหมาย 4.68 ล้านครัวเรือน วงเงินงบประมาณ 29,994.3445 ล้านบาท โดยที่ประชุมมอบหมายให้กรมการข้าวนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการทำเกษตรให้กับเกษตรกร

นายคารม กล่าวว่า ปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการ เป็นปุ๋ยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือหนังสือสำคัญรับแจ้งถูกต้องตามพ.ร.บ.ปุ๋ยและชีวภัณฑ์ ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยสำหรับนาข้าวที่ขึ้นทะเบียน เบื้องต้นจำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1.ปุ๋ยสูตร 25-7-14 2.ปุ๋ยสูตร 20-8-20 3.ปุ๋ยสูตร 20-10-12 4.ปุ๋ยสูตร 30-3-3 5.ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 6.ปุ๋ยสูตร 18-12-6 7.ปุ๋ยสูตร 16-8-8 8.ปุ๋ยสูตร 16-12-8 9.ปุ๋ยสูตร 16-16-8 10.ปุ๋ยสูตร 16-20-0 11.ปุ๋ยสูตร 20-20-0 12.ปุ๋ยอินทรีย์ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรม หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ 13.ชีวภัณฑ์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย และเกษตรกรขอให้เพิ่มอีก 3 สูตร ได้แก่ 1.ปุ๋ยสูตร 16-16-16 2.ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และ 3.ปุ๋ยสูตร 13-13-24

“โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง รัฐบาลจะช่วยครึ่งหนึ่งและชาวนาจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ใช้งานได้ง่ายและทั่วถึง แต่จะไม่จ่ายเป็นเงินสด ให้ซื้อผ่านแอปฯ ธ.ก.ส. โดยจะเชิญชวนผู้ประกอบการ ผู้ค้าปุ๋ย ทุกบริษัทมาเข้าร่วมในราคาเดียวกันหมด เพื่อแก้ปัญหาชาวนาซื้อปุ๋ยแพง ซึ่งปุ๋ยที่ดำเนินการตามสูตรที่ระบุ จะช่วยเพิ่มผลผลิต ทั้งนี้ จะมีคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลและตรวจสอบโครงการให้ชัดเจนโปร่งใสให้ประโยชน์สูงสุดเกิดกับชาวนา” นายคารม กล่าว