สะท้อนมุมสวยของคอนกรีต ผ่านเลนส์จากทุกมุมโลก ในนิทรรศการประกวดภาพถ่าย‘Concrete in Life’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810813

สะท้อนมุมสวยของคอนกรีต ผ่านเลนส์จากทุกมุมโลก ในนิทรรศการประกวดภาพถ่าย‘Concrete in Life’

สะท้อนมุมสวยของคอนกรีต ผ่านเลนส์จากทุกมุมโลก ในนิทรรศการประกวดภาพถ่าย‘Concrete in Life’

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ชนะ ภูมี

ภายใต้ความแข็งแกร่งของสิ่งก่อสร้าง ที่มี “ปูนซีเมนต์และคอนกรีต” เป็นส่วนประกอบหลักตอบสนองความต้องการใช้งานและความคงทน โดยแท้จริงแล้ว ยังคงมีแง่มุมของความงามเคลือบฉาบไว้ในแทบทุกส่วนของการนำไปใช้งาน สมาคมผู้ผลิตซีเมนต์และคอนกรีตโลก หรือ GCCA (Global Cement and Concrete Association) จึงริเริ่มโครงการ “Concrete in Life” ประกวดภาพถ่ายประจำปี ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยในปีนี้ภาพถ่ายที่ผ่านการคัดเลือก ได้ถูกนำมาจัดแสดงนิทรรศการระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต “GCCA CEO Gathering and Leader Conference 2024” ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเป็นผลงานภาพถ่ายที่ผ่านการลั่นชัตเตอร์จากช่างภาพมืออาชีพ และผู้สนใจจากทั่วทุกมุมโลก ในหลากหลายมุมมอง ทั้งคอนกรีตกับเมือง (Urban Concrete) คอนกรีตกับโครงสร้างพื้นฐาน (Concrete Infrastructure) คอนกรีตกับชีวิตประจำวัน (Concrete in Daily Life) คอนกรีตกับความงามและการออกแบบ (Beauty and Design) ครอบคลุมไปถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และหนึ่งในคณะผู้บริหารสมาคมผู้ผลิตซีเมนต์และคอนกรีตโลก (GCCA) กล่าวว่า ปูนซีเมนต์เป็นส่วนผสมหลักของการผลิตคอนกรีต ปัจจุบัน การพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีการก่อสร้าง และการออกแบบใช้งานโครงสร้างจากคอนกรีต พัฒนาไปไกลมาก สามารถตอบสนองทั้งประโยชน์การใช้งาน ความสวยงาม และที่สำคัญช่วยลดคาร์บอน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตที่มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 (2593) โครงการประกวดภาพถ่ายประจำปี “Concrete in Life” โดย GCCA นับเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่สะท้อนมุมมองจากผู้ใช้งานจริง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคอนกรีตได้เป็นอย่างดี ร่วมเปิดมุมมองใหม่ต่อคอนกรีตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน รวมถึงความแข็งแกร่ง ความทนทาน และความงาม จากการประกวดภาพถ่ายประจำปี “Concrete in Life”

นายพอล อะเดเลเก้ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ การสื่อสารและนโยบาย กล่าวว่า GCCA จัดการแข่งขัน “Concrete in Life” มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2019 (2562) และนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก จากที่ปีแรกมีภาพถ่ายส่งเข้าประกวดประมาณ 5,000 ผลงาน และปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 21,000 ผลงานทั้งคอนกรีตกับเมือง (Urban Concrete) คอนกรีตกับโครงสร้างพื้นฐาน (Concrete Infrastructure) คอนกรีตกับชีวิตประจำวัน (Concrete in Daily Life) คอนกรีตกับความงามและการออกแบบ (Beauty and Design) ครอบคลุมไปถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ทำให้ได้เห็นอรรถประโยชน์ของคอนกรีตที่มีความหลากหลาย ผ่านภาพถ่ายในมุมมองต่างๆที่สะท้อนถึงความจำเป็นของคอนกรีต ที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ “Concrete in Life” จะเป็นตัวแทนการสื่อสารของอุตสาหกรรมซีเมนต์และคอนกรีต ตามโรดแมป GCCA Concrete Future ในการมุ่งสู่ความยั่งยืนและการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2050 (2593)

สามารถรับชมผลงานภาพถ่าย และติดตามข่าวสารในโครงการ “Concrete in Life” ได้ที่ https://gccassociation.org/concreteinlife2023/

พอล อะเดเลเก้

พอล อะเดเลเก้

Tatler Gen.T Thailand เผยรายชื่อ Leaders of Tomorrow จากประเทศไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810807

Tatler Gen.T Thailand เผยรายชื่อ Leaders of Tomorrow จากประเทศไทย

Tatler Gen.T Thailand เผยรายชื่อ Leaders of Tomorrow จากประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Tatler Thailand ภายใต้การดำเนินธุรกิจของ Tatler Asia แพลตฟอร์มลักซ์ชัวรีมีเดียชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชีย ประกาศรายชื่อผู้นำรุ่นใหม่ 2024 Gen.T Leaders of Tomorrow จำนวน 28 รายชื่อผู้สร้างแรงบันดาลใจในฐานะผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้สร้างรากฐาน และผู้กำหนดอนาคตของภูมิภาคเอเชีย

ในปี 2024 นี้ ประเทศไทยมีผู้นำรุ่นใหม่ 28 คนที่ผ่านการคัดเลือกมาจนมาเป็น Honoree ของปีนี้ โดย Tatler Gen.T ค้นหา สนับสนุน และช่วยขยาย Positive Impact ของแต่ละท่านผ่านแพลตฟอร์ม และเครือข่ายระดับภูมิภาคของ Tatler Asia โดย Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow จะได้รับการตีพิมพ์เป็นประจำทุกปีทั้งในรูปแบบนิตยสาร และบทความออนไลน์ผ่าน TatlerAsia.com ตลอดจนงานอีเว้นท์ต่างๆ ที่จะเป็นการต้อนรับ Honoree เข้าสู่ Gen.T Community ที่ขยายเพิ่มขึ้นในแต่ละปีทั้งในประเทศไทย และทั่วทั้งเอเชีย

การได้รับการยกย่องว่าเป็น Leaders of Tomorrow ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ การเข้ามาเป็นหนึ่งใน Leaders of Tomorrow นี้ กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่จะสามารถเข้าถึงบุคคลที่มีความคิดที่คล้ายกัน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มคอนเนคชั่นและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลเหล่านี้ได้ อีกทั้ง ยังส่งเสริมการเชื่อมต่อ การสร้างเครือข่ายและการแลกเปลี่ยนความคิด Tatler Gen.T ยังช่วยผลักดันให้ธุรกิจของ Honorees ให้เกิด Positive Impact มากยิ่งขึ้น สนับสนุนธุรกิจขยายตัวและเติบโตได้มากยิ่งขึ้น โดยการได้รับการยกย่องในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของการเริ่มต้นเดินทางกับ Tatler ซึ่งจะมอบโอกาสในการเติบโตมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่ม Leaders of Tomorrow จะได้รับประโยชน์จากการออกสื่อต่างๆ รวมการสนับสนุนจาก Gen.T คอมมูนิตี้ ภายใต้ Tatler Asia ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการขยาย Positive Impact และขยายเครือข่ายทั้งในด้านอาชีพและส่วนตัวของพวกเขาอีกด้วย

รายชื่อผู้นำรุ่นใหม่ “2024 Gen.T Leaders of Tomorrow” จากประเทศไทย มีดังนี้ สาขา Architecture & Design: เบญญาภา ศิริโสภณ, Founder and design director, VAIR Design สาขา The Arts : ดริสาการพจน์, Artist, Riety และ นิศา ศรีคำดี, Artist, Crybaby สาขา Education: กรวุฒิ ลาภปรารถนา, Founder and CEO, Tech Upพีรเดช มุขยางกูร, Co-founder and CEO, Cariber วิรชา พูลวรลักษณ์,Founder, Vira Care พริษฐ์ เที่ยงธรรม,Co-founder, Edsy

สาขา Entertainment : ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, Actress and model อวัช รัตนปิณฑะ, Actor ปราโมทย์ ปาทาน, Co-founder and CEO, Khotkool สาขา Fashion & Beauty : ภิพัชรา แก้วจินดา, Co-founder, Pipatchara o ชยธร กิติยาดิศัย, Founder, INGU ธนิสา วีระศักดิ์ศรี, Co-founder and CEO, Ravipa สาขา Finance & Venture Capital: ถิรนันท์ อรุณวัฒนกูล, COO, Monix

สาขา Food & Beverage : รณภร คณิวิชาภรณ์, Owner and Bartender ศรีล โรจนเมธินทร์, Chef and Founder, Small Dinner Club ดาลัด กำภู ณ อยุธยา, Chef, Kid Dee สาขา Manufacturing & Energy : พีระภัทร ศิริจันทโรภาส, CEO, Sharge สาขา Media & Marketing : สิริมา ไชยปรีชาวิทย์, CEO, The GroundControl สาขา Public service & Law : พรพรหม วิกิตเศรษฐ์, Advisor to the Governor and chief sustainability officer, Bangkok metropolitan Administration

สาขา Sports : กุลวุฒิ วิทิตศานต์, Badminton player, Pornphrom สาขา Sustainability วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ, Founder & CEO, Ira ภาคภูมิ โกเมศโสภา, Co-founder and director, Wonwon ปณาลี ภัทรประสิทธิ์, Vice President, Simummuang Market สาขา Technology : ชาลีวิทยชำนาญกูล, Co-founder and CEO, Resubae เมธาวี ทัศนเสถียรกิจ, Co-founder and CEO, Vulcan กุลธิรัฐ ภควัชไกรเลิศ, Co-founder and CEO, Thailand e-Business Center สาขา Transportation & Logistics :แพรวพรรณ สาโรชวิมลสินธ์, Co-founder, 360Truck and 360Techx

Tatler Asia ไม่ได้เพียงแค่ยกย่องผู้นำรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังสนับสนุนพวกเขาให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น เป้าหมายของ Tatler Asia คือการช่วยสร้างคอมมูนิตี้และผลกระทบเชิงบวกที่ผู้นำรุ่นใหม่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ มากไปกว่านั้น การประกาศรายชื่อผู้นำรุ่นใหม่ผู้กำหนดอนาคตของภูมิภาคเอเชียดังกล่าวได้ถูกนำเสนอติดต่อกันเป็นปีที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2016 อีกด้วย

เวิร์กช็อป‘Personal Color’ แนะเทคนิคการแมทช์เสื้อผ้าให้ตรงกับสีผิว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810820

เวิร์กช็อป‘Personal Color’  แนะเทคนิคการแมทช์เสื้อผ้าให้ตรงกับสีผิว

เวิร์กช็อป‘Personal Color’ แนะเทคนิคการแมทช์เสื้อผ้าให้ตรงกับสีผิว

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันการวิเคราะห์โทนสีที่เหมาะกับสีผิวของตัวเอง นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เราเลือกแมทช์เสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปถึงเครื่องสำอางได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มออร่าให้กับผู้ที่สวมใส่ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่รู้ว่าตัวเรานั้นจัดอยู่ในกลุ่มโทนสีไหน ด้วยเหตุนี้ CC DOUBLE O (ซีซี ดับเบิล โอ)แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์อเมริกันแคชชวลได้จัดเวิร์กช็อปสุดพิเศษ “Personal Color”ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตทั่วโลก เพื่อให้คุณค้นหาโทนสีที่ใช่! โดยมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องโทนสีจากสถาบัน The Image Signature Academy มาแนะนำเทคนิคการวิเคราะห์โทนสีผิว การเลือกสีเสื้อผ้าที่จะช่วยเพิ่มความเปล่งประกายให้กับตัวเอง

โค้ชดา-สุรดา มิตรประเสริฐพรผู้เชี่ยวชาญเรื่องโทนสีจากสถาบัน The Image Signature Academy ให้ข้อมูลว่า“Personal Color คือศาสตร์ของการสะท้อนของแสงและสีที่ตกกระทบลงบนสีของเสื้อผ้า แล้วสะท้อนขึ้นมาบนใบหน้า ถ้าสีของเสื้อผ้าที่สะท้อนขึ้นมาบนหน้าแล้วเป็นโทนสีที่เข้ากับผิวของเราก็จะทำให้หน้าดูสว่างขึ้น รวมถึงทำให้ริ้วรอย ร่องแก้ม ใต้ตา และเงาต่างๆ บนใบหน้าแลดูลดเลือนลงได้”

พร้อมทั้งแนะขั้นตอนการวิเคราะห์โทนสีผิวของตัวเอง ดังนี้ วิเคราะห์สีผิว เริ่มจากการวิเคราะห์ว่าเม็ดสีผิวของตัวเองเด่นไปที่โทนสีไหน โดยดูจากสีของเส้นเลือดบริเวณข้อมือ หากเป็นสีเขียวแสดงว่าคุณมีแนวโน้มโทนสีผิวแบบ Warm Tone หากเป็นสีม่วงหรือสีน้ำเงิน แสดงว่าคุณมีแนวโน้มโทนสีผิวแบบ Cool Tone เลือกเสื้อผ้าสีที่เหมาะสม ไม่ว่าเราจะเป็นสีผิวเฉดไหน เราสามารถใส่เสื้อผ้าได้ทุกสี ขอแค่เลือกเฉดสีที่ถูกต้อง สำหรับ Warm Tone ให้เลือกเสื้อผ้าในโทนสีอบอุ่น สีที่ติดเหลือง ติดส้ม หรือประกายทองส่วน Cool Tone ให้เลือกเสื้อผ้าในโทนสีเย็น สีที่ติดอมชมพูประกายคราม หรืออมม่วง เช่น สีเฉดชมพูของ Warm Toneก็จะเป็นชมพูอมพีช อมส้ม ถ้าสีเฉดชมพูของ Cool Tone ก็จะเป็นชมพูอมม่วง ชมพูบาร์บี้ ชมพูบานเย็น เป็นต้น ทดลองและประเมิน ทดลองสวมเสื้อผ้าในโทนสีที่ตัวเองได้ แล้วให้สังเกตว่าใบหน้าของตัวเองดูสว่างขึ้นหรือไม่รวมถึงริ้วรอยต่างๆ แลดูเบาลงหรือไม่ก็จะทำให้คุณทราบถึงโทนสีผิวของตัวเองแบบเบื้องต้นได้อีกด้วย เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ก็จะทำให้คุณทราบถึงโทนสีผิวของตัวเองและเป็นเครื่องมือประจำตัว เนื่องจากเม็ดสีผิวของแต่ละคนจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ถึงแม้ผิวจะเข้มหรือสว่างขึ้น ก็จะยังคงอยู่ในเฉดของโทนเดิมไปตลอด

ค้นหาโทนสีที่ใช่! จากเสื้อผ้าหลากสีหลายสไตล์ พร้อมติดตามกิจกรรมดีๆ จากแบรนด์ CC DOUBLE O ได้ที่ www.ccdoubleo.com

เชน ธนา ปักหมุดของดี-เด่น-ดังครบสูตร ซอฟต์ พาวเวอร์สองเเคว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810878

เชน ธนา ปักหมุดของดี-เด่น-ดังครบสูตร ซอฟต์ พาวเวอร์สองเเคว

เชน ธนา ปักหมุดของดี-เด่น-ดังครบสูตร ซอฟต์ พาวเวอร์สองเเคว

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.44 น.

นายธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด หรือ “เชน ธนา” พร้อมคณะ ผู้บริหารบริษัทอมาโด้ เดินทางไปยังร้านไอ้ทองคอฟฟี่คาเฟ่ และวัดพันปี อ.เมือง จ.พิษณุโลก เพื่อร่วมกิจกรรม “โชว์บายเชนธะ_นา” ในการส่งเสริมสนับสนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าโอท็อป และติดตามสานฝันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนเมืองสองแคว ตามหาสินค้าดี ฝีมือแรงงานจากภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละอำเภอในจังหวัดพิษณุโลก ด้วยความมุ่งมั่น ที่จะช่วยส่งเสริมผลักดัน สินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ยังต้องการการผลักดันเข้าสู่ตลาดการค้าที่ได้มาตรฐานของตลาดทั่วไป ในทุก ๆ มิติ

เชน ธนากล่าวว่า จะช่วยนำไปโปรโมทสนับสนุนการขายผ่านช่องทางการค้าออนไลน์และรายการต่าง ๆ  เพื่อผลักดันสินค้าของ จ.พิษณุโลกให้เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ของภาคเหนือตอนล่างอีกหนึ่งจังหวัด เพราะจ.พิษณุโลกมีประวัติยาวนานหลายร้อยปี ถือว่าเป็นจังหวัดสำคัญของประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน และยังเป็นจุดศูนย์กลางทางราชการและระบบเศรษฐกิจรวมทั้งการคมนาคมที่เชื่อมต่อเส้นทางขึ้นไปภาคเหนือและตัดไปภาคอีสาน ดังนั้นการเป็นหนึ่งในจุดตัดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อไปยังจังหวัดต่างๆของสองภูมิภาคนั้น นับเป็นจุดแข็งของ จ.พิษณุโลก เพราะจะกระจายสินค้าจากฝีมือของชาวพิษณุโลก เช่น ผ้าไหมทอมือลายพื้นเมือง

เชน ธนากล่าวว่า ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการเกษตรอย่างเช่น กล้วยตากอบน้ำผึ้ง และกล้วยตากรสชาติใหม่ ๆ และมีเมล็ดกาแฟที่หอมอร่อยจาก อ. ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี  บะหมี่ผักปลังอบแห้ง เส้นหมี่ซั่วตรามังกรหลายรสชาติ เป็นต้น ไปยังพื้นที่ต่างๆได้รวดเร็วเพราะการค้าออนไลน์นั้น  ผู้บริโภคสามารถเลือกชมผลิตภัณฑ์ได้หลายช่องทางและตัดสินใจซื้อสินค้านั้น ๆ ได้ทันที

“วันนี้ภายในร้านและจานจอดรถยนต์ร้านไอ้ทองคาเฟ่ดูมีความเติบโตและพัฒนาการเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น เพราะวันนี้มีการจ้างแรงงานในชุมชนเพื่อผลิตกล้วยตากไอติมและกล้วยเบรคแตก ที่มีความเป็นธรรมชาติหวานหอมอร่อย ละมุน รับประทานได้ง่ายๆ ขอเเนะนำ”

เชน ธนา กล่าวว่า ดังนั้นตนจึงอยากสนับสนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชน  สินค้าโอท็อปเมืองสองแควให้มียอดการขายที่มากขึ้นหลายเท่าเพราะการค้าขายออนไลน์นั้นจะช่วยขายสินค้าได้เป็นอย่างดี ขอเพียงอย่างเดียวชาวพิษณุโลกต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้าไว้อย่างต่อเนื่องเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจและการแสดงความเห็นของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ว่าสินค้านั้นๆควรหรือไม่ควรที่จะซื้อมาอุปโภคบริโภค

เชน ธนา กล่าวว่า สินค้าที่ไม่ควรพลาดในการขึ้นเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ของพิษณุโลกคือทุเรียนหลงไทย ที่มีความห้อมละมุนลื้น หวานมันกรอบให้ความอร่อยมาก ตลอดจนถึงเมล่อนที่ให้ความหวานหอมอร่อย

”ซอฟต์ พาวเวอร์เเละอันซีนเมืองสองเเควมีเยอะในวันนี้ เช่น กาแฟตานวยบ้านร่องกล้า (กาแฟ ชาดอกกาแฟ)/- M Queen น้ำหอม /ชาร์มมิ่ง เฮอร์เบิล สมุนไพรแปรรูปทุกชนิด/ร้านลูกชิ้นพิษณุโลกดราม่า เดิมเป็นร้านลูกชิ้นแรกๆในจังหวัด วันนี้พัฒนาต่อยอดเป็นลูกชิ้นและน้ำจิ้มพร้อมทาน /งานกระเป๋า คนพิการ/งานผ้าฝ้ายปักมือ/พิษณุโลกรำลึก ภาพพระพุทธชินราชนูนสูง/เม็ดมะม่วงหิมพานต์สวยแม่ยาย /น้ำหมักไก่ย่างตา-ยายพล /ปลาส้มแม่นวลจันทร์/หมี่กรอบโบราณแม่บุญยืน/งาคั่ว ขิงดอง แม่น้อย/หมูมัต หมูฝอย/น้ำปรุงรส /รวยกล้วย กล้วยออแกนิค,กล้วยเบรคแตก/หมี่ซั่วกึ่งสำเร็จรูป รสผัดฉ่า/น้ำพริกอินจันทร์ น้ำพริกปลาร้าบ่อง, ปลาร้าย่าง, ปลาร้าสับ -/ผงน้ำซุปโบนันซ่า ผงทำน้ำก๋วยเตี๋ยว/สุพัตรา ผ้าทอ(ผ้าทอมัดหมี่) /น้ำพริกตาแดง/น้ำพริกเผา/น้ำพริกปลาร้ายี่ห้อนายแป้ง ที่มีรสชาติเด็ดขาดกลมกล่อมกำลังดี อร่อยจนต้องหาซื้อกลับมาเป็นของฝากคู่ครัวที่ไปซื้อได้ที่ร้านไอ้ทองคาเฟ่ – Rainbow Herbul (วุ้นมุก เก็กฮวยหอม)/หญิงแตนหมูกรอบ /น้ำหอมอีเวนนี่ย์/ข้าวตังไก่หยอง พรทวี/น้ำดื่มใบเตยคำยวน/โอ๊ะ ขนมตาล/เจ้ชัม พิดโลก ขนมจีบ/ข้าวไรซ์เบอร์รี่นัดไรซ์ “

”ผมพบชาวพิษณุโลกวันนี้ดีใจที่เห็นผลงานและฝีมือของทุกคน ผมจะช่วยโปรโมทสินค้าของชาวสองแควให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้ทุกคนและสร้างชื่อเสียงให้ว่าสินค้าของชาวพิษณุโลกเป็นหนึ่งในซอฟต์ พาวเวอร์เมืองไทยที่มาจากเมืองลุ่มน้ำสองแคว  ซึ่งใครต่อใครต้องปักหมุดและบอกต่อว่าห้ามพลาด

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมลงพื้นที่หลายจังหวัด เช่น เชียงราย อยุธยา สิงห์บุรี นนทบุรี ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี นครสวรรค์ และมาที่จังหวัดนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว เพื่อช่วยสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น สินค้าโอท็อป สินค้าใหม่ๆฝีมือของคนในพื้นที่ผ่านการโปรโมทในรายการต่างๆที่ผมรับผิดชอบและการค้าออนไลน์พบว่า ยอดขายสินค้าของจังหวัดต่างๆที่ผมและคณะลงพื้นที่ไปช่วยสนับสนุนนั้น เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ตรงนี้ผมและคณะดีใจที่สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนว่ามีรายได้เพิ่มและสินค้าได้รับการยอมรับ ดังนั้นขอให้ชาวพิษณุโลกรักษามาตรฐานและชื่อเสียงของสินค้าเหล่านี้ไว้นานๆ”
-(016)

แห่เป็นห่วง! ‘กุ้งพลอย’ ร้องไห้-ยืนตากฝน ลั่นไม่สนับสนุนการทารุณกรรมทรมานจิตใจ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/810901

แห่เป็นห่วง! 'กุ้งพลอย' ร้องไห้-ยืนตากฝน ลั่นไม่สนับสนุนการทารุณกรรมทรมานจิตใจ

แห่เป็นห่วง! ‘กุ้งพลอย’ ร้องไห้-ยืนตากฝน ลั่นไม่สนับสนุนการทารุณกรรมทรมานจิตใจ

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 09.29 น.

เกิดอะไรขึ้นกับ “กุ้งพลอย กนิษฐรินทร์” หลังจากเจ้าตัวโพสต์คลิปขณะขับรถไปร้องไห้ไป และเดินตากฝน ก่อนจะยืนตากฝนเอามือกุมหน้า พร้อมทรุดลงไปนั่งลักษณะมีเรื่องทุกข์ใจ พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “#ไม่สนับสนุนการทารุณกรรมทรมานจิตใจทุกกรณี”

ทำเอาหลายคนเป็นห่วงได้เข้าไปแสดงความเห็นให้กำลังใจ อาทิ ความเจ็บปวดในวันนี้ จะทำให้เราเข้มแข็งในวันหน้า พี่ให้กำลังใจในทุกๆวันนะคะ #แม่ก็คือแม่, ปล่อยวาง..ทำใจให้เข้มแข็งทำงานเก็บเงินไว้เยอะๆ..ลูกเด่วเขาโตขึ้นเขาจะเข้ามาหาคุณแน่นอน ชีวิตคุณดีกว่าหลายล้านคน..แข็งแรง สวย ไม่เจ็บไม่ป่วย..สู้ๆค่ะ, สู้ๆค่ะคุณกุ้งพลอยคุณเปนคนเก่งสู้ๆนะคะ, ไม่ว่าจะเจออะไรที่ทำให้เจ็บปวด ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้สู้ๆนะคะ, เป็นกำลังใจให้แม่ ในทุกปัญหาที่แม่ต้องเจอ นะคะ กอดๆคะ, ยายเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้น้องนะค่ะ ขอให้หนูก้าวผ่านมันไปให้ได้ น๊า เป็นต้น 

ก่อนจะโพสต์ต่อมาภาพกับลูกสาว แคปชั่นว่า “แม่รักวีจินะคะ #เซฟความรู้สึกตัวเองก่อน” พร้อมระบุข้อความบรรยายที่ภาพด้วยว่า “สุดท้ายแล้ว…ไม่ว่าชีวิตจะเจอกับปัญหาอะไรก็ตาม ฉันก็พร้อมจะผ่านมันไปพร้อมกับลูก และฉันจะไม่มีวันทิ้งลูกไปไหนแน่นอน เรื่องบางเรื่องมันต้องใช้เวลาหน่อย อดทนและผ่านมันไปพร้อมกับแม่นะ”

.-008

‘สไปรท์’แร็ปเปอร์ดัง ถูกต้นสังกัดเก่าฟ้อง เรียก 14 ล้าน พ่อแม่โดนด้วย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/810900

'สไปรท์'แร็ปเปอร์ดัง ถูกต้นสังกัดเก่าฟ้อง เรียก 14 ล้าน พ่อแม่โดนด้วย

‘สไปรท์’แร็ปเปอร์ดัง ถูกต้นสังกัดเก่าฟ้อง เรียก 14 ล้าน พ่อแม่โดนด้วย

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 09.20 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2567 นายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘ทนายเจมส์ LK’ระบุว่า   “สงสารจับใจเลยครับ  น้องสไปรท์ นักร้องยอดกตัญญู โดนต้นสังกัดเก่าฟ้องเรียกค่าเสียหาย 14,000,000 บาท ได้รับหมายเรียกทั้งครอบครัวถ้วนหน้า 3 คน พ่อแม่ลูก ฉ่ำเลย

ตามคำฟ้องอ้างว่า น้องผิดสัญญาว่าจ้างศิลปิน ทั้งที่ฝ่ายพ่อของน้องสไปรท์ ขอยกเลิกไปแล้ว ก่อนจะผลักดันตัวเองให้มีชื่อเสียงระดับโลก คงต้องฟาดกันด้วยพยานหลักฐานครับ ผิดถูกยังไง ให้ศาลวินิจฉัยกันไป

สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการเพลง ด้วยผลงาน เพลงทน ยอดวิวพุ่งทยาน 420,000,000 กว่าวิว จนติดอับดับ 89 ในชาร์ต Billboard Global ซึ่งสไปรท์เป็นหนึ่งในศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเพลงนี้ เป็นหนึ่งในแรปเปอร์ที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย และ น้อยนักที่เพลงของศิลปินในประเทศไทยจะติดชาร์ต Billboard Global

17 มิถุนายน 2567 ขึ้นศาลนัดแรกครับ คดีนี้ น่าจะเป็นคดีแรกที่ผมเคยเห็นศิลปิน ถูกต้นสังกัดเก่าฟ้องเรียกค่าเสียหาย ด้วยทุนทรัพย์สูงมากขนาดนี้  

เป็นกำลังใจให้น้องด้วยนะครับ น้องเป็นเด็กดี มีความกตัญญู มีความสามารถด้านการแต่งเพลงและร้องเพลงสุดๆ แต่ต้องหยุดเรียน เพราะที่บ้านยากจน พ่อแม่มีรายได้น้อย และขอต้องชื่นชมพ่อแม่ที่สู้อดทนสู้ผลักดันน้องเท่าที่มีกำลัง กว่าจะมีวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และผมคงไม่ยอมให้ใครมาดับความฝันของเด็กดีๆ คนหนึ่งครับ 

‘ช่องวัน 31’ ค้นหาไอดอลยอดนักขาย คว้า 3 สาวแซ่บ ‘ขวัญ-ไอซ์-นัท’ นั่งแท่นเทรนเนอร์พร้อมไฝว้!!

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/810801

‘ช่องวัน 31’ ค้นหาไอดอลยอดนักขาย คว้า 3 สาวแซ่บ ‘ขวัญ-ไอซ์-นัท’ นั่งแท่นเทรนเนอร์พร้อมไฝว้!!

‘ช่องวัน 31’ ค้นหาไอดอลยอดนักขาย คว้า 3 สาวแซ่บ ‘ขวัญ-ไอซ์-นัท’ นั่งแท่นเทรนเนอร์พร้อมไฝว้!!

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เปิดตัวไปอย่างฮือฮากับงานแถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ของรายการ “SELLVIVORภารกิจพิชิตยอดขาย” รายการรูปแบบใหม่eCommerce Entertainment ปรากฏการณ์ใหม่ของการรวมตัวกันบน TV และ ONLINEจากการร่วมมือครั้งสำคัญของ  ช่องวัน 31,aCommerce  และ Shopee  รายการที่ค้นหาไอดอลยอดนักขายบนเกมที่ไม่มีใครยอมใครของ 3 สุดยอดเทรนเนอร์สายแซ่บ ขวัญ-อุษามณี, ไอซ์-อภิษฎา และ นัท-นิสามณีที่จะมาเชือดเฉือน ฟาดฟัน บลัฟ ขิงกันแบบตัวแม่ เพื่อส่งลูกทีมขึ้นบัลลังก์ชิงความเป็นนักขายยืนหนึ่ง สร้างยอดขายสุดปัง คว้าเงินรางวัลกว่า 1 ล้านบาท พร้อมเซ็นสัญญาเป็นไอดอลยอดนักขายมืออาชีพกับทาง ช่องวัน 31  

เริ่มเปิดการขายแบบสุดจึ้งด้วยการเปิดตัว 2 พิธีกรคู่หูคู่ใหม่ แฟรงค์-ภคชนก์ และ น้ำตาล-ชลิตา ที่จะมารับหน้าที่พิธีกรดำเนินรายการ รันสมรภูมิของเกมการแข่งขันและสร้างสีสันในรายการแบบไม่ดร็อป ไม่อ่อม พร้อมเปิดตัว 3 เทรนเนอร์ระดับตัวมัม  นำทีมโดย ขวัญ-อุษามณี นางเอกยืนหนึ่งแห่งวงการมาเพื่อปั้นสตาร์ให้เป็นไอดอลยอดนักขาย,ไอซ์-อภิษฎา นักแสดงตัวแม่มากความสามารถรันวงการพรีเซ็นเตอร์มาแล้วมากมาย และ นัท-นิสามณี  รุ่นน้องวงการทีวี แต่เป็นตัวแม่แห่งโลกออนไลน์งานขาย ที่มาพร้อมเอเนอร์จี้แบบตัวแม่องค์ลงพร้อมไฝว้ พร้อมบลัฟ เกทับเหล่านักขายฝ่ายตรงข้าม ช่วงชิงความเป็นนัมเบอร์วันให้ลูกทีมฝ่าด่านแต่ละโจทย์การแข่งขันสุด Challenge เฟ้นที่สุดแห่ง SELLVIVOR แบบไม่สนลูกใคร!!

นอกจากนี้ รายการยังคว้าตัว 3 กรรมการดีกรีแซ่บซี้ด ตือ-สมบัษร, นุ้ย-สุจิรา และอั๋น-ภูวนาท มานั่งแท่นตัดสินแบบพร้อมฟาดคอมเม้นท์เฮี้ยบ ชี้ชะตาผู้แข่งขันเพื่อหาที่สุดแห่งไอดอลยอดนักขาย

งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหาร3 พันธมิตรทางธุรกิจ นำโดย ถกลเกียรติวีรวรรณ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์จำกัด (มหาชน) ระฟ้า ดำรงชัยธรรมประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดกลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด(มหาชน) พร้อมด้วย  วีระพงษ์ ศรีวรกุลผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทย บริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ปจำกัด (มหาชน) และ การัน อำบานีผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย)ชาญพิชา ยาณุ หัวหน้าฝ่ายแบรนด์พันธมิตรธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ร่วมเผยถึงความร่วมมือในการสร้างปรากฏการณ์ความสนุกของรายการรูปแบบใหม่eCommerce Entertainment ที่จะมาสั่นสะเทือนวงการนักขายและเขย่ากระเป๋าสายช้อป พร้อมเสิร์ฟลงจอและออนไลน์พร้อมกันทุกวันเสาร์  6 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลา Prime Time ยอดนิยมทั้งบน TVและ Online ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเปิดตัวเหล่านักขายที่ผ่านการออดิชั่น  พร้อมให้เหล่าเทรนเนอร์ตัวแม่เตรียมปั้นเป็นไอดอลยอดนักขายตัวท็อปทั้ง 25 คน บนเวที

ตามชมความสนุกของเกมการแข่งขันและสกิลการขายแบบสับแบบใหม่ ที่สายช้อปต้องโดนใจจนอยากกดลงตะกร้า ได้ใน “SELLVIVORภารกิจพิชิตยอดขาย” ทุกวันเสาร์ เวลา 18.00 น. เริ่มวันเสาร์ที่ 6ก.ค.นี้  ทางช่องวัน 31 และ Shopee Live บนช้อปปี้

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยื่นแบบภาษี-ย้ายเข้าที่เอกชน’ เกณฑ์ใหม่คุม‘แผงลอยเมืองกรุง’ทำได้จริง?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810856

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยื่นแบบภาษี-ย้ายเข้าที่เอกชน’  เกณฑ์ใหม่คุม‘แผงลอยเมืองกรุง’ทำได้จริง?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยื่นแบบภาษี-ย้ายเข้าที่เอกชน’ เกณฑ์ใหม่คุม‘แผงลอยเมืองกรุง’ทำได้จริง?

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เป็นสำนวนไทยหมายถึง“คนที่ภายนอกดูธรรมดาๆ หรืออาจดูเหมือนคนยากจน แต่แท้จริงแล้วกลับมีฐานะร่ำรวยมั่งคั่ง” ซึ่งด้านหนึ่งต้องการสอนว่าอย่าเพิ่งตัดสินคนจากเครื่องแต่งกายหรือสิ่งของต่างๆที่คนคนนั้นใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่อีกด้านหนึ่ง ในสังคมสมัยใหม่ที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการสังคมต่างๆ โดยใช้งบประมาณจาก “ภาษี” ที่เก็บจากคนทุกคนในประเทศ คนที่เข้าตำราผ้าขี้ริ้วห่อทอง บางครั้งก็ถูกมองในแง่ไม่ค่อยดีนัก เพราะอาศัยภาพลักษณ์ภายนอกช่วยให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

หนึ่งในอาชีพที่อาจเข้าข่ายผ้าขี้ริ้วห่อทองก็คือ “หาบเร่แผงลอย” หรือพ่อค้า-แม่ค้าที่อาศัยทางเท้าเป็นสถานที่ประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายหากขายในพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นจุดผ่อนผัน แต่ก็ถูกตั้งคำถามจากคนทำงานอื่นๆ ในสังคมว่า แม้หาบเร่แผงลอยจะมีภาพลักษณ์ในภาพรวมว่าเป็นอาชีพของคนฐานราก แต่จริงๆ แล้วเป็นเช่นนั้นทุกรายหรือไม่?เช่น หลายคนมีรถยนต์ขับ สามารถส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน มีเงินไปซื้อที่ดินในต่างจังหวัด เป็นต้น แต่เพราะมีภาพเป็นคนยากจน จึงไม่ถูกตรวจสอบการจ่ายภาษีอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการ “โยนหินถามทาง”จากบางหน่วยงาน เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามที่สื่อมวลชนได้รายงานข่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2567 อ้างการเปิดเผยของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงการประชุมคณะกรรมการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2567 ว่า เป็นการหารือเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ทำการค้าในจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย ว่าด้วย “เกณฑ์รายได้” โดยมีสาระสำคัญคือ “ผู้ค้าทุกรายมีหน้าที่ยื่นแบบประเมินภาษี” แม้จะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีก็ตาม เพื่อนำมาพิจารณาอนุญาต

“ผู้ค้าที่อยู่ในจุดผ่อนผันหลังจาก 1 ปีต้องมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน หากเกินกว่านี้คิดว่าผู้ค้าน่าจะพอขยับขยายไปหาที่เช่าอื่นได้ และหลังจากประชาพิจารณ์และปรับปรุงตามความเห็นต่างๆ ในเรื่องอื่นเพิ่มเติมแล้วนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะลงนามและรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ในมุมของกลุ่มผู้ค้า เรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งคำถามว่า “จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดรายได้” อย่างตนเคยพูดคุยกับฝ่ายเทศกิจของ กทม. ทางเจ้าหน้าที่เองก็มองว่า “ต้องนับหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างหมดแล้ว” และหากทำเช่นนั้นจริง เชื่อได้ว่าน่าจะหาผู้ที่มีรายได้เกิน25,000 บาทต่อเดือนได้ยาก “อาจมีบางพื้นที่หาได้..แต่ไม่ใช่ภาพรวม” หลายคนอาจเห็นผู้ค้าขายของได้มาก แต่รายได้ที่เหลือเข้ากระเป๋าจริงๆ ไม่ได้มากแต่อย่างใด เพราะต้องหักออก เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเดินทาง ค่าจ้างแรงงานลูกมือ

อาทิ ร้านก๋วยเตี๋ยว โดยมากจะจ้างแรงงานเฉลี่ย 2 คน เป็นคนเสิร์ฟ 1 คน และคนล้างจานอีก 1 คน ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน แต่ก็ยอมรับว่า“ผู้ค้าจำนวนมากไม่ได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทำให้ไม่เห็นรายละเอียดว่าต้นทุนแต่ละอย่างในแต่ละวันอยู่ที่เท่าไรบ้าง” แต่หากในอนาคต กทม. บังคับให้ผู้ค้าต้องยื่นแบบประเมินภาษี ก็จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น และผู้ค้าพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย หากมีหลักเกณฑ์ประเมินที่ชัดเจน โปร่งใสและอยู่ในวิสัยที่ผู้ค้าพอรับได้

แต่อีกเรื่องหนึ่ง “การตั้งเกณฑ์ว่าหากรายได้เกิน 25,000 บาทต่อเดือนต้องย้ายออก”เรวัตร ฟันธงเลยว่า “ทำไม่ได้แน่นอน” เพราะเรื่องของการขอพื้นที่เอกชน ก็พยายามทำกันมาตั้งแต่ผู้ว่าฯ กทม. คนก่อน (พล.ต.อ.อัศวินขวัญเมือง) ท้ายที่สุดก็ไม่สำเร็จ เพราะ “เอกชนย่อมต้องมองผลประโยชน์เป็นหลัก” เอกชนมีพื้นที่ก็ต้องการได้ผลประโยชน์จากพื้นที่ “เป็นไปไม่ได้เลยที่เอกชนจะเก็บค่าเช่าถูกๆ” อย่างตลาดแห่งหนึ่งในย่านพระราม 9 ค่าเช่าวันละ 600 บาท 1 เดือนก็ 18,000 บาท ต้องจ่ายล่วงหน้า จ่ายช้าแม้แต่นิดเดียวก็โดนยึดล็อกคืน

“ผมยังไม่เห็นเลย เวลาเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นรองผู้ว่าฯ ท่านไหน หรือแม้แต่ผู้ว่าฯ หรือสำนักงานเขต เขาบอกไปหาพื้นที่มาเดี๋ยวจะไปเจรจาให้ แต่ไม่รู้จะได้ผลมาก-น้อยแค่ไหนนะ เพราะเอกชนพื้นที่เขาก็มีราคา อันนี้คือความจริงที่เราไปประสาน แต่คนที่เสนอข่าวออกนโยบายก็พูดไปอีกแบบหนึ่ง” ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบุ

เรวัตรยังกล่าวอีกว่า ตนเคยไปเจรจากับเจ้าของตลาดซึ่งบรรยากาศดูเงียบๆ ตนขอให้ขายฟรี 3 เดือน โดยเก็บเงินมัดจำผู้ค้าไว้ หากใครเลิกขายก่อน 3 เดือนก็ยึดเงินมัดจำไป ก็ยังได้รับการปฏิเสธ อ้างว่าตลาดก็มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ “ตลาดเอกชนจำนวนมากเจ้าของที่ดินไม่ได้บริหารเอง แต่ปล่อยให้บริษัทออร์แกไนเซอร์เข้ามาจัดการ” โดยบริษัทจะเข้าไปหาพื้นที่เพื่อขอเช่ามาจัดเป็นตลาด รัฐจึงไม่สามารถไปกำกับดูแลเรื่องค่าเช่าได้ แต่หากจะให้ผู้ค้าไปขายในสถานที่ราชการ ในความเป็นจริงสถานที่เหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับการค้าขาย

ในมุมของนักวิชาการ บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า จากข้อมูลที่ทราบมา ผู้ค้าต้องหักต้นทุนถึงร้อยละ 60 ที่เหลือจึงเป็นกำไรหรือรายได้จริง แต่การไปกำหนดเพดานว่าผู้ค้าในจุดผ่อนผันต้องมีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นรายวันคือห้ามมีกำไรถึง 1,000 บาท จะทำให้ผู้ค้าสามารถขายสินค้าได้เพียงไม่กี่อย่าง

ซึ่งตนเห็นว่า ควรกำหนดเงื่อนไขอย่างอื่นที่ทำให้ผู้ค้าสามารถพัฒนาตนเองได้ เพราะเงื่อนไขผู้ค้าในจุดผ่อนผันต้องมีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน เป็นการกำหนดว่ามีแต่คนจนเท่านั้นที่สามารถเป็นผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้แต่อีกด้านหนึ่ง หาบเร่แผงลอยกลับถูกคาดหวังอย่างมากว่าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทั้งเรื่องคุณภาพอาหาร เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับผู้ค้าในตลาดที่มีกฎระเบียบคุมเข้มน้อยกว่า

“สมมุติเอกชนเปิดพื้นที่ ก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากประกาศของ กทม. เรื่องของการตรวจคุณภาพ เรื่องของการเว้นระยะ มันก็ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขแบบที่เอกชนกำหนด ดังนั้นสิ่งที่ กทม. กำหนด ถ้าคุณคิดว่าเขาเป็นคนจน แล้วคุณยังคาดหวังให้เขาต้องเป็นโน่นเป็นนี่เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เรื่องของจัดแผง เรื่องทำแอปพลิเคชั่น พอเวลาจ่ายเงินผ่านแอปฯ ก็แปลว่าผู้ค้าเรียกได้ว่าต้องออนไลน์ตลอด ต้องจ่ายค่าอินเตอร์เนตเพิ่ม” บวร กล่าว

สำหรับข้อเสนอแนะถึง กทม. ในช่วงที่ยังเปิดรับความคิดเห็นประกาศกำหนดหลักเกณฑ์หาบเร่แผงลอยฉบับใหม่ บวร ระบุว่า ในพื้นที่ที่ยังมีการทำการค้าอยู่ เกณฑ์รายได้ไม่ควรเป็นปัจจัยหลัก เมื่อเทียบกับการเน้นการกำกับดูแลควบคู่ไปกับการส่งเสริมเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะ การเว้นระยะให้ผู้เดินเท้าสามารถสัญจรได้ แต่เรื่องเหล่านี้ต้องใช้กระบวนการพูดคุยหาทางออกร่วมกันมากกว่าการใช้กฎเข้าไปควบคุม

นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกตด้วยว่า “การกำหนดให้ประเมินผู้ค้าทุกๆ 1-2 ปี ทำให้องค์กรของผู้ค้าอ่อนแอลง” เพราะผู้ค้าจะเปลี่ยนหน้าใหม่เข้า-ออกเป็นระยะๆ ขณะเดียวกัน คนที่เข้ามาสู่อาชีพค้าขายไม่ได้หมายความว่าจะมีทักษะตั้งแต่วันแรกที่เริ่มประกอบอาชีพ เพราะต้องเริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจพื้นที่ก่อนว่าเหมาะสมกับการขายสินค้าอะไร ต้องไปซื้อวัตถุดิบหรือสินค้านั้นที่ไหน รวมถึงความอดทนต่อสภาพอากาศแดดร้อน-ฝนตก ส่วนแนวคิดหาพื้นที่เอกชนให้ทำการค้าแทนการอยู่บนทางเท้า แม้ในช่วงต้นอาจมีโปรโมชั่น แต่หลังจากนั้นผู้ค้าจะอยู่ได้หรือไม่

“มีเงื่อนไขตัวหนึ่งที่ประกาศ กทม. ไม่ได้พูดถึง แต่ตัวผังเมือง กทม. พูดถึง คือ FAR Bonus คือจะให้โบนัสกับเอกชนที่สนับสนุนกิจกรรมแบบนี้ กิจกรรมแผงลอยที่ขายอยู่บนที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าเข้ามาขาย ก็จะได้ที่เรียกว่า FAR Bonus ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีรายละเอียด ก็ไม่แน่ใจว่า เอาแบบคุยกันเองแล้วประมาณว่ามันจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนหรือเปล่า” บวร ระบุ

ด้าน กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นไว้ 4 ส่วน คือ 1.การค้ามีความละเอียดอ่อนและหลากหลาย รัฐไม่สามารถใช้เกณฑ์เดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ เช่น เห็นรถเข็นขนาดเดียวกัน ตั้งอยู่ข้างๆ กัน ใช้พื้นที่เท่ากัน ใช้เวลาขายเท่ากัน แต่ขายอาหารคนละชนิดกัน คันหนึ่งขายข้าวแกง อีกคันขายโรตี รายได้ของผู้ค้าก็ย่อมแตกต่างกัน

หรืออย่างสถานที่ขาย อย่างตนเคยเดินสำรวจ 3 พื้นที่ คือสีลม พระนคร และบางกะปิ สินค้าที่ขายและลูกค้าในย่านเหล่านี้ก็แตกต่างกันไปอีก ดังนั้นหาบเร่แผงลอยจึงมีความซับซ้อนมากหรือตนพักอาศัยอยู่แถวบางแค ซึ่งคนแถบนั้นพึ่งพิงแหล่งอาหารจากตลาดบางแคอย่างมาก หากถูกยกเลิกไปคงไม่พ้นต้องเข้าไปซื้อในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่า “หาบเร่แผงลอยเกิดขึ้นบริเวณทางสัญจรหลัก..เพราะตอบโจทย์การบริโภคของคนทำงานในเมือง” โดยเฉพาะอาหารที่สามารถซื้อติดไม้ติดมือไปรับประทานในสถานที่ทำงานได้

2.การส่งเสริมให้เข้าไปขายในพื้นที่เอกชน ในบริบทของไทยเป็นเรื่องยากมากที่จะทำได้จริง มีตัวอย่างในย่านสีลม ทาง กทม. ให้คำมั่นว่าจะหาพื้นที่ทดแทนผู้ค้าที่ถูกห้ามขายบริเวณซอย 1-ซอย 2 แต่สุดท้ายก็หาให้ไม่ได้ เพราะที่ดินย่านสีลมเป็นพื้นที่ของเอกชนทั้งหมด ซึ่งต้องยอมรับว่า “รัฐไม่สามารถคุมราคาค่าเช่าพื้นที่ได้” อย่างตลาดเอกชนแห่งหนึ่งในย่านบางแค ซึ่งอยู่ริมถนนเพชรเกษม เคยมีผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบจากการห้ามขายบนทางเท้าพยายามเข้าไปอยู่ แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ไหวเพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าเช่าได้

3.มุมมองคนไทยต่อหาบเร่แผงลอยโดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ดูจะมีความ “ย้อนแย้ง”อยู่ในตัวเอง โดยจากที่ลงพื้นที่แจกแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับหาบเร่แผงลอยใน กทม. พบกลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่า “ด้านหนึ่งยอมรับว่าบริโภคสินค้าจากหาบเร่แผงลอย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อยากให้มีหาบเร่แผงลอย” ซึ่งปรากฏการณ์นี้น่าสนใจสำหรับการทำวิจัยต่อในอนาคต แต่เท่าที่สันนิษฐานในเบื้องต้นตนเข้าใจว่าคนเหล่านั้นถูกหล่อหลอมด้วยชุดความคิดหรือวาทกรรมบางอย่าง อาทิ แผงลอยสกปรก แผงลอยกีดขวาง ตามที่ปรากฏผ่านสื่อ

“เท่าที่ผมจำได้ คนหนึ่งบอกประมาณว่า ถ้าแผงลอยไม่มีเขาก็อาจจะพอเดินไปหาอย่างอื่นซื้อไกลกว่านี้หน่อยก็ได้ คือมันเป็นวิธีคิดที่ปัจเจกมากเลย ประมาณว่าไม่มีฉันก็ยังไปหาที่อื่นซื้อต่อได้ แต่ถ้ามันมีฉันก็ซื้อ แต่ฉันก็ไม่เห็นด้วยนะ อะไรแบบนี้ ก็พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้อยู่ ซึ่งมันก็มีวิธีคิดของชนชั้นกลาง ในประเทศที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ เขาก็คงมองว่าการมีพวกนี้มันคือความไม่อารยะ มันก็เป็นลักษณะแบบนี้ เพราะประเทศที่พัฒนามันก็ไม่มีพวกนี้” อาจารย์กฤษฎา กล่าว

และ 4.คนไทยไม่เชื่อมั่นในกลไกภาครัฐ จึงไม่อยากเสียภาษีและพยายามหลีกเลี่ยงหากทำได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็น “ความท้าทายอย่างที่สุด” ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือจากการรัฐประหาร และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกลางหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เมื่อมีข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีหรือขึ้นภาษี เสียงสะท้อนที่ได้ยินบ่อยๆ จากประชาชนโดยรวมคือ “เก็บไปแล้วเอาไปทำอะไร”, “เก็บไปแล้วใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าหรือไม่” หรือก็คือประชาชนไม่เห็นประโยชน์จากการจ่ายภาษี

เมื่อประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะแสดงเจตจำนงเพื่อเสียภาษี ซึ่งสะท้อนผ่านการยื่นแบบประเมินการเสียภาษีน้อยมากทั้งที่ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ทำงานมีรายได้ ในทางกลับกัน ผู้ถืออำนาจรัฐก็ไม่ค่อยกล้าบังคับอย่างจริงจังด้วยเพราะไม่อยากสุ่มเสี่ยงเจอแรงต้านจากประชาชนซึ่งส่งผลกระทบทางการเมือง แม้เงินภาษีจะมีความจำเป็นต้องการจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการสังคมก็ตาม แต่หากรัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าเงินภาษีจะย้อนกลับไปเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ ก็เชื่อว่าประชาชนพร้อมจ่ายด้วยความยินดี

“เราปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ไป เรื่องภาษี แต่ภาษีกับเกณฑ์ก็คนละเรื่องนะ จะให้จ่ายภาษีเพื่อมานั่งดูว่าเกินเกณฑ์ไหม? อันนี้คนละเรื่องแล้ว ฉะนั้นเกณฑ์ก็ต้องไป Review (ทบทวน) กันใหม่เลย ต้องกำหนดเกณฑ์อย่างไรถ้าจะกำหนด แต่ถามว่าควรกำหนดไหม? ก็ควรกำหนด ในเมื่อกำหนดเกณฑ์แล้วมันเหมือนการ Register(ลงทะเบียน) กับรัฐ ฉะนั้นรัฐก็ต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้ค้า

เช่น มีจุดระบายน้ำ จุดทิ้งขยะ มีห้องน้ำ อะไรอย่างนี้ แล้วผมคิดว่านะ ถ้าคุณทำให้มันถูกกฎหมายขึ้นมา ให้มันสีขาวขึ้น แล้วมีการเก็บค่าเช่าหรืออะไรก็ตามแต่ ผมคิดว่าผู้ค้าหลายๆ คนอาจยอมด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันอยู่ในสีเทาๆ ผมเคยถามผู้ค้า เดือนหนึ่งจ่าย 2,000 อ้าว! ถ้าจ่าย 2,000 แล้วโดนเอาข้าวเอาขนมเอาของกิน ฉะนั้นเดือนหนึ่งไม่รู้เสียไปเท่าไร ฉะนั้นก็ทำให้มันขาวสะอาดขึ้นมันดีกว่าไหม? ผู้ค้าไม่แน่ยอมจ่ายด้วย” อาจารย์กฤษฎา ฝากทิ้งท้าย

สำหรับจำนวนผู้ค้าหาบเร่แผงลอยใน กทม. อ้างอิงจากรายงานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักเทศกิจและหัวหน้าฝ่ายเทศกิจสำนักงานเขต ครั้งที่ 2/2567(เผยแพร่วันที่ 29 ก.พ. 2567) ระบุว่า มีพื้นที่ทำการค้าจุดผ่อนผัน 86 จุด ผู้ค้า 4,541 ราย ประกาศเป็นพื้นที่ทำการค้าแล้ว 55 จุด ผู้ค้า 3,440 ราย อยู่ระหว่างพิจารณาประกาศ 31 จุด ผู้ค้า 1,101 ราย ขณะที่รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567 โดยสำนักข่าว The Active ในเครือ ThiaPBS อ้างว่า หาบเร่แผงลอยในจุดและนอกจุดผ่อนผัน มีรวมกันทั้งสิ้น 681 จุด 19,414 ราย

ส่วนข้อมูลจากรายงาน การสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2566 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2566 แรงงานนอกระบบมีจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบประมาณ 2.2 แสนคน ซึ่งจากผู้มีงานทำทั้งสิ้น 40.1 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 21 ล้านคน (ร้อยละ 52.3) และเป็นแรงงานในระบบ 19.1 ล้านคน (ร้อยละ 47.7) โดยแรงงานนอกระบบ อยู่ในภาคเกษตร (รวมป่าไม้และประมง) มากที่สุด ร้อยละ 52.7 แต่รองลงมาคืออยู่ในภาคบริการและจำหน่ายสินค้า ร้อยละ 23.1 ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักหากเทียบกับรายงานฉบับปีก่อนๆ

และเช่นเดียวกับข้อมูลการยื่นแบบประเมินภาษี (แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) โดยกรมสรรพากร ในปี 2565 (ข้อมูลล่าสุดเท่าที่พอหาได้) มีผู้ยื่น 11.52 ล้านคน ก็แทบไม่ต่างจากช่วงก่อนหน้า เช่น ปี 2564 มี 10.3 ล้านคนปี 2563 มี 10.6 ล้านคน ปี 2562 มี 11.8 ล้านคนและเมื่อดูจำนวนคนที่ต้องจ่ายภาษี (ข้อมูลที่พอหาได้คือช่วงปี 2562-2564) พบว่า จะอยู่ที่เฉลี่ย 4 ล้านคนต่อปี (4.02, 3.95 และ 4.17 ล้านคนตามลำดับ

ในวันที่ 27 พ.ค. 2567 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยผลสำรวจว่าด้วยทัศนคติของประชาชนต่อหน้าที่การยื่นแบบฯ และการจ่ายภาษีในกลุ่มประชาชนอายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งพบว่า “คนไทยมีความเข้าใจเรื่องภาษีน้อยมาก” เช่น เกือบ 2 ใน 3 (ร้อยละ 65.6) ไม่รู้ว่าการยื่นแบบฯ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายภาษีเสมอไปราวครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50.5) ไม่ได้ยื่นแบบฯ แม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องยื่น ส่วนใหญ่มีการศึกษาไม่เกินระดับ ม.ปลาย เป็นแรงงานนอกระบบอีกทั้งบางส่วนไม่รู้ว่าการยื่นแบบฯ และเสียภาษีเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย

โดยสรุปแล้ว..จะเรื่องให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบประเมินภาษี (และจ่ายภาษีหากรายได้ถึงเกณฑ์) ก็ดี หรือเรื่องการให้ผู้ค้าขายรายย่อยย้ายออกจากการเป็นหาบเร่แผงลอยเข้าไปอยู่ในตลาดพื้นที่เอกชนก็ตาม ในบริบทของสังคมไทย ดูจะมีข้อจำกัดเต็มไปหมด นี่จึงเป็นความท้าทายภาครัฐของไทยทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ว่าหากต้องการทำให้ได้ จะดำเนินการให้เป็นจริงได้อย่างไร?

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

(สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

บุคคลในข่าว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2793558

 “ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์” เปิดงาน “Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2024”

17 มิ.ย. 2567 04:58 น.

“ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์” เปิดงาน “Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2024”

@ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิด “Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2024” งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก โดยมี มนู เลียวไพโรจน์ และ เพชรรัตน์ เอกแสงกุล มาร่วมงานด้วย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันก่อน.@

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2567

  • ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ กกต. ผู้ร้อง คดียุบพรรคก้าวไกล ยื่นบัญชีพยานหลักฐานต่อศาล ในวันนี้ และกำหนดนัดพิจารณาคดีนี้ในวันอังคารที่ 18 มิ.ย. …จะเป็นการเริ่มต้น กระบวนการยุบพรรคก้าวไกล ข้อกล่าวหา ล้มล้างการปกครอง จะมีคำวินิจฉัยอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด….สุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ ประจำประเทศไทย ระบุ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่จะมีการ ยุบพรรคก้าวไกล และเรียกร้องให้ ทางการไทย ปฏิบัติต่อ พรรคก้าวไกล อย่างเป็นธรรม….โดยขอให้เคารพเจตจำนงของประชาชนจำนวนมากที่สนับสนุนผู้สมัครพรรค รวมทั้งขอให้ไทยยึดมั่นในคำนิยามประชาธิปไตย….“ผมได้ขอร้องให้ทางการไทยรักษาหลักการในการปฏิบัติอย่างยุติธรรมต่อพรรคก้าวไกล โดยเคารพต่อเจตจำนงของปวงชนชาวไทยจำนวนมาก ที่ได้แสดงเจตจำนงของพวกเขาผ่านการลงคะแนนเสียงโหวตเลือกผู้แทนและแคนดิเดตจากพรรคก้าวไกล มาตรการใดๆที่จะเกิดขึ้นหรือมีผลต่อพรรคก้าวไกล รวมทั้งสมาชิกคนอื่นๆในพรรคควรยึดบนหลักนิติธรรม ผมได้ร้องขอต่อประเทศไทยมิตรของเรา ให้ยังคงยึดถือในหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ทั้งสองประเทศยึดถือร่วมกัน”…..CHAIR BEN CARDIN จบข่าว
สมทบทุน – พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท จาก ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา เพื่อสมทบทุนโครงการปรับปรุงตกแต่งภายในอาคารวชิรานุสรณ์ โดยมี รศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ เป็นผู้รับมอบ ที่โรงพยาบาลวชิระ วันก่อน.
  • สัปดาห์ที่ผ่านมา กกต.โดย ปกรณ์ มหรรณพ ชี้แจงถึงอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องยึดหลักกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…เนื่องจาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 31 ม.ค.2567 ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง…เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย…ทำให้ กกต. ต้องยื่นร้องตาม ม.92 (1) (2) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เพราะหมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำผิด …..ดังนั้น กกต. จึงไม่มีเหตุ ที่จะต้องไต่สวน ก่อนยื่นร้องศาล…ส่วนข้อโต้แย้ง การยื่นร้องไม่ถูกต้องตาม ม.93….เพราะ การจะเปิดไต่สวนต้องเป็นกรณีไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อถือได้…..ส่วนจะเป็นการตีความกฎหมาย แบบศรีธนญชัย ที่ ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุหรือไม่นั้น….. นานาจิตตัง
ถวายพระพร – คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตัน นำคณะกรรมการสมาคมเข้าบันทึกเทปถวายพระพร วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร และ พล.อ.อ.ถาวร ศิริสัมพันธ์ มาร่วมงานด้วย ที่ช่อง 5 วันก่อน.
  • และวันนี้เช่นกัน สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง จำนวน 5 ราย…..ประกอบด้วย สุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ …..เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี….ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ…..พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและ รมว.พลังงาน …..และ ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษาฯ…..จะได้รู้ว่า เศรษฐาจะเป็นเศรษฐีของแทร่
เพื่อความงาม – ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิด “Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2024” งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก โดยมี มนู เลียวไพโรจน์ และ เพชรรัตน์ เอกแสงกุล มาร่วมงานด้วย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันก่อน.
  • ไม่เกี่ยวกับที่ ศาลรัฐธรรมนูญ จะเริ่มกระบวนการไต่สวนพิจารณา คำร้อง 40 สว. ยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติ นายกฯเศรษฐา ขัดกับรัฐธรรมนูญ….ได้มีการส่งชื่อพยานเพิ่มเติมอีก 1 คน…. เดากันไปว่าจะเป็นที่ปรึกษา อดีตรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม หรือไม่…..นาทีนี้ นายกฯเศรษฐา ยังประกาศลั่น…..ไม่เคยคิดจะยุบสภา หรือลาออก ก่อนที่จะมีการวินิจฉัยคดีนี้ อย่ามายุแหย่เสียให้ยาก….ส่วนกรณีเรื่องของ คนบ้านในป่า กับ บ้านจันทร์ส่องหล้า….ไม่เคยคุยกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และยังให้ความเคารพในฐานะอดีตรองนายกฯ และอดีต ผบ.ทบ. ….แต่ไม่เคยเจอกัน….ข้าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ตอบคำถามเรื่องที่อดีตผู้นำ ทักษิณ ชินวัตร ระบุ คนบ้านในป่า ทำการเมืองวุ่นวาย….มองตาก็รู้ใจ ใช่ไม่ใช่
25 ขวบ – พิชัย จิราธิวัฒน์ และ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา จัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี สปาเก็ตตี้ แฟคทอรี่ พร้อมแสดงความยินดีกับซิกเนเจอร์เมนู “วีลชีส พาสต้า” ทุบสถิติยอดขายครบ 250,000 จาน โดยมี มณีจันทร์ สมิทธิสมบูรณ์ และ ขวัญฤทัย อุนานุภาพ มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.
  • โกโซบิ๊ก…เพจลากไส้ก้าวไกล เปิดแชตไลน์ ผู้ช่วย สส.ก้าวไกล โดนหักเงินเดือนโอนไปที่บัญชีภรรยา สส. เชตวัน เตือประโคน สส.ก้าวไกล ปทุมธานี….ก่อนหน้านี้ ผู้ช่วย สส.ตกเป็นผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับคดีกรรโชกทรัพย์ เรียกค่าไถ่….ในส่วนของผู้บริหารพรรคก้าวไกลยังอ้ำๆอึ้งๆ ชอบกล….พับผ่า
แบตลิเทียม – ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือขยายธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมในไทย ระหว่าง ดร.ภาณุ ถนอมวรสิน จาก บ.ไทยเอเย่นซี เอ็นยีเนียริ่ง กับ ยู่ เหวย ฮ่าย จาก บ.DFD ประเทศจีน โดยมี ดร.สมศักดิ์ ถนอมวรสิน มาร่วมในพิธีด้วย ที่หอการค้าไทย-จีน วันก่อน.
  • ที่เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องโต….ชิป หาย เรือบรรทุกน้ำมันของกลาง 3 ลำ น้ำมันเถื่อนอีกกว่า 3 แสนลิตร ที่หายไปจาก ท่าเทียบเรือตำรวจน้ำ ชนิดหายวับไปกับตา….. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาการ ผบ.ตร. ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ …มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง….ยังไม่ฟันธงว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวของหรือไม่….และ นายกฯ ไม่เคยเรียกให้ไปรายงานเรื่องนี้….ฮะ …เมื่อถามถึงข่าวว่า เสี่ย จ. อดีตผู้ต้องหาค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ที่อยู่ระหว่างการหลบหนีคดีอยู่เบื้องหลัง…..ได้รับคำตอบสั้นๆ จาก รรท.ผบ.ตร. ….ขอให้ดูผลการตรวจสอบ…..ย้อนคดีดัง เสี่ย จ. เมื่อหลายปีก่อน การสอบสวน พบว่ามีเอี่ยวกับนักการเมืองใหญ่….ก่อนที่จะมีการหลบหนีไปต่างประเทศ….ว่ากันว่า ธุรกิจค้าน้ำมันเถื่อนในทะเล สร้างรายได้เดือนละ 200-300 ล้านบาท จากส่วนต่างลิตรละ 2.40 บาท….ใครเกี่ยวข้องบ้างยกมือขึ้น
เพลิดเพลิน – ชาริตา ลีลายุทธ นำลูกค้าคนสำคัญของบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบิวตี้ เจมส์ ไปสัมผัสประสบการณ์การช็อปปิ้งเหนือระดับ ในกรุงเบอร์ลินและมิวนิก โดยมี นุชนาถ ระวีแสงสูรย์, สุพนิต วีระกุล, เมก้า ศรีอรทัยกุล และ โศรดา เดชะพงษ์พันธุ์ ร่วมทริปไปด้วย ที่ประเทศเยอรมนี วันก่อน.
  • ส่วนคดีระหว่างบิ๊กกับบิ๊ก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ….นายกฯเศรษฐา ยืนยันว่าต้องมีคำตอบ….คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี ฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นประธาน….ยืนยัน ผลการสอบสวนจะออกมาวันที่ 19 มิ.ย.นี้ จับตา สองบิ๊ก จะได้คืนตำแหน่งหรือกอดคอกันตกรอบทั้งคู่….แต่ที่เพิ่งเริ่มต้น จากการเปิดเผยของ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ….Pansy Ho ผู้ถือหุ้นใหญ่ MGM China เจ้าของธุรกิจ บ่อนกาสิโนในมาเก๊า …พิจารณา ลงทุนเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (บ่อนกาสิโน) ในประเทศไทย….จะดีใจดีไหมเนี่ย
ตามไปช้อป – ชนนิกานต์ ไกรธรรมจิตกุล, พิพัฒน์ เหล่าพิพัฒนา, ณิชชา ชาครียรัตน์, พิมสิริ ทองร่มโพธิ์, วิชัย กุลธวัชชัย และ วัชราภรณ์ นันโท เปิดตัวแคมเปญ “THE GREATEST GRAND SALE 2024” งานเซลครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี จัดถึง 31 ก.ค. ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ วันก่อน.
  • ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดวิสัยทัศน์ ปตท.แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืนบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุล ให้เหมาะกับบริบทองค์กรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล.

“อินทรีเหล็ก”

สลด อากาศร้อนจัดคร่าชีวิตผู้แสวงบุญพิธีฮัจญ์ในซาอุฯ แล้ว 14 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2793741

สลด อากาศร้อนจัดคร่าชีวิตผู้แสวงบุญพิธีฮัจญ์ในซาอุฯ แล้ว 14 ศพ

17 มิ.ย. 2567 07:05 น.

สลด อากาศร้อนจัดคร่าชีวิตผู้แสวงบุญพิธีฮัจญ์ในซาอุฯ แล้ว 14 ศพ

ผู้แสวงบุญชาวจอร์แดนถึง 14 คน เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนขณะร่วมพิธีฮัจญ์ในซาอุดีอาระเบีย และยังมีอีก 17 คนที่ยังติดต่อไม่ได้ และไม่ทราบชะตากรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงต่างประเทศของประเทศจอร์แดน เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 16 มิ.ย. 2567 ว่า พลเมืองของพวกเขาที่เดินทางไปแสวงบุญพิธีฮัจญ์ในซาอุดีอาระเบีย เสียชีวิตไปแล้วถึง 14 ศพ หลังจากล้มป่วยด้วยโรคฮีตสโตรก เนื่องจากคลื่นความร้อนรุนแรง ขณะที่อีก 17 คนยังไม่สามารถติดต่อได้

ด้านองค์กรเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ยืนยันว่า มีผู้แสวงบุญชาวอิหร่าน 5 คน เสียชีวิตระหว่างเดินทางไปร่วมพิธีฮัจญ์ในซาอุฯ เช่นกัน แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าพวกเขาเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

กระทรวงต่างประเทศของจอร์แดน ระบุว่า พวกเขากำลังตามหาตัวพลเมืองที่ขาดการติดต่อไป และกำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย ในกระบวนการฝังศพ หรือขนย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับจอร์แดน ตามแต่ความปรารถนาของครอบครัวผู้ตาย

ทั้งนี้ การประกอบพิธีฮัจญ์ ที่นครเมกกะ ในซาอุดีอาระเบีย คือหนึ่งในงานรวมตัวกันของผู้แสวงบุญจำนวนมากที่สุดในโลก โดยในปีนี้มีผู้แสวงบุญจากทั่วโลกเดินทางไปร่วมพิธีมากถึง 1.8 ล้านคน

แต่การรวมตัวกันของคนจำนวนมากมักมาพร้อมกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด หลายครั้งที่เกิดเหตุเบียดเสียดกันตาย หรือเต็นท์ที่พักของผู้แสวงบุญเกิดไฟไหม้ แต่อุปสรรคหลักที่เหล่าผู้แสวงบุญต้องเผชิญมักเป็นปัญหาความร้อนที่รุนแรงเสมอ และในสัปดาห์นี้อุณหภูมิในนครเมกกะก็พุ่งสูงถึง 46 องศาเซลเซียส

นายไอยมาย กูลาม หัวหน้าศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติซาอุดีอาระเบียเตือนเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สภาพอากาศสำหรับพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะและเมดินาในปีนี้จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปกติ 1.5-2 องศาเซลเซียส

ด้านสื่อของซาอุดีอาระเบียรายงานว่า ศูนย์ฯ ที่อยู่ใกล้กับภูเขาอาราฟัต (Arafat) หนึ่งในสถานที่แสวงบุญสำหรับพิธีฮัจญ์ รักษาผู้ป่วยจากคลื่นความร้อนไปแล้วถึง 225 ราย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc