ทรัมป์จัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ “คองโก–รวันดา” หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง

ทรัมป์จัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ "คองโก–รวันดา" หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง

5 ธ.ค. 2568 09:50 น.

ทรัมป์จัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ “คองโก–รวันดา” หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง

โดนัลด์ ทรัมป์ จัดพิธีลงนามสันติภาพ “คองโก–รวันดา” ผู้นำสองประเทศจับมือกันแน่นแฟ้นลงนาม หวังยุติสงครามยืดเยื้อในแอฟริกากลาง ขณะพื้นที่ภาคตอ.ยังเดือดจากการสู้รบระหว่างทหารกับกองกำลังติดอาวุธ 

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างผู้นำคองโก และรวันดา เพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานในภูมิภาคแอฟริกากลาง แม้ก่อนหน้าการประชุมจะยังมีการสู้รบปะทุขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

พิธีลงนามจัดขึ้นที่สถาบันสันติภาพ ซึ่งเพิ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันสันติภาพ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”ซึ่งผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า นับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของแอฟริกาและของโลก  และแสดงความเชื่อมั่นว่าผู้นำทั้งสองประเทศจะรักษาคำมั่นตามข้อตกลง

กองทัพคองโกกล่าวหา รวันดา ว่าหนุนกองกำลัง M23 และพยายามล้มข้อตกลงสันติภาพ ขณะกลุ่ม M23 โต้กลับว่าเป็นฝ่ายทหารรัฐบาลที่เปิดฉากโจมตีละเมิดการหยุดยิง ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีเมื่อ กองกำลัง M23 เข้ายึดพื้นที่หลายส่วนของภาคตะวันออก ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันและประชาชนต้องอพยพจำนวนมาก

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ชิเซเคดี แห่งคองโก และประธานาธิบดีปอล คากาเม แห่งรวันดา ซึ่งเคยปะทะคารมกันมาหลายปี ต่างประกาศสนับสนุนข้อตกลงฉบับนี้ เช่นเดียวกับผู้นำหลายชาติในภูมิภาคที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ เคนยา แองโกลา บุรุนดี โตโก และรองประธานาธิบดีอูกันดา.

ที่มา BBC

นักเดินทางโกลาหล สายการบินใหญ่ที่สุดของอินเดียยกเลิกเที่ยวบิน 1,200 เที่ยว

นักเดินทางโกลาหล สายการบินใหญ่ที่สุดของอินเดียยกเลิกเที่ยวบิน 1,200 เที่ยว

5 ธ.ค. 2568 08:46 น.

นักเดินทางโกลาหล สายการบินใหญ่ที่สุดของอินเดียยกเลิกเที่ยวบิน 1,200 เที่ยว

ผู้โดยสารระส่ำ! สายการบิน Indigo สายการบินโลว์คอสต์รายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 1,200 เที่ยวทั่วอินเดีย ผู้โดยสารนับพันติดค้างสนามบิน 

สนามบินทั่วอินเดียปั่นป่วนหนักในวันพฤหัสบดี (4 ธ.ค.) หลังสายการบินโลว์คอสต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง IndiGo ประกาศยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 1,200 เที่ยว ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายพันคนติดค้างเป็นวงกว้าง ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลการบินของอินเดียเร่งสอบสวนเหตุโกลาหลครั้งนี้ทันที

ความวุ่นวายเริ่มตั้งแต่วันจันทร์และลุกลามต่อเนื่อง ผู้โดยสารจำนวนมากโพสต์ข้อความบน X  บรรยายบรรยากาศว่าเป็นความโกลาหลเต็มรูปแบบ บางรายต้องรอเครื่องนานถึง 8 ชั่วโมง โดยอ้างว่าไม่พบเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือหรือให้ข้อมูลใด ๆ

ข้อมูลจาก IndiGo ระบุว่า 1,232 เที่ยวบินถูกยกเลิกจนถึงวันพุธ ส่วนจำนวนเที่ยวบินล่าช้ายังไม่ชัดเจน โดย IndiGo ชี้แจงว่าการหยุดชะงักของเที่ยวบินเกิดจากปัญหาเทคนิคเฉียบพลัน, สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย, รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับกฎในการจัดตารางเวลาพนักงานใหม่ ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อเดือนก่อน ซึ่งกฎใหม่นี้บังคับให้สายการบินเพิ่มเวลาพักให้กับนักบินและลูกเรือ เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการบิน แต่ส่งผลให้ IndiGo ยอมรับว่าเกิดผลกระทบเชิงซ้อนที่เลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนระบบปฏิบัติการของสายการบินเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางสายการบินระบุว่ากำลังเร่งแก้ปัญหา ด้วยการจัดหาเที่ยวบินทดแทน, คืนเงินให้ลูกค้า และเร่งฟื้นฟูตารางบินปกติให้เร็วที่สุด

ด้านสำนักงานการบินพลเรือนอินเดีย (DGCA) ได้เปิดการสอบสวนทันที พร้อมสั่งให้ IndiGo ส่งแผนบริหารจัดการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์

ความปั่นป่วนครั้งนี้ถือเป็น อีกหนึ่งแรงสั่นสะเทือนต่อภาพลักษณ์สายการบินตรงเวลา ของ IndiGo ซึ่งปกติได้รับความเชื่อมั่นสูงจากผู้โดยสาร

ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว เครื่องบินของ IndiGo กว่า 200 ลำได้รับผลกระทบ หลัง Airbus ส่งคำเตือนให้สายการบินทั่วโลกกว่า 6,000 ลำอัปเดตระบบเป็นการด่วน

ทั้งนี้อินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดการบินที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุด ปริมาณผู้โดยสารทำสถิติสูงสุด 500,000 คนต่อวันในเดือนที่แล้ว ทำให้ความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากส่งผลกระทบเป็นวงกว้างขึ้นกว่าที่เคย โดยเหตุโกลาหลของ IndiGo จึงถูกจับตามองอย่างมาก เพราะสายการบินนี้ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดในประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สายการบินอินเดีย

รัสเซียสั่งจำกัดใช้ Roblox อ้างปกป้องเด็กจากการถูกหลอก และเนื้อหาผิดกฎหมาย

รัสเซียสั่งจำกัดใช้ Roblox อ้างปกป้องเด็กจากการถูกหลอก และเนื้อหาผิดกฎหมาย

5 ธ.ค. 2568 08:20 น.

รัสเซียสั่งจำกัดใช้ Roblox อ้างปกป้องเด็กจากการถูกหลอก และเนื้อหาผิดกฎหมาย

รัสเซียสั่งบล็อก Roblox แพลตฟอร์มเกมยอดนิยมที่มีผู้ใช้กว่า 8 ล้านคน อ้างเด็กเสี่ยงตกเป็นเหยื่อ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเพราะรัฐควบคุมข้อมูลไม่ได้

รัฐบาลรัสเซียเดินหน้าควบคุมอินเทอร์เน็ตเข้มข้นขึ้นอีกขั้น หลัง Roskomnadzor หน่วยงานกำกับสื่อของรัฐ ประกาศ จำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มเกมออนไลน์ชื่อดัง Roblox โดยให้เหตุผลว่าต้องการปกป้องเด็กและเยาวชนจากเนื้อหาผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวหาว่าในเกมมี กลุ่มล่อลวงเด็ก, เนื้อหา LGBT, การปลุกปั่นอาชญากรรมรุนแรง, ความเป็นสุดโต่ง และการก่อการร้าย

สถานีโทรทัศน์ของรัฐ RU-RTR เผยแพร่รายงานพิเศษเตือนภัยผู้ปกครอง โดยหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์คือ เยคาเตรีนา ปาฟโลวา แม่เด็กหญิงที่ถูกหลอกซื้อสกุลเงินในเกม จนทำให้เธอ สูญเงินกว่า 240,000 รูเบิล หรือราว 3,000 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 10 นาที โดยเธอเล่าว่า เด็กเปิดโทรศัพท์พ่อแม่เองได้ เข้าบัญชีธนาคาร แล้วโอนเงินให้มิจฉาชีพได้ง่ายมาก

Roblox ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเกมยอดนิยมที่สุดของรัสเซีย โดยข้อมูลจาก Mediascope ระบุว่าในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Roblox เป็นเกมยอดนิยมอันดับ 2 ของประเทศ มีผู้เล่นเกือบ 8 ล้านคนต่อเดือน

ด้าน สตานิสลาฟ เซเลซเนฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์จากองค์กรสิทธิ Net Freedom ให้สัมภาษณ์กับ AP ว่า เหตุผลจริงอาจเป็นเรื่องการควบคุมข้อมูลมากกว่าเนื้อหา เนื่องจากหน่วยงานความมั่นคงอย่าง FSB ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในแพลตฟอร์มนี้ได้ ภายใต้กฎหมายรัสเซียปัจจุบัน Roskomnadzor จึงตัดสินใจบล็อกบริการ

รัฐบาลรัสเซียเร่งรัดมาตรการเข้มข้นต่อเนื่อง โดยในวันเดียวกันทางการยังประกาศ จำกัดบริการวิดีโอคอล FaceTime ของ Apple เป็นมาตรการล่าสุดที่สะท้อนถึงความพยายามปิดกั้นการสื่อสารที่รัฐควบคุมไม่ได้

ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีการวางนโยบายควบคุมอินเทอร์เน็ตดำเนินมาอย่างยาวนาน ผ่านการออกกฎหมายเข้มงวด และบล็อกเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่ไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ

โดยหลังรัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี 2022 รัฐบาลได้บล็อกโซเชียลมีเดียหลักอย่าง Twitter, Facebook, Instagram แม้ผู้ใช้จะพยายามหลบด้วย VPN แต่มักถูกบล็อกตามไปด้วย ในปีที่ผ่านมาการเข้าถึง YouTube ก็ถูกทำให้ช้าลงโดยเจตนา ตามรายงานของผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต

ขณะเดียวกันในปีนี้ รัฐบาลยังสั่งแบนการโทรผ่าน WhatsApp และ Telegram โดยอ้างว่าแอปดังกล่าวถูกใช้ก่ออาชญากรรม พร้อมกันนั้นยังโปรโมตแอปแชตแห่งชาติ ของรัฐชื่อ MAX ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเครื่องมือสอดส่องประชาชนมากกว่า

ที่มา : france24

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ Roblox

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งลุย จัดรถบรรทุก’ถุงยังชีพ’ มุ่งหน้าจังหวัดสงขลาช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

'อธิบดีกรมฝนหลวง'สั่งลุย จัดรถบรรทุก'ถุงยังชีพ' มุ่งหน้าจังหวัดสงขลาช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งลุย จัดรถบรรทุก’ถุงยังชีพ’ มุ่งหน้าจังหวัดสงขลาช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.57 น.

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ด้วยอากาศยาน แต่ยังคงมีประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสิ่งของอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

นายราเชน ศิลปะระยะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  เปิดเผยว่าได้สั่งการให้จัดรถบรรทุกลำเลียงถุงยังชีพทั้งหมด เดินทางสู่จังหวัดสงขลาเพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็ว พร้อมมอบหมายให้ นายสมศักดิ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองบริหารการบินเกษตร เป็นผู้แทนกรมฯ เดินทางไปมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ด้วยตนเอง

แบรนด์ไทย ‘Marayat’ จัดทำ-ถ่าย ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ นางแบบเด็ก 8 แบบ ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’

แบรนด์ไทย 'Marayat' จัดทำ-ถ่าย 'ชุดไทยพระราชนิยม' นางแบบเด็ก 8 แบบ ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 'พระพันปีหลวง'

แบรนด์ไทย ‘Marayat’ จัดทำ-ถ่าย ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ นางแบบเด็ก 8 แบบ ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

แบรนด์ Marayat แบรนด์ไทยแท้ที่มีมากว่า 30 ปี จัดโครงการ “ถ่ายแบบชุดไทยพระราชนิยม ๘ แบบชุด ๘ นางแบบเด็ก” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจสูงสุดในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่คุณค่าความงดงามของ ผ้าไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไทย

ทั้งนี้ การจัดถ่ายแบบดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปลูกฝังให้เยาวชนไทยได้รู้จัก รัก และภาคภูมิใจในความงดงามของผ้าไทยสืบสานพระราชปณิธานของพระพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดินและเป็นที่ประจักษ์ในสายตาชาวโลก

การจัดทำ“ชุดไทยพระราชนิยม” เพื่อการถ่ายแบบครั้งนี้ จัดทำขึ้นด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมน้อมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่ง “แม่ของแผ่นดิน” และเป็นแรงบันดาลใจนิรันดร์ให้คนไทยทุกยุคทุกสมัย

โดยนางแบบเด็กผู้สวมใส่ชุดไทยทั้ง 8 แบบ คือ

– ชุดไทยเรือนต้น : น้องพราว ด.ญ. ทักษอร สุวรรณชาต อายุ 13 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รร.มหาวชิราวุธ จ.สงขลา

– ชุดไทยจิตรลดา : น้องเฌอลิน ด.ญ.กานต์พิชชา เภาลอง อายุ 9 ปี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมนานาชาติภู่ขจร จ.กำแพงเพชร 

– ชุดไทยอมรินทร์ : น้องเอวา ด.ญ. เอวารินทร์ พาหมะ อายุ 8 ปี Year 4 Wellington College International School กทม.

– ชุดไทยบรมพิมาน : น้องน้ำปิง ด.ญ. นทีกานต์ ขุนนิล อายุ 10 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่  4 โรงเรียนสาธิต เคพีเอส วิเทศศาสตร์ กทม.

– ชุดไทยจักรี : น้องพลิน ด.ญ. ภัคภรณ์  กิตติชริน อายุ 8 ปี ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กทม.

– ชุดไทยดุสิต : น้องซาญ่า ด.ญ. ไปรยา ชีวันธรชานน อายุ 6 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปาณยา พัฒนาการ กทม.

– ชุดไทยศิวาลัย : น้องนินนา ด.ญ. นีรนารา เดอลามารช์ อายุ 11 ปี Year 7 Meritton British International School จ.เชียงใหม่

– ชุดไทยจักรพรรดิ : น้องทับทิม ด.ญ. ณรษา ศิริญญ์นวกุล อายุ 7 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตพัฒนา กทม.

ทั้งนี้ การจัดถ่ายแบบชุดไทยพระราชนิยมครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

ติดตามแบรนด์ Marayat ได้ที่ FB : Marayat Fashion Kids , IG : marayat_fashion_kids

-(016)

‘สุทธิพงษ์ จุลเจริญ – ดร.วันดี กุญชรยาคง’ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9

'สุทธิพงษ์ จุลเจริญ - ดร.วันดี กุญชรยาคง' ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9

‘สุทธิพงษ์ จุลเจริญ – ดร.วันดี กุญชรยาคง’ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2568 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงดูแลช่วยเหลือพสกนิกรตลอดมา ณ ท้องสนามหลวง และวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 5 ธันวาคม 2568 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

-(016)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ จากการประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน พ.ศ.2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง “วันดินโลก” (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr. Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2556 และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติเกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ

 แนวพระราชดำริ “อนุรักษ์และฟื้นฟูดินโดยวิธีการธรรมชาติ” 

ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่เลี้ยงชีพโดยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของดินมาช้านาน แผ่นดินจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ด้วยพระปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของดิน อันเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น บางแห่งเป็นดินเปรี้ยว ดินด่าง ดินเค็ม และบางแห่งก็ไม่มีดินเลย ซึ่งทรงเรียกดินเหล่านี้ว่า ดินแร้นแค้น นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของดินยังเกิดจากการกระทำอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการใช้พื้นที่โดยขาดการอนุรักษ์ จึงพระราชทานแนวพระราชดำริในการป้องกัน แก้ไข และพัฒนาทรัพยากรดินเป็นอเนกประการ ซึ่งล้วนแต่นำประโยชน์สุขมาสู่เกษตรกรทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญในงานอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ดินที่มีสภาพธรรมชาติและปัญหาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค จึงมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เน้นเฉพาะเรื่องมากขึ้น เช่น การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินทราย ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาดินพรุ ในภาคใต้ และที่ดินชายฝั่งทะเล รวมถึงงานในการแก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมพังทลายจากการชะล้างหน้าดิน ตลอดจนการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในบางพื้นที่ที่มีปัญหาในเรื่องดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลายสามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีก โครงการต่างๆ ในระยะหลังจึงเป็นการรวบรวมความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติจากหลากหลายสาขามาใช้ร่วมกันในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ แนวคิดและตัวอย่างการจัดการทรัพยากรดินในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทุกแห่ง

ตัวอย่างแนวพระราชดำริ ก็คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูดินโดยวิธีการธรรมชาติ  มีดังนี้ 1.การแก้ปัญหาการใช้ที่ดินและการอนุรักษ์ดิน ทรงส่งเสริมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดินได้ดําเนินการวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการพระราชดำริ ได้แก่ พื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดพื้นที่ลาดชันให้เป็นพื้นที่ปลูกป่าพื้นที่ลอนลาดเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการแก้ปัญหาสภาพดินในพื้นที่การเกษตร และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยวิธีการทางธรรมชาติ

2.การแก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณที่ลาดชัน มีพระราชดําริในการฟื้นฟูป่าไม้ให้เกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้ผืนดินบริเวณนั้นเกิดความชุ่มชื้น  โดยให้ไม้ยืนต้นในท้องถิ่นและหญ้าเติบโตโดยธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ผ่านการขุด ตัก และไถหน้าตินจนหมด จนไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ที่ดินประเภทเหล่านี้มีอยู่ในพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอชะอํา จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ในโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเพื่อทรงงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทรงมีรับสั่งถึงวิธีการอนุรักษ์ดินในพื้นที่โครงการ โดยไม่ไถหน้าดินก่อนการปลูกพืช ดังนี้

“…ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมักจะเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) ดินแล้วทําการเกษตร ซึ่งยังถือว่าเป็นวิธีการผิดธรรมชาติจะเกิดปัญหาในอนาคต ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทําการเกษตรอย่างไม่ทําลายธรรมชาติ เช่น การไม่ไถพรวนเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) เปลือยดิน เป็นต้น โดยให้ทุกโครงการในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทําเป็นตัวอย่าง แล้วหาทางแนะนําให้ราษฎรทําต่อไป…”

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มตามแนวพระราชดําริ ตําบลเขาชะงุม อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นโครงการ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทําขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯ ครบ 5 รอบ และเนื่องในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พื้นที่ดังกล่าว พลตํารวจตรี ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินประมาณ 699 ไร่ ซึ่ง เดิมเป็นฟาร์มปศุสัตว์ และมีการขุดดินลูกรังขาย พื้นที่โครงการจึงสูญเสีย หน้าดินจนหมด เหลือเพียงแต่ดินลูกรังทั้งสิ้น

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 พระราชทานพระราชดําริแก่ นายสนาน รีมวานิช อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สรุปได้ดังนี้คือ “ให้ดําเนินการศึกษาหาวิธีการปรับปรุงปารุงดินเสื่อมโทรมให้ สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ ทดสอบ วางแผน และจัดระบบปลูกพืช ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยดําเนินการในลักษณะเป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย” ภายหลังจาการเสด็พระราชดำเนินไปยังพื้นที่โครงการในครั้งแรก ยังได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อติดตามผลการดำเนินงานในปี พ.ศ.2535 และในปี พ.ศ.2539 โดยพระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำในบริเวณพื้นที่นี้ด้วย

แนวพระราชดำริปลูกหญ้าแฝก ป้องกันการชะล้างหน้าดิน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงมีพระราชดําริให้ทดลองปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน เช่น การปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลาที่ลาดเอียง บริเวณขอบแปลงผัก บริเวณที่ลาดชันในภูมิประเทศ โดยพระราชทาน พระราชดำริครั้งแรกแก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงกาครอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2534 และต่อมายังได้พระราชทานพระราชดำริแก่ผู้เกี่ยวข้องในวาระต่างๆ สรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

“…หญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นแผงเหมือนกําแพงช่วยกรองตะกอนดิน และรักษาหน้าดินได้ดี จึงควรนำมาศึกษา และทดลองปลูกในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง โดยพิจารณาจากลักษณะของภูมิประเทศ คือ บนพื้นที่ภูเขาให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวขวางของความลาดชัน และในร่องน้ำ ของภูเขา เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และช่วยเก็บกักความชื้นของดิน ไว้ด้วย บนพื้นราบ ให้ปลูกหญ้าแฝกรอบแปลงหรือปลูกในแปลงๆ ละ 1 หรือ 2 แนว ส่วนแปลงพืชไร่ให้ปลูกตามร้องสลับกับพืชไร่ เพื่อที่รากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน และหญ้าแฝกจะเป็นตัวกักเก็บไนโตรเจน และกำจัดสิ่งเป็นพิษ หรือสารเคมีอื่นๆ ไม่ให้ไหลลงไปยังแม่น้ำลำคลอง โดยกักให้ไหลลงไปใต้ดินแทน การปลูกรอบพื้นที่เก็บกักน้ำ เพื่อป้องกันดินพังทลายลงไปในอ่างเก็บน้ำ ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่ตื้นเชิน ตลอดจนช่วยรักษาหน้าดินเหนืออ่าง และช่วยให้ป่าไม้ในบริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบริเวณที่มีหญ้าคาระบาด ควรปลูกเพื่อเป็นแนวป้องกันตะกอน และดูดซับสารพิษต่างๆ ไว้ในราก และลำต้นได้นานจนสารเคมีนั้นสลายตัวเป็นปุ๋ยสำหรับพืชต่อไป ทั้งนี้ ให้บันทึกภาพก่อนดำเนินการ และหลังดำเนินการไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผลของการศึกษาทดลองควรเก็บข้อมูลทั้งทางด้านการเจริญเติบโตของลำต้น และรากความสามารถในการอนุรักษ์เพื่อความสมบูรณ์ของดิน และการเก็บความชื้นในดิน และเรื่องพันธุ์หญ้าแฝกต่างๆ ด้วย…”

จากแนวพระราชดำริดังกล่าว ทำให้หญ้าแฝกมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำของประเทศ ซึ่งถ้าหากมีการใช้อย่างแพร่หลายเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสภาพการใช้ที่ดิน จะช่วยลดปัญหาการพังทลายของดินได้ เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10,000 เหรียญสหรัฐ ให้แก่ธนาคารโลกเพื่อใช้สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับหญ้าแฝกอีกด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่พระราชกรณียกิจเรื่องหญ้าแฝก ลงในเอกสาร Vetiver Newsletter No. 11, เดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 ให้สมาชิกทราบทั่วโลก และด้วยผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ทางสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำนานาชาติ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลในฐานะทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำดีเด่นของโลก เมื่อปีพ.ศ.2537 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงตระหนักถึงปัญหาการพังทลายของดินในบริเวณที่มีการตัดถนนสายใหม่ จากบ้านสันกองขึ้นไปยังพระธาตุดอยตุง ดังนั้น ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2535 ในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินมาเฝ้าฯ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม ทรงนำเอกสารเรื่อง หญ้าแฝกมาถวาย และได้ทรงอธิบายถึงคุณสมบัติของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งทรงทดลองได้ผลมาแล้วในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ทั่วประเทศ หลังจากนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงมีพระราชดำริให้นำหญ้าแฝกมาทดลองเพื่อแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในโครงการพัฒนาดอยตุง ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร “โครงการพัฒนาหญ้าแฝกใน โครงการพัฒนาดอยตุง” ทรงพบว่า ผลการทดลองปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดเอียงได้ผลน่าพอใจ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ยังทรงทดลองปลูกหญ้าแฝกสายพันธุ์ต่างๆ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้ง 6 แห่ง ซึ่งพบว่า การปลูกหญ้าแฝกขวางกาลาดเทของภูมิประเทศ จะช่วยหยุดตะกอนดินมิให้เคลื่อนตัว เช่น ในพื้นที่ลาด 5% มีการทดลองปลูกหญ้าแฝกตามระยะระหว่างแถวของแปลง ข้าวโพด และถั่งลิสง พบว่ามีการสูญเสียหน้าดินเพียง 0.92-2.27 ตันต่อไร่ต่อปี ในขณะที่พื้นที่ที่ไม่มีการปลูกหญ้าแฝกในแปลงพืชไร่ชนิดเดียวกัน มีการสูญเสียหน้าดินสูงถึง 5.27 ตันต่อไร่ต่อปี อีกทั้ง แฝกยังสามารถรักษาความชุ่มชื้นในดินมากกว่าอีกด้วย

ต่อมาหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้นำแฝกไปปลูกในพื้นที่โครงการต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์นำแฝกไปปลูกในแปลงสาธิต กรมป่าไม้ปลูกในบริเวณที่ลาดชันในโครงการอนุรักษ์ต้นไม้ กรมชลประทาน ปลูกในบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ กรมพัฒนาที่ดินนำแฝกไปปลูกตามชอบแหล่งน้ำและร่องน้ำ ช่วงปลูกที่เหมาะสมคือช่วงต้นฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน ในปัจจุบันได้มีการปลูกหญ้าแฝกในระดับไร่นาในแปลงของเกษตรกรอย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างได้ผลในวงกว้าง

พระอัจฉริยภาพ “โครงการแกล้งดิน” แก้ปัญหาดินเปรี้ยว

นอกจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้พระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว อีกหนึ่งในพระอัจฉริยภาพด้านดิน ก็คือ โครงการแกล้งดิน  โดยสืบเนื่องจากการได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคใต้อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปีพ.ศ. 2516 เรื่อยมา ทำให้ทรงทราบว่าราษฎรในพื้นที่แถบจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียงประสบปัญหาอยู่นานัปการ ราษฎรขาดแคลนที่ทำกิน อันเป็นสาเหตุสำคัญในการดำรงชีพพื้นที่ดินพรุที่มีการระบายน้ำออกจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด เนื่องจากสารไพไรท์ที่มีอยู่ในดินทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมามากจนถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อพืชที่ปลูกหรือทำให้ผลผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ณ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปีพ.ศ.2524 เพื่อศึกษาและปรับปรุงแก้ไขปัญหาพื้นที่พรุให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและด้านอื่นๆได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2527 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงทีพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่อง

“แกล้งดิน” ความว่า “…ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัดโดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีการแกล้งดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาเรื่องนี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษาทดลองในกำหนด 2 ปี และพืชที่ทำการทดลองควรเป็นข้าว…”

เมื่อผลของการศึกษาทดลองสำเร็จผลชั้นหนึ่ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นำผลการศึกษาทดลองขยายผลสู่พื้นที่ทำการเกษตรของราษฎร ที่ประสบปัญหาดินเปรี้ยวจัด ซึ่งในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้ทรงมีพระราชดำริว่า “…พื้นที่บริเวณบ้านโคกอิฐและโคกในเป็นดินเปรี้ยว เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกข้าว ทางชลประทานได้จัดส่งน้ำชลประทานให้ ก็ให้พัฒนาดินเปรี้ยวเหล่านี้ให้ใช้ประโยชน์ได้ โดยให้ประสานงานกับชลประทาน…”

จากการพัฒนาบ้านโคกอิฐและบ้านโคกใน ปรากฏว่าราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า”…เราเคยมาโคกอิฐ โคกใน มาดูเขาชี้ตรงนั้นๆ เขาทำ แต่ว่าเขาได้เพียง 5 ถึง 10 ถัง แต่ตอนนี้ได้ขึ้นไปถึง 40-50 ถัง ก็ใช้ได้แล้ว เพราะว่าทำให้เปรี้ยวเต็มที่แล้ว โดยที่ขุดอะไรๆ ทำให้เปรี้ยวแล้วก็ระบาย รู้สึกว่านับวันเขาจะดีขึ้น…อันนี้สิเป็นชัยชนะที่ดีใจมาก ที่ใช้งานได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็ดีขึ้น..แต่ก่อนชาวบ้านเขาต้องซื้อข้าว เดี๋ยวนี้เขามีข้าวอาจจะขายได้” ปัจจุบันมีการนำผลการศึกษาทดลองไปขยายผลแก่ราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำผลของการ “แกล้งดิน” นำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดนครนายกและจังหวัดนครศรีธรรมราช อีกด้วย ดังนั้น “โครงการแกล้งดิน”  จึงเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับราษฎรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งรวมถึงโครงการในพระราชดำริอีกหลายโครงการ ที่ยังประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการอนุรักษ์พื้นฟูดิน การปรับปรุง คุณภาพดิน และการจัดการทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตทางการเกษตรที่สําคัญยิ่ง  

นับเป็นพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกรไทย ควรน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

THAI SELECT FESTIVAL สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยในเวทีโลก

THAI SELECT FESTIVAL สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยในเวทีโลก

THAI SELECT FESTIVAL สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยในเวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Thai SELECT Festival: The Savory Thai SELECT Night Market สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยสุดประทับใจในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

งาน “THAI SELECT FESTIVAL” โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น ณ The Cabana ศูนย์การค้า Westfield Century City นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ได้รับความสนใจอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์วัฒน ธรรมไทย ลิ้มลองอาหารไทยแท้ และร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษต่างๆ ในบรรยากาศเป็นกันเองตลอดทั้งงาน

พิธีเปิดงานได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน ทรงมีพระดำรัสว่า “ลอสแอนเจลิสเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รสชาติ และความรื่นรมย์ เช่นเดียวกับประเทศไทย จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเปิดตัวแนวคิดใหม่ของ Thai SELECT ในปีนี้ ซึ่งได้นำเอกลักษณ์ตลาดกลางคืนไทย—หัวใจของอาหารไทย คือแก่นแท้และจิตวิญญาณแห่งอาหารไทย เต็มไปด้วยสีสัน กลิ่นหอมเครื่องเทศ และความคึกคักของผู้คน—มาถ่ายทอดสู่ผู้ร่วมงานชาวอเมริกันและนานาชาติ” พร้อมทรงเยี่ยมชมบูธร้านอาหาร พูดคุยกับเชฟและผู้ประกอบการ โดยมีผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯ หน่วยงานด้านการค้า ทีมไทยแลนด์ ผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหาร เจ้าของร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิส อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศเป็นไปอย่างงดงาม เปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อผู้ร่วมงาน รวมถึงชุมชนไทยในลอสแอนเจลิส

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทราวงพาณิชย์ กล่าวว่า “The Savory Thai SELECT Night Market 2025” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ นครลอสแอนเจลิส เพื่อสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย โครงการ Thai SELECT มุ่งส่งเสริมคุณภาพ ความเป็นต้นตำรับ และศิลปะการปรุงอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ทั้งในร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยทั่วโลก

ภายในงาน ผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินกับการลิ้มลองเมนูจากร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT กว่า 14 ร้าน ท่ามกลางบรรยากาศตลาดกลางคืนสไตล์ไทยที่อบอวลไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน จากกิจกรรมปาเป้า การแสดงดนตรีจากวงเครื่องเทศ และ DJ Millusion พร้อมวอร์บี้ยามะ คาแรคเตอร์ไทย ร่วมสร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานทุกช่วงวัย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม “Thai SELECT Passport” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก ผู้เข้าร่วมงานต่างร่วมสะสมตราประทับจากแต่ละบูธเพื่อลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยมีสองนักแสดงชื่อดังของประเทศไทย มาย–ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และ อาโป–ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ มาร่วมมอบรางวัลและพบปะแฟนคลับอย่างใกล้ชิด สร้างบรรยากาศอบอุ่นและช่วงเวลาน่าประทับใจตลอดกิจกรรม

งาน THAI SELECT FESTIVAL ครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเผยแพร่อาหารไทยสู่เวทีโลกตอกย้ำคุณค่าของตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในฐานะเครื่องหมายรับรอง Authentic Thai Taste และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการชื่น ชมในระดับนานาชาติ

‘เพาเวอร์บาย’ ระดมทุกกำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้งช่วงวิกฤตและช่วงฟื้นฟู

‘เพาเวอร์บาย’ ระดมทุกกำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้งช่วงวิกฤตและช่วงฟื้นฟู

‘เพาเวอร์บาย’ ระดมทุกกำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้งช่วงวิกฤตและช่วงฟื้นฟู

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.26 น.

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งระดมพลัง “เพาเวอร์บาย ร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม” ให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ สะท้อนพลังน้ำใจของพนักงานและลูกค้าชาวเพาเวอร์บายที่พร้อมยืนเคียงข้างและส่งต่อการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ทั้งในยามฉุกเฉิน และช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

ในช่วงภาวะวิกฤต เพาเวอร์บาย พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาจากหลากหลายหน่วยงาน ร่วมกันแพ็กถุงยังชีพประกอบด้วยของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐในการกระจายสู่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังขอเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อความช่วยเหลือจากใจของชาวไทยเปิดจุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นที่สาขาเพาเวอร์บาย ทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนระบบขนส่งและกระจายของไปยังศูนย์ช่วยเหลือในภาคใต้ เช่น เซ็นทรัล หาดใหญ่ และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ พนักงานเพาเวอร์บายยังได้ร่วมส่งมอบพาวเวอร์แบงก์ชาร์จเต็มพร้อมสายชาร์จ และเปิดจุดบริการชาร์จโทรศัพท์ที่ร้านเพาเวอร์บาย เซ็นทรัล หาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้อย่างไม่ติดขัด รวมถึงบริจาคพัดลมและพัดลมไอเย็นให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด เพาเวอร์บายยังคงเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้ โดยจัดบริการตรวจเช็กสภาพและซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำท่วมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญถึงบ้าน พร้อมมอบส่วนลดค่าอะไหล่สูงสุด 50% เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ต้องเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน และสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สาขาใกล้บ้านหรือศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ 1324 ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 68 อีกทั้งยังช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า มอบส่วนลดพิเศษสำหรับการซื้อสินค้าใหม่สูงสุด 10,000 บาท เมื่อ นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าทุกสภาพมาแลก พร้อมทางเลือกผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน “ซื้อวันนี้ จ่ายปีหน้า” กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รวมถึงมอบส่วนลดเพิ่มอีก 10% เมื่อซื้อสินค้าหลายชิ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

เพาเวอร์บายขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและความช่วยเหลือให้พี่น้องภาคใต้อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมร่วมก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘ลอนดรี้บาร์’ ซัก–อบ ส่งมอบให้ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘ลอนดรี้บาร์’ ซัก–อบ ส่งมอบให้ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘ลอนดรี้บาร์’ ซัก–อบ ส่งมอบให้ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

ลอนดรี้บาร์ (LaundryBar) ร่วมกับ ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าไฟน์ไลน์ (Fineline) ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังน้ำใจ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มสภาพดี เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเปิดจุดรับบริจาคที่ร้านลอนดรี้บาร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ – 5 ธันวาคม 2568 และจะดำเนินการส่งมอบให้มูลนิธิกระจกเงาในวันที่ 8 ธันวาคม 2568

เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม ภายใต้แนวคิด “เราไม่ทิ้งกัน” ลอนดรี้บาร์ (LaundryBar) ร่วมกับผลิตภัณฑ์ซักผ้าและดูแลผ้าไฟน์ไลน์ (Fineline) ทำความสะอาดเสื้อผ้าทุกชิ้นด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาสูตรเฉพาะลอนดรี้บาร์จากไฟน์ไลน์ โดยผ่านกระบวนการ คัดแยก–ซัก–อบอย่างพิถีพิถัน มั่นใจได้ทุกถังซัก โดยแม่บ้านประจำสาขาจะช่วยคัดเลือกเสื้อผ้าที่อยู่ในสภาพดี ก่อนนำไปซักด้วยผลิตภัณฑ์ไฟน์ไลน์ ที่ได้มาตรฐานคุณภาพ เพื่อให้เสื้อผ้าทุกชิ้นสะอาด ปลอดภัย และพร้อมใช้งานสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เสื้อผ้าที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว จะถูกส่งมอบให้กับ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อนำไปกระจายต่อยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ประชาชนสามารถนำเสื้อผ้ามาบริจาคได้ที่ลอนดรี้บาร์สาขาใกล้บ้าน ได้แก่

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา ศรีนครินทร์

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 เอกชัย สาครบุรี

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 อนามัยงามเจริญ 31

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 พุทธบูชา 23

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 ชุมชนโพธิ์ทอง

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา คาลเท็กซ์ ลาดพร้าว 132

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา นวลจันทร์ 36

ลอนดรี้บาร์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าไฟน์ไลน์ (Fineline) ขอเชิญทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยครั้งนี้ เสื้อผ้าของคุณสามารถสร้างความอบอุ่นและกำลังใจให้ผู้ประสบภัยได้อีกมากมาย

ร่วมบริจาควันนี้ เพื่อช่วยฟื้นคืนรอยยิ้มให้ผู้ประสบภัยไปด้วยกัน