ศป.กฉ. แถลงตัวเลขผู้เสียชีวิตสถานการณ์น้ำท่วมใต้ สะสม 145 ราย สงขลาสูงสุด 110 ราย

ศป.กฉ. แถลงตัวเลขผู้เสียชีวิตสถานการณ์น้ำท่วมใต้ สะสม 145 ราย สงขลาสูงสุด 110 ราย

ศป.กฉ. แถลงตัวเลขผู้เสียชีวิตสถานการณ์น้ำท่วมใต้ สะสม 145 ราย สงขลาสูงสุด 110 ราย

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.01 น.

ศป.กฉ. รายงานยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมใต้สะสม 145 ราย สงขลา 110 ราย “สิริพงศ์” รับ มีบางอย่างที่รบ.ดำเนินการผิดพลาด ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ บอก จากนี้ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ขู่ เอาผิดถึงที่สุด มิจฉาชีพฉวยโอกาสเนียนรับของบริจาค

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.10 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.) แถลงผลการประชุม ศป.กฉ. ว่า จากการดำเนินงานเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างเช่น กรณีมีการร้องขอให้ ศป.กฉ.ส่วนหน้าเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ยังตกค้างอยู่ จำนวน 1,934 เคส สามารถช่วยเหลือออกมาได้ 1,734 เคส คิดเป็น 89% แต่สาเหตุที่ได้ไม่ครบ 100% เนื่องจากบางกรณีมีการย้ายออกไปแล้ว บางกรณีเห็นว่าสถานการณ์ดีแล้ว ไม่มีความประสงค์ที่จะย้ายไปที่ศูนย์อพยพ ในภาพรวมความสามารถในการดูแลในศูนย์พักพิงเมื่อวันที่ 27 พ.ย. มีผู้เข้าเติมในศูนย์พักพิง เป็นยอดสะสมทั้งสิ้น 14,160 ราย ความจุที่ยังสามารถรองรับได้คือ 20,840 คน ซึ่งยังสามารถรองรับผู้อพยพที่จะมาอยู่ในศูนย์พักพิงได้ ความสามารถในการผลิตอาหารชุดเพื่อดูแลในศูนย์พักพิงและไปแจกให้กับผู้ที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่ ณ เวลานี้ สามารถผลิตได้ 92,320 ชุดต่อวัน และในวันนี้ยังมีการเพิ่มกำลังการผลิตไปด้วย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับรายงานผู้เสียชีวิตจากกรณีน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจด้วยอีกครั้ง ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า ในการนำเสนอยอดผู้เสียชีวิตจะมีการอัพเดททุกวัน ดังนั้น การนำข้อมูลที่นำเสนอเมื่อวันแรกหรือวันที่สองมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ถือว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ขอให้ระมัดระวังด้วย ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มียอดผู้เสียชีวิตสะสมของทั้งภาคใต้ 145 ราย แบ่งเป็น จ.นครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 4 ราย สงขลา 110 ราย ตรัง 2 ราย สตูล 5 ราย ปัตตานี 6 ราย ยะลา 5 ราย นราธิวาส 4 ราย และจากการพิจารณาของคณะกรรมการแพทย์และฝ่ายนิติเวช เห็นว่าไม่สมควรที่จะแบ่งเคสกรณี 110 รายของ จ.สงขลา ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะไม่มีการแบ่งเคสรายงาน ทุกคนถือว่าเสียชีวิตในห้วงเวลานั้นทั้งสิ้น ดังนั้น รายงานยอดผู้เสียชีวิตของ จ.สงขลาคือ 110 ราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นเวลา 15.00 น. ที่เราได้ทำการแถลงยอด หากยอดใดที่เกิดหลังจากแถลง ยังไม่ถือว่าเป็นยอดอย่างเป็นทางการในวันนี้ เพราะกังวลว่าจะเกิดความสับสนในกรณีที่มีหน่วยงานอื่นนอกจาก ศป.กฉ.ได้รายงานไป ยอดสูงหรือต่ำกว่านี้จะกลายเป็นว่าข้อมูลไม่ตรงกัน และขอเน้นย้ำว่า ยอดทั้งหมดจะถูกส่งมารวมกันที่ ศป.กฉ.ทุกวัน ดังนั้น ยอดที่ถูกต้องในเวลานี้คือ 110 ราย โดยการบูรณาการข้อมูลเรียบร้อยแล้วระหว่างตำรวจ นิติเวช และ สธ.

เมื่อถามถึงความชัดเจนการจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการปรึกษากับทางนิติเวช ซึ่งจะมี 2 กรณีคือ กรณีที่ทราบแน่ชัดกับกรณีที่ตกค้างตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม เดิมทีเขาเอามารวมกันจากกรณีที่เสียชีวิตก่อนน้ำท่วมด้วย ซึ่งในกรณีที่เสียชีวิตก่อนน้ำท่วมจะไม่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล

เมื่อถามว่า นอกจากเยียวยาน้ำท่วมรายละ 9 พันบาท วันนี้ได้มีการเคาะตัวเลขแล้วหรือไม่ว่า จะมีเยียวยาเพิ่มเติมอีกจำนวนเท่าไหร่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มีแน่นอนหลักเกณฑ์ที่จะเยียวยาเพิ่มเติม ซึ่งนายกฯได้ให้นโยบายไปแล้ว ความจริงวันนี้จะมีเรื่องที่เป็นหลักเกณฑ์เพิ่มเติมขึ้นมาอีก เข้าใจว่านายกฯจะประกาศเองที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เมื่อถามว่า ในวิกฤติครั้งนี้บางส่วนชื่นชม แต่บางส่วนตำหนิและเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบด้วยการลาออก นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เราก็ดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง ยอมรับว่ามีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในส่วนของการดำเนินการ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลเสียใจ ในกรณีน้ำท่วมมีอยู่หลายอย่างที่จะต้องดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วยเหลือ การฟื้นฟู และการเยียวยา แน่นอนมีทั้งคนพอใจและคนไม่พอใจ แต่จากนี้ไปเป็นเวลาที่จะพิสูจน์ เวลาที่ปัจจัยอื่นๆ ควบคุมได้ ก็จะเป็นเวลาที่พิสูจน์การบริหารจัดการของรัฐบาล เดี๋ยวเรื่องนี้นายกฯน่าจะมีการพูดถึงในอนาคตอันใกล้นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงเรื่องของกลุ่มมิจฉาชีพที่มารับของบริจาค โดยไม่ส่งของไปในพื้นที่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า จ.สงขลา เป็นพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้น การจะดำเนินการใดที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ไม่หวังดีถ้ามีการตรวจพบหรือมีการร้องเรียนและเราสามารถจับกุมได้ก็จะถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด โดยเรามีช่องทางให้ประชาชนไปบริจาค หรือรับบริจาคจากสมัครพรรคพวก ขอให้เลือกที่จะบริจาคกับหน่วยรัฐหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือได้เป็นหลักก็จะปลอดภัยกว่า

ธรรมนัส เผย กล้าธรรม เลื่อนเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร สส. ชี้ต้องช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ให้พ้นวิกฤติก่อน

ธรรมนัส เผย กล้าธรรม เลื่อนเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร สส. ชี้ต้องช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ให้พ้นวิกฤติก่อน

ธรรมนัส เผย กล้าธรรม เลื่อนเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร สส. ชี้ต้องช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ให้พ้นวิกฤติก่อน

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.54 น.

พรรคกล้าธรรม แจ้งเลื่อนการเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร สส. จากเดิมกำหนดวันที่ 2 ธ.ค. นี้ ออกไปก่อน “ธรรมนัส” ย้ำต้องช่วย ปชช.พื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ให้พ้นวิกฤติก่อน

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า ตามที่พรรคกล้าธรรม มีกำหนดการเตรียมงานเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ของพรรคฯ ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นั้น ล่าสุด ตนเองได้สั่งให้เลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไปก่อนแล้ว จนกว่าสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จะคลี่คลายสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ ตนเองในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)โดยเฉพาะหน้าที่รับผิดชอบ ในจังหวัดสงขลา ที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ต้องปฎิบัติหน้าทึ่อย่างเต็มความสามารถ  ซึ่งขณะนี้แม้ในเขตหาดใหญ่ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เริ่มคลี่คลาย  และหลายชุมชนระดับน้ำลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีความเดือดร้อน ของพี่น้องประขาชน ที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือให้กลับเข้าที่อยู่อาศัย บ้าน ร้านค้า และทำความสะอาดบ้านเรือน เครื่องใช้ ไฟฟ้า รถยนต์ พาหนะต่างๆ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวัน และเปิดกิจการได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังต้องมีการวางแนวทางการฟื้นฟู เยียวยา หามาตรการช่วยเหลือในระยะสั้นและระยะยาว เร่งคืนสภาพพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วหลังน้ำลด เพื่อให้ชาวหาดใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติในเร็วที่สุด

“ แม้การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคกล้าธรรม จะเป็นเรื่องสำคัญทางการเมือง และมีการจัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว แต่ผมเห็นว่า เรื่องเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายก่อน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ณ เวลานี้“ ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ภราดร’ ยกมือไหว้ขออภัย ปมลุกหนี ยันไม่มีเจตนาเลี่ยงตอบ เพียงช่วงนี้อยากเน้นช่วยปชช.มากกว่า

'ภราดร' ยกมือไหว้ขออภัย ปมลุกหนี ยันไม่มีเจตนาเลี่ยงตอบ เพียงช่วงนี้อยากเน้นช่วยปชช.มากกว่า

‘ภราดร’ ยกมือไหว้ขออภัย ปมลุกหนี ยันไม่มีเจตนาเลี่ยงตอบ เพียงช่วงนี้อยากเน้นช่วยปชช.มากกว่า

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

“ภราดร”ยกมือไหว้ขออภัย ปมลุกหนี ยันไม่มีเจตนาเลี่ยงตอบคำถามสื่อ เพียงช่วงนี้อยากเน้นประเด็นช่วยปชช.มากกว่าการเมือง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.05 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.) ได้ถือโอกาสชี้แจงกรณีปิดไมโครโฟนและลุกเดินออกไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนในการแถลงประจำวันของ ศป.กฉ.วันที่ 27 พ.ย.ที่ว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดแล้วหรือยัง โดยได้ยกมือไหว้ พร้อมกล่าวว่า อย่างไรก็ดี ในโอกาสแรกตนถือโอกาสตรงนี้ กราบขออภัยทุกคน เมื่อวันที่ 27 พ.ย.สำหรับตัวผมที่ได้เป็นข่าวไป ได้ลุกหนีในคำถามของพี่น้องสื่อมวลชน ก็ถือโอกาสขออภัย

“จริงๆผมไม่มีเจตนาที่จะเลี่ยงหรือไม่ตอบในคำถามใดๆ เพียงแต่ว่าเราประเมินสถานการณ์เมื่อวาน(27 พ.ย.) สิ่งที่อยากที่จะให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบ ก็คือมาตรการต่างๆ แล้วก็เนื้อหาสาระ ที่ฝ่ายปฏิบัติได้ปฏิบัติหน้าที่กัน ส่วนประเด็นทางการเมืองในช่วงนี้ ทางพวกเราก็ยังไม่อยากที่จะให้ออกไปเป็นประเด็นสำคัญ ประเด็นที่เป็นกระพี้หรือประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก เช่น ประเด็นการเมืองแบบนี้ เพียงแต่อยากจะให้ประเด็นหลัก ประเด็นสาระสำคัญที่จะต้องสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบ ได้ออกมาเป็นข่าวหลัก จึงได้ไม่ตอบคำถามเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมต้องขออภัย”นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า สำหรับพี่น้องสื่อมวลชนตนเชื่อว่าท่านรู้จักตนมานานพอสมควร ตนไม่มีนิสัยในการที่จะหลบหนีหรือเลี่ยงตอบคำถามของพวกเรา เพียงแต่ว่าสิ่งที่อยากที่จะให้สื่อออกไปสู่สาธารณะก็คือเนื้อหาสาระที่ทางรัฐบาลและทางศูนย์ตั้งใจที่จะออกไป มากกว่าประเด็นการเมือง เพราะฉะนั้นก็ถือโอกาสตรงนี้ขออภัยอีกครั้ง

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

“รมว.นฤมล” ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา “ลดภาระครู-ทักษะอนาคต-เทคโนโลยี AI” สร้างคุณภาพและความเท่าเทียมทั่วไทย

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ของสมาคม ISAT ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล

ศ.ดร. กล่าวว่า หากกล่าวถึงโรงเรียนสมาชิก 204 แห่ง ของ ISAT ท่านคือพันธมิตรสำคัญยิ่งในพันธกิจด้านการศึกษาระดับชาติของเรา โรงเรียนของท่าน มอบการศึกษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพระดับโลกให้แก่นักเรียน ด้วยหลักสูตรที่หลากหลายที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ท่านมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยและเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขัน ให้แก่ประเทศของเราในฐานะศูนย์กลางการศึกษาระดับภูมิภาค

ในศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่อาจถูกจำกัดด้วยพรมแดนอีกต่อไป ประเทศไทยมองว่าการศึกษาในระดับนานาชาติ ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเสาหลักของยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รมว.ศธ. กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า วิสัยทัศน์ของรัฐบาลเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการศึกษาไทยให้เข้มแข็ง เพื่อเตรียมความพร้อมให้พลเมืองทุกเพศทุกวัยให้สามารถเติบโตได้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ด้วยรากฐานทางศีลธรรมที่แข็งแกร่ง มีทักษะที่จำเป็น และมีความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ เรายังตระหนักถึงแนวโน้มที่เห็นได้ชัดและเป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือ ความนิยมของโรงเรียนนานาชาติยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้เข้าเรียนหลักสูตรทั่วไปของไทยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อมองว่า หลักสูตรนานาชาติมีความทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมให้บุตรหลานของตน มีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในเวทีโลก นอกจากนี้ มาตรฐานการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับของประเทศไทยและค่าเล่าเรียนที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักเรียนต่างชาติได้

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เสาหลัก 3 ประการ ของนโยบายการศึกษา นโยบายดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่า ระบบการศึกษาไทยมีความยืดหยุ่น ตรงประเด็น และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ได้แก่ 1. ลดภาระด้านกฎระเบียบและส่งเสริมการพัฒนา โดยจะสร้างกฎระเบียบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ มีมาตรการเชิงรุกเพื่อปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาต ให้มีความรวดเร็วและชัดเจนขึ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล โดยมีเป้าหมายคือ การดำเนินการกระบวนการขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และใบอนุญาตเริ่มต้นดำเนินกิจการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อให้มั่นใจว่า ท่านจะได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน เรายังส่งเสริมการประกันคุณภาพผ่านการกำหนดกรอบหลักสูตรที่ชัดเจน 
ซึ่งมีความยืดหยุ่นและมีนวัตกรรมทางการสอนที่มีคุณภาพ

ส่วนข้อ 2 คือ การให้ความสำคัญกับทักษะในอนาคต คือ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพื้นฐานที่จำเป็น ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาได้คล่องแคล่ว โดยเฉพาะภาษาสากล เช่น ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก, ความรู้ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถเป็นนักคิดอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรมและเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างรอบรู้ และทักษะทางสังคมและการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งจำเป็นต่อการปรับตัวและการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

และ 3. การใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ไม่เพียงเกี่ยวกับความสามารถทางดิจิทัลเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะ ที่สนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคลและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ช่วยลดช่องว่างด้านคุณภาพของการศึกษา ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท และรับประกันว่าเด็กนักเรียนทุกคนจะสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

ดังนั้น นโยบายของเรา ตั้งแต่การฝึกอบรมวิชาชีพไปจนถึงการเรียนดิจิทัล ล้วนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ครอบคลุม เรากำลังสร้างกลไกต่างๆ เช่น ระบบเทียบโอนหน่วยกิตและการเทียบโอนประสบการณ์ เพื่อให้สามารถเกิดการศึกษานอกห้องเรียนได้ในทุกช่วงวัย

“โดยสรุป นโยบายการศึกษาระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพ ความเสมอภาค และการบูรณาการความร่วมมือในระดับสากล เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อพันธกิจของ ISAT และโรงเรียนสมาชิกทั้ง 204 แห่ง และเรายังคงมุ่งมั่นในการสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ตรงประเด็น และมีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือกับอนาคต  ด้วยการลดกำแพงด้านกฎระเบียบ รวมทั้งให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็นในอนาคต และการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ดิฉันมั่นใจว่าเรากำลังเตรียมความพร้อมพลเมืองไทยรุ่นต่อไป ให้มีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และสามารถแข่งขันในระดับโลก เราเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือ คือกลไกขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่แท้จริง และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ISAT เพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และผลักดันอนาคตของการศึกษาให้ก้าวหน้าสู่ระดับโลก” รมว.ศธ. กล่าว

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"

28 พ.ย. 2568 15:56 น.

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลสูงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้มีคำตัดสินที่สร้างความผิดหวังต่อกลุ่มผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยระบุว่า กฎหมายที่ห้ามการสมรสระหว่างคู่รักเพศเดียวกันนั้น “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ซึ่งถือเป็นคำตัดสินที่สวนทางกับแนวโน้มของศาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ ที่เคยตัดสินว่าการห้ามดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และทำให้ความหวังในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นต้องหยุดชะงักลง

ศาลสูงกรุงโตเกียวได้ตัดสินคดีเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันวันนี้ (28 พ.ย.) โดยผู้พิพากษาอายูมิ ฮิกาชิ ระบุว่า ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันควรถูกพิจารณาโดยรัฐสภาเป็นอันดับแรก ซึ่งคำตัดสินนี้ทำให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่รับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันอย่างสมบูรณ์ หรือให้ความคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจน

ด้านนอกศาลสูงกรุงโตเกียว โจทก์และทีมกฎหมายที่รวมตัวกันต่างแสดงความผิดหวัง โดยชูป้ายที่มีข้อความว่า “คำตัดสินไม่ยุติธรรม”

ชิโน คาวาจิ หนึ่งในโจทก์ กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า คำตัดสินนี้ “ยากที่จะทำความเข้าใจ” และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของศาล ส่วนฮิโรมิ ฮาโตไก คู่รักของเธอ กล่าวว่าเธอ “โกรธแค้นอย่างยิ่ง” แต่ยืนยันว่าจะ “ต่อสู้ต่อไป”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เป็นการก้าวถอยหลังที่สร้างความเสียหาย” ในประเด็นสมรสเพศเดียวกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิในการสมรสอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับคู่รักต่างเพศ

คำตัดสินของศาลโตเกียวในวันนี้ ถือเป็นคำตัดสินสุดท้ายจากคดีสมรสเพศเดียวกันทั้งสิ้น 6 คดี ที่ยื่นฟ้องทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2564 ซึ่งรวมถึงศาลในเมืองซัปโปโร โอซากา และฟุกุโอกะ

ในบรรดา 6 คดีนี้ มีถึง 5 คดีที่ศาลตัดสินว่า การห้ามสมรสเพศเดียวกันนั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แม้ว่าศาลจะปฏิเสธคำเรียกร้องค่าชดเชยของโจทก์ก็ตาม คำตัดสินของศาลโตเกียวจึงเป็น ข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นท่ามกลางชุดคำตัดสินที่เคยสร้างความหวังให้กับการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม คดีทั้งหมดนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ซึ่งจะเป็นการตัดสินชี้ขาดขั้นสุดท้ายในประเด็นนี้.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

28 พ.ย. 2568 14:53 น.

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริตของฮ่องกง ได้จับกุมผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาด้านการปรับปรุงอาคารเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมผู้ถูกจับกุมจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 7 ทศวรรษ พุ่งเป็น 5 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด ณ บ่ายวันศุกร์ ทะลุ 128 ราย และยังมีผู้สูญหายกว่า 200 ราย ที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

สื่อฮ่องกงรายงานความคืบหน้าของโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่อาคารที่พักอาศัย “หวังฟุกคอร์ท” ในเขตต่ายโป  ซึ่งเริ่มลุกไหม้เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (26 พ.ย.) ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 128 ราย แล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 79 ราย และทางการได้รับแจ้งผู้สูญหายถึง 467 ราย ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันชะตากรรมได้ประมาณ 200 ราย

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ได้ขยายผลการสอบสวนและเข้าจับกุมกรรมการบริษัท Will Power Architects Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่รับผิดชอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่เกิดเหตุเพิ่มอีก 2 คน หลังจากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตำรวจได้จับกุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัท Prestige Construction & Engineering Co Limited ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้าง จำนวน 3 ราย ในข้อหาต้องสงสัยว่า ฆ่าคนตายโดยประมาท ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงกรรมการบริษัท 2 ราย ทำให้ยอดผู้ถูกจับกุมรวมเป็น 5 ราย

ทั้ังนี้ มีกรณีขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูญหาย 467 กรณี แต่บางกรณีอาจเป็นผลมาจากการสอบถามที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 39 ราย บาดเจ็บ 35 ราย กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล พบผู้ปลอดภัย 110 ราย และอีก 200 รายยังคงสูญหาย

ในบรรดาผู้สูญหาย 200 ราย มีบางคนอยู่ใน “สถานการณ์” ที่ไม่ชัดเจน ถังเปิดเผยว่าในจำนวนนี้มี 80 ศพที่ “ไม่สามารถระบุตัวตนได้” สิ่งที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยคือร่างของพวกเขาอาจถูกเผาไหม้จนจำไม่ได้

เจ้าหน้าที่ระบุว่าจากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่ามีการใช้วัสดุที่เข้าข่ายไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เจ้าหน้าที่พบโฟมสไตรีนซึ่งเป็นสารไวไฟสูงถูกใช้ปิดช่องหน้าต่างลิฟต์ในทุกชั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในตัวอาคาร และลามเข้าสู่ห้องพักผ่านทางเดิน นอกจากนั้น วัสดุตาข่ายและผ้าคลุมที่ใช้ภายนอกอาคารเพื่อคลุมนั่งร้าน ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยเช่นกัน ซึ่งทำให้ไฟที่ลุกไหม้จากนั่งร้านไม้ไผ่ภายนอก  ได้โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว

สำนักงานดับเพลิงฮ่องกงกล่าวในการแถลงข่าวว่า เพลิงไหม้เริ่มต้นจากชั้นล่างแล้วลุกลามขึ้นไปยังชั้นบน และเสริมว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป และกล่าวต่อว่า เมื่ออุณหภูมิสูงสุดของไฟสูงถึง 500 องศาเซลเซียส นี่จึงเป็นสาเหตุให้ไฟจึงลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งในบางจุดหลังจากถูกดับลงแล้ว และยืนยันว่าไฟทั้งหมดถูกดับลงแล้ว ณ  เวลาประมาณ 10:18 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าตำรวจจะเริ่มเข้าไปในอาคารหวังฟุกคอร์ทในวันนี้เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐาน และจะใช้เวลาในการสอบสวนในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าได้ระดมรถดับเพลิง 391 คัน และรถพยาบาล 188 คัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 2,311 นายเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 12 นายระหว่างปฏิบัติการนี้  เจ้าหน้าที่ยังระบุว่าไม่ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ และเชื่อว่าการหย่อนน้ำดับเพลิงทาสงอากาศไม่มีประสิทธิภาพในการดับไฟภายในอาคาร 

เจ้าหน้าที่ยังกล่าวอีกว่าไม่ได้ใช้โดรน และกล่าวว่ายังคงศึกษาวิธีการใช้โดรนในการปฏิบัติการประเภทนี้อยู่ เจ้าหน้าที่กล่าวว่าหน่วยดับเพลิงได้ตรวจสอบสัญญาณเตือนไฟไหม้ทั้ง 8 ตึกแล้ว แต่พบว่าระบบทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

นาย จอห์น ลี กา-ชิว ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่พักอาศัยของรัฐบาลทั้งหมดโดยทันที และยืนยันว่าจะมีการสืบสวนคดีอาชญากรรมครั้งนี้อย่างเข้มข้น

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการระดมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและสูญเสียให้น้อยที่สุด

ปัจจุบัน ไฟที่ลุกไหม้อาคารทั้ง 7 ใน 8 หลังของโครงการหวัง ฟุก คอร์ท สามารถควบคุมได้แล้ว และยังคงมีผู้พักอาศัย 56 รายที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล.

ที่มา South China Morning Post BBC

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

28 พ.ย. 2568 12:46 น.

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

เผยนักดับเพลิงฮ่องกงผู้สละชีพจากเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย เสียชีวิต 1 เดือนก่อนถึงวันแต่งงานกับแฟนสาวที่คบกันมา 10 ปี ขณะที่ยอดตายไฟไหม้พุ่ง 94 ศพ กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดของฮ่องกง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สื่อฮ่องกงรายงานเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในเหตุไฟไหม้ซึ่งทำให้นาย “โฮ ไว่โหว” นักผจญเพลิงวัย 37 ปี ต้องสังเวยชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาวที่คบกันมานานกว่า 10 ปี ในเดือนหน้า

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนเสียชีวิตนายโฮกำลังเตรียมแต่งงานกับแฟนสาวที่คบหากันยาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งเขามักโพสต์ภาพคู่หวานให้เห็นบ่อยครั้ง ขณะที่แฟนสาวโพสต์ข้อความสุดสะเทือนใจว่า“ซูเปอร์ฮีโร่ของฉันทำภารกิจเสร็จแล้ว และกลับไปยังดาวคริปทอนแล้ว” 

รายงานข่าวระบุว่า โฮซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษประจำสนามบิน ได้ผันตัวเป็นนักดับเพลิงเมื่อ 9 ปีก่อน เขาเดินทางถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 15.01 น. และลงพื้นที่ค้นหาผู้ติดอยู่ภายในอาคาร แต่ได้ขาดการติดต่อกับทีมราว 15.30 น. ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะพบร่างเขาหมดสติอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งด้านนอกอาคาร มีบาดแผลไฟลุกไหม้บริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง แม้ถูกเร่งนำส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ยืนยันการเสียชีวิตเวลา 16.45 น.

หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น แรงอาลัยหลั่งไหลจากทั้งเพื่อนร่วมงานและชาวฮ่องกง กรมบริการดับเพลิงฮ่องกง  ปรับหน้าเว็บไซต์เป็นขาวดำเพื่อไว้อาลัย ขณะที่เพื่อนร่วมทีมโพสต์ภาพร่วมงานกับโฮ พร้อมข้อความว่า “จะไม่ลืมคุณ” และ “ขอให้ไปสู่สุคติ” ด้านชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปแสดงความเสียใจในอินสตาแกรมของเขา โดยเขียนว่า “คุณคือฮีโร่ของชาวฮ่องกง”

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

"You’re a Stupid Person!" ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว "โง่" หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

28 พ.ย. 2568 12:39 น.

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้สื่อข่าวหญิงรายหนึ่งระหว่างการแถลงข่าว โดยกล่าวว่า “You’re a Stupid Person!” หรือ “เธอมันโง่” หลังจากเธอถามคำถามเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งก่อเหตุยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมโทษฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนที่ปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาในประเทศโดยไม่มีการตรวจสอบ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ฉุนขาดและเรียกผู้สื่อข่าวรายหนึ่งว่าเป็น “คนโง่” ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) หลังจากที่เธอได้ซักถามเขาเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดียิงทหารทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นาย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุยิงดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ระบุว่า “เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าผู้ต้องสงสัยได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลาหลายปี และเขาได้รับการตรวจสอบประวัติแล้ว ผลการตรวจสอบก็ ‘ผ่าน’ ด้วยดี”

ทรัมป์ตอบโต้ว่า “เขาเป็นบ้า ผมหมายถึงเขาเสียสติ มันเกิดขึ้นบ่อยเกินไปกับคนพวกนี้ คุณเห็นแล้ว แต่ดูสิ พวกเขาเข้ามาแบบนี้ แห่กันเข้ามา ไม่มีอะไรตรวจสอบเลย พวกเขาเข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ และเรามีคนแบบนี้อีกมากในประเทศนี้ และเราจะเอาพวกเขาออกไป”

ผู้สื่อข่าวจึงตั้งคำถามต่อว่า “จริง ๆ แล้ว ผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม ของคุณเพิ่งรายงานในปีนี้ว่า กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและ FBI ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติชาวอัฟกันที่ถูกพาเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างถี่ถ้วน แล้วทำไมคุณถึงตำหนิฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนสำหรับสิ่งที่ชายคนนี้ทำ?”

ทรัมป์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เพราะพวกเขาปล่อยให้เข้ามา คุณโง่หรือเปล่า? คุณเป็นคนโง่หรือไง?” ทรัมป์ตอกกลับอย่างฉุนเฉียว “เพราะพวกเขาเข้ามาบนเครื่องบินพร้อมกับคนอีกหลายพันคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ และคุณกำลังถามคำถามก็เพราะคุณเป็นคนโง่”

เขากล่าวต่อไปว่า มีกฎหมายที่ผ่านออกมาซึ่งทำให้การเนรเทศคนเหล่านี้เป็นเรื่องเกือบเป็นไปไม่ได้เมื่อเข้ามาแล้ว และย้ำว่าคนเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีใครเช็คประวัติ และมันเป็นความอัปยศอดสู ทรัมป์ตำหนิสถานการณ์อัฟกานิสถานทั้งหมดว่าเป็นความยุ่งเหยิง

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศการเสียชีวิตของซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี ในเย็นวันพฤหัสบดี หลังจากที่เธอถูกยิงโดยผู้ต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวอัฟกานิสถานเมื่อวันก่อนหน้า ขณะที่ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ก็ถูกยิงในการโจมตีครั้งเดียวกันและยังคงอาการวิกฤต

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้คำพูดที่รุนแรงต่อผู้สื่อข่าว ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์เคยเรียกผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งว่า “piggy” (ลูกหมู) และอีกคนว่า “a terrible person” (คนแย่ๆ) และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายทรัมป์ก็ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรายงานของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ ที่มุ่งเน้นไปที่อายุและสัญญาณความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นของเขา โดยได้เรียกผู้เขียนบทความที่เป็นผู้หญิงว่า “ugly” (น่าเกลียด).

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

28 พ.ย. 2568 12:02 น.

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรงทั่วเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียในช่วงสัปดาห์นี้ พุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 84 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายพื้นที่ยังถูกตัดขาดการสื่อสาร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพและให้ความช่วยเหลือ 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยและดินถล่มที่เกิดขึ้นทั่วเกาะสุมาตราในสัปดาห์นี้ ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 84 ราย แล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน

จังหวัดสุมาตราเหนือ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 รายในเมืองซิบอลกา  ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเจ้าหน้าที่กำลังมุ่งเน้นที่การอพยพและการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากหลายพื้นที่ยังคงถูกตัดขาดทั้งการเข้าถึงและการสื่อสาร เจ้าหน้าที่หวังว่าสภาพอากาศจะดีขึ้นเพื่อสามารถใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดได้

ส่วนจังหวัดสุมาตราตะวันตก หัวหน้าสำนักงานภัยพิบัติในพื้นที่ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 12 รายที่ยังคงตามหาอยู่

นอกจากนี้ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักยังทำให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัดอาเจะห์ ส่งผลให้เกิดดินถล่ม และต้องอพยพประชาชนเกือบ 1,500 คน นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้าในบางส่วนของจังหวัดก็ถูกตัดขาดเช่นกัน

ตามปกติแล้ว ฤดูมรสุมประจำปีของอินโดนีเซียจะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งมักนำมาซึ่งฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน ที่พัดถล่มในภูมิภาคในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ระบบอากาศดังกล่าวได้ส่งผลให้หลายพื้นที่ทางภาคใต้ของไทยประสบภาวะน้ำท่วมรุนแรง มีผู้เสียชีวิตเกินกว่า 100 ศพ และผู้คนจำนวนมากติดค้างอยู่ในบ้านพัก ส่วนในมาเลเซียก็มีน้ำท่วมหนักและมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบของพายุ รวมถึงระยะเวลาและความรุนแรงของฤดูฝน ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และกระแสลมที่รุนแรงขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็เคยเกิดเหตุดินถล่มจากฝนตกหนักในจังหวัดชวากลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 38 ราย และสูญหายประมาณ 13 ราย.

ที่มา CNA

ฮือฮา นักวิทย์พบกรดอะมิโน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลกอาจมาจากอุกกาบาต

ฮือฮา นักวิทย์พบกรดอะมิโน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลกอาจมาจากอุกกาบาต

28 พ.ย. 2568 11:28 น.

ฮือฮา นักวิทย์พบกรดอะมิโน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลกอาจมาจากอุกกาบาต

ฮือฮา นักวิทย์พบ “ทริปโตเฟน” กรดอะมิโนจำเป็นที่ซับซ้อน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลก อาจมาจากอุกกาบาตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน 

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 คณะนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยนาซา เผยผลการวิเคราะห์ตัวอย่างหินและฝุ่นจากดาวเคราะห์น้อย “เบ็นนู” (Bennu) ที่ยานโอซิริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) เก็บกลับมายังโลกในปี 2566 พบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ทริปโตเฟน (Tryptophan) กรดอะมิโนจำเป็นที่มนุษย์ต้องได้รับจากอาหาร และยังเป็นกรดอะมิโนที่ซับซ้อนที่สุดชนิดหนึ่ง โดยถือเป็นครั้งแรกในโลกที่พบทริปโตเฟนในตัวอย่างจากอวกาศ หลังจากก่อนหน้านี้นักวิทย์พบกรดอะมิโนบนอุกกาบาตหลายชนิด รวมถึงบนดาวเคราะห์น้อยริวงู ของญี่ปุ่น แต่ไม่เคยพบทริปโตเฟนมาก่อน

ดร.โฮเซ อาพอนเต นักเคมีดาราศาสตร์จากศูนย์วิจัยนาซา ระบุว่า  ทริปโตเฟนบนเบ็นนูคือหลักฐานสำคัญเพราะมันซับซ้อนมาก การพบว่ามันก่อตัวขึ้นเองในอวกาศ อาจหมายความว่า “สูตรการก่อกำเนิดชีวิต” อาจไม่ได้เริ่มบนโลกเท่านั้น แต่ถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่ยุคกำเนิดระบบสุริยะ

ก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบตัวอย่างเบ็นนู นักวิทยาศาสตร์เคยพบกรดอะมิโนที่สิ่งมีชีวิตใช้สร้างโปรตีนมาแล้ว 14 ชนิด พร้อมนิวคลีโอเบส ทั้ง 5 ชนิดที่เป็นส่วนประกอบของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ การพบทริปโตเฟนเพิ่มทำให้ยอดรวมเป็น 15 ชนิดจาก 20 ชนิดที่สิ่งมีชีวิตบนโลกใช้  

นักวิจัยชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูก่อตัวจากเศษอุกกาบาตเมื่อราว 2,000–700 ล้านปีก่อน และมีองค์ประกอบย้อนกลับไปถึงยุคกำเนิดระบบสุริยะเมื่อ 4.5 พันล้านปี โดยมีแหล่งกำเนิดธาตุจากการระเบิดซุปเปอร์โนวาของดาวฤกษ์โบราณ ก่อนถูกหล่อหลอมด้วยความร้อน การชนปะทะ และรังสีจากดวงอาทิตย์

ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า เบ็นนูมีสารอย่างแอมโมเนีย และแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างโมเลกุลพื้นฐานของชีวิต ซึ่งถือเป็นชิ้นส่วนตัวต่อสำคัญที่ยังไม่ถูกประกอบเข้าด้วยกัน โดยผลการวิเคราะห์เบื้องต้นยังต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากตัวอย่างที่ใช้มีน้ำหนักเพียง 50 มิลลิกรัม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนจากโลกมีน้อยมาก เพราะตัวอย่างจากเบ็นนูถูกเก็บรักษาในสภาพสมบูรณ์อย่างมาก.

ที่มา CNN