ระทึก ไฟไหม้ที่ประชุม COP30 ต้องอพยพผู้คน การเจรจาหยุดชะงัก

ระทึก ไฟไหม้ที่ประชุม COP30 ต้องอพยพผู้คน การเจรจาหยุดชะงัก

21 พ.ย. 2568 02:04 น.

ระทึก ไฟไหม้ที่ประชุม COP30 ต้องอพยพผู้คน การเจรจาหยุดชะงัก

เกิดเหตุไฟไหม้ภายในสถานที่จัดการประชุมสุดยอดสภาพอากาศ COP ครั้งที่ 30 ที่บราซิล ทำให้การประชุมหยุดชะงัก และผู้คนต้องอพยพออกไปยังที่ปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 20 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้คนออกจากสถานที่จัดการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ในเมืองเบเลม ประเทศบราซิล หลังเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงภายในสถานที่จัดงาน

เปลวเพลิงสีส้มได้เผาจนทะลุแผ่นผ้าที่คลุมสถานที่จัดงาน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของอดีตสนามบินแห่งหนึ่ง โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็น ชายคนหนึ่งกำลังฉีดเครื่องดับเพลิงเข้าใส่เปลวไฟก่อนจะตัดสินใจวิ่งหนี

ผู้สื่อข่าวของ BBC ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกล่าวว่า เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันในบริเวณสถานที่จัดแสดง ก่อนที่พวกเขาจะถูกเร่งให้ออกไปด้านนอก เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่ภายใน และเห็นรถดับเพลิงและรถพยาบาลแล่นมายังทางเข้าสถานที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งบอกกับ BBC ว่า เขาเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สมาชิกคณะผู้แทนสหราชอาณาจักรรายหนึ่งบอกกับ BBC ว่า เหตุเพลิงไหม้ทำให้การเจรจาในการประชุม COP ครั้งที่ 30 นี้ต้องหยุดชะงักลง และคณะผู้แทนของหลายประเทศถูกบีบให้ไปหลบอยู่ด้านนอกใต้หลังคาของปั๊มน้ำมัน

ทั้งนี้ COP มีความสำคัญในฐานะการประชุมของประเทศภาคีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อหารือและตกลงในข้อตกลงด้านการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นเวทีสำคัญที่ทั่วโลกมาร่วมมือกัน ประเมินผลความคืบหน้า, กำหนดเป้าหมายใหม่ และทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ปราบผู้อพยพผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ จับกุม 250 คน

สหรัฐฯ ปราบผู้อพยพผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ จับกุม 250 คน

21 พ.ย. 2568 01:35 น.

สหรัฐฯ ปราบผู้อพยพผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ จับกุม 250 คน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยมีผู้ถูกจับกุมไปแล้วกว่า 250 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 พ.ย. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ดำเนินการปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ภายใต้ชื่อว่า “ปฏิบัติการใยแมงมุมชาร์ลอตต์” (Operation Charlotte’s Web) ท่ามกลางเสียงประณามจากฝ่ายเดโมแครต

เมืองชาร์ลอตต์กลายเป็นเมืองล่าสุดที่ตกเป็นเป้าหมายของการปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามหลังเมืองใหญ่อย่าง ชิคาโก และ ลอสแอนเจลิส เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) บอกกับสำนักข่าว BBC ว่า ผู้ถูกจับกุมเป็นอาชญากรและสมาชิกแก๊ง

แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติและชาวบ้านท้องถิ่นต่างออกมาประท้วงปฏิบัติการนี้ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนา ผู้เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตอ้างว่า ผู้ที่ถูกจับกุมตกเป็นเป้าหมายเพราะเชื้อชาติของพวกเขา

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 พ.ย.) โฆษกของ DHS ระบุว่า ปฏิบัติการนี้นำไปสู่การจับกุม “กลุ่มอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่อันตรายที่สุดบางส่วน ซึ่งรวมถึงสมาชิกแก๊ง ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมคนอื่นๆ ก็เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดอาญาในหลายประเภท รวมถึงการทำร้ายตำรวจ, เมาแล้วขับ, โจรกรรม และปลอมแปลงเอกสารของรัฐ”

ด้านนาย จอช สไตน์ ผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนาจากพรรคเดโมแครต ประณามปฏิบัติการล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ และกล่าวหาเจ้าหน้าที่ว่า เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองชาร์ลอตต์

“เราเห็นเจ้าหน้าที่สวมหน้ากาก ติดอาวุธหนัก สวมชุดเครื่องแบบกึ่งทหาร ขับรถที่ไม่ติดเครื่องหมาย มุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองอเมริกันตามสีผิวของพวกเขา เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและจับกุมผู้คนแบบสุ่มในลานจอดรถ นี่ไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยขึ้นเลย” นายสไตน์กล่าว

ส่วนนาง วี ไลล์ส นายกเทศมนตรีเมืองชาร์ลอตต์ ซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครตเช่นกัน ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางปฏิบัติการด้วยความเคารพต่อค่านิยมของเมือง พร้อมชื่นชมผู้คนที่ออกมาประท้วงการกระทำของรัฐบาลทรัมป์ในเมืองอย่างล้นหลามเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

“ฉันมีความกังวลอย่างยิ่งกับวิดีโอมากมายที่ฉันได้เห็น” นายกเทศมนตรีไลล์สกล่าว “ถึงทุกคนในชาร์ลอตต์ที่รู้สึกกระวนกระวายใจหรือหวาดกลัว: คุณไม่ได้อยู่คนเดียว เมืองของคุณยืนหยัดเคียงข้างคุณ”

ทั้งนี้ DHS ไม่ได้ระบุว่า ปฏิบัติการจับกุมจะดำเนินต่อไปนานเพียงใด โดยการปราบปรามที่ชิคาโกเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนและจนถึงตอนนี้ก็ยังดำเนินอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นสถานการณ์บานปลาย

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นสถานการณ์บานปลาย

20 พ.ย. 2568 23:52 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นสถานการณ์บานปลาย

กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาระลอกใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 33 ศพ ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่การแพทย์ในฉนวนกาซา ว่า กองทัพอิสราเอลดำเนินการโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในวันที่ 20 พ.ย. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 33 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก นับเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคม

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นาสเซอร์ ในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา กล่าวว่า พวกเขาได้รับร่างผู้เสียชีวิต 17 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 5 ศพ และเด็กอีก 5 ศพ หลังจากเครื่องบินรบของอิสราเอลโจมตีเต็นท์ที่พักพิงผู้พลัดถิ่นถึง 4 ครั้ง ส่วนที่เมืองกาซา ซิตี้ อิสราเอลโจมตีทางอากาศ 2 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไป 16 ศพ เป็นเด็กถึง 7 ศพ

อิสราเอลระบุว่า พวกเขาเปิดฉากโจมตีหลังจากที่ทหารของพวกเขาในเมืองข่านยูนิส ถูกยิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ตาม ส่วนกลุ่มฮามาสประณามการโจมตีของอิสราเอลว่าเป็น “การสังหารหมู่ที่น่าตกใจ” และปฏิเสธเรื่องการโจมตีกองทัพอิสราเอล

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 10 ต.ค. อิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายในฉนวนกาซาหลายครั้ง และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 300 ศพ ขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า พวกเขายังได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นทุกวัน

กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคนสำคัญตลอดช่วงสงคราม 2 ปีที่ผ่านมา ประณามการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลว่า เป็นความเคลื่อนไหวอันตรายที่อาจบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง กองกำลังสร้างเสถียรภาพระหว่างประเทศ และแนวทางที่เป็นไปได้สู่การสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคขัดขวางแผนการดังกล่าวอยู่ เช่น ยังไม่ชัดเจนว่า จะทำให้กลุ่มฮามาสยอมวางอาวุธได้อย่างไร, ใครจะเป็นผู้จัดหากำลังทหารสำหรับกองกำลังรักษาสันติภาพชุดใหม่ และความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบจะเข้าถึงฉนวนกาซาได้อย่างไร หากอิสราเอลไม่ยกเลิกการปิดกั้น

นอกจากนั้น ในปัจจุบัน กลุ่มฮามาสยังคงครอบครองร่างของตัวประกัน 3 รายเอาไว้ ส่วนทหารของอิสราเอลก็ยังคงยึดครองพื้นที่มากกว่า 50% ของกาซา แม้จะถอนกำลังออกจากบางพื้นที่หลังการหยุดยิงเริ่มขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ทรัมป์ลงนามกฎหมาย สั่งกระทรวงยุติธรรม เปิดเอกสารคดีเอปสตีนแล้ว

ทรัมป์ลงนามกฎหมาย สั่งกระทรวงยุติธรรม เปิดเอกสารคดีเอปสตีนแล้ว

20 พ.ย. 2568 22:24 น.

ทรัมป์ลงนามกฎหมาย สั่งกระทรวงยุติธรรม เปิดเอกสารคดีเอปสตีนแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอนุมัติกฎหมาย ซึ่งสั่งให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ออกมาแล้ว หลังยืดเยื้อมานานหลายเดือน

เมื่อ 20 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้อนุมัติร่างกฎหมายที่สั่งให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลเกี่ยวกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตผู้ต้องโทษคดีอาชญากรรมทางเพศผู้ล่วงลับแล้ว โดยนี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการต่อสู้เพื่อให้เปิดเผยเอกสารดังกล่าว ซึ่งกินเวลานานหลายเดือน

หลังจากนี้ กระทรวงยุติธรรมจะมีเวลา 30 วันในการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจากการสอบสวนของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีนต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถระงับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนที่ยังดำเนินอยู่ หรือข้อมูลที่พิจารณาแล้วว่าละเมิดความเป็นส่วนตัวได้

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์ปฏิเสธความจำเป็นในการเปิดเผยเอกสารคดีของเอปสตีนมาตลอด โดยบอกว่าข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีของเอปสตีนเป็นเรื่องลวงโลกฝีมือพรรคเดโมแครต เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากผลงานของพรรคของเขา

แต่นายทรัมป์ยุติการคัดค้านเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากถูกดันจากเหยื่อของเอปสตีนและสมาชิกพรรครีพับลิกันของเขาเอง ส่งผลให้ร่างกฎหมายเปิดเผยข้อมูล ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วท้นจากทั้งสภาล่างและสภาสูง

นายทรัมป์ระบุหลังจากลงนามบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวว่า “บางทีความจริงเกี่ยวกับพรรคเดโมแครตเหล่านี้ และความเกี่ยวข้องของพวกเขากับเจฟฟรีย์ เอปสตีน จะถูกเปิดเผยในไม่ช้า เพราะผมได้ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อเปิดเผยแฟ้มข้อมูลของเอปสตีนแล้ว!”

ทั้งนี้ แฟ้มข้อมูลที่จะถูกเปิดเผยนั้น จะมาจากการสืบสวนคดีอาญาเกี่ยวกับนายเอปสตีน ซึ่งรวมถึงบันทึกการสัมภาษณ์เหยื่อและพยาน และสิ่งของที่ถูกยึดจากการบุกตรวจค้นอสังหาริมทรัพย์ของเขา, การสื่อสารภายในกระทรวงยุติธรรม, บันทึกการบิน ข้อมูลบุคคลและองค์กรที่เชื่อมโยงกับอดีตนักการเงินผู้ล่วงลับรายนี้

แต่ก็มีข้อยกเว้น กฎหมายนี้อนุญาตให้กระทรวงยุติธรรมสามารถระงับเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีอาญาที่ยังดำเนินอยู่ได้ และสามารถระงับข้อมูลที่อาจระบุตัวตนของเหยื่อได้ ซึ่งทำให้หลายคนคาดเดาว่าส่วนหนึ่งของแฟ้มข้อมูลจะถูก “ปิดบัง” แม้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าการปิดบังข้อมูลจะเข้มข้นเพียงใดก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

20 พ.ย. 2568 19:22 น.

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

“อนุทิน” ยัน ไทยไม่มีเสียเปรียบ รบแพ้ไม่มีแน่นอน ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัดระหว่าง AOT ลงพื้นที่จ.ตราด ชัดแล้วใครกันแน่ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย โดยนายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วันนี้ไปงานอะไรผู้นำแต่ละประเทศต่างมีบทพูดคล้าย ๆ กัน มีศัพท์ใหม่ ๆ เหมือน ๆ กันทำให้เห็นว่าโลกทั้งโลกยอมรับว่าถ้าจะอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขต้องอยู่ใต้กติกาเดียวกัน และประเทศไทยก็ไม่ได้ตกขบวนเหล่านี้ ส่วนที่กลัวว่าภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจะวุ่นวาย ตนเห็นว่าไม่มีใครอยากเดินถอยหลังไปสู่การใช้อาวุธสู้รบ ประเทศเพื่อนบ้านเลี่ยงได้ก็เลี่ยงใช้วิธีเจรจาทางการทูต แต่ทำให้เขาเห็นว่าถ้าข้ามเส้นมาก็รอดูแล้วกัน ตนถึงใช้คำว่าแม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ขอให้สบายใจประเทศจะไม่สูญเสียอธิปไตยหรือเสียเปรียบเขา รบแพ้ ไม่มีแน่นอน พี่ๆในกองทัพทุกคนมั่นใจ แต่บอกว่าอย่าให้ไปถึงจุดนั้น แต่ถ้าจำเป็นก็พร้อม เมื่อได้ยินคำนี้มาก็รู้จะไปต่ออย่างไรในการไปคุยกับประเทศคู่กรณี รวมถึงประเทศที่อาสามาเป็นคนกลาง สุดท้ายทุกอย่างต้องเป็นไปได้ตามที่เราต้องการ มีออกนอกกรอบนิดนึงแต่เราก็ปรับเปลี่ยนแล้วไปต่อ วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บอกว่าอยากให้ลดภาษีมากกว่านี้ ก็โชว์ว่าไปกอบกู้ทุ่นระเบิด แต่ต้องมีความปลอดภัย เรากู้ได้ให้เขาเห็น ฉะนั้นถ้าเราจบกับเขาได้โดยที่เราไม่เสียประโยชน์อะไรก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำการที่จะรักษาความสมดุลได้นั้น ความยืดหยุ่นต้องมีความสำคัญมาก เราต้องพร้อมที่จะปรับแผนตลอดเวลาและดำเนินต่อไป

บอก เฮลท์ แคร์ ไทยเป็นที่หนึ่งในโลก

นายอนุทิน กล่าวว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เราพูดแล้วสะกดทุกคนได้คือ เฮลท์ แคร์ เรื่องการรักษาโรคเพราะสิ่งที่เรามีมากกว่าประเทศอื่นคือความใส่ใจ เวลาไปฉีดวัคซีนเมืองนอกเขาไม่บรรจง แต่ประเทศไทย พยาบาลของเราก็จะฉีดดูแลอย่างดี ทำฉีดเสร็จแล้วยังไม่รู้ นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยมีโม้ได้ ภาพเหล่านี้เขาไม่มีทางหาได้ในประเทศของเขา สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยขายได้แล้วก็ไม่มีใครมาเถียง เราเป็นหนึ่งเดียวของโลกใบนี้

ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบกัมพูชาจุดประทัดระหว่าง AOT ลงพื้นที่จ.ตราด

จากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชามีการจุดประทัดระหว่างที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ลงพื้นที่ที่บ้านชำราก จังหวัดตราด ว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีคนรับผิดชอบ ก่อนย้อนถามกลับว่า แล้วแบบนี้ใครเป็นคนละเมิด Joint declaration แน่นอนว่าไม่ใช่ไทย เพราะวันนี้คณะ AOT พร้อมที่จะออกมายืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ละเมิดข้อตกลง

ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงต้องมีการส่งเรื่องดังกล่าวให้กับผู้ที่รับผิดชอบรับทราบ เพราะหากไม่มีความปลอดภัย จะพาเขามาเสี่ยงกับเราไม่ได้ แต่ถ้าเสี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีคนไปบอกคู่กรณีของเราว่าจะดำเนินการรับรองความปลอดภัยอย่างไร เราถึงจะกู้ทุ่นระเบิดได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังย้ำด้วยว่า เรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่า ต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีมนุษยธรรม ดังนั้นหากเป็นการกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์แล้ว ไม่ว่าเป็นทุ่นระเบิดของใครก็ต้องเก็บกู้ เพราะถือเป็นกติกาของโลก ขณะเดียวกันใน Joint declaration ก็กำหนดไว้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

“รองนายกฯ ธรรมนัส” เปิดปฏิบัติการ “Kick off” ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครองที่ดินส.ป.ก. ที่ไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ย้ำตรวจเข้ม–ยึดคืนทุกแปลงหากพบครอบครองมิชอบ พร้อมดันกระบวนการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ เดินหน้า 27 จังหวัดทั่วประเทศ

21 พฤศจิกายน 2568 ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีไปยังแปลงราชบุรีโมเดลตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี   เพื่อเป็นประธาน “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” โดยได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ  จากนั้นได้ขับรถแม็คโครทำการล้มปาล์มในพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 เพื่อปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมาะสมกับการเกษตร และนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสในอนาคต

-(016)

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.ราชบุรี’ ลั่นนายทุนไม่คืนเจอ‘ม.44’ยึดคืนทุกแปลง จัดสรรใหม่ให้เกษตรกร ขยายผลทั่วประเทศ ซัด‘ล้ง-ผู้รับซื้อมะพร้าว’อย่าเอาเปรียบเกษตรกร จ่อใช้ไม้แข็งจัดการ

21พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ , นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ , นายภูผา ลิกค์ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ราชบุรี โดยมี สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม อาทิ นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ , นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ รวมถึง นางกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี และนายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดปฏิบัติการ “Kick off” ขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมิชอบ ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับการถือครองที่ดินผิดกฎหมาย และเดินหน้าจัดสรรที่ดินคืนให้เกษตรกรผู้ยากไร้เป็นรูปธรรมครั้งใหญ่ในพื้นที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง โดยได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนผู้ครอบครองที่ดินในเขต ส.ป.ก.พร้อมทั้งขับรถแบคโฮล้มต้นปาล์ม

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปยังสำนักงานเทศบาลตำบลด่านทับตะโก และที่ว่าการอำเภอบ้านคา เพื่อมอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร รวมจำนวนกว่า 800 ราย ถือเป็นการมอบสิทธิในที่ดินทำกินครั้งใหญ่ในจังหวัดราชบุรี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวช่วงหนึ่งว่า จากการตรวจสอบของ ส.ป.ก.ราชบุรี พบพื้นที่ในตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง มีผู้ครอบครองที่ดินโดยมิชอบจำนวน 165 ราย 166 แปลง รวมกว่า 6,500 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี เดิมเป็นป่าสวนแห่งชาติ ก่อนส่งมอบให้ ส.ป.ก. เพื่อจัดสรรให้เกษตรกร แต่กลับถูกนายทุนบุกรุกถือครองเป็นเวลานาน ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ได้เพิกถอนสิทธิผู้ถือครองผิดกฎหมายแล้ว และเปิดให้ประชาชนผู้ยากไร้ยื่นขอจัดสรรที่ดินใหม่ มีผู้ยื่นคำขอกว่า 3,300 ราย ซึ่งเกินกว่าพื้นที่รองรับได้ คาดว่าระยะแรกจะจัดสรรให้เกษตรกรได้จำนวน 152 ราย รวมพื้นที่ 1,520 ไร่ โดยเกษตรกรจะเช่าที่ดินในอัตราไร่ละ 100 บาทต่อปี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำว่า นี่คือเป็นนโยบายของตนตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ และกลับมาคราวนี้ก็จะสานต่อนโยบายเก่าคือ ยึดคืนที่ดินที่เป็นของหลวงทุกคืนสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำไปจัดสรรให้กับพี่น้องเกษตรกรที่มีปัญหาที่ทำกินทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะที่ราชบุรี แต่ดำเนินการพร้อมกันใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ และเป็นการเริ่มต้นปฏิบัติการที่จะขยายไปให้ครบ 72 จังหวัดทั่วประเทศตามเป้าหมาย

“ผมขอเตือนไปยังผู้ครอบครองผิดกฎหมายว่า หากไม่คืนที่ดินตามประกาศ จะถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นคุยกันดี ๆ คืนดี ๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่คืน จะใช้มาตรา 44 ที่ยังใช้ได้อยู่ ผมไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องร้อง ผมจะผลักดันให้จอมบึงเป็นเมืองต้นแบบ หรือ จอมบึงโมเดล สำหรับการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เกษตรกรจะมีที่ดินทำกิน มีแหล่งน้ำ มีอาชีพมั่นคง และมีที่อยู่อาศัยถาวร เป็นโครงการต้นแบบที่ต้องการขยายไปทั่วประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังสั่งการให้กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน ลงพื้นที่วางแผนพัฒนาระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงพื้นที่ทำกินใหม่ทั้ง 3 โซนในอำเภอจอมบึง โดยใช้งบประมาณปี 2569 ประมาณ 140 ล้านบาท นอกจากนี้ตนได้ประสานไปยัง พอช.เพื่อสร้างบ้านให้เกษตรกรผู้ย้ายเข้าพื้นที่ใหม่กว่า 100 หลัง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อเราจะเอาชาวบ้านมาอยู่ตรงนี้ ต้องส่งเสริมให้มีที่อยู่ที่มั่นคง มีอาชีพที่มั่นคง จัดระบบนิเวศให้ดี ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ที่รับทำถนนให้พี่น้องชาวบ้านในตำบลลางบัวด้วย

ในด้านปัญหาพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมะพร้าว ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ได้ติดตามปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำในราชบุรีอย่างใกล้ชิด โดยตลาดจีนยังต้องการผลผลิตจำนวนมาก แต่กลับมีความผิดปกติในห่วงโซ่การซื้อขายมะพร้าวภายในประเทศ จึงเตือนผู้รับซื้อและล้งต่าง ๆ ว่า อย่าเอาเปรียบเกษตรกรมากเกินไป ไม่อย่างนั้นตนจะใช้ไม้แข็ง ซึ่งตอนนี้ตนสามารถแก้ราคาทุเรียนและลำไยได้สำเร็จแล้ว และเตรียมดำเนินการกับมะพร้าวอย่างจริงจังเช่นกัน

“พี่น้องล้งหรือพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับต้นทางของพี่น้องเกษตรกรจนถึงผู้บริโภค อะไรที่ท่านทำไม่ถูก อย่าทำอย่าเอาเปรียบเกษตรกรมากเกินไป อย่าให้ผมต้องใช้ไม้แข็ง คุยกันดี ๆ ช่วยกันและกันนะครับ เหมือนทุเรียนที่เราผ่านพ้นวิกฤตมาแล้ว ลำไยกำลังจะผ่านพ้นวิกฤติ มะพร้าวมาอีกแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือ ปลายี่สก ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจของพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งมันได้หายวิถีชีวิตของคนที่นี่ผมจะมาฟื้นให้มันกลับมาเหมือนในอดีต โดยได้สั่งการอธิบดีกรมประมงแล้วว่า ให้มาทำดำเนินการให้เกิดรูปธรรม และผมจะลงมาติดตามความคืบหน้าอีกครั้งหนึ่ง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงคณะกรรมการนโยบายข้าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านเป็นประธานประชุมไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งตนติดภารกิจจึงมอบปลายให้นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าประชุมแทน ทุกอย่างที่เป็นนโยบายทั้งหมด หรือที่ยังไม่เอาเข้าที่ประชุม ตนจะหารือส่วนตัวกับท่านนายกฯ ตนเชื่อว่าท่านฟังตน ซึ่งท่านก็ดีใจที่สามารถขยับราคาข้าวหอมมะลิให้สูงขึ้นแตะ 13,800 ได้ส่วนราคาข้าวเหนียวของพี่น้องภาคอีสานและภาคเหนือ ตนก็กำลังเร่งแก้ไขให้เช่นกัน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

21 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุม 7 ชั้น 5 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร การประชุมดังกล่าวเพื่อทราบมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คู่มือโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ การใช้งานระบบสารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร ในการดำเนินงานโครงการฯ การใช้สื่อประชาสัมพันธ์โครงการฯ การจัดสรรงบประมาณโครงการฯ (ค่าบริหารจัดการโครงการ) ระเบียบ ข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง และควรระวังในการดำเนินโครงการฯ ตลอดจนข้อควรระวังในการดำเนินโครงการฯ โดยมีนายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรจังหวัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือเป้าหมายของโครงการเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

-(016)

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

'กรมส่งเสริมการเกษตร'เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลความคืบหน้าการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของภาครัฐ โดยผลการดำเนินงานตลอดปี 2568 พบว่ามีพัฒนาการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานลดการเผาในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศปี 2568 ส่งสัญญาณบวกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เกษตรลดลง 12.70% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงมีนาคม 2566 – 2567 ลดลงสูงถึง 27% สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของมาตรการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนและส่งเสริมการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เช่น การไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ การทำปุ๋ยหมัก – ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ฟางเลี้ยงสัตว์ และการสร้างรายได้จากการจำหน่ายเศษวัสดุชีวมวล เป็นต้น ทำให้สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว 29.7 ล้านตัน จากทั้งหมด 48.6 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 61 สร้างมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท ช่วยลดต้นทุนการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยในด้านการมีส่วนร่วม มีเกษตรกรเข้าร่วมอบรมความรู้ด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้วกว่าแสนราย เกิดเครือข่ายเกษตรกรปลอดเผาหลายพันราย และมีชุมชนต้นแบบขยายผล เช่น ชุมชนบ้านโนนงิ้ว อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ จำนวน 168 ครัวเรือน พื้นที่ 2,160 ไร่ สร้างเงื่อนไขและกฎร่วมกันของชุมชน ดำเนินการปลอดการเผาอย่างเข้มแข็ง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดทิศทางขับเคลื่อน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการเผาในพื้นที่การเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร โดยเน้นให้ทุกพื้นที่จัดทำแผนที่ที่แสดง ระดับความเสี่ยงการใช้ไฟหรือการเผาในพื้นที่เกษตร โดยอ้างอิงจากข้อมูล hot spot และ burn scar ย้อนหลัง 3-5 ปี ประกอบกับข้อมูลชนิดพืช เพื่อให้ชุมชนเห็นภาพร่วมกันว่าพื้นที่ใดเผาบ่อย เผาซ้ำ รวมถึงร่วมกับชุมชนในการวิเคราะห์สาเหตุ และออกแบบทางเลือกแทนการเผา และศึกษาวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าวัสดุชีวภาพ เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมชีวมวลและวัสดุชีวภาพ รวมถึงการจัดการระดับแปลงและระดับพื้นที่ เช่น ไถกลบ ปุ๋ยหมัก สับย่อยเชื้อเพลิง และการออกแบบโมเดลธุรกิจชุมชน และขยายการรณรงค์ผ่านโครงการ Green Gain และการสร้างเกษตรกรต้นแบบ รวมถึงชุมชนเกษตรปลอดเผา  ครอบคลุม 62 จังหวัด

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังสนับสนุนการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจ เช่น กลุ่มแปลงใหญ่สหกรณ์โคนมโคกก่อ จ.มหาสารคาม ที่รวบรวมฟางข้าวและปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์กว่า 200 ตัน รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการไฟอย่างถูกต้องผ่านแอพพิลเคชั่น Burn Check ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก ประกาศมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 ภาคการเกษตร พ.ศ.2568 (ฉบับที่ 2) โดยเกษตรกรที่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร ช่วงที่ผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 – 31 มีนาคม 2571 จะหมดสิทธิ์เข้าร่วม โครงการสนับสนุนจากรัฐทุกรายการ ยกเว้นการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า การแก้ปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 ในภาคเกษตรต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้การผลิตปลอดการเผาเป็นมาตรฐานใหม่ของเกษตรไทย และสร้างอากาศที่ดีให้ทุกคนอย่างยั่งยืน

ชอป ชม ชิม กระตุ้นเศรษฐกิจ วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ในงาน ‘SIAM FAIR 2025’

ชอป ชม ชิม กระตุ้นเศรษฐกิจ วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ในงาน ‘SIAM FAIR 2025’

ชอป ชม ชิม กระตุ้นเศรษฐกิจ วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ในงาน ‘SIAM FAIR 2025’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.15 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีเปิดงาน สยามแฟร์ ครั้งที่ 1 (SIAM FAIR 2025) วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน (Thai Ways, Global Ways Toward Sustainability )และงานสยามนิทัศน์ ณ มหาวิทยาลัยสยาม เขตภาษีเจริญ โดย ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม ประธานคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนา (คคพ.) กลุ่มเขตกรุงธนใต้ และคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตภาษีเจริญ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน นางเกศี จันทราประภาวัฒน์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร นายกฤษฏ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตภาษีเจริญ นางธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ พ.ต.อ.โอภาส หาญณรงค์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิดงาน

โอกาสนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยสยามและภาคีเครือข่ายที่ได้ร่วมกันจัดงานสยามแฟร์ ครั้งที่ 1 เพราะเป็นการช่วยส่งเสริมการมีพื้นที่ขายสินค้าให้กับผู้ค้า และเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากให้มีการจัดงานแบบนี้บ่อย ๆ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มีร้านค้าเป็นจำนวนมาก มีของกิน ของอร่อยมากมาย หากภาคเอกชนร่วมมือร่วมใจกันจัดพื้นที่ให้ประชาชน หรือ SME ที่อยู่ในภาคี ได้มีพื้นที่ขายของในราคาไม่แพงจะช่วยให้มีการสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ ส่วนการจัดงานสยามนิทัศน์เป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประสบการณ์จริงจากการเรียนการสอนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ ขอให้การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ มีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ต่อไปเรื่อย เพื่อช่วยให้ผู้ค้ามีพื้นที่ขายของเพิ่มขึ้น และขอให้ทุกคนช่วยกันพัฒนากรุงเทพมหานครให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

มหาวิทยาลัยสยามร่วมกับคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขต (กลุ่มเขตกรุงธนใต้) และคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตภาษีเจริญ จัดงานจัดงาน สยามแฟร์ 2025 (SIAM FAIR 2025) ภายใต้แนวคิด “วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน : Thaiway Globalway Toward Sustainable” ระหว่างวันที่ 15–23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 – 24.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ในมหาวิทยาลัยสยาม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร ส่งเสริมวิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ผ่านการจัดนิทรรศการ งานสยามนิทัศน์ และ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกิจกรรมอันหลากหลาย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่เขตหนองแขม และกรุงเทพมหานครให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการสุดพิเศษที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยและแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ ผ้าไหมไทย ศิลปาชีพ และแฟชั่นงานหัตถกรรมไทย, ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์แนว Reuse – Recycle – Reduce, Workshop ภูมิปัญญาไทยและนวัตกรรมสู่สากล, การประกวดผ้าไทยดีไซน์ร่วมสมัยและการแสดงศิลปวัฒนธรรม, โซนจำหน่ายสินค้า OTOP, งานศิลป์ และผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน UBI และ Siam Openhouse Education Showcase เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรและผลงานเด่นของคณะต่าง ๆ ซึ่งปีนี้พิเศษยิ่งขึ้นกับกิจกรรม Balloon Festival ที่จะสร้างสีสันและประสบการณ์แปลกใหม่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชื่นชมบรรยากาศแบบเฟสติวัล

นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และผู้สนใจเข้าร่วมงานสยามแฟร์ 2025 ได้ฟรี พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ด้านวัฒนธรรม นวัตกรรม และการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตลอดการจัดงาน

-(016)