ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังลดความตึงเครียด ปมคำพูดนายกฯ เรื่องไต้หวัน

ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังลดความตึงเครียด ปมคำพูดนายกฯ เรื่องไต้หวัน

17 พ.ย. 2568 23:57 น.

ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังลดความตึงเครียด ปมคำพูดนายกฯ เรื่องไต้หวัน

ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังคลี่คลายสถานการณ์ คำพูดเรื่องไต้หวันของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ทำให้ฝั่งจีนไม่พอใจและกดดันญี่ปุ่นอย่างหนัก

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พ.ย. 2568 ญี่ปุ่นดำเนินการส่งทูตพิเศษเยือนประเทศจีน เพื่อหาทางลดความตึงเครียดกับจีนในเรื่องไต้หวัน ซึ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างหนักในแดนมังกร และส่งผลให้รัฐบาลปักกิ่งเรียกร้องให้พลเมืองของตนเอง ระงับแผนการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้เป็นการชั่วคราว

ข้อพิพาทนี้ปะทุขึ้นหลังจากที่นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หากจีนโจมตีไต้หวันจนคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ก็อาจกระตุ้นให้ประเทศของเธอมีการตอบสนองทางทหาร

ความเห็นของนางทาคาอิจิเป็นการแหวกธรรมเนียมเดิมของญี่ปุ่น ที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงฉากทัศน์ต่างๆ ในสถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน เพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุจีน ซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเกาะไต้หวัน

วิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวเกียวโดเมื่อวันจันทร์ แสดงให้เห็นว่า นายมาซาอากิ คานาอิ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นที่รับผิดชอบกิจการเอเชียและโอเชียเนีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้ว เพื่อพบปะกับ นายหลิว จินซง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน

คาดกันว่า นายคานาอิจะชี้แจงต่อรัฐบาลจีนว่า นโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมา และเรียกร้องให้จีนงดเว้นจากการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์

ด้านนาย มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวว่า “ช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ยังเปิดอยู่” หลังถูกนักข่าวถามเรื่องการเยือนจีนของนายคานาอิ

“เราได้ร้องขออย่างหนักแน่นให้ฝ่ายจีนดำเนินมาตรการที่เหมาะสม” นายคิฮาระกล่าว และเสริมว่า คำเตือนด้านการเดินทางของจีนนั้น ไม่สอดคล้องกับความพยายามในการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และเป็นประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ไม่มีแผนที่จะพบกับนาง ทาคาอิจิ นอกรอบการประชุมสุดยอด G20 ซึ่งจะจัดขึ้นที่แอฟริกาใต้ในสัปดาห์นี้

ขณะที่นาง เหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน กล่าวในงานแถลงข่าวประจำวันว่า ญี่ปุ่นควรเพิกถอนคำพูดที่ “ผิดพลาด” ของตนเสีย

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ในวันที่ 13 พ.ย. จีนเรียกตัวเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี เพื่อประท้วงต่อแถลงการณ์ที่พวกเขาระบุว่า “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ของนางทาคาอิจิ

ต่อมาในวันที่ 14 พ.ย. จีนออกมาเตือนว่า ญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางทหารที่ “ย่อยยับ” หากเข้าแทรกแซงกรณีไต้หวัน และแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับทิศทางด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น นอกจากนั้น จีนยังแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางไปเยือนญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า การท่องเที่ยวในญี่ปุ่น จะประสบกับภาวะธุรกิจตกต่ำ

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ หุ้นที่อ่อนไหวในเรื่องการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลง เช่น บริษัท อิเซตัน มิตสึโคชิ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ลดลง 11.3% ขณะที่สายการบิน เจแปนแอร์ไลน์ ลดลง 3.7%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

17 พ.ย. 2568 22:33 น.

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

ฮุน เซน เผย ตนถือว่าทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยจับกุม “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กำลังแลกดินแดนกับสันติ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ โดยในระหว่างนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย

ฮุน เซน กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทหารไทยควบคุมตัวเอาไว้ว่า เขาถือว่าทหารทั้ง 18 นาย ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของทหารทั้ง 18 นาย และบอกอีกว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจับกุมทหารกลุ่มนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ไม่ใช่เชลยศึก

“เมื่อทหารกัมพูชาถูกจับกุมในดินแดนกัมพูชาและถูกนำไปเป็นตัวประกัน กฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน? นายวิตตริ มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นชาวไทยหายไปไหน? ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรเลย? ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับเงียบ ในสงคราม การแลกเปลี่ยนเชลยศึกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้ พวกเขาจับกุมทหารของเราในดินแดนของเราหลังจากการหยุดยิง และนำพวกเขาไปเป็นตัวประกัน ผมขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าใจ”

“พูดตามตรง ผมเชื่อว่าการประเมินของผมถูกต้อง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมถือว่าพวกเขา [ทหาร 18 นาย] เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขา [ฝ่ายไทย] จะใช้เรื่องนี้หรือเรื่องนั้นเพื่อต่อรองบางสิ่ง และตัวทหารเองก็รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็รู้เช่นกัน”

ฮุน เซน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ โดยระบุว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและมีเจตนาให้สาธารณชนเข้าใจผิด

“ผมอยากจะถามว่า ท่านต้องการสงครามอีกหรือไม่ หรือต้องการสันติภาพ? บางคนกล่าวว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีข้อตกลงใดกล่าวถึงการสูญเสียดินแดนเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย”

“องค์ประกอบสำคัญของการหยุดยิงคืออะไร? การหยุดยิงหมายถึงไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและไม่มีการเสริมกำลัง ข้อตกลงสันติภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการลดอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ และอื่น ๆ สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพียงฝ่ายเดียว และคุณไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้วอ้างว่าอีกฝ่ายกำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ นั่นไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะต้องมีการประสานงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่าจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ใด”

“ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่เลยไม่ใช่อย่างแน่นอน หากสันติภาพได้มาจากการแลกดินแดน เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ในเวลานั้น อีกฝ่ายขู่ว่าจะยึดปราสาทตาควาย และร้องขอปราสาทพระวิหาร หากการหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงการมอบปราสาทตาควาย และปราสาทพระวิหารเพื่อแลกกับสันติภาพ กัมพูชาก็สามารถมอบให้ได้ทันที คงไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น”

“ดังนั้น ผมขอเตือนผู้ใช้งาน Facebook เหล่านั้น อย่าพยายามยั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และจะไม่ยอมรับคำขอโทษ ผมบอกคุณอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็นพระสงฆ์หรือคนธรรมดา อย่ายั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น และอย่าเข้าใจผิดว่าเพียงแค่แสดงความคิดเห็นในหน้าเพจของสมเด็จ ฮุน เซน เราจะติดตามคุณ ทุกความคิดเห็นในทุกเพจที่เข้าข่ายการดูหมิ่นหรือบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจะไม่ได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่การกระทำแบบเผด็จการ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อการดูหมิ่นและความพยายามบ่อนทำลายกองทัพของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia 

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่ หนุนตลาดคึกคัก พร้อมชี้ราคายังมีโอกาสขึ้นต่อ หลังประชุม‘นบข.’

18 พฤศจิกายน 2568 นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า ข่าวดีสำหรับราคาข้าวเปลือกในประเทศช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นช่วงที่ผลผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก โดยปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการนำเข้าข้าวไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะออเดอร์จากจีนจำนวน 500,000 ตัน และจากสิงคโปร์อีก 100,000 ตัน ซึ่งเป็นแรงซื้อที่ช่วยพยุงตลาดข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นายบรรจงระบุว่า การที่ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ตัดสินใจสั่งซื้อในช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาด “ถือเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวปีนี้กลับปรับตัวดีขึ้นสวนทางกับฤดูกาล” ส่งผลให้ผู้ส่งออก โรงสี และเกษตรกรต่างมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าวงจรข้าวปีนี้จะเป็นปีที่ดี

ด้านสถานการณ์ราคา พบว่า ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ข้าวเปลือกหอมมะลิ มีการปรับตัวสูงขึ้น บางพื้นที่ราคาขยับขึ้นถึงตันละ 700 บาท จากเดิม 15,100 บาทต่อตัน เป็น 15,800 บาทต่อตัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างมากในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้าเองก็ปรับขึ้นเล็กน้อย จากราคา 6,100–6,800 บาทต่อตัน เป็น 6,100–6,900 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเหนียวคละและข้าวปทุมธานีแม้ทรงตัวในกรอบเดิม แต่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นายบรรจง มองว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดต่างประเทศครั้งนี้สะท้อนความต้องการข้าวไทยที่ยังแข็งแรงเกินคาด และทำให้ราคาภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ยังเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการสูง

“วันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมนบข. ซึ่งจะมีการพิจารณามาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2568/69 เพิ่มเติม หากมีมาตรการออกมาหนุนเสถียรภาพตลาด ก็จะยิ่งทำให้ทิศทางราคาข้าวไทยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก” นายบรรจง กล่าว

ราคาข้าวเปลือกจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 14,300–15,800 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเหนียวคละ 7,000–7,300 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,900 บาทต่อตัน, และข้าวเปลือกปทุมธานี 7,500–8,000 บาทต่อตัน

สำหรับราคาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 13,900–15,100 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเหนียวคละ 7,000–7,300 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,800 บาทต่อตัน, และข้าวเปลือกปทุมธานี 7,500–8,000 บาทต่อตัน

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

18 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 69,438 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91 ของความจุรวมทุกอ่าง สะท้อนให้เห็นว่าปีนี้ประเทศไทยมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปริมาณฝนที่มากกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 18 พฤศจิกายน 2568 มีปริมาณน้ำสะสมรวมกันกว่า 53,680 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 16 ปี ถึง ร้อยละ 33

ทั้งนี้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 24,562 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 99 ของความจุอ่างฯรวมกัน

ในส่วนของสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา เวลา 12.00 น. ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณไหลผ่านในอัตรา 2,856 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอย่างเต็มศักยภาพ รวม 647 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปัจจุบันระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณไหลผ่าน 2,688 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2568 จะสามารถ ปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ลงเหลือ 2,400 – 2,700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะช่วยให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ลดลงเพิ่มอีก 0.40 – 0.75 เมตร

กรมชลประทาน ได้เร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง มีการใช้โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงจังหวะน้ำทะเลลง ออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เข้าสู่ฤดูการส่งน้ำฤดูแล้งปี 2568/69 แล้ว ได้มีการกำหนดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ เพื่อให้การใช้น้ำของทุกภาคส่วนเพียงพอและยั่งยืน ครอบคลุมด้านอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้า การเกษตร  อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว

กรมชลประทาน ยังคงติดตามและบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล เครื่องมือ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยง

‘ธรรมนัส’ผนึก 3 กระทรวง ดัน’บี7’รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

'ธรรมนัส'ผนึก 3 กระทรวง ดัน'บี7'รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

‘ธรรมนัส’ผนึก 3 กระทรวง ดัน’บี7’รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.03 น.

“ธรรมนัส”ผนึก 3 กระทรวง ดัน”บี7″รองรับผลผลิตปาล์มปี 69 พร้อมไฟเขียวเปิดตลาดนำเข้า 3 ปี สนับสนุนการใช้พลังงานในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน , นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ในที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญและมีมติมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งทบทวนหลักเกณฑ์และขอความร่วมมือในการพิจารณาปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จาก บี5 เป็น บี7 ซึ่งการเร่งรัดมาตรการดังกล่าว มีขึ้นเพื่อเตรียมรองรับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบสูงขึ้น และอาจกระทบต่อราคาผลปาล์มน้ำมันให้ปรับตัวลดลง รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการแนวทางส่งเสริมการส่งออกปาล์มน้ำมัน และมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมหารือแนวทางพัฒนาสินค้ามูลค่าสูงจากปาล์มน้ำมัน

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จาก บี5 เป็น บี7 จะเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ อีกทั้งยังตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ (เช่น โรงสกัดฯ ผู้ผลิตไบโอดีเซล) พร้อมทั้งผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานในประเทศ ซึ่งจากการประชุม GACC ที่ผ่านมา ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำให้ประเทศไทยยกระดับสินค้าเกษตร GI ของแต่ละพื้นที่ให้ทันสมัยทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน พร้อมผลักดันให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างศักยภาพใหม่ให้ภาคเกษตรไทยบนเวทีนานาชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ปี 2568 และเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงสร้างราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม 2) คณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และ 3) คณะอนุกรรมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ รวมถึงประเด็นการค้าระหว่างประเทศให้เปิดตลาดน้ำมันปาล์มและน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม และบริหารการนำเข้าคราวละ 3 ปี (ปี 2569 – 2571) ภายใต้เงื่อนไขตามข้อผูกพันของกรอบการค้าต่างๆ โดยให้มีการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) และมอบหมายให้ องค์การคลังสินค้า เป็นผู้นำเข้าและกระจายสินค้าให้ผู้ผลิตภายในประเทศตามที่สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มเป็นผู้จัดสรร

สำหรับกรอบการค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) ความตกลงการค้าเสรีไทย – ชิลี (TCFTA) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (AJCEP) (เฉพาะน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ทั้งนี้ ยกเว้นความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ที่ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าและปฏิบัติตามมาตรการการบริหารการนำเข้า

ทั้งนี้ สถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ปี 2568 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ ตุลาคม 2568) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผล 6.44 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 6.32 ล้านไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9) ผลผลิต 19.64 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 18.55 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.88) และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 3,049 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจาก 2,934 กก./ไร่ (ร้อยละ 3.92) ปัจจัยบวกมาจากพื้นที่ที่ปลูกทดแทนยางพารา พื้นที่นา และพื้นที่รกร้าง ในปี 2565 เริ่มให้ผลผลิต ประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในปี 2568 ทำให้ปาล์มน้ำมันได้รับปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ส่งผลให้น้ำหนักทะลายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับราคาผลปาล์มน้ำมันทั้งทะลายคละที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 6.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงขึ้นจาก 5.72 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงเดียวกันของปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.20

– 006

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.06 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ในวาระคณะรองนายกฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ ณ จังหวัดราชบุรี

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้บริหารสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำโดย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมต้อนรับและจัดกิจกรรมตามโครงการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ในวาระคณะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อำเภอจอมบึง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี

– 006

‘รมช.นเรศ’เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

'รมช.นเรศ'เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

‘รมช.นเรศ’เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.43 น.

“รมช.นเรศ”เดินหน้านโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร พร้อมจัดโซนนิ่งข้าวทั่วประเทศ หวังเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร พร้อมกล่าวมอบนโยบายและข้อเสนอแนะการพัฒนาการผลิตและการตลาดข้าวของไทย โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วม ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการบูรณาการเชิงนโยบายและปฏิบัติในภาคการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตผ่านการตลาดจนถึงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกร โดยมีสาระสำคัญ คือ 1) เพื่อถ่ายทอดทิศทางนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับอย่างชัดเจน 2) เพื่อทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา วิเคราะห์อุปสรรคในระดับพื้นที่ และร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา 3) เพื่อพัฒนาศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชนและกลุ่มนาแปลงใหญ่ให้มีความเข้มแข็งและสามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเอง 4) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ในภาคการผลิตข้าว เช่น เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล การลดต้นทุน และการเชื่อมโยงตลาด และ 5) เพื่อพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกร และเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นรูปธรรม

นายนเรศ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาและช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ด้วยการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ ยกระดับภาคเกษตร และการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลภาคเกษตรกรรมของประเทศ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน เพื่อสร้างรายได้ สร้างตลาด และสร้างโอกาส ให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง หลุดพ้นจากเส้นความยากจน จึงได้มอบหมายกรมการข้าวในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและการผลิตข้าว ต้องช่วยกันเร่งแก้ไขปัญหา และวางแนวทางร่วมกันกับทุกภาคส่วน โดยให้ทำงานเชิงบูรณาการให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ต้องช่วยผลักดันให้เกิดตลาดก่อนการผลิต โดยเร่งการปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เป็นการผลิตข้าวเชิงคุณภาพ เช่น การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low carbon rice) ข้าวโภชนาการสูง ข้าวเพื่อสุขภาพ เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวที่มีข้าวพันธุ์ดี ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำงานในเชิงรุก ทั้งในเรื่องการเชื่อมโยงด้านตลาด โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันการตลาดข้าวคุณภาพ และสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร การใช้ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นเป้าหมายการดำเนินงานหลักในภาคเกษตร การขับเคลื่อนตามนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าว รวมถึงการพัฒนาบุคลากรของกรมการข้าว โดยการปรับบทบาทจากเจ้าหน้าที่ เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจและเข้าถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าว สามารถให้คำแนะนำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทั้งเรื่องพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีและการตลาด ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนการสร้างความสมดุลของอุปสงค์และอุปทานทั้งในด้านการเพาะปลูกและการตลาด ซึ่งนอกจากการผลิตข้าวคุณภาพและข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น ข้าวโพดหรือพืชตะกูลถั่ว ก็เป็นนโยบายที่ต้องเร่งขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านไร่ ทั้งด้านการเพาะปลูกและการตลาด  และได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำโครงการนี้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม กรมการข้าวจะต้องเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปปลูก เพื่อเพิ่มผลิตผลต่อไร่ได้ต่อไป” นายนเรศ กล่าว

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้กรมการข้าวพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร เพื่อยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เกิดความเข้มแข็ง มีความยั่งยืนในอาชีพ ยกระดับราคาข้าวไทยอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ข้าวคุณภาพ ข้าวคาร์บอนต่ำ และข้าวแห่งอนาคต (Thai Premium & Low-Carbon Rice 2030) โดยข้าวไทยต้องเปลี่ยนจากระบบผลิตแบบเดิมสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ภายใน 3 – 5 ปี เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเร่งรัดการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การขับเคลื่อนตามแนวนโยบายยกระดับราคาข้าวไทยอย่างยั่งยืนนี้มีวิสัยทัศน์ให้ “ข้าวไทยเป็นสินค้ามูลค่าสูง มีคุณภาพโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนภายในปี 2573” โดยมีนโยบายหลักสำคัญ 5 ด้านในการยกระดับข้าวไทยอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) ระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด พัฒนา “ระบบพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ตรงตลาด” ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่และฐานข้อมูล Demand-Supply เพื่อให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ทันฤดูกาลและตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 2) ระบบข้าวมูลค่าสูงจากคุณภาพและนวัตกรรม ขับเคลื่อน “ข้าวมูลค่าสูง” ผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพ พร้อมส่งเสริม Soft Power และนวัตกรรมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยในตลาดโลก 3) การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำ ปรับระบบการผลิตข้าวสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยเกษตรแม่นยำ เทคโนโลยี Smart Farming และระบบ MRV พร้อมส่งเสริมการจัดการฟางแบบงดเผา (No -Burn) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากฟางและเครดิตคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน 4) การตลาดและอุตสาหกรรมเชื่อมโยงโลก สร้าง “ระบบตลาดข้าวเชื่อมโยงโลก” โดยบูรณาการการผลิต-แปรรูป-การค้า ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Rice Value และ Thai Rice Digital Exchange เพื่อให้ข้าวไทยเข้าถึงตลาดพรีเมียม พร้อมยกระดับมาตรฐาน Traceability และ การรับรองคุณภาพ 5) ปฏิรูปนโยบายและแรงจูงใจ ปฏิรูประบบนโยบายและแรงจูงใจภาครัฐด้วยการจ่ายตามผลลัพธ์ (Result-Based Incentive) และกองทุนเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบข้าวคุณภาพ พร้อมพัฒนา Big Data Dashboard และการวางแผนระยะยาวแบบ Foresight เพื่อความยั่งยืนของระบบข้าวไทย

– 006

Dr.Tallsters จัดงาน ‘Exclusive Star Growth’ฉลองความสำเร็จน้องๆ ที่ผ่านโปรแกรมเพิ่มความสูง

Dr.Tallsters จัดงาน 'Exclusive Star Growth'ฉลองความสำเร็จน้องๆ ที่ผ่านโปรแกรมเพิ่มความสูง

Dr.Tallsters จัดงาน ‘Exclusive Star Growth’ฉลองความสำเร็จน้องๆ ที่ผ่านโปรแกรมเพิ่มความสูง

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.

Dr.Tallsters สถาบันเพิ่มความสูงด้วยนวัตกรรมอันดับ 1 ของเอเชีย จัดงาน Exclusive Star Growth – สูง บุคลิกดี อนาคตไกล” ฉลองความสำเร็จของน้องๆ กว่า 30 ท่านที่ผ่านการเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มความสูงและได้ผลลัพธ์จริง โดยความสูงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอป “Powerful Presence & Exclusive Portfolio” เพื่อยกระดับบุคลิกภาพและเสริมความมั่นใจเพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่สดใส อีกทั้งมอบประกาศนียบัตรและโล่แห่งความภาคภูมิใจให้กับน้องๆ ที่โรงแรม เอทัส ลุมพินี เมื่อวันก่อน

ดร.บัณลักข ถิรมงคล ผู้อำนวยการ สถาบันเพิ่มความสูง Dr.Tallsters กล่าวว่า “ที่ Dr.Tallsters เราไม่ได้เน้นแค่การเพิ่มความสูงเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์รวม เราเชื่อว่าความสูงพร้อมบุคลิกภาพที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสและความสำเร็จในชีวิต งานวันนี้เป็นการยืนยันว่า Dr.Tallsters คือ ของจริง เรามีเคสจริงที่ช่วยให้น้องๆ สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ หลายคนสูงขึ้นมากกว่า 10 เซนติเมตร และมีสถิติความสูงจากสถาบันถึง 32 cm ด้วยเทคนิคของสถาบันฯ “Aerodynamic Exercise” ที่กระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน ผสมผสานการปรับโครงสร้างและกระดูกด้วยศาสตร์ไคโรแพรคติกแพทย์จากสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ทำให้เรามีผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งโปรแกรมของเรามีอัตราความสำเร็จสูงถึง 84.78% จากการดูแลมาแล้วมากกว่า 10,000 เคส เราใช้วิธีธรรมชาติ ไม่ฉีดยา ไม่ผ่าตัด ปลอดภัย มีทีมผู้เชี่ยวชาญถึง 3 ด้านคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ศาสตร์ไคโรแพรคติกแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงนวัตกรรมการกระตุ้นความสูง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติ และเราภาคภูมิใจมากที่ได้เห็นน้องๆ เติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ

เราเข้าใจว่า ผู้ปกครองทุกคนต้องการให้ลูกมีโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต และความสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจและเปิดโอกาสให้กับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือแม้แต่ความมั่นใจในการเข้าสังคม Dr.Tallsters มีประสบการณ์กว่า 20 ปี มีนวัตกรรมที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลน้องๆ อย่างใกล้ชิดและเป็นระบบ วันนี้น้องๆ ที่มาร่วมงานคือสักขีพยานของความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง”

ไฮไลท์ของงานในครั้งนี้คือ เวิร์กชอป Powerful Presence & Exclusive Portfolio” ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและปรับบุคลิกภาพให้กับน้องๆ ภายหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มความสูงแล้ว เวิร์กชอปประกอบด้วยการฝึกสอนและปรับท่าทางการเดิน การยืน การนั่ง และการโพสท่าถ่ายภาพพื้นฐานสำหรับทั้งหญิงและชาย โดยมุ่งเน้นให้น้องๆ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อ การนำเสนองาน การเข้าสังคม หรือแม้กระทั่งการถ่ายภาพในโอกาสต่างๆ ประโยชน์ที่น้องๆ ได้รับ มีทั้งการเรียนรู้การแสดงออกที่เหมาะสมและน่าประทับใจ การรู้จักจุดเด่นของตัวเองและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การสร้างความมั่นใจในการยืนหน้าผู้คน และที่สำคัญคือการได้สัมผัสประสบการณ์การถ่ายภาพในสตูดิโอจากช่างภาพมืออาชีพ เหมือนน้องๆ เป็นดารา นางแบบ-นายแบบ และยังได้รับภาพถ่ายกลับบ้านไปพร้อมกับของขวัญพิเศษมากมาย

ปิดท้ายงานด้วยพิธีมอบประกาศนียบัตร Certificate of Star Growth” ให้แก่น้องๆ ทุกคน และการมอบโล่แห่งความภาคภูมิใจพิเศษให้กับน้องๆ ที่สูงขึ้นเกิน 10 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นต่อไป

นางสาวพรรณรังสี เต็มแสวงเลิศ CEO บริษัท สตรองผลลัพธ์ คอร์ป จำกัด กล่าวเสริมว่า “เวิร์กชอปที่เราจัดในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบบองค์รวมที่เรามุ่งเน้น เพราะเมื่อน้องๆ สูงขึ้นแล้ว พวกเขาต้องมีบุคลิกภาพและความมั่นใจที่จะใช้ความสูงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเดินที่สง่างาม การยืนที่มั่นใจ การนั่งที่ถูกต้อง และการแสดงออกที่เหมาะสม จะช่วยเสริมให้ความสูงที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นจุดแข็งที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่านั้น”

Dr.Tallsters ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นมากกว่าสถาบันเพิ่มความสูง เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ พัฒนาบุคลิกภาพ และเปิดโอกาสให้กับเด็กและวัยรุ่นไทยทุกคน เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป งาน “Exclusive Star Growth” ในครั้งนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับบริการแบบองค์รวม ที่จะทำให้น้องๆ ทุกคนที่มาใช้บริการกับ Dr.Tallsters ไม่ได้แค่สูงขึ้น แต่ยังได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพ ความมั่นใจ และทักษะที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวพรรณรังสี กล่าวปิดท้าย

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจให้บุตรหลานเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มความสูงกับ Dr.Tallsters สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • สาขาสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น2
  • สาขาเมกา บางนา ชั้น 1
  • สาขามาร์เช่ ทองหล่อ ชั้น 2
  • Tel : 02-055-6546
  • LINE: @tallsters
  • Tiktok : Dr.tallsters
  • เว็บไซต์: www.drtallsters.com
  • Facebook: อยากสูงดร.หญิงสูงสร้างได้ Tallsters 

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนคนไทยร่วมส่งต่อรอยยิ้ม โครงการ ‘Million Gifts Million Smiles’ ปีที่ 16

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนคนไทยร่วมส่งต่อรอยยิ้ม โครงการ ‘Million Gifts Million Smiles’ ปีที่ 16

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนคนไทยร่วมส่งต่อรอยยิ้ม โครงการ ‘Million Gifts Million Smiles’ ปีที่ 16

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องเติบโตท่ามกลางความไม่มั่นคงและความหวาดหวั่นในแต่ละวันด้วยความเชื่อมั่นในพลังของความรักและความห่วงใยที่สามารถสร้างความหวังและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในจิตใจได้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้เดินหน้าโครงการ “Million Gifts Million Smiles (มิลเลี่ยนกิฟต์มิลเลี่ยนสมายล์) – ของขวัญจากใจ เพื่อรอยยิ้มของทุกคน” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยร่วมมือกับ กองทัพบก และ ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเชิญชวนคนไทยร่วมส่งต่อของขวัญแทนรักและห่วงใยสู่มือน้องๆ เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และเขตจังหวัดสงขลาในอำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา) และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เนื่องในเทศกาลปีใหม่และวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 16 ปีของ โครงการฯ กลุ่มเซ็นทรัลยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ‘เซ็นทรัล ทำ – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ’ เพราะเราเชื่อว่าทุกการให้คือการเติมเต็มรอยยิ้มและความหวังให้กับผู้คนในพื้นที่ที่ยังต้องการกำลังใจ โครงการนี้สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า คู่ค้า พนักงานและพันธ มิตรที่พร้อมส่งมอบของขวัญแห่งความสุขและความอบอุ่นจากใจของคนไทยทั่วประเทศ

โดยกลุ่มเซ็นทรัลถือเป็นภาคธุรกิจค้าปลีกรายแรกที่ริเริ่มการส่งมอบความสุขผ่านของขวัญให้น้องๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องในวันเด็กและเทศกาลปีใหม่ ร่วมกับกองทัพบกมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการส่งมอบของขวัญจากคนไทยทั่วประ เทศไปแล้วกว่า 2.3 ล้านชิ้น นับเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้มีส่วนร่วมสร้างรอยยิ้มและพลังใจให้กับเยาวชนในพื้นที่ เราภูมิใจที่ได้เห็นคนไทยร่วมแรงร่วมใจกันส่งต่อของขวัญให้กับน้องๆ ในทุกปี ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน อุปกรณ์การเรียน กีฬา หรือของเล่น ของขวัญทุกชิ้นล้วนเป็นสัญ ลักษณ์แห่งความรัก ความหวัง และความห่วงใยที่ช่วยเสริมพลังใจให้เยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้และจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องการกำลังใจ ได้เติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งในอนาคต”

ผู้สนใจสามารถร่วมแบ่งปันรอยยิ้มและความห่วงใยให้กับน้องๆ เยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอื่นๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย Gift it Forward ร่วมส่งมอบรอยยิ้มผ่านของขวัญชิ้นใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน ณ จุดรับของขวัญ,จุดรับของขวัญ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2 บริเวณ Rest Area ทางเข้าห้างเซ็นทรัล (ตั้งแต่วันนี้ – 20 ธันวาคม 2568),จัดส่งของขวัญ ณ ศูนย์บริการกระจายสินค้าบางนา (New DC) ถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ บางนาตราด กม.19 (ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568), Share it Forward : สมทบทุนสำหรับจัดซื้อของขวัญ อาทิ อุปกรณ์กีฬา ,อุปกรณ์การเรียน ของเล่นเด็กให้กับน้องๆ ในจังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอื่นๆ ตั้งแต่วันนี้ – 10 มกราคม 2569, สแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking ในสื่อต่างๆ ของธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล หรือโอนเข้าบัญชีมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ธ.กรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์ สาขาสีลม เลขบัญชี 1180582031(สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า), สมทบทุนผ่านเคาน์เตอร์ชำระเงินผ่านระบบ Cen Pay, แลกคะแนน The 1 โดย 800 คะแนน สมทบทุน 100 บาท, สมทบทุนผ่านกล่องรับบริจาค บริเวณจุดแลกซื้อ,จุดประชาสัมพันธ์หรือจุดชำระเงินในห้างร้านของเครือกลุ่มเซ็นทรัล กว่า 491 จุดทั่วประเทศ

พลตรี ณัฏฐพล ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารบก กล่าวว่า “ในนามของกองทัพบกขอขอบคุณกลุ่มเซ็น ทรัลที่ได้ร่วมสานต่อโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โครงการนี้ไม่เพียงเป็นการส่งมอบของขวัญให้กับน้องๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น หากยังเป็นการส่งต่อความหวัง กำลังใจและความห่วงใยจากพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ กองทัพบกเชื่อมั่นว่า เยาวชนทุกคนจะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความปรารถนาดีที่ส่งผ่านของขวัญทุกชิ้นและขอเป็นส่วนหนึ่งในการสานต่อความร่วมมืออันงดงามนี้ เพื่อให้รอยยิ้มแห่งความสุขยังคงเบ่งบานในหัวใจของเด็กๆ ในพื้นที่ต่อไป”

โครงการ “Million Gifts Million Smiles” นับเป็นสะพานแห่งความรักและความห่วงใยที่เชื่อมโยงหัวใจของคนไทยกับน้องๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดอื่นๆ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม และความสุขที่มอบให้แก่กันและกันผ่านของขวัญแทนใจจากคนไทยทั่วประเทศ

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ กองทัพบก และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เชิญชวนคนไทยร่วมส่งต่อของขวัญแทนรักและห่วงใย

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ กองทัพบก และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เชิญชวนคนไทยร่วมส่งต่อของขวัญแทนรักและห่วงใย

พิชัย จิราธิวัฒน์,พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร,บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์

พิชัย จิราธิวัฒน์,พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร,บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์

พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร และ พ.อ.ภูมิจิต ภูมินาถ แห่งกองทัพบก สานต่อโครงการ “Million Gifts Million Smiles” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16

พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร และ พ.อ.ภูมิจิต ภูมินาถ แห่งกองทัพบก สานต่อโครงการ “Million Gifts Million Smiles” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16

พิชัย จิราธิวัฒน์ ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโครงการ “Million Gifts Million Smiles”

พิชัย จิราธิวัฒน์ ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโครงการ “Million Gifts Million Smiles”

บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์ ร่วมส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้โครงการฯ

บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์ ร่วมส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้โครงการฯ

โครงการ “Million Gifts Million Smiles – ของขวัญจากใจ เพื่อรอยยิ้มของทุกคน”  ปีที่ 16

โครงการ “Million Gifts Million Smiles – ของขวัญจากใจ เพื่อรอยยิ้มของทุกคน” ปีที่ 16

เยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาสจาก 66 จังหวัด ทัศนศึกษาเฉลิมพระเกียรติฯ 70 พรรษา

เยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาสจาก 66 จังหวัด ทัศนศึกษาเฉลิมพระเกียรติฯ 70 พรรษา

เยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาสจาก 66 จังหวัด ทัศนศึกษาเฉลิมพระเกียรติฯ 70 พรรษา

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จัดโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒน ธรรมไทย ประจำปี 2568 ซึ่งมูลนิธิฯ จัดเป็นครั้งที่ 10 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ปี2568 โดยมี ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นประธานโครงการฯ เพื่อนำตัวแทนเยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาส 97 คน จาก 66 จังหวัด ที่ผู้ว่าราช การจังหวัดเป็นผู้คัดเลือกมาทัศนศึกษาศิลปะและวัฒนธรรมไทยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อวันที่ 21-25 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในชนบทได้มารับความรู้ ได้เพิ่มพูนประสบการณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและมุ่งหวังที่จะปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนไทยเกิดความภาคภูมิใจ ความรัก ความผูกพันและความหวงแหนในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวัฒนธรรมไทยให้มากยิ่งขึ้น ตามพระดำริในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี  กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อม เกล้าฯ เพื่อช่วยกันอนุรักษ์มรดกอันล้ำค่าของชาติไทยให้ยั่งยืนอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตราบกาลนิรันดร์

ก่อนเริ่มพิธี ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข เลขาธิการมูลนิธิฯ และรองประธานโครงการฯ ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับทั้งได้เชิญพระราชดำรัสในพระองค์มาอ่านให้เยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯทุกคนได้ซาบซึ้งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่แม้ว่าจะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายเพียงใด โดยพระราชดำรัสส่วนหนึ่ง คือ “ทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนทุกคนซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนจากจังหวัดต่างๆ มารับโอกาสอันดีเลิศครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มาร่วมโครงการดีๆ เช่นนี้ เท่ากับเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตามที่ผู้ใหญ่ทุกคนตั้งใจคัดสรรมาให้เยาว ชนผู้รับทุนทุกคน นอกจากความรู้ทางวิชาการที่โรงเรียนแล้ว ขอให้ทุกคนนำประสบการณ์ และประโยชน์ของการมาทัศนศึกษาร่วมกันกับเพื่อน ๆ จากจังหวัดต่างๆ ในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป เพื่อจะได้สร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัวและส่วนรวม อันจะส่งผลให้บ้านเมืองมีความผาสุกร่มเย็นและมั่นคงยั่งยืนตลอดไป”

จากนั้นมูลนิธิจัดให้เยาวชนได้ฟังการบรรยายหัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย ” โดย นายหมวดโท น้ำเพ็ชร คชเสนี สัตยารักษ์ วิทยากรจิตอาสาพระราชทาน ก่อนเดินทางไปทัศนศึกษา ณ สถานที่ต่างๆ สถานที่สำคัญที่มูลนิธิฯได้คัดสรรเป็นอย่างดีให้เยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯได้ไปทัศนศึกษา อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมืองโบราณ  วัดพระเชตุพนฯ วัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศน์ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รวมทั้งให้เยาวชนได้ผ่อนคลาย สนุกสนานและมีความรอบรู้กับการไปชม Sea Life Ocean World ที่พารากอน รับฟังโอวาทจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหา นคร ที่ศาลาว่าการ กทม. โดยภราดา ดร.ฟอนซิก้า ได้จัดให้เยาวชนทุกคนพักค้างที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ซึ่งเด็กๆ ต่างจังหวัดจะตื่นตาตื่นใจมาก เพราะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงดงามมากเช่นในยุโรป  และเป็นสถานที่ที่คนจำนวนมากเลือกมาถ่ายพรีเว็ดดิ้งด้วย

การจัดโครงการนี้เกิดจากความคิดริเริ่มของ ภราดา ดร.ประทีป ม.โกมลมาศ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมื่อปี 2537 และจัดต่อเนื่องถึงครั้งที่ 9 โดย ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ เพื่อให้โอกาสและประสบการณ์ที่พิเศษแก่เยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯ จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประ เทศซึ่งเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่หาได้ยาก โดยเฉพาะบางคนยังไม่เคยมากรุงเทพ เยาวชนที่เคยมาร่วมโครงการครั้งที่ผ่านๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นไว้ว่าประทับใจในโครงการที่ดีเช่นนี้มากๆ  ซึ่งมูล นิธิฯ ได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมเฉลิมพระเกียรติจำนวนมาก อาทิ กระทรวงมหาดไทย กองทัพบกกองทัพเรือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จังหวัดสมุทรปราการ บขส. และเจ้าของทุนผู้อุปการะให้ทุนการศึกษา             

ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข  เลขาธิการมูลนิธิฯ และรองประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ เปิดพิธีปฐมนิเทศคณะเยาวชนโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ

ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข เลขาธิการมูลนิธิฯ และรองประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ เปิดพิธีปฐมนิเทศคณะเยาวชนโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ

คณะกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ,ดร.ประวิช รัตนเพียร,อุบล  อัคร
พัฒน์,ว่าที่ ร.ต.ดร.ยุทธนา  สุวรรณธาร รองอธิการบดี ม.อัสสัมชัญ,จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ,วิไล  ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล  ร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชน

คณะกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ,ดร.ประวิช รัตนเพียร,อุบล อัคร พัฒน์,ว่าที่ ร.ต.ดร.ยุทธนา สุวรรณธาร รองอธิการบดี ม.อัสสัมชัญ,จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ,วิไล ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล ร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชน

เยาวชนทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ไปถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 (พระบรมรูปทรงม้า)

เยาวชนทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ไปถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 (พระบรมรูปทรงม้า)

กราบสักการะองค์พระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง

กราบสักการะองค์พระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง

เยี่ยมชม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

เยี่ยมชม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

เยาวชนรับฟังการบรรยาย เรื่อง “ สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย ” โดย หมวดโทน้ำเพ็ชร คชเส
นี สัตยารักษ์ วิทยากรหลักสูตรจิตอาษา 904 โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน

เยาวชนรับฟังการบรรยาย เรื่อง “ สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย ” โดย หมวดโทน้ำเพ็ชร คชเส นี สัตยารักษ์ วิทยากรหลักสูตรจิตอาษา 904 โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้อนรับและให้โอวาทแก่เยาวชนทุนมูลนิธิฯ มีกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมด้วย  ดร.พรชัย มงคลวนิช,วิลาวัลย์ ธรรมชาติ,วิไล ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้อนรับและให้โอวาทแก่เยาวชนทุนมูลนิธิฯ มีกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมด้วย ดร.พรชัย มงคลวนิช,วิลาวัลย์ ธรรมชาติ,วิไล ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ ประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ  ต้อน
รับเยาวชนพักค้างคืนที่มหาวิทยาลัยตลอดโครงการฯ และร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชนหน้ารูปปั้นแม่พระอัสสัมชัญ ณ ม.อัส
สัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ ประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ ต้อน รับเยาวชนพักค้างคืนที่มหาวิทยาลัยตลอดโครงการฯ และร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชนหน้ารูปปั้นแม่พระอัสสัมชัญ ณ ม.อัส สัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ปทุมธานี

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ปทุมธานี

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม

ทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ

ทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ

พนัส อัสสรัตนกุล เลขาธิการสมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล จัดเลี้ยงอาหารและมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน-เจ้าหน้าที่ 140 คน  มี ดร.ประ
วิช รัตนเพียร,กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล และกรรม
การสมาคมฯ ร่วมด้วย ณ สมาคมศิษย์เก่าเซนต์
คาเบรียล ถ.สามเสน

พนัส อัสสรัตนกุล เลขาธิการสมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล จัดเลี้ยงอาหารและมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน-เจ้าหน้าที่ 140 คน มี ดร.ประ วิช รัตนเพียร,กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล และกรรม การสมาคมฯ ร่วมด้วย ณ สมาคมศิษย์เก่าเซนต์ คาเบรียล ถ.สามเสน

ภราดา ดร.ศิริชัย  ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ คณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และเยาวชน ร่วมยืนสงบนิ่ง
ถวายความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิฯ

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ คณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และเยาวชน ร่วมยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิฯ

เปิดให้เข้าเยี่ยมชมความงดงาม วิจิตร ตระการตาของโบสถ์นักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ณ ม.อัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

เปิดให้เข้าเยี่ยมชมความงดงาม วิจิตร ตระการตาของโบสถ์นักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ณ ม.อัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ