‘ภาณุรัช’เปิดใจ โดดช่วยงาน’พรรคไทยก้าวใหม่’ ลั่นคนไทยต้องได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกจริง

'ภาณุรัช'เปิดใจ โดดช่วยงาน'พรรคไทยก้าวใหม่' ลั่นคนไทยต้องได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกจริง

‘ภาณุรัช’เปิดใจ โดดช่วยงาน’พรรคไทยก้าวใหม่’ ลั่นคนไทยต้องได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกจริง

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.20 น.

เปิดใจ’ภาณุรัช’ เพื่อนเก่า’ดร.เอ้’ โดดช่วยงาน’พรรคไทยก้าวใหม่’ ลั่นกลับมาช่วยประเทศ หวังคนไทยได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกจริง

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 นายภาณุรัช ดำรงไทย ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมและพลังงานแห่งอนาคต พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า ตนเป็นเพื่อนเก่ากับ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ จากกิจกรรมนักศึกษาวันนั้น วันนี้เรากลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อร่วมสร้าง “ประเทศไทยก้าวใหม่” 

นายภาณุรัช กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ใช้ชีวิตและทำงานต่างประเทศทำงานในแวดวงพลังงานและนวัตกรรมระดับโลก เห็นด้วยตาตัวเองว่า “พลังงานที่ถูกและยั่งยืน” คือรากฐานของประเทศที่แข็งแรง และประเทศไทยไม่ควรต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะค่าไฟฟ้าไทยถูกลงได้จริง ไม่ใช่ด้วยการอุดหนุน แต่ด้วยการลดต้นทุนที่แท้จริง ผ่านเทคโนโลยีสะอาด ระบบอัจฉริยะ และนวัตกรรมพลังงานคนไทย 

“พลังงานไม่ใช่แค่ไฟฟ้าแต่มันคืออาหารของ AI และโลกอนาคต ถ้าเรามองเห็นตรงนี้ เราจะสร้างประเทศที่แข่งขันได้ในศตวรรษใหม่ ผมกลับมา ไม่ใช่เพื่ออยู่ข้างใคร แต่เพื่อ อยู่ข้างความจริง และการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เพราะผมเชื่อว่าประเทศไทยดีขึ้นได้ ถ้าเราก้าวไปด้วยกัน” นายภาณุรัช กล่าว

จัดแถวสิงห์น้ำเงิน! ‘ปลัด มท.’เซ็นโยกสลับ‘11 รองผู้ว่าฯ’ วางไลน์รอขึ้นพื้นที่สำคัญ

จัดแถวสิงห์น้ำเงิน! ‘ปลัด มท.’เซ็นโยกสลับ‘11 รองผู้ว่าฯ’ วางไลน์รอขึ้นพื้นที่สำคัญ

จัดแถวสิงห์น้ำเงิน! ‘ปลัด มท.’เซ็นโยกสลับ‘11 รองผู้ว่าฯ’ วางไลน์รอขึ้นพื้นที่สำคัญ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

จัดแถวสิงห์น้ำเงิน! “ปลัด มท.”เซ็นโยกสลับ”11 รองผู้ว่าฯ” วางไลน์รอขึ้นพื้นที่สำคัญ รับ”ศึกเลือกตั้งใหญ่” พ่วงตั้ง”16 ปลัดจังหวัด-นายอำเภอ-ผู้ตรวจฯ”

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ย้ายข้าราชการ ตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น (ตําแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด) จํานวน 11 ราย (ตามคําสั่ง ที่ 3388/ 2568 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568) โดยกําหนดให้เดินทางไปปฎิบัติหน้าที่ตามคําสั่งในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วย

1.นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

2.นายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม

3.นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

4.น.ส.อรอาภา โล่ห์วีระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลําภู ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา

5.นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง

6.นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่ราชการจังหวัดนครราชสีมา ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

7.นายปิยพงศ์ ชูวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดลําพูน

8.นายนิกูล ธนวรเมธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

9.นายอํานาจ เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

10.นายจําเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์

11.นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้บางจังหวัดเป็นการย้ายเพื่อเตรียมตัวไปขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมีการแต่งตั้งในครั้งต่อไป เนื่องจากยังมีตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดว่างอีก 18 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ว่าง 2 ตำแหน่ง รวมเป็น 20 ตำแหน่ง แต่ที่ต้องแต่งตั้งโยกย้ายก่อนเนื่องจากบางจังหวัดเป็นจังหวัดใหญ่ ต้องมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดไปช่วยงานก่อน แต่บางจังหวัดมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงคนเดียวหรือสองคนแต่งานมีมากจึงต้องแต่งตั้งโยกย้ายไปก่อน เป็นการแต่งตัวสัมผัสงานในพื้นที่รอเป็นผู้ว่าฯ เพื่อรองรับการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้

ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดบางคนที่มีในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ เป็นการย้ายไปเพื่อไปรอเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตัวจริงในอนาคต ที่จะมีคำสั่งออกมาอีกระลอกหนึ่งในคำสั่ง 20 ตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ สำหรับคนที่คาดว่ารอขึ้นเป็นตัวจริงในอนาคต อาทิ นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ที่ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง , นายปิยพงศ์ ชูวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดลําพูน , นายอํานาจ เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ที่ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร , นายจําเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ , นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม และ น.ส.อรอาภา โล่ห์วีระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลําภู ที่ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นต้น

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งอำนวยการระดับสูง ในตำแหน่งปลัดจังหวัด นายอำเภอ และผู้ตรวจฯกรมการปกครอง อีก 16 ตำแหน่ง ในวันเดียวกันอีกด้วย

– 006

ทบ.ชี้ข่าวปลอม เหตุปะทะช่องตาเฒ่า ทหารไทยถูกยิงที่ขา เจ็บ 1 นาย

ทบ.ชี้ข่าวปลอม เหตุปะทะช่องตาเฒ่า ทหารไทยถูกยิงที่ขา เจ็บ 1 นาย

ทบ.ชี้ข่าวปลอม เหตุปะทะช่องตาเฒ่า ทหารไทยถูกยิงที่ขา เจ็บ 1 นาย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.06 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษก ทบ.ชี้แจงกรณี มีการแชร์ข่าว มีการปะทะกันที่ช่องตาเฒ่า จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ใกล้ประสาทพระวิหาร ทหารไทยถูกยิงบาดเจ็บที่ขา ว่า เป็นข่าวปลอม ทั้งนี้ มีรายงานว่า เป็นการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ส่งกลับสายแพทย์ ของหน่วยในพื้นที่ ว่าหากเกิดเหตุจะปฏิบัติอย่างไร ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ความสำคัญกับการฝึกนี้ พร้อมขอประชาชนรับฟังข่าวสารจากการ

‘อนุทิน’ท้า‘ปชช.’ ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ดี ไม่ต้องเลือกกลับมา

‘อนุทิน’ท้า‘ปชช.’ ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ดี ไม่ต้องเลือกกลับมา

‘อนุทิน’ท้า‘ปชช.’ ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ดี ไม่ต้องเลือกกลับมา

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.03 น.

“อนุทิน”ท้า”ปชช.” ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ดี ไม่ต้องเลือกกลับมา ไปขายเต้าฮวยดีกว่า อ้อนถ้าทำดีขอเลือกกลับมาให้ครบ ลั่นอนาคตอยู่ในมือปชช.ตัดสินใจ บอกแม้ภารกิจรัดตัว แต่ต้องลงมาดูน้ำท่วมให้เห็นกับตา

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และคณะ เดินทางถึงวัดท่าดินแดง ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัย โดยเมื่อเดินทางถึง นายกฯ ได้ทักทายประชาชน

จากนั้น นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ถือว่ามาดูสถานการณ์น้ำท่วมในเขตจังหวัดภาคกลาง แม้ว่าทุกท่านได้ประสบสถานการณ์จากภัยน้ำท่วม ซึ่งปีนี้ยาวนานกว่าทุกๆ ปี คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบถึงปัญหาอย่างดี จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละท่านดูแลปัญหาน้ำท่วมตามเขตพื้นที่ในแต่ละจังหวัด พร้อมให้อำนาจในการตัดสินใจที่จะแก้ไขสถานการณ์ เพื่อให้ความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายหมดสิ้นไปเร็วที่สุด ยอมรับว่าการบริหารจัดการเรื่องน้ำเรายังมีความไม่สมบูรณ์อย่างมากและยังมีอีกหลายจุดที่ต้องร่วมกันแก้ไข ซึ่งตนจะนำไปเร่งหาวิธีแก้ไข และเร่งอนุมัติให้โครงการทั้งหลายเกิดขึ้น เพื่อจะทำให้การไหลเวียนของน้ำการระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ไม่ทำความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน และเชื่อว่าแม้ว่าเราจะสู้กับธรรมชาติได้ไม่ทั้งหมด แต่จะทำสุดความสามารถเพื่อให้เกิดความเดือดร้อนเกิดขึ้นน้อยที่สุด และขอชื่นชมพ่อแม่พี่น้องที่เสียสละไร่นาเป็นพื้นที่รับน้ำไม่กระจาย ไปในพื้นที่เศรษฐกิจ ขอบคุณในความเสียสละ ทุกคนเครียด เจ็บปวด พวกตนอยู่ตรงนี้ มีความเจ็บปวดเหมือนกัน ยิ่งมาพบกับพ่อแม่พี่น้องในทางกายภาพ ความเป็นอยู่ แย่กว่าพวกตนแน่นอน อย่างน้อยบ้านในกรุงเทพฯน้ำไม่ท่วม ที่นี่พี่น้องน้ำท่วมบ้านทุกคน แต่ยังมีรอยยิ้ม ขอให้มั่นใจตนดีใจที่เห็นพี่น้องยิ้มได้ แม้เจอสถานการณ์แบบนี้ แต่ยังให้กำลังใจตนซึ่งไม่รู้จะพูดยังไง ย้ำว่าจะเร่งจัดการให้มีการอนุมัติโครงการให้เร็วที่สุด

นายกฯ กล่าวต่อว่า และช่วงนี้ไม่น่าจะมีอะไรหนักๆเข้ามา จำนวนปริมาณฝนน่าจะลดน้อย คิดว่าปริมาณน้ำจะลดลงใน 1 – 2 สัปดาห์ จะไม่ให้มีเหตุการณ์ที่ซ้ำเติมอีก และได้สั่งการแล้วให้ทาง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง จัดงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา เพิ่มเติมให้ 9,000 บาท ที่ได้แล้วก็แล้วไป แต่จะมีมาอีก ในส่วนที่บ้านเรือนจมมามากกว่า 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน 4 เดือน เป็นขั้นบันไดโดยจะดูแลเป็นรายเดือนให้กับพ่อแม่พี่น้องและจะเร่งอนุมัติงบประมาณ ซึ่งเป็นอำนาจของตนล้วนๆ ในงบกลางที่สามารถนำมาช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดความเดือดร้อนถือเป็นเรื่องเร่งด่วน  วันนี้ตนทำหน้าที่รับผิดชอบคุณภาพชีวิตพ่อแม่ พี่น้องจะใช้อำนาจที่มีอยู่ทำสิ่งที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนให้หายไปให้มากที่สุด ขอให้รออีกไม่นานจะดูให้ครบทุกเดือนเป็นรายเดือนไม่เกิน 2 สัปดาห์ เงินช่วยเหลือกลับมาถึงพ่อแม่พี่น้อง

“ผมมีภารกิจรัดตัวเพียงใดก็จะต้องมาพบกับพ่อแม่พี่น้อง เพื่อให้เห็นกับตาตัวเองว่าสถานการณ์น้ำท่วมมันหนักหนาสาหัสเพียงใด เวลาไปสั่งงานแล้วเราเห็นหน้างาน มันก็จะทำให้เราสามารถที่จะเพิ่มความคิดเข้าไป หรือว่าคอยเถียงเขา ถ้าเขาบอกมันไม่ใช่ เราก็จะได้บอกว่า นี่ไงผมไปเห็นมากแล้ว บอกไม่ใช่ได้ยังไง”

“ตอนเป็น รมว.มหาดไทย มันก็สั่งได้แค่นี้ วันนี้เป็นนายกฯ แล้ว สั่งให้หมด ใครไม่ทำน่าดู ไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะปีหน้าเลือกตั้ง ปีหน้าต้องไปเลือกตั้ง เพราะวันที่ 31 ม.ค.69 ยุบสภาคืนอำนาจให้กับพ่อแม่พี่น้อง ถ้าพวกเราทำงานไม่ดี ไม่ต้องเลือกกลับมา แต่ถ้าทำดีเลือกกลับมาให้ครบจะได้มาทำต่อ ท้ากันอย่างงี้เลย พี่น้องเป็นคนตัดสินใจ ผมตัดสินใจอนาคตพวกผมไม่ได้ ถ้าไม่เลือกผม ผมก็ต้องไปหางานทำ ไปขายของเซเว่น ไปขายของบิ๊กซี แมคโดนัลด์ หรือมานั่งขายสายไหม ขายก๋วยเตี๋ยวเลย ไม่มีปัญหา แต่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมด ด้วยหัวใจที่มีอยู่ ด้วยความสำนึกที่พ่อแม่พี่น้องมีพระคุณกับพวกผมจะเลือกพวกผมมาเป็น สส.ทั้งหมด ถ้า สส.ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนไม่ได้ ก็อย่าไปเป็นมันเลย ไปขายเต้าฮวยดีกว่า ทำประโยชน์ได้มากกว่า ให้คนอื่นได้กินเต้าฮวยอร่อยบ้าง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีเลือดเนื้อเชื้อไข นักการเมืองใหญ่ที่มีจิตใจ มีหัวใจที่ต้องการรับใช้ประชาชน” นายอนุทิน กล่าว

ต่อมา นายกฯ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ ก่อนเดินไปมอบถุงยังชีพประชาชนที่พายเรือมารับถุงยังชีพ 3 ลำ จากนั้น นายกฯ เป็นประธานการประชุมติดตามการบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาสถานการณ์อุทกภัยบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ว่าการอำเภอผักไห่ ต.ผักไห่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

ทบ.ชี้ข่าวปลอม ‘สื่อกัมพูชา’ปูด 1 ใน 18 เชลยศึก เสียชีวิตในไทย

ทบ.ชี้ข่าวปลอม 'สื่อกัมพูชา'ปูด 1 ใน 18 เชลยศึก เสียชีวิตในไทย

ทบ.ชี้ข่าวปลอม ‘สื่อกัมพูชา’ปูด 1 ใน 18 เชลยศึก เสียชีวิตในไทย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.57 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษก ทบ.ชี้แจงกรณี สื่อกัมพูชารายงานว่า ทหารกัมพูชารายหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในเชลยศึก จำนวน 18 นาย เสียชีวิตลงจากอาการหัวใจล้มเหลว ขณะถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทย โดยทางการไทยได้ส่งศพกลับมายังกัมพูชา ผ่านทางด่านพรมแดนระหว่างประเทศปอยเปต เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ว่า “ตรวจสอบแล้ว ข่าวปลอมจากกัมพูชา”

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 หรือ COP30 ในสัปดาห์นี้ เด็กและเยาวชนนักเคลื่อนไหวและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 360 คนทั่วประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้ผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

เสียงของพวกเขารวบรวมจากการประชุมปรึกษาหารือเยาวชน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เมื่อเร็วๆนี้ โดยผลการหารือสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนแล้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง

เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจาก 97 เครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มนักเรียน เยาวชนชาติพันธุ์ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงเยาวชนที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย การปรึกษาหารือเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แบ่งปันประสบการณ์ ความกังวล และข้อเสนอแนะต่อการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ เยาวชนต้องการให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

อเล็กซ์ – ชัยรัตน์ ดิ๊ผอ อายุ 19 ปี เยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ใน จ.เชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการปรึกษาหารือภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทย 9 คน ที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10–21 พฤศจิกายน 2568 กล่าวว่า ในชุมชนของผม ความร้อนที่สูงขึ้นและภัยแล้งทำให้หลายครอบครัวปลูกพืชได้ยากขึ้นและมีรายได้น้อยลง เมื่อพืชผลเสียหาย เด็กมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ บางคนต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยครอบครัว เราอยากให้ผู้นำฟังเรื่องราวของเรา และลงมือปกป้องอนาคตของพวกเรา

ขณะเดียวกัน นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เยาวชนวัย 23 ปี ผู้ประสานงานของ GYBN Thailand และ Project Manager ของ Local Conference of Youth (LCOY) Thailand 2025 ซึ่งจะร่วมเดินทางไปประชุม COP30 กับคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า LCOY พบว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนต่างรุ่นและหลากหลายภาคส่วน

เราได้เรียนรู้ว่าแม้เยาวชนจะมีความสนใจและมุ่งมั่นต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังขาดคือความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างคนรุ่นต่าง ๆ เยาวชนไม่ได้เพียงสนใจนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เราพร้อมลงมือปฏิบัติ และความตั้งใจของเรายังขยายจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับโลกด้วย

เยาวชนจากทั่วประเทศได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน เพื่อปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แก่ 1.ระบบสาธารณสุขที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ความร้อนจัด มลพิษ PM2.5 โรคไข้เลือดออก และผลกระทบทางจิตใจจากภัยพิบัติ , 2.การศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ การเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการของเสีย , 3.เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ , 4.การจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและครอบคลุมทุกกลุ่ม มีระบบเตือนภัยที่ทั่วถึงและมาตรการอพยพที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก , 5.ความมั่นคงด้านน้ำสำหรับทุกคน ผ่านการปกป้องลุ่มน้ำ การควบคุมมลพิษ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ และ 6.การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น การจัดเก็บภาษีพลาสติกระดับประเทศ และสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่แปรรูปของเสียให้เกิดมูลค่า

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เสียงของเยาวชนเหล่านี้คือการเรียกร้องให้เกิดการดำเนินการในระดับประเทศ เยาวชนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่เพียงกังวลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังพร้อมจะเป็นผู้นำและร่วมลงมือ ยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้แนวทางและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) สะท้อนความต้องการของเด็กและเยาวชนด้วย ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การประชุม COP30 นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยให้ความต้องการและเสียงของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ เยาวชนยังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง เครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนเยาวชนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ และการออกนโยบายที่คุ้มครองสิทธิเด็กในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากผลสำรวจ U-Report ปี 2567 พบว่า แม้กว่าร้อยละ 90 ของเยาวชนไทยต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียง ร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน” (Between Generations, One Planet)” ของยูนิเซฟเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าแม้เยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยเกินไป

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากขึ้น ยูนิเซฟจึงได้จัดทำ แคมเปญ #CountMeIn 2025 “จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังสนับสนุนให้ชัยรัตน์, นันท์นภัส และตัวแทนเยาวชนไทย ได้นำเสียงและข้อเสนอของพวกเขาไปสู่การประชุม COP30 เพื่อให้มุมมองของเด็กและเยาวชนไทยได้รับการสะท้อนในเวทีเจรจาระดับโลก

การเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน เด็กและเยาวชนคือผู้อยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มุมมองและภาวะผู้นำของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต” เลโอนาร์ดี กล่าวปิดท้าย

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่…ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่...ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่…ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn Business School) จัดงาน “CBS Grand Open House 2025” เพื่อแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติ (BBA) ปริญญาตรีโท และเอก พร้อมกิจกรรมให้ความรู้ และแนะแนวเส้นทางอาชีพจากคณาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้เชี่ยวชาญในวงการธุรกิจ เพื่อสะท้อนการเรียนรู้ที่ปรับตัวอย่างชาญฉลาดในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เปิดสองเส้นทางแห่งอนาคต จาก “โอกาส” สู่ “ความเชี่ยวชาญ” โดยแบ่งออกเป็นสองช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า (09.00–12.00 น.) – หลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติ (BBA) ภายใต้แนวคิด “Unlock Possibilities, Create Your Own Tomorrow” ก้าวสู่ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด สร้างวันพรุ่งนี้ที่เป็นของคุณ เปิดโลกการเรียนรู้กับ 4 สาขายอดนิยมที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล อาทิ 1.Digital Business Management , 2.Financial Analysis and Investment , 3.Brand and Marketing Management และ 4.Accounting

และช่วงบ่าย (13.00–17.00 น.) หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (Master & Ph.D) ภายใต้แนวคิด “MASTER MOVES TO WIN CHANGES” หลักสูตรปริญญาโท–เอก (Master & Ph.D) , หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ Master of Business Administration , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการกำกับดูแลกิจการ M.Sc. in Corporate Governance , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ M.Sc. in Information Technology in Business , หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต Master of Accountancy , หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (นานาชาติ) Master of Management International Business , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถิติและวิทยาการข้อมูล M.S. in Statistics and Data Science , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประกันภัย  M.Sc. in Insurance , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจ M.Sc. in Business Software Development , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงิน (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) M.S. in Finance (English Program) , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต วิศวกรรมการเงิน (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) M.Sc. in Financial      Engineering (English Program) , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการแบรนด์และการตลาด , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการแบรนด์และการตลาด (ภาคภาษาอังกฤษ) (มี 2 หลักสูตรเป็นภาคไทยและอังกฤษ) Master in Branding and Marketing , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาธุรกิจ Master of Science in Business , หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)  Doctor of Philosophy in Business (English Program) ,หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบัญชี   Doctor of Philosophy in Accountancy , Chula LGO

โดยหลักสูตร Chula LGO ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับ MIT Leaders for Global Operations (MIT LGO) มุ่งสร้างผู้นำแห่งอนาคตที่มีทักษะรอบด้าน พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจโลก ผ่านการเรียนรู้ที่เน้น การบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจ ควบคู่กับโอกาสในการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรม Private Consult ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว สำหรับผู้สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

ประชาชน-คณะบุคคล เข้าวางพวงมาลาถวายราชสักการะและกราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ”สมเด็จพระพันปีหลวง”

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.สำหรับวันนี้นับเป็นวันที่ 4 ที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบืัองหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ตั้งแต่เช้าได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์ ทยอยเดินทางผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนาทหลวง เข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีคณะบุคคลต่างๆ อาทิ คุณหญิงปัทมา – ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล, บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ไทย-เอ็มซี จำกัด, คณะนักศึกษาผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จัดทำขึ้นโดยมูลนิธิชัยพัฒนา เข้าวางพวงมาลาถวายราชสักการะและกราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสา คอยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง

– 006

‘นฤมล’ ต้อนรับ ‘หมอนทองวิทยา’ ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

'นฤมล' ต้อนรับ 'หมอนทองวิทยา' ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

‘นฤมล’ ต้อนรับ ‘หมอนทองวิทยา’ ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.57 น.

“รมว.นฤมล”ต้อนรับฮีโร่“หมอนทองวิทยา” ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมเชิญ“อาจารย์สกล”นั่งที่ปรึกษา สพฐ.ร่วมพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอล สานฝันเด็กไทยสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้การต้อนรับทีมนักฟุตบอลและโค้ชโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่สร้างปรากฏการณ์แฟนบอลเชียร์แน่นสนามศุภชลาศัย ในศึกฟุตบอลนักเรียน 7 คน นำโดย นายสกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา พร้อมด้วยนักเตะเยาวชน และนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของนักเรียนและครูผู้ฝึกสอน ที่สามารถผลักดันให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ และเป็นต้นแบบของโรงเรียนที่มีศักยภาพ เด็กมีความสามารถ มีหัวใจนักสู้ และได้รับแรงสนับสนุนจากครูและผู้บริหารที่ทุ่มเท จนกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกีฬาในสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเยาวชนทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิ

”กระทรวงศึกษาธิการจะผลักดันให้จัดตั้งโรงเรียนกีฬาฟุตบอล ภายใต้สังกัด สพฐ. ตามข้อเสนอของอาจารย์สกล และได้ขอเชิญอาจารย์สกล ซึ่งมีประสบการณ์ มาเป็นที่ปรึกษาของ สพฐ. เพื่อร่วมกันวางแนวทางพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอลในทุกภูมิภาค โดยจะจัดทำแผนระยะยาวในการบูรณาการงบประมาณ สนับสนุนอุปกรณ์การฝึกซ้อม และพัฒนาโค้ชผู้ฝึกสอน สร้างระบบการเรียนรู้และการฝึกกีฬาให้มีมาตรฐานระดับประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาเยาวชนด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ ให้เด็กได้เรียนรู้ควบคู่กับการฝึกฝนในสิ่งที่รัก และมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพนักกีฬาในอนาคต” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่โรงเรียนหมอนทองวิทยาแจ้งว่า ยังขาดแคลนหอพักนักเรียน ห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา ห้องฟิตเนส และอาคารฝึกซ้อมที่ยังไม่เพียงพอนั้น ได้มอบหมายให้ทาง สพฐ. เตรียมจัดงบประมาณลงไปดูแลให้เรียบร้อยแล้ว ปีหน้าเราก็จะตามเชียร์กันต่อไป และหวังว่าน้อง ๆ จะคว้าชัยชนะมาให้ชาวบางน้ำเปรี้ยวได้ชื่นชมอีกครั้ง ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ

ด้านนายอรรถกร กล่าวว่า ตนในฐานะ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ขอขอบคุณน้อง ๆ และผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยาที่นำความสุขมาให้คนไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้คนบางน้ำเปรี้ยว สิ่งหนึ่งที่ตนตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ก่อนนัดชิง คืออยากมอบของขวัญที่ไม่ใช่สิ่งของที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นสิ่งที่น้อง ๆ จะเก็บไว้ระลึกได้ตลอดไป ว่าครั้งหนึ่งพวกคุณคือฮีโร่ของคนฉะเชิงเทราและประเทศไทย

“จากนี้จะได้ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการพัฒนากีฬาในระดับเยาวชน ผมขอขอบคุณทีมหมอนทองวิทยาจากใจ และขอให้น้อง ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จและมีความสุขมาก ๆ”นายอรรถกร กล่าว

ในโอกาสนี้ ผอ.โรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุธี พงษ์เพียรชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ที่ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง ตรวจสอบปัญหาความเดือดร้อน และเร่งรัดงบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อรองรับสถานีชาร์จรถ EV และระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนมีความพร้อมทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

จากนั้น ทีมหมอนทองวิทยาได้โชว์ทักษะฟุตบอลที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมี ศ.ดร.นฤมล และนายอรรถกร ร่วมชมและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์ลั่น “มีภาระหน้าที่” ต้องฟ้อง BBC ปมตัดต่อสุนทรพจน์ ชี้บิดเบือนทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

ทรัมป์ลั่น "มีภาระหน้าที่" ต้องฟ้อง BBC ปมตัดต่อสุนทรพจน์ ชี้บิดเบือนทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

12 พ.ย. 2568 16:44 น.

ทรัมป์ลั่น “มีภาระหน้าที่” ต้องฟ้อง BBC ปมตัดต่อสุนทรพจน์ ชี้บิดเบือนทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ามี “ภาระหน้าที่” ต้องฟ้องร้องสถานีโทรทัศน์บีบีซี มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,470 ล้านบาท หลังกล่าวหาว่ารายการสารคดี Panorama ของบีบีซี ตัดต่อสุนทรพจน์ของเขาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 จนทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Ingraham Angle ของสถานีฟ็อกซ์นิวส์ว่า การตัดต่อดังกล่าว “เป็นการโกงผู้ชม” และ “บิดเบือนความจริง” โดยยืนยันว่าสุนทรพจน์ของเขาเป็นถ้อยคำที่ “สงบและสวยงาม” แต่ถูกทำให้ดูรุนแรงและชักจูงให้เกิดเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภา

นับเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ออกมาพูดต่อสาธารณะในเรื่องนี้ หลังจากที่ทนายความของเขาได้ทำหนังสือถึง บีบีซี โดยระบุว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,470 ล้านบาท) เว้นแต่บีบีซีจะยอมถอนเนื้อหา ขอโทษ และจ่ายค่าชดเชยให้แก่เขา

โฆษกของบีบีซีกล่าวว่า “เรากำลังพิจารณาจดหมายฉบับนี้ และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม” ก่อนหน้านี้ นายซาเมียร์ ชาห์ ประธานคณะกรรมการบีบีซี ได้กล่าวขอโทษต่อ “ความผิดพลาดในการตัดสินใจ” เกี่ยวกับการตัดต่อดังกล่าวแล้ว

เมื่อถูกถามในรายการ The Ingraham Angle ว่าจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไปหรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าผมต้องทำนะ จะไม่ทำไมล่ะ เพราะพวกเขาฉ้อโกงสาธารณชน และพวกเขาก็ยอมรับแล้วด้วย”

ทรัมป์กล่าวต่อว่า “พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงสุนทรพจน์วันที่ 6 มกราคมของผม ซึ่งเป็นสุนทรพจน์ที่งดงาม เป็นสุนทรพจน์ที่สงบมาก ๆ แต่พวกเขาทำให้มันฟังดูรุนแรง และพวกเขาก็เปลี่ยนมันจริง ๆ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นค่อนข้างเหลือเชื่อ” เมื่อถูกถามย้ำอีกครั้งว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ เขากล่าวว่า: “ผมคิดว่าผมมีพันธะที่จะต้องทำ เพราะคุณไม่สามารถยอมให้ผู้คนทำเช่นนั้นได้”

การสัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ถูกบันทึกไว้เมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย.) แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบีบีซีถูกเผยแพร่ในช่วงค่ำวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ

บีบีซีได้รับจดหมายจากทนายความของทรัมป์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีการ “ถอนเนื้อหาอย่างเต็มรูปแบบและเป็นธรรม” ของสารคดีดังกล่าว การขอโทษ และการที่บีบีซี “ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหมาะสม” พร้อมกำหนดเส้นตายในการตอบกลับภายในเย็นวันศุกร์นี้

การตัดต่อของบีบีซี ปรากฏในสารคดี Panorama ที่ออกอากาศก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เพียงไม่กี่วัน แต่กลายเป็นที่จับตาของสาธารณชนอย่างมีนัยสำคัญ หลังเอกสารภายในที่รั่วไหลของบีบีซี ถูกเผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์เดลี เทเลกราฟ  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เอกสารดังกล่าวระบุว่า อดีตที่ปรึกษาอิสระด้านมาตรฐานบรรณาธิการของบีบีซี ได้แสดงความกังวลว่า การตัดต่อส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ทำให้นัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์สนับสนุนให้เกิดการจลาจลในอาคารรัฐสภาเมื่อเดือนมกราคม 2021 อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ คำพูดจริงของทรัมป์คือ “เราจะเดินลงไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะไปให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้กล้าหาญของเรา” แต่ในการตัดต่อของ Panorama ได้นำคำพูดที่ห่างกันมากกว่า 50 นาทีมาเชื่อมต่อกัน โดยแสดงให้เห็นว่าเขากล่าวว่า “เราจะเดินลงไปที่อาคารรัฐสภา และผมจะไปที่นั่นกับพวกคุณ และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต”

ผลกระทบของเรื่องนี้ทำให้นาย ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของบีบีซี และ เดบอราห์ เทิร์นเนสผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ต้องลาออกจากตำแหน่ง

นายทิม เดวี ได้กล่าวในการประชุมภายในเมื่อวันอังคารว่า “เราได้ทำผิดพลาดบางอย่างที่ทำให้เราต้องสูญเสีย แต่เราต้องต่อสู้” พร้อมย้ำว่าบีบีซีกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผลงานที่ดีขององค์กรจะดังกว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนสำหรับบีบีซี เนื่องจากรอยัล ชาร์เตอร์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กำหนดการกำกับดูแลและการเงิน จะหมดอายุลงในปลายปี 2027

ลิซ่า แนนดี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอังกฤษ กล่าวต่อรัฐสภาว่า การเจรจาต่ออายุรอยัล ชาร์เตอร์ จะ “ฟื้นฟูพันธกิจขององค์กรให้เข้ากับยุคสมัยใหม่” และรับประกันว่าองค์กรจะ “รับผิดชอบอย่างแท้จริง”

คณะกรรมการด้านวัฒนธรรมเตรียมที่จะรับฟังหลักฐานจากบุคคลระดับสูงของบีบีซีในสัปดาห์หน้า รวมถึงนายซาเมียร์ ชาห์ และจะเชิญนายไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านมาตรฐานบรรณาธิการ ซึ่งเป็นผู้เขียนบันทึกที่รั่วไหลดังกล่าว มาให้การด้วย.

ที่มา BBC