รุ่นใหญ่แล้วไง ‘ดี้ ชนานา’สลัดผ้าอวดหุ่นเซี๊ยะ ล่องเรือโชว์ลุคชุดว่ายน้ำสุดปัง

รุ่นใหญ่แล้วไง ‘ดี้ ชนานา’สลัดผ้าอวดหุ่นเซี๊ยะ ล่องเรือโชว์ลุคชุดว่ายน้ำสุดปัง

รุ่นใหญ่แล้วไง ‘ดี้ ชนานา’สลัดผ้าอวดหุ่นเซี๊ยะ ล่องเรือโชว์ลุคชุดว่ายน้ำสุดปัง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

ทำเอาทะเลเดือดปุดๆ กันเลยทีเดียว เมื่อนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมืออย่าง “ดี้ ชนานา นุตาคม” ออกมาตอกย้ำฉายาตัวแม่เรื่องการดูแลตัวเอง ด้วยการสลัดผ้าสวมชุดว่ายน้ำวันพีซสีส้มอิฐ อวดรูปร่างสุดเป๊ะปังในทริปพักผ่อนล่องเรือใบสุดหรู (Liveaboard) ณ เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต

โดยงานนี้ “ดี้ ชนานา” ได้โพสต์ภาพผ่านโซเชียลส่วนตัว พร้อมแคปชันสุดชิลล์ถึงไลฟ์สไตล์ของคนวัยงามที่รักการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ แม้เจ้าตัวจะออกปากว่า “วันแรกขอชิลนิดนึงนะ” แต่ความแซ่บที่ปรากฏในรูปนั้นบอกเลยว่าไม่นิด! เพราะนอกจากชุดจะขับผิวให้ดูออร่าแล้ว เครื่องประดับอย่างผ้าคลุมผมสุดเก๋ยังช่วยเสริมลุคให้ดูแพงและมีสไตล์สุดๆทันทีที่ภาพเซตนี้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับต่างแห่กันเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์กันรัวๆ ชื่นชมในวินัยการดูแลตัวเองของคุณแม่ดี้ที่ยังคงความสวยอมตะ หุ่นเซียะไม่แพ้สาวๆ รุ่นน้อง สมกับแฮชแท็กประจำตัวที่ว่า #รุ่นใหญ่แล้วไง จริงๆ เรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ สำหรับผู้หญิงคนนี้!

ท้องก็หยุดแม่ไม่ได้ ‘แพท ณปภา’ เปิดท้ายขายของมือสอง ‘นาฟ’ แท็กทีมช่วยซัปพอร์ตสุดพลัง

ท้องก็หยุดแม่ไม่ได้ 'แพท ณปภา' เปิดท้ายขายของมือสอง 'นาฟ' แท็กทีมช่วยซัปพอร์ตสุดพลัง

ท้องก็หยุดแม่ไม่ได้ ‘แพท ณปภา’ เปิดท้ายขายของมือสอง ‘นาฟ’ แท็กทีมช่วยซัปพอร์ตสุดพลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.59 น.

กลายเป็นภาพที่สร้างความประทับใจและได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกโซเชียล สำหรับคุณแม่สุดสตรอง “แพท ณปภา ตันตระกูล” ที่แม้ว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่ความขยันยังเต็มร้อย ล่าสุดควงแขนคุณน้าคนสวย “นาฟ ฉัฐนันท์” ออกมาลุยเปิดท้ายขายเสื้อผ้ามือสองด้วยตัวเองแบบไม่หวั่นความร้อนความเหนื่อย

โดยภายในงาน แฟนๆ ได้เห็นภาพของสาวแพทในลุคคุณแม่สุดชิลล์ ซึ่งมี “นาฟ” น้องสาวสุดซี้คอยช่วยซัปพอร์ตอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ทำเอาบรรยากาศที่ตลาดดูคึกคักและเต็มไปด้วยรอยยิ้มทางด้านแฟนคลับที่ได้เห็นภาพต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้คุณแม่แพทอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่ชื่นชมในความขยันและยกให้เป็น “ไอดอลคุณแม่สายสตรอง” ที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ยังสู้งานเสมอ พร้อมทั้งบอกว่าเห็นสายสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้แล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจจริงๆเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่พิสูจน์ว่าความรักและความมุ่งมั่นของแม่นั้นไม่มีขีดจำกัดจริงๆ ครับ

สวยดั่งมนตรา’พิ้งกี้’สวมวิญญาณ ‘นางรากษสเทวี’ ทัดดอกบัวหลวง สง่างามสมการรอคอย

สวยดั่งมนตรา'พิ้งกี้'สวมวิญญาณ 'นางรากษสเทวี' ทัดดอกบัวหลวง สง่างามสมการรอคอย

สวยดั่งมนตรา’พิ้งกี้’สวมวิญญาณ ‘นางรากษสเทวี’ ทัดดอกบัวหลวง สง่างามสมการรอคอย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.49 น.

งดงามสะกดสายตา วงการผ้าไทยและประเพณีไทยต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อนักแสดงสาวมากฝีมือ “พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช” ปรากฏกายในลุค “นางรากษสเทวี” นางสงกรานต์ประจำปีพุทธศักราช 2569ในปีนี้ ‘พิ้งกี้’ถ่ายทอดความวิจิตรบรรจงผ่านชุดไทยแนบเนื้อสีทองอร่ามและเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่า ตามคำทำนายที่ว่านางสงกรานต์เสด็จยืนมาบนหลังวราหะ (หมูป่า) ทัดดอกบัวหลวงอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ พระหัตถ์ทรงตรีศูลและธนูศร แสดงถึงอำนาจบารมีและความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนช้อยด้วยใบหน้าที่คมสวยระดับอินเตอร์

เมื่อมาผสมผสานกับเครื่องแต่งกายตามแบบแผนศิลป์แผ่นดินไทย ทำให้ภาพเซตนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลายเสียงชื่นชมว่านี่คือ “นิยามแห่งความงามที่แท้จริง” ที่ช่วยสืบสานซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้คงอยู่สืบไป

วงการเพลงอาลัย ‘กำธร ศรวิจิตร’ อดีตนักร้องนำพาวเวอร์แบนด์เสียชีวิต

วงการเพลงอาลัย ‘กำธร ศรวิจิตร’ อดีตนักร้องนำพาวเวอร์แบนด์เสียชีวิต

วงการเพลงอาลัย ‘กำธร ศรวิจิตร’ อดีตนักร้องนำพาวเวอร์แบนด์เสียชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.26 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “วงแกรนด์เอ็กซ์ Official” โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า “RIP พี่กำธร ศรวิจิตร อดีตนักร้องนำวงพาวเวอร์แบนด์ เจ้าของบทเพลงไทยสากลอันแสนไพเราะ อาทิ เช่น อายฟ้าดิน, เหมือนไม่รักกัน, รอยสุนทรภู่ ฯลฯ.

ก่อนหน้านั้นช่วงสายวันนี้ 8 เม.ย.แอดมินได้ข่าวจากเชียงใหม่ พี่กำธรมีอาการหายใจไม่ออก เจ็บหน้าอก ทางภรรยาได้หามส่งไปรักษาตัวด่วนที่โรงพยาบาลใกล้เคียงและได้เสียชีวิตช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา แอดมินขอแสดงความเสียใจและอาลัยกับครอบครัวพี่กำธร ศรวิจิตร ด้วยครับ

สำหรับ กำธร ศรวิจิตร เป็นนักร้องเสียงดีที่มีชื่อเสียงในยุค 70-80 โดยเฉพาะในฐานะนักร้องนำของวง พาวเวอร์แบนด์ (Power Band) สังกัดนิธิทัศน์ มีผลงานเพลงแนวสตริงที่เป็นที่จดจำ เช่น คนจะรักกัน, รักไม่เอาเมาดีกว่า และเพลงอายฟ้าดิน เป็นศิลปินยุคคลาสสิกที่มักร่วมแสดงในคอนเสิร์ตเพลงย้อนยุค

ประวัติและผลงานที่โดดเด่น:

* วงดนตรี: เป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องนำวง พาวเวอร์แบนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวงดนตรีดาวรุ่งในยุค Seventeen ถึง Eighty

* สังกัด: ผลงานเพลงส่วนใหญ่ร่วมงานกับนิธิทัศน์โปรโมชั่น

* เพลงดัง: มีบทเพลงที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่:

* คนจะรักกัน

* รักไม่เอาเมาดีกว่า

* ไฟเสน่หา

* อายฟ้าดิน (ผลงานประพันธ์ของ ศักดิ์ เกิดศิริ)

* คอนเสิร์ต: เคยร่วมแสดงในคอนเสิร์ตใหญ่ เช่น รวมดาว – 18 กะรัต เดอะคอนเสิร์ต และเคยร่วมแสดงสดกับวงแกรนด์เอ็กซ์ 5 + 1

ขอบคุณข้อมูล : ดาราภาพยนตร์

สจล. เปิดพิมพ์เขียว ‘ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย’ ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

สจล. เปิดพิมพ์เขียว 'ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย' ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

สจล. เปิดพิมพ์เขียว ‘ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย’ ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

สจล. เปิดพิมพ์เขียว “ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้ ผนึกกำลัง Fort Asia และ Fort Argo ดันโกโก้ไทยบุกตลาดสากล พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับเต็มรูปแบบ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดรายละเอียดแผนการดำเนินงาน “ศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย” เน้นย้ำความเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและการเรียนรู้สายพันธุ์โกโก้อุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมวางโครงสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อสร้างมาตรฐานการหมักและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับการส่งออกทั่วโลก

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. มีบทบาทในการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อให้องค์ความรู้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม รองรับการทำงานในโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในโอกาสที่ สจล.ได้ร่วมมือในโครงการโกโก้ระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียในการจัดตั้ง“ศูนย์จิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” จะก่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาโกโก้ จะช่วยยกระดับทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิตโกโก้อินทรีย์

ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังให้บริการด้านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ร่วมกับมูลนิธิ Earthsafe และสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Agricultural Technology in Southeast Asia) หรือ AATSEA โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาโกโก้อินทรีย์ระหว่างประเทศไทยและรัสเซีย ที่ สจล.วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร นั้นเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์ เนื่องจากมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ รองรับการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนา จะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาสายพันธุ์โกโก้ เทคโนโลยีการหมัก กระบวนการแปรรูป และจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโกโก้อินทรีย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยและเกษตรกร อีกด้วยและหัวใจสำคัญของศูนย์วิจัยฯ คือการศึกษาและคัดแยกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ของไทย โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 พื้นที่หลัก คือ

1. ภาคเหนือ (เชียงใหม่) เป็นพื้นที่การเรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์รวมถึงการรับรองพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ซึ่ง สจล. ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สวนบัวนวล (ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่) จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อศึกษาการกระจายและจำหน่ายต้นพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศภาคเหนือ และเป็นจุดแปรรูปและรวบรวม ในการพัฒนาวิสาหกิจใน อ.สันป่าตอง ให้เป็นจุดรับซื้อผลผลิต รวบรวม และแปรรูปขั้นต้นเพื่อการส่งออก

2. ภาคใต้ (ชุมพร-นครศรีธรรมราช) ร่วมมือกับวิสาหกิจผู้ผลิตและแปรรูปโกโก้ชุมพร และ กลุ่มกรุงชิง นครศรีธรรมราช โดย สจล. จะเข้าไปตั้งจุดคัดแยก พัฒนาชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลง รวมถึงศึกษาระบบการหมักในระดับอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมาตรฐานรสชาติที่เป็นสากล

นายดิมิทรี โทลพิโก กรรมการบริษัท ฟอร์ท อาโกร จำกัด กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ของบริษัท จะมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการดำเนินงานดังนี้

1. บริษัท Fort Asia : รับหน้าที่เป็นกลไกหลักในการรับซื้อผลผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมวางแผนพัฒนาการแปรรูปปลายน้ำ (Downstream) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยคุณภาพสูงสำหรับจำหน่ายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) และยุโรป

2. บริษัท Fort Argo : เน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับสหกรณ์ และ วิสาหกิจ เพื่อผลักดันนโยบายและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานแก่เกษตรกร ให้ความรู้ด้านการวางแผน การใช้เกษตรแม่นยำ การให้ความรู้ด้านการเงิน รวมถึงการแปรรูปคุณภาพอุตสาหกรรมมาตรฐาน

 โดยศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย สจล. จะเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษาต้นพันธุ์ ระบบการคัดแยกเมล็ดคุณภาพ กระบวนการหมักร่วมกับวิสาหกิจท้องถิ่น จนถึงขั้นตอนการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้ง ระบบ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกมั่นใจในแหล่งที่มาและคุณภาพของโกโก้จากประเทศไทย

“เราไม่ได้แค่ปลูกโกโก้ แต่เรากำลังสร้าง Supply Chain ของการผลิตโกโก้ที่ยั่งยืน โดยใช้งานวิจัยนำการตลาด เพื่อให้เกษตรกร รวมถึงผู้แปรรูปขั้นต้น และผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ มีผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในระดับพรีเมียม”

ติดตามข้อมูล ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

คนไทยอยากเรียนรู้ แต่ประเทศยังไม่พร้อมให้เรียน’ OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

9 เมษายน 2569  ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือOKMD เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจ ‘ดัชนีชี้วัดศักยภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน (OKMD Lifelong Learning Index)’ พบว่าคะแนนภาพรวมของประเทศอยู่ที่ 0.77 โดยเฉพาะในมิติด้านทัศนคติ (Learning Mindsets) ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าคนไทยมีความตั้งใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในมิตินิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้คุณภาพ ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

‘วันนี้โจทย์ของประเทศไม่ใช่การทำให้คนไทยอยากเรียนรู้ เพราะเรามีสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่คือการทำให้ทุกคน ‘เข้าถึง’ การเรียนรู้ได้จริงอย่างเท่าเทียม หากระบบยังไม่เปิดโอกาส ศักยภาพของคนก็จะไม่ถูกปลดล็อก’ ดร. ทวารัฐ กล่าว

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ข้อมูลยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาคกลางมีค่าดัชนีสูงสุด ขณะที่บางภูมิภาคยังอยู่ในระดับต่ำกว่า โดยเฉพาะด้านนิเวศการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ผลการจัดทำ ‘ดัชนีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย (Thailand Lifelong Learning Index: TLLI)’ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า ภาพรวมประเทศอยู่ในระดับ ‘พอใช้’ (23.96 จาก 36 คะแนน) และมีเพียง 7 จังหวัดที่อยู่ในระดับ ‘ดี’ สะท้อนภาพรวมของประเทศที่ยังต้องเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือรากฐานของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากไม่เร่งแก้ ช่องว่างนี้จะยิ่งขยายและกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ดร.ทวารัฐ ย้ำว่า คือบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการเรียนรู้ และสร้างเส้นแบ่งใหม่ในสังคม ‘AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นทักษะของปัจจุบัน คนที่ใช้ AI เป็นจะเรียนรู้และพัฒนาได้เร็วกว่า ขณะที่คนที่เข้าไม่ถึง จะยิ่งถูกทิ้งห่าง

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศ OKMD เดินหน้าขับเคลื่อน ‘นิเวศการเรียนรู้’ อย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ เช่น TK Park และMuseum Siam การขยายเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาค และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล OKMD Knowledge Portal เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ‘เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้ แต่คือทำให้ ‘การเรียนรู้’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ของคนไทย

“การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ ‘สังคมแห่งการเรียนรู้’ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ประเทศที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่ประชาชนไม่หยุดเรียนรู้” ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวทิ้งท้าย

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

9 เม.ย. 2569 14:37 น.

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

อิหร่านเสนอระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซด้วยเงินคริปโต หวังเลี่ยงการถูกยึดทรัพย์จากมาตรการคว่ำบาตร พร้อมสั่งตรวจเข้มทุกลำช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ด้าน “โดนัลด์ ทรัมป์” ยื่นคำขาดต้องเปิดเส้นทางเดินเรือทันทีและปลอดภัยเท่านั้น

รัฐบาลอิหร่านพยายามเพิ่มอำนาจการควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก ท่ามกลางช่วงเวลาหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่ยังคงเปราะบาง โดยเสนอระบบจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมผ่านทาง” จากเรือบรรทุกน้ำมันเป็นเงินคริปโตเคอร์เรนซี พร้อมกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด

นายฮามิด ฮอสเซนี โฆษกสหภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมีของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านจำเป็นต้องตรวจสอบเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการลักลอบขนอาวุธในช่วงหยุดยิง โดยเรือทุกลำต้องส่งรายละเอียดสินค้าผ่านอีเมลล่วงหน้า และจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อิหร่านกำหนดให้ชำระเงินด้วย “บิตคอยน์” (Bitcoin) หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ทางการสหรัฐฯ หรือชาติพันธมิตรสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรืออายัดทรัพย์สินตามมาตรการคว่ำบาตรได้ โดยเจ้าหน้าที่จะให้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการทำธุรกรรมหลังจากประเมินข้อมูลเสร็จสิ้น

สถานการณ์ตึงเครียดสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงแจ้งเตือนผ่านวิทยุเป็นภาษาอังกฤษไปยังเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่า “หากเรือลำใดพยายามผ่านทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกทำลาย” คำขู่นี้ส่งผลให้บริษัทเดินเรือรายใหญ่ส่วนใหญ่หยุดชะงักและเฝ้าดูสถานการณ์ โดยขณะนี้มีเพียงเรือไม่กี่ลำที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านเท่านั้นที่กล้าสัญจร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียโดยยื่นคำขาดว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “อิหร่านตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย” ขณะที่ชาติมหาอำนาจในอ่าวเปอร์เซียอย่างซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างมองว่าการปล่อยให้อิหร่านเข้ามาควบคุมเส้นทางน้ำสากลนี้ถือเป็น “เส้นตาย” ที่ยอมรับไม่ได้

ปัจจุบันมีเรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันประมาณ 300-400 ลำ ติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซียเพื่อรอทางออก จนถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “ลานจอดรถขนาดยักษ์” นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้อิหร่านจะยอมเปิดทางภายใต้การควบคุม แต่จะระบายเรือได้เพียง 10-15 ลำต่อวันเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 135 ลำต่อวันอย่างมาก ทำให้วิกฤตการขนส่งน้ำมันโลกอาจลากยาวไปอีกนาน.

ที่มา TIMES OF INDIA

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

9 เม.ย. 2569 14:34 น.

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

เจ้าหน้าที่มาเลเซียจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย รวมถึงนายตำรวจระดับสูง ฐานก่อเหตุปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ มุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติผู้มีฐานะ โดยมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงราว 40 ล้านบาท

เหตุสุดสะเทือนขวัญนี้เกิดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ฟาดิล มาร์ซุส เปิดเผยว่า นายตำรวจรายดังกล่าวทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานของขบวนการ และโดยกลุ่มผู้ก่อเหตุแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าถึงบ้านของเหยื่อในย่านเกปง ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ทรัพย์สินจำนวนมาก ได้แก่ รถหรู 3 คัน: Toyota Alphard, Rolls-Royce และ Bentley นอกจากนี้ยังมีตู้เซฟที่มีเงินสด 24,200 ริงกิต และ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งเครื่องประดับ ทองคำแท่ง และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

เหยื่อประกอบด้วยชาวจีน 2 ราย (ชาย 1 หญิง 1) และหญิงชาวอินโดนีเซีย อายุระหว่าง 29–52 ปี โดยมีรายงานว่าหนึ่งในผู้ต้องหาใช้อุปกรณ์คล้ายปืนข่มขู่เหยื่อระหว่างก่อเหตุ

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกจับกุม ถูกสั่งพักงานแล้ว และพบว่ามีประวัติคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 2 ราย ซึ่งมีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนและทำงานเป็นบอดี้การ์ด เป็นผู้จัดหาอาวุธให้กับขบวนการ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 รายแรกได้ตั้งแต่คืนวันที่ 5 เมษายน พร้อมของกลาง ได้แก่ ปืนพก 2 กระบอก รถยนต์ 5 คัน เงินสดหลายสกุลรวม 13,056 ริงกิต โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง และบัตรผ่านรักษาความปลอดภัย 2 ใบ

จากนั้นขยายผลจับกุมเพิ่มได้อีก 3 ราย อายุระหว่าง 31–51 ปี โดยหนึ่งในผู้ต้องหาตรวจพบสารแอมเฟตามีนในร่างกาย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัว 7 วัน เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยคดีนี้อยู่ภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 395 และ 397 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล้นเป็นแก๊งและการใช้ความรุนแรง รวมถึงมาตรา 170 ฐานแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมโทษเฆี่ยน และปรับเพิ่มเติม.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ”

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ "ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ"

9 เม.ย. 2569 13:11 น.

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ”

ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านไต้หวัน เดินทางเยือนเซี่ยงไฮ้ ชูภารกิจแห่งสันติภาพ หวังลดอุณหภูมิความตึงเครียดช่องแคบไต้หวัน พร้อมหยิบยกถ้อยคำเตือนใจผู้นำสองฝั่งว่า “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ” ขณะที่กองทัพจีนยังคงเดินหน้าส่งเครื่องบินรบและเรือรบประชิดไต้หวัน

นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน กล่าวถ้อยคำเตือนใจระหว่างการเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยระบุว่าท้องฟ้าควรเป็นพื้นที่ของธรรมชาติและสันติภาพ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการทำสงคราม

ในระหว่างการแถลงข่าวที่ท่าเรือหยางซาน นครเซี่ยงไฮ้ นางเจิ้งได้กล่าวถ้อยคำเตือนใจว่า “ท้องฟ้าควรมีไว้ให้นกบิน ไม่ใช่ขีปนาวุธ และผืนน้ำควรมีไว้ให้ปลาว่าย ไม่ใช่สำหรับเรือรบ” พร้อมทั้งหยิบยกบทกวีภาษาอังกฤษ “In Flanders Fields” จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มากล่าวเพื่อย้ำเตือนว่า หากเราไม่สามารถรักษาสันติภาพไว้ได้ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับย่อมไม่อาจหลับใหลอย่างเป็นสุข

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ นางเจิ้งระบุว่าเป็น “ภารกิจแห่งสันติภาพ” เพื่อลดความตึงเครียดในขณะที่รัฐบาลจีนได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยเธอมีกำหนดการเดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะได้เข้าพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ได้ออกมาเรียกร้องให้นางเจิ้งใช้โอกาสนี้บอกให้จีนหยุดการข่มขู่ทางทหาร และย้ำว่าจีนควรเจรจากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยตรง มากกว่าการเจรจาผ่านพรรคฝ่ายค้าน

จีนยังคงส่งกำลังทางทหารประชิดเกาะไต้หวันแม้ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันจะอยู่ในแผ่นดินใหญ่ แต่กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังคงตรวจพบเครื่องบินรบของจีน 6 ลำ และเรือรบอีก 8 ลำ ปฏิบัติการอยู่รอบเกาะไต้หวัน

ด้านนางมิเชล ลิน สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้โพสต์วิจารณ์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าภัยคุกคามจากกองทัพจีนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้นางเจิ้งจะเดินทางไปถึงจีนแล้ว 2 วัน แต่คอมมิวนิสต์จีนก็ยังคงเอา “มีดจ่อคอหอยของไต้หวันอยู่เหมือนเดิม”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยังคงยืนหยัดในจุดยืนที่พร้อมจะเจรจากับทางการจีนภายใต้หลักการที่ว่า “อนาคตของไต้หวันต้องตัดสินโดยคนไต้หวันเท่านั้น” และปฏิเสธการอ้างสิทธิอธิปไตยของจีนเหนือเกาะไต้หวันอย่างสิ้นเชิง.

ที่มา Reuters

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

9 เม.ย. 2569 12:52 น.

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

ปากีสถาน ในฐานะตัวกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเลบานอน ย้ำชัดรวมเลบานอนในข้อตกลงหยุดยิงด้วย

ปากีสถาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเลบานอน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการเร่งด่วนและเป็นรูปธรรมเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง

กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่าการกระทำของอิสราเอล บ่อนทำลายความพยายามของนานาชาติในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยปากีสถานยืนยันมาโดยตลอดว่า เลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงที่ตนมีบทบาทช่วยไกล่เกลี่ย ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเบนจามิน เนทันยาฮู กลับระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว ไม่ครอบคลุมปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ขณะที่อิหร่านออกมาเตือนว่า ข้อตกลงหยุดยิงอาจล่มสลาย หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีในเลบานอนต่อไป สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปากีสถานมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่กรุงอิสลามาบัด ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การหารือจะนำไปสู่ความคืบหน้า หรือจะกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา : CNN