ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ คุก 3 ปี จัสติน ไม่รอลงโทษคดีมาตรา 112 ยกเลิกการคุมประพฤติ

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ คุก 3 ปี จัสติน ไม่รอลงโทษคดีมาตรา 112 ยกเลิกการคุมประพฤติ

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ คุก 3 ปี จัสติน ไม่รอลงโทษคดีมาตรา 112 ยกเลิกการคุมประพฤติ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

จากกรณีที่ จัสติน หรือ นาย ชูเกียรติ แสงวงค์ นักกิจกรรมสมุทรปราการ อายุ 34 ปี ถูกฟ้อง 7 ข้อกล่าวหา โดยมีข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ มาตรา 116 กรณีถูกกล่าวหาว่าแปะกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมบนรูปกษัตริย์รัชกาลที่ 10 บริเวณหน้าศาลฎีกาในระหว่างการชุมนุมนั้น

วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์บนเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยมีข้อความระบุไว้ว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคดี “จัสติน” กรณีแปะกระดาษบนรูป ร.10 เห็นว่าผิด ม.112 ลงจำคุก 3 ปี 19 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธณ์ ในคดีของ “จัสติน” ชูเกียรติ แสงวงค์ นักกิจกรรมสมุทรปราการวัย 34 ปี ซึ่งถูกฟ้องใน 7 ข้อกล่าวหา โดยมีข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ มาตรา 116 กรณีถูกกล่าวหาว่าแปะกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมบนรูปกษัตริย์รัชกาลที่ 10 บริเวณหน้าศาลฎีกา ในระหว่างการชุมนุม #ม็อบ20มีนา64

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

คดีนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องในความผิด ม.112-116 และอีก 4 ข้อหา โดยเห็นว่า พ.ต.ท.ยุคณธร ประจักษ์พยานเพียงคนเดียวนั้น ซึ่งเห็นผู้ก่อเหตุจากด้านหลัง ห่างจากผู้ก่อเหตุประมาณ 10 เมตร ส่วนหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด CCTV นั้นเป็นมุมภาพจากระยะไกล ส่วนภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือนั้นเห็นว่ามีบุคคลเอื้อมมือขึ้นไปหาพระบรมฉายาลักษณ์ แต่ไม่ปรากฏว่าทำการติดกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมลงไปบนพระบรมฉายาลักษณ์ อีกทั้ง หลักฐานทั้งสองอย่างไม่อาจยืนยันได้ว่า ถ่ายไว้ได้เมื่อใดและไม่ปรากฏว่าผู้ก่อเหตุติดกระดาษลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 จริงหรือไม่

พยานโจทก์ปากอื่นๆ เป็นเพียงผู้ทราบเหตุการณ์ ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุติดกระดาษลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ และโจทก์ก็ไม่มีพยานอื่นเข้าเบิกความอีกว่าจำเลยเข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่ต้น ศาลเห็นว่า การติดกระดาษบนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ต่อมามีผู้มาทิ้งขยะไว้จริง จะต้องเป็นการวางแผนกับผู้ชุมนุมอื่นไว้ก่อนหน้าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ การสืบพยานโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยวางแผนกับผู้ชุมนุมอื่นเพื่อขว้างปาสิ่งของและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อความผิดฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ส่วนฐานความผิดอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 138, 140, 295 และ 296 นั้น เท่าที่ดำเนินการสืบพยานโจทก์ยังมีข้อสงสัยพอสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลเห็นว่า การชุมนุมในวันเกิดเหตุมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมประมาณ 500 คน ระหว่างการชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศแล้วว่า การชุมนุมเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อจำเลยให้การรับว่าไปร่วมชุมนุมจริง แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น จึงเดินทางกลับ ฉะนั้นจึงเป็นความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ศาลชั้นต้นพิพาษาลงโทษในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 1 เดือน ปรับเงิน 2,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี พร้อมกับให้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 1 ปี และให้ทำบริการสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมง ต่อมาอัยการโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตา ม.112 จำคุก 3 ปี ไม่รอการลงโทษ

วันนี้ (19 ม.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ วันนี้จำเลยไม่ได้มาศาล มีเพียงทนายจำเลยเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ศาลได้ออกหมายจับจำเลยที่ไม่ได้เดินทางมาศาล ซึ่งครบกำหนด 1 เดือน และยังคงตามจับตัวจำเลยไม่ได้

ต่อมาทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้นำกระดาษไปติดที่พระบรมฉายาลักษณ์ ลงโทษจำคุก 3 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และยกเลิกการคุมประพฤติ ส่วนที่ศาลชั้นต้นเคยให้รอการลงอาญาไว้ในความผิดคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น และให้ออกหมายจับจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ต้องติดตามเพิ่มเติมต่อไป”

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก แนวโน้มคอมเมนต์ส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ จัสติน หรือ นาย ชูเกียรติ แสงวงค์

“ความจริงมีหนึ่งเดียว ทำได้ก็ต้องรับได้”

“ขอบคุณศาลท่านมากที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี ประชาชนเชื่อหมั้น”

“สบายไปไม่ต้องหุงข้าวหุงปลาเอง”

“จัสตินที่ดี คือจัสติน บีเบอร์ ครับ”

“ศาลเขาก็ทำถูกแล้วไง”

“ทรงนี้ถ้าอยู่ข้างในคงไม่ได้กินหนมน้าหรอก แต่จะกิน  พวกน้าๆแทน “

“ศาลอุทธรณ์เป็นที่พึ่งได้อีกตามเคย”

“ที่เรียกร้องขอประกันตัวกันทุกรายคงเป็นไปเหมือนรายนี้……หนี!”

จัสติน
จัสติน
จัสติน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

‘ณัฐวุฒิ’ล้างหัว’ชาวสุพรรณฯ’บอกไม่ต้องห่วงท็อป ทั้ง’หนู-เน’ดูแลอยู่แล้ว ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพ

'ณัฐวุฒิ'ล้างหัว'ชาวสุพรรณฯ'บอกไม่ต้องห่วงท็อป ทั้ง'หนู-เน'ดูแลอยู่แล้ว ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพ

‘ณัฐวุฒิ’ล้างหัว’ชาวสุพรรณฯ’บอกไม่ต้องห่วงท็อป ทั้ง’หนู-เน’ดูแลอยู่แล้ว ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

‘ณัฐวุฒิ’บอก’ชาวสุพรรณบุรี’ไม่ต้องห่วงท็อป ทั้งหนูทั้งเนดูแลอยู่แล้ว ลั่น 8 ก.พ. ถึงเวลาประกาศอิสรภาพ เปลี่ยนการเมืองมีเจ้าของ เป็นการเมืองนโยบาย เลือกเพื่อไทยดูแล แก้ท่วมซ้ำซาก-ทำเกษตรไม่ขาดทุน 

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 ที่ จ.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่ปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ครบทั้ง 5 เขต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก และการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน

การลงพื้นที่ในวันนี้จัดปราศรัยรวม 4 เวที ในพื้นที่ อ.บางปลาม้า อ.อู่ทอง อ.ดอนเจดีย์ ปิดท้ายเวทีใหญ่ที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวเปิดเวที ช่วงหนึ่ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวคารวะชาวสุพรรณบุรีที่เคยร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในทุกสมรภูมิ พร้อมย้ำว่า สุพรรณบุรีไม่ใช่พื้นที่ที่ห่างไกลจากพรรคเพื่อไทย เพราะทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด สะท้อนว่าชาวสุพรรณบุรีกับพรรคเพื่อไทยยังผูกพันกันอยู่ในหัวใจ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แม้หลายคนจะบอกว่าสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่การเมืองที่มีเจ้าของ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อบุคคลที่เคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมายาวนาน ตัดสินใจเปลี่ยนสังกัดพรรคการเมือง จึงถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่า ผลงานที่ผ่านมาได้ตอบโจทย์พื้นที่จริงหรือไม่

“8 ก.พ.นี้ คือวันที่ชาวสุพรรณบุรีจะประกาศอิสรภาพ เปลี่ยนการเมืองที่มีเจ้าของ ให้เป็นการเมืองนโยบายที่ทำได้จริง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ยุคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ว่าสามารถผลักดันนโยบายที่ทำได้จริงและจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้หนี้ทั้งระบบ การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง ค่าไฟลดเหลือ 3.70 บาท นโยบายหวยเกษียณ และนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% โดยรัฐรับภาระ 70% เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ไม่ขาดทุนอีกต่อไป ”หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นอันดับหนึ่ง จะได้นายกรัฐมนตรีชื่อ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนโยบายของพรรคจะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล“ 

ช่วงหนึ่ง นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงกระแสความกังวลของชาวสุพรรณบุรีว่า หากเลือกพรรคเพื่อไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา จะไม่ได้เป็น สส. โดยระบุว่า นายวราวุธอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับต้น ๆ ของพรรคสีน้ำเงิน จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งคะแนนจากสุพรรณบุรี พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ชาวสุพรรณบุรีไม่ต้องห่วงท็อป เพราะทั้งหนูทั้งเนเขาดูแลอยู่แล้ว”

สำหรับผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง 5 เขต ได้แก่ เขต 1 นายประยูร อินสกุล เบอร์ 5, เขต 2 นายชัยพร สีถัน เบอร์ 3, เขต 3 ดร.กุลธิดา เหมาเพชร เบอร์ 3, เขต 4 น.ส.วิรธิดา โกยชัย เบอร์ 3, เขต 5 นายภานรินทร์ อินสกุล เบอร์ 3

‘แสวง’ชี้ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท แค่การประเมิณทางวิชาการ เผยระดมข่าวสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค

'แสวง'ชี้ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท แค่การประเมิณทางวิชาการ เผยระดมข่าวสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค

‘แสวง’ชี้ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท แค่การประเมิณทางวิชาการ เผยระดมข่าวสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

‘แสวง’ชี้ผลสำรวจซื้อเสียง 7,500 บาท อาจเป็นเพียงการประเมิน ย้ำหน้าที่ กกต. ต้องทำให้ ‘เงิน’ ไม่มีความหมายต่อผลเลือกตั้ง ระดมข่าว–หน่วยเคลื่อนที่เร็วสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค เตือนทุกฝ่ายผิดได้หมดแม้แต่เจ้าหน้าที่เอง

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 ที่ห้องประชุม 604 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจ ว่ามีการซื้อเสียงกันดุเดือด ถึงขั้นหัวละ 7,500 บาทนั้น ว่าเป็นหน้าที่ของสำนักงาน กกต. จะต้องขยับตัวเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าว โดยกกต. มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านกระบวนการและเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม

ในส่วนของการข่าวกกต.รับรู้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบถึงจำนวนเงินที่แน่นอนได้ว่ากี่บาท อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชนเอง แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องจัดการต้องทำให้เรื่องพวกนี้ไม่มีนัยยะสำคัญต่อการลงคะแนน หรือไม่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนชนะการเลือกตั้งได้ ส่วนจะมีการเชิญภาคเอกชนที่ไปทำผลสำรวจเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่จำเป็น เพราะ กกต.มีหน้าที่ป้องกันและรับทราบข้อมูลเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้น

“เรื่องเล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเมืองหรือเกมอำนาจ แต่สิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ ช่วงนี้การป้องกันป้องปรามโดยการใช้ข่าวร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง และใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ที่ได้แบ่งกันไว้ไม่รู้จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ซึ่งเราทำแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งนี้ข่าวกับเรื่องจริงมันอาจจะคนละเรื่อง”

เมื่อถามว่าในพื้นที่สีแดงส่วนใหญ่อยู่ในภาคไหน นายแสวง กล่าวว่า พื้นที่สีแดงมีอยู่ในทุกภาค ไม่ได้เจาะจงที่ภาคใดภาคหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดความรุนแรงหรือความเข้มข้นของการแข่งขันในแต่ละเขตเลือกตั้ง คำว่ารุนแรงไม่ได้ หมายถึงการใช้กำลังเสมอไป แต่หมายถึงความเข้มข้นในการชิงชัยในพื้นที่เหล่านี้ “ทุกคนสามารถกระทำผิดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ประชาชน หรือแม้แต่ตัวเจ้าหน้าที่ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งเองก็ตาม เราก็ไม่อยากให้มันเกิดเพราะจะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ 

ต่อข้อถามกรณีที่เลขากกต.ส่งข้อความในLine กลุ่มสำนักงานกกต. ถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ให้ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ อยู่บนพื้นฐานบรรยากาศที่ดี และเป็นคะแนนที่สุจริต เพราะสะท้อนถึงคุณภาพของการเลือกตั้ง ซึ่งเราต้องการ 2 อย่าง คือ ปริมาณคนไปใช้สิทธิเยอะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าจะผู้ไปใช้สิทธิจะมากกว่าครั้งที่แล้ว ที่อยู่ที่ 75% ซึ่งในส่วนคุณภาพคะแนนก็อยากให้เกิดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดูนโยบาย ว่าพรรคไหนหรือผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้แทนเขาได้ก็ควรจะเลือกตรงนั้น แต่ไม่ใช่เลือกด้วยเหตุผลอื่น จึงไม่อยากให้เกิดเงื่อนไขแบบนี้ ย้ำว่าอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปใช้พัฒนาประเทศตามศักยภาพที่เรามี

ทำไมต้องเลือก‘ภูมิใจไทย’ ‘ภราดร’ชูจุดแข็ง‘ผู้นำปกป้องอธิปไตย’

ทำไมต้องเลือก‘ภูมิใจไทย’ ‘ภราดร’ชูจุดแข็ง‘ผู้นำปกป้องอธิปไตย’

ทำไมต้องเลือก‘ภูมิใจไทย’ ‘ภราดร’ชูจุดแข็ง‘ผู้นำปกป้องอธิปไตย’

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

ทำไมต้องเลือกภูมิใจไทย! ‘ภราดร’ชูจุดแข็งผู้นำปกป้องอธิปไตย ขอโอกาสสานต่องานอีก 4 ปี

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล ผู้สมัคร สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีทำไมประชาชนต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย ว่า ในช่วง 2 เดือนกว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นศักยภาพการทำงานแล้วว่าสามารถทำได้มากขนาดไหน เราขอโอกาสจากประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะเข้ามาสานต่อสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ภัยสังคม การต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ และกาสิโน

“ผมชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อยแค่ไหน แล้วผู้นำแบบไหนที่ประชาชนจะไว้ใจให้มาบริหารประเทศบนสถานการณ์ที่เราไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านแบบนี้ เราได้เห็นสภาวะความเป็นผู้นำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมทำทุกอย่างปกป้องอธิปไตยของประเทศ ขอโอกาสจากคนไทยทุกคนให้พรรคภูมิใจไทยทำงานบริหารประเทศอีก 4 ปี เข้าคูหากาเบอร์ 37” นายภราดร กล่าว

‘จาตุรนต์’จี้’กกต.’ชี้แจง ต้องไปออกเสียงประชามติ หวั่นปชช.เสียสิทธิ

'จาตุรนต์'จี้'กกต.'ชี้แจง ต้องไปออกเสียงประชามติ หวั่นปชช.เสียสิทธิ

‘จาตุรนต์’จี้’กกต.’ชี้แจง ต้องไปออกเสียงประชามติ หวั่นปชช.เสียสิทธิ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

“จาตุรนต์”จี้”กกต.”ชี้แจง ต้องไปออกเสียงประชามติ หวั่นปชช.เสียสิทธิ “เพื่อไทย”เดินหน้าลงรณรงค์ทุกภาค

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง พร้อมคณะกรรมการรณรงค์ประชามติ และรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย แถลงชี้แจงถึงกิจกรรมที่ได้ดำเนินการรณรงค์ประชามติฯ และนำเสนอข้อเสนอ คำแนะนำ และข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยกล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้มีกิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และจะทำต่อจากนี้ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการรณรงค์เอง และในส่วนของพรรค รวมถึงการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาชนต่างๆ โดยกิจกรรมที่ได้จัดไปแล้ว เริ่มตั้งแต่วันรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ได้ร่วมกับภาคประชาชนยืนยันจะรณรงค์ในทางที่ให้ประชาชนเห็นชอบ และได้เชิญชวนให้มีการลงทะเบียนประชามตินอกเขต รวมถึงเสนอให้ กกต.ขยายเวลาการลงทะเบียน เร่งการสื่อสารโทษของการไม่ไปใช้สิทธิ และเสนอให้ กกต.จัดคูหาลงคะแนนแบบต่อเนื่องเป็นแนวเดียวตลอดทาง และมีการร่วมประชุมภาคี 2 ครั้ง ร่วมกันระหว่าง 7 พรรคการเมือง กับ 14 องค์กรภาคประชาสังคม และ ร่วมประชุมพรรคการเมือง 9 พรรค ที่ยืนยันร่วมกันว่าเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ตลอดที่ผ่านมา เราได้ร่วมกิจกรรมทุกวันพุธ ร่วมกับภาคประชาสังคม กลุ่ม Constitution for All และมีการจัดกิจกรรมในบางจังหวัด จัดรถแห่ แจกบัตรตัวอย่างบัตรประชามติ รวมถึงการเข้าร่วมเวทีปราศรัย หาเสียงทั่วไป ในหลายพื้นที่ วานนี้ได้ร่วมกิจกรรมที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม

ส่วนที่กำลังเตรียมดำเนินการ ได้เตรียมอุปกรณ์ใช้ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงบัตรตัวอย่างประชามติ “คู่มือประชาชน” เพื่อชี้แจงและให้ข้อมูลแก่ประชาชนใช้ทำกิจกรรมรณรงค์ หรือเข้าร่วมเวทีต่างๆ จะมีเนื้อหา เหตุผล และข้อกฎหมายที่ชัดเจน โดยจะเผยแพร่คู่มือประชาชนทางออนไลน์ ให้ผู้สมัครของพรรคทั้งหมด พร้อมจัดพิมพ์เป็นเอกสารส่งตามไป เพื่อใช้ในการรณรงค์ไปจนถึงวันเลือกตั้ง รวมถึงคณะกรรมการฯ จะไปจัดกิจกรรมรณรงค์ในทุกภูมิภาค และเตรียมจัดกิจกรรมฟุตบอล โดยร่วมมือกับองค์กรที่สนใจ และจะไปร่วมเวทีของ กกต.ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ และจะร่วมกิจกรรมรณรงค์ใหญ่กับภาคประชาชนในวันที่ 4 ก.พ.ด้วย

นายจาตุรนต์ กล่าวในส่วนข้อเสนอต่อ กกต. 6 ข้อ ว่า 1.ขอบคุณ กกต.ที่ให้ความชัดเจนว่า พรรคการเมืองและผู้สมัครสามารถรณรงค์ประชามติได้อย่างเสรี และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดย กกต.ได้จัดเวทีและเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วม เพื่อรับฟังการชี้แจงและเปิดโอกาสให้แสดงความเห็น แต่มีเพียงเวทีเดียวเท่านั้น 2.เอกสารใหม่ที่แก้ไขเรื่องไม่มีเครื่องหมายกากบาท ควรจะจัดพิมพ์ส่งถึงบ้าน ระบุถึงผู้ที่มีสิทธิ และชี้แจงผ่านสื่อให้มากกว่านี้ เพราะประชาชนอาจจะไปออกเสียงผิดวิธี 3.กกต.ควรย้ำขอบเขตเนื้อหาและวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ในขั้นตอนต่อไปหลังจากประชามติ ไม่ใช่ขั้นตอนของการทำประชามติครั้งนี้

4.ขอให้ กกต.ชี้แจงให้ประชาชนที่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต แต่ไปลงทะเบียนออกเสียงเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้าไว้ในวันที่ 1 ก.พ.จำเป็นต้องกลับไปออกเสียงประชามติที่ภูมิลำเนาของตนเองเท่านั้น เพื่อจะไม่เสียสิทธิ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ อยากให้ กกต.ประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้มากกว่านี้ 5.ขอให้ กกต.กำชับคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้จัดหน่วยเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติ ให้เป็นเส้นทางเดียวตั้งแต่ต้นจนออกมาโดยไม่แยกกันเพื่อไม่ให้คนไปใช้สิทธิลืม หรือรีบกลับบ้าน จะเสียสิทธิทางการเมืองหลายประการตามกฎหมายประชาธิปไตย และ 6.เสนอควรขยายเวลาในการลงทะเบียน ในการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น ให้โอกาสทั้งฝ่ายเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอย่างเท่าเทียมกัน

‘กกต.’แจงยังไม่ได้รับรายงาน ปม‘จาตุรนต์’นำทีม‘หมอนทอง’รณรงค์เห็นชอบแก้รธน.

‘กกต.’แจงยังไม่ได้รับรายงาน ปม‘จาตุรนต์’นำทีม‘หมอนทอง’รณรงค์เห็นชอบแก้รธน.

‘กกต.’แจงยังไม่ได้รับรายงาน ปม‘จาตุรนต์’นำทีม‘หมอนทอง’รณรงค์เห็นชอบแก้รธน.

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

“กกต.”แจงยังไม่ได้รับรายงาน ปม”จาตุรนต์”นำทีม”หมอนทอง”รณรงค์เห็นชอบแก้รธน. ขอตรวจสอบก่อนเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ ด้าน”ศรีสุวรรณ”ยันผิดกฎหมายชัด โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ห้ามแสวงหาประโยชน์จากเด็กโดยมิชอบ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการร้องเรียนว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์คลิปวิดีโอระหว่างเยือนทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา และจัดทำคลิปวิดีโอ โดยมีข้อความว่า “ทีมฟุตบอลหมอนทองเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ว่า ต้องดูข้อเท็จจริงกฎหมายการออกเสียงเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติ ว่าเข้าข่ายหลอกลวงใส่ร้ายหรือไม่ และต้องดูว่าเจตนาพิเศษอะไรหรือไม่ ซึ่งต้องเป็นไปตามองค์ประกอบกฎหมาย ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้ว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างความรื่นเริงที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่

ส่วนที่มีการระบุว่า เด็กแสดงความเห็นว่าเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องเสรีภาพการแสดงความเห็นหรือรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่ก็ได้ แต่เบื้องหลังจะมีอะไรนั้นต้องไปตรวจสอบสอบสวนอีกที ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้ แต่เบื้องต้นยังเป็นสิทธิ์ในการแสดงความเห็นรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งกฎหมายให้ประชาชนทำได้ ส่วนจะเป็นการถูกบังคับหรือหลอกให้พูดยังบอกไม่ได้ ต้องรอให้มีการตั้งสำนวนสอบสวนก่อน ตอนนี้มีแต่ข่าวและต่างคนต่างพูด ยังไม่มีการมาร้องต่อกกต.เพื่อให้สอบสวน

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จะยื่นคำร้องให้ กกต.สอบสวนกรณีดังกล่าวนั้น ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายการออกเสียงประชามติ 2568 และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของนายศรีสุวรรณ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าความที่ปรากฏเป็นความผิดหรือไม่ เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะพูด แต่หากใครรู้สึกว่าเป็นการหลอกลวง ก็ให้มาร้องเพื่อมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

ในวันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ ได้มายื่นร้องต่อ กกต.เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า นายสกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชฟุตบอลทีมหมอนทองวิทยา ได้ชี้แจงว่าไม่รู้เรื่องการทำคอนเทนต์แต่อย่างใด เพราะโค้ชและนักเรียนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง หากแต่ถูกนักการเมืองมาจ้องหาประโยชน์ในยามที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีนักการเมืองหรือผู้ใดมาสนับสนุนแต่อย่างใด จากคำสัมภาษณ์ดังกล่าวตนเห็นว่าการทำคอนเทนต์ตัดต่อทำคลิปวิดีโอมาเผยแพร่ในสื่อต่างๆ ของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อาจถือได้ว่าเข้าข่ายหลอกลวงเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อห้ามตาม พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ นอกจากนี้ น้องๆ ทีมฟุตบอลยังเป็นเด็กที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือทำประชามติอย่างใด การถ่ายภาพมาทำคอนเทนต์ลงในสื่อออนไลน์ อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ห้ามให้มีการแสวงหาประโยชน์ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ แม้นายจาตุรนต์ จะลบคลิปไปแล้ว แต่ทางกฎหมายถือว่าความผิดสำเร็จ จึงมาร้องเรียน กกต.เพื่อให้เอาผิดผู้ฝ่าฝืนกฎหมายถึงที่สุด

ไม่สงสารกองเชียร์ส้มหรือ? พิธีกรดังถามเจ็บ-ทีมศก.อ่อนแต่ไม่เสริม

ไม่สงสารกองเชียร์ส้มหรือ? พิธีกรดังถามเจ็บ-ทีมศก.อ่อนแต่ไม่เสริม

ไม่สงสารกองเชียร์ส้มหรือ? พิธีกรดังถามเจ็บ-ทีมศก.อ่อนแต่ไม่เสริม

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจชื่่อดัง ถามพรรคส้ม ไม่สงสารกองเชียร์บ้างหรือ ชี้ทีมศก.พรรคสู้คนอื่นไม่ได้ เตือนแล้วกลับโดนทัวร์ลงฉ่ำ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 นายเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ได้โพสต์เฟสบุ๊ค Chalermporn Tantikarnjanarkul ระบุว่า “สิ่งที่ผมไม่เข้าใจพรรคประชาชนเลยสักนิด คือเรื่องที่พรรคมองทีมเศรษฐกิจของตัวเองยังไง?

ตั้งแต่การเลือกตั้งรอบก่อน จนรอบนี้ สิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็น แต่พรรคและกองเชียร์มองไม่เห็น คือทีมเศรษฐกิจของพรรค สู้ของคนอื่นไม่ได้เลย รอบก่อนที่ผมตั้งคำถาม ก็โดนทัวร์ลงฉ่ำ ๆ หน้าหมา เสียงานเสียการกันไป
กลับกัน อย่างเรื่องการปฏิรูปภาครัฐ หรือกฏหมาย ทางพรรคกลับมีการเสริมทีมต่อเนื่อง ดึงคนเก่ง ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนชัด ๆ ดันปล่อยไว้เฉย ๆ

เทียบกับทีมฟุตบอล ก็เหมือนเสริมแต่กองหน้า แต่กองหลังดันใช้เด็กปั้นเยาวชนของตัวเอง ทีนี้ก็รั่วกระจาย กองหน้ายิงเท่าไรก็ไม่พอ

หน้ารถถัง หลังรถไถของแท้

ผมไม่ได้จะบอกว่าคุณไหมไม่เก่งนะ แต่คุณไหม ไม่ใช่ All-around player แน่ ๆ คือให้ไปดีเบตเรื่องนโยบายการคลัง public finance อาจพอไหว ถ้าจะวัด ต้องวัดกับเอกนิติ สู้ได้ไหมไม่รู้ แต่คงไม่ถึงกับห่างชั้นขนาดนี้ สะสมประสบการณ์อีกหน่อย ก็คงไปได้ แต่อย่างเรื่องการค้าขาย คุณก็รู้ว่าจะต้องไปดีเบตกับคนที่ทำธุรกิจมาทั้งชีวิตอย่างคุณแต๋ม แต่พรรคก็ยังต้องส่งคุณไหมลงมา แล้วมันจะไปเหลืออะไร?

เหนื่อยก็แต่กองเชียร์ที่ต้องหามุมมาอวย นี่เห็นบางคนยังบอกว่าดีเบตกับคุณศุภจี คุณไหมเป็นคนชนะอยู่เลย

เหลือจะเชื่อ! คุณไม่สงสารกองเชียร์เหล่านี้บ้างหรือ?

อย่างน้อยก็ควรเห็นใจพี่สรยุทธบ้าง!

ผมเลยไม่แน่ใจว่าทางพรรคเขาไม่เห็นว่าเป็นปัญหา

หรือพยายามหาตัวแทนมาแก้แล้วแต่ไม่มี

ในขณะที่ภูมิใจไทย เขายอมรับว่าตัวเองไม่เก่งอะไร แล้วก็ไปทำ super deal ด้วยการดึงคุณศุภจีมาได้ เอาเชอรี่สวย ๆ มาวางบนก้อนเค้กช้ำ ๆ แต่ประชาชน ไม่ทำอะไรกับทีมเศรษฐกิจของตัวเองเลย

ถ้าให้เดาคือ เบื้องหลังอาจพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จเพราะแนวความคิดที่ค่อนไปทางสังคมนิยมอ่อน ๆ ก็ได้มั้ง ทำให้แนวทางด้านเศรษฐกิจมันไปกันยากกับคนที่รู้เรื่องจริง ๆ เลยชวนคนลำบาก

โดยส่วนตัว ผมน่ะชัดเจนว่าทำใจเลือกนักการเมืองเก่า ๆ เน่า ๆ ไม่ลง เลยพยายามมองหาทางเลือกอื่น แต่เรื่องเศรษฐกิจสำหรับผม คือเรื่องหลักที่ไม่แพ้พวกการปฏิรูประบบราชการหรือการแก้คอรัปชั่นเลย แต่พี่เล่นไม่เอาเรื่องนี้สักนิด แล้วจะให้คนอย่างพวกผมทำยังไง ต้องมานั่งคิดว่าทางไหนแย่น้อยกว่ากันอย่างนี้น่ะหรือ?

ถ้าพรรคจะมาทางนี้ ก็ออกตัวไปเลย ว่าจะมุ่งแก้คอรัปชั่น ปฏิรูปการเมืองอะไรก็ว่าไป เศรษฐกิจผมไม่ถนัด แล้วขอจับมือกับพรรคที่เก่งทางนี้ ก็ยังเข้าท่ากว่า แต่คนนั้นพี่ก็ไม่เอา คนนี้พี่ก็ไม่เอา อันนี้ก็ไม่เข้าใจจริง ๆ

‘เจษฎ์’หยอก’พี่หนู’เนื้อหอม หลายสีรุมรัก ยืนยัน’รักชาติ’พรรคไร้นายทุน

'เจษฎ์'หยอก'พี่หนู'เนื้อหอม หลายสีรุมรัก ยืนยัน'รักชาติ'พรรคไร้นายทุน

‘เจษฎ์’หยอก’พี่หนู’เนื้อหอม หลายสีรุมรัก ยืนยัน’รักชาติ’พรรคไร้นายทุน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

“เจษฎ์”หยอก”พี่หนูเนื้อหอม”หลายสีรุมรัก ยืนยัน”รักชาติ”พรรคไร้นายทุน หากอยากเปลี่ยนต้องเลือกคนรุ่นใหม่ กา”รักชาติ”รักษาชาติ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่หาเสียง จ.ชลบุรี โดยได้ไปกราบสักการะศาลเจ้าพ่อกวนอู ขอพรให้ประสบความสำเร็จ มีชัยเหนืออุปสรรค จากนั้นทีมพรรครักชาติได้ไปเดินแนะนำตัวที่บริเวณตลาดไฟฟ้าเสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างให้การตอบรับ พร้อมให้กำลังใจ อยากให้คนรุ่นใหมได้มีโอกาสทำงานการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ

ด้าน นายเจษฎ์ กล่าวว่า พรรครักชาติก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการเมืองใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับภาคพลเมืองเป็นหลัก การเมืองต้องไม่ทอดทิ้งประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการตีแผ่ข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือใครก็ตาม ประชาชนในฐานะพลเมืองมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา ส่วนสถานการณ์การจับขั้วทางการเมือง มีความย้อนแย้งของพรรคการเมืองใหญ่ที่มีสีเสื้อต่างกัน​

“ลองไปดูสีแต่ละสี สีส้มนั่งคุยกับสีฟ้าบอกว่าจะไปจับมือกับสีน้ำเงินกันดีไหม เถียงกันไปเถียงกันมา สุดท้ายก็แบะท่าว่าจะไปจับกับสีน้ำเงินกันได้ วันนี้คุณอนุทินเนื้อหอมมากนะครับ ถ้าเปรียบเป็นคนที่มีคนหมายปอง ก็มีคนรุมตอมกันถึง 5 คน”

​นายเจษฎ์ กล่าวต่อว่า ท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วก็พร้อมจะประนีประนอมเพื่ออำนาจ ซึ่งไม่ได้การันตีว่าจะไม่ทำในสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำมา และประชาชนส่วนใหญ่มักบ่นว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากได้นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งกลับพร้อมใจกันเลือกคนเดิม และถ้าประชาชนพร้อมใจกันไปเลือกคนเดิมๆ มันไม่มีทางเปลี่ยนได้หรอก ตนไม่ได้บอกว่าพรรครักชาติดีที่สุด แต่ยืนยันได้ว่า เราไม่เหมือนใครแน่นอน พรรครักชาติเราไม่มีนายทุนหนุนหลัง และไม่มีเจ้าของพรรคตัวจริง ทำให้พรรคมีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องคอยตอบแทนบุญคุณใครเป็นพิเศษ สิ่งที่เราต้องตอบแทนคือพี่น้องประชาชน ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตอบแทนประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์

ส่องแนวคิดว่าที่ รมว.ยธ.สีส้ม ผ่านคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

ส่องแนวคิดว่าที่ รมว.ยธ.สีส้ม ผ่านคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

ส่องแนวคิดว่าที่ รมว.ยธ.สีส้ม ผ่านคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

การจับกุมผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนอย่างน้อยสองรายในช่วงหาเสียง กลายเป็นเรื่องใหญ่ทางการเมืองทันที เพราะคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และเส้นทางการเงินที่เข้าข่ายฟอกเงิน ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่สังคมไทยรับรู้ตรงกันมานานว่าเป็นปัญหาหนัก ทำลายทั้งเศรษฐกิจและสังคม และเป็นกลุ่มคดีที่รัฐประกาศจัดการจริงจัง

ผู้สมัครทั้งสองรายลงในนามพรรคประชาชน หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าพรรคส้ม การดำเนินคดีเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชน อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย ยังไม่มีคำพิพากษา ยังไม่มีข้อยุติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ กฎหมายได้เริ่มทำงานกับคนของพรรคการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

ไม่นานหลังจากนั้น ความเห็นจากบุคคลสำคัญของพรรคส้มถูกเผยแพร่ออกมา บุคคลนั้นคือ มุนินทร์ พงศาปาน นักกฎหมายที่พรรควางตัวเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หากพรรคประชาชนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ความเห็นดังกล่าวพูดถึงแนวทางว่า ในอนาคตอาจต้องมาพิจารณากฎหมายบางฉบับใหม่ เพื่อให้การจับกุมผู้สมัครช่วงเลือกตั้งต้องรอบคอบมากขึ้น โดยให้ดูทั้งเรื่องเหตุจูงใจทางการเมืองและช่วงเวลาที่ดำเนินคดี

ในเชิงรูปแบบ นี่เป็นเพียงความเห็น ยังไม่ใช่การแก้กฎหมาย และยังไม่ใช่การใช้อำนาจใด ๆ แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง ความเห็นแบบนี้ไม่อาจตัดขาดจากสถานการณ์ตรงหน้าได้ เพราะมันเกิดขึ้นในวันที่คนของพรรคเดียวกันกำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ใครมีสิทธิแสดงความเห็นหรือไม่ แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบนี้สะท้อนอะไร และหากวันหนึ่งต้องไปกำหนดนโยบายด้านกฎหมายทั้งประเทศ วิธีคิดนี้จะพาเรื่องไปทางไหน

เมื่อดูเนื้อหาของความเห็นให้ชัด จะเห็นว่าจุดตั้งต้นคือความกังวลว่า การบังคับใช้กฎหมายในช่วงเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้เพื่อผลทางการเมืองได้ ความคิดลักษณะนี้เคยถูกพูดถึงในหลายประเทศ และไม่ใช่เรื่องแปลกในเชิงทฤษฎี

แต่ปัญหาคือการนำแนวคิดนี้มาอธิบายสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะคดีที่ผู้สมัครพรรคส้มกำลังเผชิญ ไม่ใช่คดีการเมือง ไม่ใช่คดีการชุมนุม และไม่ใช่คดีจากการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นคดีเว็บพนันและฟอกเงิน ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่มีหลักฐานเชิงธุรกรรม เส้นทางการเงิน และเครือข่ายที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นฐานในการดำเนินคดี

การโยงคดีลักษณะนี้เข้ากับบริบททางการเมือง จึงทำให้สังคมตั้งคำถามทันทีว่า นี่คือความห่วงใยเรื่องหลักการ หรือเป็นการช่วยลดแรงกระแทกให้กับพรรคของตัวเอง

หัวใจของเรื่องอยู่ที่การเปิดช่องให้พิจารณาปัจจัยพิเศษเพิ่มเติมก่อนการจับกุม หากกฎหมายต้องให้ดูเรื่องเวลา หรือสถานะทางการเมืองของผู้ต้องหาเพิ่มเข้าไป นั่นหมายความว่า กฎหมายอาจไม่ได้ทำงานจากข้อเท็จจริงของคดีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เมื่อกฎหมายเริ่มต้องชั่งน้ำหนักคนกับคดี ความเท่าเทียมย่อมสั่นคลอน และเมื่อประชาชนรู้สึกว่ามาตรฐานอาจไม่เหมือนกัน ความเชื่อมั่นต่อทั้งระบบย่อมลดลงตามไปด้วย

เมื่อโยงเรื่องนี้เข้ากับสนามเลือกตั้ง ภาพยิ่งชัด พรรคส้มสร้างคะแนนนิยมจากภาพลักษณ์การเมืองที่เน้นความเข้มงวดของกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ และย้ำเสมอว่าใครทำผิดต้องรับผลของกฎหมาย ภาพแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้พรรคได้ใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

แต่เมื่อคดีเว็บพนันและฟอกเงินเกิดขึ้นกับผู้สมัครของพรรคเอง สิ่งที่ประชาชนจับตาคือท่าทีของพรรค ว่าจะยืนอยู่กับหลักเดิมหรือไม่ ความเห็นที่พยายามอธิบายคดีอาญาหนักผ่านมุมการเมือง ถูกมองจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนว่า เป็นการเปลี่ยนวิธีพูดทันทีที่กฎหมายเริ่มกระทบฝ่ายตัวเอง

สำหรับคนที่ยังไม่เลือกข้างแบบตายตัว ภาพนี้สร้างความลังเล เพราะมันต่างจากสิ่งที่พรรคเคยใช้พูดกับการเมืองแบบเก่า และแม้จะไม่มีใครกล่าวหาโดยตรง แต่ความรู้สึกคลางแคลงใจก็เกิดขึ้นแล้ว

ผลที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่เรื่องคดี แต่คือคะแนนความเชื่อถือในระยะยาว เพราะสิ่งที่พรรคส้มขายมาตลอดคือความสม่ำเสมอของมาตรฐาน เมื่อมาตรฐานเริ่มถูกตั้งคำถาม ความได้เปรียบย่อมหายไปเอง

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือภาพในระยะยาว หากผู้กำหนดทิศทางด้านกฎหมายมองคดีอาชญากรรมร้ายแรงผ่านเลนส์การเมือง ความศรัทธาของสังคมต่อกฎหมายย่อมลดลง และความเสียหายแบบนี้แก้ยากกว่าการแพ้หรือชนะเลือกตั้ง

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่เรื่องผู้สมัครสองรายจะผิดหรือไม่ เพราะศาลเป็นผู้ตัดสิน แต่เป็นคำถามถึงอนาคตของระบบกฎหมาย หากวันหนึ่งพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล และคนที่มีแนวคิดเช่นนี้ต้องมากำหนดทิศทางด้านกฎหมายของประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายทางกฎหมาย วางแนวทางการปฏิรูป และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายยืนอยู่เหนือทุกฝ่าย หากจุดตั้งต้นคือความไม่ไว้วางใจในกระบวนการทันทีที่กฎหมายกระทบพรรคของตนเอง คำถามเรื่องความเสมอภาคย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงความเห็น ยังไม่มีการแก้กฎหมาย และยังไม่มีการใช้อำนาจ แต่ความเห็นของคนที่อาจมีอำนาจในอนาคต ย่อมสะท้อนวิธีใช้กฎหมายในวันข้างหน้าได้เสมอ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่สังคมควรถามให้ชัด ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คำว่า “ว่าที่” จะหายไป และก่อนที่กฎหมายจะถูกมองผ่านสีของพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนที่เสียประโยชน์ที่สุดจะไม่ใช่ฝ่ายการเมือง แต่คือประชาชนทั้งประเทศ

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘วิโรจน์’แถลงเปิดโปงขบวนการใส่ร้าย’ปชน.’ ใช้ไอโอ-แอ็คหลุม-เพจฟาร์มทำเป็นขบวนการ

'วิโรจน์'แถลงเปิดโปงขบวนการใส่ร้าย'ปชน.' ใช้ไอโอ-แอ็คหลุม-เพจฟาร์มทำเป็นขบวนการ

‘วิโรจน์’แถลงเปิดโปงขบวนการใส่ร้าย’ปชน.’ ใช้ไอโอ-แอ็คหลุม-เพจฟาร์มทำเป็นขบวนการ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.22 น.

‘วิโรจน์’แถลงเปิดโปงขบวนการใส่ร้ายพรรคประชาชน ชี้มีการใช้ไอโอ-แอ็คหลุม-เพจฟาร์มทำอย่างเป็นขบวนการ เตรียมดำเนินคดีต่อ กกต. ตามกฎหมายเลือกตั้งให้ถึงที่สุด อัด “ชูวิทย์” จับแพะชนแกะใช้จินตนาการไปเรื่อย วอนประชาชนพิจารณาควรให้น้ำหนักต่อไปหรือไม่

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวเปิดโปงขบวนการสร้างข่าวปลอมใส่ร้ายพรรคประชาชน และการดำเนินคดีกับผู้ปล่อยข่าวดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นายวิโรจน์ ระบุว่า ใกล้ถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว หลายคนทราบดีว่าตนเป็นคนที่เคารพสิทธิเสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาโดยตลอด และในทุกกรณีก็มักจะน้อมรับข้อติติงมาปรับปรุงอยู่เสมอ หลายกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นข้อบกพร่องที่พรรคควรต้องรับฟังและนำมาแก้ไขปรับปรุงจริง และที่ผ่านมาทุกครั้งที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ติติง พรรคก็จะแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะและสังคมอย่างได้สัดส่วนมาโดยตลอด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนตลอดระยะเวลาการหาเสียง และนับวันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ คือปฏิบัติการของขบวนการใส่ร้ายป้ายสี ที่มีทั้งบัญชีไอโอ แอ็คหลุม บอต ตลอดจนการฟาร์มเพจขึ้นมา ผสมกับการใช้เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ในการผลิตซ้ำและเผยแพร่ข้อความและข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจพรรคประชาชนผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกระทำความผิดกฏหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 73 (5) อย่างชัดเจน 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีการรวบรวมคอมเมนต์ต่างๆของไอโอและแอ็คหลุม ตามโพสต์ที่ผลิตขึ้นมาใส่ร้ายพรรคประชาชน ในเพจที่มีการฟาร์มขึ้น ก็จะพบลักษณะของคอมเมนต์เป็นข้อความซ้ำๆ ใจความเป็นข้อความซ้ำเดิมในทุกข่าวและโพสต์ที่เกี่ยวกับพรรค ซึ่งพรรคได้มีการเก็บรวบรวมคอมเมนต์จากบัญชีต่างๆที่มีลักษณะซ้ำๆ มาเชื่อมโยงกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะแกะรอยไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ โดยทางฝ่ายกฎหมายของพรรคก็จะรวบรวมคอมเมนต์ทั้งหมด รวมทั้งในการแถลงของตนในวันนี้ด้วย เพื่อส่งให้ กกต. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

”พรรคประชาชนน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ หากคำตำหนินั้นเป็นการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นคำด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงก็พร้อมน้อมรับเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นขบวนการที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อใส่ร้ายพรรคด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่อย่างใด เช่น การผลิตข้อมูลอันเป็นเท็จที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคง ในการใส่ร้าย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่าจะรื้อรั้วออกให้หมดหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ ไม่เคยมีแนวคิดและให้สัมภาษณ์ด้วยข้อความเช่นนี้

รวมถึงมีการเอาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาโจมตีทางการเมือง มีการใส่ร้าย ว่าพรรคประชาชนมีนโยบายในการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุว่าอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่สามารถนำเอามาตรา 112 มาใช้เป็นนโยบายของพรรคการเมืองได้อีก ที่แย่ที่สุดคือความพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นคือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรืออีกกรณีหนึ่งที่นายณัฐพงษ์ ได้รับจดหมายจากทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความเป็นอยู่ ขบวนการเหล่านี้ก็ออกมาสร้างข้อความบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉาก โดยมีเพจต่างๆที่เป็นเครือข่ายรับลูกปั่นโพสต์แชร์กันต่อ“

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับนายณัฐพงษ์เท่านั้น แต่ยังขึ้นกับผู้สมัคร สส. อีกหลายท่าน ทั้งหมดเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่สนข้อเท็จจริงใด เช่น กรณี นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ที่ถูกอดีตผู้ช่วยใส่ความ ก็ถูกขบวนการเหล่านี้เอามาตีไข่ใส่สี ทั้งที่คดีดังกล่าวมีคำพิพากษาของศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่านายภัทรพงษ์เป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อนำคำพิพากษาของศาลมาชี้แจงก็ไม่มีคำขอโทษใดๆ ออกมา รวมถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการลบข้อความอีกด้วย จึงยืนยันได้ว่าการกระทำของขบวนการดังกล่าวมีเจตนาและจงใจที่จะกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง บ่อนทำลายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังมีกรณี นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ ที่ถูกใส่ร้ายว่าชักชวนประชาชนให้มาเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งไม่เป็นข้อเท็จจริง

“พรรคได้รวบรวมข้อมูลในเพจและบัญชีผู้ใช้งานของขบวนการต่างๆ เหล่านี้เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพจจักรวาลดอมส้ม, MalaengtaD, หมออนามัยขี้mouth โดยเฉพาะหมออนามัยขี้mouth ถ้าเข้าไปดูคอนเทนต์และโพสต์ต่างๆของเพจนี้ จะไม่พบข้อความใดๆที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขเลย และพรรคปชน.ยังได้รวบรวมบัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาคอมเมนต์และแชร์โพสต์ต่อ ที่มีข้อมูลโยงใยถึงกัน เพื่อนำมาสรุปและร้องเรียนต่อ กกต. และจะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 ต่อไป

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ผ่านมาตนให้ความเคารพกับการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความผิดพลาดในการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี วันนั้นตนยังได้โพสต์ขอบคุณข้อท้วงติงและเข้าใจถึงความผิดหวังและการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์เป็นอย่างดี จากนั้นมานายชูวิทย์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนก็ได้ติดตามและให้ความสำคัญกับสาระที่มีการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด และเข้าใจว่าในตอนนั้นน่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดีและความผิดหวังส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นกรณีพรรคเทพพรรคมาร หรือการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านบทความที่ชื่อว่า “เทส้ม” ตนก็ไม่ติดใจอะไรและยังเคารพการตัดสินใจในการใช้สิทธิเลือกตั้งของนายชูวิทย์ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วย

“แต่พอมาถึงบทความ “มีทหารไว้ทำไม” ที่ปรากฏข้อความว่ามีเทาไม่เหลือใคร โดยนายชูวิทย์ ได้อ้างอิงถึงโพสต์ของเจ้ากรมทหารบก ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ พรรคประชาชนเองได้ชี้แจงต่อสาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ตนสงสัยว่าเหตุใดนายชูวิทย์จึงยังคงกระจายข่าวในเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน การที่นายชูวิทย์จะมีอคติกับพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ปกติและยอมรับได้ แต่สิ่งที่ทำให้ตนไม่สามารถยอมรับการกระทำของนายชูวิทย์ได้อีกต่อไป และไม่เชื่อว่าได้กระทำลงไปด้วยอคติส่วนตัว แต่เป็นการไตร่ตรองเอาไว้ก่อนและเล็งเห็นผลที่อาจจะเกิดขึ้น นั่นคือการพยายามตีฟูวาทกรรมพรรคส้มผสมน้ำเงิน พยามจับคู่พรรคประชาชนกับอีกพรรคหนึ่งให้ได้ ทั้งที่หัวหน้าพรรคได้พูดเอาไว้อย่างชัดเจนในทุกรายการดีเบตและในทุกโอกาสที่มีการให้สัมภาษณ์ ว่าพรรคประชาชนจะไม่มีการโหวตให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเป็นอันขาด 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า นายชูวิทย์ย่อมได้รับฟังและรู้ถึงความชัดเจนนี้แล้ว รู้ทั้งหมดอยู่แก่ใจ แต่ก็ยังโหมกระพือข่าวจับคู่ในลักษณะนี้อยู่เรื่อยไป เพื่อมุ่งหมายที่จะสร้างผลกระทบเชิงลบให้กับพรรคประชาชนให้จงได้ รวมถึงบทความล่าสุด “สงครามสั่งสอน” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนไม่อาจจะรับในการกระทำของนายชูวิทย์ได้อีก เพราะสิ่งที่นำมาเผยแพร่เป็นการนำเอาข้อมูลมาจับแพะชนแกะปะติดปะต่อ จากนั้นก็ใช้จินตนาการส่วนตัวในการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาชน หาว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ว่าจะให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เหลวไหล ไม่มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด 

ทำให้ตนต้องตั้งคำถามกลับกับนายชูวิทย์ ว่าท่าทีในระยะหลังของนายชูวิทย์ที่พยายามโจมตีพรรคประชาชนเป็นเพราะอะไร มีความเกี่ยวข้องกับนายทหารคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนรัก มีภาพถ่ายกอดคอสนิทสนมกับชาวต่างชาติอดีตที่ปรึกษาฮุนเซน ที่ถูกสังคมสันนิษฐานว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ตนอยากเรียนถึงนายชูวิทย์ว่า ถ้าตนอยากทำแบบที่นายชูวิทย์ทำบ้าง โดยเอาภาพถ่ายดังกล่าวนั้นมาประกอบกับภาพถ่ายอื่นๆ ที่นายชูวิทย์เคยร่วมเฟรมกับนายทหารเพื่อนซี้คนนั้น และนำเอากรณีที่นายทหารเพื่อนซี้คนนั้นพ้นจากตำแหน่งสำคัญ มาสร้างเรื่องเป็นตุเป็นตะใส่ร้ายนายชูวิทย์ ตนก็ทำได้ จินตนาการเพื่อใส่ร้ายนายชูวิทย์และเพื่อนซี้คนนั้นตนก็ทำเป็น แต่ตนไม่ทำ เพราะตนยังคงมีมโนธรรมและมีความเคารพต่อนายชูวิทย์เสมอ ตนคงห้ามอะไรนายชูวิทย์ไม่ได้แล้ว จะปั้นเรื่องเอาข้อมูลจริงบ้างเท็จบ้างผสมกันไป โยงไปโยงมาจับแพะชนแกะ แล้วเสริมเติมจินตนาการในการใส่ร้ายพรรคประชาชนอีกก็ทำไป 

แต่สิ่งที่ตนทำได้ในตอนนี้คือการทำให้สังคมตระหนักและตั้งคำถามกลับไปยังนายชูวิทย์ ว่าทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร และพรรคการเมืองไหนที่ได้ประโยชน์จากการกระทำของนายชูวิทย์ เพื่อให้สังคมได้ใช้วิจารณญาณต่อการกระทำของนายชูวิทย์ และพิจารณาเองว่าควรให้คุณค่ากับจินตนาการของนายชูวิทย์อีกต่อไปหรือไม่

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นกับผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชน ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีไปแล้ว ตลอดจนมีข่าวว่าอาจจะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ใช้การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และเครดิตบูโร โดยได้คัดกรองผู้สมัคร สส. ที่ไม่มีหมายจับค้างเอาไว้มาเป็นผู้สมัคร และจะต้องไม่เคยเป็นผู้ต้องโทษมีคำพิพากษาในคดีอาญาร้ายแรง การดำเนินคดีหรือการออกหมายจับกับผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เกิดขึ้นภายหลังจากกระบวนการรับสมัคร สส. เสร็จสิ้นแล้วทั้งสิ้น และผู้สมัคร สส. ที่ถูกจับกุมก็ไม่เคยต้องโทษหรือมีคำพิพากษาใดๆ มาก่อน 

แม้จะมีข้อมูลปรากฏว่าผู้สมัคร สส.ที่ถูกดำเนินคดีบางรายเคยมีข้อร้องเรียน ซึ่งตนยืนยันได้ว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจกับข้อร้องเรียนหรือเบาะแสต่างๆที่ได้รับ พรรคมีกลไกคณะกรรมการวินิจฉัย และกรรมการวินัยในการสืบสวนเพื่อหาหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือเชิญผู้ที่ถูกร้องเรียนมาชี้แจง หากไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือผู้ถูกร้องเรียนสามารถอธิบายชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล พรรคก็ไม่อาจใช้เพียงข้อกล่าวหาหรือเบาะแสมาพิพากษาผู้สมัครล่วงหน้าได้ 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ความตั้งใจของพรรคประชาชนคือการเป็นพรรคมวลชน เปิดกว้าง ให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานกับพรรคให้ได้มากที่สุดอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้มีจุดอ่อนในเรื่องของคนที่เข้ามาร่วมงานกับพรรค ซึ่งที่ผ่านมาพรรคก็พยามที่จะปรับปรุงกระบวนการในการคัดกรองและคัดเลือกให้รัดกุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคเน้นการเปิดรับการมีส่วนร่วมก็ย่อมมีความบกพร่องเกิดขึ้นได้ตามสมควร ซึ่งที่ผ่านมาพรรคก็ตระหนักดีว่าการจะเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลที่ดีที่สุดคือการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างได้สัดส่วน 

นับจากนี้พรรคมีมาตรการชัดเจนว่าหากมีผู้สมัคร สส. คนใดถูกดำเนินคดี พรรคจะอำนวยความสะดวกต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่มีการแทรกแซงใดๆ ตลอดจนจะมีการหารือกับผู้สมัครรายนั้นให้พิจารณาตนเองในการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้คุณสมบัติการลงรับสมัครเลือกตั้งของ สส. นั้นสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนและสาธารณะ ต่อให้มีอีกกี่รายก็ตาม พรรคประชาชนก็จะใช้มาตรฐานนี้ในการจัดการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตนเชื่อว่าหากพรรคดำเนินการตามมาตรฐานนี้อย่างตรงไปตรงมาแล้ว ประชาชนจะเข้าใจและสามารถยอมรับได้ แล้วจะทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าทำไมการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีถึงเฉพาะเจาะจงกับผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชนเท่านั้น ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้สมัคร สส. พรรคอื่นเลย ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตถึงพรรคการเมืองอื่นด้วย ว่าในเมื่อพรรคประชาชนมีมาตรการและมาตรฐานที่ชัดเจนกับการจัดการกับผู้สมัคร สส. ของตนเอง ก็ถึงเวลาที่ผู้สมัคร สส. คนอื่นต้องถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอื่น ที่ยังคงส่งผู้สมัคร สส. ที่ดีเอสไอได้รับเอาคดีการฟอกเงินและเว็บพนันเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ ปปง. มีมติให้ยึดอายัดทรัพย์ ทำไมผู้สมัครรายนั้นและพรรคการเมืองนั้นยังคงให้ลงรับสมัครเลือกตั้งต่อไป แม้แต่คนที่มีคำพิพากษาชัดเจนจากศาลต่างประเทศ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ยังสามารถเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ รวมถึงพรรคการเมืองอีกหลายพรรคที่ส่งบุคคลที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในข้อหาทุจริต ก็ยังลงรับสมัครเลือกตั้งได้

เป็นที่ชัดเจนว่ามีขบวนการที่พยายามจะดิสเครดิตพรรคประชาชน และกลัวอย่างมากว่าหากพรรคประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ จะมีการบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจฟอกเงิน และธุรกิจศูนย์เหรียญ ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเครือข่ายอิทธิพลทางการเมืองครั้งใหญ่ ตลอดจนจะมีการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังโดยไม่มีการละเว้น ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ต้องกลัว เพราะถ้าได้รับโอกาสนั้นพรรคพรรคประชาชนจะจัดการเรื่องธุรกิจเทาและการทุจริตอย่างเด็ดขาดแน่นอน

“พรรคประชาชนไม่เคยอ้างว่าจะไม่พลาดพลั้ง แต่ยืนยันว่าในเมื่อมีความผิดก็จะไม่ปกป้องและไม่ใช้สองมาตรฐาน นี่คือความแตกต่างระหว่างการเมืองในแบบที่ประชาชนต้องการเห็นกับการเมืองในแบบดั้งเดิมที่ประชาชนไม่ต้องการเห็นแล้ว การปราบทุนเทา การฟอกเงิน และการทุจริตคือสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ต้องมีการจัดการกับคนทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนของตัวเอง หากต้องเสียคะแนนความนิยม เสียเปรียบทางการเมืองก็ต้องยอมรับและยอมให้เกิดเช่นนั้น พรรคประชาชนยืนยันว่าเมื่อได้อำนาจจากประชาชนมาจะไม่มีใครได้อภิสิทธิ์ให้อยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่คนของพรรคประชาชนเอง” นายวิโรจน์ กล่าว