โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นกระแสฮือฮาบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อราชินีลูกทุ่ง “สุนารี ราชสีมา” ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

       โดยเจ้าตัวได้เขียนข้อความว่า “ใครที่กังวลเรื่องน้ำหนักสบายใจได้นะจ๊ะ เพราะอีกไม่กี่วันพวกเราก็จะไม่มีจะแ-ด-ก-กันละ”

หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม หลายคนมองว่าเป็นมุกที่เจ็บแต่จริง และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนในยุคนี้ได้ตรงจุด ขณะที่บางส่วนก็ร่วมแชร์ประสบการณ์ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาสินค้า อาหาร และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ขอบคุณที่มา Sunaree Ratchasima – สุนารี ราชสีมา

ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด

ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด

ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตา สำหรับการออกมาเปิดใจครั้งแรกของนางเอกสาว “ริชชี่ อรเณศ ดีคาบาเลส” หลังยุติความสัมพันธ์กับนักแสดงหนุ่ม “ก็อต อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์” เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวย้ำชัดไม่ขอพูดถึงสาเหตุการเลิกรา แต่ยืนยันว่าทำดีที่สุดแล้ว และอย่างน้อยก็ได้รักคนเป็น แม้บางครั้งจะเลือกผิดพลาด

เมื่อวานนี้ (4 เม.ย.) ริชชี่เผยว่า สภาพจิตใจในตอนนี้ดีขึ้นมาก และรู้สึกขอบคุณทุกกำลังใจจากครอบครัวและแฟนคลับที่คอยซัพพอร์ตมาตลอด ช่วงเวลายากลำบากที่ผ่านมานั้น เธอไม่ได้เผชิญเพียงลำพัง โดยมีครอบครัว โดยเฉพาะคุณน้าที่เป็นมิชชันนารี เดินทางมาจาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อพาไปทำกิจกรรมทางศาสนา ทำให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาหนักหนาไปได้

       “มันมีแต่ความรักจนไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปทุกข์หรือเศร้ากับตรงนั้น” ริชชี่กล่าว พร้อมยอมรับว่า แม้เคยจินตนาการว่าการเลิกราจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงกลับไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

สำหรับคำถามเรื่องความเสียดาย ริชชี่เผยว่าไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่งเธอได้รักอย่างเต็มที่ และเป็นความรักที่ตั้งใจจริง พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาเธอเป็นคนจริงจังกับความรักมาก ถึงขั้นเคยคิดอยากมีรักครั้งเดียวในชีวิต แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาด ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เติบโตขึ้น

       อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวไม่ขอพูดถึงสาเหตุการเลิกรา โดยมองว่าไม่มีประโยชน์ บางครั้งเราอาจเลือกคนผิด และมันก็พลาดได้ แม้ชีวิตด้านอื่นจะประสบความสำเร็จมาตลอด แต่เหตุการณ์นี้กลับทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น และเข้าใจชีวิตมากกว่าเดิม

       ริชชี่ขอโฟกัสกับการใช้ชีวิตและการทำงาน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความรักเป็นอันดับแรก พร้อมมองว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน หากทำดีที่สุดแล้วแต่ไม่เวิร์ก ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอง

ส่วนโอกาสกลับไปร่วมงานกับอดีตคนรัก เจ้าตัวเผยว่ายังไม่ทราบว่าจะมีโอกาสหรือไม่ แต่หากต้องร่วมงานกันจริงก็เชื่อว่าสามารถทำงานได้ตามปกติ เพราะจะแยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ริชชี่ยังกล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กำลังพุ่งสูงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ โดยระบุว่าครอบครัวได้ปรับตัวด้วยการอยู่ในบ้าน ปิดหน้าต่าง และใช้เครื่องฟอกอากาศ พร้อมแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

แม้จะมีปัญหาฝุ่น แต่ริชชี่ยืนยันว่าเชียงใหม่ยังคงเป็นเมืองที่น่าอยู่ และหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววัน เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. โดย สกสว. ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เปิดตัว “SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” พร้อมร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ หลังธรณีพิโรธ กทม.และปริมณฑล ขณะที่ทีมนักวิจัยแผ่นดินไหวเดินหน้าจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงข่าว “ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ และพิธีเปิดตัว SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” ซึ่งเป็นการระดมงานวิจัยและองค์ความรู้จากระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ (ววน.) เพื่อร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย เนื่องในวาระครบรอบ 1 ปี แผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดโดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤติจะถูกเปลี่ยนเป็นการเตรียมพร้อมของประเทศในอนาคต ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถูกดึงมาใช้งานได้จริง และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที จึงเป็นบทบาทสำคัญของกองทุน ววน. ที่จะทำให้เกิดระบบสนับสนุนที่พร้อมใช้ในภาวะวิกฤติและขยายผลในระยะยาว โดยสนับสนุนการพัฒนา SRI Alert ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสนับสนุนการรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม และเสริมพลังการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล และคณะนักวิจัย ม.ขอนแก่น กล่าวว่า SRI Alert เป็น ‘กองหนุนที่แข็งแกร่ง’ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยป้อนข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว มีผลการวิเคราะห์ถูกต้องแม่นยำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพร้อมใช้ สนับสนุนให้หน่วยงานหลักนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่งานวิจัยของ ม.นเรศวร โดย ผศ.ดร.กำพล ทรัพย์สมบูรณ์ และทีมนักวิจัย แบบจำลองสารสนเทศเมือง (Urban Information Modeling: UIM) หรือการสร้างเมืองฝาแฝดดิจิทัล มุ่งยกระดับการรับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 ภายใต้แนวคิดสำคัญที่ตอกย้ำความโดดเด่นของเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงสร้างโมเดลอาคารสามมิติเพื่อให้เห็นภาพจำลองเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบฐานข้อมูลเมือง โดยเฉพาะระบบทางวิศวกรรมและการจำลองสถานการณ์ ด้วยการบูรณาการข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อพัฒนาแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัย และแบบจำลองการอพยพ โดยได้นำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จ.พิษณุโลก ในการพัฒนาแผนการอพยพร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร และประชาชน มีข้อมูลที่แม่นยำในการรับมือเหตุฉุกเฉินและลดความสูญเสียในอนาคต 2.แอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมี อ.ศรัณย์พร เกิดเกาะ ได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาระบบที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาออกเป็นสามระดับความเสี่ยง ข้อมูลอัปเดตทุก 2-4 สัปดาห์ โดยทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองที่คอยรายงานข้อมูลภาคสนามและช่วยคัดกรองปลาตามสีที่ระบบแจ้งออกจากห่วงโซ่การบริโภค ทำให้สามารถทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกก จ.เชียงราย แบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคเฉพาะปลาที่ผ่านการยืนยันความปลอดภัยแล้ว ทั้งนี้ได้นำร่องใช้งานจริงแล้วที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน โดยข้อมูลการจำแนกความเสี่ยงถูกส่งตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

“ระบบอัจฉริยะเพื่อการเตือนภัยและอพยพชุมชนจากภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหว : พื้นที่นำร่องระยะที่ 1 กรุงเทพมหานคร และเทศบาลเมืองแพร่” โดย ศ.ดร.อุมา สีบุญเรือง และทีมนักวิจัย สจล. ได้บูรณาการเทคโนโลยี AI, IoT และ Big Data เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เป็นระบบ End-to-End Disaster Management Platform ที่ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ โดยทุกโมดูลถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์ม SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สะท้อนบทบาทของระบบ ววน. ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่มุ่งสู่ระบบเตือนภัยอัจฉริยะระดับประเทศ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการตอบสนองต่อเหตุการณ์สู่ “การคาดการณ์ ป้องกัน และตัดสินใจเชิงรุก” อย่างยั่งยืน

สำหรับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่มี ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม สวทช. เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุถึงการเปลี่ยนบทบาทประชาชนให้กลายเป็น “เซนเซอร์ที่มีชีวิต” โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานเหตุภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จากการพัฒนาระบบพัฒนาระบบรับแจ้งและแจ้งเตือนภัยพิบัติ SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ให้เป็น “Citizen Touchpoint” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสู่หน่วยงานที่แก้ไขปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยด้วยข้อมูลจริงจากภาคประชาชน โดยอิงจากพิกัดที่ตั้งของผู้ใช้งานหรือพื้นที่เสี่ยง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบทันเหตุการณ์ ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุภัยพิบัติด้วยการสื่อสารเชิงรุก จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและหัวใจสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้จริง

ในส่วนของแผนงาน “การจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัยและการสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคต” นำโดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ในประเทศเมียนมา แต่พื้นที่กรุงเทพฯ กลับได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่กลุ่มชั้นดินอ่อนในกรุงเทพฯ มีค่าความเร่งสูงกว่าพื้นที่รับคลื่นปฐมภูมิในภาคเหนือและตะวันตกอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์การสั่นพ้องที่ชั้นดินอ่อนขยายกำลังของคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้โครงสร้างอาคารเกิดการโยกตัวรุนแรงขึ้น จากการสำรวจและประเมินความเสียหายของอาคารตามเกณฑ์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดแบ่งรหัสสีเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคาร ประกอบด้วย ป้ายสีเขียว (อาคารใช้งานได้ตามปกติ) มีความปลอดภัยหรือเสียหายเพียงเล็กน้อย ป้ายสีเหลือง (อาคารใช้งานได้แบบมีเงื่อนไข) เสียหายระดับปานกลาง พบรอยร้าวทะลุผนังก่ออิฐทั้งสองด้าน ซึ่งต้องเฝ้าระวังและรอการสำรวจอย่างละเอียด และป้ายสีแดง (ห้ามใช้งานอาคาร) อาคารมากกว่า 15 แห่งเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างหลักได้รับผลกระทบ เช่น คอนกรีตแตกหลุดร่วง และเหล็กเสริมโก่งงอ แนวทางการรับมือและเทคโนโลยีการป้องกันเพื่อลดความสูญเสียในอนาคต จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกล เทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือน โดยติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับแรงสั่นสะเทือนชนิดของเหลวในโครงสร้างอาคาร ระบบตรวจติดตามสุขภาพโครงสร้าง โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS (MEMS Acceleration Sensors) เพื่อติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์ ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งใช้งานจริงแล้วที่อาคารโรงพยาบาลใน จ.เชียงราย

ด้าน ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เผยถึงผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 2568 ว่าปัญหาหลักคือ “ความไม่รู้นำมาซึ่งความโกลาหล และความโกลาหลนำมาซึ่งความสูญเสีย” สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ จึงได้พัฒนาการปรับปรุงอาคารให้ปลอดภัย การตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึง “ระบบตรวจติดตามการตอบสนองของโครงสร้างต่อแผ่นดินไหวและระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย” สำหรับวิศวกร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของและผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะ ซึ่งระบบจะทำงานตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ โดยมีหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ที่สามารถตรวจจับความเสียหายและแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับการซ้อมอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงอีกด้วย ระบบนี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยเครื่องจำลองแผ่นดินไหวของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อประเมินการทำงานของการแจ้งเตือนผู้ใช้อาคารผ่านระบบสัญญาณไฟ การติดตั้งระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจจับความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างตรงเป้าหมาย ลดความตื่นตระหนกและการอพยพที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนสามารถกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงสามารถตอบสนองต่อการเสื่อมสภาพของอาคารตามอายุการใช้งานและสภาพแวดล้อม นับเป็นการช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สอวช. – สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

สอวช. - สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

สอวช. – สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรมโปรแกรมการเรียนรู้พิเศษ (Collaborative Bootcamp) ภายใต้โครงการ “The Reverse Innovation Journey: เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง” ณ อาคาร True Digital Park เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ ในการตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศ

ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. เน้นย้ำความสำคัญของกลไก Reverse Pitching ในการพัฒนานวัตกรรมที่ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่ง สอวช. ได้ริเริ่มทดสอบโมเดลนี้เพื่อให้สตาร์ทอัพเรียนรู้และรับโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เพื่อสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจคณะทำงาน พันธมิตรภาคเอกชน และผู้เข้าร่วมโครงการ สำหรับการดำเนินกิจกรรมร่วมกันตลอดระยะเวลาของโครงการ

ในช่วงเช้ามีการบรรยายเรื่องกลไกการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ โดย น.สพ.ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ซึ่งได้แนะนำรายละเอียดโปรแกรมสนับสนุนทางการเงินต่างๆ ของกองทุนฯ โดยเฉพาะโครงการ TED Youth Startup ที่สนับสนุนเงินทุนตั้งแต่ 150,000 ถึง 1,500,000 บาท เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมใช้เป็นแนวทางในการขอรับทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาแนวคิดและธุรกิจนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายจากทีมที่ปรึกษาโครงการฯ และตัวแทนจาก เครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) โดยสำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) นำโดย ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. และ ดร.อภิวัฒน์ ทองประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บจก.วิสอัพ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับทุน การให้คำปรึกษา และช่วงเวลาการรับสมัคร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา โครงการได้จัดกิจกรรม Reverse Pitching เพื่อมอบโจทย์จริงจากภาคเอกชน และคัดเลือกสตาร์ทอัพเข้าสู่โครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน โดยผู้เข้าร่วมได้รับสิทธิเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้พิเศษ (Collaborative Bootcamp) ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อสร้างความเข้าใจในการทำธุรกิจและร่วมพัฒนานวัตกรรมร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ด้วย โดยโครงการมีกำหนดจะสรุปผลและจัดงาน The Reverse Innovation Summit ในวันที่ 25 เมษายน 2569 นี้

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เชิญชวนนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ผู้ที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา หรือผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาในปี 2569 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจและความภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์ ในการต้อนรับผู้นำและคณะผู้แทนจากทั่วทุกมุมโลก โดยสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็น “อาสาสมัครสนับสนุนการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) งานประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังระดับโลก ที่เปรียบเสมือนเป็น “โอลิมปิกทางการเงินของโลก” ที่รวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนภาคประชาสังคม รวมกว่า 15,000 คน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” การได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมอาสาสมัครจากประเทศไทย ในกรอบการประชุมระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันนิสิตนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกยังได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พัฒนาศักยภาพ รวมถึงทักษะความรู้เกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกไปพร้อมกัน

คณะทำงานที่เปิดรับสมัคร 9 ด้าน รวม 230 ตำแหน่ง (ประกอบด้วยอาสาสมัคร จำนวน 208 คน และอาสาสมัครสำรอง จำนวน 22 คน) ได้แก่ 1.ด้านสถานที่จัดกิจกรรม ห้องประชุม อาหาร (Event Services, Catering, Hotels) และโรงแรมที่พัก , 2.ด้านพิธีการต้อนรับ (Liaison) , 3.ด้านยานพาหนะ (Transportation) , 4.ด้านการรักษาความปลอดภัย (Security) , 5.ด้านลงทะเบียนและบัตรเชิญ (Registration) , 6.ด้านประชาสัมพันธ์และงานข่าว (Publication) , 7.ด้านบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโสตทัศน์ (IT, Audiovisual) , 8.ด้านการจัดนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavilion) , 9.ฝ่ายประสานงานกลางและเลขานุการ

คุณสมบัติ ต้องเป็นบุคคลที่มีมีสัญชาติไทย , เป็นนิสิตนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเป็นนักเรียนที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือเป็นนิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปี 2569 , เป็นผู้มีใจในงานบริการ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตรงเวลา , มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และมีทักษะด้านการสื่อสาร , สุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ , มีทักษะในการสื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมาก หากมีทักษะในการสื่อสารภาษาอื่นจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และไม่เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติงานกับผู้จัดงานประชุมมืออาชีพซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก สศค.

การเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานอาสาสมัคร แต่คือประสบการณ์ชีวิตและโอกาสร่วมงานกับองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank Group ที่จะช่วยพัฒนาทักษะแบบก้าวกระโดด ในบรรยากาศการทำงานจริงระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้นอาสาสมัครที่ผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสำหรับการทำงานในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้จากเว็บไซต์ของ สศค.: https://www.fpo.go.th/main/Home.aspx > ภายใต้หัวข้อ “ข่าวสาร” > สมัครงาน / ประกาศ > ประกาศรับสมัครอาสาสมัครเข้าร่วมการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และส่งเอกสารการสมัครในรูปแบบ PDF หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์: HR_AM2026@fpo.go.th หรือติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2273 9020 ต่อ 3669 หรือ 3289 หรือ 3264 หรือ 3269 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา  เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบอาสาสมัครทหารพราน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

5 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายรัฐศาสตร์  ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบโท ศุภณัฐ พรหมสุทธิ์ อาสาสมัครทหารพราน อนาวิล จินดาพรรณ  และอาสาสมัครทหารพราน พงษ์ธร อักษรเงิน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 ขณะออกแผนยุทธการ และให้การสนับสนุนชุดคุ้มครองตำบลช้างเผือก เหตุเกิดบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4271 บ้านไอร์ลาฆอ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

ทำงานทันที “อาจารย์เชน ควงครูพี่กอล์ฟ” แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย” ยันมีความตั้งใจทำงานเต็มที่ ฟื้นความหวังการศึกษาไทย ครูมีความสุขกับการสอน โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง 

ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “การศึกษาไทย จะเป็นอย่างไร ถ้าเราทุกคนลุกขึ้นทำเอง” ภายในกิจกรรม “งานครูปล่อยแสง ปีที่ 7” ซึ่งจัดโดยเพจ ‘ก่อการครู’
 
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นการศึกษาของไทยกลับมามีความหวัง ซึ่งการที่ได้ทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ยศชนัน เป็นสิ่งที่รู้สึกว่านี่คือทีมเวิร์คที่จะทำงานร่วมกันให้การศึกษาไทยมีความหวังอีกครั้ง  พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหนักใจในตอนแรก ที่ต้องเข้ามาดูเรื่องการศึกษา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยผลักดันการศึกษาของไทย ให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุด 

โดยต้องฟื้นความหวังการศึกษาไทย ที่ต้องทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงานเอกสาร เพิ่มเวลาคุณภาพในห้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

“ตนเชื่อมั่นว่าไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด อยากเห็นประเทศไทยล้าหลัง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากการศึกษาที่ดี  โดยตนในฐานะฟันเฟืองของกระทรวงศึกษาธิการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น “ นายอัครนันท์ กล่าว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ

5 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้  และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ ร้อยโท วาทิต วัฒนสันต์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 ขณะออกแผนยุทธการ และให้การสนับสนุนชุดคุ้มครองตำบลช้างเผือก  เหตุเกิดบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4271 บ้านไอร์ลาฆอ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับร้อยโท วาทิต ฯไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ ร้อยโท วาทิต ฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

5 เม.ย. 2569 12:06 น.

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

รัฐบาลเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ บังคับใช้กฎหมายปรับปรุงกองทัพฉบับใหม่ กำหนดให้ชายสัญชาติเยอรมันอายุ 17-45 ปี ต้องแจ้งขออนุมัติจากกองทัพหากต้องพำนักในต่างประเทศเกิน 3 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมระบบทะเบียนทหารรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมเยอรมนีออกมายืนยันว่า ตาม “พระราชบัญญัติปรับปรุงการรับราชการทหาร” (Military Service Modernisation Act) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ชายชาวเยอรมันที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 45 ปี จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากทางการ หากมีความประสงค์จะเดินทางไปพำนักในต่างประเทศเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือน

โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ข้อบังคับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างระบบทะเบียนทหารที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ” โดยย้ำว่าในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน กองทัพจำเป็นต้องทราบว่าใครพำนักอยู่ที่ไหนเป็นเวลานาน เพื่อความรวดเร็วในการระดมพลหากมีการประกาศสถานการณ์ป้องกันประเทศ

เดิมทีข้อบังคับการแจ้งพำนักต่างประเทศมีระบุอยู่ในกฎหมายเกณฑ์ทหารปี 1956 แต่จะถูกนำมาใช้เฉพาะในช่วงที่มีการระดมพลหรือภาวะสงครามเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้ขยายขอบเขตให้มีผลบังคับใช้ในสถานการณ์ปกติด้วย ซึ่งคล้ายกับมาตรการที่เคยใช้ในช่วงสงครามเย็น

ปัจจุบัน กฎหมายระบุว่าโดยทั่วไปแล้วคำขออนุมัติเดินทางมักจะได้รับการอนุญาต แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทลงโทษอย่างไรหากมีการฝ่าฝืน ซึ่งขณะนี้ทางการกำลังเร่งพัฒนาระเบียบข้อเว้นเพื่อลดขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อนสำหรับเยอรมันรุ่นใหม่

ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ เยอรมนีตั้งเป้าที่จะสร้างกองทัพบกให้กลับมาเป็นกองทัพตามแบบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป โดยมีแผนขยายกำลังพลจาก 180,000 นาย เป็น 260,000 นายภายในปี 2035

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เยอรมนีได้เริ่มส่งแบบสอบถามไปยังเยาวชนอายุ 18 ปีทุกคน เพื่อสำรวจความสมัครใจในการเข้าสู่กองทัพ และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2027 เป็นต้นไป เยาวชนเหล่านี้จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกความพร้อมทางร่างกาย เพื่อประเมินความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่หากเกิดสงคราม แม้ว่าในปัจจุบันจะยังคงเป็นระบบสมัครใจ แต่รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการรื้อฟื้น “การเกณฑ์ทหารแบบบังคับ” หากสถานการณ์ความมั่นคงเลวร้ายลง

มาตรการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับเยาวชนจำนวนมากที่ออกมาประท้วง โดยกลุ่มผู้จัดกิจกรรมระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า พวกเขาไม่ต้องการใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตในค่ายทหารเพื่อเรียนรู้วิธีการฆ่าหรือการฝึกวินัยที่เข้มงวด ทั้งนี้ เยอรมนีเคยยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับไปเมื่อปี 2011 ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ก่อนจะกลับมาเข้มงวดอีกครั้งหลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ “ลูกเรือ F-15” รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ "ลูกเรือ F-15" รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

5 เม.ย. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ “ลูกเรือ F-15” รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ช่วยเหลือลูกเรือที่สูญหายจากเหตุเครื่องบินขับไล่ F-15E ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน ได้อีก 1 นาย หลังเกิดการปะทะอย่างหนัก แต่ยังไม่สามารถนำตัวออกนอกประเทศได้ ขณะความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่าน ยังทวีความรุนแรง

แหล่งข่าวจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการระบุตัวและเข้าช่วยเหลือลูกเรือรายที่สองจากเครื่องบิน F-15 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) โดยปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงในพื้นที่ใกล้เมืองเดห์ดัชต์ ทางตอนใต้ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น” เนื่องจากทีมนักบินและหน่วยกู้ภัยยังคงติดอยู่ในดินแดนของอิหร่าน และยังต้องเผชิญกับอันตรายจากสถานการณ์สู้รบที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดการแย่งชิงตัวนักบินอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นของอิหร่านที่หวังเงินรางวัลนำจับกว่า 2 ล้านบาทจากรัฐบาลอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อข่าวดังกล่าวโดยระบุว่า: 

“เราเจอเขาแล้ว! เพื่อนชาวอเมริกันทั้งหลาย ในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ลูกเรือผู้กล้าหาญของเราคนหนึ่ง และผมยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตอนนี้เขาปลอดภัยดีแล้ว! นักรบผู้กล้าหาญคนนี้อยู่หลังแนวข้าศึกในเทือกเขาอันอันตรายของอิหร่าน ถูกไล่ล่าโดยศัตรูของเราที่เข้ามาใกล้ขึ้นทุกชั่วโมง แต่เขาไม่เคยอยู่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง เพราะผู้บัญชาการสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ประธานคณะเสนาธิการร่วม และเพื่อนนักรบของเขาได้เฝ้าติดตามตำแหน่งของเขาตลอด 24 ชั่วโมง และวางแผนการช่วยเหลืออย่างขยันขันแข็ง ตามคำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินหลายสิบลำ ติดตั้งอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ไปรับเขา เขาได้รับบาดเจ็บ แต่เขาจะปลอดภัยดี” 

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความย้ำเตือนอิหร่านถึงเส้นตายในการเจรจายุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า “เวลาเหลือเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนที่นรกจะถาโถมลงมาใส่พวกเขาทั้งหมด” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงของอิสราเอลที่ระบุว่า กองทัพอิสราเอลพร้อมที่จะโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของอิหร่านทันทีหากได้รับอนุมัติจากสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงสหประชาชาติ เตือนว่าการโจมตีพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าบุเชอร์ อาจนำไปสู่ “วิกฤตการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี” ที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมตอบโต้คำขู่ของสหรัฐฯ ว่า “ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นนรกสำหรับพวกคุณเช่นกัน”

แม้ทางการอิหร่านจะยังเปิดช่องให้มีการเจรจาสันติภาพผ่านปากีสถาน แต่ดูเหมือนว่าเงื่อนไขที่ทรัมป์ยื่นให้นั้นจะยังไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกันอิหร่านยังคงเดินหน้าส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และโรงงานอุตสาหกรรมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตเพื่อเป็นการล้างแค้น

สงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 นี้ ไม่เพียงแต่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน แต่ยังก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 1 ใน 5 ของโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงขั้นรุนแรง ขณะที่ผลสำรวจในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนเริ่มให้การสนับสนุนสงครามครั้งนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ.

ที่มา Al Jazeera / Reuters