สมศ.ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการประเมินสถานศึกษา ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งผลสัมฤทธิ์เชิงพัฒนา

สมศ.ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการประเมินสถานศึกษา ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งผลสัมฤทธิ์เชิงพัฒนา

สมศ.ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการประเมินสถานศึกษา ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งผลสัมฤทธิ์เชิงพัฒนา

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ปรับใช้เทคโนโลยีบูรณาการฐานข้อมูล ควบคู่การใช้ AI ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ปรับกระบวนทัศน์ผู้ประเมิน พร้อมระบบจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อมุ่งสู่การใช้ผลประเมินอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า เพื่อหารือทิศทางการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยมีรองผู้อำนวยการ สมศ. ทั้ง 4 ฝ่ายร่วมนำเสนอทิศทางการดำเนินงานที่มุ่งปรับกระบวนทัศน์การประเมินคุณภาพภายนอกสู่แนวคิด การประเมินเพื่อการพัฒนา โดยบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อยกระดับระบบการศึกษาและตอบสนองนโยบายลดภาระงานด้านบริหารจัดการของบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่สำคัญ ประกอบด้วย การบูรณาการฐานข้อมูล พัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศ (API) ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง เพื่อยุติความซ้ำซ้อนในการจัดทำเอกสารรายงานของสถานศึกษา , การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ด้วยการนำนวัตกรรม AI มาใช้วิเคราะห์ และ  คัดกรองรายงานการประเมินตนเอง (SAR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ลดการใช้งบประมาณในการประมวลผลข้อมูลเชิงวิชาการ , การปรับกระบวนทัศน์ผู้ประเมิน ด้วยการยกระดับสมรรถนะและบทบาทผู้ประเมินสู่การเป็น “ผู้ชี้แนะเชิงประเมิน” ที่มุ่งเน้นการนำผลการประเมินคุณภาพมาให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพตามวงจร PDCA , กระบวนการรวบรวมติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ด้วยการเตรียมพร้อมเปิดตัว Dashboard แสดงผลการวิเคราะห์เชิงลึก สะท้อนภาพรวมด้านการจัดการคุณภาพการศึกษา ตลอดจนมิติด้านความเหลื่อมล้ำ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ Evidence-Informed Policymaking สำหรับผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชน

“การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สมศ. ในการนำระบบดิจิทัลและข้อมูลขนาดใหญ่ มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทย ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” ผู้อำนวยการ สมศ. ระบุ

เครือข่ายมหาวิทยาลัยหนุนเสริมกลไกจังหวัดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เครือข่ายมหาวิทยาลัยหนุนเสริมกลไกจังหวัดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เครือข่ายมหาวิทยาลัยหนุนเสริมกลไกจังหวัดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณาจารย์มหาวิทยาลัย บูรณาการฐานข้อมูลคนจน-กลุ่มเปราะบาง จัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ หนุนเสริมกลไกจังหวัด เร่งเครื่องขับเคลื่อนกลไกช่วยเหลือคนจนลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใน 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจในการส่งคนจนให้เข้าถึงสวัสดิการจากรัฐอย่างแท้จริงโดยไม่มีคนจนตกหล่น

ผศ.ดร.กนกพร ฉิมพลี ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงสร้างโมเดลช่วยเหลือคนจนลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มต้นจากขั้นตอนการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอำนวยการขึ้นในมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ค้นหา สอบทานข้อมูลคนจน โดยบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงานของรัฐ เพื่อคัดกรองข้อมูลคนจนให้ถูกต้องที่สุด แล้วประสานส่งต่อชุดข้อมูลคนจนที่สอบทานเรียบร้อยแล้วให้กลไกจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน สำหรับใช้ประโยชน์ในการติดตามตัวคนจนเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่ไปกับการสื่อสารข้อมูลให้ประชาคมในพื้นที่รับทราบผ่านชุมชน วัด หรือมัสยิด ขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ ระดมคณาจารย์ และนักศึกษาลงพื้นที่ ให้ความช่วยเหลือแก่คนจนที่มีข้อจำกัดในการลงทะเบียน เพื่อให้คนจนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างทั่วถึง ไม่มีการตกหล่น

การทำงานร่วมกันของคณาจารย์ นักวิจัย ในการพัฒนากลไกเพื่อช่วยเหลือคนจนในการลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงความร่วมมือกับกลไกภาคีเครือข่ายระดับจังหวัด มีแรงจูงใจจากข้อค้นพบจากงานวิจัยที่พบว่าการเข้าถึงระบบสวัสดิการภาครัฐในปัจจุบันส่วนใหญ่ เป็นลักษณะที่รอรับการลงทะเบียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดและเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับคนจนที่ยากจนที่สุดจริงๆ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักขาดสมาร์ทโฟน ไม่เข้าใจระบบออนไลน์ หรืออยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลจากการสื่อสาร ทำให้การรับรู้ข่าวสารจากส่วนกลาง หรือการเข้ามาลงทะเบียนในโครงการรัฐทำได้ยากลำบาก หรือทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาลงทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐอย่างมาก และคาดหมายว่ากลไกการให้ความช่วยเหลือคนจนในการลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับปี 2569 นี้ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยที่เคยดำเนินการให้ความช่วยเหลือคนจนในการลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ จะมีส่วนสนับสนุนสำคัญแก่กลไกระดับจังหวัดในการอุดรูรั่ว ช่วยให้คนจนตัวจริงที่ประสบความเดือดร้อนทุกข์ยาก เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้โดยถ้วนหน้าตามเจตนารมณ์รัฐบาล

“เชื่อมั่นว่าผลลัพธ์ความสำเร็จจากความร่วมมือกันของกลไกระดับจังหวัด จะช่วยให้คนจนเข้าถึงระบบสวัสดิการรัฐ ในพื้นที่นำร่องต้นแบบ 20 จังหวัด จะไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ เฉพาะแค่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการต่อยอดไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จในระยะยาว และยังเป็นการกรุยทางให้ผลักดันแพลตฟอร์มการทำงานนี้ไปสู่การขยายผลในระดับประเทศต่อไป การผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการและกลไกในระดับจังหวัดครั้งนี้ จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นใจว่า สวัสดิการจากภาครัฐจะไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนที่สุดในแต่ละพื้นที่อย่างตรงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง” ผศ.ดร.กนกพร กล่าว

สำหรับพื้นที่วิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำใน 20 จังหวัดนำร่อง ประกอบด้วย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง พิษณุโลก ชัยนาท กาฬสินธุ์ นครราชสีมา เลย ยโสธร มุกดาหาร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี สกลนคร พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

เปิดเวทีผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมถอดรหัสอนาคตธุรกิจในโลก AI

เปิดเวทีผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมถอดรหัสอนาคตธุรกิจในโลก AI

เปิดเวทีผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมถอดรหัสอนาคตธุรกิจในโลก AI

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในศตวรรษที่ 21 “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขผลประกอบการ “สุขภาวะที่ดี” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ และ “โลก” ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์เพียงลำพังอีกต่อไป ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการศึกษาสร้างสรรค์ กับงาน VISION HOUSE: Business Forum Series 2 ภายใต้ธีม “Nexus 3W: Reimagining Wealth, Wellbeing & the World with AI” ผนึกกำลัง 4 คณะนำโดยคณะบริหารธุรกิจ บัญชี เศรษฐศาสตร์และการลงทุน และบัณฑิตวิทยาลัย เปิดเวทีแห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และจุดประกายแนวคิดใหม่เกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในโลกที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมเชื่อมโยงกัน

ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า มหา’ลัยต้องการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ นี่ไม่ใช่แค่การจัดงานอีเว้นท์ แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เชื่อมโยงโลกดั้งเดิมเข้ากับ AI ซึ่งกำลังจะกลายเป็นแกนหลัก ของทุกการเปลี่ยนแปลง การจัดงาน VISION HOUSE: Business Forum Series 2 เป็นการพิสูจน์แนวคิดนี้ โดยนำผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการมาเพื่อสร้างบทสนทนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอาจนำไปสู่การยกระดับนโยบายและการขับเคลื่อนธุรกิจในระดับโครงสร้างอย่างแท้จริง

ด้วยเวทีเสวนา 3 มิติแห่งอนาคตสู่การออกแบบอนาคตธุรกิจยุคใหม่ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองเชิงลึก ที่หาฟังได้ยาก นั่นคือ Wellness Wealth และ World with AI เริ่มที่มิติแรก Reimagining Wellbeing : Integrating Life, Health, and Business through the Wellness Ecosystem โดย แพทย์หญิงพิชชาพร ธนาพงศธร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก โดยสะท้อนแนวคิดการบูรณาการสุขภาพ ชีวิต และธุรกิจ ผ่าน Wellness: สุขภาพ คือ สินทรัพย์ใหม่ในโลกยั่งยืน พร้อมชี้ให้เห็นโอกาสของธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าทางสุขภาวะควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืนว่า “เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนจากการ “รักษา” เป็นการ “ป้องกัน” (Preventive Care) โดยประเทศไทยมีศักยภาพสูงในด้าน Hospitality และการแพทย์ การสร้างธุรกิจ Wellness ยุคใหม่ต้องมองไกลถึงปี 2028 ที่จะมีการผสาน Hotel, Residence และ Clinic เข้าด้วยกัน โดยมี AI และ Data เป็นตัวเชื่อมโยงเพื่อสร้างสุขภาวะองค์รวมอย่างยั่งยืน

มิติที่สอง Wealth: Sustainability & Investment with Social Impact โดย นุสรณ์ เนตรนวลศรี Assistant Managing Director, BBL Asset Management Co., Ltd. และศิษย์เก่าดีเด่น คณะเศรษฐศาสตร์และการลงทุน ม.กรุงเทพ มานำเสนอแนวคิดการลงทุนที่ผสานความยั่งยืนและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมวิเคราะห์บทบาทของนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องมองไกลกว่าภายใต้แนวคิด Wealth: “Sustainomy” มั่งคั่งอย่างมีความหมาย  โดยได้นิยามความมั่งคั่งยุคใหม่ว่า ต้องมาพร้อม Social Impact “คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคลได้มากเพียงใด แต่คือ เราจะใช้ความมั่งคั่งนั้น สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อ People และ Planet ไปพร้อมกันได้อย่างไร ในระบบเศรษฐกิจแบบ Sustainomy ความสำเร็จส่วนบุคคลต้องเติบโตไปพร้อมกับความสุขของสังคม

และมิติสุดท้าย The World with AI โดยคุณ Charlene Sawasdee Country Managing Director, Alibaba Cloud แชร์ทิศทางของโลกธุรกิจภายใต้การขับเคลื่อนของ AI และเทคโนโลยีคลาวด์ พร้อมแบ่งปันกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจไทยในเวทีโลก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า Alibaba มุ่งมั่นนำ AI มาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่วงการกีฬาไปจนถึงการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และดึงดูดความสนใจของผู้คนในวงกว้าง พร้อมยกตัวอย่างการใช้งานจริงในระดับโลก ของ Alibaba และเชิญชวนร่วมใช้ Alibaba Cloud Community เพื่อเปิดโอกาสให้ทดลองใช้เทคโนโลยี แลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมพัฒนาศักยภาพด้าน AI เพื่อยกระดับบุคลากรไทยให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล”

มจพ. ยืนหนึ่งสายหุ่นยนต์! คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘ABU Robocon Thailand Championship 2026’

มจพ. ยืนหนึ่งสายหุ่นยนต์! คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 'ABU Robocon Thailand Championship 2026'

มจพ. ยืนหนึ่งสายหุ่นยนต์! คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘ABU Robocon Thailand Championship 2026’

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ทีม iRAP_Savior นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย ABU Robocon Thailand Championship 2026 ณ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต เมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มาในกติกาความท้าทายสุดเข้มข้นภายใต้ธีม “Kung Fu Quest เส้นทางสู่ปรมาจารย์กังฟู” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมของจีน ผสานเข้ากับเทคโนโลยีหุ่นยนต์สมัยใหม่ โดยแต่ละทีมต้องพัฒนาและควบคุมหุ่นยนต์จำนวน 2 ตัว เพื่อปฏิบัติภารกิจวัดใจอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการเก็บรวบรวมม้วนคัมภีร์กังฟู (Kung Fu Scrolls) การฝ่าด่านจำลอง “ป่าเหมยฮัว” (Meihua Forest) และการดวลเดือดเชิงกลยุทธ์ในรูปแบบ Tic-Tac-Toe ซึ่งความสำเร็จของทีม มจพ. ในครั้งนี้ เกิดจากการผสมผสานความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการวางแผนกลยุทธ์ที่เฉียบคม

การแข่งขันดังกล่าว จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ 4 องค์กรยักษ์ใหญ่ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS), บริษัท เซียร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านหุ่นยนต์ นวัตกรรม และวิศวกรรมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในครั้งนี้อยู่ภายใต้การดูแลและผลักดันของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพดล พัดชื่น อาจารย์ที่ปรึกษาทีม พร้อมด้วยทีมเหล่านักศึกษา จำนวน 6 คน ได้แก่

1.             นายณฐภัทร เทศวิรัศ

2.             นายธำรงค์ศักดิ์ ชูแสง

3.             นายอักษรินทร์ ศักยชิติพัทธ์

4.             นายกันตินันท์ คงน่วม

5.             นายพอเพียง บุญวิสูตร

6.             นายกิตติภัฎ สุวรรณ์

ความสำเร็จของทีม iRAP_Savior ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท ของตัวนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งยืนยันถึงความเป็นเลิศทางวิชาการและมาตรฐานการศึกษาของ มจพ. ในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และนวัตกรรมของประเทศอย่างแท้จริง

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

22 มิ.ย. 2569 17:01 น.

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

หน่วยบรรเทาสาธารณภัยฝรั่งเศสเผยช่วงสุดสัปดาห์เดียวมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่หลายประเทศในยุโรปเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง ทุบสถิติอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส โดยทางการฝรั่งเศสต้องประกาศงดวิ่งรถไฟ และสั่งปิดหรือปรับเวลาเรียนของโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยพลเรือนของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า จากสถานการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วอย่างน้อย 13 ราย โดยนายเฌโรม บูล็องเฌ   โฆษกหน่วยงานฯ ระบุว่า เฉพาะวันอาทิตย์เพียงวันเดียวมีผู้จมน้ำเสียชีวิตถึง 10 ราย และในช่วงค่ำวันเดียวกันเกิดเหตุสลดในแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนหญิงอายุเพียง 13 ปี

นายบูล็องเฌ ได้ออกโรงเตือนประชาชนที่ต้องการคลายร้อนว่า ควรเลือกเล่นน้ำในพื้นที่ที่มีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดคอยดูแลอย่างเข้มงวดเท่านั้น “หากต้องการคลายร้อน วิธีที่ดีที่สุดคือการอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องไปที่สระว่ายน้ำหรือทะเลสาบ และหากพบเห็นคนจมน้ำในพื้นที่ห้ามลงเล่น เช่น ทะเลสาบหรือแม่น้ำ ขอความร่วมมืออย่ากระโดดลงไปช่วยด้วยตัวเองเพื่อความปลอดภัย แต่ให้รีบโทรแจ้งหน่วยกู้ภัยที่เบอร์ 18 หรือ 112 ทันที ส่วนผู้ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวที่บ้าน หากมีเด็กอยู่ในน้ำ จะต้องมีผู้ใหญ่เฝ้าดูอย่างใกล้ชิดและห้ามละสายตาเด็ดขาด” 

สถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฝรั่งเศส ได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนในระดับ “สีแดง” หรือระดับเฝ้าระวังสูงสุด ใน 49 เขตบริหาร ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 35 ล้านคน โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในเมืองบอร์โดทางตะวันตกเฉียงใต้จะพุ่งทะลุ 42 องศาเซลเซียส ขณะที่สเตฟานี ริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส ยอมรับว่าประเทศกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่องและยังไม่สามารถระบุได้ว่าอุณหภูมิจะเริ่มลดลงเมื่อใด

วิกฤตความร้อนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมอย่างหนัก โดยหน่วยงานขนส่งมวลชนแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ ประกาศยกเลิกการเดินรถไฟล่วงหน้า 1 ใน 10 เที่ยวสำหรับทุกสาย เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรางและขบวนรถไฟที่เก่าแก่จากความร้อนจัด พร้อมแจกจ่ายน้ำดื่มกว่า 400,000 ขวดให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้ โรงเรียนในฝรั่งเศสเกือบ 2,700 แห่งจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราวหรือปรับเปลี่ยนตารางเรียนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ไม่เพียงแต่ฝรั่งเศสเท่านั้น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในแคว้นบาสก์ โดยเมืองซานเซบาสเตียนมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยในอดีตของช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนกลางคืนประชาชนยังไม่ได้พักผ่อนจากความร้อน เนื่องจากอุณหภูมิไม่ยอมลดต่ำกว่า 25-30 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดอัลเมริอา

ข้อมูลจากหน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศระบุว่า ยุโรปกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิเบี่ยงเบนออกจากค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์มากที่สุดในโลก โดยมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในช่วงปี 1961–1990 ถึง 4.1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับเอเชียและอเมริกาเหนือที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเพียง 2 องศาเซลเซียส และ 1.3 องศาเซลเซียสตามลำดับ

วิกฤตสภาพอากาศยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสัตว์ป่า ในประเทศเบลเยียม ศูนย์ฟื้นฟูสัตว์ป่า Creaves เปิดเผยว่า กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในการรองรับสัตว์ป่าที่ล้มป่วยจากความร้อน โดยเฉพาะนกป่า เช่น นกแอ่นและนกกระจอก ที่มักสร้างรังอยู่ใต้ชายคาบ้าน

โรเมน เดอ แฌแกร นักชีววิทยาและผู้ก่อตั้งศูนย์ฯ ระบุว่า อุณหภูมิใต้หลังคาบ้านเรือนสามารถพุ่งสูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส ส่งผลให้นกเหล่านี้ยอมตัดสินใจ “กระโดดออกจากรัง” ลงมาข้างล่าง ดีกว่าที่จะยอมนอนแห้งตายและถูกอบสุกอยู่ในรังของตัวเอง โดยในช่วงเวลาเพียง 3 วันที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ต้องรับดูแลสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 150 ตัว.

ที่มา Le Figaro / TF1 Info

“เคียร์ สตาร์เมอร์” ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

"เคียร์ สตาร์เมอร์" ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

22 มิ.ย. 2569 16:00 น.

“เคียร์ สตาร์เมอร์” ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

“เคียร์ สตาร์เมอร์” แถลงอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและหัวหน้าพรรคแรงงานอย่างเป็นทางการ หลังเผชิญแรงกดดันภายในพรรคจากคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างหนัก ยอมรับพร้อมก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสมเกียรติเพื่อเปิดทางเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้ คาด “แอนดี เบิร์นแฮม” ตัวเต็งจ่อรับตำแหน่งแทน ปูทางสู่นายกฯ คนที่ 7 ในรอบ 10 ปีของอังกฤษ

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ได้แถลงข่าวครั้งสำคัญวันนี้ (22 มิ.ย.) โดยประกาศตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคแรงงาน หลังจากบริหารประเทศได้ไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 โดยกระบวนการสรรหาผู้นำคนใหม่จะเสร็จสิ้นก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดสมัยประชุมในเดือนกันยายนนี้

นายสตาร์เมอร์เดินออกจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง พร้อมกับภริยา ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากเจ้าหน้าที่ เขาเปิดใจด้วยความตื้นตันใจว่า การได้ก้าวเข้าสู่ถนนสายนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วถือเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต และความตั้งใจแรกในการเข้าสู่เส้นทางการเมืองคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนหลายล้านคนให้ดีขึ้น

ก่อนการประกาศลาออก นายสตาร์เมอร์ได้ย้อนความหลังถึงการเข้ามาพลิกฟื้นพรรคแรงงาน โดยระบุว่าเขาได้รับมรดกเป็นพรรคการเมืองที่ “ล้มละลายทั้งในทางการเมือง การเงิน และศีลธรรม” และเคยถูกปรามาสซ้ำๆ ว่าพรรคได้จบสิ้นลงแล้ว แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคนเหล่านั้นคิดผิด ด้วยการกวาดล้างลัทธิต่อต้านยิวที่เป็นดั่งยาพิษออกไปจากพรรค พร้อมทั้งฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติ จนสามารถพาลูกพรรคกลับมาเป็นรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม จากแรงกดดันภายในพรรคที่สะสมมานานหลายเดือนประกอบกับคะแนนนิยมที่ร่วงลงต่ำที่สุดในบรรดาผู้นำอังกฤษ นายสตาร์เมอร์กล่าวว่า

“คำถามที่พรรคของเรากำลังถามอยู่ในตอนนี้คือ ผมยังคงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปหรือไม่ ซึ่งผมได้ยินคำตอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคแล้ว และผมขอฟื้นรับคำตอบนั้นด้วยความเต็มใจและสมเกียรติ ทุกการตัดสินใจที่ผมทำลงไป มีเพียงสิ่งเดียวคือการเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติที่ผมรักมาเป็นอันดับแรก”

นายสตาร์เมอร์เผยว่า ได้โทรศัพท์แจ้งสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อเช้าวันนี้เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการตัดสินใจดังกล่าวแล้ว โดยเขาได้ขอให้คณะกรรมการบริหารระดับชาติของพรรคแรงงานกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งจะเปิดรับสมัครในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ และจะเสร็จสิ้นในช่วงปิดสมัยประชุมสภาภาคฤดูร้อน เพื่อให้ได้ผู้นำคนใหม่ก่อนเดือนกันยายน โดยในระหว่างนี้เขาจะยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไป และพร้อมจะสนับสนุนผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างเต็มที่

ในช่วงท้ายของการแถลง นายสตาร์เมอร์ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ขณะกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงาน และทิ้งท้ายว่าหลังจากสละเก้าอี้ที่ “ใหญ่ที่สุดในประเทศ” เขาจะกลับไปทำหน้าที่ “งานที่สำคัญที่สุดในชีวิต” นั่นคือการเป็นสามีที่ดีของ “วิก” ภริยาที่เป็นดั่งเสาหลักเคียงข้างเขาในทุกช่วงเวลา และเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ ก่อนที่จะสวมกอดภริยาและเดินกลับเข้าทำเนียบ

สถานการณ์รอบตัวของสตาร์เมอร์ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจาก นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ผู้มีชื่อเสียงด้านทักษะการสื่อสาร ชนะการเลือกตั้งซ่อม สส. กลับเข้าสู่สภาได้อย่างเด็ดขาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยสามารถเอาชนะตัวแทนจากพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Reform UK) ของนายไนเจล ฟาราจ ที่มีคะแนนนิยมนำในโพลระดับชาติมานานกว่าปี ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ สส. พรรคแรงงานมองเห็นความหวังว่าเบิร์นแฮมจะสามารถกู้สถานการณ์ของพรรคขึ้นมาได้

หากกระบวนการเปลี่ยนผ่านเสร็จสิ้น ผู้นำคนใหม่นี้จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอังกฤษ นับตั้งแต่การลงมติเบร็กซิตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ศตวรรษ เนื่องจากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต่างไม่พอใจต่อความล้มเหลวในการพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ บริการสาธารณะ และการจัดการปัญหาผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Citigroup เตือนว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลังที่เปราะบางอย่างยิ่ง จากภาระหนี้สินระดับสูงของประเทศและต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงที่สุดในกลุ่ม G7 ทำให้เหลือเครื่องมือในการพัฒนาประเทศค่อนข้างจำกัด ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนในวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงไม่คลี่คลาย.

ที่มา BBC / Reuters

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

22 มิ.ย. 2569 14:48 น.

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายพัค ซองแจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นเวลา 25 ปี ในข้อหามีบทบาทสำคัญในการก่อการกบฏ จากกรณีที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการประกาศใช้กฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024

โทษจำคุก 25 ปีที่ศาลตัดสินในครั้งนี้ ถือเป็นบทลงโทษที่หนักกว่าที่ทีมอัยการพิเศษซึ่งนำโดย นายโช อึนซุก เคยยื่นขอไว้ที่ 20 ปี โดยศาลได้สั่งควบคุมตัวนายพัคเข้าเรือนจำทันทีเนื่องจากเกรงว่าจำเลยอาจไปทำลายพยานหลักฐาน

คำฟ้องของอัยการระบุว่า หลังจากที่นายยุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 นายพัคได้เรียกประชุมด่วนข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมในช่วงเช้ามืด เพื่อสั่งการให้เตรียมพร้อมส่งพนักงานอัยการไปสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎอัยการศึก และสั่งให้ตรวจสอบพื้นที่ว่างของเรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ เพื่อรองรับการควบคุมตัวนักการเมืองและบุคคลสำคัญฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่คาดว่าจะถูกกวาดล้าง รวมถึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศกลับเข้าทำงานทันที

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “จำเลยเลือกที่จะหันหลังให้กับหน้าที่ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะคิดว่าการก่อกบฏในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และเลือกที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว” นอกจากนี้ อัยการยังชี้ว่า นายพัคได้ลดทอนคุณค่าของกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือในการก่อกบฏ และไม่มีท่าทีสำนึกผิดต่อการกระทำที่ท้าทายหลักนิติธรรม

อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องในข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายต่อต้านการทุจริต โดยชี้ว่าข้อหาดังกล่าวอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจการสอบสวนของทีมอัยการพิเศษ ซึ่งเป็นข้อหาที่เกี่ยวกับการที่นายพัคเคยสั่งการมิชอบเพื่อตรวจสอบรายละเอียดคดีทุจริตของ นางคิม กอนฮี ภริยาของนายยุน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024

การประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เมื่อปี 2024 ดำเนินไปเพียง 6 ชั่วโมง ก่อนที่สมาชิกสภานิติบัญญัติจะฝ่าแนวกำลังทหารเข้าสู่สภาเพื่อลงมติคัดค้าน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกาหลีใต้เผชิญวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นดิ่งชัน และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่พันธมิตรสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน นายยุน ซอกยอล ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ และเพิ่งถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 30 ปีเมื่อต้นเดือนนี้ ข้อหาส่งโดรนไปยังเกาหลีเหนือเพื่อ “สร้างสถานการณ์วิกฤตระดับชาติ” หวังใช้สร้างความชอบธรรมในการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดี

นอกจากนายพัค ซองแจ แล้ว บุคคลในคณะรัฐบาลของนายยุนต่างทยอยรับโทษ ได้แก่นายฮัน ด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี, นายอี ซังมิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกตัดสินจำคุก 9 ปี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 3 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อหาเผยแพร่ข้อมูลความลับทางทหารเพื่อสนับสนุนการกบฏ และนางคิม กอนฮี ภริยาของอดีตประธานาธิบดียุน ปัจจุบันกำลังรับโทษจำคุก 4 ปี จากคดีปั่นหุ้นและรับสินบน ซึ่งเป็นคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กฎอัยการศึก.

ที่มา Yonhap / AFP

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร “ปรินซ์ กรุ๊ป” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร "ปรินซ์ กรุ๊ป" เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

22 มิ.ย. 2569 14:13 น.

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร “ปรินซ์ กรุ๊ป” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

ตำรวจกรุงโตเกียวจับกุมแกนนำระดับสูงของ “ปรินซ์ กรุ๊ป” (Prince Group) เครือข่ายธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เผยผู้ต้องหาถือสัญชาติไซปรัส แอบกบดานในญี่ปุ่นก่อนวางแผนยื่นเอกสารย้ายที่อยู่ปลอม หวังขอสิทธิ์พำนักถาวร

สื่อญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียววันนี้ (22 มิ.ย.) ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท “ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป” (Prince Holding Group) เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และกำลังถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้ถูกระบุชื่อในหมายจับคือ นายหู เซี่ยวเว่ย (Hu Xiaowei) หรือที่รู้จักในชื่อ หู ซื่อ (Hu Shi) และ เฉิน เสี่ยวเอ๋อ (Chen Xiao’er) เป็นชายสัญชาติไซปรัส เชื้อสายจีน อายุ 44 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพนักธุรกิจที่ไม่ระบุที่อยู่แน่ชัด โดยเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโตเกียวบุกจับกุมตัวได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาปลอมแปลงและใช้บันทึกเอกสารราชการอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นเท็จ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุมผู้ร่วมขบวนการชาวจีนอีก 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นายหลี่ หยิน หง (Li Yin Hong) อายุ 31 ปี พนักงานบริษัทซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเซตากายะ กรุงโตเกียว

รายงานระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้ร่วมกันวางแผนส่งหนังสือแจ้งย้ายเข้าและเปลี่ยนที่อยู่เป็นเท็จของนายหู เซี่ยวเว่ย ต่อสำนักงานเขตชูโอ ในกรุงโตเกียว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยนายหลี่เป็นผู้เดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเอง

จากการสอบสวน นายหูยอมรับสารภาพว่าตนเองได้ย้ายทะเบียนราษฎร์เข้ามาในกรุงโตเกียวจริง เนื่องจากต้องการเกณฑ์คุณสมบัติในการยื่นขอ “สิทธิ์พำนักถาวร” ในประเทศญี่ปุ่น แต่ปฏิเสธในรายละเอียดโดยอ้างว่า “ตนเองไม่ทราบขั้นตอนเชิงลึก เพราะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอเจนซี่ เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด”

สำหรับ “ปรินซ์ กรุ๊ป” นั้น ข้อมูลจากฝ่ายสืบสวนระบุว่าเป็นหนึ่งในองค์กรหลอกลวงต้มตุ๋นทางอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีพฤติการณ์ล่อลวงเหยื่อจากประเทศต่างๆ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อรับสมัครงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงเกินจริง แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อเดินทางไปทำงาน กลับถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว บังคับขู่เข็ญให้เข้าร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และทำธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์ข้ามชาติ รวมถึงการพนันออนไลน์และการฟอกเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน นายหูจะเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่แกนนำระดับสูงขององค์กร และทางปรินซ์ กรุ๊ป ก็เคยออกแถลงการณ์ผ่านบริษัทกฎหมายในสหรัฐฯ ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด แต่ทางทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่ากลุ่มทุนนี้เป็นฉากบังหน้าของเครือข่ายอาชญากรรม

การจับกุมตัวผู้บริหารระดับสูงในญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์ กรุ๊ป เพิ่งถูกทางการกัมพูชาเนรเทศส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐในหลายพื้นที่ทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ต่างเดินหน้าจับกุมบุคคลและอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนสีเทากลุ่มนี้

ด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวระบุว่าจะไม่นิ่งนอนใจ และเตรียมเปิดฉากสืบสวนในเชิงลึกอย่างเร่งด่วน ว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติรายนี้ได้เข้ามาแผ่อิทธิพล ซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือจัดตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงต้มตุ๋นภายในประเทศญี่ปุ่นแล้วหรือไม่ เพื่อตัดรากถอนโคนขบวนการดังกล่าวต่อไป.

ที่มา Jiji Press / KYODO NEWS / Reuters

เจรจา “สหรัฐฯ-อิหร่าน” นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

เจรจา "สหรัฐฯ-อิหร่าน" นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

22 มิ.ย. 2569 13:09 น.

เจรจา “สหรัฐฯ-อิหร่าน” นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อบรรลุข้อตกลงยุติสงครามรอบแรกในสวิตเซอร์แลนด์สิ้นสุดลงด้วยสัญญาณเชิงบวก โดยกาตาร์และปากีสถานในฐานะคนกลางระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบจัดทำโรดแมปเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน พร้อมจัดตั้ง “สายตรงการสื่อสาร” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แถลงการณ์ร่วมของกาตาร์และปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยระบุว่า “คณะกรรมการระดับสูง” ของทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดโรดแมปสู่การบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน” ซึ่งเป็นไปตามกรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติการสู้รบใน “ทุกแนวรบ” รวมถึงในเลบานอน และการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ คือการจัดตั้ง “สายตรงการสื่อสาร” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติถึงร้อยละ 20 ของโลก หลังจากที่อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากเว็บไซต์ MarineTraffic ระบุว่ายังคงมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าบางส่วนเดินทางผ่านช่องแคบนี้อยู่

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดตั้ง “หน่วยลดความขัดแย้ง” ร่วมกันระหว่าง สหรัฐฯ อิหร่าน และเลบานอน โดยมีประเทศผู้ไกล่เกลี่ยคอยอำนวยความสะดวก เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน ซึ่งนายเซเยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนยันว่าการเจรจาครั้งนี้ “มีความคืบหน้าอย่างมาก” ในการแก้ไขความขัดแย้งในเลบานอน

แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปในเชิงบวก แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงคุกรุ่น โดยนับตั้งแต่มีการลงนาม MOU มีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และกองทัพอิสราเอลในตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลส่งผลให้มีชาวเลบานอนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 67 ราย ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลสูญเสียทหาร 5 นาย จนทำให้สหรัฐฯ ต้องประกาศข้อตกลงหยุดยิงครั้งใหม่ระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงตรึงกำลังในตอนใต้ของเลบานอนต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ขณะที่ นายนาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ปฏิเสธการคงอยู่ของทหารอิสราเอลและลั่นวาจาจะเดินหน้าปกป้องตนเอง

ในระหว่างการเจรจาที่เมืองลูเซิร์น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านอย่างดุเดือดว่า “ต้องสั่งให้กลุ่มตัวแทนในเลบานอนหยุดสร้างความเดือดร้อนทันที” มิฉะนั้น สหรัฐฯ จะ “โจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงอีกครั้ง” ซึ่งนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ได้ตอกกลับคำขู่ดังกล่าวว่า “หากคำขู่ของพวกเขามีผลจริง พวกเขาคงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้ในปัจจุบัน ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร มากแค่ไหน… พวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายลงมือทำ”

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมที่เมืองเบอร์เกนสต็อก พร้อมด้วย นายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ แถลงว่า ทรัมป์ต้องการให้ทั้งสองประเทศ “พลิกฟื้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่” โดยหากผู้นำอิหร่านเต็มใจที่จะยุติการเป็น “ตัวการสร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค” และล้มเลิกความทะยานอยากในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทางอิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปเพื่อสันติเท่านั้น

สำหรับข้อตกลงเบื้องต้นที่ผู้นำทั้งสองประเทศลงนามไปก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะยกเลิกการปิดล้อมทางทหารต่อท่าเรือของอิหร่าน และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด รวมถึงมีการเสนอแผนการมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูประเทศอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุหลักของความขัดแย้งที่ทรัมป์เคยนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก จะถูกนำเข้าสู่โต๊ะเจรจาหลังจากนี้

ทั้งนี้ สงครามดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนที่เลบานอนจะถูกดึงเข้าสู่สงครามหลังจากกลุ่มเฮซบอลลาห์ยิงจรวดล้างแค้นให้อิหร่าน โดยนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนในเลบานอนไปแล้วถึง 4,057 ราย และมีทหารอิสราเอลเสียชีวิตอีกอย่างน้อย 34 นาย ซึ่งนานาชาติต่างหวังว่าแผนโรดแมป 60 วันนี้จะสามารถนำสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางได้สำเร็จ.

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

22 มิ.ย. 2569 12:12 น.

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

เกิดเหตุยิงภายในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 5 ราย เบื้องต้นตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 1 ราย ขณะที่อีก 1 คนยังหลบหนี และอยู่ระหว่างการติดตามตัว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เขต 8  และสถานีตำรวจเมืองตักโลบัน แถลงการเกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันนี้ (22 มิ.ย.)  โดยคนร้ายได้ก่อเหตุยิงภายในโรงเรียนมัธยมแห่งชาติ ซาน โฮเซ ในเขตซาน โฮเซ เมืองตักโลบัน จังหวัดเลย์เต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย ซึ่งเหตุนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาที่นองเลือดที่สุดของเมืองในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

คลิปวิดีโอที่มีการส่งต่อให้กับสำนักข่าว ABS-CBN เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์ความวุ่นวาย ขณะที่คณะครูและนักเรียนต่างพากันวิ่งหนีตายออกจากโรงเรียนด้วยความตื่นตระหนก บางส่วนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว และมีภาพกลุ่มนักเรียนช่วยกันอุ้มเพื่อนนักเรียนหญิงที่ได้รับบาดเจ็บออกมาส่งโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์และปิดล้อมพื้นที่ทันทีหลังจากได้รับแจ้งเหตุ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 รายในที่เกิดเหตุ ซึ่งตำรวจระบุว่ามีสถานะเป็น “เด็กและเยาวชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางกฎหมาย” ในพื้นที่ซานโฮเซ ขณะนี้อยู่ในการควบคุมของตำรวจเพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเยาวชน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เผยว่ายังมีผู้ต้องสงสัยอีก 1 รายที่สามารถหลบหนีไปได้ ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการไล่ล่าตัวอย่างเร่งด่วน

สำหรับผู้บาดเจ็บทั้ง 5 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและสถานพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน ในส่วนของอัตลักษณ์บุคคลและรายชื่อของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนั้น ทางการยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการแจ้งให้ครอบครัวและญาติทราบ

สำนักงานตำรวจเมืองตักโลบัน และกองบัญชาการตำรวจเขต 8 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุการณ์กราดยิงในครั้งนี้อย่างรุนแรง พร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมเข้าไปดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู และชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

แถลงการณ์จากตำรวจระบุว่า “เราขอให้ความมั่นใจกับสาธารณชนว่า เรากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต หากใครมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที” 

ทั้งนี้ แรงจูงใจในการก่อเหตุรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ก่อเหตุและเหยื่อยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน และผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ทางส่วนราชการสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียนพื้นที่ใกล้เคียงทันที 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนประถมซานโฮเซเซ็นทรัล, โรงเรียนประถมมันลูริป และโรงเรียนมัธยมแห่งชาติซานโฮเซ เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของนักเรียนและบุคลากร.

ที่มา ABS-CBN / INQUIRER.net