สาวน้อยร้อยล้านวิว น้องผึ้งหวาน คว้ารางวัล นพเก้าดาวมงกุฎเพชร สาขา นักร้องดาวรุ่งดีเด่นแห่งปี

สาวน้อยร้อยล้านวิว น้องผึ้งหวาน คว้ารางวัล นพเก้าดาวมงกุฎเพชร สาขา นักร้องดาวรุ่งดีเด่นแห่งปี

สาวน้อยร้อยล้านวิว น้องผึ้งหวาน คว้ารางวัล นพเก้าดาวมงกุฎเพชร สาขา นักร้องดาวรุ่งดีเด่นแห่งปี

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เป็นไปตามโผกับเพลงป. ขี้ไก่โป่ ที่โตมากับค่ายเพลงทีวีมิวสิค พร้อมทั้งสร้างปรากฎการณ์กับผลงานเพลงที่มียอดวิวเป็นอันดับหนึ่งของศิลปินนักร้องลูกทุ่งดาวรุ่งที่นำโด่งแซงโค้งจนทำให้บรรดาFCที่ติดตามน้องผึ้งหวาน  ทีวีมิวสิค ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ต่าง ขนานนาม น้องผึ้งหวานว่า “สาวน้อยร้อยล้านวิว”

สำนวนสุภาษิตที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน”ยังเปรียบเปรยได้เลยกับชีวิตบนเส้นทางบันเทิงของ น้องผึ้งหวาน “สาวน้อยร้อยล้านวิว” ซึ่งลอยระลิ่วปลิวไปตามกระแสลม กระทั่งจนมาถึงวันนี้เป็นวันที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับ บอสวิธ ธนวรรธน์ บอสใหญ่ของค่าย ทีวีมิวสิค และทีมงานทุกคน โดยเฉพาะ น้องผึ้งหวาน กับการประชุมพิจารณาจากคณะกรรมการและผู้ทรงวุฒิในการตัดสินคัดเลือกศิลปินดารานักร้องพร้อมใจฟันธงลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์มอบรางวัล“นพเก้าดาวมงกุฎเพชร”สาขา นักร้องดาวรุ่งดีเด่นแห่งปี ให้แก่ น.ส สุภพิชา เย็นภิรมณ์ หรือน้องผึ้งหวาน ทีวีมิวสิค  ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับ น้องผึ้งหวาน “สาวน้อยร้อยล้านวิว” โดยเฉพาะบอส วิธ ธนวรรธน์ และทีมงานทุกคนของค่าย ทีวีมิวสิค ที่ได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจในอาชีพของศิลปินดารานักร้องรวมทั้งคนในวงการสื่อสารมวลชน

ส่วนรางวัล“นพเก้าดาวมงกุฎเพชร” สาขาอนุรักษ์ส่งสเริมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยยอดเยี่ยม ตกเป็นของ นาย  สมบูรณ์ จุลมสึก หรือ ทศพล หิมพานต์  นายกสมาคมนักร้องลูกทุ่งฯ มาที่นักร้องหนุ่มใหญ่อภิมหาลูกทุ่งเสียงซึ้งสุดเสน่หา สัญญา พรนารายณ์  คว้ารางวัลฯสาขาศิลปินนักร้องลูกทุ่ง ขวัญใจประชาชน ยอดเยี่ยมตลอดกาล สำหรับน้อง จอย บียอน ศิลปินดารานักแสดง สาวสวย คว้ารางวัล สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ จิตอาสาช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติยอดเยี่ยมไปครองตามความคาดหมาย

 มาถึงวงการสื่อสารมวลชน รางวัล “นพเก้าดาวมงกุฎเพชร” สาขาพิธีกรและผู้ประกาศข่าวกีฬาฝ่ายชายยอดเยี่ยมแห่งปี ท่านที่คว้ารางวัลนี้ครองได้แก่  น้าเน็ท -พีรนัย ทวีโภค  พิธีกรและผู้สื่อข่าวกีฬารายการกีฬาวาไรตี้สังกัดสำนักข่าว บางกอกทูเดย์ สว่น คุณสุดารัตน์ บุตรพรม หรือตุ๊กกี้ ผู้ประกาศข่าวบันเทิงในรายการห้องข่าวบันเทิงทางช่องเวิร์คพอยท์  เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เข้ารับรางวัลในสาขาผู้ประกาศข่าวฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

ห้ามพลาด !! เรามีนัดพบกันในงานพิธีมอบรางวัล “นพเก้าดาวมงกุฎเพชร”วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน2569 ณ หอประชุมใหญ่อาคาร9ชั้น2 TOT ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯโดยมี นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 11.00น. น.เป็นต้นไป  สวัสดีลูกทุ่งแนวหน้า หมึก-มาย รายงาน

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.10 น.

“หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์” ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

วันที่ 18 มิถุนายน 2569  เวลา 06.54 น. หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล  ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
 

ม.วลัยลักษณ์ จับมือ ธ.ก.ส. ติวเข้มเกษตรกรเมืองคอน ใช้ ‘ชีวภัณฑ์’ ควบคุมศัตรูพืช

ม.วลัยลักษณ์ จับมือ ธ.ก.ส. ติวเข้มเกษตรกรเมืองคอน ใช้ ‘ชีวภัณฑ์’ ควบคุมศัตรูพืช

ม.วลัยลักษณ์ จับมือ ธ.ก.ส. ติวเข้มเกษตรกรเมืองคอน ใช้ ‘ชีวภัณฑ์’ ควบคุมศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผนึกกำลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดเวิร์กชอปถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช มุ่งสร้างต้นแบบเกษตรกรยุคใหม่ที่พึ่งพาตนเองได้ด้วยนวัตกรรมชีวภาพ

รศ.ดร.วาริน อินทนา หัวหน้าศูนย์ผลิตและบริการชีวินทรีย์เกษตร สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรแบะอุตสาหกรรมอาหาร มวล. เปิดเผยว่า ศูนย์ผลิตและบริการชีวินทรีย์เกษตร มวล. ร่วมกับ ธ.ก.ส. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “กลยุทธ์การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานด้วยชีวภัณฑ์มาตรฐานสากล” เพื่อให้เกษตรกรได้รู้วิธีการทำเกษตรอย่างปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ด้วยการใช้นวัตกรรมชีวภาพร่วพ ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569 โดยได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเข้าร่วมกว่า 1000 คน

รศ.ดร.วาริน อินทนา กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น รวมถึงข้อจำกัดด้านมาตรฐานความปลอดภัยของตลาดโลก การร่วมมือกับ ธ.ก.ส. ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาถ่ายทอดสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืชได้ด้วยตนเองเพื่อผสมผสานกับวิธีการอื่นๆ ทั้งวิธีเขตกรรมและการใช้สารเคมี ซึ่งเป็นแนวทางการผสมผสานที่มีความยั่งยืนที่สุด

“เป้าหมายหลักของเราคือการทำให้เกษตรกรมั่นใจว่า การใช้วิธีผสมผสานด้วยชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการจะช่วยลดการใช้สารเคมี ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 30-50% แต่ยังช่วยให้พืชผลมีคุณภาพสูง ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง โดยเราเน้นการฝึกปฏิบัติให้ทำเป็นจริง เห็นผลชัดเจน และสามารถกลับไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ทันที” รศ.ดร.วาริน กล่าว

การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญที่เป็นหัวใจของการเกษตรมูลค่าสูง ประกอบด้วย การผลิตและการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช การจัดการโรคและแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสาน แนวทางการลดต้นทุนและสารเคมี เทคนิคการผลิตพืชคุณภาพมาตรฐานตลาดยุคใหม่

ด้านตัวแทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นางจันทิรา คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จ.นครศรีธรรมราช ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธนาคารได้เพิ่มทักษะการประกอบอาชีพอย่างมีศักยภาพในการผลิตพืชที่สูงขึ้น มีความมั่นคงทางรายได้ผ่านการลดรายจ่ายด้านสารเคมี และส่งเสริมภาพลักษณ์เกษตรกรรมยั่งยืนตามนโยบายของธนาคาร

‘Design Your L.I.F.E.’ UTCC MBA Forum ปีที่ 2 เปิดเวทีผู้นำธุรกิจยุค AI

‘Design Your L.I.F.E.’ UTCC MBA Forum ปีที่ 2 เปิดเวทีผู้นำธุรกิจยุค AI

‘Design Your L.I.F.E.’ UTCC MBA Forum ปีที่ 2 เปิดเวทีผู้นำธุรกิจยุค AI

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงาน “UTCC MBA Forum 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ผู้ประกอบการ และคนทำงานที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้านธุรกิจ ผ่านเวทีเสวนากับผู้บริหารระดับประเทศที่มาถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากโลกธุรกิจ กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Lead Beyond AI: Designing Your Life in a Disrupted World” ซึ่งสะท้อนความท้าทายของโลกยุคใหม่ เมื่อเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและการทำงานอย่างรวดเร็ว

ดร.อารดา มหามิตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ปีนี้ UTCC MBA Forum ออกแบบมาเป็น Series เพื่อเปิดให้นักศึกษา MBA ผู้ประกอบการ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้บริหารระดับประเทศ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

“สิ่งที่ทำให้ MBA ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแตกต่าง คือ พลังของเครือข่ายธุรกิจ เราเชื่อว่าการเรียน MBA ไม่ใช่เพียงการเรียนความรู้ แต่คือการได้เชื่อมต่อกับผู้ประกอบการ ผู้นำองค์กร และเพื่อนร่วมรุ่นที่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริง” ดร.อารดา กล่าวและว่า เครือข่ายถือเป็นทุนสำคัญของนักธุรกิจในยุคปัจจุบันโลกธุรกิจวันนี้ไม่ได้ถามเพียงว่าคุณรู้อะไร แต่ถามว่า คุณเชื่อมต่อกับใคร และสามารถสร้างโอกาสอะไรได้บ้าง UTCC จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา MBA ได้พบ CEO ตัวจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อนำไปปรับใช้กับการทำงานและธุรกิจได้จริง และสร้างเครือข่ายธุรกิจที่มีพลัง

ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย กล่าวถึงความสำคัญของ AI ที่กำลังเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญของโลกธุรกิจ “AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร” ว่า ผู้นำธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีและสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้ ผู้นำยุคใหม่ต้องมีทั้งความเข้าใจธุรกิจและความเข้าใจเทคโนโลยี เพราะองค์กรที่สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมาก

“UTCC MBA Forum Series” ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานเสวนา แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโลกการศึกษาเข้ากับโลกธุรกิจจริง พร้อมสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมั่นใจ และสะท้อนแนวคิดสำคัญของหลักสูตร MBA ม.หอการค้าไทยว่า “ไม่ว่าคุณจะจบปริญญาตรีสาขาอะไรมา หากอยากเติบโตในโลกธุรกิจจริง MBA ต้องที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” เพื่อร่วม Design Your LIFE และสร้างอนาคตธุรกิจของคุณไปพร้อมกับเครือข่ายนักธุรกิจตัวจริง

‘BU x JASPAL GROUP’ ปล่อยพลังครีเอทีฟ เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้คุณภาพดีให้เป็นผลงานแฟชั่น

‘BU x JASPAL GROUP’ ปล่อยพลังครีเอทีฟ เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้คุณภาพดีให้เป็นผลงานแฟชั่น

‘BU x JASPAL GROUP’ ปล่อยพลังครีเอทีฟ เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้คุณภาพดีให้เป็นผลงานแฟชั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดินหน้าส่งเสริมแนวคิดแฟชั่นยั่งยืน พร้อมผลักดันศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านโครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION 2026” ความร่วมมือระหว่างภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ และ JASPAL GROUP กลุ่มธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของภูมิภาค เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้นำผ้าเหลือใช้คุณภาพดีจากกระบวนการผลิตของแบรนด์ในเครือ JASPAL GROUP มาสร้างสรรค์ใหม่เป็นผลงานแฟชั่นร่วมสมัย ภายใต้แนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Fashion Management & Entrepreneurship ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่น ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงานร่วมกับบริษัทแฟชั่นชั้นนำ พร้อมฝึกคิด วิเคราะห์ และออกแบบภายใต้ข้อจำกัดของวัสดุจริง สะท้อนแนวทางการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติที่มุ่งพัฒนาทักษะทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การบริหารจัดการ และความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่น

ตลอดกระบวนการพัฒนาโครงการนักศึกษาได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจาก ผศ.ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา รองคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และ อาจารย์ดาลิตา เกตุศักดิ์ ที่ร่วมผลักดันให้ผลงานทุกชิ้นสะท้อนทั้งมิติความคิดสร้างสรรค์ การใช้งานจริง และแนวคิดด้านความยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์ ภายในโครงการยังมีการประกวดผลงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษา โดยมี ผศ.ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา รองคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ ปฤษฎี ศิลปสม Visual Merchandise Department Manager จาก ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน ผลงานกระเป๋าทั้ง 23 ชิ้นที่ถูกสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Season of Remnant” ถ่ายทอดคุณค่าของวัสดุเหลือใช้ให้กลับมามีชีวิตใหม่ ผ่านฤดูกาลทั้งสี่ ได้แก่ Spring, Summer, Autumn และ Winter สะท้อนแรงบันดาลใจของนักศึกษาที่ผสานแฟชั่นร่วมสมัยเข้ากับแนวคิด Sustainable Design ได้อย่างโดดเด่น

ทีมชนะเลิศ “Peejayu” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากความสงบและความงามของฤดูหนาว ผ่านแนวคิด “สวนฤดูหนาว” ที่สะท้อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามปรัชญา Kaizen ขณะที่ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 “ทีมดีมากเลย” นำแนวคิด Ikebana และ Wabi-sabi มาตีความความงามของความไม่สมบูรณ์ผ่านงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ ส่วนทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 “I LOVE MY JOB” ได้นำแนวคิดการลดขยะทางการเกษตรมาพัฒนาวัสดุใหม่จากเปลือกผลไม้ ผสมผสานกับผ้าเหลือใช้จาก JASPAL GROUP จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนวัฏจักรของการใช้ทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์

โครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION 2026” จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ แต่ยังสะท้อนความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ในการร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของวงการแฟชั่นไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านพลังของความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม.

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.00 น.

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ยกระดับครูสู่บทบาทโค้ช สร้างการเรียนรู้คุณภาพ

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ (Associate Professor Dr. Brian K. Perkins) ศาสตราจารย์ปฏิบัติวิชาชีพด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และคณะทำงาน ลงพื้นที่ติดตามการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ณ สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมทั้งติดตามการดำเนินการจัดการศึกษาตามนโยบาย 5 ด้าน ของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของ สพฐ. รวมถึงรับฟังปัญหาจากสภาพจริงในพื้นที่ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของโรงเรียน ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้นำ รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ และคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดท่าล้อ อ.ท่าม่วง และโรงเรียนบ้านท่ามะนาว อ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อสำรวจตรวจดูอาคารสถานที่ภายในโรงเรียน พร้อมรับฟังปัญหาต่างๆ จากสภาพจริงในพื้นที่ พบว่า การบริหารจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียนยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากเกณฑ์การนับจำนวนนักเรียนมาถึงหลังเปิดภาคเรียน ทำให้โรงเรียนต้องคาดการณ์ยอดนักเรียนล่วงหน้าเพื่อจัดทำสัญญาและปรับข้อมูลกับท้องถิ่นภายหลัง ขณะเดียวกัน แม้จะใช้ระบบจ้างเหมาประกอบอาหารสำเร็จรูป ครูยังคงต้องรับภาระงานเอกสารด้านจัดซื้อจัดจ้างและตรวจรับพัสดุ ส่งผลกระทบต่อเวลาการจัดการเรียนการสอน จึงมีข้อเสนอให้ปรับรูปแบบการบริหารอาหารกลางวันให้คล้ายโครงการนมโรงเรียน โดยให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้จัดซื้อและจัดส่งเพื่อลดภาระงานเอกสาร นอกจากนี้ โรงเรียนยังประสบปัญหางบอาหารกลางวันจากท้องถิ่นล่าช้ากว่าเปิดเทอม 1–2 สัปดาห์ จนต้องสำรองเงินดำเนินการไปก่อน รวมถึงภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอให้ผลักดันการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของโรงเรียน

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ของโรงเรียน ซึ่งเป็นโครงการภายใต้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ถ่ายทอดสดจากโรงเรียนวังไกลกังวล ครอบคลุมระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดย สพฐ. ร่วมมือสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนและการอบรมพัฒนาครู เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูและลดความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้รับการชื่นชมจาก รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ ในด้านการมีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้ระหว่างครูโรงเรียนปลายทางกับครูโรงเรียนต้นทาง โดยครูต้องเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่ พร้อมตั้งคำถามกระตุ้นการคิด กำกับดูแล และช่วยเหลือนักเรียนให้ปฏิบัติกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย จากนั้นยังต้องติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ ประเมินผลรายบุคคล และให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม เปรียบเสมือนเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) มากกว่าเป็นผู้สอนเพียงอย่างเดียว เพื่อให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อีกทั้ง เลขาธิการ กพฐ. ยังได้มอบนโยบายและแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรฯของโรงเรียน ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่ให้ความสำคัญกับนักเรียนและครูทั่วประเทศ ทั้งการคืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาของประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ จัดพิธีทำบุญถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระสังฆราช 26 มิ.ย.นี้

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ จัดพิธีทำบุญถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระสังฆราช 26 มิ.ย.นี้

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ จัดพิธีทำบุญถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระสังฆราช 26 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“ปลัดมหาดไทย”แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล เนื่องในการจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา “สมเด็จพระสังฆราช” วันที่ 26 มิ.ย.69 เวลา 07.00 น.พร้อมกันทั่วประเทศ

วันนี้ (17 มิถุนายน 2569) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงมีพระชนมายุครบ 99 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 โดยคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อที่ 11 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบการจัดโครงการและกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสต่างๆ รวมถึงการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น.โดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ทั่วประเทศ รับทราบการจัดงาน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมการจัดงานในส่วนภูมิภาคตามแนวทางปฏิบัติในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ โดยกำหนดชื่อการจัดงาน ภาษาไทย : “การจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 และภาษาอังกฤษ : “The Celebrations on the Occasion of His Holiness Somdet Phra Ariyavongsagatayana the Supreme Patriarch of Thailand’s 99th Birthday Anniversary 26th June 2026” และกำหนดขอบเขตการจัดงาน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

“ในด้านการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน พร้อมทั้งแจ้งไปยังนายอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทราบและพิจารณาจัดพิธี ในห้วงวัน เวลา พร้อมกับจังหวัด และส่วนกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ได้ร่วมกันในการประกอบพิธีเพื่อถวายเป็นพระกุศลในโอกาสดังกล่าว”

สำหรับพระประวัติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2470 ที่จังหวัดราชบุรี ทรงบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.2483 ณ วัดสัตตนารถปริวัตร วรวิหาร จังหวัดราชบุรี ต่อมาทรงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2491 ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยทรงเป็น สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

17 มิ.ย. 2569 16:56 น.

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

ราชสำนักนอร์เวย์เปิดเผยว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายาในมกุฎราชกุมารฮากอน ทรงเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดและประสบความสำเร็จ หลังพระอาการจากโรคพังผืดในปอดทรุดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวครั้งใหญ่ของราชวงศ์ รวมถึงกรณีบุตรชายถูกศาลสั่งจำคุก 4 ปีคดีข่มขืน

ราชสำนักนอร์เวย์ออกแถลงการณ์วันนี้ (17 มิ.ย.) ว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ พระชนมายุ 52 พรรษา ทรงเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดและการผ่าตัดเป็นไปด้วยความสำเร็จ โดยขณะนี้ยังคงประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล ริกส์ฮอสปิทาเลต เพื่อเฝ้าติดตามอาการในช่วงพักฟื้น

ศาสตราจารย์อาเร โฮล์ม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดของโรงพยาบาล ระบุว่า เช่นเดียวกับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะรายอื่น เจ้าหญิงจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่ออีกหลายสัปดาห์ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าครั้งต่อไปเมื่อสามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เจ้าหญิงเมตเต-มาริตได้รับการวินิจฉัยเมื่อปี 2018 ว่าทรงป่วยด้วยโรคพังผืดในปอด  ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เนื้อเยื่อปอดเกิดแผลเป็น ส่งผลให้การรับออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดลดลง และทำให้หายใจลำบาก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงลดภารกิจสาธารณะลงเป็นระยะจากผลกระทบของโรค ก่อนที่อาการจะทรุดลงอย่างชัดเจนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ประกาศให้พระองค์เข้าสู่บัญชีรอการปลูกถ่ายปอด

แพทย์ระบุว่า การปลูกถ่ายปอดถือเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าอาจมีอายุขัยเหลือน้อยกว่า 2 ปี หากไม่ได้รับอวัยวะใหม่

ก่อนหน้านี้ เจ้าหญิงเมตเต-มาริตเคยปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะพร้อมใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจและถังออกซิเจนเคลื่อนที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของพระอาการในช่วงหลัง

ด้านมกุฎราชกุมารฮากอน รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์นอร์เวย์ ซึ่งจะสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ทรงเตรียมลดภารกิจสาธารณะลงเพื่อใช้เวลาดูแลพระชายา ขณะที่เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา พระธิดาวัย 22 พรรษา ได้หยุดการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ชั่วคราว เพื่อเสด็จกลับมาดูแลพระมารดา และมีแผนศึกษาต่อในกรุงออสโลช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

ราชสำนักยังประกาศเลื่อนการจัดงานฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งการอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้

ช่วงเวลานี้ยังถือเป็นช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญแรงกดดันจากหลายประเด็น โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มาริอุส บอร์ก ฮอยบี พระโอรสวัย 29 ปีของเจ้าหญิงเมตเต-มาริตจากความสัมพันธ์ก่อนเสกสมรส ถูกศาลออสโลพิพากษาจำคุก 4 ปี จากคดีข่มขืนและความผิดอื่นหลายข้อหา ซึ่งเจ้าตัวยืนยันจะยื่นอุทธรณ์

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ยังมีการเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างเจ้าหญิงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศชาวอเมริกัน ซึ่งกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนอร์เวย์

แม้ราชวงศ์นอร์เวย์ยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ แต่ผลสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมพบว่า ระดับการสนับสนุนสถาบันกษัตริย์อยู่ที่ 64% ลดลงจากช่วงก่อนเกิดประเด็นต่าง ๆ ในปีนี้.

ที่มา AFP / Reuters

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร “ซน ฮึง-มิน”

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร "ซน ฮึง-มิน"

17 มิ.ย. 2569 16:25 น.

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร “ซน ฮึง-มิน”

ทัพนักเตะทีมชาติเกาหลีใต้พร้อมใจกันปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และทำกิจกรรมร่วมกับสื่อมวลชนในประเทศ หลังมีคลิปเสียงหลุดนักข่าวเกาหลีใต้แอบนินทาล้อเลียนกัปตันทีมคนดัง “ซน ฮึง-มิน” ประเด็นการได้รับยกเว้นการเกณฑ์ทหาร ก่อนหน้าเกมการแข่งขันกับทีมเม็กซิโก ด้านสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้แถลงแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมไร้จรรยาบรรณ

นักเตะเกาหลีใต้ได้ร่วมกันประกาศบอยคอตและปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้าเกมการแข่งขันนัดสำคัญที่จะพบกับทีมชาติเม็กซิโก เนื่องจากไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ผู้สื่อข่าวจากประเทศบ้านเกิดแอบแสดงพฤติกรรมล้อเลียนเรื่องการรับใช้ชาติของ “ซน ฮึง-มิน” กัปตันทีมวัย 33 ปี

ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมของทีมชาติเกาหลีใต้ที่เมืองกัวดาลาฮารา ซึ่งในวันนั้น ซน ฮึง-มิน แยกไปฝึกซ้อมเดี่ยวตามโปรแกรมฟื้นฟูร่างกาย แต่มีผู้สื่อข่าวกลุ่มหนึ่งลืมปิดไมโครโฟน ทำให้เสียงบทสนทนาเชิงดูถูกและล้อเลียนประเด็นที่ซนได้รับสิทธิ์ยกเว้นการเกณฑ์ทหารเล็ดลอดออกมา และคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่และออกอากาศในเกาหลีใต้ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลรวมถึงตัวนักเตะอย่างมาก

ทั้งนี้ ประเด็นการเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในสังคมเกาหลีใต้ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ชายไทยทุกคนที่มีร่างกายสมบูรณ์ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลาประมาณ 21 เดือน เพื่อคงกำลังพลในการป้องปรามภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีข้อยกเว้นพิเศษให้กับนักกีฬาที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลในโอลิมปิกเกมส์ หรือเหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ซึ่ง ซน ฮึง-มิน และเพื่อนร่วมทีมได้รับสิทธิ์นั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังร่วมกันคว้าเหรียญทองในศึกเอเชียนเกมส์ปี 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าตัวเขาจะยังต้องเข้ารับการฝึกทหารหลักสูตรขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในปี 2020 ช่วงที่ศึกพรีเมียร์ลีกหยุดชะงักจากโควิด-19 ซึ่งต้องผ่านทั้งการฝึกยิงปืนด้วยกระสุนจริงและการเดินสวนสนามระยะทาง 30 กิโลเมตรก็ตาม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ฉาวดังกล่าว สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและตำหนิพฤติกรรมของสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า “สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อคำพูดที่ไม่เหมาะสมของบุคลากรกลุ่มสื่อมวลชนบางรายในระหว่างการฝึกซ้อมของทีมชาติที่เบสแคมป์กัวดาลาฮารา นักเตะทีมชาติทุกคนกำลังทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถด้วยความรับผิดชอบในฐานะตัวแทนประเทศบนเวทีโลกอย่างฟุตบอลโลก เพื่อตอบแทนการสนับสนุนและความคาดหวังของประชาชน””อย่างไรก็ตาม การรั่วไหลของบทสนทนาที่ไม่เหมาะสมระหว่างเจ้าหน้าที่สื่อบางรายในพื้นที่ฝึกซ้อม ได้สร้างความตกใจและสร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้แก่ทีมงานและนักเตะทุกคนในทีม”

นอกจากนี้ KFA ยังได้เรียกร้องให้สำนักข่าวต่างๆ แสดงความเห็นอกเห็นใจและมีทัศนคติที่รับผิดชอบต่อขุนพลนักเตะทีมชาติมากกว่านี้ พร้อมย้ำว่าหลังจากนี้ทางสมาคมฯ จะให้ความสำคัญกับการปกป้องนักเตะในสังกัดเป็นอันดับแรก และมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนที่สร้างสรรค์และเหมาะสม

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารมวลชนของทีมชาติเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการบอยคอตสื่อในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี มาตรการงดให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะกิจกรรมสื่อภายในของประเทศเท่านั้น แต่นักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชยังคงจำเป็นต้องเดินทางเข้าร่วมงานแถลงข่าวและกิจกรรมสื่อที่กำหนดโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ตามกฎระเบียบของการแข่งขันฟุตบอลโลก

สำหรับสถานการณ์ของทีมชาติเกาหลีใต้ภายใต้การคุมทีมของ ฮง มยอง-โบ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนัดแรกของกลุ่ม A โดยเอาชนะสาธารณรัฐเช็กมาได้ 2-1 จากประตูของ ฮวัง อิน-บอม และ โอ ฮยอน-กยู โดยพวกเขามีคิวจะลงสนามนัดที่สองพบกับเจ้าภาพร่วมอย่าง เม็กซิโก ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่เมืองกัวดาลาฮารา ก่อนจะปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มพบกับแอฟริกาใต้ ในวันที่ 25 มิถุนายน ที่เมืองมอนเตร์เรย์

สำหรับ ซน ฮึง-มิน ดาวยิงสูงสุดและนักเตะที่ติดทีมชาติมากที่สุดในชุดนี้ กำลังลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 4 ของตัวเอง ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงความภูมิใจในการรับใช้ชาติว่า “ผมมีความสุขมากที่ได้กลับมาอยู่บนสนามฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมฝันถึงมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรก ครั้งที่สี่ หรือครั้งที่หกของผม ความคิดและสปิริตของเราทุกคนในการลงเล่นเพื่อชาติต้องยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”.

ที่มา Reuters / TNT SPORTS

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

17 มิ.ย. 2569 15:10 น.

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

ที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ที่ประเทศฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันหนุนอธิปไตยเหนือดินแดนของยูเครน พร้อมเห็นชอบเพิ่มมาตรการกดดันรัสเซีย ขณะเดียวกันยังส่งสัญญาณสนับสนุนกรอบข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และเตรียมหารือประเด็นห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์

ความคืบหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. ที่ เมืองเอวียอง-เล-แบงส์ เมืองรีสอร์ตริมทะเลสาบของประเทศฝรั่งเศส โดยในวันนี้ (17 มิ.ย.) บรรดาผู้นำ G7 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวในการสนับสนุนประเทศยูเครน รวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งแถลงการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแต้มต่อและการมีอำนาจต่อรองที่เพิ่มมากขึ้นของรัฐบาลยูเครน ในขณะที่กำลังแสวงหาแนวทางการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย

แถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมา คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มักจะมีความเห็นที่ยากจะประนีประนอมกับชาติพันธมิตร โดยเฉพาะในประเด็นอย่างการยุติสงครามยูเครน อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ร่วมประชุมครั้งสำคัญกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน และผู้นำ G7 คนอื่นๆ เมื่อวันอังคาร ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเป็นไปได้ด้วยดี และจุดประกายความหวังว่าอาจมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยเซเลนสกีเปิดเผยว่าเขาอาจเข้าพบกับทรัมป์อีกครั้ง 

นอกจากนี้ ท่าทีที่แข็งกร้าวของ G7 ยังสะท้อนถึงสถานะของยูเครนที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเด่นชัด หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งโดรนรุกคืบโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งตัดกำลังและลดทอนความได้เปรียบของฝั่งมอสโกในเกมการเมืองลงไปมาก

ผู้นำ G7 ยังได้แสดงความยินดีต่อข้อตกลงกรอบสันติภาพเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามไปเมื่อช่วงก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดเพียงไม่กี่วัน โดย G7 ประกาศพร้อมที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนให้ข้อตกลงนี้ถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้ตกลงที่จะร่วมมือกันแสวงหาและกระจายเส้นทางการจัดส่งพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ และจะเร่งเพิ่มปริมาณการสำรองพลังงานของแต่ละประเทศเพื่อความมั่นคงในอนาคต

ในช่วงการประชุมวันพุธ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในฐานะที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ วาระการหารือได้มุ่งเป้าไปที่ “แร่ธาตุหายากและจำเป็น” และปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก โดยนักการทูตเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังผลักดันให้ประเทศพันธมิตรร่วมลงนามในมาตรการปกป้องกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ เพื่อช่วยให้ชาติตะวันตกสามารถลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากประเทศจีน และปกป้องนักลงทุนจากการถูกรัฐบาลปักกิ่งใช้มาตรการโต้กลับหรือการทุ่มตลาด

ความกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเศรษฐกิจโลกเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการประกาศใช้มาตรการจำกัดการส่งออก “แม่เหล็กถาวร” ที่ทำจากแร่แรร์เอิร์ธ จนส่งผลให้อุตสาหกรรมขั้นสูงหลายประเภทในชาติตะวันตกเกือบต้องหยุดชะงักลง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ซัพพลายเชนในภาคพลังงาน, ความมั่นคง-กลาโหม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของชาติตะวันตก ต้องพึ่งพาสินค้าจากจีนมากเกินไป นอกจากนี้ จีนยังได้ทยอยคุมเข้มการส่งออกแร่เฉพาะทางและโลหะที่ใช้ทำแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจำกัดไม่ให้บริษัทอเมริกันเข้าถึงแร่วุลแฟรม (ทังสเตน) และพลวง (แอนติโมนี)

เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า มาตรการที่กำลังหารือกันรวมถึง การเข้ามาพยุงราคา, การกำหนดมาตรฐานตลาด, การให้เงินอุดหนุน, การรับประกันการรับซื้อสินค้า ตลอดจนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญนอกประเทศจีน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ จะเคยเสนอให้มีการจัดตั้ง “กลุ่มพันธมิตรการค้าแร่ธาตุสำคัญ” ไปเมื่อต้นปี 2026 แต่หลายประเทศยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องระบบการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทำเนียบขาว

ในมิติความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก ผู้นำ G7 ได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกและจัดการกับ “การแข่งขันแบบล่าเหยื่อ” (Predatory Competition) นำโดยประเทศจีน ซึ่งฝรั่งเศสได้สรุปนิยามสั้นๆ ว่า “จีนผลิตมากเกินไป สหรัฐฯ บริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป”

ปัจจุบัน ยุโรปกำลังตื่นตระหนกกับตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าที่สูงเป็นประวัติการณ์ของจีน รวมถึงการที่จีนยกระดับห่วงโซ่มูลค่าขึ้นมาผลิตสินค้าไฮเทค ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่านี่คือภาวะ “China Shock รอบที่สอง” หลังจากที่จีนเคยใช้ความเหนือกว่าในอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำเข้ายึดครองตลาดโลกในช่วงทศวรรษ 2000 โดยในปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้ากับจีนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงกว่า 3.6 แสนล้านยูโร

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส จะพยายามดึงจีนเข้ามาร่วมมือในวินาทีสุดท้าย แต่ปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอียูเรื่องการให้เงินอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมอย่างสิ้นเชิง พร้อมขู่จะใช้มาตรการโต้กลับอย่างรุนแรงต่อกฎระเบียบ “Buy European” และกฎหมายอธิปไตยทางเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ของยุโรป ซึ่งประเด็นการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้านำเข้าจากจีนนี้ จะถูกนำไปถกเถียงอย่างเข้มข้นต่อในการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ที่กรุงบรัสเซลส์ ในวันพฤหัสบดีนี้ (18 มิ.ย.)

นอกจากนี้ ในช่วงอาหารกลางวัน บรรดาผู้นำ G7 ยังได้ร่วมหารือในประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อกฎหมายความรับผิดชอบของระบบอัตโนมัติ และการรับมือกับปัญหาเฟกนิวส์หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดย AI โดยมีรายงานว่านายแซม อัลต์แมน ผู้ก่อตั้ง OpenAI และนายดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ได้เข้าร่วมการหารือในเซสชันพิเศษนี้ด้วย.

ที่มา Reuters