สุดซอยสู้ทุนเทา เอกนัฏ การันตี หลังถูกครหา ภูมิใจไทย อุ้มทุนเทา

สุดซอยสู้ทุนเทา เอกนัฏ การันตี หลังถูกครหา ภูมิใจไทย อุ้มทุนเทา

สุดซอยสู้ทุนเทา เอกนัฏ การันตี หลังถูกครหา ภูมิใจไทย อุ้มทุนเทา

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

17 มกราคาม พ.ศ. 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่กทม. พรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงคำวิจารณ์ที่มีการระบุ พรรคภูมิใจไทยอุ้มสีเทาว่า คำถามใหญ่ และข้อกังวลใหญ่ก็คือ เรื่องมีเรา ไม่มีเทายืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยสีน้ำเงิน ไม่ใช่สีเทา 

“สำหรับผมใครไปดูผลการทำงานได้ ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผมสุดซอยสู้กับทุนเทา สู้กับกลุ่มธุรกิจศูนย์เหรียญ ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ผมต่อสู้กับกระบวนการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรม ผมก็ประกาศตัวสู้จนกระทั่งหลายโรงงานถูกปิด กระทั่งผมและทีมงานถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหลายพันล้าน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้นมันคือผลพลอยได้ คือประโยชน์ที่ประชาชนคนไทยควรจะได้รับ สำหรับผมมีแต่ขาวกับดำ” นายเอกนัฏ กล่าว

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์
เอกนัฏ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย,เฟซบุ๊ก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) 

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

นายพิสุทธ์ ยงค์กมล กรรมการบริหารกลุ่มสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ เป็นประธานเปิดงาน “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” โดยมี ดร.ยงสิทธิ์ ยงค์กมล และ พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ร่วมเปิดงาน ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

นายพิสุทธ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันครู สถาบันในเครือสารสาสน์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมคุณค่าความเป็นครู จึงจัดทำโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” เพื่อเทิดพระเกียรติ “พ่อครูแห่งแผ่นดิน” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่ครูแห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงเป็นต้นแบบของครูผู้ให้ ทั้งด้านความเมตตา ความเสียสละ และการทำนุบำรุงการศึกษาไทย

โครงการนี้มุ่งปลูกจิตสำนึกแห่งการให้แก่ผู้เข้าร่วม ผ่านการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นครู ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันแก่ผู้ขาดแคลนและผู้พิการ การจัดโครงการ “Pay It Forward” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมวันครู หากแต่เป็นการสืบสานพลังแห่งความดี จากครูสู่ศิษย์ จากสถานศึกษาสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการยังได้รับพลังขับเคลื่อนสำคัญจากเยาวชนผู้นำนักเรียนในโครงการ Sarasas Youth Leadership ซึ่งมีบทบาทในการร่วมวางแผนและดำเนินกิจกรรมระดมทุนด้วยจิตอาสา เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากไร้และผู้ด้อยโอกาส การมีส่วนร่วมของเยาวชนในครั้งนี้สะท้อนถึงการปลูกฝังคุณค่าความเป็น “ผู้ให้” การพัฒนาภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมในอนาคต

อีกทั้ง โครงการดังกล่าวยังมุ่งสืบสานคุณค่าความเป็นครูผู้ให้ ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมและจิตสำนึกรักสังคม (CSR) โดยมุ่งเน้นให้ผู้พิการและเด็กด้อยโอกาสที่ขาดแคลน จำนวน 1 ภาค / 1 โรงเรียน ได้รับความสุข แรงบันดาลใจ และพลังบวกในการดำเนินชีวิต ผ่านการบรรเลงดนตรีและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม อาทิ

                •             Sarasas Jazz Big Band (SJB) วงแจ๊สในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Cantabile Chorus (SCC) วงขับร้องประสานเสียงครูในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Affiliated Chorus (SAC) วงขับร้องประสานเสียงนักเรียนในเครือสารสาสน์

                •             วง Symphony Orchestra จากตัวแทน 3 โรงเรียนในเครือสารสาสน์ ได้แก่ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา โรงเรียนสารสาสน์พิทยา และโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน

ภายในงานยังมีการฉายภาพยนตร์สั้น “Pay It Forward” ซึ่งจัดสร้างโดยคณะกรรมการบริหารสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ ภายใต้แนวคิดการส่งต่อความงดงามแห่งการเรียนรู้ สะท้อนคุณค่าการดูแลตนเองและผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม ภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างสรรค์ขึ้นในปี พ.ศ. 2568 ณ โรงเรียนในเครือสารสาสน์ โดยความร่วมมือของนักเรียน คุณครู และบุคลากรทุกฝ่าย ร่วมกับบริษัท สตูดิโอคำม่วน จำกัด เพื่อส่งเสริมแนวคิดการเป็น “ผู้ให้” และการแบ่งปันความปรารถนาดีอย่างต่อเนื่องในสังคม

ในโอกาสนี้ ยังได้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนผู้พิการและโรงเรียนผู้ด้อยโอกาส เพื่อเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษา และตอกย้ำเจตนารมณ์ของโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” ที่มุ่งสร้างคุณค่าทางใจ ควบคู่กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบผู้บาดเจ็บจากเหตุเครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่ม และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา ทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต  ในการนี้  ทรงรับผู้บาดเจ็บทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

วันที่  17 มกราคม 2569   เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ นางศรีไพร นามกรณ์  ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  หน้าโรงแรมปารีส การ์เด้นท์ อินน์  เชิงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา  เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลเจษฎา 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากนั้น

เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี  ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ นายไหน่ อู ( MR.NAING OO) ชาวเมียนมาร์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมหาชัย 1 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  กับทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ กับพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ รายละ 20,000 บาท  แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย  การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

‘เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ’ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึง ‘บัณฑิตจบใหม่’ ทั่วประเทศ

        ปัจจุบันสถานการณ์สังคมและโลกกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากการที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในชีวิตมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ โดยงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2568 ชี้ว่า AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้แล้วถึง 11.7% ของตลาดแรงงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ปี 2568 ยังได้กลายเป็นอีกปีที่สร้างปรากฏการณ์เลิกจ้างคนมหาศาลทั่วโลก อย่างบริษัทในสหรัฐฯ มีการเลย์ออฟพนักงานแล้วกว่า 1.17 ล้านตำแหน่ง โดยสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ยังมีการปลดพนักงานถึง 1.4 หมื่น – 3 หมื่นคน เพื่อลดโครงสร้างองค์กร และสนับสนุนการใช้ AI หรือ Nissan เอง ก็มีแผนจะลดจำนวนพนักงานราว 2 หมื่นตำแหน่งทั่วโลก คลื่นเลิกจ้างเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการลดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอีกด้วย

        เนื่องในบรรยากาศวันรับปริญญาของบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในปี 2569 นี้ คนธรรมศาสตร์หลายช่วงวัย (Generation) ตั้งแต่ Gen Alpha ไปจนถึง Gen Baby boomer จึงขอมอบถ้อยความกำลังใจ รวมถึงเช็กลิสต์ทักษะจำเป็นที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน เพื่อเป็นของขวัญให้กับบัณฑิตทั่วประเทศที่กำลังจะผลัดใบไปสู่ชีวิตการทำงาน

— อย่าหยุดเรียนรู้ อย่าท้อเมื่อล้มเหลว —

เริ่มกันที่ Gen Baby boomer อย่าง . (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กลั่นกรองประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยถ้อยความกระชับว่า การเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่ใช่การต้องหยุดเรียนรู้ หากแต่เป็นการเรียนรู้ในขณะที่ประกอบอาชีพไปด้วย ฉะนั้น สิ่งสำคัญคืออย่า

หยุดที่จะเรียนรู้ และจงหมั่นทบทวน ขวนขวายความรู้อยู่เสมอ นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ควรต้องเตรียมก็คือ ทักษะในการแก้ไขปัญหา อันถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะสำหรับชีวิตส่วนตัว หรือชีวิตการทำงาน ในการทำงานมีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ เมื่อล้มเหลวก็อย่าได้ท้อ ให้ใช้ความล้มเหลวเป็นครูหาทางแก้ไขเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

“บัณฑิตปัจจุบันถือเป็นอนาคตของชาติ กล่าวคืออนาคตของประเทศอยู่ในมือของเขาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มีการนำความรู้ที่ได้มาและความตั้งใจไปใช้ในการทำงาน และไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวหรือตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น หรือสังคมและประเทศด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถไปด้วยกันได้” อาจารย์นรนิติ กล่าวเสริม

— เทคโนโลยีและจริยธรรมในการใช้งาน —

ต่อมาที่ Gen X ทาง . ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า จากการที่ AI เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของทุกคนในปัจจุบัน และจะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบงานในทุกอาชีพ ทักษะที่ทุกคนควรจะมีคือ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานหรือหน้าที่ความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือการใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม       มีจริยธรรม รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สามารถอยู่รอดในตลาดแรงงานได้ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น ถึงแม้ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทักษะพื้นฐาน อย่างการคิดแบบมีเหตุมีผล การวิเคราะห์และแยกแยะ การมีวินัย การเคารพตัวเองและผู้อื่น  การทำงานร่วมกับคนอื่น ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งและจะขาดไปไม่ได้ เพื่อเป็นทั้งหลักยึดในการทำงาน และหลักยึดในการดำเนินชีวิตต่อไปหลังจากนี้

— 3 สิ่งที่ควรมี กับ 3 สิ่งที่ควรทิ้งไป —

ในส่วน Gen Y ผศ. ดร.สุภมาส สุชาตานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า 3 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่โลกการทำงาน คือ 1. การมีใจสู้พร้อมรับทุกความผิดหวังที่เจอ 2. อย่าหยุดเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง แต่ให้เป็นนักเรียนของโลกใบนี้ไป

ตลอดชีวิต (Live Long Learning) และ 3. ขอให้ทุกคนเปิดใจยอมรับความแตกต่าง มีความเข้าอกเข้าใจ และให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะโลกในการทำงานจะมีคนหลากหลายทั้งในแง่อายุ และความคิด

เมื่อมีสิ่งที่ต้องเตรียมแล้ว ผศ. ดร.สุภมาส มองว่า มีอีก 3 สิ่งที่ควรทิ้งไปด้วย ได้แก่ 1. ความคิดที่ตายตัว และเป็นสูตรสำเร็จ เพราะในชีวิตจริงไม่มีเฉลยท้ายบทเหมือนในห้องเรียน แต่เต็มไปด้วยทางเลือก และคำตอบนับไม่ถ้วน ซึ่งจะต้องตัดสินใจตามบริบทที่เกิดขึ้นขณะนั้น 2. ทิ้งการละเลยสุขภาพทั้งกายและใจ เพราะสุขภาพเป็นต้นทุนสำคัญในการทำงานที่นำกลับมาได้ยากหากไม่มีการดูแลตอนอยู่ในช่วงวัยที่ยังทำได้ และ 3. ทิ้งการปล่อยโอกาส โดยถ้าเจอโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่าปล่อยให้หลุดมือ และอย่ากลัวที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา หรือคิดว่ายังไม่เก่งพอ แต่ให้ทำให้ตัวเองดีพอจะรับโอกาส หรือสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองและผู้อื่นได้

— อย่ากดดัน ทำในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ —

ขณะที่ Gen ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเดียวกันบัณฑิตทั่วประเทศในปีนี้อย่าง Gen Z นั้น ดลยวัต สร้อยสนธิ์ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกปัจจุบันคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ความตึงเครียดและความขัดแย้ง (Disruptive Era) จากสถานการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์ และระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ บัณฑิตในยุคปัจจุบันจึงถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะควบคุม หรือกำหนดสถานการณ์ของโลกหลังจากนี้ต่อไป

ดังนั้น จึงอยากให้ขอเสนอให้บัณฑิตมีการเตรียมตัวใน 5 เรื่องก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยแนวคิด GRAD+ โดย G คือ Good Principle หรือการมีหลักการที่ดีและมั่นคง รวมถึงรู้จักรักและเคารพตัวเอง ส่วน R คือ Resilience หรือการล้มแล้วลุกได้ แม้เจอความผิดหวังและเสียใจ ขณะที่ A คือ Accept หรือการยอมรับความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ นอกจากกรอบความคิดเดิมของตัวเอง และ D คือ Delight หรือ ความสุขและความปีติ โดยมองโลกในแง่บวกอย่างสมเหตุสมผลและอยู่ในความเป็นจริง และสุดท้าย + คือ การยึด 4 เรื่องต่อไปไม่ให้เปลี่ยนแปลง เพื่อจะร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดีไปด้วยกัน

Gen Z อีกคนหนึ่งอย่าง สริตา ชนกนำชัย บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 ผู้ได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล ซึ่งเข้าสู่โลกการทำงานแล้ว ได้สื่อสารถึงเพื่อนบัณฑิตว่า อยากให้บัณฑิตทุกคนเตรียมสภาพใจให้พร้อมรับสิ่งที่จะต้องเจอในโลกการทำงาน เนื่องจากไม่ว่าตอนเรียนจะมีการเตรียมตัว และเรียนรู้มามากขนาดไหน แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงจะพบแต่ความท้าทาย สิ่งที่อาจทำให้

ผิดหวัง ความเหนื่อยล้า และความเสียใจ รวมถึงสภาพแวดล้อมจะแตกต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

“แม้ด้วยสถานการณ์ภายนอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรือสังคม แต่อยากบอกบัณฑิตทุกคนว่าอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป และทำสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด อย่าไปกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากนัก” สริตา กล่าวให้กำลังใจบัณฑิตทุกคน

— จงเชื่อมั่นในตนเอง —

ปิดท้ายด้วยน้องเล็กสุดอย่าง Gen Alpha ชินวีร์ วิเศษสรรค์ หรือ น้องชิน นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 และประธานคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สะท้อนความคาดหวังถึงบัณฑิตจบใหม่ว่า คาดหวังว่าบัณฑิตที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสดใหม่ของความรู้ แนวคิด และอุดมคติ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้การทำงาน สร้างอิทธิพลเชิงบวก และขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

“ขอเป็นกำลังใจให้บัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ และอยากให้เชื่อมั่นในตัวเอง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกน่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากในอนาคตจากเทคโนโลยี และปัจจัยต่างๆ และในฐานะคนรุ่นถัดไปการได้เห็นพี่ๆ บัณฑิตเติบโต เรียนรู้ และปรับตัวกับโลกจะเป็นอีกแรงบันดาล จะบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ได้อย่างดีในอนาคต” ชินวีร์ กล่าวในตอนท้าย

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ 'แม่ทัพกุ้ง' มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ม.วงษ์ชวลิตกุล มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ‘พล.อ.บุญสิน พาดกลาง’ เชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณูปการ ต้นแบบผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่

วันที่ 17 มกราคม 2569 สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มีมติเห็นชอบมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ ประจำปีการศึกษา 2567 แด่ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาหารทหารบกเพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ และอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสังคมอย่างต่อเนื่อง

การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของ พลเอก บุญสิน ในการเป็นแบบอย่างของ “ผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่” ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ด้านการจัดการเข้ากับภารกิจความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รอบคอบ และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง

สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ได้หม้อปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในครั้ง ไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณูปการ หากยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมคุณค่าแห่งความเป็นผู้นำ การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา

พิธีมอบปริญญาดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ สะท้อนเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยในการยกย่องบุคคลต้นแบบ และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

17 ม.ค. 2569 13:29 น.

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

ทรัมป์ แต่งตั้ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ เซอร์โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสันติภาพกาซา ตามแผนยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ ระบุว่า คณะกรรมการสันติภาพกาซา ชุดก่อตั้ง (Founding Executive Board) จะประกอบด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ เซอร์โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมี สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐ, จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ มาร์ก โรว์แอน ผู้บริหารบริษัทไพรเวตอิควิตี้, อเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก, และโรเบิร์ต กาเบรียล ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ โดยประธานาธิบดีทรัมป์จะทำหน้าที่เป็น ประธานคณะกรรมการ

คณะกรรมการชุดนี้คาดว่าจะมีบทบาท กำกับดูแลกาซาเป็นการชั่วคราว รวมถึงดูแลกระบวนการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ หลังสงครามยุติลง

โดยทำเนียบขาวระบุว่า สมาชิกแต่ละคนจะได้รับมอบหมายภารกิจเฉพาะด้านที่มีความสำคัญต่อ การสร้างเสถียรภาพและความสำเร็จระยะยาวของกาซา

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การจัดตั้งบอร์ดดังกล่าวเป็นการรวมตัวของ คณะกรรมการที่ยิ่งใหญ่และทรงเกียรติที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะในเวลาใดหรือสถานที่ใด พร้อมระบุว่าจะมีการประกาศรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ เซอร์โทนี แบลร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษระหว่างปี 1997–2007 และเป็นผู้นำพาสหราชอาณาจักรเข้าร่วมสงครามอิรักในปี 2003 หลังพ้นตำแหน่ง เขาเคยทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษตะวันออกกลางของกลุ่มควอเต็ต (สหรัฐ สหภาพยุโรป รัสเซีย และสหประชาชาติ)

ในบทบาทดังกล่าว แบลร์มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในปาเลสไตน์ และสร้างเงื่อนไขเพื่อขับเคลื่อนแนวทาง สองรัฐ

ก่อนหน้านี้ แบลร์มีส่วนร่วมในการหารือระดับสูงเกี่ยวกับอนาคตกาซากับสหรัฐและภาคีอื่น ๆ แล้ว โดยในเดือนสิงหาคม เขาเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวกับทรัมป์ ซึ่งวิตคอฟฟ์ระบุว่าเป็นการหารือที่ “ครอบคลุมอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน เวส สตรีทติง รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า การดึงตัวแบลร์เข้ามามีบทบาทในประเด็นกาซา อาจทำให้หลายคนตั้งคำถาม เนื่องจากบทบาทของเขาในสงครามอิรัก แต่ก็ยอมรับว่า แบลร์มีบทบาทสำคัญในการเจรจาข้อตกลง Good Friday Agreement ปี 1998 ที่ยุติความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งหากเขานำทักษะด้านการทูตและการบริหารรัฐกิจที่มีอยู่มาใช้ได้จริง ก็อาจเป็นผลดี

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังการประกาศตั้ง คณะกรรมการเทคโนแครตปาเลสไตน์ 15 คน ในนาม National Committee for the Administration of Gaza (NCAG) เพื่อบริหารกิจการประจำวันของกาซาหลังสงคราม โดยมี อาลี ชาอัต อดีตรองรัฐมนตรีของรัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) เป็นประธาน

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่า นิโคไล มลาเดนอฟ อดีตทูตพิเศษสหประชาชาติประจำตะวันออกกลางจากบัลแกเรีย จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนของบอร์ดในพื้นที่กาซา ทำงานประสานกับ NCAG

แผนของทรัมป์ยังรวมถึงการส่ง กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (International Stabilisation Force – ISF) เข้าไปในกาซา เพื่อฝึกและสนับสนุนตำรวจปาเลสไตน์ที่ผ่านการคัดกรอง โดยมี พลตรีแจสเปอร์ เจฟเฟอร์ส แห่งกองทัพสหรัฐ เป็นผู้บัญชาการ เพื่อสร้างความมั่นคง รักษาสันติภาพ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดจากการก่อการร้ายอย่างยั่งยืน

แม้แผนสันติภาพของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมและเข้าสู่ระยะที่สองแล้ว แต่อนาคตของกาซา รวมถึงชะตากรรมของ ชาวปาเลสไตน์กว่า 2.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

เกาหลีใต้ผวา พบโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

เกาหลีใต้ผวา พบโรค "อหิวาต์แอฟริกาในสุกร" ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

17 ม.ค. 2569 09:47 น.

เกาหลีใต้ผวา พบโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

เกาหลีใต้ผวา พบการระบาดของโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองคังนึง ทางตะวันออกของประเทศ ทางการเร่งคุมเข้ม สั่งหยุดเคลื่อนย้ายสุกร 48 ชั่วโมง ป้องกันเชื้อแพร่กระจาย

วันที่ 17 มกราคม 2569 กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของเกาหลีใต้ แถลงว่า พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever-ASF) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 เดือน ส่งผลให้ต้องเร่งกำจัดสุกรนับหมื่นตัว และออกคำสั่งหยุดกิจกรรมในฟาร์มเลี้ยงหมูหลายพื้นที่ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อ

โดยการระบาดครั้งล่าสุดถูกตรวจพบที่ฟาร์มเลี้ยงสุกรในเมืองคังนึง จังหวัดคังวอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลราว 170 กิโลเมตร ทางการระบุว่า สุกร 29 จาก 32 ตัวที่ตายลงเมื่อวันศุกร์ ตรวจพบเชื้อ ASF ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงในสุกร แต่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งนับเป็นการพบเชื้อ ASF ครั้งแรกในประเทศนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังเคยมีรายงานการระบาดที่เมืองดังจิน จังหวัดชุงชองใต้

ทางการจังหวัดคังวอน เปิดเผยว่า เพื่อควบคุมสถานการณ์ ได้สั่งกำจัดสุกรประมาณ 20,000 ตัวในฟาร์มที่พบการระบาด พร้อมออกคำสั่ง “หยุดเคลื่อนย้าย” เป็นเวลา 48 ชั่วโมง สำหรับฟาร์มสุกรใน 6 เมืองและอำเภอใกล้เคียง ห้ามการขนย้ายสัตว์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายกรัฐมนตรีคิม มินซอก มีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการควบคุมฉุกเฉินทันที ทั้งการจำกัดการเข้าพื้นที่ การทำลายสุกร และการสอบสวนทางระบาดวิทยาอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการระบาดและป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ.

เมียนมาสู้คดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

เมียนมาสู้คดี "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

17 ม.ค. 2569 09:20 น.

เมียนมาสู้คดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

เมียนมาเริ่มการต่อสู้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ยืนยันปฏิบัติการทางทหารเป็นการต่อต้านก่อการร้าย ขณะที่แกมเบียย้ำเป็นนโยบายรัฐเพื่อ “ลบการมีอยู่” ของโรฮีนจา

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายโก โก หล่าย ตัวแทนรัฐบาลเมียนมา นำเสนอคำชี้แจงฝ่ายจำเลยอย่างเป็นทางการต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวโรฮีนจา พร้อมยืนยันว่าแกมเบียไม่สามารถนำเสนอหลักฐานที่เพียงพอเพื่อพิสูจน์เจตนาของเมียนมาได้

ตัวแทนรัฐบาลเมียนมากล่าวต่อคณะผู้พิพากษาว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐานรองรับ พร้อมย้ำว่า เมียนมาไม่ได้มีหน้าที่ต้องอยู่นิ่งเฉยและปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายเคลื่อนไหวอย่างเสรีในรัฐยะไข่ตอนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ นอกจากนี้เขาระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารในปี 2560 เป็น “ปฏิบัติการกวาดล้าง” ซึ่งเป็นศัพท์ทางทหารที่ใช้เรียกการต่อต้านการก่อความไม่สงบหรือการต่อต้านการก่อการร้าย ไม่ใช่การโจมตีประชาชนพลเรือน

นายโก โก หล่าย กล่าวต่อศาลว่า เมียนมายังคงมุ่งมั่นผลักดันการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศ แต่ยอมรับว่าปัจจัยภายนอกอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอุปสรรค พร้อมย้ำว่า ความพยายามนี้ขัดแย้งกับข้อกล่าวหาว่าเมียนมาต้องการทำลายหรือขับไล่ชาวโรฮีนจาออกจากประเทศ 

ก่อนหน้านี้ ดอว์ดา จัลโลว์ รัฐมนตรีต่างประเทศแกมเบีย กล่าวต่อศาลว่า เมียนมาดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อทำลายชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮีนจาอย่างเป็นระบบ โดยชี้ว่าชาวโรฮีนจาต้องเผชิญกับการกดขี่ข่มเหงมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ก่อนจะถูกโฆษณาชวนเชื่อให้ลดทอนความเป็นมนุษย์ และนำไปสู่การปราบปรามทางทหารครั้งใหญ่

ที่ผ่านมาในปี 2560 การปราบปรามของกองทัพเมียนมาทำให้ชาวโรฮีนจาหลายพันคนเสียชีวิต และมากกว่า 700,000 คนหลบหนีไปยังบังกลาเทศ โดยข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบัน ชาวโรฮีนจามากกว่าหนึ่งล้านคนอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในเขตค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่และแออัดที่สุดในโลก ขณะที่รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ผู้นำทหารระดับสูงของเมียนมาควรถูกสอบสวนในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในพื้นที่อื่นๆ 

ทั้งนี้ ศาลโลกเตรียมรับฟังพยานเพิ่มเติม รวมถึงผู้รอดชีวิตชาวโรฮีนจา เป็นเวลา 3 วัน โดยจะเป็นการไต่สวนลับ ไม่เปิดให้สาธารณชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม ขณะที่คำตัดสินสุดท้ายคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2569.

ที่มา BBC

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

17 ม.ค. 2569 08:11 น.

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

งานวิจัยฉบับใหม่ยืนยัน ใช้พาราเซตามอลระหว่างตั้งครรภ์ปลอดภัย และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคออทิสติก, สมาธิสั้น หรือปัญหาพัฒนาการในเด็ก หักล้างคำกล่าวอ้างก่อนหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์

ผลการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชื่อดัง The Lancet Obstetrics, Gynaecology & Women’s Health และถือเป็นหนึ่งในบททบทวนงานวิจัยที่เข้มข้นที่สุดในประเด็นดังกล่าว ระบุยืนยันว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถกินยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย และขอให้สบายใจได้ เพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างลอยๆ ของทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว ที่เคยระบุว่าพาราเซตามอลไม่ดี สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และเรียกร้องให้สตรีมีครรภ์ต่อสู้สุดกำลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้ โดยอ้างความเชื่อมโยงกับโรคออทิสติกในเด็ก

คำกล่าวดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรแพทย์ทั่วโลก เนื่องจาก Tylenol (ชื่อทางการค้าในสหรัฐฯ) ถือเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ตัวเลือกแรกสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาโดยตลอด

งานวิจัยฉบับล่าสุดนี้ทบทวนงานศึกษาคุณภาพสูงจำนวน 43 ชิ้น ครอบคลุมหญิงตั้งครรภ์หลายแสนคน โดยเน้นเปรียบเทียบการตั้งครรภ์ที่มารดาใช้พาราเซตามอลกับกรณีที่ไม่ได้ใช้ยา

ที่สำคัญคือ งานวิจัยจำนวนมากเป็นการเปรียบเทียบในกลุ่ม พี่น้องร่วมครรภ์ (siblings studies) ซึ่งช่วยตัดปัจจัยรบกวน เช่น พันธุกรรม หรือสภาพแวดล้อมครอบครัวออกไป ทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือสูง

นักวิจัยยังติดตามพัฒนาการเด็กยาวนานกว่า 5 ปี เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงทางระบบประสาท ซึ่งไม่พบความเชื่อมโยงกับออทิสติกหรือสมาธิสั้น

ศาสตราจารย์ อัสมา คาลิล (Prof. Asma Khalil) สูติแพทย์และหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า “เมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เราไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ ไม่มีหลักฐานว่าพาราเซตามอลเพิ่มความเสี่ยงโรคออทิสติก” เธอย้ำว่าสาระสำคัญชัดเจน พาราเซตามอลยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หากใช้ตามคำแนะนำแพทย์

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การหลีกเลี่ยงพาราเซตามอลโดยไม่จำเป็นอาจ เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เพราะไข้สูงหรืออาการปวดที่ไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยง แท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือปัญหาพัฒนาการ

ด้านนักวิชาการอิสระหลายคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษา ต่างออกมาสนับสนุนผลการวิจัยนี้ โดยระบุว่าจะช่วยลดความกังวลของหญิงตั้งครรภ์ทั่วโลก

ศาสตราจารย์ เกรนน์ แมคอะลอนแนน จาก King’s College London ระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรต้องแบกรับความเครียดจากการตั้งคำถามว่ายาแก้ปวดธรรมดาจะส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพลูกหรือไม่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์เกน ระบุว่า งานวิจัยนี้เป็น หลักฐานที่แข็งแรง ว่าพาราเซตามอล ไม่เพิ่มความเสี่ยงออทิสติก, ADHD หรือภาวะบกพร่องทางสติปัญญา

แม้ผลวิจัยจะชัดเจน แต่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ยังคงแสดงความกังวล โดยอ้างถึงงานวิจัยบางชิ้นที่แนะนำให้ใช้ยาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้ในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ยอมรับว่า ยังไม่มีการพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างพาราเซตามอลกับโรคทางระบบประสาท และยานี้ยังคงเป็น ยาลดไข้เพียงชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ด้านหน่วยงานสาธารณสุขในสหราชอาณาจักรยืนยันอีกครั้งว่า พาราเซตามอลยังเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์.

ที่มา : BBC

คลิดอ่านข่าวเกี่ยวกับ หญิงมีครรภ์