พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน

พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน

พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

รมว.พลังงาน ถกตัวแทนผู้ค้าน้ำมัน-โรงกลั่น วางมาตรการระบายน้ำมัน เพิ่มรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่ง ในปั๊มขาดแคลน

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียกตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันและผู้แทนจากโรงกลั่นน้ำมันเข้าร่วมการประชุมด่วน เพื่อหารือประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และวางมาตรการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า

ภายหลังการประชุมกระทรวงพลังงานและผู้ค้าน้ำมันได้ข้อสรุป และแนวทางปฏิบัติในการเร่งระบายน้ำมันสู่สถานีบริการ เช่น การระดมเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน การเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังไปยังพื้นที่เป้าหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมั่นว่าจากมาตรการเร่งด่วนทั้งหมดนี้ จะช่วยเติมเต็มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลน และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ  โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2569 ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการรับห้องเรียนพิเศษ ฯลฯ เรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบ จำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ รับนักเรียนได้ 1,520 คน ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ก็มีเสียงสะท้อนให้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียน ได้รับทราบและจะหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาการสอบให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของสพฐ. ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ก็ต้องมีการทบทวนให้เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน และผู้ปกครอง ยืนยันว่า สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ที่ประชุม ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการเช่าซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนสําหรับครูและนักเรียน ทั้งหมดจำนวน 118 เขตพื้นที่ฯ มี 103 เขตพื้นที่ฯ  ทำสัญญาเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว มีจำนวน 1 เขตพื้นที่ฯ ขอส่งคืนงบประมาณ  ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน  ภาพรวมถือว่าดำเนินการได้ดี โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง สพฐ.ได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของนักเรียน

“ที่ประชุมยังหารือ การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป ว14 และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ หรือ ว16  ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายน สำหรับ การสอบครูผู้ช่วยว16 จะเสนอให้ ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคม พิจารณารับรองหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้กลุ่มครูอัตราจ้าง ที่ทำงานสอนมาไม่น้อยกว่า 3 ปี  สามารถนำผลการปฏิบัติงานสอน มาประกอบการพิจารณา หาก ก.ค.ศ.ให้ความเห็นชอบ ก็จะใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วยว16 ในช่วงเดือนเมษายนนี้ทันที จากนั้นจะสอบครูผู้ช่วยทั่วไป  ในปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษาคม เพื่อให้สามารถบรรจุแต่งตั้งได้ทันก่อนเปิดเทอม ซึ่งจะได้ไม่กระทบกับโรงเรียนเอกชน ที่จะวางแผนรับครูมาทดแทน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI) ร่วมกับบริษัท เคทิส วิจัยและพัฒนา จำกัด (KTIS R&D) และ บริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เปิดตัวโครงการ “PFAS FREE SAFE THAILAND” พร้อมประกาศโครงการนำร่องเผยแพร่ความรู้เรื่อง ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’ สู่ประชาชน และเริ่มต้นการลดการใช้ PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร ณ  CU Social Innovation Hub ชั้นล่างอาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาฯไม่ได้จำกัดเพียงการให้ปริญญา แต่เน้นการสร้างนวัตกรรมที่ชาญฉลาดและปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ให้ เพื่อให้บัณฑิตมีทัศนคติที่คำนึงถึงคนรุ่นหลัง การจัดตั้งคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการจะสามารถเชื่อมโยงทรัพยากรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ESG และการสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ความยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนความตระหนักรู้ภายในจิตใจเพื่อให้ความยั่งยืนกลายเป็นทักษะที่ปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีทางวิชาการที่เก็บไว้บนหิ้งเท่านั้น

“บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการให้ความรู้แค่ในห้องเรียนไปสู่การสร้างความรู้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งหมายถึงความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จนเกิดเป็นนวัตกรรม โดยริเริ่มโครงการจัดทำพื้นที่และผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสาร PFAS (PFAS FREE) เพื่อความปลอดภัยของนิสิตและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย โครงการนี้ถือเป็นโครงการบุกเบิกในประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวว่าสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน เล็งเห็นถึงปัญหาความไม่ปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในโรงอาหารทั้ง 20 แห่งของจุฬาฯ ที่ยังมีการใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่มีส่วนผสมของสาร PFAS ทางมหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจดำเนินการโดยไม่รอให้เกิดความสูญเสียด้านค่ารักษาพยาบาลก่อน โดยมุ่งหวังที่จะจัดการ “บ้านของตัวเอง” ให้เรียบร้อยเป็นอันดับแรก โครงการได้เริ่มดำเนินการแล้วในบางส่วน และจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในเดือนมิถุนายน 2569 ทั้งนี้จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในทุกโรงอาหารของจุฬาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เริ่มปีงบประมาณใหม่หลังจากทำสัญญากับโรงอาหารเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ สาร PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) เป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่มีพันธะคาร์บอน-ฟลูออรีน (C-F) ที่แข็งแรงมาก ทำให้มีคุณสมบัติกันน้ำและกันไขมันได้ดีเยี่ยม จึงถูกนำมาใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างแพร่หลาย เช่น กล่องใส่อาหารจานด่วน กระดาษห่อเบเกอรี่ และบรรจุภัณฑ์ฟาสต์ฟู้ด อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของพันธะนี้เองที่ทำให้ PFAS ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ จึงได้รับฉายาว่า Forever Chemicals” หรือ “สารเคมีชั่วนิรันดร์”

งานวิจัยหลายชิ้นที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) รายงานว่า PFAS สามารถสะสมในร่างกายมนุษย์และมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายประการ ได้แก่ ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติของพัฒนาการในเด็ก และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งหลายชนิด

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสยาม จัดกิจกรรมโครงการ “Startup Thailand League: Startup Lessons” ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความรู้และทักษะด้านการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนานวัตกรรมและแนวคิดธุรกิจสู่การเป็นสตาร์ทอัพในอนาคต

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยสยาม และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม การพัฒนาแนวคิดธุรกิจ และการต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ นอกจากนี้ โครงการยังเชื่อมโยงกับความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ Erasmus+ Capacity Building for Higher Education ของสหภาพยุโรป ในโครงการ Green-Edu-Seeds ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนให้กับนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา

โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีนักศึกษาจากหลากหลายคณะและสาขาวิชาเข้าร่วมแข่งขันนำเสนอแนวคิดธุรกิจนวัตกรรม รวมทั้งสิ้น 96 ทีม เพื่อคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพ 5 ทีม เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกกระบวนการคิดเชิงผู้ประกอบการ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอแนวคิดธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มหาวิทยาลัยสยามก้าวสู่การเป็น มหาวิทยาลัยแห่งการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตต่อไป

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เดินหน้าสร้างต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ผ่านการพัฒนา “แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ ซึ่งกำลังกลายเป็นโมเดลสำคัญของการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เป็นประธานเปิดงาน “บ้านวิชาการ 2569 แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ภายใต้โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมี ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ นายศาสตรา ปาสาบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 พร้อมด้วย ศึกษานิเทศก์ นายสมปอง รัศมิทัต (นายกตุ้ม) นายก อบต.บางยอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิจัย ผู้อำนวยการโรงเรียนในเครือข่าย ครู นักเรียน และชุมชนเข้าร่วมจำนวนมาก

โครงการดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีคณาจารย์และนักวิจัยจากหลายคณะ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตร คณะประมง คณะศึกษาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น ร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมสู่โรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเยาวชน

ภายในงาน เปิด“บ้านวิชาการ 2569” นักเรียนโรงเรียนในเครือข่ายคุ้งบางกะเจ้าได้นำเสนอผลงานและแหล่งเรียนรู้ของตนเอง เช่น การปลูกผักสวนครัวแบบแนวตั้งของโรงเรียนวัดบางขมิ้น การปลูกผักไฮโดรพอนิกส์ร่วมกับการเลี้ยงปลาในระบบอควาพอนิกส์ของโรงเรียนวัดคันลัด การปลูกผักเลื้อยแบบอุโมงค์ของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน รวมถึงกิจกรรมการเลี้ยงแมลง BSF ครบวงจร การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักแบบยกพื้น และการเพาะเห็ดนางฟ้าของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก นอกจากความรู้ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน โดยมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแปรรูปและผลผลิตจากกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาแบรนด์ ไปจนถึงการนำเสนอสินค้าในตลาด

ภายในงานยังมีการมอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้หัวข้อ “BCG–SDGs” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้การใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง สามารถนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านมุมมองของเยาวชน และต่อยอดสู่การสร้างผลงานที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต

ผลการประกวด ได้แก่ รางวัลดีเด่น มูลค่า 3,000 บาท โรงเรียนวัดคันลัด จ.สมุทรปราการ , รางวัลดี มูลค่า 2,000 บาท โรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ จ.สมุทรปราการ และรางวัลชมเชย มูลค่า 500 บาท ได้แก่ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก โรงเรียนวัดบางกระสอบ โรงเรียนวัดกองแก้ว โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน และโรงเรียนวัดบางกะเจ้ากลาง จ.สมุทรปราการ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาสำหรับอนาคตจำเป็นต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับบริบทของพื้นที่จริง เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เข้าใจระบบอาหารและสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“การศึกษาสำหรับอนาคตต้องไม่อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ด้วยตนเอง”

โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้า จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการศึกษา แต่ยังเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ที่ร่วมกันสร้างระบบการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้ และชุมชนกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โมเดลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังขับเคลื่อนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า คือภาพสะท้อนแนวทางการศึกษาใหม่ของประเทศ ที่เชื่อมโยง องค์ความรู้ นวัตกรรม และความยั่งยืน เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี’ มีศักดิ์ศรี

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย 'อยู่ดี แก่ดี ตายดี' มีศักดิ์ศรี

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี’ มีศักดิ์ศรี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

The Active ไทยพีบีเอส เปิดเวทีนโยบายสาธารณะ ชวนนักวิชาการ–แพทย์–นักออกแบบเมือง ออกแบบเมืองรองรับสังคมสูงวัย เสนอแนวคิด “ชุมชนกรุณา”, “ชรานคร” และระบบดูแลประคับประคอง เพื่อให้ “อยู่ดี แก่ดี ตายดี” มีศักดิ์ศรี วาระสุดท้ายต้องเป็นสิทธิของทุกคน

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่สนทนาสาธารณะ “Policy Forum : เมืองแบบไหน ให้เราอยู่ดี-แก่ดี-ตายดี” พุดคุยหารือเชิงนโยบายระหว่างนักวิชาการ แพทย์ นักออกแบบเมือง และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันมองอนาคตของสังคมสูงวัยไทย เพราะการออกแบบเมือง ระบบสุขภาพ และการสร้างชุมชนที่ทำให้ผู้คนยังคงเชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน ทำให้เราอยู่ดี แก่ดี จนถึงตายดีในสังคมที่โดดเดี่ยว ต้องมาจากเมืองที่มีความพร้อม เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ในงาน Death Fest 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างในวันที่ 13 – 15 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6

วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าวว่า การ “ตายดี” ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ในสังคม โดยเสนอแนวคิด “ชุมชนกรุณา” ที่ทำให้ผู้คนในละแวกเดียวกันสามารถดูแลกันได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง พร้อมเสนอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วยการจัดทำ Living Will หรือสมุดเบาใจ เพื่อสื่อสารความต้องการในช่วงท้ายของชีวิต

“ชุมชนกรุณา ต้องทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้ง และในวาระสุดท้าย เขาควรมีสิทธิเลือกได้ว่าจะจากไปอย่างไรและที่ไหน” ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าว

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) กล่าวว่า  “ชรานคร”คือเมืองที่ต้องออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เด็กเกิดน้อยลง วัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” เราต้องเตรียมตัว “ก่อนแก่” เมืองต้องมีพื้นที่และระบบที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยัง Active ได้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเมืองในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องออกแบบเมืองใหม่บนหลัก Universal Design หรือ Design for All  และแนวคิดเมือง 15 นาที ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน พื้นที่สีเขียว และระบบขนส่งสาธารณะได้ในระยะใกล้ รวมถึงการสร้างพื้นที่ที่คนต่างวัยสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้

อดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ต้องไม่ใช่แค่มีทางลาด แต่ต้องมีระบบขนส่ง พื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างเมืองที่ทำให้คนทุกวัยออกมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ เมืองต้องเป็นฐานรากของการสร้างสุขภาวะ ไม่ใช่สร้างภาระ โดยขอเสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.การตั้งรับ ระบบบริการสุขภาพต้องเข้าถึงง่าย 2.การปรับตัว สวัสดิการและโอกาสทางเศรษฐกิจ (Silver Economy) และ 3. การเปลี่ยนแปลง ปรับสภาพแวดล้อมให้เป็น Aging in Place หรืออยู่กับที่ได้จนแก่

ผศ. พญ.ฐิติมา ว่องวิริยะวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ข้อแนะนำในการคัดกรองสมรรถนะของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อ “ป้องกันก่อนจะป่วย” โดยเน้น 6 ด้าน 1.การเคลื่อนไหว (กล้ามเนื้อและกระดูก) 2.การมองเห็น 3.การได้ยิน 4.การรู้คิด (ความจำและสมอง) 5.สภาวะทางจิตใจ (ความเศร้า) 6. พลังชีวิต สรุปได้ว่า การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยประคับประคอง ต้องประเมินองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1.ด้านร่างกาย การรักษาโรคประจำตัว (เบาหวาน, ความดัน, หัวใจ) 2.ด้านจิตใจ (Mental) ภาวะซึมเศร้า หรือความโดดเดี่ยว (Loneliness) 3. ด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย เป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ดี คือความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองได้ หากรักษาระดับ “Function” ไว้ได้นานที่สุด ผู้สูงอายุจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีอิสระ ซึ่งเมืองที่ “อยู่ดี แก่ดี” ควรมีระบบสาธารณสุขที่เป็น One-Stop Service และให้มีบริการรับฝากดูแลผู้สูงอายุชั่วคราวช่วยลดภาระของผู้ดูแล

“การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care ไม่ใช่การรอวันสุดท้ายของชีวิต แต่คือการรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุดตั้งแต่วันที่สุขภาพยังดี เพื่อให้มีสิทธิเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตช่วงท้ายอย่างไร ไม่ใช่รอจนถึงวาระสุดท้ายแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะอาจสายเกินไปที่จะทำให้การตายดีเกิดขึ้นจริง” ผศ. พญ.ฐิติมา กล่าว

ด้าน ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทย 1.8 ล้านคนเสี่ยง “ตายโดดเดี่ยว” เพราะอยู่ลำพัง แต่ข้อมูลงานวิจัยที่ได้ลงพื้นที่วิจัยที่เทศบาลเมืองบึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 7,000 หลังคาเรือน พบว่าคนที่ “อยู่ลำพัง” จริง ๆ สูงถึง 50% มากกว่าข้อมูลของภาครัฐ เนื่องจากเป็นการนับแค่เชิงกายภาพคือ อยู่ลำพังในบ้านจริง ๆ แต่ในทางสังคมศาสตร์ แบ่งความลำพังเป็น 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเปราะบางทางกายภาพ อยู่คนเดียวจริง ๆ 2.กลุ่มเปราะบางทางจิตใจ อยู่หลายคนแต่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือ เหงา 3.กลุ่มเสี่ยงเชิงสถานการณ์ เพราะลูกหลานไปทำงาน ทิ้งให้อยู่ลำพังตอนกลางวัน 4.กลุ่มแบกรับภาระ คือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงอีกคน (Hero ที่ถูกลืม)

“สังคมไทยต้องยอมรับว่าการอยู่ลำพังไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นวิถีชีวิตใหม่ของสังคมเมือง ปัญหาคือระบบยังไม่รองรับ นโยบายที่ดีต้องทำให้คนสามารถใช้ชีวิตแบบที่เขาเลือกได้อย่างปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีจนถึงบั้นปลาย รัฐจึงต้องปรับบทบาทจากการสงเคราะห์ มาเป็นการสร้างระบบสวัสดิการที่ทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งด้านรายได้ สุขภาพ และการมีส่วนร่วมในสังคม”ผศ.ณัฏฐพัชร กล่าว

ด้าน ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส กล่าวว่า The Active ไทยพีบีเอส ร่วมขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ เพื่อเปิดพื้นที่กลางให้สังคมร่วมแลกเปลี่ยนและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ประเด็นสังคมสูงวัย เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายของสังคมไทย เพราะไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมทางนโยบาย เมือง และระบบสังคม ให้ประชาชนทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปจนถึงวาระสุดท้าย การตายดีไม่ควรเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่ควรถูกยกระดับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่รัฐ เมือง และชุมชนต้องร่วมกันออกแบบให้เกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ และทำให้การ “อยู่ดี แก่ดี และตายดี” เป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

สำหรับ Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย จัดโดย Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)​, กรมการแพทย์, สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, กรมกิจการผู้สูงอายุ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ, ชีวามิตร, The Active Thai PBS และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) งานจัดขึ้นระหว่างในวันที่ 13 – 15 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6 ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://readthecloud.co/activity/death-fest-2026/

ทั้งนี้ สามารถดูย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=U3KNU-4no-I

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

16 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 20 ปี พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ข้าว GEN ใหม่ หัวใจรักษ์โลก” และเป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณข้าราชการพลเรือนดีเด่น “คนดีศรีข้าว” ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น และศูนย์วิจัยข้าวดีเด่น ประจำปี 2568 ณ กรมการข้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภายในงานมี นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว รวมถึงผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรมการข้าวถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนงานด้านข้าวของประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาพันธุ์ข้าว การวิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคการผลิตข้าวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การบริหารจัดการข้าวของประเทศเป็นไปอย่างครบวงจร และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ข้าว GEN ใหม่ หัวใจรักษ์โลก” โดยนำเสนอแนวคิดการผลิตข้าวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตไปสู่การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและข้าวพรีเมียม

นิทรรศการดังกล่าวประกอบด้วยหัวข้อสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดต้นทุนการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ การเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การพัฒนาฉลากคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรภาคกลาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกที่สามารถติดฉลากคาร์บอนให้กับผลิตภัณฑ์ข้าวได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “นาข้าวอัจฉริยะ” ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลงนา ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลกำไรอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอแนวคิด “Field to the Future” นวัตกรรมการผลิตข้าวที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบ “ข้าวดิจิทัล” เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

หลังจากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรดีเด่นของกรมการข้าว ประจำปี 2568 ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือนดีเด่น “คนดีศรีข้าว” จำนวน 9 ราย พนักงานราชการดีเด่น จำนวน 4 ราย และผู้ปฏิบัติงานจ้างเหมาบริการดีเด่น จำนวน 4 ราย

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของบุคลากรกรมการข้าว จำนวน 89 ทุน รวมถึงมอบรางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ เพื่อยกย่องหน่วยงานและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นประธานในพิธีสำคัญของกรมการข้าวในครั้งนี้ พร้อมฝากถึงข้าราชการและบุคลากรทุกคนให้ตระหนักอยู่เสมอว่า ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ และควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

“อยากฝากให้พี่น้องข้าราชการคิดอยู่เสมอว่า ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา เป็นเรื่องสำคัญและเป็นวาระแห่งชาติ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ก็ขอให้ทุกคนเอาจริงเอาจังกับการทำงาน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่างๆ จนทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตให้กับเกษตรกร แม้ว่าการหาตลาดอาจไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เห็นว่าควรดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกร และทำให้ระบบข้าวของประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

– 006

อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขานรับแนวคิดศุภจี ตั้งล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม หวังแก้ราคาตกต่ำ

อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขานรับแนวคิดศุภจี ตั้งล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม หวังแก้ราคาตกต่ำ

อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขานรับแนวคิดศุภจี ตั้งล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม หวังแก้ราคาตกต่ำ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.43 น.

“อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์”ขานรับแนวคิด”ศุภจี” ตั้ง”ล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม”หวังแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ย้ำเครือข่ายสหกรณ์พร้อมทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตส่งล้งกลาง และเดินหน้าพัฒนาการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าตกเกรด​

16 มีนาคม 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่ง​เสริม​สหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เพื่อบูรณาการการทำงานรับมือผลไม้ภาคตะวันออก ที่จะออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนเมษายน รวมทั้งหารือแนวทางแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ โดยมีแนวคิดจัดตั้ง “ล้งกลาง” เพื่อเป็นศูนย์กลางรับซื้อผลผลิตแทนล้งจีนที่ถูกวิจารณ์ว่า​ กดราคามะพร้าวเหลือลูกละประมาณ 2 บาท

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะสหกรณ์ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและรวบรวมผลผลิตมากกว่าการทำตลาด จึงพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกต้นน้ำ รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกส่งให้ล้งกลางหรือภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด

“สหกรณ์ถนัดเรื่องการผลิตและรวบรวมผลผลิต ส่วนการทำตลาดเป็นเรื่องปลายน้ำที่ต้องอาศัยมืออาชีพ การลงทุนสร้างล้งเองต้องใช้เงินสูงมาก ดังนั้นหากมีล้งกลาง สหกรณ์ก็พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงผลผลิตจากสมาชิกเข้าสู่ตลาด” นายนิรันดร์กล่าว

พร้อมกันนี้ได้ชี้แจงกรณีมีข้อกล่าวหาว่าสหกรณ์บางแห่งร่วมมือกับล้งจีนในการดำเนินธุรกิจซื้อขายมะพร้าวว่า ไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากบทบาทของสหกรณ์คือการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้ผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นล้งไทยหรือล้งจีน หากให้ราคาดีก็สามารถขายได้

นายนิรันดร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อทราบว่า​ ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งเข้าไปช่วยเหลือทันที โดยประสานเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเข้ามารับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร โดยสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด นำเครือข่ายสหกรณ์ภาคอีสานเข้ามารับซื้อผลผลิตจำนวน 50,000 ลูก ในราคาลูกละ 5 บาท ขณะที่ราคาตลาดในพื้นที่ขณะนั้นอยู่ที่เพียงลูกละ 2 บาท

ต่อมาเครือข่ายสหกรณ์ในหลายจังหวัดได้ร่วมกันรับซื้อมะพร้าวจากแหล่งผลิตในจังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขยายการรับซื้อมะพร้าวจากจังหวัดสงขลา ปัจจุบันสามารถกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ไปยังตลาดปลายทางได้แล้วกว่า 2.3 ล้านลูก คิดเป็นมูลค่ากว่า 11.86 ล้านบาท ส่งผลให้ราคามะพร้าวในพื้นที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังสนับสนุนให้สหกรณ์เพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป โดยจัดสรรงบประมาณช่วยจัดซื้ออุปกรณ์การตลาดให้สหกรณ์ผู้ปลูกมะพร้าวหลายแห่งเช่น การสนับสนุนตู้แช่เก็บน้ำช่อดอกมะพร้าวให้สหกรณ์การเกษตรประสานกสิกิจ จำกัด อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ในปีงบประมาณ 2567 เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและนำไปแปรรูปเป็นน้ำตาลมะพร้าว ไซรัปมะพร้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ด้าน นายสมเกียรติ ประพฤติกิจ​ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรวัดเพลง จำกัด จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งล้งกลาง เพราะจะช่วยสร้างความเป็นธรรมด้านราคาให้เกษตรกร ปัจจุบันราคามะพร้าวถูกกำหนดโดยล้งเป็นหลัก

เขากล่าวว่า สหกรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างสมาชิกกับล้ง โดยเมื่อสมาชิกแจ้งว่า​ จะตัดมะพร้าวในวันใด สหกรณ์จะแจ้งไปยังล้งเพื่อส่งทีมมาตัดและคัดเกรด จากนั้นล้งจะโอนเงินผ่านสหกรณ์ก่อนส่งต่อให้สมาชิก เพื่อป้องกันปัญหาการค้างจ่าย

ปัจจุบันสหกรณ์วัดเพลงส่งมะพร้าวให้ล้งเฉลี่ยวันละ 20,000 – 30,000 ลูก ในราคาประมาณลูกละ 5 – 6 บาท โดยคัดเฉพาะลูกที่ได้ขนาดตามความต้องการตลาด ส่วนมะพร้าวที่ตกเกรดจะนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวบรรจุขวดจำหน่ายเพิ่มมูลค่า

ขณะที่ นายจำรูญ นิลเต่า ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรบ้านรางสีหมอก จำกัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดล้งกลางเช่นกัน แต่ยอมรับว่าการดำเนินการต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และยังมีความท้าทายด้านตลาด เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตมะพร้าวส่วนใหญ่ส่งออกผ่านเครือข่ายล้งจีน

นายจำรูญ กล่าวว่า ในพื้นที่ดำเนินสะดวกมีล้งจีนมากกว่า 230 แห่ง ปัจจุบันราคามะพร้าวคละเกรดอยู่ที่ประมาณลูกละ 4 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่อยู่ราว 5 – 6 บาท แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มีรถบรรทุกของตนเอง ทำให้ล้งจ่ายค่าขนส่งและค่าแรงเพิ่ม เมื่อรวมรายได้ทั้งหมดแล้วเกษตรกรจะได้รับประมาณลูกละ 7 – 8 บาท พร้อมยอมรับว่า​ ทุกวันนี้ชาวสวนจำนวนมากยังต้องพึ่งพาล้งจีน เพราะมีการซื้อขายกันมายาวนานกว่า 10 – 20 ปีแล้ว

– 006

‘The CrestHaus’ เปิดเวทีเสวนาสุดยอดผู้นำหญิงแห่งเอเชีย สนับสนุนให้ผู้หญิง ‘กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง’

‘The CrestHaus’ เปิดเวทีเสวนาสุดยอดผู้นำหญิงแห่งเอเชีย สนับสนุนให้ผู้หญิง ‘กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง’

‘The CrestHaus’ เปิดเวทีเสวนาสุดยอดผู้นำหญิงแห่งเอเชีย สนับสนุนให้ผู้หญิง ‘กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง’

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

The CrestHaus เปิดประสบการณ์กับสุดยอดเวทีเสวนาเพื่อผู้นำหญิงครั้งยิ่งใหญ่ในเอเชีย เวทีรวมผู้หญิงเก่งแนวหน้าระดับบอร์ดและผู้บริหารองค์กรจากองค์กรระดับชาติและเอเชียไว้มากที่สุด  ในงานเสวนา“EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026” ภายใต้แนวคิด “Write Your Next Chapter” สนับสนุนให้คุณ “กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง” พร้อมผลักดันให้ผู้หญิงก้าวข้ามขีดจำกัด กล้าคิดกล้าทำ และมีจุดยืนที่ชัดเจนด้วยการออกแบบกรอบความคิดใหม่ๆ  ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ในเชิงกลยุทธ์ที่หลากหลาย จากผู้นำหญิงระดับบอร์ดและ C-Suite ที่ประสบความสำเร็จจากหลายองค์กร  เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำที่สามารถกำหนดทิศทางในอนาคตทั้งระดับองค์กรและสังคม  

งานในครั้งนี้จัดโดย The CrestHaus แพลตฟอร์มและพื้นที่เพื่อการพัฒนาภาวะผู้นำแบบองค์รวมสำหรับ ผูหญิงที่ต้องการยกระดับศักยภาพของตนเองให้ครอบคลุมครบทุกด้าน และได้รับการสนับสนุนจาก Cartier Women’s Initiative (CWI), บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT), บริษัท เฮอร์เบิร์ธ สมิธ ฟรีฮิลส์ เครเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทจัดหางาน โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ ไมเนอร์ โฮเทลส์

ภายในงานแบ่งหัวข้อการเสวนา 3 หมวด ได้แก่ INSPIRE การจุดประกายวิสัยทัศน์ให้คุณกล้าคิดกล้าทำและกำหนดบทใหม่ตามเป้าหมายชีวิต, EQUIP เสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำที่พร้อมรับโลกยุค AI และ UPLIFT การให้คำปรึกษา และความร่วมมือ เพื่อเติบโตร่วมกันผ่านพลังของเครือข่าย เพื่อให้เวทีการเสวนามีเนื้อหาครอบคลุมทักษะต่างๆ ครบทุกด้าน ผ่านประสบการณ์จากผู้นำหญิงระดับบอร์ดและ C-Suite ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรระดับแนวหน้าของไทยมาร่วมแชร์องค์ความรู้ผ่านหัวข้อการเสวนาต่างๆ เริ่มต้นเวทีเสวนา ด้วย

สุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ และ แชนนอน กัลยาณมิตร

“The First Page: Claiming Your New Chapter” เปิดงาน EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026 จาก ผู้บริหารหญิงเก่ง The CrestHaus  ในฐานะผู้จัดงาน นำโดย สุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานบริหาร The CrestHaus ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Novituz (โนวีทัซส์) และ EmpowerHer Asia, อดีตผู้บริหารบริษัทไมโครซอฟท์ประเทศไทย กล่าวว่า  “ในฐานะผู้จัดงาน EmpowerHer Asia Leadership Forum  จัดต่อเนื่องปีที่สองแล้ว ถูกออกแบบให้เป็นเวทีที่ผู้หญิงสามารถเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่าเราทุกคนกำลังยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแตกต่างกันไป  ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ EmpowerHer Asia Leadership Forum ในปีนี้ ภายใต้ธีม “Write Your Next Chapter” หรือ ‘การเขียนบทต่อไปของชีวิต’ ที่ไม่ได้เกิดจากการรอความพร้อม แต่เป็นเปิดโอกาศให้ตัวเองเอง โดยการเชื้อเชิญให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวบทใหม่ของตนเอง และก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป็นผู้นำในอนาคต”  ร่วมด้วย แชนนอน กัลยาณมิตร ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด The CrestHaus กล่าวว่า “The CrestHaus ในฐานะผู้จัดงานมุ่งสร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้จากกันและกัน โดยไม่ต้องเดินบนเส้นทางการเติบโตเพียงลำพัง EmpowerHer Asia Leadership Forum จึงถูกออกแบบให้เป็นเวทีที่ผู้หญิงสามารถเรียนรู้ เติบโต และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ผ่านบทสนทนากับผู้นำหญิงจากองค์กรระดับประเทศ ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจ เพราะบทต่อไปของชีวิตอาจเริ่มต้นจากหน้ากระดาษหน้าแรก และเรื่องราวของผู้คนรอบตัวเรา”

มุกดา ไพรัชเวทย์

The Power of the Rewrite: Reinventing Leadership with Purpose”  โดยตัวแทนจาก UN WOMEN  Sara D’anzeo, UN Women Sustainable Finance Consultant กล่าวว่า  “การรวมตัวกันของผู้นำผู้หญิงในเวที EmpowerHer Asia 2026 ไม่ได้สะท้อนเพียงเส้นทางความสำเร็จของผู้บริหารหญิงในองค์กรต่างๆ แต่ยังเป็นการรวมพลังของผู้นำที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมายและความตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ UN Women ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน ผลักดันในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ผ่านแนวทาง Women’s Empowerment Principles (WEPs) ซึ่งในปัจจุบันความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโลกได้ถึง 342 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2050”

หัวข้อ “Chapters of Change: Rewriting Tomorrow Leading AI Through a Human‑Centric Future in a Geopolitical and Economic Shift” โดย เอียน ดิ ทูลลิโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท ไมเนอร์โฮเทลส์ จำกัด กล่าวว่า  “AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กร ตั้งแต่โครงสร้างองค์กร วิธีการทำงาน ไปจนถึงบทบาทของบุคลากร ซึ่งหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียง “การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี” แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านด้านการบริหารและภาวะผู้นำ องค์กรจึงต้องปรับแนวคิดจาก ‘Human in the Loop’ หรือการให้มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ มาเป็น ‘Human in the Lead’  ซึ่งหมายถึง การที่ผู้นำและบุคลากรต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการใช้เทคโนโลยี

 กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร

หัวข้อ “Our Voices, Our Power: Women Shaping Thailand’s Future Through Strategic Presence on Boards” โดย  กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า “การทำงานร่วมกันนั้น ควรมีสติในการมองทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย รวมถึงการสนับสนุนทีมพนักงานให้เติบโตไปพร้อมกัน ส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นในการประชุมควรมีลักษณะ right to the point คือ การพูดคุยสรุปที่ตรงประเด็นในแบบฉบับของตัวเราเอง เพื่อสร้างความคุ้ยเคยในการกล้าคิดและกล้าแสดงออกในการประชุม”

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด กล่าวถึง  ประสบการณ์จากเวทีระดับโลก เช่น Davos และงานประชุมผู้นำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนว่าองค์กรทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของ AI และเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่การทดลองใช้เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการนำ AI จาก โครงการทดลอง (pilot project) ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร โดยองค์กรจำนวนมากสามารถพัฒนา AI prototype ได้ แต่ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ชัดเจน หรือวัดผลตอบแทนจากการลงทุนได้ ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่ AI จึงต้องเริ่มจาก กลยุทธ์ทางธุรกิจและ การผสาน AI เข้ากับการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดไอเดียและสามารถตรวจสอบเรื่องต่างๆ ได้ รวมถึงการแบ่งปันความรู้เรื่อง AI เพื่อเกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีแนวทางดังนี้  วินัยของผู้นำเพื่อปรับมุมมองและแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับ AI เพื่อปรับใช้ในธรรมาภิบาลขององค์กร, ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น, การเพิ่มคุณค่าในการตัดสินใจ และเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ความท้าทายขององค์กรในวันนี้ไม่ใช่การทดลองใช้ AI แต่คือการนำ AI จากโครงการทดลองไปสู่การใช้งานจริง และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้”

ปิยดา ตันไสว

ปิยดา ตันไสว Data and AI Portfolio Lead บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT) ชี้ให้เห็นว่า “ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือ ความไม่พร้อมของบุคลากรในการทำงานร่วมกับ AI  หลายองค์กรลงทุนในเครื่องมือ AI ที่ทรงพลัง แต่ยังคงใช้วิธีการทำงานแบบเดิม ซึ่งทำให้เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นองค์กรจึงต้องปรับวัฒนธรรมการทำงานให้บุคลากรมีทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับธุรกิจ นอกจากนี้ ภาวะผู้นำในยุค AI ยังต้องมี “Humble Leadership” หรือภาวะผู้นำที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้จากทีมงาน และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบขององค์กร ภาวะผู้นำ และโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยองค์กรที่ประสบความสำเร็จในยุค AI จะไม่ใช่เพียงองค์กรที่นำเทคโนโลยีมาใช้เร็วที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีทำงานร่วมกันในการสร้างคุณค่าใหม่

หัวข้อ “Leading the Next Chapter: Lessons from the C‑Suite” โดย มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การทำงานควรมีการปรับเปลี่ยน growth mindset ตลอดเวลา เพื่อปรับตัวตามกระแสต่างๆ รอบตัว (Flow with the wind) และปัจจุบันการเข้ามาของ AI มีส่วนช่วยเรื่องการลดต้นทุนสำหรับองค์กร ทั้ง internal และ external ซึ่งส่งผลต่อการแข่งขันทางด้านธุรกิจ โดยยังมีสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความไว้วางใจ (Trust) ในการทำงาน และ การเชื่อมโยงองค์กรกับธุรกิจ (Reconnect)  สำหรับการประสบความสำเร็จในธุรกิจจะมีหลักการคือ Performance with purpose ต้องมีเป้าหมายเพื่อเกิดความแข็งแกร่งในการที่จะบรรลุเป้าหมาย และความเชื่อที่ว่า I can do it ที่เราจะต้องทำให้ได้”

กันยารัตน์ โชคอุ่นกิจ

กันยารัตน์ โชคอุ่นกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และการเงิน  บจก.เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า “การมีจุดมุ่งหมายในการทำงานร่วมกับทีม จะต้องมี mindset ที่ชัดเจน และสำหรับผู้บริหาร C-suit มีหลักการ 3 ข้อคือ Title don’t leave your behavior does การมีพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่อยู่รอบตัว Don’t be trapped in yesterday success playbook การไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา You’re not always right การเรียนรู้และถ่อมตนในทุกวัน

นอกจากนี้ การเข้ามาของ AI ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้าน ที่ไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลเท่านั้น แต่จะมีสิ่งที่ทำให้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นไปพร้อมกันด้วยคือ Trust หรือความไว้วางใจ และการใช้ระยะเวลาเพื่อพิจารณาในสิ่งเหมาะสมที่สุด

สำหรับการจัดการกับความขัดแย้งในองค์กร คือ การมองที่ทัศนคติในทีมว่ามีเป้าหมายเดียวกันหรือไม่ รวมถึงการรับฟัง การปรับตัว และการถอยเพื่อตั้งรับในบางครั้ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร”

หัวข้อ “Reset & Rise: A Guided Meditation for Goal Manifestation and Healing” โดย  นาตาลี เกลโบวา นางงามจักรวาลปี 2548 และประธาน บริษัท Natalie Glebova Inc. กล่าวว่า “การสร้างและรักษาเป้าหมายควรมีแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ และการสร้างสมาธิเพื่อให้มีสติและมีเวลาให้กับตัวเองเพื่อปรับสมดุลความคิด รวมถึงการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ และขอบคุณตัวคุณเองในแบบที่คุณเป็น”

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูล “EmpowerHER Asia Leadership Forum” ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/EmpowerHERAsia เพื่อเตรียมความพร้อมและก้าวไปสู่การเป็นผู้นำหญิงอย่างมั่นใจ

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

“วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์ ประจำปี ๒๕๖๙” เทศกาลวัฒนธรรมสำคัญประจำจังหวัดนนทบุรีที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิถีชีวิตท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และความบันเทิงไว้ในงานเดียว

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า พร้อมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรี โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด

งานจัดขึ้นในวันที่ ๒๗  มีนาคม – ๒  เมษายน ๒๕๖๙

สถานที่จัดงาน: ณ บริเวณอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และบริเวณท่าน้ำนนทบุรี

ภายในงานตลอด ๗ วัน ๗ คืนจะได้พบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ

●             คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

●             การแสดงศิลปวัฒนธรรม แสง สี เสียง สุดตระการตา

●             การแสดงพื้นบ้าน และการละเล่นย้อนยุค

●             งานแฟร์สินค้า ของดีของเด่นจังหวัดนนทบุรี

●             อาหารพื้นถิ่น ขนมโบราณ และสินค้า OTOP

●             โซนถ่ายภาพและกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ภายในงานยังนำเสนอแนวคิดการจัดงานที่สะท้อน อัตลักษณ์ “นนทบุรีสองฝั่งเจ้าพระยา” โดยเน้นบรรยากาศย้อนยุค การแต่งกายชุดไทยย้อนยุค และชุดไทยร่วมสมัย อาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ และวิถีชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

การจัดงานในปีนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างเทศกาลวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตควบคู่กับการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศการจัดงานทั้ง สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งบริเวณ อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก และฝั่งท่าน้ำนนทบุรี ที่มีการจำลองบรรยากาศงานวัดย้อนยุค ร้านค้า อาหาร การแสดง และกิจกรรมมากมายให้ได้ร่วมสนุกตลอดการจัดงาน

เข้าชมฟรีตลอดงาน

ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองนนท์ และเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Highlight กิจกรรมภายในงาน

– ศิลปินชื่อดังมากมายตลอด ๗  วัน ๗  คืน

– การแสดง แสง สี เสียง สุดตระกาลตา

– การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ การแสดงโขน, ลิเก, ลำตัด, ละครพันทาง

– การแสดงวงดนตรีเยาวชน, การแสดง TO BE NUMBER ONE

– นิทรรศการ และบูธจำหน่วยสินค้าของกิน ของใช้มากมาย จากจังหวัดนนทบุรี

– จุดถ่ายรูป Check in สวยๆ ภายในบริเวณงาน และประดับไฟทั่วงาน

-และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

#นนทบุรี #เที่ยวนนทบุรี #สองฝั่งเจ้าพระยา #งานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์2569 #สะพานเจษฎาบดินทร์