“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 20:02 น."หยวนดิจิทัล" มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับจีนค่อยๆ ทดลองเงินดิจิทัลที่ทางการให้การรับรอง เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการใช้จายที่ไร้เงินสด

1. เงินหยวนดิจิทัลหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของจีนที่จะก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสด

2. แต่หยวนดิจิทัลแตกต่างจากบิทคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ตรงที่เงินสกุลนี้ออกและสนับสนุนโดยธนาคารกลางของประเทศและได้รับการออกแบบให้เป็นสกุลเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล

3. จีนได้เริ่มใช้บ้างแล้วโดยเมืองเซินเจิ้นเปิดตัวการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลรุ่นเบต้า (รุ่นทดสอบจำนวนจำกัด) กับประชาชนราว 50,000 คนครั้งแรกของประเทศในเดือนตุลาคมโดยแจกผ่านการสุ่มโดยล็อตเตอรี่

4. ปรากฎว่าระหว่างการทดลองใช้สกุลเงินดิจิทัลของจีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ได้ผลน่าพอใจ ผู้บริโภคกว่า 47,000 คนในเขต หลัวหูของเซินเจิ้นใช้จ่ายเงิน 8.8 ล้านหยวน มีธุรกรรม 62,788 ครั้ง

5. ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองซูโจวกล่าวจะแจกเงินดิติทัลจำนวน 20 ล้านหยวนให้กับประชาชน 100,000 คนโดยใช้วิธีคัดเลือกผ่านล็อตเตอรี่เช่นกัน โดยจะได้คนละ 200 หยวน

6. ผู้ชนะล็อตเตอรีจะได้รับอั่งเปาออนไลน์ผ่านแอป Digital Renminbi ที่จัดทำขึ้นโดยรัฐบาลซึ่งยังไม่มีให้ดาวน์โหลด แต่ผู้ชนะจะสามารถเข้าถึงได้

7. การทดลองแจกอั่งเปาเงินดิจิทัลครั้งนี้เล็งที่จะให้ประชาชนได้ใช้กับเทศกาลช็อปปิ้ง 12/12 (วันที่ 12 ธันวาคม) โดยจะใช้ได้จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม มีร้าน 10,000 แห่งจะเข้าร่วมการทดลองใช้ด้วย

8. JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนจะร่วมโครงการนี้ด้วย และต่อมา JD.com ประกาศว่าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งแรกที่รับเงินดิจิทัลนี้

9. หยวนดิจิทัลมีจุดแข็งตรงที่มันคือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ซึ่งไม่เหมือนสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่ไม่ได้อิงกับธนาคารกลาง เช่น Libra ที่ออกโดยเฟซบุ๊ค

10. ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS อันเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เป็นหุ้นส่วนเผยว่า 80% ของธนาคารกลางทั่วโลกโลกเริ่มหันมาจับและวิจัยศักยภาพของ CBDC แล้ว

AFP PHOTO / China OUT

โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 รายชาวอินเดียกว่า 400 คนในรัฐอานธรประเทศล้มป่วยปริศนา แพทย์เร่งหาสาเหตุ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน ชาวอินเดียหลายร้อยคนในรัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) ทางตอนใต้ของอินเดียล้มป่วยปริศนาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

โดยชาวอินเดียกว่า 400 คนกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในรัฐอานธรประเทศ หลายคนมีอาการชัก คลื่นไส้ และหมดสติ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 คนจากการติดเชื้อปริศนา

กีตา ปราซาดินี ผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขในรัฐอานธรประเทศเผยว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 45 ปี และได้มีการนำตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของโรคต่อไป

ทางการอานธรประเทศแถลงเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ว่ายังไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและผู้คนทุกกลุ่มอายุมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อดังกล่าว

รวมถึงกระทรวงสาธารสุขของอินเดียเปิดเผยว่าจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ 3 คนเพื่อตรวจสอบการระบาดของโรค

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบแหล่งน้ำ 20 แห่งในเมืองงออลเลอรุม (Eluru) ซึ่งมีรายงานการระบาดครั้งแรกรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

นอกจากนี้รัฐอานธรประเทศยังเป็นหนึ่งในรัฐที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุดในอินเดีย ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วกว่า 800,000 คนในรัฐอานธรประเทศ

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag” (komchadluek.net)

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag”

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

9 ธันวาคม 2563 – 13:02 น.

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag”

จากฟาร์มจระเข้สมุทรปราการที่โด่งดังสู่แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก S’uvimol (สุวิมล) ที่โลดแล่นในตลาดแฟชั่นระดับโลกมากว่า 10 ปี นำโดย พัชรพิมล ยังประภากร ผู้ก่อตั้งแบรนด์  S’uvimol  จัดงานเปิดร้าน “S’uvimol Flagship Store (สุวิมล แฟลกชิพ สโตร์)” สุดหรูแห่งแรกพร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นใหม่ล่าสุด “Madison Bag (เมดิสัน แบ็ก)” ที่วางจำหน่ายเฉพาะใน S’uvimol Flagship Store ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

พัชรพิมล ยังประภากร กล่าวว่า S’uvimol ได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์กระเป๋าประเภท Luxury และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ได้มาเปิดร้านที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ซึ่งถือเป็นแฟลกชิพ สโตร์แห่งแรกของแบรนด์เลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงทำให้เราได้แสดง DNA ของแบรนด์ได้เต็มที่และชัดเจน  

โดยภายในแฟลกชิพ สโตร์แห่งนี้ เราได้ออกแบบร้านให้มี โทเทิล ลุค โทนสีม่วงทั้งร้าน เพราะเป็นสีซิกเนเจอร์ของแบรนด์ นอกจากนั้นเรายังได้สร้างสรรค์ห้องรับรองโดยยก S’uvimol Tea House (สุวิมล ทีเฮ้าส์) จากร้าน Chef-Table (เชฟ เทเบิล) ของแบรนด์มาไว้ที่นี่อีกด้วย โดยในส่วนของห้องรับรองนี้จะเสิร์ฟเมนูขึ้นชื่อของทางร้านอย่าง “มะม่วงน้ำปลาหวาน” ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อม และปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบพรีเมี่ยมเสิร์ฟพร้อมกับชาสูตรพิเศษผสมสมุนไพรนานาชนิดที่เราปลูกเอง เช่น โรสแมร์รี่ ไทม์ สะระแหน่ และหญ้าหวาน เพื่อความพิเศษในโอกาสเปิด แฟลกชิพ สโตร์แห่งใหม่ของ S’uvimol ทางแบรนด์ได้ดีไซน์กระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag” ภายใต้คอนเซ็ปต์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เน้นความทันสมัยและคลาสสิคในเวลาเดียวกัน สามารถใช้งานได้ตลอด ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเรขาคณิตอันโดดเด่นเสมือนกรอบรูปที่โชว์ความสวยงามและเสน่ห์ของหนังเอ็กโซติก และที่สำคัญคือมีวางจำหน่ายเฉพาะที่ S’uvimol Flagship Store Central Embassy เท่านั้น  

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

พัชรพิมล กล่าวถึง  “Madison Bag” ว่าเป็นกระเป๋าใบแรกที่ได้รับการดีไซน์ให้มีลักษณะ Slope แคบจากด้านบนลงมากว้างทางส่วนฐาน ทำให้กระเป๋าดูเพรียว และหูกระเป๋ายังออกแบบมาให้สูงขึ้นพิเศษ สร้างความภูมิฐานให้กับกระเป๋าอีกด้วย โดย “Madison Bag” มีทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ Large (ใหญ่) / Regular (กลาง) / Mini (เล็ก) มาพร้อมสายสะพายยาวเหมาะสำหรับการใช้งานในทุกโอกาส ราคาเริ่มต้นที่ 36,900 – 340,000 บาท

ภายในแฟลกชิพ สโตร์ นอกจากจะมีกระเป๋า S’uvimol ครบทุกรุ่น ครบทุกประเภทหนังเอ็กโซติกแล้ว ยังมีแบรนด์ในเครืออย่าง Maison SVM ซึ่งเน้น Timeless Accessory สามารถใช้ได้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี รวมถึง Clothing Line อย่าง S’uvimol Atelier ที่มีเสื้อผ้าและรองเท้าอีกด้วย ทำให้ S’uvimol Flagship Store (สุวิมล แฟลกชิป สโตร์) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซีเป็นร้านที่มีผลิตภัณฑ์ทุกประเภทครบถ้วน พร้อมรับรองลูกค้าทุกท่าน

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ทั้งนี้แบรนด์ S’uvimol ได้ชื่อว่าเป็น Queen of Exotic (ควีน ออฟ เอ็กโซติก) ผลิตแต่กระเป๋าหนังเอ็กโซติกซึ่งเป็นหนังหายากเท่านั้น  ได้แก่ “หนังจระเข้” สุดยอดหนังที่ได้ชื่อว่าเป็น The King of Leather  “หนังนกกระจอกเทศ” จากฟาร์ม Klein Karoo อันดับ 1 จากแอฟริกาใต้ ซึ่งจัดเป็นประเทศที่ผลิตหนังนกกระจอกเทศที่ดีที่สุดในโลก “หนัง LIZARD (ลิซาร์ด)” โดดเด่นด้วยเท็กซ์เจอร์ผิวสัมผัส และความยูนิคของลวดลาย “หนัง STINGRAY” หรือ ปลากระเบน เป็นหนังที่มีลักษณะพื้นผิวพิเศษเหมือนลูกปัดอันเงางามและเรียงตัวอย่างละเอียด ทำให้หนังแข็งแรงที่สุดในบรรดาหนังเอ็กโซติกทั้งหมด “หนังงูหลามหรืองูเหลือม (PYTHON)”  ซึ่งหายากและมีขนาดใหญ่ ลวดลายของหนังงูมีรูปทรงคล้ายกับเพชร (Diamond Shape) ให้อารมณ์กราฟฟิกที่ทันสมัย

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ พัชรพิมล ยังประภากร เผยถึงเทคนิคการดูแลและการทำความสะอาด “กระเป๋าหนัง” ใบโปรด แบบง่ายๆ ว่ากระเป๋าหนังเอ็กโซติกโดยธรรมชาติแล้วค่อนข้างแข็งแรง ทนทาน และยิ่งถ้าเป็นกระเป๋าหนังเอ็กโซติกของ S’uvimol ยิ่งดูแลรักษาง่ายเพราะทางแบรนด์ได้ให้โรงฟอกทำการฟอกกันฝุ่น กันน้ำในทุกประเภทหนังมาระดับหนึ่งแล้ว การทำความสะอาดจึงทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยการใช้ผ้านุ่มสะอาดเช็ดปัดฝุ่น ส่วนวิธีการเก็บกระเป๋าหนังเอ็กโซติกเมื่อไม่ใช้งานเพียงเก็บในถุงผ้าเนื้อนุ่มและหนาพอควร เพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างกระเป๋าขณะเก็บในตู้ อีกทั้งยังสามารถเก็บไว้ห้องอุณหภูมิปกติได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงห้องที่อับชื้น หรืออบอ้าว สำหรับกระเป๋า S’uvimol เนื่องจากเป็นหนังเอ็กโซติก หนังจะแข็งแรงอยู่แล้ว รวมทั้งมีดีไซน์ส่วนใหญ่ที่เป็นทรงตั้งตรง บวกกับซับในด้วยหนังวัว (ไม่ใช่พียู) ทำให้ทรงแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวช่วยดันทรงใดๆ ด้วยคุณลักษณะพิเศษของกระเป๋าหนังเอ็กโซติกซึ่งมีลวดลายอันเป็นเสน่ห์ในตัวเอง การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก จึงทำให้ได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะ “กระเป๋าถือ” คือภาพสะท้อนรสนิยมและส่งเสริมบุคลิกของคนๆ นั้น เซเลบริตี้สาวที่มาร่วมในงานได้ร่วมกันบอกเล่าเคล็ดลับการเลือกกระเป๋าใบโปรดที่ตอบไลฟ์สไตล์ของตัวเอง 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

เมื่อถูกถามถึงหลักการเลือกซื้อกระเป๋า เซเลบสาวหวานซ่อนเปรี้ยว “ดาว” พอฤทัย ณรงค์เดช เล่าว่าสมัยเด็กตัวเองซื้อกระเป๋าไปทั่ว เห็นอะไรสวยก็ซื้อโดยไม่คำนึงว่าตัวเราชอบแบบไหน ไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร ครั้นพอเราอายุมากขึ้น เริ่มรู้ใจตัวเองมากขึ้น ไม่ค่อยซื้อกระเป๋าแบบพร่ำเพรื่อ ไม่ซื้อกระเป๋าแฟชั่นแต่จะเลือกที่ใช้ได้นานๆ เรียกว่ารู้จักเลือกมากขึ้น โดยเน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ว่าเราใช้ไปไหนบ้าง ถ้าออกงานต้องใช้แบบนี้ ถ้าใช้ในชีวิตประจำวันต้องแบบนั้น รวมถึงเรื่องสี เพราะถึงสีสวยจริงแต่ถ้าไม่เหมาะกับเราก็ไม่ซื้อ เช่นระหว่างสีแดงกับสีส้ม คือสวยทั้งสองสี แต่ถ้าเราซื้อสีแดงได้ใช้บ่อยแน่นอน ส่วนสีส้มถ้าซื้อมาเก็บมากกว่าได้ใช้และเพราะว่าต้องพบกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม การแต่งกายจึงต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ  “กุ๊กกุ๊ก” รัสวดี ควรทรงธรรม  บอกว่าการแต่งตัวสวยครบทุกองศาจำเป็นต้องมีกระเป๋าเข้ามาช่วยเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบ ดังนั้นการเลือกกระเป๋าหนึ่งใบจึงไม่ใช่แค่ไว้เก็บของเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพ และความประณีตด้วย โดยเฉพาะหนังเอ็กโซติกที่มีเอกลักษณ์ สำคัญคือดีไซน์สามารถหยิบใช้กับชุดต่างๆ ได้ง่าย ทั้งนี้ก็เพื่อให้บ่งบอกความเป็นตัวตนของตัวเรา 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ด้านเซเลบริตี้สาวร่างเล็ก “พลอย” ณัฐพร โทณวณิก เผยว่า เพราะความที่ตัวเองมีรูปร่างเล็ก ปัจจัยในการเลือกซื้อกระเป๋าอย่างแรกคือ ต้องขนาดไม่ใหญ่มาก ประกอบกับมีสไตล์การแต่งตัวด้วยโทนสีเรียบๆ ดังนั้นการเลือกซื้อกระเป๋าจึงทำได้ค่อนข้างหลากหลายสี เพื่อเป็นการเพิ่มสีให้กับตัวเอง นอกจากนี้เรื่องดีไซน์ก็มีส่วนสำคัญโดยจะเน้นแบบสามารถใช้ได้นานๆ ไม่ชอบแบบมาไวไปไว ขณะเดียวกันต้องช่วยส่งเสริมลุคผู้ถือให้ดูดี สามารถเข้ากับชุดต่างๆ ได้ไม่ว่าจะทั้งในเวลาทำงานหรือออกงานสังคม เรียกว่าใบเดียวใช้ได้ทุกสถานการณ์ นี่คือกระเป๋าที่ตอบโจทย์มากที่สุด

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือ “เม” พิชชา ธนาลงกรณ์ ออกตัวว่าถึงลุคจะดูเป็นสาวเปรี้ยว แต่เรื่องสไตล์การแต่งตัวก็ดีหรือการเลือกกระเป๋าถือก็ดี ล้วนต้องช่วยส่งเสริมบุคลิก ดังนั้นการเลือกซื้อกระเป๋าแต่ละใบ เธอจึงเน้นเรื่องคุณภาพดี เพราะสามารถใช้ได้นาน ลำดับต่อมาคือเลือกที่โทนสีเรียบๆ อย่างสีดำ เทา น้ำตาล นอกจากนี้คงเป็นเรื่องดีไซน์ รูปทรง ขนาด ที่สามารถแมทช์เข้ากับเสื้อผ้าได้ง่าย ถือไปได้ทุกที่ ตั้งแต่ลุคทำงานไปจนถึงวันสบายๆ และข้อสำคัญคือ การดูแลรักษาไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมาก ทำได้ง่ายๆ 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"


ภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้ อาทิ  กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ดร.กฤษติกา   คงสมพงษ์, จิตรลดา ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก, อรุโณชา ภาณุพันธุ์, อดิศัย กุญชร ณ อยุธยา, นิติ สว่างวัฒนไพบูลย์, ยลวารี สัตยนาวิน, ซาร่า เล็กจ์, สุรีย์ รัตนหิรัญญา, ศรีสุภางค์ มอริส, อารีรัตน์ กฤษณะสมิต, ปนุ สมบัติยานุชิต, และรินทร์รตา อินทามระ มาร่วมฉลองการเปิดตัวครั้งแรกของ S’uvimol Flagship Store พร้อมสัมผัสความพิเศษของกระเป๋ารุ่น Madison Bag ก่อนใคร  

สังเวียนกว๊าน “อัครา-สจ.แน้ว” พิสูจน์พะเยาโมเดล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สังเวียนกว๊าน “อัครา-สจ.แน้ว” พิสูจน์พะเยาโมเดล (komchadluek.net)

สังเวียนกว๊าน “อัครา-สจ.แน้ว” พิสูจน์พะเยาโมเดล

สังเวียนกว๊าน "อัครา-สจ.แน้ว" พิสูจน์พะเยาโมเดล

9 ธันวาคม 2563 – 09:40 น.

คู่เอกเมืองกว๊าน “อัครา” ปะทะ “สจ.แน้ว” ประชัน “พะเยาโมเดล” 

++
คาดว่า สังเวียน อบจ.พะเยา จะถูกจับตามองจากคอการเมืองทั้งประเทศ เพราะผู้สมัครนายก อบจ.เป็นน้องชาย “รัฐมนตรีคนดัง”

อ่านข่าว…  กว๊านระอุ”อัครา” ชนแดงเก่า พะเยาสองขั้ว

ขณะที่อดีตนายก อบจ.พะเยา 2 คน ขอวางมือ ไม่ลงสนาม แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ตัดสินใจส่ง “สจ.แน้ว” ชัยประพันธ์ สิงห์ชัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อชาติ พร้อมชูแคมเปญประชาชนจะเลือกอะไร ระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่    

อย่างไรก็ตาม “อัครา พรหมเผ่า” ในนามกลุ่มฮักพะเยา กับ “สจ.แน้ว” คณะก้าวหน้า ต่างก็ป่าวร้องเรื่อง “พะเยาโมเดล” แต่ก็เป็นคนละความหมาย 

++
พะเยาโมเดล
++
อัครา พรหมเผ่า น้องชาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ได้แสดงเจตจำนงจะลงสมัครนายก อบจ.พะเยา มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อผลักดัน “พะเยาโมเดล” เพื่อพัฒนาบ้านเกิด    

ระหว่างปี 2560-2562 “อัครา” ประธานกลุ่มฮักบ้านเกิดพะเยา และผู้ประสานงานมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวพะเยาต่อเนื่อง     

การพัฒนาเมืองพะเยา ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่อบจ.พะเยา ได้รับงบประมาณปีละ 400-500 ล้านบาท จึงต้องมีการประสานกับหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งของท้องถิ่น    

ในสายตานักวิเคราะห์การเมืองแถวริมกว๊าน มองว่า อัครามีความได้เปรียบคู่แข่ง ตรงที่สามารถดึงงบฯ พัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ เข้าสู่เมืองพะเยาได้    

นี่กระมังที่เรียกว่า พะเยาโมเดลฉบับน้องชายผู้กองคนดัง 

++
โมเดลพะเยา
++
ด้าน “สจ.แน้ว” ชัยประพันธ์ สิงห์ชัย เป็นนักการเมืองท้องถิ่น เคยลงสมัครนายก อบจ.พะเยา พ่ายแพ้แก่ตระกูล “ตันบรรจง”    

การเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว ก็ลงสนามในสีเสื้อพรรคเพื่อชาติ อาศัยฐานเสียงแดงพะเยา แต่สอบตก     

สำหรับเลือกนายก อบจ.พะเยา “สจ.แน้ว” สวมเสื้อก้าวหน้า หวังฐานเสียงคนรุ่นใหม่ และแดงพะเยา โดยชูคำขวัญ ‘พะเยาดีกว่านี้ได้’     

สจ.แน้ว พยายามปลุกแคมเปญ “พะเยาโมเดล” ในทางการเมือง โดยบอกว่า “แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่น่ากลัว แต่ถ้าวันนี้ผมกลัวแล้วพี่น้องชาวพะเยาอีกกว่า 4 แสนคนจะเป็นอย่างไร”    

โมเดลพะเยาของ สจ.แน้ว ก็คือปฏิบัติการล้มช้าง ซึ่งสภากาแฟริมกว๊านก็เชื่อว่า คงเกิดขึ้นได้ยาก

ฤทธิ์แดงดูไบ “ทัศนีย์” ชีช้ำ โน่นก็ “เจ๊” นี่ก็ “ลุง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฤทธิ์แดงดูไบ “ทัศนีย์” ชีช้ำ โน่นก็ “เจ๊” นี่ก็ “ลุง” (komchadluek.net)

ฤทธิ์แดงดูไบ “ทัศนีย์” ชีช้ำ โน่นก็ “เจ๊” นี่ก็ “ลุง”

ฤทธิ์แดงดูไบ "ทัศนีย์" ชีช้ำ โน่นก็ "เจ๊" นี่ก็ "ลุง"

9 ธันวาคม 2563 – 09:03 น.

ศึกในอก “ทัศนีย์” พูดไม่ออก ฝั่งหนึ่งก็ญาติ อีกฝั่งหนึ่งมีทั้งนายใหญ่ และเจ๊ใหญ่  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
บอกได้คำเดียวว่า “อึดอัด” สำหรับ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ไม่ต่ำกว่า 3 คน และหนึ่งในนั้นคือ “ส.ส.กุ้ง” ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ 

อ่านข่าว… ศึกล้านนา บูรณุปกรณ์ เลือดข้นกว่าน้ำ 

ฤทธิ์แดงดูไบ "ทัศนีย์" ชีช้ำ โน่นก็ "เจ๊" นี่ก็ "ลุง"

ทัศนีย์ หนุนม็อบราษฎรเต็มตัว

เมื่อทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่งจดหมายน้อยถึงชาวเชียงใหม่ ให้เลือก “พิชัย” ผู้สมัครนายก อบจ.พรรคเพื่อไทย    

ย่างเข้าสู่ฤดูเลือกตั้งท้องถิ่น ส.ส.เชียงใหม่กลุ่มที่ใกล้ชิด “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” ก็ไม่เข้ามายุ่งกับการเลือกตั้งนายก อบจ. เพราะจะผิดกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น    

“กุ้ง ทัศนีย์” ให้สัมภาษณ์สื่อในกรณี “จดหมายน้อยจากดูไบ” ว่า “ไม่ขอก้าวล่วง” และมองว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่อยากให้การเลือกตั้งนายก อบจ. เป็นเรื่องท้องถิ่นมากกว่าการเมืองระดับชาติ 

++
หลานลุงโต๊ะ
++
คนเชียงใหม่คุ้นเคยกับสองพี่น้อง “เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ และ “เสี่ยตุ๊” ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ มานานกว่า 3 ทศวรรษ    

“ปกรณ์” สู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่นปี 2538 ในนามสมาชิกกลุ่มนวรัฐพัฒนา ของ “เสธ.ม่อย” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย และ บุษบา ยอดบางเตย ยึดเทศบาลนครเชียงใหม่    

ต่อมา ปกรณ์รวบรวมพรรคพวกแยกตัวออกมาจาก “เสธ.ม่อย” มาตั้ง “กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม” และลงสมัครเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่ สามารถโค่นกลุ่มเดิมสำเร็จ    

ปกรณ์เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ 2 สมัย(ปี 2541-2543) ก่อนจะไปเป็น ส.ส.เชียงใหม่ พรรคไทยรักไทย และได้พี่ชาย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ มาเป็นนายกเล็กเชียงใหม่แทน

ฤทธิ์แดงดูไบ "ทัศนีย์" ชีช้ำ โน่นก็ "เจ๊" นี่ก็ "ลุง"

สมัยที่ทัศนีย์ ถูกทหารจับคดีจดหมายต้าน รธน.2560    

ตระกูลบูรณุปกรณ์ ได้สร้างคนรุ่นใหม่คือ “กุ้ง” ทัศนีย์ และ “ไก่” ทัศนัย ทั้งคู่เป็นเป็นลูกของพรทัศน์ บูรณุปกรณ์ และผ่องศรี บูรณุปกรณ์     

ปี  2546 ปกรณ์ส่งหลานสาว-ทัศนีย์ ไปยึดเทศบาลตำบลช้างเผือก และบริหารเทศบาลตำบลช้างเผือก 2 สมัย จนถึงปี 2554 ก็ลาออกไปสมัคร ส.ส.     

ปี 2551 บุญเลิศขยับเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่ หลานชาย-ทัศนัย เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เมื่อปกรณ์เสียชีวิต ทัศนีย์เป็น ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 ในปี 2554 แทน    

หลังรัฐประหาร 2557 ทัศนีย์ต้องเว้นวรรคทางการเมือง บุญเลิศ จึงแต่งตั้งทัศนีย์ เป็นรองนายก อบจ.เชียงใหม่ 

++
พิษรัฐธรรมนูญ
++
ความยิ่งใหญ่ของ “บูรณุปกรณ์” จึงตกเป็นเป้าหมายของ คสช. ในการสลายขุมกำลัง     

ปี 2559 คสช.สั่งจับ บุญเลิศ และทัศนีย์ พร้อมกับพวกอีกนับสิบชีวิต ในข้อหาแจกจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจะมีการลงประชามติในปีนั้น    

นอกจากนี้ หัวหน้า คสช.ยังมีคำสั่งให้บุญเลิศ ระงับการปฏิบัติราชการชั่วคราวในคดีจดหมายบิดเบือนรัฐธรรมนูญ    

เวลานั้น ข่าว คสช.ล้างเผ่าพันธุ์ตระกูลการเมืองเชียงใหม่ครึกโครม แต่คนแดนไกลกลับเงียบ    

ระหว่างที่บุญเลิศ และหลานกุ้ง-ทัศนีย์ สู้คดีความมั่นคง ก็มีคนวางแผนให้พิชัย เตรียมตัวลงนายก อบจ.เชียงใหม่ ด้วยการลงทุนทำทีมลูกหนัง    

ทัศนีย์รู้ดีกว่าใคร แต่พูดไม่ได้ ตระกูลบูรณุปกรณ์ไปนอนคุก มทบ.11 อยู่แรมเดือน ก่อนจะออกมาต่อสู้คดีจนศาลยกฟ้อง 

‘กัญชา’ ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘กัญชา’ ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ (komchadluek.net)

‘กัญชา’ ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ

'กัญชา' ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ

9 ธันวาคม 2563 – 17:52 น.

กัญชาในผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค มะเร็ง พาร์กินสัน ไมเกรน โรคลมชัก ได้รับความเห็นชอบหลักการ โดยบอร์ด สปสช. แล้วเตรียมเสนอ คกก.พัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เดินหน้าต่อไป

วันที่ 9 ธันวาคม 2563 หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธาน เห็นชอบเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) อีก 6 รายการ แล้ว 

บอร์ด สปสช. ยังได้เห็นชอบหลักการกรณีใช้น้ำมันกัญชาในผู้ป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน และไมเกรน และสารสกัดกัญชาในผู้ป่วยโรคลมชัก และมะเร็งระยะท้าย วงเงิน 58.3 ล้านบาท ซึ่งจะนำเข้าสู่คณะกรรมการพัฒนายาหลักแห่งชาติต่อไป

การพิจารณาเพิ่มสิทธิในบัตรทอง กับการพิจารณาหลักการใช้น้ำมันกัญชา ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนของขวัญเพิ่มเติมสำหรับประชาชน 

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ (komchadluek.net)

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ

9 ธันวาคม 2563 – 17:16 น.

บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มสิทธิให้ ‘บัตรทอง’ อีก 6 รายการ ครอบคลุม ‘ปลูกถ่ายตับ-ตรวจยีนเกาต์-อุปกรณ์ปอด-หัวใจเทียม-ตรวจแลบวัณโรค-คัดกรองการได้ยินเด็กแรกเกิด-ประสาทหูเทียม’ เล็งใช้งบเพิ่มอีกว่า 900 ล้านบาท

วันที่ 9 ธันวาคม 2563 ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.)ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธาน พิจารณามีมติเห็นชอบ ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุข โดยมี รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธาน เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) อีก 6 รายการ ประกอบด้วย 

1. การผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะท้าย โดยระบบบริการในประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกถ่ายได้ปีละ 100 ราย ขณะที่การคาดการณ์ความต้องการของผู้ป่วยอยู่ที่ปีละ 50 ราย แต่เบื้องต้นบอร์ด สปสช. ตั้งเป้านำร่องให้บริการปีละ 25 รายก่อน คิดเป็นงบประมาณ 17.5 ล้านบาท

2. การตรวจยีน HLA-B* 5801 ก่อนให้ยา Allopurinol ในผู้ป่วยโรคเกาต์รายใหม่ โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเกาต์รายใหม่ปีละ 8,200 ราย คาดว่าจะใช้งบประมาณสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการปีละ 8.2 ล้านบาท

3. รายการอุปกรณ์ Extracorporeal Membrane Oxygenator (ECMO) ในการรักษาภาวะหัวใจ และ/หรือ ปอดล้มเหลวเฉียบพลัน โดยประมาณการณ์จำนวนผู้รับบริการตั้งต้นปีที่ 1 จำนวน 300 ราย ขณะที่คาดว่าค่าใช้จ่ายในปีแรกอยู่ที่จำนวน 26 ล้านบาท

4. การคัดกรองและวินิจฉัยวัณโรคด้วยการตรวจเอกซเรย์ปอดในทุกกลุ่มเสี่ยง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Molecular assay  ได้แก่ Real-time PCR (Xpert MTB/RIF), Real-time PCR MTB/MDR, TB-LAMP, LPA โดยกลุ่มเสี่ยงวัณโรค ได้แก่ ผู้สัมผัสวัณโรค ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุ จำนวน 1.098 ล้านราย คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 725 ล้านบาท

5. การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ 30,434 คน ประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายไว้ 12.33 ล้านบาท

และ 6. รายการอุปกรณ์ประสาทหูเทียมชนิด Rechargeable สำหรับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่มีระดับการได้ยิน 90 dB ขึ้นไป และไม่เคยฝึกภาษามือ โดยคาดว่ามีกลุ่มเป้าหมายราว 33 คน ขณะนี้ สปสช.อยู่ระหว่างต่อรองราคาค่าประสาทหูเทียมให้ต่ำกว่าชุดละ 6 แสนบาท

บอร์ด สปสช. ยังได้เห็นชอบหลักการกรณีใช้น้ำมันกัญชาในผู้ป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน และไมเกรน และสารสกัดกัญชาในผู้ป่วยโรคลมชัก และมะเร็งระยะท้าย วงเงิน 58.3 ล้านบาท ซึ่งจะนำเข้าสู่คณะกรรมการพัฒนายาหลักแห่งชาติต่อไป

การพิจารณาเพิ่มสิทธิในบัตรทอง กับการพิจารณาหลักการใช้น้ำมันกัญชา ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนของขวัญเพิ่มเติมสำหรับประชาชน นอกจากนโยบายยกระดับบัตรทองใน 4 บริการ อันประกอบด้วย ประชาชนที่เจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ (รักษาทุกที่ ณ เครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น) นำร่องในเขต 13 กทม. ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว ที่นำร่องที่เขต 9 นครชัยบุรินทร์ โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม และย้ายหน่วยบริการ เกิดสิทธิทันที ไม้ต้องรอ 15 วัน ที่จะเริ่มใช้พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2564 ที่เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลตั้งใจมอบให้ประชาชน วงเงิน 1,453 ล้านบาท  

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในครั้งนี้ ผ่านการศึกษาทางวิชาการและประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทั้งมิติของประสิทธิผลและต้นทุน ตลอดจนพิจารณาความพร้อมของระบบบริการ แนวทางการปฏิบัติ (Guideline) รวมถึงข้อพิจารณาเชิงจริยธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ยืนยันว่า สปสช.จะใช้งบประมาณประเทศชาติและภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้รับประโยชน์มากที่สุด

“ธนกร” เปิดใจ ช่วยงาน “บิ๊กตู่” เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม 2 ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนกร”เปิดใจ ช่วยงาน”บิ๊กตู่”เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง (komchadluek.net)

“ธนกร”เปิดใจ ช่วยงาน”บิ๊กตู่”เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง

"ธนกร"เปิดใจ ช่วยงาน"บิ๊กตู่"เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง

9 ธันวาคม 2563 – 14:05 น.

“ธนกร”เปิดใจ ช่วยงาน”บิ๊กตู่”เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง เผยเน้นชี้แจงข้อเท็จจริง

9 ธ.ค.63  นายธนกร วังบุญคงชนะ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอให้มาช่วยงานในการชี้แจงประเด็นทางการเมือง โดยทำงานร่วมกับทีมโฆษกพรรครัฐบาลนั้น จริงๆ แล้วที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 2 ปีตั้งแต่ตนเป็นโฆษกพรรคพลังประชารัฐก็ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็นทางการเมืองที่พาดพิงถึงพล.อ.ประยุทธ์มาตลอด เพราะตนเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประยุทธ์ว่าท่านเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ มีความรักชาติ รักประชาชน ที่สำคัญเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีพ ตนจึงออกมาชี้แจงประเด็นทางการเมืองให้พล.อ.ประยุทธ์มาตลอด ซึ่งวันนี้ตนก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม แต่ปัจจุบันตนเป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำงานในทำเนียบ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี เพราะฉนั้นอาจจะเห็นตนติดตามท่านนายกรัฐมนตรีไปทำงานบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะทุกคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ก็ต้องทำงานเพื่อชาติและประชาชน นอกจากนั้นเป็นความชอบพล.อ.ประยุทธ์ส่วนตัวของตน จึงเลือกที่จะช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์อย่างเต็มที่โดยไม่หวังสิ่งใด 

นายธนกร กล่าวอีกว่า ตนไม่เน้นการตอบโต้ทางการเมือง แต่จะเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชนได้ทราบและเข้าใจ เพราะวันนี้เป็นโลกแห่งดิจิทัล มีการปล่อยข่าวโจมตีรัฐบาล โจมตีพล.อ.ประยุทธ์รายวัน มีการปั่นเฟคนิวส์ สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับประชาชน เพราะฉนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง จริงๆ แล้วตนได้สัมผัสพูดคุยกับท่านนายกฯ บ้าง เห็นท่านนายกฯคิดแต่เรื่องการแก้ปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติ การสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ท่านไม่เคยคิดหรือทำอะไรเพื่อตัวเองเลย วันๆคิดแต่เรื่องประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม อยากฝากไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า วันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาชนะทางการเมือง แต่เป็นเวลาในการช่วยกันแก้ปัญหาให้กับประเทศ เพราะประเทศกำลังประสบปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากโควิด-19 การชุมนุมของคณะราษฏร น้ำท่วมฯลฯ เพราะฉนั้นแล้วขอให้หยุดเรื่องการเมืองไว้ก่อน เอาเวลามาดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนดีกว่า

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้ (komchadluek.net)

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้

"แรมโบ้" เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ  และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้

9 ธันวาคม 2563 – 10:09 น.

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมไล่ผู้ชุมนุมให้ไปอยู่ที่อื่นหากไม่รักชาติ บ้านเมือง ไม่รักสถาบัน

9 ธ.ค.63 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับนายกฯ ที่ประกาศชัดเจนจะไม่ยอมให้ไทยเป็นสาธารณรัฐ ตามกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงสัญลักษณ์และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐ  เพราะเป็นไปไม่ได้ และเรื่องนี้ตนเองมั่นใจว่าคนไทยทั้งประเทศก็ไม่ยอมเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังเห็นด้วยที่รัฐบาลจะต้องหยุดยั้ง และจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่ยุยงปลุกปั่น ซึ่งคนประเภทนี้จะต้องได้รับการลงโทษอย่างหนัก  เพราะมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง จาบจ้วงสถาบันอย่างเห็นได้ชัด  คนประเภทนี้ไม่ควรปล่อยไว้เป็นตัวอย่าง

นายสุภรณ์ ยังขอให้ผู้ชุมนุมรับรู้ประวัติศาสตร์ไทยเอาไว้ด้วยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความสำคัญกับประเทศและประชาชนมากน้อยเพียงใด  ทรงเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง กอบกู้เอกราชบ้านเมืองไว้จนถึงปัจจุบัน  และหากไม่มีพระมหากษัตริย์ คนไทยทุกคนจะมีผืนแผ่นดินไทยอยู่ทุกวันนี้ได้อย่างไร

“ผู้ชุมนุมก็ควรมีจิตสำนึกไว้ตรงนี้ด้วย เพราะหากไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ น้องๆที่ออกมาชุมนุมรวมถึงอีแอบที่อยู่เบื้องหลัง ก็คงไม่มีที่ให้ยืนในประเทศนี้จนถึงทุกวันนี้ และหากผู้ชุมนุมหรือคนที่เป็นอีแอบอยู่ข้างหลัง ไม่เห็นด้วยที่จะอยู่ประเทศที่มีระบอบการปกครองเช่นนี้  ก็ขอให้ออกจากประเทศนี้ไป เพราะคนไทยเขาไม่ต้องการที่จะเป็นสาธารณรัฐ และยังไม่ต้องการคนที่ไม่รักชาติบ้านเมือง ไม่รักสถาบันเช่นนี้

“การเปิดหน้าของเยาวชนปลดแอก ประกาศชูแนวคิดสาธารณรัฐหรือว่าเปิดหน้าแนวคิดล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เช่นนี้ถือว่าค่อนข้างชัดเจน คงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและฝ่ายความมั่นคงต้องรีบดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด จะปล่อยให้มีการชักชวนและกระทำการล้มล้างประเทศโดยเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด” นายสุภรณ์กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ 2.2 หมื่นล้านช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด (naewna.com)

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.28 น.

9 ธันวาคม 2563 น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปรุความ เปิดเผยว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในระดับโลกด้านสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety) ซื่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้สินค้าปศุสัตว์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก 

โดยเฉพาะความสำเร็จที่ไทยสามารถป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF โรคร้ายแรงในสุกรที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรหลายประเทศ แต่ไทยยังคงสถานะ “ปลอดโรค ASF” มานานกว่า 2 ปี จนเป็นไข่แดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ จุดนี้ทำให้สุกรไทยเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ ที่ต้องการนำเข้าสุกรจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ที่ปลอดโรค ปลอดสารตกค้าง ปลอดภัย เพื่อป้อนผู้บริโภคของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เกิดการระบาดของโรค ASF ทำให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง ราคาสุกรมีชีวิตสูงขึ้น

“โดยล่าสุดมีข่าวดีจากภาคผู้ผลิตสุกร ที่ได้ลงนาม MOU การส่งออกสุกรมีชีวิตไปต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ความสำเร็จดังกล่าวนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่น จนสามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และสร้างโอกาสในการส่งออกเฉพาะในปี พ.ศ. 2563 ส่งออกสุกรมีชีวิตจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านตัว รวมถึงเนื้อและผลิตภัณฑ์สุกร มีปริมาณมากกว่า 54,000 ตัน มีมูลค่าทะลุ 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆมา”

น.สพ.สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF และโรคอื่นๆ ในสุกร เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ กรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทั้งเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้ความรู้ โดยเน้นย้ำเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสุกรเป็นพิเศษ มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) ในระดับสูงสุด ตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อในสุกรของกรมปศุสัตว์ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตสุกรและเกษตรกรต่างให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคตามหลัก “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร ภาคเอกชน และเกษตรกร ยังคงบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเป็นหลัก 

สำหรับปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบัน อธิบดีกรมปศุตว์ กล่าวว่า อยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ โดยมีคณะกรรมการดูแล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานคือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด)  

“ผู้บริโภคจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสุกรภายในประเทศ ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณภายในจะเหลือจนส่งผลกระทบต่อภาวะราคาเช่นกัน” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ด้าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการสร้างผลผลิตสุกรให้เพียงพอกับคนไทย และยังเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่บุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ภายใต้ความมุ่งมั่นของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ไทยยังมีชื่อเสียงทั้งด้านการป้องกันโรคในคนและโรคในสัตว์ติดระดับโลก ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี การผลิตและการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะ “สุกร” สินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญและเป็นที่น่าจับตามอง จนกลายเป็น “สินค้าเรือธง” ในวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น ปี 2563 นี้ จึงถือเป็นปีทองของหมูไทยอย่างแท้จริง” ดร.เฉลิมชัยกล่าวทิ้งท้าย