ชาวต่างชาติทยอยอพยพออกจากซูดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686568

ชาวต่างชาติทยอยอพยพออกจากซูดาน

23 เม.ย. 2566 09:24 น.

ชาวต่างชาติทยอยอพยพออกจากซูดาน

ชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งอพยพออกจากซูดานแล้ว ขณะที่การสู้รบระหว่างสองกองกำลังทางทหารยังดำเนินต่อไปในกรุงคาร์ทูม โดยชาวต่างชาติมากกว่า 150 คน ได้รับการอพยพทางทะเล ไปยังท่าเรือเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบียเมื่อวันเสาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมืองของประเทศในอ่าวอาหรับ

สนามบินคาร์ทูมตกเป็นเป้าหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และรัฐบาลแคนาดาระบุว่า ยังไม่สามารถทำการบินได้ และได้แจ้งต่อชาวแคนาดาในซูดานให้หาที่หลบภัยในสถานที่ปลอดภัย

รัฐบาลแคนาดาได้ออกคำแนะนำการเดินทาง ที่อธิบายถึงสถานการณ์ด้านความปลอดภัยว่า มีความ “ผันผวนสูง” โดยแจ้งพลเมืองให้ชาร์จโทรศัพท์ไว้ ล็อกประตูและหน้าต่าง และให้ออกจากซูดานหากมีวิธีการที่ปลอดภัย รายงานระบุว่า “เนื่องจากการปิดสนามบินและน่านฟ้า จึงไม่สามารถอพยพทางอากาศออกจากซูดานได้ในขณะนี้”

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่า กำลังพิจารณาวิธีการอพยพเจ้าหน้าที่ มีการจัดตั้งสายด่วนสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และเรียกร้องให้พลเมืองสหราชอาณาจักรในซูดาน แจ้งสำนักงานการต่างประเทศทางออนไลน์หรือทางโทรศัพท์ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน ทั้งนี้ คาดว่าการอพยพของพลเมืองสหราชอาณาจักรจะเป็นไปอย่างจำกัด และมุ่งเน้นไปที่เจ้าหน้าที่ทางการทูต ซึ่งเทียบไม่ได้กับการอพยพของพลเมืองจำนวนมากจากอัฟกานิสถานในปี 2564

การอพยพไปยังเมืองเจดดาห์เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความรุนแรงในเมืองคาร์ทูมปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ประชาชน นักการทูต และเจ้าหน้าที่ระหว่างประเทศ เดินทางออกจากซูดานโดยทางทะเล นอกจากประเทศในเขตอ่าวอาหรับแล้ว ยังมีพลเมืองจากอียิปต์ ปากีสถาน และแคนาดาด้วย

ความรุนแรงปะทุขึ้นในคาร์ทูม เมื่อวันที่ 15 เมษายน หัวใจของการต่อสู้ในครั้งนี้ คือการแย่งชิงอำนาจระหว่างกองกำลังที่ภักดีต่อ พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-เบอร์ฮาน ผู้บัญชาการกองทัพซูดาน และ พลเอกโมฮัมเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล ผู้บัญชาการกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว หรืออาร์เอสเอฟ ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหาร

การยิงและการทิ้งระเบิดที่เกิดขึ้นเกือบตลอดเวลาในกรุงคาร์ทูมและที่อื่นๆ ส่งผลทำให้ไฟฟ้าดับ และการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยสำหรับประชากรส่วนใหญ่เป็นไปอย่างยากลำบาก ขณะที่การประกาศหยุดยิงหลายครั้ง ที่ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้กลับถูกเพิกเฉย รวมถึงการหยุดยิงชั่วคราว 3 วัน เพื่อเฉลิมฉลองวันอีดิลฟิตรี หรือการฉลองละศีลอดของชาวมุสลิม ซึ่งเริ่มเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 400 คน เชื่อว่ายอดผู้เสียชีวิตจะสูงขึ้นอีก เนื่องจากประชาชนไม่สามารถเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ นอกจากนั้น ประชาชนหลายพันคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน โดยโรงพยาบาลหลายแห่งอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องรับมือกับจำนวนผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา นอกจากนั้น ในเขตดาร์ฟูร์ทางตะวันตกของซูดาน ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสู้รบเช่นกัน

สหประชาชาติเตือนว่าประชาชนมากถึง 20,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ได้หลบหนีออกจากซูดาน เพื่อสถานที่หลบภัยในประเทศชาติ ที่มีพรมแดนติดกับเมืองดาร์ฟูร์.

ออสเตรเลียพบซากเรือญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686533

ออสเตรเลียพบซากเรือญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

23 เม.ย. 2566 08:40 น.

ออสเตรเลียพบซากเรือญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

นักสำรวจใต้ทะเลลึกพบซากเรือขนส่งของญี่ปุ่นที่จมนอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตทหารและพลเรือนชาวออสเตรเลียเกือบ 1,000 คนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนับเป็นภัยพิบัติทางทะเลครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลีย หลังเรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงตอร์ปิโดถล่มเรือโดยไม่รู้ตัวว่าเรือบรรทุกนักโทษจำนวนมากที่ถูกจับในปาปัวนิวกินี

เรือมอนเตวิเดโอ มารุ จมลงในเดือนกรกฎาคม 2485 ส่งผลให้ชาวออสเตรเลียประมาณ 979 คนเสียชีวิตพร้อมกับลูกเรือชาวนอร์เวย์ 33 คนและผู้คุมและลูกเรือชาวญี่ปุ่น 20 คน

มูลนิธิไซเลนต์เวิลด์ (Silentworld) กลุ่มโบราณคดีทางทะเลของออสเตรเลีย จัดตั้งภารกิจนี้ขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทสำรวจทะเลลึกสัญชาติเนเธอร์แลนด์ชื่อ “ฟูโกร” (Fugro) ซากเรือดังกล่าวถูกค้นพบโดยยานยนต์ไร้คนขับใต้น้ำในระดับความลึกมากกว่า 4,000 ม. ซึ่งลึกกว่าซากเรือไททานิค

กัปตันโรเจอร์ เทิร์นเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคในทีมค้นหา กล่าวว่า “ที่นี่คือสุสานสมัยสงคราม เป็นสุสานที่ต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพอย่างเหมาะสม” อย่างไรก็ตาม เขาบอกด้วยว่า ยานยนต์ไร้คนขับใต้น้ำ เข้าใกล้ซากเรือได้มากที่สุดเพียง 45 เมตร

ไซเลนต์เวิลด์กล่าวว่า จะไม่มีการแตะต้องซากเรือ ขณะที่ร่างของผู้เสียชีวิตหรือสิ่งของต่างๆ จะไม่มีการเคลื่อนย้ายออกไป 

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า เป็นช่วงเวลาอันยาวนาน แต่ในที่สุดสถานที่พำนักของจิตวิญญาณที่สูญหายบนเรือมอนเตวิเดโอ มารุ ก็ถูกพบ “พวกเราหวังว่าข่าวในวันนี้จะช่วยปลอบโยนบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งเฝ้าติดตามมาอย่างยาวนาน”

เรือมอนเตวิเดโอ มารุถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือรบยูเอสเอส สเตอร์เจียน ของสหรัฐฯ และจมลงอย่างรวดเร็ว กัปตัน เทิร์นเนอร์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากเรือค้นหาว่า หลังจากถูกโจมตี เรือมอนเตวิเดโอ มารุก็จมลงในมุมเอียงภายใน 6 นาที และจมหายไปใต้คลื่นภายใน 11 นาที โดยที่มีเรือชูชีพทันออกจากเรือเพียง 3 ลำ บรรทุกลูกเรือและทหารคุ้มกันชาวญี่ปุ่น 102 นาย ไปขึ้นฝั่งที่ฟิลิปปินส์

ไซเลนต์เวิลด์ กล่าวว่า เหยื่อทั้งหมดประมาณ 1,089 คน มาจาก 14 ประเทศ และไม่สามารถติดต่อญาติพี่น้องของพวกเขาได้ทั้งหมด แต่ระบุว่าทายาทของเหยื่อสามารถลงทะเบียนกับกองกำลังป้องกันประเทศออสเตรเลีย เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการสืบสวนและกิจกรรมการรำลึกที่จะจัดขึ้นในอนาคต

การค้นหาเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน ในเขตทะเลจีนใต้ ห่างจากเกาะลูซอนทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟิลิปปินส์ 110 กม. และพบซากเรือหลังจากผ่านไป 12 วัน จากนั้นทีมงานใช้เวลาหลายวันในการตรวจสอบซากเรือ โดยใช้การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญจากนักโบราณคดีทางทะเล นักอนุรักษ์ และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ รวมถึงอดีตนายทหารเรือ ผลการสแกนซากเรือ รวมถึงส่วนยึด เสาหน้า และหัวเรือ พบลักษณะที่ตรงกันซึ่งมีการทำเครื่องหมายไว้ในภาพวาดของเรือ.

จงใจก่อสถานการณ์หาประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686098

จงใจก่อสถานการณ์หาประโยชน์

23 เม.ย. 2566 05:56 น.

  • วีรพจน์ อินทรพันธ์

จงใจก่อสถานการณ์หาประโยชน์

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในระดับเวทีโลกก็ยังมีความขัดแย้งในระดับพื้นที่ที่ยังไม่คลี่คลายอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในประเทศอิสราเอล ซึ่งนาง “ออร์นา ซากิฟ” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติอธิบายแก่ทางไทยรัฐ ดังนี้

“การจู่โจมทำร้ายที่เกิดขึ้นในอิสราเอลเมื่อเร็วๆนี้ เป็นผลจากการโป้ปดซึ่งนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อปลุกระดมให้เกิดการก่อการร้ายและการใช้ความรุนแรง”

อย่างกรณีสองพี่น้อง รีนา (อายุ 15 ปี) และมายา (อายุ 20 ปี) ต้องเสียชีวิตเมื่อรถยนต์ของพวกเธอถูกผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์กราดยิง เมื่อ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา และในเย็นวันเดียวกันนั้นเองมีการขับรถยนต์เข้าใส่ฝูงชนที่เดินอยู่บนทางเท้าเลียบชายทะเลในนครเทลอาวีฟ คร่าชีวิต อเลสซานโดร ปารินี นักกฎหมายจากกรุงโรมวัย 35 ปี และทำให้นักท่องเที่ยว จากอิตาลีและอังกฤษอีก 7 คนได้รับบาดเจ็บ

เห็นได้ชัดเจนว่า การปลุกระดมของกลุ่มผู้ก่อการร้ายฮามาสและกลุ่มชาวปาเลสไตน์สามารถก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่มีที่ใดอีกแล้วที่จะเกิดเหตุอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ดังที่ปรากฏในกรุงเยรูซาเลม โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเขาพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ (The Temple Mount) ที่ตั้งของพระมหาวิหารโบราณของชาวยิว และที่ซึ่งมีการสร้าง โดมแห่งศิลา (The Dome of the Rock) และสุเหร่าอัล-อักซา (Al-Aqsa Mosque) ในเวลาต่อมา

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา หลายต่อหลายครั้งที่มีการกล่าวหาอย่างไม่มีมูลความจริง โดยนำเขาพระวิหารศักดิ์สิทธิ์มาเป็นข้ออ้าง เพื่อจุดชนวน ให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่อชาวยิวในอดีตก็เช่นกัน ช่วง ค.ศ.1920 คำโป้ปดของฮัจญ์ อามิน อัล-ฮุสเซ็น ผู้นำทางศาสนาที่กล่าวว่า สุเหร่าอัล-อักซาตกอยู่ในอันตราย กระตุ้นให้เกิดการจลาจลของชาวอาหรับหลายครั้ง ทำให้มีคนตายหลายร้อยคน นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้นำปาเลสไตน์และผู้นำทางศาสนาก็กุข่าวเรื่องภัยคุกคามต่อสุเหร่าอัล-อักซา เพื่อยุยงให้ทำร้ายชาวยิว ปลุกระดมให้ก่อความไม่สงบ จุดชนวนการใช้อาวุธ เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายทางการเมือง

การกระทำอันน่ารังเกียจตามรูปแบบเดิมๆ ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปีนี้ เมื่อ 4 เม.ย. ซึ่งเป็นคืนก่อนเทศกาลพาสโอเวอร์ของชาวยิว นักเคลื่อนไหวฮามาสและผู้สนับสนุนได้ขังตัวเองไว้ในสุเหร่าอัล-อักซาพร้อมกับอาวุธพื้นๆอย่างพลุและก้อนหินขนาดใหญ่ การกระทำดังกล่าวบีบให้ตำรวจอิสราเอลต้องตอบโต้เพื่อป้องกันมิให้เกิดการทำร้ายชาวยิวผู้ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ ณ กำแพงตะวันตกด้านล่างและเพื่อให้ชาวมุสลิมได้สวดมนต์ อย่างสงบในสุเหร่า

การที่ฮามาสอ้างว่าสุเหร่าอัล-อักซาตกอยู่ในอันตรายนั้น ส่งผลให้เกิดความขุ่นเคืองกระจายไปเป็นวงกว้าง กล่าวคือ กลุ่มผู้ก่อการร้ายฮิสบุลลาห์ในเลบานอนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวดถึง 34 ลูก มายังชุมชนชาวอิสราเอลในเขต กาลิลีตะวันตก และหลังจากที่อิสราเอลตอบโต้ด้วยการทำลายอุปกรณ์ทางทหารของกลุ่มฮิสบุลลาห์ก็มีการยิงจรวดจากกาซามายังพลเรือนชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ทางใต้แถบชายแดน ทำให้การสูญเสียจากการก่อการร้ายมีจำนวนถี่ขึ้นและเพิ่มขึ้น

หลังจากอิสราเอลถอนกำลังออกจากฉนวนกาซาเมื่อ พ.ศ. 2548 ได้เกิดการใช้กำลังรุนแรงจากกลุ่มฮามาสหลายครั้ง การระดมโจมตีด้วยจรวดและปืนครกอย่างไร้ทิศทางเป็นอันตรายและคร่าชีวิตชาวอิสราเอล รวมถึงประชาชนชาติอื่นๆ แม้แต่แรงงานชาวไทย เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2564 ทำให้แรงงานไทย 2 คน ต้องเสียชีวิต และอีก 8 คนได้รับบาดเจ็บ

นอกจากนี้ การโจมตีเช่นนี้ที่กระทำโดยบรรดากลุ่มก่อการร้ายซึ่งเป็นตัวแทนของอิหร่าน เป็นเพียงส่วนน้อยของภัยคุกคามจากอิหร่านหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆให้ปฏิบัติการโจมตีในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย กล่าวคือ เมื่อ พ.ศ. 2537 ชาวอิหร่านสองคนถูกจับจากการสังหารคนไทยในความพยายามจะระเบิดรถบรรทุกซึ่งเกิดขึ้นใกล้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ และเมื่อ พ.ศ.2555 ชาวอิหร่าน 5 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าวางระเบิด 3 แห่ง ในบริเวณสุขุมวิทแต่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้ สงสัยว่าการกระทำดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างความพยายามที่จะลอบสังหารเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

หลายปีมานี้มีการนำสุเหร่าอัล-อักซามาใช้ยุยงเพื่อขัดขวางมิให้ชาวยิวเดินทางมายังเขาพระวิหารอันเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา ชาวยิวถูกป้ายสีว่า “บุก” เข้ามาและทำให้เขาพระวิหาร “แปดเปื้อน” ในขณะเดียวกัน บรรดาเยาวชนชาวปาเลสไตน์ถูกปลูกฝังความเชื่อที่ว่า พวกเขามีพันธกิจ ทางศาสนาที่จะต้องปกป้องสุเหร่าอัล-อักซาจากผู้บุกรุกชาวยิว ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

อันที่จริงแล้ว การที่ชาวยิวจะไปเยือนสถานที่ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กร Waqf ของชาวมุสลิมนั้นจะต้องกระทำด้วยความเคารพและเป็นไปตามข้อกำหนดสำหรับผู้มิใช่ชาวมุสลิม ชาวยิวจะเข้าไปได้ก็ต้องเป็นเวลาตามที่กำหนดและต้องไม่ล่วงเข้าไปในสุเหร่าอัล-อักซา นอกจากนั้น แล้วชาวยิวยังไม่ได้รับอนุญาตให้สวดมนต์อย่างเปิดเผย ณ บริเวณซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพวกเขา

ความเคารพที่มีต่อความเชื่อของชาวมุสลิมดังกล่าวนี้ดำเนินมาต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ตามคำสัญญาที่รัฐบาลอิสราเอลได้ให้ไว้ เพื่อปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทุกศาสนาและส่งเสริมเสรีภาพในการนับถือศาสนาที่ต่างกัน สัญญาดังกล่าวนี้ได้จารึกไว้ในคำประกาศอิสรภาพของอิสราเอล

จากสถิติจะเห็นได้ว่า จำนวนประชาชนที่เข้ามายังบริเวณนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ปีที่แล้วมีชาวมุสลิมประมาณ 1.25 ล้านคน เข้ามายังเขาพระวิหารศักดิ์สิทธิ์เพื่อปฏิบัติศาสนกิจตลอดเดือนรอมฎอน ในทางกลับกันตลอดทั้งปี 2565 จำนวนชาวยิวที่เดินทางมา ณ ที่นี้ มีน้อยกว่าชาวมุสลิมที่มาสวดมนต์เพียงวันศุกร์เดียวของเดือนรอมฎอนเสียอีก

เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าความวุ่นวายที่กำลังดำเนินอยู่นี้ไม่ได้ล่วงเกินชาวมุสลิมตามที่ฮามาสและกลุ่มต่อต้านอิสราเอลได้กล่าวอ้าง ในทางตรงกันข้าม กลับสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบเดิมๆของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งฮามาส ได้วางแผนและเตรียมการยั่วยุในระหว่างเดือนรอมฎอน โดยจงใจก่อสถานการณ์ขึ้นเพื่อหาประโยชน์จากความอ่อนไหวของช่วงเวลานี้

อิสราเอลมิได้ต้องการสิ่งใด นอกจากความสงบเพื่อประโยชน์ของผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตและสวดภาวนาอย่างสันติ อิสราเอลถูกประณามอย่างไม่เป็นธรรมแต่ผู้ก่อการร้ายกลับเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ถึงเวลาแล้วหรือที่เราต้องมาเห็นความรุนแรงที่ดำเนินอยู่ซึ่งมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์เข้าทางอันชั่วร้ายของฮามาส.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

กลุ่มมือปืนบุกกราดยิงครอบครัวแอฟริกาใต้ ดับสลด 10 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686518

กลุ่มมือปืนบุกกราดยิงครอบครัวแอฟริกาใต้ ดับสลด 10 ศพ

23 เม.ย. 2566 03:40 น.

กลุ่มมือปืนบุกกราดยิงครอบครัวแอฟริกาใต้ ดับสลด 10 ศพ

กลุ่มมือปืนบุกกราดยิงบ้านหลังหนึ่งในเมืองทางตะวันออกของแอฟริกาใต้ สังหารสมาชิกครอบครัว 10 ชีวิต ก่อนยิงต่อสู้กับตำรวจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนไม่ทราบจำนวนก่อเหตุบุกกราดยิงที่เคหสถานแห่งหนึ่งในเมือง ปีเตอร์มาริตซ์เบิร์ก จังหวัด ควาซูลู-นาตาล ของแอฟริกาใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ 21 เม.ย. 2566 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้สมาชิกครอบครัว 10 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 7 คน เสียชีวิตทั้งหมด

กระทรวงมหาดไทยของแอฟริกาใต้ยืนยันในเวลาต่อมาว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นเด็กชายอายุเพียง 13 ปี ขณะที่ตำรวจยิงต่อสู้กับกลุ่มมือปืนและสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว 2 ราย ส่วน 1 รายเสียชีวิต และอีก 1 รายหลบหนีไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการตามล่าตัว นอกจากนั้นยังยึดอาวุธปืนได้ 3 กระบอก

แอฟริกาใต้เผชิญเหตุกราดยิงหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยบางกรณีก็เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในธุรกิจรถแท็กซี่ ขณะที่บางกรณีก็พัวพันกับแก๊งค้ายาเสพติด แต่ตำรวจยังไม่รู้ว่ามูลเหตุจูงใจของเหตุกราดยิงครั้งล่าสุดคืออะไร

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆาตกรรมมากที่สุดในโลก โดยอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ป้องกันการระบาดของโควิด-19 เช่นในช่วงเดือนกรกฎาคมปีก่อน เกิดเหตุกราดยิงที่บาร์แห่งหนึ่งในเมืองโซเวโต มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และในเย็นวันเดียวกันก็เกิดเหตุยิงกันที่บาร์ในเมืองปีเตอร์มาริตซ์เบิร์ก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 4 ศพ

ที่มา : cnn

รมต.ญี่ปุ่นลั่น พร้อมยิงทำลายจรวดส่งดาวเทียมสอดแนมของเกาหลีเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686515

รมต.ญี่ปุ่นลั่น พร้อมยิงทำลายจรวดส่งดาวเทียมสอดแนมของเกาหลีเหนือ

23 เม.ย. 2566 02:24 น.

รมต.ญี่ปุ่นลั่น พร้อมยิงทำลายจรวดส่งดาวเทียมสอดแนมของเกาหลีเหนือ

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นสั่งให้กองกำลังป้องกันตนเอง เตรียมพร้อมเพื่อยิงทำลายจรวดส่งดาวเทียมของเกาหลีเหนือ หากมีความจำเป็นต้องทำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ในวันเสาร์ที่ 22 เม.ย. 2566 ระบุว่า นายยาสุคาซุ ฮามาดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกคำสั่งให้กองทัพ เตรียมความพร้อมที่จำเป็น เนื่องจากเขาอาจสั่งการให้กองทัพยิงทำลายจรวดส่งดาวเทียมสอดแนมของเกาหลีเหนือ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เกาหลีเหนือประกาศว่า พวกเขากำลังเตรียมการขั้นสุดท้ายเพื่อส่งดาวเทียมลาดตระเวนทางกองทัพดวงแรกของประเทศขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งทำให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อมรับมือเศษซากใดๆ จากจรวดส่งดาวเทียมที่อาจตกลงมาในดินแดนของประเทศ

ในแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหม นายฮามาดะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะยิงทำลายจรวดส่งดาวเทียมของเกาหลีเหนือ พร้อมเสริมว่า กองกำลังป้องกันตนเองจะประจำการระบบป้องกันทางอากาศ ‘Patriot’ และเรือพิฆาตที่ติดตั้งระบบเรดาร์ ‘Aegis’ กับขีปนาวุธสกัดกั้น ‘สแตนดาร์ด มิสไซล์-3’ (SM-3) ด้วย

ที่มา : cnn

เมืองรัสเซียแตกตื่น พบระเบิดด้านใกล้อพาร์ตเมนต์ อพยพกว่า 3,000 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686513

เมืองรัสเซียแตกตื่น พบระเบิดด้านใกล้อพาร์ตเมนต์ อพยพกว่า 3,000 คน

23 เม.ย. 2566 01:59 น.

เมืองรัสเซียแตกตื่น พบระเบิดด้านใกล้อพาร์ตเมนต์ อพยพกว่า 3,000 คน

ชาวเมืองเบลโกรอดกว่า 3,000 คนต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย หลังมีผู้พบระเบิดด้านใกล้กับจุดที่เครื่องบินรบ Su-34 ทำระเบิดตกลงมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีผู้พบระเบิดที่ยังไม่ระเบิด ในเขตที่อยู่อาศัยภายในเมืองเบลโกรอด เมืองชายแดนของรัสเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ 22 เม.ย. 2566 ทำให้ทางการต้องดำเนินการอพยพประชาชนกว่า 3,000 คนออกจากตึกอพาร์ตเมนต์ 17 แห่ง และสั่งปิดพื้นที่รัศมี 200 เมตรเพื่อความปลอดภัย

นายวยาเชสลาฟ กลาดคอฟ ผู้ว่าการเมืองเบลโกรอดยืนยันในเวลาต่อมาว่า ประชาชนเริ่มทยอยกลับเข้าที่พักอาศัยของพวกเขาแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ขนย้ายระเบิดออกไป

ทั้งนี้ ระเบิดดังกล่าวถูกพบในพื้นที่เดียวกับที่ เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง Su-34 ของรัสเซียพลาดทำระเบิดตกลงมาโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จนทำให้เกิดหลุมระเบิดความกว้างราว 20 เมตรใกล้กับย่านใจกลางเมือง โดยแรงระเบิดรุนแรงถึงขั้นซัดรถยนต์คันหนึ่งลอยไปตกบนหลังคาร้านค้าใกล้เคียง และมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าระเบิดด้านที่พบล่าสุดมาจากเครื่องบิน Su-34 ลำนี้หรือไม่

ที่มา : bbc

พนง.ทำเฟลมเบ้พลาด ไฟไหม้ร้านอาหารในกรุงมาดริด ตาย 2 เจ็บอื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686496

พนง.ทำเฟลมเบ้พลาด ไฟไหม้ร้านอาหารในกรุงมาดริด ตาย 2 เจ็บอื้อ

23 เม.ย. 2566 00:32 น.

พนง.ทำเฟลมเบ้พลาด ไฟไหม้ร้านอาหารในกรุงมาดริด ตาย 2 เจ็บอื้อ

เกิดเหตุไฟไหม้ภายในร้านอาหารในกรุงมาดริด หลังพนักงานทำเฟลมเบ้ หรือ จุดไฟบนอาหารพลาด ทำให้ไฟลุกลาม จนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พนักงานร้านอาหารอิตาลีแห่งหนึ่งในกรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน ทำเฟลมเบ้ (flambé) หรือ กระบวนการจุดไฟบนอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นหรือรสชาติพลาด จนเกิดไฟไหม้ภายในร้าน เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ 21 เม.ย. 2565 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนพลุกพล่าน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 10 ราย

ข่าวระบุว่า ระหว่างที่พนักงานทำเฟลมเบ้ ภาชนะพลาสติกของร้านกลับติดไฟขึ้นมา และลุกลามอย่างรวดเร็ว ใกล้ทางออกของร้านอาหารชื่อว่า ‘บูร์โร กานาเกลีย’ (Burro Canaglia) ทำให้คนในร้านหนีออกไปได้ยากขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยหนึ่งในผู้ตายเป็นพนักงานเสิร์ฟ ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ 1 รายอาการวิกฤติ และอีก 5 รายอาการสาหัส

ด้านนาย โชเซ ลูอิส มาร์ติเนซ-อัลเมดา นายกเทศมนตรีกรุงมาดริด ระบุว่า ในขณะเกิดเหตุมีคนอยู่ในร้านประมาณ 30 คน แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะดับไฟได้อย่างรวดเร็วภายเวลาเพียง 10 นาทีหลังได้รับแจ้งเหตุเท่านั้น แต่มันก็ทำให้เกิดกลุ่มควันจำนวนมาก ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา : bbc

ผู้ให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์ หนุนเร่งแก้ปัญหาหมูเถื่อน สาวให้ถึงผู้บงการตัวจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726113

ผู้ให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์ หนุนเร่งแก้ปัญหาหมูเถื่อน สาวให้ถึงผู้บงการตัวจริง

ผู้ให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์ หนุนเร่งแก้ปัญหาหมูเถื่อน สาวให้ถึงผู้บงการตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 22.27 น.

22 เม.ย.66 รายงานข่าวจากกลุ่มบริษัทผู้ให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์ ระบุว่า ผู้ให้เช่าตู้คือหนึ่งในผู้เสียหายจากขบวนการนำเข้าหมูเถื่อน และพร้อมให้ความร่วมมือภาครัฐในการแก้ปัญหา ขณะเดียวกันก็ต้องการแก้ปัญหาตู้ของบริษัทที่ตกค้างหน้าท่า เพื่อให้สามารถนำออกมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติโดยเร็ว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ผงะ!!!เจอ‘หมูเถื่อน’4 ล้านกก. ซุกตู้ตกค้างท่าเรือแหลมฉบัง)

กลุ่มบริษัทดังกล่าวตัดสินใจหลังจากมีข่าวการพบหมูเถื่อนจำนวนมหาศาลถึงกว่า  4.5 ล้านกิโลกรัมในตู้ตกค้างจำนวน 161 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบังดังที่กรมศุลกากรแถลงเนื่องจากผู้ประกอบการให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์เป็นหนึ่งในห่วงโซ่ที่ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน

ทั้งนี้ หนึ่งในบริษัทที่มีตู้ตกค้างในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า ได้รับงานจากบริษัทชิปปิ้งในนาม“บุคคล” ไม่ใช่นิติบุคคล แต่จนถึงขณะนี้ไม่สามารถติดต่อให้มาทำพิธีการตรวจปล่อยทางศุลกากรได้เป็นเวลา 7-8 เดือนแล้ว ทำให้บริษัทฯ จำต้องทิ้งตู้ไว้ที่ท่าเรือ โดยมีภาระค่าเช่าพื้นที่ในการวางตู้ รวมถึงค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าเสียโอกาส โดยสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 8 ตู้ที่ตกค้างนั้นเป็นชิ้นส่วนเนื้อสุกรหัวไหล่นำเข้าจากประเทศบราซิล และหากต้องทำลายสินค้าผิดกฏหมายเหล่านั้น บริษัทผู้ให้เช่าตู้ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายด้วย 

ภายใต้ข้อกำหนดของกรมศุลกากรกรณีสินค้าตกค้าง ระบุให้ตัวแทนออกของ(ชิปปิ้ง) มาทำพิธีการตรวจปล่อยภายใน 30 วัน กรณีเป็นสินค้าทั่วไป  หากไม่มาดำเนินการสินค้านั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน  

สำหรับสินค้า “หมู” กรมศุลกากรจะขยายเวลาให้อีก 30 วัน (รวมเป็น 60 วัน) เพื่อให้นำใบคำขอนำเข้า (ร.6) และใบอนุญาตนำเข้า  (ร.7) มาแสดงในการทำพิธีการตรวจปล่อย แต่หากเกินกำหนดนี้แล้ว สินค้าหมูดังกล่าวจะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งกรมศุลกากรจะแจ้งและส่งมอบให้ กรมปศุสัตว์ นำไปฝังทำลายตาม พรบ.โรคระบาดสัตว์ต่อไป โดยจะเรียกเก็บค่าฝังทำลายจากบริษัทผู้ให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์ 

การทิ้งตู้คอนเทนเนอร์ไว้นานเกินกว่าข้อกำหนดของกรมศุลกากร ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าตู้ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายสะสมมากมาย น่าจะเป็นเหตุผลที่บริษัทเหล่านี้ต้องเร่งแก้ปัญหา รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณว่าไม่ใช่ผู้สมรู้ร่วมคิดในขบวนการผิดกฎหมาย นับเป็นตัวอย่างให้บริษัทเจ้าของตู้เช่ารายอื่นๆ ทยอยกันออกมาให้ความร่วมมือ และจะทำให้การเข้าถึง “ผู้บงการหมูเถื่อน” เป็นจริงได้เร็วขึ้น.-001

‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยเมืองพิจิตร ชูข้าวรักษ์โลก BCG MODEL เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726098

'อธิบดีกรมข้าว'ลุยเมืองพิจิตร ชูข้าวรักษ์โลก BCG MODEL เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยเมืองพิจิตร ชูข้าวรักษ์โลก BCG MODEL เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 18.45 น.

“อธิบดีกรมข้าว” ลุย เมืองพิจิตร ชูข้าวรักษ์โลก BCG MODEL เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

22 เม.ย.2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวเดินทางไปยัง จ.พิจิตร เพื่อพบปะหารือกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ พร้อมรับฟังปัญหาอุปสรรคของพี่น้องเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชน อีกทั้งเชิญชวนให้หันมาปลูกข้าวรักษ์โลก หรือการทำนาแบบ BCG Model คือการปลูกข้าวปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้สารจุลินทรีย์ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินมาเพิ่มประสิทธิภาพดิน ที่จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ และตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิจิตร โดยมี​นายอัครสิชฌ์ มหาจิราศิริ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิจิตร เจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวฯ และประธานศูนย์ข้าวชุมชนให้การต้อนรับ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิจิตร 

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า เราทำงานทุกวัน ไม่มีวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อพี่น้องชาวนา ต้องสร้างความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องของเรา เราจะปฎิวัติการทำนาให้ยั่งยืน “เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน เราคือพี่น้องกัน เราจะไม่ทิ้งกันแน่นอน”

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726051

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ  เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.17 น.

ขณะนี้ อินเดีย เผชิญกับการปะทะกันของภัยจากสภาพอากาศที่สะสมทวีคูณ โดยสภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมปีที่แล้ว ผลการศึกษาระบุว่า อุณหภูมิที่ร้อนจัดทำให้ประชากรร้อยละ 80 ของอินเดีย หรือจำนวน 1,400 ล้านคน ตกอยู่ในอันตราย

ผลการศึกษาจากทีมนักวิชาการ ที่นำโดย รามิต เทพนาฏ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ระบุว่าอากาศที่ร้อนจัดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 24,000 คน ตั้งแต่ปี 1992 รวมทั้งทำให้เกิดมลพิษทางอากาศและเร่งการละลายของน้ำแข็งในภาคเหนือของอินเดีย

ความเสียหายทั้งหมดจากอากาศที่ร้อนจัดของอินเดีย เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ความเจ็บป่วย โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และการเพาะปลูกพืชผลล้มเหลว ตลอดจนการชะลอตัวของการพัฒนาประเทศ ขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่รัฐบาลประเมินผลกระทบจากเรื่องนี้ต่ำเกินไป

เทพนาฏระบุว่า รัฐบาลอินเดียประเมินผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่เกิดนานขึ้น เร็วขึ้น และบ่อยขึ้นต่ำเกินไป พร้อมเตือนว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ทั้งหมดของอินเดียตอนนี้อยู่ในเขตอันตรายจากความร้อนสูง และประเทศไม่ได้เตรียมพร้อมรับอย่างเต็มที่ และจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแผนเหล่ามือที่เตรียมไว้บ้างแล้ว

นักวิจัยยังเตือนด้วยว่า คลื่นความร้อนกำลังบั่นทอนความพยายามของอินเดียในการบรรลุ “เป้าหมายการพัฒนาสังคม” ซึ่งเป็นเป้าหมาย 17 ประการของสหประชาชาติในการลดความยากจน ความหิวโหย ความไม่เท่าเทียมกัน และโรคภัยไข้เจ็บ

อากาศที่ร้อนจัด อาจนำไปสู่ความสามารถในการทำงานกลางแจ้งลดลงร้อยละ 15 ลดคุณภาพชีวิตของผู้คนมากถึง 480 ล้านคน และทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ลดลงร้อยละ 2.8 ภายในปี 2050

รายงาน Climate Transparency ที่เผยแพร่โดยกลุ่มสิ่งแวดล้อมเมื่อปีที่แล้วระบุว่า ผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงมาก อาจทำให้อินเดียมีต้นทุนถึงร้อยละ 5.4 ของ GDP

ทั้งนี้ อินเดียกำลังประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดในปีนี้ โดยบางรัฐอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน และอีกหลายคนล้มป่วยขณะเข้าร่วมงานกลางแจ้งที่จัดโดยรัฐบาลของรัฐมหาราษฎร์ ที่ชานเมืองนครมุมไบ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า อุณหภูมิในวันนั้นแตะเกือบ 38 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูงส่วนในรัฐเบงกอลตะวันตก ปิดโรงเรียนและวิทยาลัยทั้งหมดในสัปดาห์นี้เนื่องจากอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเพิ่มสูงกว่าปกติประมาณ 3-4 องศาเซลเซียสเลยทีเดียวทำให้บางครอบครัวตัดสินใจไม่ส่งลูกไปโรงเรียน เพื่อป้องกันไว้ก่อน ขณะที่แรงงานรับจ้างบางคน ระบุว่า พวกเขาไม่เคยเจอกับสภาพอากาศแบบนี่มาก่อน อากาศร้อนอบอ้าวอย่างมาก จนทำให้เกิดความยากลำบากในการเดินทางหรือขนส่งสินค้า ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นเดือนที่อุณหภูมิสูงที่สุดในอินเดียในรอบ 122 ปี

อาทิตยา วาลิอาธาน พิไล จากศูนย์วิจัยนโยบายในนิวเดลี ที่เพิ่งศึกษาความพร้อมของอินเดียในการตอบสนองต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัด เน้นย้ำว่า ความเสี่ยงจากความร้อนเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว

งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ เชื่อมโยงสิ่งที่เป็นประโยชน์ระหว่างความร้อนที่เพิ่มขึ้นกับผลที่ตามมาต่อการพัฒนาของอินเดีย แต่ชุดข้อมูลของการศึกษา ซึ่งดูเฉพาะอุณหภูมิในเดือนเมษายนปีที่แล้วยังมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่ายินดีที่จะมีการเผยแพร่งานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของความร้อนต่อประชากรอินเดีย เนื่องจากขณะนี้ หลายรัฐกำลังลุกเป็นไฟภายใต้อุณหภูมิที่ร้อนจัด และบริเวณที่มีความเครียดจากความร้อนอยู่แล้วก็กำลังประสบกับอุณหภูมิสูงที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในจำนวนวันที่เพิ่มขึ้น

พิไลระบุว่า สำหรับอินเดียโดยรวมแล้ว เกณฑ์สำหรับการปรับตัวต่อความร้อนและผลกระทบด้านสภาพอากาศอื่นๆ จะมาถึงในอีกไม่กี่ทศวรรษนับจากนี้ แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่มีฐานะยากจน พวกเขามาถึงขีดจำกัดเหล่านี้แล้ว

ฟาฮัด ซาอีด นักวิทยาศาสตร์ หัวหน้าระดับภูมิภาคของสถาบันวิเคราะห์สภาพอากาศ ชี้แจงว่า ภาวะโลกร้อน กำลังเป็นตัวเร่งทำให้สภาพอากาศเลวร้ายเร็วขึ้น โดยรายงานล่าสุดจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ เตือนว่า การเพิ่มขึ้นของภาวะโลกร้อนทุกๆ ครั้งจะทวีความรุนแรงและทำให้เกิดอันตรายหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน และว่าในปีนี้ สภาพอากาศร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในประเทศไทยจีน และเอเชียใต้ เป็นแนวโน้มสภาพอากาศที่ชัดเจน และจะก่อให้เกิดความท้าทายต่างๆ ด้านสาธารณสุขในอีกหลายปีข้างหน้า

แน่นอนว่า สภาพอากาศร้อนสุดขั้ว ที่เราต่างได้ประสบพบเห็นได้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อคนยากจนหนักหน่วงรุนแรงที่สุด มันอาจเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตสำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงความเย็น หรือมีที่พักอาศัยที่ดีพอในการป้องกันอากาศร้อน

โดย ดาโน โทนาลี