สลด คนร้ายกราดยิงห้างเทกซัส ดับ 8 ศพ ไบเดนประณาม-จี้สภาแบนปืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2692030

สลด คนร้ายกราดยิงห้างเทกซัส ดับ 8 ศพ ไบเดนประณาม-จี้สภาแบนปืน

8 พ.ค. 2566 00:15 น.

สลด คนร้ายกราดยิงห้างเทกซัส ดับ 8 ศพ ไบเดนประณาม-จี้สภาแบนปืน

เกิดเหตุมือปืนกราดยิงยิงที่ห้างสรรพสินค้าในรัฐเทกซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนที่คนร้ายจะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 6 พ.ค. 2566 มือปืนรายหนึ่งก่อเหตุกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้า ‘อัลเลน พรีเมียม เอาท์เลตส์’ (Allen Premium Outlets mall) ที่เมืองอัลเลน ทางตอนเหนือของรัฐเทกซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ และทำให้คนนับร้อยต้องอพยพออกจากห้างแห่งนี้

นายโจนาธาน บอยด์ หัวหน้าสำนักงานดับเพลิงเมืองอัลเลนยืนยันว่า คน 7 คน รวมถึงมือปืน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่อีก 2 คนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

โฆษกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งระบุว่า ผู้เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 5-51 ปี ขณะที่มีรายงานว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 7 คนกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยที่ 3 รายในจำนวนนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ส่วนนายไบรอัน ฮาร์วีย์หัวหน้าตำรวจเมืองอัลเลน เผยว่า ตำรวจนายหนึ่งที่อยู่ในห้างฯ ได้ยินเสียงปืนจึงไปตรวจสอบและเผชิญหน้ากับผู้ต้องสงสัย ก่อนจะวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยรายนี้

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า มือปืนแต่งกายในชุดสีดำทั้งตัว และสวมคอมแบทเกียร์ (combat gear) แบบทหาร เปิดฉากยิงผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างไม่เลือกหน้า ส่วนภาพและคลิปที่ถ่ายหลังมือปืนเสียชีวิตแสดงให้เห็นปืนไรเฟิล AR-15 ตกอยู่ใกล้ร่างของเขา

นายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเทกซัส กล่าวว่า เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นคือโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายจนพูดไม่ออก และว่าทางรัฐพร้อมให้ความช่วยเหลือทั้งอย่างแก่ทางการท้องถิ่น

ด้านประธานาธิบดี โจ ไบเดน แถลงในวันอาทิตย์ ประณามเหตุกราดยิงว่าเป็น พฤติกรรมความรุนแรงอย่างไร้เหตุผล และสั่งการให้ลดธงชาติตามอาคารของรัฐบาล, ฐานทัพ และสถานทูตอเมริกันต่างๆ ลงครึ่งเสาจนถึงอาทิตย์ตกดินในวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2566 เพื่อเป็นการไว้อาลัย

ไบเดียยังเรียกร้องอีกครั้งให้สภาคองเกรส แบนอาวุธปืนจู่โจมอย่างปืนไรเฟิลได้แล้ว “มีหลายครอบครัวเกินไปแล้วที่ต้องมีเก้าอี้ว่างที่โต๊ะอาหารค่ำของพวกเขา” “การทวีตข้อความแสดงความเสียใจมันไม่เพียงพอ”

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของรัฐเทกซัส ผู้ที่มีอายุเกิน 21 ปีสามารถพกพาอาวุธปืนภายในรัฐเทกซัสได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต ยกเว้นเคยมีประวัติถูกตัดสินความผิดมาก่อน และมีข้อจำกัดเพียงไม่กี่อย่างสำหรับการครอบครองปืนไรเฟิลและปืนลูกซอง

ที่มา : bbc

แคนาดาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไฟป่า เผาวอด 7 แสนไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691847

แคนาดาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไฟป่า เผาวอด 7 แสนไร่

7 พ.ค. 2566 09:58 น.

แคนาดาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไฟป่า เผาวอด 7 แสนไร่

รัฐอัลเบอร์ตาของแคนาดา ประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันเสาร์ หลังจากชาวอัลเบอร์ตาหลายหมื่นคนจำเป็นต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยเนื่องจากสถานการณ์ไฟป่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรัฐอัลเบอร์ตา

เมื่อวันเสาร์ ชาวอัลเบอร์ตากว่า 24,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเนื่องจากเกิดไฟป่า 110 จุดทั่วรัฐ โดย 36 จุดยังควบคุมเพลิงไม่ได้

คริสตี้ ทัคเกอร์ ผู้จัดการหน่วยข้อมูลของหน่วยควบคุมไฟป่าอัลเบอร์ตา กล่าวว่า “เรากำลังต่อสู้กับกระแสลมแรงและอากาศร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าอย่างรุนแรง” และเสริมว่าวันนี้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดินทางมาเสริมกำลังเพิ่มเติมจากรัฐควิเบกและออนแทริโอ

“พื้นที่รัฐอัลเบอร์ตาส่วนใหญ่เผชิญกับฤดูใบไม้ผลิที่ร้อนและแห้งแล้ง ประกอบกับเชื้อไฟจำนวนมาก เงื่อนไขเหล่านี้ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐอัลเบอร์ตา ที่เผาผลาญพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 762,500 ไร่”

ในบรรดาชุมชนที่ต้องทำการอพยพประชาชนออกไป ได้แก่ เขตบราโซ เคาน์ตี้ ซึ่งรวมถึงประชาชนทั้งหมด 7,000 คนที่อาศัยอยู่ในหุบเขาเดรย์ตัน ห่างจากเอดมันตัน เมืองหลวงของรัฐไปทางตะวันตก 140 กม. นอกจากนั้น ประชาชนทั้งหมด 3,600 คน ที่อาศัยในเมืองฟอกซ์เลคก็เป็นหนึ่งในผู้กลุ่มอพยพเช่นกัน โดยไฟที่เมืองฟอกซ์เลค กินพื้นที่กว่า 9,112 ไร่ เผาผลาญบ้าน 20 หลังและสถานีตำรวจ

แดเนียลล์ สมิธ ผู้ว่าการรัฐอัลเบอร์ตา กล่าวว่า มีการกันเงินงบประมาณฉุกเฉิน 1.5 พันล้านดอลลาร์แคนาดา เนื่องจากคาดว่าอาจต้องใช้เงินจำนวนมากในการจัดการเหตุฉุกเฉิน

ด้านศูนย์ประชุมเอดมันตัน เอ็กซ์โป เซ็นเตอร์ ถูกใช้เป็นสถานที่รองรับผู้อพยพมากกว่า 1,000 คน ส่วนที่เมืองไฮเลเวล ลานเคอร์ลิงได้ถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักพิงชั่วคราว

อัลเบอร์ตาเป็นภูมิภาคที่ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่จนถึงขณะนี้โรงงานผลิตน้ำมันหลายแห่งยังคงไม่ตกอยู่ในอันตราย โดยบริษัท ไวท์แคป รีซอร์สเซส ผู้ผลิตน้ำมันที่มีโรงงานในภาคตะวันตกเฉียงเหนือและตอนกลางของอัลเบอร์ตา กล่าวว่า กำลังเร่งดูแลให้พนักงานได้รับความปลอดภัยตลอดกระบวนการอพยพ ส่วนทรัพย์สินไม่ได้รับผลกระทบ

ส่วนบริษัท เพมบินา ไพพ์ไลน์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการท่อส่งน้ำมันในภูมิภาคนี้ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า บริษัทได้เปิดใช้งานรับการรับมือเหตุฉุกเฉินและกระบวนการจัดการสถานการณ์ และกำลังประเมินผลกระทบจากการดำเนินงานในปัจจุบันและในอนาคต

ด้านประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐอัลเบอร์ตาเตรียมลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 29 พฤษภาคมเพื่อเลือกรัฐบาลระดับรัฐชุดใหม่ ขณะที่ประชาชนคาดหวังว่าการเลือกตั้งจะดำเนินต่อไปตามแผนที่กำหนดไว้.

วช. หนุน ม.นเรศวร ขยายพันธุ์ทุเรียนหลงลับแล-หลินลับแลด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729265

วช. หนุน ม.นเรศวร ขยายพันธุ์ทุเรียนหลงลับแล-หลินลับแลด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

วช. หนุน ม.นเรศวร ขยายพันธุ์ทุเรียนหลงลับแล-หลินลับแลด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.01 น.

วช. หนุน ม.นเรศวร ขยายพันธุ์ทุเรียนด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียนหลงลับแล หลินลับแล และพื้นเมืองคุณภาพดีในเขตภาคเหนือตอนล่าง

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการวิจัยของ “รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท” และคณะ แห่งคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ได้ดำเนินงานวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย วช. ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในการศึกษาการขยายพันธุ์ทุเรียนในสภาพปลอดเชื้อด้วยเทคนิคการเพาะ เลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ 100% สามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามต้นแม่พันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขยายพันธุ์ทุเรียนในอนาคต และได้คุณภาพด้านรสชาติที่ตรงตามความต้องการผู้บริโภค

รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท แห่งคณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. ในการศึกษาวิจัยการขยายพันธุ์ทุเรียนในสภาพปลอดเชื้อด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียนหลงลับแล หลินลับแล และพื้นเมืองคุณภาพดีในเขตภาคเหนือตอนล่าง เริ่มจากการคัดเลือกสายพันธุ์ทุเรียนที่มีอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ พันธุ์ทุเรียนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงพันธุ์การค้าที่มีชื่อเสียง โดยทุเรียนที่ทำการทดลองมี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ หลงลับแล หลินลับแล และพันธุ์พื้นเมือง และคุณลักษณะทางการเกษตรที่ดีและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำมาขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณได้อย่างทวีคูณ ซึ่งจะส่งผลให้ทุเรียนมีคุณภาพดีสม่ำเสมอ เกษตรผู้ปลูกและผู้ประกอบการได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกด้วย 

สำหรับประโยชน์ที่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะได้รับในการขยายพันธุ์ทุเรียนด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้แก่ 1. ได้ทุเรียนที่มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ 100% ที่ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามต้นแม่พันธุ์ เช่น ลักษณะของเนื้อ รสชาติ คงอัตลักษณ์ทุเรียนชนิดนั้น ๆ เป็นต้น 2. สามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรที่มีความต้องการเพาะปลูกทุเรียนที่มีปริมาณมากในท้องตลาดได้ 3. ส่งเสริมภาคธุรกิจทุเรียนของที่มีอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ ให้มีการเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม และ 4. สามารถสร้างผลิตผลของทุเรียนได้ตรงตามสายพันธุ์และได้คุณภาพด้านรสชาติที่ตรงตามความต้องการผู้บริโภค

ในโอกาสนี้ คณะนักวิจัยได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่สวนประภาพรรณ ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเยี่ยมผลผลิตที่ได้จากโครงการฯ โดยมี คุณเนาวรัตน์ มะลิวรรณ เกษตรกรเจ้าของสวนฯ ให้การต้อนรับและให้ความรู้เกี่ยวกับทุเรียนแก่คณะสื่อมวลชนอีกด้วย

คุณเนาวรัตน์ มะลิวรรณ เจ้าของสวนประภาพรรณ เปิดเผยว่า ในนามของสวนประภาพรรณ ต้องขอขอบคุณทาง วช. และ รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ได้นำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งงานวิจัยจาก ม.นเรศวร ได้มีส่วนช่วยให้การทำสวนทุเรียนประสบความสำเร็จ มีผลผลิตที่ดีขึ้น และสวนประภาพรรณจะเป็นต้นแบบให้กับสวนทุเรียนบริเวณใกล้เคียงได้มาศึกษาความสำเร็จจากการทำสวนทุเรียนตามแนวทางการวิจัยต่อไป 

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สวนประภาพรรณ ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โทร. 099-2392299 และ 092-5239369  หรือติดตามได้ทาง Facebook Fanpage : สวนประภาพรรณ จ.พิษณุโลก

เตรียมตัวตาย อย่างมีสติ และมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729177

เตรียมตัวตาย อย่างมีสติ และมีความสุข

เตรียมตัวตาย อย่างมีสติ และมีความสุข

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ไม่มีใครหนีความตายพ้น เพราะฉะนั้น ก่อนจะตายเรามาเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ผู้ที่ต้องตาย และผู้ที่ยังอยู่ไม่มีความทุกข์ทรมาน

ไลฟ์ วาไรตี โดย ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนคุณๆ ไปสนทนาถึงสาระสำคัญของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญ คือความตายกับ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

● เรียนถามคุณหมอ ว่า ในทางการแพทย์มีวิธีจัดการอย่างไรกับการที่บุคลากรในสถานพยาบาลของรัฐต้องพบกับปัญหาเตียงคนไข้ไม่ว่าง เพราะเตียงถูกใช้โดยคนไข้ที่รักษาแล้วไม่มีโอกาสหายเป็นปกติ กับปัญหาการรอเตียงจากคนไข้ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะยังมีโอกาสจะหายเป็นปกติได้

รศ.นพ.ฉันชาย : อันดับแรกคือ คนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม แต่ปัญหาคือทรัพยากรทางการแพทย์ของเรามีจำกัด โดยเฉพาะเตียงและอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูงเช่น อุปกรณ์ในห้อง ICU ผมเห็นว่าประเด็นสำคัญคือว่าการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมและเป็นไปตามเป้าหมายที่เป็นไปได้ คือการใช้อย่างสมเหตุสมผล เช่น ถ้าเราคิดว่าคนไข้คนหนึ่งมีโอกาสหายป่วยค่อนข้างสูง อย่างนี้เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขาดีขึ้น จนสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ หน้าที่ของเราคือทำให้คนไข้มีชีวิตยืนยาว โดยต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ถ้าสมมุติว่า เราเห็นแล้วว่าความหวังจะกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นไปได้น้อยมาก การรักษาก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายไป เราต้องพิจารณาว่าเขามีโอกาสหายได้หรือไม่ หากไม่ได้เราต้องดูแลด้วยวิธีอื่นที่เหมาะสม เพื่อความสุขในชีวิตของคนไข้และคนป่วย เรื่องขาดแคลนทรัพยากรการแพทย์เป็นคนละเรื่องกับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมครับ เราจะไม่ทำในกรณีที่เห็นแล้วว่าทำแล้วไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ต่อคนไข้ แล้วยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตคนไข้แย่ลง เราคำนึงถึงเรื่องนี้มาก และคำนึงถึงญาติๆ ของคนไข้ด้วย เราต้องการให้ทั้งคนไข้ และญาติคนไข้มีความสบายใจมากที่สุด

● เคสที่คนไข้หรือคนป่วยทำ Living Will ไว้แล้วแต่เมื่อไปถึงมือหมอ กลับเป็นว่าญาติของผู้ป่วยไม่ยอมให้เป็นไปตาม Living Will นั้น เคสนี้ในทางการแพทย์แก้ปัญหาอย่างไรครับ

รศ.นพ.ฉันชาย : เป็นเรื่องที่ต้องสื่อสารกันให้ดีระหว่างคนไข้ ญาติคนไข้ และแพทย์ พยาบาล แน่นอนว่าทุกคนมีความหวังต้องการให้คนที่เขารักหรือตัวเขาเองมีชีวิตยืนยาวมากที่สุด แต่ความหวังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น เราบอกว่ามีโอกาสรอด 10% เราอาจถือว่าน้อย แต่คนไข้กับญาติอาจจะบอกว่า มากแล้วเพราะแค่ 1% ยังจะสู้ต่อเลย ดังนั้น ต้องสื่อสารให้เข้าใจกันให้ดีก่อน สำหรับ Living Will เป็นหนังสือแสดงเจตจำนงของคนไข้ แต่เวลาเมื่อเกิดปัญหาที่หน้างาน หมอและพยาบาลต้องพิจารณาอีกทีว่าจะทำตามนั้นได้หรือไม่ แต่หนังสือเป็นตัวช่วยตัดสินใจได้ในบางกรณี เพราะทำให้เข้าใจความต้องการของคนไข้ได้ชัดเจน แต่มันต้องเป็นกรณีที่คนไข้อยู่ในระยะสุดท้ายจริงๆ แต่ก็มีบางครั้งที่ญาติคนไข้บอกว่ายังไม่ถึงระยะสุดท้ายของคนไข้ แล้วขอให้หมอ พยาบาลช่วยคนไข้ต่อไป เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หมอ พยาบาล และญาติคนไข้ต้องคุยกันให้เข้าใจ หากเห็นว่ายังมีโอกาส เราในฐานะหมอ ก็จะพยายามทำต่อไป แต่ก็ต้องคุยกันให้ลงตัวว่า หากทำไปแล้วไม่ให้ผลดี ก็ต้องหยุด เพราะคนไข้เขียนความต้องการไว้แล้วว่าต้องการอะไร ในการทำหน้าที่ของหมอ พยาบาล เราไม่ต้องการให้เกิดปัญหาใดๆ กับญาติคนไข้ หากญาติคนไข้คาดหวังเกินจริง เราก็ต้องคุยกันให้เขาเข้าใจ และย้ำว่าหมอต้องให้การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้มากที่สุด โดยเฉพาะคนไข้ระยะสุดท้าย เราไม่ต้องการให้ญาติคนไข้ fault hope เพราะมันทำให้การดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายเกิดปัญหา แต่ในปัจจุบัน มีการใช้ social media ในทางประหลาดๆมากมาย บางที่ก็ใช้เพื่อโจมตีการทำงานของแพทย์ ทั้งๆ ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผมย้ำว่าในทางการแพทย์ เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนไข้อยู่ในสภาพที่ดีและเหมาะสมที่สุด

● มีปัญหาหนึ่งคือเตียงผู้ป่วยไม่ว่าง เพราะต้องรักษาคนป่วยที่ดูแล้วไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ป่วยรายอื่นรอเตียง แต่โรงพยาบาลของรัฐบาลไม่มีเตียงให้ หมอเจอปัญหาแบบนี้มากไหมครับ

รศ.นพ.ฉันชาย : มันเป็นปัญหาจริงๆ ครับ แต่จะโทษคนไข้กับญาติก็ไม่ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วการดูแลคนไข้ 1 คน แม้จะเป็นคนไข้ระยะสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางครั้งไม่สามารถทำได้เองที่บ้านของคนป่วย เพราะมันต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือหลายตัว ดังนั้น เราจึงต้องทำเรื่องนี้เป็นขั้นเป็นตอนที่เหมาะสม เช่น เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง เราอาจหยุดการรักษาที่ไม่จำเป็น ลดระดับการดูแลลง แล้วส่งต่อไปดูแลในสถานที่ที่เหมาะสม นี่คือเรื่องสำคัญมาก โดยข้อเท็จจริงนั้น บางสถานที่อาจจะดีมากกับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต สามารถช่วยกู้ชีพกลับมาได้กรณีนี้บอกได้เลยว่าเตียงมีค่าและจำเป็นมาก แต่ในกรณีการดูแลแบบประคับประคองนั้น ICU คงไม่ตอบปัญหานี้ เพราะมีข้อจำกัดมาก เช่น ดูแลรักษามากเกินไป ญาติไปเยี่ยมไม่ได้ ฉะนั้น การที่เรามีการดูแลซึ่งลดหลั่นกันลงมาจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่ปัญหาของบ้านเราคือ บางทีจากโรงพยาบาลไปถึงบ้าน มีเกิดปัญหาตรงช่องกลาง มันหาจุดลงตัวไม่ได้ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งซึ่งผมก็ต้องเรียนจริงๆ ว่าเราคงจะไปบอกว่าเป็นปัญหาที่ญาติกับคนไข้เพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะระบบจะต้องสามารถช่วยเหลือเขาได้ เพื่อทำให้เขาดูแลกันได้อย่างต่อเนื่อง หรือไม่ให้คนไข้ต้องทนทุกข์ทรมานเมื่อออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว หมอ พยาบาลกับญาติคนป่วยต้องคุยกันให้เข้าใจ ต้องมีเป้าหมายตรงกัน คือ การทำให้คนป่วยอยู่อย่างมีความสุข และญาติก็ต้องไม่ทุกข์ทรมาน อย่างกรณีคนไข้นอนเป็นผักมานานๆ ตัวคนป่วยเองอาจไม่ต้องการอยู่ในสภาพนั้น แต่ญาติยังเรียกร้องให้ยื้อชีวิตไว้ต่อไป เขามองว่าหมอต้องยื้อชีวิตไว้ให้ได้เรื่องนี้ต้องคุยกันว่าคนไข้ต้องการแบบนั้นจริงหรือ หากคุณอยู่ในสภาพเช่นนี้ คุณต้องการการยื้อชีวิตหรือไม่ การยื้อความตายไม่น่าจะมีประโยชน์ใดๆ เราต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ดี แล้วปล่อยไปตามวิถีธรรมชาติ ไม่ควรยื้อชีวิตในกรณีที่ไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นมาได้ 

● มีเคสหนึ่งเป็นแบบนี้ คือมีญาติคนป่วยสามกลุ่ม กลุ่มหนึ่งบอกว่าดูแลคนป่วยมานาน และรู้ดีว่าอาการคนป่วยเป็นอย่างไร และรู้ว่าคนป่วยต้องการอะไร อีกกลุ่มหนึ่งก็มาดูแลบ้างเป็นบางครั้ง ก็บอกว่าให้เป็นไปตามความเห็นของแพทย์ แต่กลุ่มสุดท้ายไม่เคยไปดูคนป่วยเลย แล้วไปดูในระยะสุดท้าย คนกลุ่มนี้บอกหมอว่า ทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้คนไข้ คนป่วยอยู่ได้นานที่สุด เสียเงินเท่าไรก็ได้ ในกรณีนี้หมอแก้ปัญหาอย่างไรครับ

รศ.นพ.ฉันชาย : เราเคารพความคิดของทุกฝ่าย แต่แพทย์มีหน้าที่ให้ความมั่นใจกับคนป่วยและญาติว่า เราจะไม่ทำให้การรักษาของเราก่อโทษให้คนป่วย และต้องให้การรักษาที่มีประโยชน์สูงสุด หากรักษาแล้วไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้วยังทำให้คนป่วยทุกข์ทรมานมากขึ้น แบบนี้หมอต้องตัดสินใจในสิ่งที่เหมาะสมครับ แต่ยอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างญาติ ทำให้การทำงานของแพทย์เหนื่อยและยุ่งมากขึ้น แต่เราก็ต้องพูดคุยกับเขาให้เขาเข้าใจ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล เราก็ต้องตัดสินใจในฐานะแพทย์ แต่ก็ต้องหารือกับญาติอยู่ดี หรือไม่เช่นนั้นก็ขอความเห็นจากแพทย์อื่นๆ แล้วนำไปสู่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขอย้ำว่าการรักษาโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนป่วย เป็นสิ่งที่แพทย์จะไม่ทำอย่างเด็ดขาดในบางประเทศมีกฎหมายที่อนุญาตว่า ไม่จำเป็นต้องให้ญาติเห็นพ้องกันทุกคน แต่ขอให้มีแพทย์สัก 2 ท่าน ให้ความเห็นตรงกันว่าการรักษาไม่มีประโยชน์ แพทย์ก็สามารถยุติการรักษาได้แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเช่นนั้น ก็ต้องพูดคุยกันให้เข้าใจทุกฝ่าย ก็หวังว่าในอนาคตในบ้านเราอาจจะต้องมีกฎหมายทำนองที่ว่านั่นครับ บ้านเรานั้นมีการพูดถึง Living Willมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าในเชิงปฏิบัติ เพราะกฎหมายยังไม่ครอบคลุมประเด็นนั้น

● มีคำถามว่า การตายดี ตายโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่เป็นภาระของคนอื่น ในเชิงการแพทย์หมายถึงอะไรครับ 

รศ.นพ.ฉันชาย : ผมคิดว่าอย่างน้อยต้องมีการเตรียมตัวก่อนจะตาย เพื่อเลี่ยงการเกิดความทุกข์ทรมานทางกายและใจโดยไม่จำเป็นต้องวางแผนชีวิตในเรื่องนี้ หากเกิดความทุกข์ทรมาน ก็ต้องให้การรักษาเพื่อบรรเทาสิ่งเหล่านั้นได้ คือการทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จริงๆ แล้วการตายดีคืออยู่ให้ดี และให้นานที่สุดครับ อยู่โดยไม่ทุกข์ทรมาน และไม่ต้องให้การรักษาที่ไม่เหมาะสม ต้องไม่ยื้อความตายโดยปราศจากความหวัง และต้องทำให้คนป่วยได้รับความพึงพอใจตามที่ตนเองตั้งความหวังไว้ในทางพุทธศาสนาก็เน้นเรื่องการมีสติในทุกขณะ และก่อนจะหมดลมก็ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

● คนป่วยยุคนี้ หลายคนขอกลับไปตายที่บ้าน หมอมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรครับ

รศ.นพ.ฉันชาย : มีมากขึ้นจริงๆ ครับ คนส่วนมากต้องการกลับไปตายที่บ้าน ไม่มีใครอยากตายในโรงพยาบาลครับ การอยู่โรงพยาบาลมันไม่สบายหรอกครับ บางครั้งก็ถูกทำอะไรมากเกินไปคนทุกคนอยากตายโดยมีคนใกล้ชิด คนรักอยู่ใกล้ๆ บางคนมองว่าการตายที่โรงพยาบาลมันทรมาน เพราะก่อนตายต้องถูกเจาะต่างๆ สารพัด แต่เราก็ต้องมาพิจารณาว่าการให้กลับไปตายที่บ้านเป็นเรื่องเหมาะสมจริงๆ หรือไม่ เพราะการกลับไปดูแลระยะสุดท้ายที่บ้าน ต้องไม่ทำให้คนป่วยทุกข์ทรมานจนนำไปสู่การตายที่เร็วขึ้น มันมีองค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้น การอนุญาตของแพทย์จึงต้องดูเป็นรายๆ ไป บางคนบอกว่าขอกลับไปตายที่บ้าน ทั้งๆ ที่หมอพิจารณาแล้วว่ายังสามารถให้การรักษาที่เกิดประโยชน์ได้ แบบนี้หมอก็ไม่อนุญาตครับ เพราะเท่ากับปล่อยให้ไปตายเร็วขึ้น เราต้องมองว่าคนไข้ที่จะกลับไปตายที่บ้านต้องเป็นคนไข้ระยะสุดท้ายจริงๆ แต่ก็ต้องเน้นในเรื่องก่อนจะตาย เขาต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเหมือนเดิม ไม่ใช่ปล่อยกลับไปบ้านแล้ว ต้องทรมานมากขึ้น แล้วตายเร็วขึ้น การกลับไปบ้าน ต้องมีระบบดูแลคนไข้ที่ดีด้วย อาจเป็นการส่งต่อและมีระบบ primary care เช่น ส่งต่อไปตามลำดับ เช่นโรงพยาบาลในชุมชน หรือ รพ.สต. อาจต้องมีทีมหมอ พยาบาลไปเยี่ยมไข้ที่บ้าน มียาไปให้ตามความเหมาะสม เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธการรักษานะครับ การปฏิเสธการรักษา คือในการแพทย์เห็นว่าเรายังมีทางรักษาให้คนไข้ดีขึ้น แต่หากคนไข้ขอไม่รับการรักษา หรือญาติคนไข้ขอให้เรายุติการรักษา แบบนี้ในทางการเแพทย์ เราไม่สามารถทำได้ เพราะเรายังเชื่อว่าเราสามารถรักษาให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนั้น การปฏิเสธการรักษาจึงเป็นเรื่องที่แพทย์ไม่สามารถทำได้

● หมอเคยเจอเคสคนไข้บอกว่าทรมานมาก ขอให้หมอช่วยฉีดยาให้ตายไหมครับ เคสการุณยฆาตมีในบ้านเราไหมครับ

รศ.นพ.ฉันชาย : การุณยฆาต คือ การเร่งความตาย เพราะคนส่วนหนึ่งไม่ต้องการทนทุกข์ทรมานจากโรคที่เป็น ผมคิดว่าคนที่กลัวตายส่วนหนึ่ง ไม่ได้กลัวความตาย แต่กลัวเรื่องทุกข์ทรมาน กลัวเป็นภาระ กลัวตัดสินใจไม่ได้ กลัวตอนสุดท้ายของชีวิตแล้วพูดไม่ได้ กลัวถูกมัดตัวติดกับเตียง แต่ในแง่จริยธรรมทางการแพทย์ เราไม่เห็นด้วยกับการเร่งความตาย ในประเทศไทยยังทำไม่ได้ แต่หากมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนมากขึ้นก็ต้องไปพิจารณาในเชิงกฎหมาย ประชาชนอาจต้องการทางเลือกเช่นนั้น แต่ต้องมีกฎหมายรองรับ

● บางคนที่ผมเคยคุยด้วย เขาบอกว่า ไม่ต้องให้เขาเจ็บป่วยหนักจนนอนเป็นผักหรอก แค่แก่มากๆทำอะไรไม่คล่องตัว หรือแก่แล้วสุขภาพไม่ดี แบบนี้ก็ขอให้หมอฉีดยาให้เขาตายไปเถอะ หมอมองเรื่องนี้อย่างไรครับ

รศ.นพ.ฉันชาย : เขาสามารถคิดได้ แต่ยังทำไม่ได้ครับผมเชื่อว่าทุกคนไม่อยากทรมาน ไม่อยากเป็นภาระคนอื่นแต่เรื่องนี้ยังไม่สามารถทำได้ในบ้านเรา การไปทำให้คนคนหนึ่งต้องจบชีวิตลงก่อนกำหนดมันผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมครับ ในเชิงการแพทย์ทำไม่ได้ครับ ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าจำเป็นต้องทำจริงๆ แต่ต้องมีกฎหมายรองรับครับ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจ แม้กระทั่งในโลกตะวันตกก็ยังถกเถียงกันเรื่องนี้

● เรื่องความตายเป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือเป็นเรื่องที่สังคมต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ

รศ.นพ.ฉันชาย : อาจจะดูเป็นเรื่องส่วนบุคคลได้ แต่จริงๆแล้วความตายของคนคนหนึ่งมีผลกระทบในวงกว้างครับ เช่น กรณีการยื้อความตาย เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบมาก เพราะกระทบทั้งคนป่วย และญาติพี่น้อง ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรมากมาย ต้องใช้ผู้ดูแลคนป่วยมากมายด้วย ผมเรียนไปแล้วว่าอาจต้องใช้ทรัพยากรซึ่งมีจำกัด เช่น อุปกรณ์ใน ICUเครื่องช่วยชีวิต เตียงผู้ป่วย ซึ่งควรจะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า แต่เวลาเราคุยเรื่องนี้ ผมต้องเรียนว่าเราจะไม่เอาประเด็นเรื่องข้อจำกัดของทรัพยากรมาเป็นเครื่องตัดสินใจแต่ผมจะดูว่าสิ่งที่คนไข้ได้ประโยชน์ คืออะไร เราไม่ได้หยุดการรักษา เพราะว่าเราจะเก็บอุปกรณ์ไว้ให้คนอื่น เราหยุดการรักษาเพราะเราคิดว่าไม่ได้ประโยชน์กับคนไข้ เมื่อไม่ได้ประโยชน์เราไม่ควรให้ต่อ แต่เราไม่เคยบอกว่าเครื่องมือไม่พอ จึงหยุดการรักษาคนไข้ ยกเว้นว่าในช่วงเวลาวิกฤตจริงๆซึ่งเคยเกิดขึ้นในบางสถานการณ์เท่านั้น เราอาจจะพิจารณาให้การรักษากับคนที่มีโอกาสรอดชีวิตสูงสุดก่อน โดยพิจารณาจากความรุนแรงของโรค แต่โดยหลักการทั่วไปของแพทย์เราไม่หยุดการรักษา เพราะเป็นผลจากการมีทรัพยากรการแพทย์จำกัด  

l กรณีคนป่วยทำจดหมายบอกว่าห้ามหมอเจาะคอ ห้ามปั๊มหัวใจเด็ดขาด กรณีแบบนี้หมอจะตัดสินใจรักษาอย่างไรครับ 

รศ.นพ.ฉันชาย : ต้องเริ่มต้นที่ตัวคนไข้ก่อน ต้องคุยกันให้ชัดเจน เรื่องการรักษาเป็นเรื่องของหมอ หากหมอมั่นใจว่ารักษาแล้วคนไข้มีชีวิตที่ดีขึ้น หมอก็ต้องทำหน้าที่ต่อไปหมอไม่อยากเห็นคนไข้ทรมาน เรื่องนี้ต้องคุยกันในครอบครัวให้ชัด แล้วคุยกับหมอด้วย หมอยังย้ำเหมือนเดิมว่า การรักษาที่ดีคือ รักษาให้คนไข้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ไม่ทุกข์ทรมาน เราดูประโยชน์ของคนไข้เป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ฟังความต้องการของญาติคนไข้ด้วย เราอาจต้องลองในบางครั้ง แต่ก็ต้องถอยให้เหมาะสมในช่วงที่ต้องถอย เพราะไม่มีประโยชน์จะเดินหน้าต่อไป เรื่องเหล่านี้ต้องหารือกันให้เข้าใจครับ

คุณจะได้ชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. ทางโทรทัศน์ NBT กดหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729174

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

สิ่งหนึ่งที่เป็นกิจวัตรของพุทธศาสนิกชนคือการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยบูชาพระพุทธ ศึกษาพระธรรม และอุปถัมภ์พระสงฆ์ ดังนั้น การฟังเทศน์ ฟังธรรม ทำสมาธิภาวนา และใส่บาตรพระสงฆ์ จึงถือเป็นการทำบุญของชาวพุทธ

วันนี้จะชวนคุยเรื่องการใส่บาตรพระสงฆ์ให้ได้บุญ อย่าลืมว่าพระสงฆ์คือมนุษย์เหมือนกับเรา เพียงแต่ท่านอยู่ในสมณเพศ ส่วนความเจ็บป่วยก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสงฆ์ชรา จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระภิกษุในประเทศไทยโดยโรงพยาบาลสงฆ์ พบว่าพระภิกษุสงฆ์อาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูงมากเป็นอันดับหนึ่ง และอาพาธด้วยโรคเบาหวานเป็นอันดับสอง ถ้าเจาะดูข้อมูลเฉพาะในพระภิกษุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่มาเป็นอันดับหนึ่ง

ต้นเหตุของโรคมาจากภัตตาหารที่พระภิกษุสงฆ์ฉัน ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ อาหารรสเค็มจัด หวานมากไขมันสูง นำไปสู่โรคต่างๆ มากมาย และยังทำให้ควบคุมอาการอาพาธได้ยาก และยังรักษาโรคได้ยากตามไปด้วย 

การเลือกฉันอาหารโดยสงฆ์อาจเป็นข้อจำกัด เพราะสงฆ์ไม่สามารถเลือกภัตตาหารได้ ญาติโยมถวายอะไรให้ ก็ต้องฉันไปตามนั้น เมื่อออกบิณฑบาตแล้วได้สิ่งใดมา ก็ต้องฉันไปตามนั้น ดังนั้นญาติโยมต้องเลือกอาหารที่มีคุณภาพดี เพื่อถวายพระสงฆ์ด้วย เพื่อป้องกันมิให้ท่านอาพาธ แต่โดยมากญาติโยมก็ถวายอาหารใส่บาตรตามความสะดวกของตนเอง โดยมากมักเป็นกับข้าวจากร้านขายกับข้าวสำเร็จรูป หรือญาติโยมบางท่านเลือกใส่อาหาร ตามรายการที่ผู้ล่วงลับชื่นชอบ หรือไม่ก็เลือกถวายอาหารที่คิดว่าดีที่สุด อร่อยที่สุด แต่ลืมคำนึงถึงสุขภาพของพระสงฆ์ 

เมื่อพระสงฆ์ต้องฉันอาหารที่ไม่มีคุณภาพที่ดีพอ ก็เป็นที่มาของอาการอาพาธ โดยที่ผู้ใส่บาตรอาจไม่คาดคิด เราต้องไม่ลืมว่า การกินอาหารที่ดี มีผลดีต่อสุขภาพ ดังนั้นก็ต้องถวายอาหารมีคุณภาพแด่พระสงฆ์ด้วย

อาหารที่ดีต่อสุขภาพคือ ต้องไม่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป และต้องไม่มีไขมันมากเกินไปด้วย และต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสชาติหวานมาก
มันมาก เค็มมาก แต่ควรถวายอาหารหมวดผักผลไม้เพื่อให้ได้กากใยและวิตามินอย่างเพียงพอ และที่สำคัญ อาหารหมวดโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ ก็มีความจำเป็นต่อร่างกาย จึงต้องรับประทานให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การเลือกอาหารใส่บาตรหรือจัดหาภัตตาหารถวายพระสงฆ์ ต้องเลือกภัตตาหารที่อุดมไปด้วยรสหวานจัด มันจัด เค็มจัด เช่นแกงกะทิทั้งหลาย ก็ไม่ควรถวายบ่อยเกินไป หรืออาหารที่มีน้ำมันท่วมก็ควรต้องเลี่ยงการถวายด้วย ส่วนขนมหวานจัด เช่น ทองหยิบทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ก็ไม่ควรถวายบ่อย ผลไม้ก็เช่นกัน ควรเลี่ยงการถวายผลไม้รสหวานจัดๆ เพื่อป้องกันโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงการถวายเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำปานะ ก็ควรเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำเช่นกัน ควรเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่ไม่ให้ประโยชน์ใดๆนอกจากเพิ่มน้ำตาลให้ร่างกายมากเกินไป ซึ่งไม่เหมาะกับพระภิกษุที่อาพาธด้วยโรคเบาหวาน

อีกประเด็นหนึ่งคือ ควรเลือกถวายอาหารที่มีโซเดียมต่ำ หรือมีความเค็มน้อย อาหารที่มีโซเดียมสูง มีผลกระทบโดยตรงต่อการควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นผลเสียต่อไตอีกด้วย 

อาหารที่ทำขายทั่วไปนั้น นอกจากจะปรุงด้วยรสชาติเค็มจัดแล้ว ยังพบว่าใส่ผงชูรส หรือสารโมโนโซเดียมกลูตาเมต ซึ่งเป็นแหล่งของโซเดียมอีกด้วย อีกทั้งอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง อาหารเหล่านี้มักมีปริมาณโซเดียมสูงมาก หากเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรถวาย

สำหรับแหล่งโปรตีน ถ้าเป็นปลา ไข่ขาว หรือเต้าหู้ ก็จะเป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำ ย่อยง่าย ก็จะดีกว่าเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น หมูสามชั้น

และอย่าลืมถวายอาหารประเภทกากใยด้วย เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้องและข้าวไม่ขัดสี ซึ่งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี และให้กากใยสูงอีกด้วย 

อาหารอีกประเภทหนึ่งที่ควรถวาย คือ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว แต่ต้องเลือกประเภทน้ำตาลต่ำ และชนิดที่มีจุลินทรีที่ยังมีชีวิต ซึ่งดีต่อสุขภาพสำไส้

เมื่อคุณใส่บาตรพระสงฆ์ คุณคงปรารถนาบุญกุศล ดังนั้นคุณจึงไม่ควรทำให้สุขภาพของพระสงฆ์เสียไปเพราะอาหารที่เราถวาย เราจึงต้องพิถีพิถันเลือกอาหารใส่บาตรถวายพระ โดยเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เทรนด์ศัลยกรรมดึงหน้าล่าสุดด้วยเทคนิค ‘NEW Modern Facelift 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729170

เทรนด์ศัลยกรรมดึงหน้าล่าสุดด้วยเทคนิค ‘NEW Modern Facelift 2023’

เทรนด์ศัลยกรรมดึงหน้าล่าสุดด้วยเทคนิค ‘NEW Modern Facelift 2023’

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล

ปัจจุบันการทำศัลยกรรมดึงหน้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมความงาม เพราะนอกจากจะทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เทคนิคปัจจุบันทางการแพทย์ยังทำให้ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติมาก

นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคลแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงาม โรงพยาบาลบางมด กล่าวว่า โดยปกติทั่วไปแล้วการดึงหน้า แบบเทคนิคเดิมจะใช้วิธีที่แค่ผ่าตัด และดึงผิวหนังบริเวณในส่วนนั้นๆ ให้ตึงกระชับ ไม่ได้เน้นดึงไปถึงส่วนลึกของชั้นกล้ามเนื้อผิวหนังภายในบริเวณใบหน้า เนื่องจากวิธีนี้จะเป็นการผ่าตัดที่ง่าย และรวดเร็ว แต่รู้ไหมว่าเทคนิคนี้จะทำให้ใบหน้าของเรากลับมาหย่อนคล้อยในระยะเวลาที่รวดเร็ว เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ยังไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควรปัจจุบันศัลยแพทย์จึงได้มีการนำเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาเพื่อให้การผ่าตัดดึงหน้าได้ผลดีกว่าการผ่าตัดแบบเดิม เพื่อที่ผลลัพธ์ในระยะยาวใบหน้าของเราจะยังคงความอ่อนเยาว์ กระชับ และเต่งตึงได้ดี และนานยิ่งขึ้น

การดึงหน้าในปัจจุบันมีการผสมผสานเทคนิคหลายอย่างเข้าด้วยกันหลักการสำคัญ คือ 1.การดึงหน้าในชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อของใบหน้า) จะช่วยให้ผลลัพธ์ยาวนานขึ้น และดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น 2.การดึงหน้าในปัจจุบัน สามารถทำแยกส่วนได้ไม่จำเป็นต้องทำทั้งใบหน้า จึงทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า พักฟื้นเร็วกว่า ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์กับแพทย์โดยละเอียดก่อนว่า บริเวณใดสมควรได้รับการผ่าตัด จึงสำคัญอย่างยิ่ง

เทคนิคใหม่นี้ได้รับการพัฒนามาจากการศัลยกรรมดึงหน้าแบบเดิมจากคนไข้หลายหมื่นรายของศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด เป็นเวลากว่า 40 ปี เรียกว่า “NEW Modern Facelift 2023” โดยเราค้นพบแล้วว่าการผ่าตัดดึงหน้าในชั้นกล้ามเนื้อระดับ SMAS ได้ผลลัพธ์ที่ดี จึงมีการเพิ่มเทคนิคการเย็บที่ ชั้น SMAS มากขึ้น ถึง 3 เทคนิค (Triple SMAS technique) ประกอบด้วย SMAS plication การเย็บทบชั้น SMAS ให้สั้นลงและตึงขึ้น SMASectomy การตัดเย็บชั้น SMAS ที่หย่อนคล้อยออกบางส่วน และ SMAS anchoringการเย็บดึงชั้น SMAS ให้อยู่ในแนวที่สูงขึ้น

การผสมผสานเทคนิคทั้ง 3 นี้ทำให้ผลลัพธ์ของการดึงหน้าดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผลลัพธ์ยาวนานมากขึ้น และสามารถปรับตามโครงสร้างร่างกายและปรับตามความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคลได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการผสมผสาน การฉีดไขมันของตัวเอง (Fat Grafting)ผสานสารสกัดพลาสม่า (PRP) ทั่วใบหน้า ด้วยเทคนิคบางมด ร่วมกับการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งสามารถทำร่วมกันในการผ่าตัดครั้งเดียวได้จึง ช่วยเติมเต็มร่อง และริ้วรอยต่างๆ ให้ตื้นลงและทำให้คุณภาพของผิวดีขึ้นได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด คำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้ที่สนใจจึงควรเข้ามารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางก่อน เพื่อตรวจประเมินทั้งร่างกาย และจิตใจตามหลักการแพทย์โดยละเอียดว่าสมควรเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ สามารถนัดหมายเพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่โทร.02-8670606 ต่อ 1200-1204

‘BIG DEBATE’ เจาะสนามเลือกตั้ง ชลบุรี-กรุงเทพฯ ‘ทิน-เปรมสุดา-บัวบูชา’ นำทีม ‘เอส-หลุยส์-โน้ต-สา’ ร่วมส่งท้ายเวทีดีเบต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729169

‘BIG DEBATE’ เจาะสนามเลือกตั้ง ชลบุรี-กรุงเทพฯ ‘ทิน-เปรมสุดา-บัวบูชา’ นำทีม ‘เอส-หลุยส์-โน้ต-สา’ ร่วมส่งท้ายเวทีดีเบต

‘BIG DEBATE’ เจาะสนามเลือกตั้ง ชลบุรี-กรุงเทพฯ ‘ทิน-เปรมสุดา-บัวบูชา’ นำทีม ‘เอส-หลุยส์-โน้ต-สา’ ร่วมส่งท้ายเวทีดีเบต

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชี้ชะตาประเทศไทย ช่อง 7HD และ เทโร เอ็นเทอร์เทนเม้นท์จัดหนักโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งส่งรายการ “เลือกตั้ง 66 #วาระคนไทย BIG DEBATE” เปิดเวทีถกนโยบาย แก้ปัญหาการเมือง ชมสดคืนวันจันทร์ที่ 8 และวันอังคารที่ 9 พ.ค.ตั้งแต่เวลา 20.30 น. เป็นต้นไป ตามติดวาระแห่งชาติของคนไทย ก่อนนับถอยหลังสู่จุดเปลี่ยนการเมืองครั้งใหญ่ กับโอกาสสุดท้ายในการนำเสนอนโยบายบนเวทีดีเบตของแต่ละพรรคการเมืองโดยสัปดาห์สุดท้ายนี้เป็นคิวของสนามเลือกตั้งจังหวัดชลบุรีและกรุงเทพมหานคร

วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคมปักธงดีเบตกันที่ ชายหาดพัทยากลางจังหวัดชลบุรี ดำเนินรายการโดย 2 ผู้ประกาศข่าว ทิน โชคกมลกิจ และ บัวบูชา ปุณณนันท์ ร่วมด้วยนักแสดงมากฝีมือ โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ และ สา-อนิสา นูกราฮา เข้าร่วมซักถามและรับฟังนโยบายต่างๆ พร้อมการประชันวิสัยทัศน์ของเหล่าผู้สมัคร สส. และตัวแทนพรรคการเมือง ได้แก่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยสร้างไทย และ พรรคเพื่อชาติ

และปิดท้ายเวที BIG DEBATE กันที่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย ในวันอังคารที่ 9 พฤษภาคมซึ่งครั้งนี้ประชาชนสามารถร่วมรับฟังการดีเบตแบบสดๆ ได้ที่ ลานพาร์คพารากอน กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ประกาศข่าวคู่ขวัญ ทิน โชคกมลกิจ และ เปรมสุดา สันติวัฒนา รับหน้าที่ดำเนินรายการ ร่วมด้วย 2 พระเอกมากความสามารถ เอส-กันตพงศ์บํารุงรักษ์ และ หลุยส์ เฮส เป็นตัวแทนเสียงของประชาชนเข้ารับฟังการประชันวิสัยทัศน์และนโยบายของผู้สมัครจาก พรรคไทยสร้างไทยพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคก้าวไกลพรรคชาติพัฒนากล้า และ พรรคเสรีรวมไทย

สำหรับเวทีที่จังหวัดชลบุรีได้โน้ต-วัชรบูล นักแสดงมากฝีมือเข้าร่วมฟังการดีเบตพร้อมฝากเชิญชวนแฟนๆ ให้มาติดตามชมว่า “การเข้าร่วมฟังการดีเบตครั้งนี้ ส่วนตัวผมให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงอยากทราบว่าแต่ละพรรคการเมืองหรือว่าที่รัฐบาลในอนาคต มีนโยบายอย่างไรบ้าง เพราะปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนและส่งผลกระทบกับทุกคน ไม่ว่าเป็นปัญหาฝุ่น PM2.5 ปัญหาไฟป่า เรื่องพื้นที่ชายหาด พื้นที่อนุรักษ์ หรือความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งการเมืองมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน จะส่งผลดีผลเสียกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราอย่างไร อยากเชิญชวนพี่น้องชาวชลบุรี หรือพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมฟังนโยบายของผู้สมัครแต่ละพรรค หากมีปัญหาหรือมีข้อข้องใจอะไร อยากที่จะสอบถามหรือเสนอแนะ ถือว่าเป็นโอกาสอันดี เพราะถ้าไม่ได้มีการเลือกตั้ง การจะเข้าพบผู้สมัครหรือนักการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ส่วนใครที่มาชมสดๆ หน้าเวทีไม่ได้ สามารถชมผ่านทางช่อง 7HD กด 35 เวลา 20.30 น. ได้เลยนะครับ”เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเรื่องการเมืองได้ที่www.ch7.com/election 2566 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่างๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สด ออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, Twitter, TikTok : Ch7HD เว็บไซต์ : http://www.ch7.com

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729221

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงสืบสานพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเผยแพร่ความงามในเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก ทั้งฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ผ้าไหมยกดอกลำพูน ลายพิกุลถมเกสรทรงพระกระเป๋าย่านลิเภาประดับด้วยทองฉลุลายในโครงการศิลปาชีพฯ จากพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงมีพระสิริโฉมงามสง่าสมบรมราชินีอย่างยิ่ง…

ll มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับ โรงพยาบาล 69 แห่งทั่วประเทศจัดทำโครงการปลูกถ่ายไตถวายเป็นพระราชกุศล 100 ปีวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 1,000 ราย ระหว่าง 6 พ.ค. 2566 ถึง 5 พ.ค. 2567…

ll อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง รับมอบางวัล Finance Minister of the Year 2023 ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากนิตยสาร The Banker โดยมี ธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหราชอาณาจักร ร่วมแสดงความยินดี ณ สำนักงาน Financial Times กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร…

ll ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ฯ ในคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ของ สนง.คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (STCSM) เพื่อร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมิติต่างๆ…

ll ยินดีกับ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน) ในคณะกรรมการการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์…

ll ปัทมา วงศ์วารี บจ.อโรม่า กรุ๊ป ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ อาคาร รพ.รามาธิบดี ย่านนวัตกรรมโยธี…

ll คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สนง.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชมสารคดีวันฉัตรมงคล 4 พ.ค. 2566 ได้ที่ https://youtu.be/efWXXfvqV5E…

ll ยินดีกับ ปริญญา แสงสุวรรณ ที่ได้เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยชุดใหม่ โดยมีคณะกรรมการ คือ กฤชเทพ สิมลี, พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์, ชนินทร์ แก่นหิรัญ, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์, วรพจน์ เอี่ยมรักษา, วิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์, จิรุตม์ วิศาลจิตร, วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล…

ll สวด อำไพพรรณ ปิลกศิริ มารดา พ.อ.ชัยพฤกษ์ ปิลกศิริ ศาลา 2 วัดมกุฏฯ 7-9 พ.ค.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 10 พ.ค.12.00 น. …

ll ดร.อำพน- กษมน กิติอำพน ได้หลานสาวสุดเก่ง “หนูมะลิหอม” เป็น Navigator พาไปพักผ่อนที่ Atta เขาใหญ่ 3 คืนเพื่อให้คุณปู่ได้ชาร์จแบตเต็มที่…ll

คุณแหน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษโดยสมบูรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729223

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษโดยสมบูรณ์

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษโดยสมบูรณ์

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับการถวายพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในอังกฤษครั้งแรกในรอบ 70 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1953 เป็นต้นมาภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต เมื่อเดือนกันยายน 2022 ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ ลำดับที่ 40 ซึ่งประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ มหาวิหารเก่าแก่แห่งนี้

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จพระราชดำเนินออกจากพระราชวังบักกิ้งแฮมไปยังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ผ่านสถานที่ต่างๆ ใจกลางกรุงลอนดอน เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร ด้วยราชรถพัชราภิเษกเทียมม้า 6 ตัวและทหารม้า 3 นาย พระราชพิธีเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 11.00 น. (ตามเวลาของประเทศอังกฤษ) สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสคำสัตย์ปฏิญาณ จากนั้นพระราชพิธีได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนที่เรียกว่า มีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด นั่นก็คือการเจิมน้ำมันที่ผ่านการปลุกเสกจากโบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในนครเยรูซาเลม โดยเจิมเป็นเครื่องหมายกางเขนบนพระนลาฏ (หน้าผาก) พระอุระ (หน้าอก) และที่พระหัตถ์ทั้งสองข้างขณะทรงประทับบนพระราชอาสน์เซนต์เอ็ดเวิร์ด เพื่อแสดงถึงสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณ และความเป็นองค์ประมุขสูงสุดของศาสนจักรอังกฤษ โดยมีการกั้นม่านไม่ให้คนในมหาวิหารเห็นการเจิมน้ำมัน เนื่องจากถือเป็นพิธีกรรมส่วนพระองค์ระหว่างกษัตริย์กับพระเจ้า

ศาสนาจารย์จัสติน เวลบี อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ถวายการสวมพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดให้สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่แสดงถึงพระราชอำนาจของกษัตริย์ ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพพระองค์จะได้ทรงพระมหามงกุฎนี้เพียงครั้งเดียว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น โดยเหล่าพระราชวงศ์และขุนนางจะสวมจุลมงกุฎของตนเอง จากนั้นเปล่งเสียงถวายพระพร “พระเจ้าทรงคุ้มครองพระราชา” โดยพร้อมเพรียงกัน

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จประทับบนพระราชอาสน์ อันเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ โดยอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี กล่าวถวายความจงรักภักดีต่อกษัตริย์และพระรัชทายาท เจ้าชายวิลเลี่ยม เจ้าชายแห่งเวลส์ องค์มกุฎราชกุมาร ทรงเข้าเฝ้าฯถวายความจงรักภักดีในลำดับถัดมา โดยทรงปฏิญาณว่าจะรับใช้และสละพระชนม์ชีพเพื่อพระราชบิดา

หลังจากนั้นเป็นการประกอบพระราชพิธีอภิเษกหรือการสถาปนาแต่งตั้งสมเด็จพระราชินี โดยนักบวชเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำหรับพระอัครมเหสี และถวายการสวมพระมหามงกุฎควีนแมรีแก่สมเด็จพระราชินีคามิลลา ซึ่งพิธีการขั้นตอนต่างๆ เรียบง่ายกว่าพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ ทั้งไม่ทรงต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตามแบบของกษัตริย์ด้วย

กษัตริย์และราชินีพระองค์ใหม่ทรงเปลี่ยนเครื่องทรง ภายในโบสถ์น้อยเซนต์เอ็ดเวิร์ดของมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โดยเปลี่ยนมาทรงพระมหามงกุฎอิมพีเรียล จากนั้นประทับในราชรถทองคำ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังบักกิ้งแฮม โดยเจ้าชายแห่งเวลส์และพระชายา รวมทั้งพระโอรสและพระธิดา คือเจ้าชายจอร์จเจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ และเจ้าชายลูอีส์ ทรงร่วมในขบวนเสด็จพระราชดำเนินขากลับนี้ด้วย โดยประทับในราชรถที่แล่นตามหลังราชรถทองคำ ระหว่างที่เคลื่อนขบวนผ่านซุ้มประตูแอดไมรัลทีประชาชนที่มารอเฝ้าอยู่ทั้งสองข้างทาง ต่างส่งเสียงร่วมกันโดยร้องเพลงชาติ God Save the King ตามที่วงดุริยางค์บรรเลงด้วย

ต่อมา กษัตริย์และราชินีพระองค์ใหม่เสด็จออกสีหบัญชร ถือเป็นธรรมเนียมที่พระราชวงศ์อังกฤษทรงยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด นับตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7ในปี 1902 โดยเป็นโอกาสที่จะได้ทรงพบปะทักทายเหล่าพสกนิกรซึ่งมารวมตัวกันที่ถนนเดอะมอลล์ด้านหน้าพระราชวังบักกิ้งแฮม พระบรมวงศานุวงศ์ที่ร่วมในการเสด็จออกสีหบัญชรในครั้งนี้ ได้แก่ เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา พระราชวงศ์ที่ยังทรงงานอย่างเป็นทางการ รวมทั้งหลานๆ และพระญาติฝ่ายสมเด็จพระราชินีคามิลลา ส่วนเจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ซึ่งเสด็จร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียงลำพัง โดยไม่มีพระชายาเคียงข้าง ไม่ได้ทรงร่วมในการเสด็จออกสีหบัญชรครั้งนี้ด้วย

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารอากาศ และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ทรงสวมสร้อยพระศอชุดไพลินสีน้ำเงินในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และฉลองพระกรด้วยพระวลัยในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วยสมาชิกราชวงศ์สำคัญ ประกอบด้วย เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2องค์อธิปัตย์แห่งโมนาโก และเจ้าหญิงชาร์ลีนแห่งโมนาโก สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลตีเซียแห่งสเปน เจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎราชกุมารและเจ้าหญิงอากิชิโนะ พระชายา สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ซึ่งจะมีองค์มกุฎราชกุมารี เจ้าหญิงวิกตอเรีย เสด็จฯด้วย

อัปเดตอาการล่าสุด! ‘ครูชลธี ธารทอง’ อาการอยู่ในขั้นวิกฤต หลังหัวใจหยุดเต้นไป 15 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/729256

อัปเดตอาการล่าสุด! 'ครูชลธี ธารทอง' อาการอยู่ในขั้นวิกฤต หลังหัวใจหยุดเต้นไป 15 นาที

อัปเดตอาการล่าสุด! ‘ครูชลธี ธารทอง’ อาการอยู่ในขั้นวิกฤต หลังหัวใจหยุดเต้นไป 15 นาที

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.05 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2566 เมื่อวานนี้(7 พ.ค.) เฟซบุ๊ก ‘ครูปุ้ม ศศิวิมล รัตนอำพันธุ์’ ภรรยาของ ‘ครูชลธี ธารทอง’ ศิลปินแห่งชาติ โพสต์แจ้งข่าวอาการครูชลธี ระบุว่า “16.29 หัวใจครูชลหยุดเต้น แพทย์พยาบาลกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจ ขอให้มีปาฏิหาริย์” ซึ่งก่อนหน้านี้ ครูชลธี ได้เข้ารับการรักษา จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้นครูปุ้มก็ได้อัปเดตอาการล่าสุดอีกครั้ง โดยระบุว่า “อัปเดตอาการครูชล หัวใจหยุดเต้นไป 15 นาที แพทย์ปั๊มหัวใจ มีสัญญาณชีพ ไม่รู้สึกตัว ขั้นวิกฤต ขอบคุณทุกกำลังใจ สวดมนต์ให้ครูนะ”