‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนต่อฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’ 4จุดแข็งหลักสูตร‘จีนธุรกิจ’วิทยาลัยนานาชาติ‘มธบ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733716

‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนต่อฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’  4จุดแข็งหลักสูตร‘จีนธุรกิจ’วิทยาลัยนานาชาติ‘มธบ.’

‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนต่อฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’ 4จุดแข็งหลักสูตร‘จีนธุรกิจ’วิทยาลัยนานาชาติ‘มธบ.’

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์จุฑามาศ ลิมศุภนาค หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า ในโลกของการทำงานภาษานั้น นับเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการนำพาให้ประสบความสำเร็จในสายงานอาชีพ ปัจจุบันการใช้ภาษาจีนมีอัตราเติบโตมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดขยายไปทั่วทุกมุมโลก ทำให้ภาคธุรกิจต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านภาษาจีนมากขึ้นด้วย ดังนั้น การมีทักษะด้านภาษาจีนจึงเพิ่มโอกาสในการทำงานและได้เปรียบในการทำธุรกิจรวมไปถึงเพิ่มความเป็นมืออาชีพอีกด้วย

หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มธบ. เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนจึงออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาจีนพร้อมกับบูรณาการความรู้เฉพาะทางในสาขาอาชีพต่างๆ ที่นักศึกษาจะได้นำเป็นความรู้ในการประกอบอาชีพตามความต้องการภายหลังจบการศึกษาไม่ว่าจะเป็น ภาษาจีนเพื่อธุรกิจสายการบินภาษาจีนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ภาษาจีนเพื่อการค้าออนไลน์ ภาษาจีนด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ ดังนั้น บัณฑิตที่จบออกไปจึงสามารถทำงานได้หลากหลายอาชีพ

“หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ มธบ. เปิดมานานกว่า 36 ปี โดยเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนในสาขานี้ นักศึกษาที่มาเรียนที่นี่จะได้เรียนกับอาจารย์ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศจีนโดยตรง ทั้ง ป.ตรี ป.โท ป.เอก ซึ่งอาจารย์จะมีความเข้าใจในโครงสร้างด้านวัฒนธรรม บริบทต่างๆ ตลอดจนการเติบโตของประเทศจีน โดยความรู้สำคัญที่จะส่งเสริมกับการเรียนภาษาเหล่านี้ นักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดควบคู่กับการเรียนรู้ไปด้วย เพราะมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาชาวจีนจำนวนกว่า 3,000 คน ซึ่งนับเป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่

นักศึกษาจะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางภาษากับเจ้าของภาษาโดยตรง ได้เรียนรู้การปรับตัวในการอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกันในวัฒนธรรมที่แตกต่าง อีกทั้งทุกปีนักศึกษายังมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาไปเรียนคอร์สระยะสั้นในช่วงซัมเมอร์ที่มหาวิทยาลัยของจีนซึ่งเป็นพันธมิตรกัน” อาจารย์จุฑามาศ กล่าว

อาจารย์จุฑามาศ กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกันยังมีทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีนกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีนของเราอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เทียนจิน มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง และยังมีสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ซึ่งให้ทุนมาปีหนึ่งๆ จำนวนกว่า 20 ทุน ที่สำคัญนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่บริษัทที่เป็นพันธมิตรจะรับเข้าทำงานทันที

ทั้งนี้ แม้จะไม่มีพื้นฐานภาษาจีนมาก่อนก็สามารถเรียนได้ โดยก่อนเปิดภาคเรียนจะมีการปรับระดับภาษาจีนให้มีพื้นฐาน และพอเปิดเรียนแล้วยังมีการจับคู่บัดดี้ที่เป็นนักศึกษาจีน เพื่อให้ได้ฝึกสื่อสารกับเจ้าของภาษาอยู่ตลอดเวลา นักศึกษาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนชาวจีน จะทำให้คุ้นเคยกับเจ้าของภาษาและกล้าที่จะสื่อสาร ส่งผลให้สามารถใช้ภาษาจีนได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมีคลินิกภาษาจีนไว้คอยสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาจีนขอนักศึกษา โดย นักศึกษาสามารถเข้าไปฝึกฝนทักษะการฟัง การพูดการอ่าน และการเขียน หรือติวเพิ่มในส่วนที่เรียนไม่ทันหรือไม่เข้าใจได้ตลอด รวมไปถึงหลักสูตรยังสนับสนุนให้นักศึกษาในชั้นปีที่สูงขึ้นมีประสบการณ์การทำงานในด้านภาษา เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ทักษะจากการทำงานจริง ทั้งผ่านการฝึกงาน และการทำงาน Part Time ในสถานประกอบการต่างๆ เช่นการรับงานแปล พนักงานขายสินค้าให้ชาวจีน การเป็นล่ามฝึกหัด ซึ่งจะมีบริษัทติดต่อมาเข้ามาอยู่ตลอดเวลา

“ทางหลักสูตรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จริงอีกด้วย ที่ผ่านมา Feedback และเสียงตอบรับจากผู้ประกอบการก็ดีมาก ทั้งยังแสดงความจำนงให้เราส่งนักศึกษาไปทำงานและฝึกงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ (EEC) ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะมากขึ้น ยิ่งต้องการแรงงานที่สามารถใช้ภาษาไทย และภาษาจีนอีกด้วย” หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มธบ. ระบุ

อาจารย์จุฑามาศ ยังกล่าวอีกว่านอกจากทักษะด้านภาษาจีนแล้ว มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในทุกด้าน โดยเฉพาะทักษะแรงงานที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราเรียกว่า DPU Core

โดยทักษะเหล่านี้จะถูกฝึกฝนผ่านโครงงานที่เรียกว่า Capstone Project ซึ่งจะเป็นโครงการ ที่ให้นักศึกษาต่างคณะต่างสาขามาร่วมกันทำโครงงาน ซึ่งจะได้ฝึกทุกทักษะที่จำเป็นตั้งแต่ปี 1-2-3 ได้ฝึกลองผิด ลองถูก ในการทำธุรกิจซึ่งนักศึกษาจะได้ทั้งทักษะด้านภาษาจีนและทักษะการทำธุรกิจไปด้วย ที่ DPU จึงต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นตรงนี้ เราให้นักศึกษาฝึกการทำธุรกิจตั้งแต่ปี 1 และเข้มข้นขึ้นในทุกปี สำหรับผู้สนใจหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://arts.dpu.ac.th/th/course/chinese.html

“แรงงานที่พูดภาษาจีนได้นั้น ขาดแคลนจริงๆ ผู้ประกอบการมักจะติดต่อมาอยู่เสมอๆ ขอให้ส่งนักศึกษาไปให้ตลอด นักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจที่จบออกไป จึงเป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจมาก และระหว่างที่เรียนนักศึกษายังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ล่าม แปลงาน ประสานงาน ขายสินค้าจากประเทศจีนหรือให้นักท่องเที่ยวชาวจีน หรือ ติวเตอร์ต่าง ๆ” อาจารย์จุฑามาศ กล่าวในตอนท้าย

เด็กไทยเก่ง! คว้า 1 ทอง 1 เงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733742

เด็กไทยเก่ง! คว้า 1 ทอง 1 เงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิก

เด็กไทยเก่ง! คว้า 1 ทอง 1 เงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิก

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 21.49 น.

เด็กไทยคว้า 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย จากมองโกเลีย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ผู้แทนประเทศไทยที่ไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย ครั้งที่ 23 ประจำปี พ.ศ.2566 (The 23rd Asian Physics Olympiad : APhO 2023) ระหว่างวันที่ 19 – 29 พฤษภาคม 2566 ณ กรุงอูลานบาตาร์ ประเทศมองโกเลีย สามารถทำได้ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ประกอบด้วย นายธนัชสรศ์ จันทร์เกษมสัตย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญทอง , นายธงไชย อาชาบุณยเสก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญเงิน ,

นายณัฏฐ์เดช เผด็จสุวันนุกูล โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ รางวัลเกียรติคุณประกาศ , นายนพรุจ สอดศรี โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง รางวัลเกียรติคุณประกาศ , นายภัทรพล พันธ์เลิศระพี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน , นายอัศวัศ บัวจงกล โรงเรียนชลราษฎรอำรุง จังหวัดชลบุรี เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน , นายปัณณธร เทียนกิ่งแก้ว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน , นายรวินภ โสดาดี โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน

คณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ข้าราชการบำนาญ หัวหน้าทีม ดร.ธารา เฉลิมทรงศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล รองหัวหน้าทีม ดร.ธนสิน นําไพศาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม ดร.งามจิตต์ เจียรกุลประเสริฐ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สังเกตการณ์ มูลนิธิ สอวน. ดร.นันท์นภัส ลิ้มสันติธรรม สสวท. ผู้จัดการทีม คณะผู้แทนประเทศไทยฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย 2566 ทั้งนี้ จะเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2566 เวลา 00.30 น.บริเวณโถงผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ ชั้น 2 ประตู 1

– 006

ปลัด มท.มอบนโยบายขับเคลื่อนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 100 ปีวันประสูติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733660

ปลัด มท.มอบนโยบายขับเคลื่อนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 100 ปีวันประสูติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ปลัด มท.มอบนโยบายขับเคลื่อนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 100 ปีวันประสูติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.28 น.

ปลัด มท.มอบนโยบายขับเคลื่อนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 100 ปีวันประสูติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพบปะส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา เน้นย้ำ ชาวอำเภอกัลยาณิวัฒนาทุกคนร่วมกับท่านนายอำเภอร่วมถวายความจงรักภักดีผ่านการปฏิบัติบูชาเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามความสุขที่ยั่งยืนต่อส่วนรวม

เมื่อเวลา 09.00 น.เมื่อที่ 28 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกัลยาณิวัฒนา อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติราชการและการจัดกิจกรรมเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยได้รับเมตตาจากท่านเจ้าคุณพระวิมลมุนี เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา พระอารามหลวง เจ้าคณะอำเภอกัลยาณิวัฒนา พระครูวีรศาสน์ธำรง เลขานุการเจ้าคณะอำเภอกัลยาณิวัฒนา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโสดา พระอารามหลวง พระครูจันทรกิจจารักษ์ เจ้าอาวาสวัดจันทร์ เจ้าคณะตำบลบ้านจัน-แจ่มหลวง พระครูพิศิษฏ์พัฒนสาร เจ้าคณะตำบลแม่แดด-แจ่มหลวง และเจ้าอาวาสวัดห้วยบง ร่วมประชุม โดยมี นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวราพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสำรวจ กรมที่ดิน ว่าที่ร้อยเอก ธีรพงศ์ ครุธดิลกานันท์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายรัฐพล นราดิศร รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา   กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา ประชาชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ ในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา ร่วมรับฟัง

พระวิมลมุนี เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา พระอารามหลวง เจ้าคณะอำเภอกัลยาณิวัฒนา กล่าวสัมโมทนียกถา ความว่า “วันนี้เป็นวันมงคลที่กระทรวงมหาดไทย ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวาระครบ 100 ปีวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “อำเภอกัลยาณิวัฒนา” ให้เป็นชื่ออำเภอที่ 878 ของประเทศไทย โดยคำว่า “วัฒนา” แปลว่า เจริญ คือ พัฒนา “กัลยา” แปลว่า ดี คือ คนดี งาม คือ จิตใจงาม ง่าย คือ ว่านอนสอนง่าย แปลโดยรวมว่า “เป็นอำเภอที่ประชาชนได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทางด้านร่างกาย จิตใจ ให้มั่นคงแข็งแรง อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ดังพุทธพจน์ กลฺยาณสีโล มีศีลที่มีธรรม กลฺยาณจิตฺโต จิตใจดี กลฺยาณปญฺโญ ปัญญางาม โดยในด้านการพัฒนานั้น ชาวกัลยาณิวัฒนาอยู่อย่างพอเพียงและพึ่งพาตนเอง ซึ่งคณะสงฆ์ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมชาวอำเภอกัลยาณิวัฒนา ใช้วิถีทางของศาสนาช่วยสร้างพลเมืองที่ดีของชาติ ศาสนิกที่ดีของศาสนา และพสกนิกรที่ดีของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งหวังทำให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข จึงได้บูรณาการกับทุกภาคส่วน ภายใต้การนำของนายอำเภอผู้นำการบูรณาการร่วมกับทุกภาคีเครือข่ายด้วยหลักการ “ร่วมด้วยช่วยกัน” เพราะอำเภอกัลยาณิวัฒนาสูงส่ง ประชาชนมีจิตใจดีงาม บรรพชนเขาสอนมาดี สูงล้ำด้วยสภาพภูมิประเทศ ภูเขาสูงเสียดฟ้า อากาศดี  และสูงสุด คือ เป็นอำเภอหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่เป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ชาวอำเภอกัลยาณิวัฒนาโชคดีที่ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณ ใช้พระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อันเป็นหลักชัยเป็นที่พึ่ง จนกระทั่งทางราชการ ได้ประกาศจัดตั้งให้เป็นอำเภอที่ 878 ของประเทศไทย แยกมาจากอำเภอแม่แจ่ม ยกเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จนทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้น  ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน นอกจากนี้พระองค์ทรงมีคุณูปการกับประชาชนชาวไทยมากมาย ทั้งทางด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข สมาคม การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ โดยแม้เสด็จไปพื้นที่ใดก็จะต้องศึกษาประวัติของพื้นที่ไว้ล่วงหน้าเพื่อเมื่อเดินทางไปแล้วจะสามารถเพิ่มพูนองค์ความรู้การเดินทางในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีคุณูปการกับเด็กยากไร้ โดยทรงเป็นองค์ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อทำให้เด็กยากจนยากไร้ได้มีโอกาสทางการศึกษาผ่านการให้ทุนการศึกษาต่อเนื่อง และมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เอาใจใส่นักเรียนในเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการระดับจังหวัด และมีนายอำเภอเป็นผู้ช่วยเหลือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในการดูแลช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ที่อำเภอ ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯ ยังคงดำเนินกิจการสืบมา โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิองค์ปัจจุบัน และมีคณะกรรมการอำนวยการ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

“ในโอกาส 100 ปีวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พวกเราชาวมหาดไทยจะร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระกุศลและแสดงออกซึ่งความเป็นคนดีของพวกเราคนไทย คือ ต้องมีจิตสำนึก รู้สึกถึงบุญคุณของผู้มีพระคุณ ที่เราเรียกว่า “นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตฺญญูกตเวทิตา” ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ซึ่งการตอบแทนผู้มีบุญคุณ คณะสงฆ์อำเภอกัลยาณิวัฒนาได้เมตตาทำเป็นตัวอย่างให้กับพวกเรา อาทิ การทำบุญถวายย่ามและพัดรองที่ระลึก เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล ซึ่งที่ย่ามและพระรองที่ระลึกนั้น มีการปักตราประจำพระองค์ ก.ว. (กัลยาณิวัฒนา) เมื่อผู้คนเห็นก็ได้เป็นการยกย่องเผยแผ่พระเกียรติคุณ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเองก็ได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์ในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข และบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า แม้ว่าพี่น้องประชาชนคนกัลยาณิวัฒนาอยู่ในพื้นที่สูงที่มีความลำบากในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ด้วยเดชะพระบารมี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงมีความมุ่งมั่นปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านโครงการหลวงในเขตอำเภอกัลยาณิวัฒนา จนทำให้พวกเราได้มีแนวทางในการประกอบอาชีพ การหารายได้เลี้ยงดูจุนเจือตนเองและครอบครัว ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากร่มพระบรมโพธิสมภารของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยพวกเราสามารถร่วมแสดงความกตัญญูกตเวที ด้วยการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนต่ออนาคตของลูกหลานชาวกัลยาณิวัฒนา ทำให้เด็กได้เรียนรู้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับป่า ทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างมีความสุข ผ่านการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้วิธีการเพาะกล้าต้นไม้ เพาะพันธุ์เมล็ดต้นไม้ การจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน การบริหารจัดการขยะ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ คือ องค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 3 แห่ง ขับเคลื่อนโครงการอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) และทำให้ลูกหลานของพวกเรารักในเรื่องของสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นที่ ศูนย์ปกาเกอะญอศึกษา วัดห้วยบง ที่ได้นำธรรมชาติมาเป็นอวัยวะทั้ง 32 ประการของผู้คนปกาเกอะญอ คือ สอนให้ทำมาหากิน สอนให้ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง อันจะยังผลเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอกัลยาณิวัฒนาให้เป็นที่นิยมมาท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจให้กับพื้นที่มากยิ่งขึ้น

จากนั้น เป็นการนำเสนอการดำเนินโครงการกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติ อาทิ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ คือ โครงการจัดหาระบบน้ำอุปโภค บริโภค (แก้ปัญหาภัยแล้ง) ภายในหมู่บ้านบ้านหนองเจ็ดหน่วย หมู่ที่ 4 ต.บ้านจันทร์ บ้านแจ่มหลวง หมู่ที่ 6 ต.แจ่มหลวง และบ้านดงสามหมื่น หมู่ที่ 6 ต.แม่แดด โครงการซ่อมแซมบ้านพักกลุ่มคนพิการใน อ.กัลยาณิวัฒนา โครงการ “100 ปี เจ้าฟ้า “กัลยาณิวัฒนาร่วมใจ ให้อาชีพคนพิการ โครงการก่อสร้างแทงค์กักเก็บน้ำป้องกันภัยแล้ง โครงการปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียนกัลยาณิวัฒนาเฉลิมพระเกียรติ โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” และ โครงการ “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง” โครงการเร่งรัดแก้ไขปัญหาคำขอออกโฉนดที่ดินจากหลักฐาน ส.ค.1 ที่ค้างดำเนินการในเขตพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสฉลอง 100 ปี สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นต้น

นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา กล่าวว่า ทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ทั้งทีมที่เป็นทางการ และทีมจิตอาสาจาก 7 ภาคีเครือข่าย ได้ขับเคลื่อน “โครงการกัลยาณิวัฒนาเมืองสุขแก้ไขปัญหาความยากจนพัฒนาคุณภาพชีวิต” เช่น การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมตลาดนัดชุมชน การส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเอง ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ทำการประมง กิจกรรมจิตอาสาซ่อมสร้างบ้านตำบลละ 1 แห่ง เป็นต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ท่านนายอำเภอกัลยาณิวัฒนาได้บูรณาการร่วมกับทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืนนั้น เป็นเหมือนยาฝรั่ง คือ “การช่วยสงเคราะห์” เช่น การพาคนป่วยไปหาหมอ แต่สิ่งที่เราต้องมีเพื่อให้เกิดความยั่งยืน คือ การช่วยเหลือแบบ “ยาไทย” ด้วย โดยขอให้นายอำเภอระดมหัวใจของข้าราชการทุกสังกัด รวมหัวใจท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำบล/หมู่บ้าน รวมหัวใจท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 3 แห่ง รวมหัวใจของพี่น้องประชาชนที่มีจิตอาสาในพื้นที่ คือ อสม. ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การดูแลรักษาหรือการปฏิบัติตนที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ด้วยการทำพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวปลูกพืชสมุนไพรภายในบ้านให้มากชนิดที่สุด ทำให้ประชาชนทุกคนได้มีความมั่นคงทางอาหาร มีอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ไม่มียาฆ่าแมลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือ การน้อมนำพระราชดำริด้านการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

“สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นต้นแบบการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระราชบุพการี คือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระจริยวัตรของพระองค์ท่านนั้น สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมปกาเกอะญอที่สะท้อนผ่านภาพวาดรอบพระวิหารวัดห้วยบง ที่ต้องถ่ายทอดส่งเสริมให้ลูกหลานเด็กและเยาวชนชาวอำเภอกัลยาณิวัฒนา ได้เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่บรรพบุรุษ เชื่อฟังพ่อแม่ เป็นผู้มีความรัก ความหวงแหน ความผูกพัน กตัญญูต่อผืนแผ่นดินไทย มุ่งมั่นในการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดีของสังคม แม้ว่าจะมีคำกล่าวว่ากรุงโรมไม่สามารถสร้างเสร็จในวันเดียว แต่วันนี้การเริ่มต้นพัฒนาอำเภอกัลยาณิวัฒนาได้เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนได้นั้น พวกเราต้องช่วยกันพาพี่น้องประชาชนในชุมชน/หมู่บ้านในเขตอำเภอที่ 878 ของประเทศนี้ ลุกขึ้นมาน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการสืบสาน รักษา และต่อยอด หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งตรงและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของบรรพบุรุษปกาเกอะญอของเราโดยแท้ และร่วมกันพัฒนาพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา ให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

ลุ้น กกต.เรียกชี้แจงคำร้อง ‘พิธา’ ถือ ‘หุ้นสื่อ’ วันนี้

29 พ.ค. 2566

ลุ้น กกต.เรียกชี้แจงคำร้อง 'พิธา' ถือ 'หุ้นสื่อ' วันนี้

รุกคืบคดีถือ ‘หุ้นสื่อ’ กกต. เรียกผู้ร้อง ชี้แจงเพิ่มเติมวันนี้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ‘พิธา’ ลิ้มเจริญรัตน์ สะดุด

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เชิญผู้ยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล กรณีการถือครองหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น ว่าเป็นการกระทำผิดขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไปให้ข้อมูลวันนี้

โดยในช่วงเช้า กกต.เชิญนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  มาให้การยืนยันคำร้อง และให้ถ้อยคำเพิ่มเติม พร้อมกับนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยื่นคำร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบในกรณี หุ้นสื่อเช่นเดียวกัน

ช่วงบ่าย เป็นคิวของนายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มาให้ถ้อยคำในการยื่นเรื่องร้องเรียนเดียวกัน

ส่วนกรณีของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย คาดว่าสำนักงาน กกต.จะเชิญมาให้ถ้อยคำภายในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน

นายเรืองไกร ระบุว่าจะถือโอกาสนี้ยื่นหลักฐานอ้างอิงจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2563 จำนวน 1 เรื่อง และคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อปี 2564 จำนวน 4 เรื่อง และจะขอให้วินิจฉัยย้อนหลังไปว่า

นายพิธาจะพ้นสมาชิกภาพตั้งแต่ปี 2562 หรือไม่ และจะต้องดำเนินคดีอาญา ตามแนวคำวินิจฉัย กกต. หรือไม่ เทียบเคียงคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2563 กรณีของนายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ศาลวินิจฉัยให้พ้นสมาชิกภาพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล 

กรณีถือหุ้นสื่อของนายพิธา จะแตกต่างจากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้สิ้นสมาชิกภาพมีผลเฉพาะตัว  แต่ในกรณีนายพิธา เป็นผู้เซ็นรับรองผู้สมัคร สส. 400 เขต

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดสมาชิกภาพ ตั้งแต่วันยื่นสมัครรับเลือกตั้ง มีผลทำให้ไม่สามารถรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ของพรรคก้าวไกล

นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า กกต.ได้นัดหมายไปให้การยืนยันคำร้องที่ยื่นต่อ กกต.โดยตามขั้นตอน ถ้า กกต.มีคำวินิจฉัยว่าให้ส่งเรื่องของนายพิธาไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณานั้น

หาก กกต.รับรอง สส. ครบร้อยละ 95 จะเป็นขั้นตอนเปิดประชุมสภาฯ และเลือกประธานสภาฯ ก่อนจะเเข้าสู่วาระเสนอชื่อและเลือกนายกฯ  หากมีการเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ  ทั้ง สส. และ สว. จะเล็งเห็นปัญหาการโหวตเลือกนายพิธา ที่จะตามมาภายหลัง

หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า นายพิธา มีปัญหาคุณสมบัติใดๆ ที่กระทบต่อการสมัครรับเลือกตั้งเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ผู้ที่เป็นประธานสภาฯ จะเสนอชื่อนายพิธา ให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ นั้น จะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่

ดีลลับ รัฐบาล 5 พรรค ผลัก ‘ก้าวไกล’ ไปเป็น ‘ฝ่ายค้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549877

28 พ.ค. 2566

ดีลลับ รัฐบาล 5 พรรค ผลัก 'ก้าวไกล' ไปเป็น 'ฝ่ายค้าน'

ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ปูดดีลลับ เพื่อไทย นำจัดตั้งรัฐบาล ร่วม 5 พรรคการเมืองผลัก ‘ก้าวไกล’ ไปเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ แถมบางคนได้กลับบ้านด้วย

ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ปูดดีลลับรัฐบาลใหม่ ไม่มีก้าวไกล แต่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำ ร่วมกับภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา มีการเจรจาลับผลัก ก้าวไกล ไปเป็นฝ่ายค้าน  หลังรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เกิน  250 เสียง

ชูวิทย์ อ้างในเฟซบุ๊กว่าสูตรลับนี้ เจรจาตกลงไฟเขียวผ่านตลอด แถม ดีลพิเศษแพ็คเกจ กลับบ้าน รายงานไปถึง ทักษิณที่รออยู่สิงคโปร์ ให้ติดตามกันต่อไป รายงานนี้ยืนยันถึงตัวตนคนเจรจา แต่ขอปิดแหล่งข่าว เพราะเมื่อใช้วิชา โจรการเมือง จรรยาโจรต้องมี ไม่ขอเอ่ยชื่อผู้ร่วมวงเจรจา

ชุวิทย์ ยังตั้งคำถามว่า นักการเมืองทำอะไรกันอยู่ตอนหาเสียง ทำให้มีข่าวกันทุกวี่ทุกวัน กรอกใส่หูให้คนจำได้ แต่พอเลือกตั้งเสร็จ ดันไปทำอะไรลับๆ ล่อๆ ไม่ให้คนเห็น เจรจาดีลลับตลบหลังประชาชน ลืมที่หาเสียง


กลิ่นเหม็นเน่า ประชาธิปไตยจอมปลอม เริ่มโชยมาแต่ไกล

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์

‘คนเสื้อแดง’ ยื่นข้อเสนอ ‘เพื่อไทย’ ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549870

28 พ.ค. 2566

'คนเสื้อแดง' ยื่นข้อเสนอ 'เพื่อไทย' ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

ข้อเสนอ ‘คนเสื้อแดง’ ให้พรรค ‘เพื่อไทย’ ถอนตัวร่วมรัฐบาล แค่โหวตให้พิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เหลือเป็นเรื่องของพรรคก้าวไกล

พรรคเพื่อไทย มอบหมาย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง และนางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย รับหนังสือจากคนเสื้อแดง แฟนคลับ เพื่อไทย ที่ทยอยรวมตัวกันที่พรรคเมื่อเวลา  14:00 น.

เพื่อให้กำลังใจและยื่นหนังสือเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยถอนตัวออกมาจากการร่วมรัฐบาล

คนเสื้อแดงกลุ่มนี้ ยังได้นำป้ายข้อความสนับสนุนและให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยเช่น พรรคเพื่อไทยสู้ๆ  พวกเราไม่หน้าไหว้หลังหลอก เหลี่ยมทุกดอกบอกเพื่อนกัน  ยืนให้ถูกที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรี   เพื่อนกันไม่เอามีดจ่อหลังเพื่อน  โชว์ระหว่างยื่นหนังสือด้วย 

'คนเสื้อแดง' ยื่นข้อเสนอ 'เพื่อไทย' ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอถึงพรรคเพื่อไทยเพื่อพิจารณาประกอบด้วย

  1. ให้ทบทวนถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลในครั้งนี้
  2. ให้เกียรติพรรคอันดับหนึ่งได้รวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามมารยาททางการเมือง
  3. ให้โหวตสนับสนุนแคนดิแดตนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคที่ได้อันดับ 1
  4. ให้โหวตสนับสนุนกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน
  5. ถ้าพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ ให้พรรคเพื่อไทยใช้สิทธิในการเป็นพรรคอันดับ 2 รวบรวมเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล และ นำนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนมาผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป หรือ แล้วแต่พรรคจะใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น

ข้อความให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยข้อความให้กำลังใจพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้หากพรรคตัดสินใจอย่างใดก็ตาม ทางกลุ่มขอน้อมรับ การตัดสินใจ และ ยืนยันว่าจะเคียงข้างพรรคด้วยความเชื่อมั่น

‘สวนดุสิตโพล’ กังวล ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549859

28 พ.ค. 2566

'สวนดุสิตโพล' กังวล 'จัดตั้งรัฐบาล' ไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของประชาชน

ชาวบ้านกังวล ที่ประชุมสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ไม่ตรงตามเจตนารมย์ ผลสำรวจจาก ‘สวนดุสิตโพล’ ล่าสุด

ผลการสำรวจสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมาทำให้คนไทยติดตามข่าวการเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลกับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง รวมไปถึงกังวลกับการเลือกนายกรัฐมนตรีว่าอาจจะไม่ได้ตามที่ต้องการ

เพราะกลไกของการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นมีเงื่อนไขของการโหวตจาก สว. ร่วมด้วย กอปรกับภาพความขัดแย้งของพรรคฝั่งประชาธิปไตยที่มีข่าวให้เห็นรายวัน จึงทำให้ประชาชนยังไม่แน่ใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความราบรื่น

เมื่อสอบถามว่าประชาชนมีความกังวลกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือไม่ พบว่า กังวล ร้อยละ 67.83 เนื่องจากกลัวว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะไม่เป็นไปตามเจตพารมณ์ของประชาชน


จากการเลือกตั้งใหญ่ 14 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนสนใจติดตามข่าวการเมืองมากขึ้น ร้อยละ 72.63 /ประชาชนรู้สึก เครียดกับเรื่องปากท้อง/ค่าใช้จ่ายมากที่สุด ร้อยละ 52.14 ประชาชนเครียดกับการจัดตั้งรัฐบาล ร้อยละ 51.90

พรรคที่ได้เสียงข้างมากอาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน มีการเล่นเกมการเมืองมากเกินไป และกังวลการโหวตของ สส. และ สว. ส่วนความเชื่อมั่นว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะเป็นไปด้วยความราบรื่น พบว่า ไม่เชื่อมั่น ร้อยละ 58.33 และเชื่อมั่น ร้อยละ 41.67

กราฟฟิคประกอบจากสวนดุสิตโพลกราฟฟิคประกอบจากสวนดุสิตโพล

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ทางออนไลน์ กรณี คนไทยกับการจัดตั้ง
รัฐบาลใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 1,352 คน  ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2566

‘โควิด’ ยังวางใจไม่ได้ ‘นายกฯ’ กำชับมาตรการรับมือระลอกใหม่หลังเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549854

28 พ.ค. 2566

'โควิด' ยังวางใจไม่ได้ 'นายกฯ' กำชับมาตรการรับมือระลอกใหม่หลังเปิดเทอม

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังโควิด–19 ในโรงเรียน แนะกลุ่มเสี่ยง 608 ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นประจำปี ป้องกันป่วยหนักหรือเสียชีวิต

กรมควบคุมโรค แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด–19 ในลักษณะเป็นเข็มกระตุ้นประจำปี ในทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยให้ห่างจากเข็มสุดท้ายหรือประวัติการติดเชื้อ อย่างน้อย 3 เดือน โดยจัดเตรียมวัคซีนโควิด-19 ให้กับทุกกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

และได้มีการจัดหาวัคซีนรุ่นใหม่สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่อายุ 12 ปีขึ้นไป

ประชาชนสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ที่หน่วยบริการตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

โดยรัฐบาลได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคในโรงเรียน ภายหลังการเปิดภาคเรียนของสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด–19 ในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยขอความร่วมมือให้ครูประจำสถานศึกษาเข้มงวดมาตรการเฝ้าระวังฯ ในโรงเรียนตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

หากพบเด็กนักเรียนป่วยจำนวนมาก อาจให้มีการหยุดเรียนเป็นรายห้องเรียน หรือชั้นเรียน โดยไม่จำเป็นต้องปิดโรงเรียน และแจ้งสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการสอบสวนควบคุมโรคโดยเร่งด่วน

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ปัจจุบันผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย 7 วัน ระหว่างวันที่ 14 – 20 พฤษภาคม 2566 พบจำนวนผู้เสียชีวิต 64 ราย เฉลี่ยวันละ 9 ราย ส่วนใหญ่อายุมาก 70 ปีขึ้นไป และไม่ยอมรับวัคซีน

กลุ่มผู้ป่วยอาการรุนแรงเป็นผู้ป่วยปอดอักเสบ 401 ราย ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 226 ราย ซึ่งมักไม่ได้รับวัคซีนและยังพบการระบาดลักษณะเป็นกลุ่มก้อนในกลุ่มวัยทำงาน นักเรียน และในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น มีการกระจายของผู้ป่วยในหลายจังหวัด ส่วนกลุ่มผู้ป่วยอาการรุนแรง พบว่า

เป็นผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปี และส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือบางรายพบฉีดวัคซีนเพียง 2 เข็ม แต่ยังไม่ได้รับเข็มกระตุ้น ทำให้ระดับภูมิคุ้มกันหมู่ในประชากรลดลงมาก สายพันธุ์ที่พบการระบาดเป็นสายพันธุ์ใหม่/สายพันธุ์ย่อยอื่นจากต่างประเทศ มีการระบาดเพิ่มทั้งในเมืองและชนบท ตามมาด้วยจำนวนผู้ป่วยอาการหนักที่เพิ่มมากขึ้น

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/politic/2697356

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ เปิดสัมมนาการฟอกไต ยกระดับการดูแลผู้ป่วย

28 พ.ค. 2566 04:50 น.

  • ธนูเทพ

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ เปิดสัมมนาการฟอกไต ยกระดับการดูแลผู้ป่วย

เรื่องฟอกไต นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ เปิดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการฟอกไต เพื่อยกระดับการให้บริการและดูแลรักษาผู้ป่วย โดยมี ศ.เกลาดีโอ รอนโก้, นพ.น๊อต เตชะวัฒนวรรณา และ นพ.วิศิษฐ์ ลิ่วลมไพศาล มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน วันก่อน.

ความอดทนช่วยให้เดินไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสี จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2566

  • “ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน…มาถึงวันนี้ พิธีกรรมการจับมือร่วมลงนามเอ็มโอยูของ 8 พรรคการเมือง 312 เสียง เพื่อร่วมกันจัดตั้ง รัฐบาล ที่มี พรรคก้าวไกล เป็นแกนนำ และสนับสนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ยังอึมครึมไม่แน่นอน เพราะยังต้องออกแรงล็อบบี้ขอเสียงจาก ส.ว.เข้ามาเติมเต็มให้ได้ 376 เสียงเกินกึ่งหนึ่งของ สมาชิกรัฐสภา 700 คน…แต่ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาระหองระแหงระหว่างแกนนำ พรรคก้าวไกล กับ แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งและอันดับสอง ในการที่จะยึดตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเป็นผู้คุมเกมในการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี และคุมทิศทางในการเสนอ ร่างกฎหมาย ในสภา
  • จากร่องรอยที่เห็น พรรคก้าวไกลประกาศชัดตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นของ พรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ก็ตั้งแง่ขอแชร์อำนาจในฐานะเป็นพรรคอันดับสอง มีจำนวน ส.ส.ห่างกันอยู่แค่ 10 เสียง ไม่ยอมให้ พรรคก้าวไกล กินรวบทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คุมฝ่ายบริหาร และประธานสภาผู้แทนราษฎร คุมฝ่ายนิติบัญญัติ…กลายเป็นรอยร้าว ที่ส่อแววจะขยายวง จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาลในฝันได้ง่ายๆ
  • ล่าสุด พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งในตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าเป็นเรื่องความเห็นไม่ตรงกันของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เล็กมากถ้าหากเทียบกับภารกิจที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พวกเรา ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลต้องจับมือเกี่ยวแขนกันไว้ให้มั่นคง ทำภารกิจยุติสืบทอดอำนาจรัฐประหาร พาประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยให้สำเร็จ เราต่างก็รับทราบวิธีคิด หลักการ เหตุผลของทุกฝ่ายชัดเจนแจ่มแจ้งในประเด็นนี้กันแล้ว ดังนั้นเรื่อง ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ พรรคร่วมรัฐบาล กลับไปพูดคุยกันผ่านตัวแทนแต่ละพรรคในวงเจรจาจะดีที่สุด ตอนนี้ขอให้ทุกพรรคเดินหน้าทำงานปรับจูนนโยบายร่วมกัน ตั้งรัฐบาลให้สำเร็จตามความคาดหวังของประชาชน…ต้องรีบออกมาตะล่อม ให้นำเรื่องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาก่อนวงแตก
  • แต่ขณะเดียวกันแกนนำหลักของ พรรคเพื่อไทย อย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาตอบโต้ถึงการที่ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งโต๊ะแถลงตอกย้ำว่าตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทน ราษฎร ต้องเป็นของ พรรคก้าวไกล เพื่อความรวดเร็วในการผลักดันกฎหมาย 45 ฉบับ ตามนโยบายพรรค ว่าเดิมทีทั้ง 2 พรรค มีการตั้ง ทีมเจรจา ในเรื่องต่างๆอยู่ รวมถึงเรื่องตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วย และทีมเจรจาของ พรรคเพื่อไทย เสนอไปก่อนหน้านี้ว่าตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรเป็นของ พรรคเพื่อไทย เพราะ พรรคก้าวไกล ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประมุขฝ่ายบริหารไปแล้ว โดยทีมเจรจาของพรรคก้าวไกลได้ระบุว่าจะรับไปพิจารณาหารือกันภายในแล้วจะประสานกลับมา ทาง พรรคเพื่อไทย รออยู่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการประสานกลับมา ดังนั้น การแถลงหรือพูดเรื่องดังกล่าวของสมาชิกพรรคก้าวไกลถือว่าเป็น เสียงสะท้อนของบุคคลนั้นๆ ไม่ใช่จาก ตัวแทนของทีมเจรจา ทุกพรรคมีสิทธิคิดได้ แต่ควรหารือกันด้วยเหตุผล จนได้ข้อสรุปผ่าน ทีมเจรจาของทั้งสองฝ่าย ก่อนที่ใครจะมาแถลงต่อสาธารณะ และหากตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นของ พรรคเพื่อไทย การเดินหน้าผลักดันกฎหมายต่างๆ ย่อมว่ากันไปตามกฎหมาย กฎระเบียบวาระของสภา ไม่มีอะไรที่ต้องขัดแย้งหรือต้องวิตกกังวล อะไรที่ทำได้ก็ทำ อะไรที่ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ ทุกเรื่องว่ากันไปตามกฎระเบียบข้อบังคับ ไม่ใช่ว่ากันตาม อำเภอใจของใคร หรือ พรรคใดพรรคหนึ่ง ทุกเรื่องยืนมาตั้งแต่ต้นว่าต้องพูดคุยใน วง เจรจาของ 2 พรรค เท่านั้น รวมถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พรรคเพื่อไทย ยืนยันหลักการนี้มาตลอด การพูดคุยข้างนอกมีแต่จะ สร้างความแตกแยก และ สร้างปัญหามากขึ้น
  • ยกหลักเรื่องการเจรจามาอ้างเหมือนกัน แต่ลีลาน้ำเสียงก็ยังหนักแน่นในเงื่อนไขที่ว่า พรรคเพื่อไทย ต้องได้ตำแหน่งประธานสภาฯ งานนี้ถ้า พรรคก้าวไกล ยังแข็งขืน ส่อแววอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะจ๊ะ
  • ผ่างๆ….จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่รายงานผลการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป ปี 2566 อย่างเป็นทางการ โดยพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 39,514,973 คน คิดเป็นร้อยละ 75.71 เป็น บัตรดี 37,190,071 ใบ คิดเป็นร้อยละ 94.12 บัตรเสีย 1,457,899 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.69 บัตรไม่เลือกผู้ใด 866,885 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.19 ขณะที่ แบบบัญชีรายชื่อ มีผู้มาใช้สิทธิ 39,514,964 คน คิดเป็นร้อยละ 75.71 โดยเป็น บัตรดี 37,522,746 ใบ คิดเป็นร้อยละ 94.96 บัตรเสีย 1,509,836 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.82 บัตรไม่เลือกผู้ใด 482,303 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.22
  • จากกรณีที่มี บัตรเลือกตั้งเสีย เป็นจำนวนมาก ทั้ง บัตรเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขต และ ระบบบัญชีรายชื่อ รวมแล้วเกือบ 3 ล้านบัตร ถือเป็นหน้าที่ของ กกต. จะต้องไปทบทวนถอดบทเรียนถึงสาเหตุ เพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป

สังคมทั่วไป…

  • ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธานมิราเคิล กรุ๊ป จัดโปรโมชันพิเศษ มอบแพ็กเกจ “รัก 2 เรา” ลด 30% สำหรับคู่วิวาห์ที่จองแพ็กเกจจัดงานฉลองสมรส ที่โรงแรมมิราเคิลฯ และโรงแรมอัศวินฯ ในวันที่ 28 พ.ค. วันเดียวเท่านั้น สอบถามรายละเอียดและจองจัดงานวิวาห์ 0-2575-5599 และ 0-2159-5888
  • ฌาปนกิจศพ สมประสงค์ พุฒิสกุลวงศ์ วัดราชโอรสารามฯ 28 พ.ค. 17.00 น.
  • ศพ รัชทิน ศยามานนท์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งสวดศาลา 27 วัดธาตุทอง 18.30 น. ถึง 30 พ.ค. พระราชทานเพลิง 4 มิ.ย. 16.00 น.

“ธนูเทพ”

จีนกวาดล้างโพสต์โซเชียลมีเดียกว่า 1.4 ล้านรายการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697400

จีนกวาดล้างโพสต์โซเชียลมีเดียกว่า 1.4  ล้านรายการ

28 พ.ค. 2566 07:45 น.

จีนกวาดล้างโพสต์โซเชียลมีเดียกว่า 1.4 ล้านรายการ

หน่วยงานกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของจีนกล่าวว่า โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ 1.4 ล้านโพสต์ถูกลบ หลังจากการสอบสวนเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน การแสวงหาผลกำไรที่ผิดกฎหมาย และการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นเวลา 2 เดือน

หน่วยงานกำกับดูแลบริหารไซเบอร์สเปซของจีน หรือ ซีเอซี กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า ได้ปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย 67,000 บัญชี และลบโพสต์หลายแสนรายการระหว่างวันที่ 10 มีนาคม ถึง 22 พฤษภาคม โดยนับตั้งแต่ปี 2564 จีนได้กำหนดเป้าหมายบัญชีโซเชียลมีเดียหลายพันล้านบัญชี เพื่อพยายาม “ทำความสะอาด” พื้นที่ไซเบอร์สเปซของตน และทำให้ทางการสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น

การปราบปรามครั้งล่าสุดมุ่งเป้าไปที่บัญชีบนแอปโซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีน เช่น วีแชต (WeChat), โต่วอิน (Douyin) และ เว่ยป๋อ (Weibo) ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของสื่อที่เผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลทั่วไป แต่ไม่ได้ดำเนินการ หรือได้รับการอนุมัติโดยรัฐบาลหรือรัฐ

ทางการมักจับกุมพลเมืองและเซนเซอร์บัญชีสำหรับการเผยแพร่หรือแบ่งปันข้อมูลและข้อเท็จจริง ที่มีความละเอียดอ่อน หรือวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาล หรือกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ในวงกว้าง

ตามรายงานของซีเอซี บัญชี 67,000 บัญชี ถูกปิดอย่างถาวร เกือบ 8,000 บัญชีถูกปิดเนื่องจาก “เผยแพร่ข่าวปลอม ข่าวลือ และข้อมูลที่เป็นอันตราย” ส่วนบัญชีอื่นๆ ประมาณ 930,000 บัญชี ได้รับการลงโทษที่รุนแรงน้อยกว่า ตั้งแต่การลบผู้ติดตามทั้งหมด ไปจนถึงการระงับหรือยกเลิกสิทธิพิเศษในการแสวงหากำไร

นอกจากนั้น ซีเอซีเพิ่งปิดบัญชีกว่า 100,000 บัญชี ที่ถูกกล่าวหาว่านำเสนอผู้ประกาศข่าวและสำนักข่าวที่บิดเบือนความจริง เพื่อตอบโต้การเพิ่มขึ้นของการรายงานข่าวปลอมทางออนไลน์ ที่เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ

ซีเอซี กล่าวว่า การกวาดล้างครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเป็นบัญชีทหารปลอมเกือบ 13,000 บัญชี โดยมีชื่อเช่น “กองบัญชาการกองทัพแดงจีน” “กองกำลังต่อต้านการก่อการร้ายจีน” และ “กองกำลังขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์” นอกจากนั้น ยังมีบัญชีอื่นอีกประมาณ 25,000 บัญชี ที่ตกเป็นเป้าหมายในการแอบอ้างเป็นสถาบันของรัฐ เช่น ศูนย์ควบคุมโรคและการป้องกัน และสถาบันวิจัยของรัฐ

โดยเกือบ 187,000 คน ถูกลงโทษจากการแอบอ้างเป็นธุรกิจสื่อข่าว ขณะที่กว่า 430,000 คน ถูกกล่าวหาว่าเสนอคำแนะนำทางวิชาชีพหรือบริการด้านการศึกษาโดยไม่มีคุณวุฒิวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ขณะที่บัญชีราว 45,000 บัญชี ถูกปิดเนื่องจาก “สร้างประเด็นร้อน หลอกลวง และสร้างรายได้อย่างผิดกฎหมาย”

ซีเอซี กล่าวว่า ได้ประสานงานอย่างแข็งขันกับหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะ หน่วยงานกำกับดูแลตลาด และแผนกอื่นๆ เพื่อดำเนินการอย่างหนักและแก้ไขสื่อที่ผิดกฎหมาย.