ดาวเคราะห์น้อยหลายดวง ขนาดเท่าเครื่องบิน พุ่งเฉียดโลก สุดสัปดาห์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2699289

ดาวเคราะห์น้อยหลายดวง ขนาดเท่าเครื่องบิน พุ่งเฉียดโลก สุดสัปดาห์นี้

4 มิ.ย. 2566 15:57 น.

ดาวเคราะห์น้อยหลายดวง ขนาดเท่าเครื่องบิน พุ่งเฉียดโลก สุดสัปดาห์นี้

นาซาเผย มีดาวเคราะห์น้อยหลายดวงขนาดใหญ่เกือบเท่าเครื่องบินโดยสาร พุ่งเฉียดโลกในช่วงสุดสัปดาห์นี้ 

4 มิ.ย. 2566 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยที่จะเฉียดโลกเราในสุดสัปดาห์นี้ ว่า มีดาวเคราะห์น้อยหนึ่งในสี่ดวงที่ชื่อว่า 2023 KS2 ได้โคจรผ่านโลกในวันศุกร์ที่ 2 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา อีกสามดวงที่เหลือ ซึ่งประกอบไปด้วย 2023 HO18, 2023 JR2 และ 2023 JE5 ถูกคาดการณ์กันว่าจะพุ่งเฉียดโลกในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์นี้

นาซารายงานว่า ดาวเคราะห์น้อย 2023 KS2 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร ในขณะที่ดาวเคราะห์น้อยสามดวงที่เหลือ 2023 HO18, 2023 JR2 และ 2023 JE5 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ราว 30, 36 และ 33 เมตรตามลำดับ

นาซาคาดการณ์ว่า ดาวเคราะห์น้อย 2023 KS2 พุ่งเฉียดโลกที่ระยะห่างราว 2,450,000 ไมล์ ในส่วนดาวเคราะห์น้อย 2023 JR2 จะพุ่งเฉียดโลกที่ระยะห่างประมาณ 4,050,000 ไมล์ และ 2023 JE5 จะพุ่งเฉียดโลกอยู่ที่ระยะห่างราว 4,190,000 ไมล์ รวมไปถึงดาวเคราะห์น้อยดวงสุดท้าย 2023 HO18 ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งเฉียดใกล้โลกมากขึ้นราว 290,000 ไมล์เท่านั้น ซึ่งจะเท่ากับ 1.2 เท่าระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์ อย่างไรก็ตาม ดาวศุกร์ ดาวเคราะห์เพื่อนบ้านที่ใกล้กับโลกที่สุด ยังมีระยะห่างกับโลกเพียง 38 ล้านไมล์เท่านั้น

ในบางครั้งดาวเคราะห์น้อยในแถบดาวเคราะห์น้อย (asteroid belt) จะถูกดีดตัวเข้ามาในระบบสุริยะชั้นในของเรา เนื่องจากทำปฏิกิริยาแรงโน้มถ่วงกับดาวพฤหัสบดี ส่งผลทำให้ดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นพุ่งเข้าสู่วงโคจรของโลก นอกจากนี้ หากดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวโคจรห่างจากวงโคจรของโลกในระยะ 30 ล้านไมล์ ก็จะถูกระบุว่าเป็นวัตถุใกล้โลก (near-Earth objects) หรือ NEOs

อย่างไรก็ตาม วัตถุใกล้โลกที่เข้าใกล้วงโคจรโลกมากกว่า 4.6 ล้านไมล์ และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 140 เมตร จะถูกระบุว่าเป็นวัตถุที่มีแนวโน้มเป็นภัยต่อโลก ซึ่งในปัจจุบันนาซาสามารถระบุได้ทั้งสิ้น 2,300 ดวง

นาซาคาดการณ์ว่า มีดาวเคราะห์น้อยประมาณ 1.1 ล้านดวงอยู่ในระบบสุริยะของเรา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี โดยดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ Ceres และ Vesta ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 944,685 เมตร และ 529,474 เมตรตามลำดับ

ทั้งนี้ พอล โคเดส ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์วัตถุใกล้โลก กล่าวว่า ดาวเคราะห์น้อยจะเป็นอันตรายต่อโลกเมื่อผ่านไปหลายร้อยปี จนกว่าวงโคจรของพวกมันแปรเปลี่ยนเป็นวงโคจรที่สามารถพุ่งชนโลกได้.

ที่มา: NewsweekHT Tech

จีนรับปาก พยายามเจรจากับสหรัฐฯ ชี้การเผชิญหน้ากันจะก่อหายนะร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2699235

จีนรับปาก พยายามเจรจากับสหรัฐฯ ชี้การเผชิญหน้ากันจะก่อหายนะร้ายแรง

4 มิ.ย. 2566 13:01 น.

จีนรับปาก พยายามเจรจากับสหรัฐฯ ชี้การเผชิญหน้ากันจะก่อหายนะร้ายแรง

จีนรับปาก พยายามจะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ชี้การเผชิญหน้ากันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะก่อให้เกิดหายนะร้ายแรงต่อโลก

4 มิ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการประชุมด้านความมั่นคงประจำปี ‘Shangri-La Dialogue’ ที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2566 ที่ถูกปกคลุมด้วยความสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ หลังจากจีนได้ปฏิเสธคำเชิญของ ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ที่เสนอให้มีการพบปะหารือระดับทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของสองประเทศ ในระหว่างเดินทางมาร่วมประชุมในครั้งนี้

พล.อ.หลี่ ช่างฝู รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของจีน ซึ่งสวมเครื่องแบบทหารเต็มยศระดับนายพล ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะก่อให้เกิดหายนะที่รุนแรง ด้วยเหตุนี้ จีนจะพยายามให้มีการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะนำไปสู่ ‘หายนะที่ไม่อาจทานทนได้’ ต่อโลก

‘จีนและสหรัฐฯ มีระบบที่แตกต่างกันมากมาย และมีความแตกต่างกันในเรื่องๆอื่น’ พล.อ.หลี่ ช่างฝู กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญต่อที่ประชุมระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของจีน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พล.อ.หลี่ ช่างฝู  รมว.กลาโหมของจีน ระบุว่า ระบบที่แตกต่างกันของสหรัฐฯ และจีน ไม่ควรทำให้ทั้งสองประเทศไม่สามารถบรรลุข้อตกลงต่างๆ และผลประโยชน์ร่วมกันได้ ในการที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น  ขณะที่ พล.อ.หลี่ ช่างฝู ยังกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความขัดแย้งหรือการเผชิญหน้ากันระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะกลายเป็นหายนะร้ายแรงสำหรับโลก

ก่อนหน้านี้ ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวถึงกรณีที่จีนปฏิเสธข้อเรียกร้องที่จะร่วมหารือกับสหรัฐฯ ในวันที่ 2 ของการประชุมว่า ทำให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันของสองมหาอำนาจอยู่ในภาวะปิดตาย หยุดนิ่งอยู่กับที่ 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เสริมว่า การมีความเคารพร่วมกันทุกฝ่าย สามารถเอาชนะการขึ้นเป็นมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียวได้ และการเจรจาคือกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

ทั้งนี้ การประชุมด้านความมั่นคงประจำปี Shangri-La Dialogue จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย 2566 ที่สิงคโปร์ มีเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูง นายทหารอาวุโส ตลอดจนนักวิเคราะห์ความมั่นคงจากทั่วโลกมารวมตัวกัน ในปีนี้มีผู้แทนมากกว่า 600 คน จาก 49 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการประชุม

ส่วนประเด็นที่รัฐมนตรีกลาโหมจีนปฏิเสธที่จะหารือระดับทวิภาคีกับรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในการประชุมครั้งนี้นั้น เจ้าหน้าที่กลาโหมจากจีน 2 นาย ได้กล่าวนอกรอบการประชุมว่า เป็นเพราะรัฐบาลจีนต้องการสัญญาณแน่ชัดจากทางทำเนียบขาวว่า จะลดการเผชิญหน้ากันในทวีปเอเชีย รวมไปถึงการยกเลิกคว่ำบาตร พล.อ.หลี่ ช่างฝู ก่อนจะมีการเจรจากันแบบเผชิญหน้าระดับทวิภาคี หลังจาก พล.อ.หลี่ ช่างฝู ถูกสหรัฐฯ ลงโทษด้วยมาตรการคว่ำบาตรจากกรณีซื้ออาวุธจากรัฐบาลรัสเซียในปี 2561.

ที่มา : reuters

กยท.จัดระบบตรวจสอบ แหล่งกำเนิดยางตามกฎEUDR

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735241

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดผลผลิตของผลิตภัณฑ์ยางพาราเป็นนโยบายสำคัญที่ กยท.มุ่งเน้น ซึ่งกระแสโลกกำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงประเทศผู้นำเข้ายางรายใหญ่ เช่น ยุโรปที่ออกกฎระเบียบ EU Deforestation-free Regulation (EUDR) คือผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจะต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผลิตด้วยวัตถุดิบมาจากพื้นที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า และไม่รุกล้ำป่าสงวนซึ่ง กยท.มีความพร้อมในเรื่องการจัดการระบบข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยาง พื้นที่ปลูก สถาบันเกษตรกรผู้แปรรูปยางตลอดจนการจัดการระบบตลาดกลางยางพารา เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยาง ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการจัดการสวนยางอย่างถูกต้องตามหลักสากล

นายณกรณ์กล่าวต่อว่า ได้ตั้งเป้าหมายว่าไทยจะสามารถแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมดภายใน 2 ปีซึ่งที่ผ่านมา กยท.ดำเนินมาตรการที่สนับสนุนมาตรการตรวจสอบย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง ทำให้ทราบข้อมูลพื้นที่ปลูกของเกษตรกรฯ แต่ละราย โดยนำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS Rubber) ซึ่งสามารถแสดงที่ตั้งของสวนยาง ทำให้ทราบว่าพื้นที่ปลูกตั้งอยู่บนที่ดินมีเอกสารสิทธิในรูปแบบโฉนดหรือเอกสารสิทธิอื่นๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้านผลิตภัณฑ์แปรรูปยางของสถาบันเกษตรกรฯ ก็มีระบบเก็บข้อมูลสมาชิกและข้อมูลการรับซื้อยางของสหกรณ์ที่บันทึกข้อมูลทั้งปริมาณและคุณภาพของยางพาราที่นำมาขายให้กับสถาบัน ตลอดจนข้อมูลการซื้อขายยางพาราของตลาดกลางยางพาราทั้ง 8 แห่งของ กยท.ผ่านระบบ “Thai Rubber Trade” ที่พัฒนาขึ้น สามารถเชื่อมโยงข้อมูลยางของตลาดกลางยางพารา กยท.ทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเทคโนโลยี Block chain ที่นำมาใช้ รองรับการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูล แหล่งที่มาของผลผลิตยางพาราได้

“ระบบมาตรฐานจัดการข้อมูลของ กยท.ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง จะสามารถรองรับการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางพาราได้ ช่วยให้ผู้ซื้อยางทราบถึงแหล่งกำเนิด เป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเรื่องการส่งออกได้ เนื่องจากไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มเตรียมความพร้อม และมีระบบรวบรวมข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและที่ตั้งของสวนยางแล้ว” นายณกรณ์ กล่าว

กรมข้าวเชิญร่วมงาน วันข้าว-ชาวนาช่วยเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735245

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้เตรียมจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการจัดงานในส่วนกลางนั้น ในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2566 ที่กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ภายใต้ชื่องาน “91 พรรษา สายธารแห่งน้ำพระทัย สร้างชาวนาวิถีใหม่ สู่ข้าวไทยยั่งยืน”

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดงานวันข้าวและชาวนาที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 22–23 มิถุนายน 2566 จัดขึ้นที่ Korat Hall ชั้น 4 เซ็นทรัลนครราชสีมา ภายในงานจะมีการนำนิทรรศการด้านข้าวต่างๆ มากมาย มาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ 91 พรรษา นิทรรศการและสาธิตด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว การสาธิตจัดแสดงนวัตกรรมข้าวในรูปแบบต่างๆ และมีการนำเทคโนโลยีการผลิตข้าว รวมไปถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ มาจัดแสดงและสาธิตองค์ความรู้ เพื่อถ่ายทอดให้ผู้ที่สนใจนำไปปรับใช้ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกชิงรางวัลมากมาย อาทิ กิจกรรมประกวดหนุ่มข้าวเหนียว สาวข้าวหอม กิจกรรมการประกวดสุนทรพจน์ กิจกรรมการประกวดภาพถ่าย ระบายสี กิจกรรมการประกวดจัดสวนถาด ทั้งนี้ การจัดงานในส่วนภูมิภาค ยังมีการจัดขึ้นที่ จ.พิษณุโลก ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ในวันที่ 16-17มิถุนายน 2566 จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมงานครั้งนี้ด้วย

กรมประมงรับรองสินค้า‘ประมงธงเขียว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735242

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงาน “Fisherman Shop Festival” โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่ากรมประมง ได้จัดตั้งร้านค้า Fisherman Shopเพื่อสนองนโยบายการตลาดนำการผลิต มุ่งหวังช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงและเกษตรกร กระจายสินค้าประมงคุณภาพสู่ผู้บริโภคซึ่งปัจจุบันขยายสาขาไปกว่า 121 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ ภายใต้การรับรองตราสัญลักษณ์ “ประมงธงเขียว” ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวประมงทั่วประเทศ มากถึง 84 ล้านบาท รวมทั้งกระจายรายได้สู่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่ชุมชน

ด้านนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้แก่เกษตรกรชาวประมงอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านค้า Fisherman Shopให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้เกิดการเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงคุณภาพผ่านตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว ที่การันตีความสด สะอาด ได้มาตรฐานปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เข้มแข็งโดยภายในงานได้มีการคัดสรรร้านค้าจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาร่วมออกบูธมากกว่า 30 ร้านค้า โดยนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงซึ่งเป็นของดีของเด็ดประจำจังหวัด มาจำหน่ายกว่า 500 รายการ นอกจากนี้ กรมประมง ยังร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดส่งสินค้าของร้าน Fisherman Shop ในราคาสุดพิเศษด้วย

รองปลัดฯร่วมคกก. เสนอผลการศึกษา นักบริหารเกษตรฯ รับการเปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735238

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ร่วมเป็นคณะกรรมการกิจกรรมการนำเสนอผลงานการศึกษากลุ่ม (Group Project) หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 83 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยกิจกรรมการนำเสนอผลงานการศึกษากลุ่มดังกล่าว ประกอบด้วย 8 กลุ่มปฏิบัติการ8 หัวข้อ ได้แก่ กลุ่มปฏิบัติการที่ 1สู้วิกฤตภัยแล้งด้วยเทคโนโลยี IoTทางเลือกที่ดีของเกษตรกรไทย กลุ่มปฏิบัติการที่ 2 กาแฟสร้างชีวิตตามแนวคิด BCG ด้วยวิถีเกษตรใหม่ กรณีศึกษา จ.น่าน กลุ่มปฏิบัติการที่ 3 ยกระดับผักอินทรีย์เพื่อสร้างมูลค่า สู่การเป็นผู้นำ ภูมิภาคอาเซียน กลุ่มปฏิบัติการที่ 4 พลิกวิกฤตอาหารสัตว์ไทยด้วยการขับเคลื่อน BSF สู่การเป็น HUB แมลงโปรตีนโลก

กลุ่มปฏิบัติการที่ 5 ไข่ผำพืชน้ำพื้นบ้านสู่อาหารแห่งอนาคต กลุ่มปฏิบัติการที่ 6 ยกระดับยางพาราไทยสู่ยางพาราโลกตามแนวทาง BCG Model กลุ่มปฏิบัติการที่ 7 พลิกโฉม “ปลาทองไทย” ทะยานไกลไปตลาดโลก และกลุ่มปฏิบัติการที่ 8 การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าเพื่อยกระดับปลานิลไทยรุกตลาดโลก

ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อกิจกรรมการนำเสนอผลงานของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เนื้อหามีความครบถ้วนสมบูรณ์ และเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ และนโยบายของชาติในการบริหารจัดการภาคการเกษตรรับมือกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735194

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เพราะชีวิตคนเราขาดรสชาติหวานๆ ไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าความหวานที่มากเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น มนุษย์จึงพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อหาสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล เพราะยังต้องการรสหวาน แต่ไม่ต้องการปริมาณแคลอรีที่มากเกินไป จึงมีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเกิดขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความวิชาการ ที่ทำให้ผู้คนตกอกตกใจออกมาฉบับหนึ่ง โดยพูดถึงผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล โดยเฉพาะเมื่อใช้ในเวลานานๆ ต่อเนื่องกัน

ใจความโดยสรุปคือ ไม่ควรใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อควบคุมน้ำหนัก หรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงโรคหลอดเลือดหัวใจต่างๆ

เราพอจะเข้าใจกันดีแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินไม่ได้เกิดจากการกินของหวานหรือน้ำตาลเพียงอย่างเดียวการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล โดยไม่ได้คุมอาหารหมวดอื่น เช่น ไขมัน หรือไม่คุมพลังงานทั้งหมดที่ได้จากอาหารให้พอดี ย่อมไม่สามารถทำให้มีน้ำหนักตัวที่พอเหมาะได้ 

ภาวะน้ำหนักเกิน หรือหากเกินจนเข้าข่ายอ้วน ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคต่างๆ หลายอย่าง ข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกนำเสนอเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมีข้อมูลระบุว่า การบริโภคสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น และยังมีความสัมพันธ์กับการเพิ่ม BMI (ดัชนีมวลกาย) และเพิ่มความอ้วนด้วย ประเด็นนี้ทำให้ผู้รักสุขภาพ หรือคนที่พยายามควบคุมการบริโภคน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลต่างพากันงง

เอกสารฉบับเต็มที่องค์การอนามัยโลกเผยแพร่มีจำนวนกว่า 200 หน้า บอกถึงผลการวิจัยต่างๆ ที่รวบรวมไว้ประมาณ 300 ชิ้น โดยมีคำถามวิจัยเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพในหลายๆ แง่มุมของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลหลายตัว ทั้งที่ใช้มาหลายสิบปีและตัวที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ เกือบสิบตัว เช่น acesulfame K,aspartame, advantame, cyclamates, neotame, saccharin, sucralose, stevia 

จริงๆ แล้วสารแต่ละตัวมีรายละเอียดปลีกย่อยหลากหลาย แล้วยังเป็นที่ถกเถียงในทางวิชาการอีกพอสมควร ซึ่งหากคุณผู้อ่านอยากเจาะรายละเอียดของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลตัวที่คุณใช้อยู่ก็ลองอ่านได้จาก link เหล่านี้ เช่น https://www.who.int/publications/i/item/9789240046429

สำหรับรายละเอียด และประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนจะนำมาขยายเพิ่มในบทความในสัปดาห์ต่อๆ ไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเล่าสู่กันฟัง และมีความสำคัญต่อการวางแผนสุขภาพของทุกคน และทำให้ทุกคนต้องคิดว่าเราจะเลือกกินต่อ หรือพอแค่นี้ 

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งทิ้งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทิ้งไปโดยทันที เพราะในแง่การจำกัดพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป รวมถึงการไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ก็ยังคงต้องพึ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอยู่ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อย่าคิดว่าเราใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในปริมาณเท่าไรก็ได้ แต่ต้องใช้อย่างจำกัดและเท่าที่จำเป็น ถ้าหากเราอยากมีสุขภาพดี ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหวานให้น้อยลงเรื่อยๆ 

ส่วนข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคนที่กำลังจะลดความหวาน แต่ไม่รู้ว่าต้องลดขนาดเท่าใด ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยตามธงโภชนาการ แนะนำให้กินน้ำตาลน้อยที่สุด หรือไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม)

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตายแต่ตัว ชื่อยังฟุ้งไปทั่วทั้งกรุง ก็ไม่ลืมได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735214

ตายแต่ตัว ชื่อยังฟุ้งไปทั่วทั้งกรุง ก็ไม่ลืมได้

ตายแต่ตัว ชื่อยังฟุ้งไปทั่วทั้งกรุง ก็ไม่ลืมได้

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เสด็จในกรมท่านทรงเน้นการทำงานอย่างจริงจัง ทำสิ่งใดต้องทำให้สำเร็จ และทรงเน้นความรักชาติบ้านเมือง ทรงวางพระองค์เป็นกันเองกับทหารเรือ เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้สัมฤทธิผล 

ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย นำคุณไปสนทนาประเด็น 100 ปี วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กับ ม.ร.ว. (หญิง) จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร พลเรือเอกไพโรจน์ แก่นสาร อดีตผู้บัญชาการสถาบันการทหารเรือชั้นสูง และ รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

l กราบเรียนถามคุณหญิงถึงพระโอวาทต่างๆ ที่เสด็จในกรมฯ ท่านพระราชทานให้กับคนในราชสกุลอาภากร ที่ได้รับการปลูกฝังกันต่อๆ มาครับ

ม.ร.ว.จิยากร : สิ่งที่คนในครอบครัวหรือในราชสกุลของเราถูกปลูกฝังมาโดยตลอดคือ ต้องทำความดี ต้องตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทย ต้องไม่ทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย คำสอนเหล่านี้คือสิ่งที่ปลูกฝังในสมาชิกราชสกุลอาภากรมาโดยตลอด ในฐานะที่ดิฉันเป็นหลานของเสด็จในกรมฯ ก็ระลึกถึงคำสอนนี้เสมอมา แล้วก็เชื่อว่าพระโอวาทของเสด็จในกรมฯ ยังได้รับการตอกย้ำในสังคมไทยมาโดยตลอดด้วย ดังนั้นเราจึงพบว่าสังคมไทยยังมีคนทำดีเพื่อชาติบ้านเมืองอีกมากมาย และทรงเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมนุษย์เป็นอย่างดีว่า มีขึ้นมีลง ไม่มีอะไรจีรัง แต่ก็ทรงเน้นเสมอว่า เมื่อเกิดเป็นคนก็ต้องทำดี เพราะชื่อเสียงและความดีจะปรากฏตลอดไป แม้ตัวจะตายไปแล้วก็ตาม

l ในโอกาส 100 ปี วันสิ้นพระชนม์ของเสด็จในกรมฯ ทราบมาว่ามูลนิธิฯ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ มากมายเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่เสด็จในกรมฯ ขอความกรุณาเล่าให้ฟังโดยคร่าวๆ ครับ

ม.ร.ว.จิยากร : สิ่งที่มูลนิธิฯ ทำไปแล้วคือการกลับไปค้นคว้าศึกษาถึงพระกรณียกิจต่างๆ ที่เสด็จในกรมฯท่านทรงทำไว้ โดยย้อนไปตั้งแต่สมัยเสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านทหารเรือที่อังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2436 แต่เมื่อครั้งนั้นยังทรงพระเยาว์มาก ต้องไปเตรียมการเพื่อจะให้ได้ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรนักเรียนนายเรือของอังกฤษอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งทรงสอบเข้าศึกษาต่อได้ จากการที่มูลนิธิฯ ได้ไปค้นหาพระประวัติสมัยทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ ก็ทำให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์หลายชิ้น ซึ่งมีหลักฐานเป็นเอกสารเก็บรักษาไว้ในประเทศอังกฤษ เช่น พระราชประวัติสมัยทรงศึกษาในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ หลักฐานต่างๆ ที่เราค้นหาได้ทำให้ทราบว่าทรงพระวิริยอุตสาหะในการศึกษามาก ทรงทำคะแนนได้ดีจนได้รับการยอมรับจากพระอาจารย์และเหล่าพระสหายร่วมรุ่น นอกจากนั้นยังพบว่าทรงประพฤติตามพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 5 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการไม่ทำตัวว่าเป็นลูกเจ้าลูกนาย แต่ให้ทรงทำตัวแบบคนธรรมดาทั่วไป เน้นความประหยัดมัธยัสถ์ เน้นความอดทน ตั้งประทัยแน่วแน่ในการทำกิจต่างๆ เพื่อให้สามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน จากการไปค้นคว้าพระราชประวัติของเสด็จในกรมฯ จากอังกฤษในครั้งนั้น ก็ทำให้มูลนิธิฯ สามารถผลิตสารคดีการเสด็จไปทรงศึกษาในอังกฤษของเสด็จในกรมฯ ได้เป็นที่เรียบร้อย ทำให้มีหลักฐานด้านวิชาการชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง และจากหลักฐานอื่นๆ ที่มีมากมายก็บ่งชี้ชัดเจนว่าเมื่อเสด็จกลับมาทรงรับราชการก็ทรงมีส่วนสำคัญในการพัฒนากิจการทหารเรือไทยให้มีความเจริญทัดเทียมอารยประเทศ และยังทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านศิลปวัฒนธรรมไทย ดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย ทรงเล่นโขน ทรงขับเสภา เป็นต้น และยังทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านยาสมุนไพรไทย เมื่อทรงว่างเว้นจากงานกองทัพเรือ ก็ทรงศึกษาค้นคว้าตำรายาสมุนไพรของไทย และทรงพระนิพนธ์ตำรายาตำรับหมอพรไว้ 15 เล่ม ทรงวาดภาพด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เพื่อประกอบหนังสือ และทรงเขียนตำรับยาด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์ด้วย ชื่อตำรายาหมอพร เล่ม 1 พระคัมภีร์อติสาระวรรค โบราณะกรรม แลปัจจุบันนะกรรมในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตำรายาเล่มนี้ถูกนำกลับมาพิมพ์ใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้ มูลนิธิฯ กำลังทำตำรายาเล่มที่สอง ชื่อ ตำรายาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยค้นคว้าอ้างอิงจากตำรายาในราชสำนักสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ตำรายาของพระองค์ท่านทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักพระองค์ท่านในพระนามหมอพร และทรงเป็นที่พึ่งที่พิงของคนไทยเสมอมา แม้เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ก็ยังมีผู้คนทั่วประเทศระลึกถึงพระองค์ท่าน ยังไปกราบพระองค์ท่านเพื่อให้มีที่ยึดเหนี่ยวทางใจตลอดเวลาก็ต้องเรียนตรงๆ ว่าในฐานะสมาชิกราชสกุลอาภากรก็รู้สึกภาคภูมิใจในพระองค์ท่าน และดีใจมากที่ได้เกิดอยู่ในราชสกุลอาภากร แล้วที่สำคัญคือเราทุกคนก็ต้องช่วยกันรักษาสืบสานพระกรณียกิจของพระองค์ไว้ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความรักชาติบ้านเกิดเมืองนอน เรื่องการทำดีต่อบ้านเมือง และต้องช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป เราเป็นคนที่ถูกสอนว่าเรามีรากมีเหง้า มีความเป็นมา เรามีภูมิปัญญา มีศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณีอันดีงาม เราต้องช่วยกันรักษาและทำนุบำรุงเรื่องดีงามที่บรรพชนของเราสร้างสรรค์ไว้ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันและมูลนิธิฯ กำลังทำก็คือการส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนรู้ยาสมุนไพรภูมิปัญญาไทยมากขึ้น โดยล่าสุดได้ทำสวนสมุนไพรไทย ไว้ที่บริเวณรอบตำหนักเสด็จในกรมฯที่พูลตาหลวง สัตหีบ เรากำลังจัดสร้างอาคารเพื่อฝึกอบรมให้ความรู้ด้านสมุนไพรไทย เพื่อให้ทั้งความรู้และเพื่อฝึออาชีพให้กับผู้สนใจสมุนไพรไทยไปพร้อมๆ กันนอกจากนี้ในทุกปี มูลนิธิฯได้จัดกิจกรรมเดินวิ่งการกุศลเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน เพื่อสนับสนุนให้คนไทยนิยมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และยังจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลในหลายจังหวัด และโดยส่วนตัวดิฉันเอง ก็รู้สึกปลาบปลื้มและยินดีที่ทราบว่าคนไทยยังระลึกถึงพระองค์ท่านมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าในหลายจังหวัดทั่วประเทศมีพระอนุสาวรีย์ของเสด็จในกรมอยู่ตั้งแต่ใต้จรดเหนือ ตะวันออกจรดตะวันตก นี่คงจะเป็นเพราะคนไทยยังถวายความเคารพต่อพระองค์ท่านเสมอมา

l กราบเรียนถาม พล.ร.อ.ไพโรจน์ ในฐานะทหารเรือ และผู้ที่ศึกษาพระประวัติ และพระกรณียกิจของเสด็จในกรม ได้เห็นความสำคัญในประเด็นใดบ้างครับ

พล.ร.อ.ไพไรจน์ : เหตุผลหลักที่ผมสนใจศึกษาพระประวัติของพระองค์ท่าน คือทรงมีความสามารถพิเศษเหนือคนทั่วไปหลายประการ ทรงทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินไทยไว้มากมาย ทั้งๆ ที่ทรงมีพระชนม์ชีพเพียง 44 พรรษาเท่านั้น พระกรณียกิจสำคัญประการแรกคือทรงพัฒนากิจการกองทัพเรือสยามในยุคกว่า 100 ปีก่อนให้เจริญทัดเทียมอารยประเทศ สมัยก่อนที่พระองค์จะทรงพัฒนากองทัพเรือนั้น ประเทศของเราต้องจ้างฝรั่งต่างชาติมาเป็นผู้ดูแลกิจการกองทัพเรือ แต่เมื่อทรงสำเร็จการศึกษามาจากอังกฤษ ทรงใช้เวลาสั้นๆ แต่ทรงพัฒนากองทัพเรือได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้คนไทยสามารถดูแลจัดการกองทัพเรือได้ด้วยตัวเอง ทำหน้าที่ผู้การเรือ และหน้าที่ต่างๆ ในเรือของกองทัพได้เป็นอย่างดี พระองค์ท่านทรงฝึกหัดทหารเรือด้วยพระองค์เองทรงดูแลจัดการวางระบบระเบียบให้นักเรียนนายเรือในยุคเริ่มต้นด้วยพระองค์เอง สมัยที่โรงเรียนนายเรือตั้งอยู่ในเขตพระราชวังเดิม ทรงเอาพระทัยใส่นักเรียนนายเรืออย่างจริงจัง จนสามารถทำงานกองทัพเรือได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างชาติอีกต่อไป คือทรงพัฒนาทั้งตัวบุคคลและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกองทัพเรือไทยมีสมรรถนะในการปกป้องพระราชอาณาจักรทางทะเลได้เป็นอย่างดี ความเจริญที่ทรงสร้างให้กองทัพเรือนั้น ผมขอเน้นเรื่องที่ทรงจัดระบบการศึกษา และทรงดูแลความเป็นอยู่ของนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง ทรงให้ความใกล้ชิดเป็นกันเองมาก ทรงสอนเอง และทรงพระนิพนธ์ตำราให้ทันสมัย เช่น ตำราอุทกศาสตร์ ตำราดาราศาสตร์ ตำราวิชาการด้านทหารเรือ ด้านการรบในทะเล ทรงเน้นทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติสิ่งหนึ่งที่ทหารเรือซาบซึ้งคือทรงเป็นกันเองมากกับทหารเรือทรงให้เรียกพระองค์ว่าเตี่ย เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกันในเวลาทำงานร่วมกัน ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้จึงทำให้กองทัพเรือของเราเข้มแข็ง เป็นกำลังหลักอย่างหนึ่งในการป้องกันอธิปไตยของประเทศ และที่จะต้องกล่าวอีกประการคือ ทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลเพื่อกองทัพเรือ ทรงกราบบังคมทูลขอพระราชทานที่ดินบริเวณสัตหีบเพื่อเป็นฐานทัพเรือ ทั้งๆ ที่ในสมัยก่อนนั้นบริเวณสัตหีบยังไม่มีความเจริญแต่อย่างใด แต่ทรงสำรวจแล้วเห็นว่ามีชัยภูมิที่เหมาะกับการตั้งฐานทัพเรือ จนทุกวันนี้ก็ได้ปรากฏชัดว่าสัตหีบคือฐานทัพเรือที่สำคัญของเรา มีหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพเรือประจำการอยู่ที่สัตหีบ เช่น กองเรือยุทธการ กองบัญชาการนาวิกโยธินกรมต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นต้น ทั้งหมดนี่มาจากสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระองค์ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้คือความภาคภูมิใจของทหารเรือไทยทุคน นอกจากนั้น พระองค์ท่านยังทรงมีความเป็นนักสู้ที่เข้มแข็ง ทรงอดทนทั้งกายและใจ ทรงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้น ทรงมุ่งมั่นตั้งพระทัยทำงานจริงจนสำเร็จ และยังทรงมีความสามารถในการดนตรี ทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล ทรงเชี่ยวชาญในสรรพศิลป์และสรรพศาสตร์นานา แล้วเมื่อทรงว่างเว้นจากงานทหารเรือก็ทรงค้นคว้าศึกษาด้านสมุนไพรไทย และแพทย์แผนไทยนี่คือความมหัศจรรย์ของเสด็จในกรมที่ทรงปฏิบัติให้คนไทยได้ประจักษ์แล้ว 

l กราบเรียนถาม ดร.ปรีดี ในฐานะผู้ทำวิจัยพระกรณียกิจของเสด็จในกรมฯ ทรงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่สำคัญกับประเทศชาติของเราบ้างครับ

รศ.ดร.ปรีดี : ต้องเน้นว่าทรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของกองกำลังรบทางเรือของไทย เพราะทรงเป็นผู้วางรากฐานที่แท้จริง เนื่องจากสยามหรือไทยในยุคนั้นไม่มีกำลังรบทางทะเลมาก่อน อันที่จริงต้องย้อนไปพูดเรื่องจุดเปลี่ยนสำคัญของสยามในอดีตในยุครัตนโกสินทร์ก่อน ซึ่งมีหลายช่วง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นคือช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ทรงวางรากฐานให้สยามในครั้งนั้นพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ทรงพัฒนาการศึกษาของสยามเมื่อทรงวางรากฐานการศึกษาแล้ว สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษาต่อในประเทศตะวันตก เพื่อให้ทรงนำความรู้และวิวัฒนาการด้านการศึกษาและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคนั้นกลับมาพัฒนาประเทศ ทรงเน้นให้ไปนำความรู้ทันสมัยจากตะวันตกเข้ามาพัฒนาบ้านเมือง แต่ก็ทรงเน้นว่าต้องรักษาความเป็นไทยไว้ให้มั่นคง เราพบว่าสยามในยุคนั้นได้รับอิทธิพลด้านความรู้จากตะวันตกมากมาย แต่เราก็สังเกตได้ว่าพระราชโอรสทุกพระองค์ไม่ได้เอาแบบตะวันตก แต่ยังทรงรักษาความเป็นไทยไว้ได้อย่างดี สำหรับพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์นั้นทรงมีพระบุคลิกลักษณะพิเศษประการหนึ่งคือทรงได้รับการอบรมอย่างดีจากเจ้าจอมมารดาโหมด ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าจอมที่มีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิและมีปัญญาวุฒิที่พรั่งพร้อม  ด้วยเหตุที่สืบสายมาจากผู้ที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักสยามในยุคนั้น เพราะฉะนั้นความรู้ต่างๆ ที่เจ้าจอมมารดาโหมดถวายให้พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์จึงนับเป็นเรื่องสำคัญ เป็นการปูพื้นฐานสำคัญให้ ในขณะเดียวกันพระองค์เจ้าอาภากรฯ ทรงผูกพันกับรัชกาลที่ 6 มาก เพราะทรงไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษพร้อมกัน และที่สำคัญอีกประการคือ พระองค์เจ้าอาภากรฯ ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าพระราชพิธีโสกันต์บนเขาไกรลาส ต่อจากรัชกาลที่ 6ในสมัยที่ยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ น่าสังเกตว่าในบรรดาพระราชโอรสรุ่นเล็กในรัชกาลที่ 5 นั้นไม่มีเจ้านายพระองค์ใดที่ได้ทรงเข้าพระราชพิธีโสกันต์เช่นเดียวกับพระองค์เจ้าอาภากรฯ โดยเฉพาะพระราชโอรสชั้นพระองค์เจ้า ดังนั้นการที่พระองค์เจ้าอาภากรฯ ได้ทรงรับพระมหากรุณาธิคุณเช่นนี้ จึงนับว่าเป็นความพิเศษสุด และด้วยความที่ทรงผูกพันใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 6 มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อเสด็จกลับมาจากอังกฤษ ก็ได้ถวายงานด้านกิจการกองทัพเรือกับรัชกาลที่ 6 และที่ต้องกล่าวอีกประการคือเมื่อครั้งพระองค์เจ้าอาภากรฯ ทรงพระเยาว์ ได้ทรงตามเสด็จสมเด็จพระราชบิดาไปในพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงประพาสต้นตามหัวเมืองต่างๆ และยังเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ โดยไม่ทรงให้จัดเป็นกระบวนเสด็จ จึงทำให้ทรงเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น เมื่อดูจากพระราชประวัติของกรมหลวงชุมพรฯ แล้วเราจะเห็นว่าทรงใส่พระทัยกับความเป็นอยู่ของประชาชนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงว่างเว้นจากงานของกองทัพเรือ ก็จึงทรงช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารด้วยงานแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย โดยทรงเรียกพระองค์เองว่าหมอพรเราจะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงยึดมั่นในเรื่องความสุขความทุกข์ของประชาชนเสมอ และทรงยึดหลักพระคติพจน์ทำสิ่งใดต้องทำจริง ดังนั้นเราจึงไม่ประหลาดใจที่คนไทยจำนวนมากยังคงระลึกนึกถึงพระองค์เสมอ เมื่อมีความทุกข์ความร้อนใดๆ ก็จะไปกราบพระองค์ท่านที่พระอนุสาวรีย์ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ ส่วนคำขานพระนามว่า เสด็จเตี่ย มิได้อยู่ในแค่แวดวงของทหารเรือเท่านั้น แต่คนทั่วไปก็ขานพระนามพระองค์ว่าเสด็จเตี่ยเช่นกัน อันนี้แสดงถึงความรักเคารพและความใกล้ชิดที่มีอยู่ในความคิดของชาวบ้าน อันที่จริงทรงมีลายพระหัตถ์พระราชทานทหารเรือว่าให้เรียกพระองค์ท่านว่าเตี่ย แต่พระกรุณาธิคุณนี้ก็แผ่ไปยังคนทั่วไปทั้งแผ่นดิน โดยมีความรู้สึกว่าเหมือนได้รับความเมตตาจากพระองค์ท่านโดยคำว่าเตี่ยบ่งบอกถึงความใกล้ชิดในด้านความรู้สึก และเป็นการแสดงความเทิดทูนต่อพระองค์ท่านด้วยที่สำคัญอีกประการคือ ในบรรดาพระราชโอรส และพระโอสรในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีหลายสิบพระองค์นั้น น่าสนใจตรงที่พระนามของกรมหลวงชุมพรฯ คือพระนามหนึ่งที่ผู้คนทั่วไปกล่าวถึงพระองค์มากที่สุด นี่คือการแสดงให้เห็นว่าทรงมีความสำคัญในแง่มุมของความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธาต่อพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก ความเคารพบูชาที่ประชาชนมีต่อพระองค์ท่านเกิดมาจากการบำเพ็ญพระกรณียกิจต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ในทุกๆ ด้าน ไม่เฉพาะแค่ด้านทหารเรือเท่านั้น ขอพูดถึงกิจการกองทัพเรือในสมัยที่พระองค์ทรงวางรากฐานเมื่อแรกเริ่มนั้น นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นของใหม่ในบ้านเมืองของเรา การที่ทรงวางรากฐานแล้วกิจการกองท้พเรือหยั่งรากลงลึกได้จนถึงปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นพระปรีชาสามารถที่น่าศึกษาให้ลึกซึ้ง เพราะการหยั่งรากสิ่งใหม่ในบ้านเมืองนั้น เป็นเรื่องยากลำบาก ไม่สามารถรู้ได้ในวันนั้นว่าจะเจริญรุ่งเรืองหรือจะล้มเหลว แต่สุดท้ายแล้วก็ปรากฏว่าเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดี นั้นคือเครื่องบ่งบอกว่าทรงประคับประคอง ทรงทำให้กิจการทหารเรือเจริญได้ด้วยการทรงวางรากฐานที่มั่นคง เราเห็นได้ว่าทรงทุ่มเทกับกิจการทหารเรือมาก ทรงสอนเอง ทรงทำตำราเรียนเอง ทรงฝึกเอง และทรงเป็นกันเองกันทหารเรือในยุคนั้น ทรงดูแลทั้งหลักสูตร สถานที่เรียน และสถานที่ทำงาน นี่คือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ทหารเรือไทยถวายพระเกียรติว่าทรงเป็นองค์บิดาแห่งทหาเรือไทย 

คุณจะได้ชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความรู้ออกอากาศ ทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. ทางโทรทัศน์ NBT กดหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

บำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735188

บำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

บำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะ กก.มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ต้อนรับ คุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์ ผู้แทนพระองค์

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ คุณหญิงลักษณาจันทรเลาหพันธุ์ เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และในโอกาสที่องค์การวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกได้เฉลิมพระเกียรติยกย่องให้พระองค์ท่านทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” โดยผู้แทนพระองค์ได้มอบของที่ระลึก “หลวงพ่อโสธร” รุ่นร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ แก่ผู้สนับสนุนให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศด้วย ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดโดยมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมี สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานที่ปรึกษาการจัดงาน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย รองประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิ เป็นประธานจัดงานโดยมีกรรมการมูลนิธิและผู้เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก อาทิ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, อารยา อรุณานนท์ชัย, รองปลัดกระทรวงมหาดไทย สมคิด จันทมฤก, ชัยวัฒน์-กุลทรัพย์ ชื่นโกสุม, อธิบดีบุญธรรม เลิศสุขีเกษม, อธิบดีแมนรัตน์-วรสุดา รัตนสุคนธ์, อธิบดีพงศ์รัตน์-ศลิษา ภิรมย์รัตน์, อธิบดีขจร ศรีชวโนทัย, อธิบดีอรรษิษฐ์-จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์, วิลาศ เฉลยสัตย์ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ผู้แทนสมาคมแม่บ้านเหล่าทัพและหน่วยราชการต่างๆ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมด้วยพระกรุณาธิคุณต่อเยาวชนผู้ยากไร้เป็นล้นพ้น ด้วยทรงพระเมตตารับตำแหน่งองค์ประธานก่อตั้งมูลนิธิฯ ซึ่งตามคำกราบทูลเชิญของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลกผู้ประสานการก่อตั้งในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปี พ.ศ.2525 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้ยากไร้ในชนบทโดยให้ทุนการศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาแต่ละระดับ และในปีพ.ศ.2545 ทรงรับตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ ตามคำกราบทูลเชิญของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ประธานมูลนิธิฯ ในขณะนั้น โดยทรงอุปถัมภ์กิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ พระราชทานกำลังใจและความไว้วางพระทัยในการทำงานของคณะกรรมการมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปีรวมทั้งกับทั้งทรงเป็นองค์เจ้าของกองทุนพระราชทานพระเมตตาแก่เยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯ แม้ว่าจะทรงมีพระกรณียกิจมากเพียงใดก็ตาม รวมทั้งพระราชทาน “เข็มพุ่มเพชร” ให้แก่ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นครั้งแรกด้วย ในฐานะประธานอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด

ในโอกาสวันประสูติ 7 รอบ 84 พรรษา ปีพ.ศ.2550 มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ได้จัดสร้างอาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติถวายแด่พระองค์ท่าน ณ วัดเทพประทาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติที่ค้ำจุนบ้านเมืองมาแต่โบราณกาลให้เจริญมั่นคงสืบไปด้วย

ตลอดเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ให้ทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 3,000 ทุน เป็นเงิน ปีละประมาณ 11 ล้านบาท ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ได้ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนไปแล้วรวมทั้งสิ้นเกือบ 32,000 ทุนเป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่า 264 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการทุนการศึกษาประจำจังหวัด ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด (ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัด) ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด และที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำกรุงเทพมหานคร ได้ออกไปเยี่ยมเยียนติดตามดูแลทุกข์สุขของเยาวชนด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเยาวชนและครอบครัวผู้รับทุนมูลนิธิฯอย่างใกล้ชิดด้วย ซึ่งเยาวชนเหล่านี้เป็นผู้ด้อยโอกาสและขาดแคลนอันจะเป็นผลให้เยาวชนรู้สึกอบอุ่นไม่โดดเดี่ยวเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง และเป็นการสกัดกั้นต้นเหตุแห่งปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยประสบการณ์ชีวิตได้อย่างดีที่สุด รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 02-3547391-4 หรือไลน์ไอดี 080-4042439 ติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิได้ที่ เว็บไซต์ www.ruamchit-normklao.org facebook-มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน

โต๊ะหมู่บูชา พร้อมเครื่องทองน้อย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ

โต๊ะหมู่บูชา พร้อมเครื่องทองน้อย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ

กก.ร่วมพิธี อาทิ ผู้แทนสมาคมแม่บ้านเหล่าทัพ เสาวลักณ์
มหาวงศ์ (ทหารบก), ธนิกา สุคนธมัต (ทหารเรือ), พล.อ.ต.หญิง อนุตตรา วรวรรณปรีชา (ทหารอากาศ)

กก.ร่วมพิธี อาทิ ผู้แทนสมาคมแม่บ้านเหล่าทัพ เสาวลักณ์ มหาวงศ์ (ทหารบก), ธนิกา สุคนธมัต (ทหารเรือ), พล.อ.ต.หญิง อนุตตรา วรวรรณปรีชา (ทหารอากาศ)

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ผศ.ดร.พรทิพย์
พุกผาสุข, วรสุดา รัตนสุคนธ์, พรทิพย์ ห่านตระกูล และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, วรสุดา รัตนสุคนธ์, พรทิพย์ ห่านตระกูล และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, อารยา
อรุณานนท์ชัย พร้อมผู้ร่วมพิธีจากกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่างๆ
และอุปนายกสมาคม

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, อารยา อรุณานนท์ชัย พร้อมผู้ร่วมพิธีจากกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่างๆ และอุปนายกสมาคม

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธาน กก.อำนวยการมูลนิธิฯ,
ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข เลขาธิการมูลนิธิฯ, กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล ผอ.บริหารมูลนิธิฯ ร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธาน กก.อำนวยการมูลนิธิฯ, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข เลขาธิการมูลนิธิฯ, กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล ผอ.บริหารมูลนิธิฯ ร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

สมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานที่ปรึกษาการจัดงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

สมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานที่ปรึกษาการจัดงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

ผู้แทนพระองค์ มอบของที่ระลึก “พระพุทธโสธร” แก่ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค
เงินทุนการศึกษาแก่เยาวชนยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

ผู้แทนพระองค์ มอบของที่ระลึก “พระพุทธโสธร” แก่ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค เงินทุนการศึกษาแก่เยาวชนยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย
รองประธาน กก.อำนวยการมูลนิธิฯ มอบของที่ระลึกงาน 100 ปี
เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย รองประธาน กก.อำนวยการมูลนิธิฯ มอบของที่ระลึกงาน 100 ปี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

ผู้แทนพระองค์ กรวดนํ้าอุทิศถวายพระกุศลแด่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ผู้แทนพระองค์ กรวดนํ้าอุทิศถวายพระกุศลแด่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คณะ กก.มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ต้อนรับ คุณหญิงลักษณาจันทร
เลาหพันธุ์ ผู้แทนพระองค์

คณะ กก.มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ต้อนรับ คุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์ ผู้แทนพระองค์

“จานโชว์” จัดทำพิเศษ พร้อมตราสัญลักษณ์งาน 100 ปี วันประสูติ
ซึ่ง เฉิดโฉม จันทราทิพย์ กก.อำนวยการ
มูลนิธิฯ จัดทำถวายฯ

“จานโชว์” จัดทำพิเศษ พร้อมตราสัญลักษณ์งาน 100 ปี วันประสูติ ซึ่ง เฉิดโฉม จันทราทิพย์ กก.อำนวยการ มูลนิธิฯ จัดทำถวายฯ

พานพุ่มมุก ถวายสมเด็จพระสังฆราช และพระสงฆ์ที่ร่วมพิธี สีฟ้าเทอร์คอยท์ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงโปรด

พานพุ่มมุก ถวายสมเด็จพระสังฆราช และพระสงฆ์ที่ร่วมพิธี สีฟ้าเทอร์คอยท์ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงโปรด

โฉมใหม่ CHARLES & KEITH สยามเซ็นเตอร์ ดึงดูดนักช้อปด้วยดิสเพลย์ LED

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735198

โฉมใหม่ CHARLES & KEITH สยามเซ็นเตอร์ ดึงดูดนักช้อปด้วยดิสเพลย์ LED

โฉมใหม่ CHARLES & KEITH สยามเซ็นเตอร์ ดึงดูดนักช้อปด้วยดิสเพลย์ LED

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

CHARLES & KEITH สาขาสยามเซ็นเตอร์ กลับมาเผยโฉมร้านในคอนเซ็ปต์ใหม่ พร้อมอวดโฉมดิสเพลย์ LED ล้อมเสาที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณด้านหน้าร้าน แห่งเดียวในประเทศไทย เลือกใช้เส้นโค้งพลิ้วไหวผสมผสานกับเส้นที่ลื่นไหลในการตกแต่งร้าน เสริมด้วยเส้นโค้งวงรี เพื่อดึงดูดสายตาของเหล่านักช้อป การปรับโฉมในครั้งนี้ได้เพิ่มความพิเศษโดยการปรับวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างสเตนเลส มาใช้เป็นหินปูนโทนอบอุ่น นำเสนอภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของ CHARLES & KEITH สาขาสยามเซ็นเตอร์อย่างยิ่งใหญ่ CHARLES & KEITH ได้เนรมิตพื้นที่ใจกลางศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ชั้น M ในคอนเซ็ปต์ Summer’s Calling นำเสนอคอลเลคชั่นฤดูร้อน ที่สอดแทรกความเป็นเมทัลลิคซึ่งเป็นสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครโชว์สุดเอ็กซ์คลูซิฟจากน้องแอลลี่-อชิรญา สมาชิกคนแรกของครอบครัว CHARLES & KEITH ประเทศไทย โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ อาทิ เฟย์-พรปวีณ์, ดรีม-อภิชญา และอินฟลูเอนเซอร์ มาร่วมงานเฉลิมฉลองการกลับมาเปิดร้านอีกครั้งและเป็นตัวแทนในการนำเสนอภาพลักษณ์ของคอลเลคชั่นฤดูร้อน 2023 ทั้งกระเป๋าและรองเท้าที่มาในสไตล์แบบฉบับของสาว CHARLES & KEITH นอกจากนี้ ยังได้สองหนุ่มฮอต ติวเตอร์-กรภัทร์ และ ยิม-ปริญญากรณ์ มาร่วมนำเสนอไอเทมของแบรนด์ที่ไม่ว่าจะเพศไหนก็ถือ CHARLES & KEITH ได้