ดับยกลำ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704253

ดับยกลำ (คลิป)

24 มิ.ย. 2566 05:08 น.

ดับยกลำ (คลิป)

ภาพยานดำน้ำ “ไททัน” ที่นำมหาเศรษฐี 5 คน ลงใต้ทะเลชมซากเรือไททานิคที่จมอยู่ก้นมหาสมุทรตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. และหายสาบสูญ ทีมค้นหาจากนานาชาติออกค้นหาจนไปพบเศษชิ้นส่วนยานอยู่ใกล้ซากเรือไททานิค คาดโดนแรงดันน้ำอัดจนยานระเบิดแตกเป็นเสี่ยง คนในยานตายเรียบ.

ไม่จบง่ายๆ ปริโกซินอ้างทัพรัสเซียโจมตีทหารวากเนอร์ตายอื้อ-ลั่นแก้แค้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704272

ไม่จบง่ายๆ ปริโกซินอ้างทัพรัสเซียโจมตีทหารวากเนอร์ตายอื้อ-ลั่นแก้แค้น

24 มิ.ย. 2566 04:05 น.

ไม่จบง่ายๆ ปริโกซินอ้างทัพรัสเซียโจมตีทหารวากเนอร์ตายอื้อ-ลั่นแก้แค้น

หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ของรัสเซีย กล่าวหากองทัพประเทศตัวเองว่าโจมตีใส่ทหารของเขา พร้อมประกาศกร้าวจะตอบโต้ ด้านกลาโหมรัสเซียปฏิเสธ เตรียมสอบสวนข้อหากบฏ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายเยฟเกนี ปริโกซิน ประธานบริษัท วากเนอร์ กรุ๊ป (Wagner Group) กลุ่มทหารรับจ้างของรัสเซีย ได้เผยแพร่ข้อความเสียงผ่านแพลตฟอร์มเทเลแกรม กล่าวหากองทัพประเทศตัวเองว่าโจมตีเข้าใส่พวกเขา จนทำให้ทหารรับจ้างจำนวนมากต้องเสียชีวิต และประกาศว่าเขาจะเป็นผู้นำทวงความยุติธรรมและล้างแค้น

“ความชั่วร้ายภายในผู้นำกองทัพรัสเซียจะต้องถูกหยุดยั้ง” ปริโกซิน กล่าว “ผู้ที่สังหารคนหนุ่มของเรา และชีวิตทหารรัสเซียนับหมื่นในสงครามยูเครน จะต้องถูกลงโทษ” “ผมขอให้คุณไม่ขัดขืน ใครก็ตามที่ทำจะถือว่าเป็นภัยและจะถูกทำลาย นั่นรวมถึงทุกด่านตรวจ และการบินที่อยู่บนเส้นทางของเรา”

“อำนาจประธานาธิบดี, รัฐบาล, ตำรวจ และจะยังทำงานต่อไปเหมือนเดิม” ปริโกซิน กล่าวต่อว่า “นี่ไม่ใช่การยึดอำนาจทางทหาร แต่เป็นการเคลื่อนขบวนเพื่อความเป็นธรรม การกระทำของเราไม่ได้แทรกแซงกองทัพเลย”

ด้านกระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายปริโกซิน ว่า ทุกรายงานที่ชายคนนี้เผยแพร่บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับทหารรัสเซียโจมตีค่ายของกลุ่มวากเนอร์ ไม่เป็นความจริงเลย และนี่เป็นการยั่วยุทางข้อมูลข่าวสาร

ขณะที่สื่อรัสเซีย รายงานว่า สำนักงานความมั่นคงรัสเซีย (FSB) เริ่มการสืบสวนคดีอาชญากรรมต่อนายปริโกซินแล้ว โดยกล่าวหาว่าเขาเรียกร้องให้เกิดการหยิบอาวุธขึ้นก่อกบฏ

ทั้งนี้ กลุ่มวากเนอร์ เป็นองค์กรทหารรับจ้างที่ต่อสู้ในยูเครนเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพรัสเซีย แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายปริโกซิน เริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำกองทัพรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะ นายเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เพิ่งถูก นายปริโกซิน ประณามว่าเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงครามในยูเครน.

ที่มา : bbc

ข่าวกรอง UK อ้าง รัสเซียกำลังฝึกโลมาต่อสู้ที่ไครเมีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704268

ข่าวกรอง UK อ้าง รัสเซียกำลังฝึกโลมาต่อสู้ที่ไครเมีย

24 มิ.ย. 2566 03:25 น.

ข่าวกรอง UK อ้าง รัสเซียกำลังฝึกโลมาต่อสู้ที่ไครเมีย

หน่วยข่าวกรองสหราชอาณาจักรกล่าวหารัสเซียว่า กำลังฝึกโลมาเพื่อใช้ในการต่อสู้ที่แคว้นไครเมีย ทางตอนใต้ของยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2566 ว่า หน่วยข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักร ระบุในรายงานความคืบหน้าล่าสุดของสงครามยูเครนว่า ตั้งแต่ปีก่อน กองทัพเรือของรัสเซียลงทุนงบประมาณมหาศาลให้แก่ฐานทัพหลักของกองเรือทะเลดำ ที่เมืองเซวาสโตโปล ในแคว้นไครเมีย

การลงทุนดังกล่าวรวมถึงการวางแนวตาข่าย 4 ชั้น และทุ่นลอยจำนวนหนึ่งตลอดทางเข้าอ่าว และในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา การป้องกันเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วยการเพิ่มขึ้นของจำนวนสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่ผ่านการฝึกฝน “ภาพแสดงให้เห็นว่าจำนวนคอกสัตว์ลอยน้ำในอ่าวเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ซึ่งมีโอกาสสูงที่พวกมันจะมีไว้ใส่โลมาปากขวด”

รายงานระบุอีกว่า สัตว์เหล่านี้น่าจะถูกฝึกมาเพื่อใช้ตอบโต้นักประดาน้ำของฝ่ายศัตรู โดยกองทัพรัสเซียเคยใช้วาฬเบลูกา และแมวน้ำ ในการทำภารกิจหลายอย่างในมหาสมุทรอาร์กติกมาแล้ว นอกจากนั้น วาฬติดบังเหียนพิเศษ ซึ่งเคยปรากฏตัวที่นอร์เวย์เมื่อปี 2562 จนทำให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่ามันถูกใช้เพื่อสอดแนมให้รัสเซียหรือไม่ ได้ปรากฏตัวอีกครั้งที่นอกฝั่งสวีเดนเมื่อเดือนก่อน

อนึ่งเมื่อปี 2559 กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซื้อโลมา 5 ตัวเพื่อรื้อฟื้นการใช้สัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนมสติปัญญาสูงเพื่อการทหารแบบเดียวกับในยุคโซเวียต โดยทั้งโซเวียตและสหรัฐฯ ต่างเคยใช้โลมาในช่วงสงครามเย็น ฝึกพวกมันให้สามารถตรวจจับเรือดำน้ำ, ทุ่นระเบิด และวัตถุ หรือบุคคลต้องสงสัยใกล้ชายฝั่งและเรือ

อดีตพันเอกของโซเวียตนายหนึ่งเคยบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า ในยุคนั้นมอสโกถึงขั้นเคยฝึกโลมาให้วางระเบิดที่เรือของศัตรูมาแล้ว.

ที่มา : cna

หัวหน้ากลุ่มวากเนอร์ จวก รมว.กลาโหมรัสเซีย ต้นเหตุเกิดสงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704267

หัวหน้ากลุ่มวากเนอร์ จวก รมว.กลาโหมรัสเซีย ต้นเหตุเกิดสงครามยูเครน

24 มิ.ย. 2566 02:15 น.

หัวหน้ากลุ่มวากเนอร์ จวก รมว.กลาโหมรัสเซีย ต้นเหตุเกิดสงครามยูเครน

หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ของรัสเซีย ออกมากล่าวหา นายเซอร์เก ชอยกู รมว.กลาโหม ที่เขามีปัญหาด้วยมาตลอดว่า เป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงครามในยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มิ.ย. 2566 นายเยฟเกนี ปริโกซิน ประธานบริษัท วากเนอร์ กรุ๊ป (Wagner Group) กลุ่มทหารรับจ้างของรัสเซีย ออกมาพูดถึงการปะทะในภาคตะวันออกของยูเครน ที่เริ่มขึ้นหลังกองทัพรัสเซียเข้าแทรกแซงในปี 2557 เป็นครั้งแรก และกล่าวหา นายเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงครามในยูเครน

นายปริโกซิน กล่าวว่า “เราโจมตีพวกเขา และเขาโจมตีพวกเรา มันเป็นแบบนั้นมาตลอด 8 ปี ตั้งแต่ 2557 ถึง 2565 บางครั้งจำนวนครั้งการปะทะก็เพิ่มขึ้น บางครั้งก็ลดลง”

“ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเกิดขึ้นในวันนั้น แต่กระทรวงกลาโหม (รัสเซีย) กลับพยายามหลอกลวงประชาชน หลอกลวงประธานาธิบดี และเล่านิทานเรื่องการรุกรานบ้าๆ จากฝ่ายยูเครน ร่วมกันกับนาโตทั้งกลุ่ม บอกว่ายูเครนกำลังวางแผนโจมตีพวกเรา”

“กลาโหมบอกว่าสงครามเป็นสิ่งจำเป็น… ก็เพื่อที่ชอยกูจะได้เป็นจอมพล เพื่อที่เขาจะได้ติดดาววีรบุรุษดวงที่ 2… สงครามนี้ไม่ใช่เพื่อการลดกำลังทหาร หรือกำจัดนาซีในยูเครน ทั้งหมดเพื่อได้ประดับดาวเพิ่ม”

นายปริโกซิน ยังกล่าวโทษกลุ่มมหาเศรษฐีการเมืองในรัสเซีย ว่ามีส่วนทำให้เกิดสงครามยูเครนขึ้นเช่นกัน และว่าเป็นกลุ่มที่ปกครองรัสเซียในเชิงปฏิบัติอยู่ตอนนี้

อนึ่ง นายปริโกซิน มีปัญหากับกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยเฉพาะรัฐมนตรี เซอร์เก ชอยกู มาตลอดนับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน เขากล่าวหา นายชอยกู หลายครั้งว่าบริหารจัดการไม่ดี เป็นผู้นำกองทัพที่ล้มเหลว ทำให้เกิดปัญหากระสุนไม่พอและอื่นๆ ระหว่างการทำสงคราม

หลังจากกองกำลังวากเนอร์ของเขาสามารถยึดเมืองบักห์มุตได้สำเร็จเมื่อเดือนก่อน ซึ่งต้องแลกมาด้วยชีวิตของทหารรับจ้างนับหมื่นนาย กระทรวงกลาโหมรัสเซียออกคำสั่งให้กลุ่มทหารรับจ้างต่างๆ ต้องทำสัญญาอยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามควบคุมกลุ่มวากเนอร์ ขณะที่ นายปริโกซิน ยืนยันว่าจะไม่ลงนาม

ทั้งนี้ ไม่แน่ชัดว่าคำพูดล่าสุดของ นายปริโกซิน จะทำให้เกิดผลที่ตามมาใดๆ หรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นความพยายามเบี่ยงเบนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นายปูติน ไปที่ นายชอยกู หลังจากสงครามในยูเครนไม่เป็นไปตามแผน โดยไม่ได้สร้างความเสียหายต่อตัวประธานาธิบดีและระบบการเมืองของรัสเซีย

แต่ผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มเห็นต่าง พวกเขามองว่าปูตินมีส่วนร่วมในสงครามที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และประกาศอย่างชัดเจนในวันที่ 24 ก.พ. 2565 ว่าเขาเป็นผู้ออกคำสั่งเริ่มสงคราม หรือที่ฝ่ายรัสเซียเรียกว่า ปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน นอกจากนั้นการบอกว่าประธานาธิบดีถูกรัฐมนตรีที่ตัวเองแต่งตั้งกับมือหลอก ก็ไม่ได้สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของคนเป็นผู้นำเลย.

ที่มา : bbc

ผู้ร่วมก่อตั้ง บ.เรือดำน้ำไททัน โต้ เจมส์ คาเมรอน ยันใส่ใจความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704257

ผู้ร่วมก่อตั้ง บ.เรือดำน้ำไททัน โต้ เจมส์ คาเมรอน ยันใส่ใจความปลอดภัย

24 มิ.ย. 2566 00:18 น.

ผู้ร่วมก่อตั้ง บ.เรือดำน้ำไททัน โต้ เจมส์ คาเมรอน ยันใส่ใจความปลอดภัย

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โอเชียนเกต ออกโรงตอบโต้ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความปลอดภัยของเรือดำน้ำไททัน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า หลังจากเป็นที่ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า เรือดำน้ำ ‘ไททัน’ ซึ่งดำลงไปก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อชมซากเรือไททานิก ประสบชะตากรรมเลวร้ายจนผู้โดยสารบนเรือทั้ง 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด ส่งผลเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โอเชียนเกต บริษัทเจ้าของเรืออย่างหนัก

หนึ่งในคนดังที่ออกมาโจมตีโอเชียนเกตคือ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อก้องโลกก็ออกมาร่วมวง โดยกล่าวหา โอเชียนเกต ว่าเพิกเฉยต่อคำเตือนเรื่องความปลอดภัยจากหลายฝ่าย ขณะที่ นายวิลเลียม โคห์เนน ประธานคณะกรรมการยานดำน้ำแบบควบคุมโดยมนุษย์ (MUVC) กล่าวหาโอเชียนเกตว่า ไม่ยอมเข้ากระบวนการขอใบรับรองความปลอดภัยตามมาตรฐานให้เรือไททัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันศุกร์ที่ 23 มิ.ย. 2566 นายกีเยอร์โม โซห์นไลน์ (Guillermo Söhnlein) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โอเชียนเกต เมื่อปี 2552 และอยู่ในบริษัทฯ จนถึงปี 2556 ออกมาปกป้อง นายสต็อกตัน รัช ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วยว่า เพื่อนของเขาผู้นี้ไม่ใช่คนหุนหันพลันแล่น และใส่ใจเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก

นายโซห์นไลน์ ออกตัวว่า เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบเรือดำน้ำไททัน แต่นายรัชซึ่งก่อนเสียชีวิตเป็นซีอีโอของบริษัทโอเชียนเกต ขยันขันแข็งอย่างมากในเรื่องการจัดการความเสี่ยง และตระหนักถึงอันตรายในการดำลงไปในสภาพแวดล้อมใต้มหาสมุทรดี

นายโซห์นไลน์ ยังกล่าวตอบโต้ นายคาเมรอน อีกด้วย โดยยกเรื่องที่ผู้กำกับชื่อดังรายนี้เคยนั่งเรือดำน้ำลงไปดูซากเรือไททานิกมาแล้วมากกว่า 30 ครั้ง และเคยดำลงไปในร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิกมาแล้ว ขึ้นมาโจมตี

“ผมคิดว่าเขาเคยถูกถามเกี่ยวกับความเสี่ยงคล้ายๆ กันนะ แล้วเขาก็ตอบว่า ‘ฟังนะ หากเกิดอะไรบางอย่างขึ้นที่ความลึกนั้น มันจะเป็นหายนะภายในไม่กี่ไมโครวินาที’ ”

นายโซห์นไลน์ ย้ำด้วยว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรือดำน้ำไททัน และว่าเป็นเรื่องยากที่จะวางกฎระเบียบทั่วโลกสำหรับเรือดำน้ำที่ถูกออกแบบมาให้ดำน้ำลึกเป็นพิเศษ แต่การสำรวจใต้ทะเลลึกควรดำเนินต่อไป แม้จะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้

“มันก็เหมือนการสำรวจอวกาศ วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความทรงจำและมรดกของนักสำรวจทั้ง 5 คนนี้คือ การสืบสวนเพื่อหาว่าเกิดอะไรขึ้น เรียนรู้บทเรียนจากมันแล้วก้าวต่อไปข้างหน้า” นายโซห์นไลน์ กล่าว.

ที่มา : cna

สุดสลด เด็กอเมริกัน 2 ขวบปืนลั่น ถูกแม่ที่อุ้มท้องตายทั้งกลม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704152

สุดสลด เด็กอเมริกัน 2 ขวบปืนลั่น ถูกแม่ที่อุ้มท้องตายทั้งกลม

23 มิ.ย. 2566 15:44 น.

สุดสลด เด็กอเมริกัน 2 ขวบปืนลั่น ถูกแม่ที่อุ้มท้องตายทั้งกลม

เกิดเหตุสลดในรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ เมื่อเด็กชายวันเพียง 2 ขวบเล่นปืนจนปืนลั่นใส่แม่ที่อุ้มท้องอยู่ ทำให้ทั้งแม่และน้องที่อยู่ในครรภ์เสียชีวิต

ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากชายคนหนึ่งที่โทรมาขอความช่วยเหลือ หลังจากภรรยาวัย 31 ปีที่กำลังตั้งท้อง 8 เดือนของเขาถูกยิงภายในบ้านพัก โดยหลังจากที่ตำรวจเดินทางไปถึงบ้านหลังดังกล่าว ก็ต้องพังประตูหน้าบ้านเข้าไป จนไปพบกับหญิงตั้งครรภ์ที่ยังคงมีสติ นอนได้รับบาดเจ็บอยู่ภายในห้องนอนใหญ่ โดยมีอาวุธปืนสั้นตกอยู่ ขณะที่เด็กชายยังคงนั่งอยู่ภายในห้อง จนกระทั่งแม่ของเด็กขอร้องให้ตำรวจนำตัวลูกชายของเธอออกไปก่อน

โดยแม่ของเด็กให้การกับตำรวจขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลว่า ลูกชายวัย 2 ขวบในรัฐโอไฮโอ เล่นอาวุธปืน จนทำให้กระสุนเจาะเข้าที่ด้านหลังของเธอ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและแพทย์พยายามผ่าคลอดเพื่อช่วยชีวิตเด็ก ก็พบว่าลูกชายภายในครรภ์ของเธอเสียชีวิตแล้ว ก่อนที่แม่ของเด็กจะสิ้นใจตายตาม

จากการตรวจสอบอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้จากห้องนอน พบว่ามีการบรรจุกระสุนเอาไว้ถึง 12 นัด และยังพบอาวุธปืนชนิดอื่นๆ ที่เก็บเอาไว้ในตู้เสื้อผ้า และยังพบปืนไรเฟิลตู้ในห้องคอมพิวเตอร์ด้วย โดยขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยังไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ.

ที่มา : CNN

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739529

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 09.01 น.

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

25 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามความคืบหน้าการสนับสนุนยางพาราไทย กรณีหน่วยงานภาครัฐของไทยและหน่วยงานของสหภาพยุโรป (EU) ได้หารือร่วมกันเพื่อผลักดันยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยให้สามารถส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปได้มาตรฐานในระดับสากล ตามกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation : EUDR) สั่งการให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมให้สามารถส่งออกยางพาราไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เนื่องในโอกาสการเยือนไทยของผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (Directorate-General for the Environment: DG ENV) ของสหภาพยุโรป (EU) กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือร่วมกันถึงประเด็นกฎหมาย EUDR และการเตรียมความพร้อมของภาครัฐและภาคเอกชนของไทยในการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งมีผลความคืบหน้า ดังนี้

– ประเทศไทยมีนโยบายในการคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้และกระบวนการทางกฎหมายในการตรวจสอบความเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของกฎข้อบังคับการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อควบคุมการตัดไม้ทำลายป่าและการติดตามแหล่งที่มาของผลิตผลทางการเกษตรภายใต้การดำเนินงานของ EUDR ผู้แทนจากยุโรปมีความมั่นใจและชื่นชมการจัดการข้อมูลยางพาราของไทย

– กยท. จัดเก็บข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบการยางไว้ในระบบข้อมูล ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางไทย จำนวนกว่า 90% ที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. แล้ว โดยสามารถแสดงประเภทเอกสารทางกฎหมาย ระบุพื้นที่ตั้งของสวนยางได้

– กยท. ได้สำรวจและจัดทำแผนที่พิกัดแปลงเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ตั้งของแปลงที่ไม่บุกรุกป่า เทียบกับแผนที่ป่าอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ประเทศไทย และ Global Forest Watch

– กยท. ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนประเมินการจัดการความเสี่ยงภายใต้โครงการ “Rubber Way”เพื่อประเมินและสร้างแผนที่ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งเป็นเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)

ทั้งนี้ กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) กำหนดให้บริษัทผู้นำเข้าของ EU ที่นำเข้าสินค้า 7 รายการ ได้แก่ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ วัว โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และยางพารา รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพืชหลายชนิด เช่น ช็อกโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษพิมพ์ โดยต้องจัดทำรายงาน (mandatory due diligence rules) เพื่อยืนยันการตรวจสอบสินค้าเหล่านี้ก่อนวางขายหรือส่งออกว่าเป็นสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิตและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

“นายกรัฐมนตรียินดีกับผลการดำเนินงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันระบบการทำงานของไทย และผลักดันให้สินค้าไทยส่งออกได้ตามมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง ต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สหภาพยุโรป ซึ่งอาจพัฒนาไปยังตลาดสินค้าอื่นๆ ที่ไทยมีศักยภาพ” นายอนุชาฯ กล่าว

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739527

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 08.40 น.

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

25 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามความก้าวหน้าผลการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีโครงการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ โครงการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่เฉพาะ (Area Based) ชีตอนกลาง ซึ่งพบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง มีปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ปัญหาน้ำอุปโภค-บริโภค ปัญหาด้านคุณภาพน้ำ อยู่ในเกณฑ์สูง จึงต้องเร่งดำเนินการหามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน โดยพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาขา 9 ลุ่มน้ำสาขา ครอบคลุมพื้นที่ 459 ตำบล 67 อำเภอ 7 จังหวัด ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม จ.มุกดาหาร จ.ยโสธร จ.ร้อยเอ็ด และ จ.อุดรธานี รวมพื้นที่ประมาณ 12.85 ล้านไร่

นายอนุชา กล่าวว่า จากผลการศึกษาสภาพปัญหาหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง พบว่า มีแผนงานโครงการที่ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนงานปกติของหน่วยงาน และโครงการเสนอเพิ่มเติมสอดคล้องตามแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี จำนวน 2,978 โครงการ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะกลาง (ปี 68-70) จำนวน 2,947 โครงการ และระยะยาว (ปี 71-80) จำนวน 31 โครงการ ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,250 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 998,000 ไร่ ลดปริมาณน้ำหลากที่จะไหลลงสู่แม่น้ำชีตอนกลางและตอนล่างได้ 207 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่น้ำท่วมลดลง 684,000 ไร่ สามารถช่วยเติมน้ำให้แหล่งน้ำขนาดเล็กตลอดสองฝั่งลำน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งได้ 1,348 แห่ง รวมทั้งมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชนเพิ่มขึ้นอีก 28 แห่ง

นอกจากนี้ ได้มีการศึกษาโครงการเบื้องต้น จำนวน 13 โครงการ ที่มีความสำคัญเร่งด่วนต้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ/ระบบส่งน้ำให้ครบทุกลุ่มน้ำสาขา จัดหาแหล่งน้ำแบบพึ่งพาตนเอง (โคก หนอง นา โมเดล) เนื่องด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางส่วนใหญ่ประสบปัญหาภัยแล้งสูง ทำให้ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้สมดุลมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำภาคการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย การปรับปรุงคุณภาพน้ำที่มีการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบ (ระบบประปาบาดาล) การตัดยอดน้ำหลากจากการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติริมแม่น้ำ การฟื้นฟูคุณภาพน้ำในลำน้ำชีพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง สนับสนุนแนวคิดการจัดทำโครงการไร่ นา ป่า ครอบครัว ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในระดับแปลงนา ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี เพื่อการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนอีก 2 ครั้ง โดยจะดำเนินการศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 66 นี้ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำไปประกอบการปรับปรุงรูปแบบการพัฒนาให้เกิดการขับเคลื่อนแผนงานแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ตลอดจนเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงต่อไป

สาวงามข้ามเพศ! ‘โซลานจ์ เดคเคอร์’จากเนเธอร์แลนด์ คว้ามงMiss International Queen 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739541

สาวงามข้ามเพศ! 'โซลานจ์ เดคเคอร์'จากเนเธอร์แลนด์ คว้ามงMiss International Queen 2023

สาวงามข้ามเพศ! ‘โซลานจ์ เดคเคอร์’จากเนเธอร์แลนด์ คว้ามงMiss International Queen 2023

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.49 น.

สวย เก่ง ออร่าเต็ม สมมง ‘มิสโซลานจ์ เดคเคอร์’ จากเนเธอร์แลนด์ ครอง Miss International Queen 2023 คนล่าสุด 

 25 มิถุนายน 2566 เมื่อค่ำคืนวันที่ 24 มิถุนายน ที่โรงละครทิฟฟานี่โชว์พัทยา จ.ชลบุรี แฟนนางงามต่างลุ้นกันเวทีแตก เสียงเชียร์สนั่นลั่นโรงละคร เมื่อเวทีแห่งปรากฏการณ์ความงามของสาวทรานส์เจนเดอร์ อันดับหนึ่งของโลก ประกาศผลการประกวดรางวัลชนะเลิศ Miss International Queen 2023 ที่ทั่วโลกจับตามอง ในค่ำคืน Coronation Night คืนนี้  


 
และผู้ครองมงกุฏ Miss International Queen 2023 ได้แก่ โซลานจ์ เดคเคอร์ (Solange Dekker) อายุ 27 ปี จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่คว้าชัยชนะมาได้อย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี โชว์ศักยภาพ ตอบคำถามด้วยความมั่นใจ เอาชนะใจกรรมการ และกองเชียร์ทุกคน 

โดยรองอันดับหนึ่งได้แก่  คาทริชา ไซริอา แคมเซอร์ (Qatrisha Zairyah Kamsir) จากประเทศสิงคโปร์ และรองอันดับสอง เมโลนี มอนโร (Melony Munro) จากประเทศสหรัฐอเมริกา 


 
Miss International Queen ไม่ใช่แค่การประกวดนางงาม แต่เป็นเวทีสำหรับบุคคลข้ามเพศในการแสดงความสามารถและส่งเสริมการยอมรับและความเข้าใจ เป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลายและความเท่าเทียม.012

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739453

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

มีคนเพียงแค่หยิบมือบนโลกเท่านั้น ที่ได้รับโอกาสไปชมซากเรือไททานิคด้วยตาของตัวเอง เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญบางอย่าง ได้แก่ เรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง และการยอมรับความเสี่ยง ซึ่งสำหรับผู้ที่เต็มใจเผชิญกับความท้าทาย และยอมจ่ายเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.7 ล้านบาท เพื่อไปสัมผัสกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

การท่องเที่ยวแบบ “เอ็กซ์ตรีม”หรือเที่ยวแบบท้าทาย กลายเป็นหนึ่งในกระแสนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการหาอะไรแปลกใหม่และตื่นเต้นให้กับชีวิต ทำให้บริษัททัวร์ที่เคยจัดทริปท่องเที่ยวแบบเน้นความปลอดภัย ตัดสินใจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และหันมาตอบรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวกันมากขึ้น และหนึ่งในนั้น คือบริษัท โอเชียนเกต เอ็กซ์เพดิชันส์ ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลงไปสำรวจใต้ทะเลลึก ซึ่งรวมถึงในความลึกที่แทบจะไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ ระบุว่า สำหรับบรรดามหาเศรษฐีแล้ว เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา หากว่าแลกมาด้วยประสบการณ์อันมีค่า ที่ทำให้พวกเขาลืมไม่ลง

บริษัททัวร์ใหญ่ๆ หลายแห่งหันมาให้ความสำคัญกับทริปสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีกัน ที่ชื่นชอบการผจญภัยและการท่องเที่ยวแบบสุดขั้วมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่ต้องกังวลว่าปัญหาเศรษฐกิจจะมากระทบกับธุรกิจนี้ ส่งผลให้การท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์พิเศษแบบครั้งหนึ่งในชีวิตอย่างการดำน้ำชมซากเรือใต้ทะเลหรือมหาสมุทร หรือทริปทัวร์อวกาศของบริษัท เวอร์จิน กาแลกติก ที่มีราคาตั๋วแพงหูฉี่ เฉลี่ยตกอยู่ที่ใบละ450,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15.7 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทก็ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ขายตั๋วได้แล้วประมาณ 800 ใบ ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ส่วนการทัวร์สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมทัวร์ที่อภิมหาเศรษฐียอมควักกระเป๋าจ่ายมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการได้ใช้ชีวิตอยู่นอกโลกนานหลายวัน โดยหนึ่งในคนที่สร้างเสียงฮือฮาได้มากที่สุด คือ ยูซากุ มาเอซาวะซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นพลเรือนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้ไป ISSนอกจากนี้ เขายังเหมาทัวร์ดวงจันทร์กับบริษัท สเปซเอกซ์ ด้วย โดยนำตั๋วไปแจกให้กับผู้โชคดีอีก 8 คน

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่บริษัทสตาร์ตอัป โอไรออน สแปน ตัดสินใจวางแผนที่จะเปิดโรงแรมหรูในอวกาศแห่งแรก กำหนดราคาค่าเข้าพักไว้คร่าวๆ ที่ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาทต่อคน โดยจะสามารถใช้เวลาพักอยู่ในโรงแรมได้ 2 สัปดาห์

สำหรับเหตุผลที่ทริปท่องเที่ยวในลักษณะท่องอวกาศหรือดำลงใต้น้ำลึกมีราคาสูงนั้นเนื่องจากมันมีความเสี่ยงสูง ทำให้ทางผู้ให้บริการต้องใช้ความระมัดระวังในการเตรียมการขั้นตอนต่างๆ ที่ละเอียดกว่าปกติ นอกจากนี้อุปกรณ์หรือยานพาหนะบางอย่างสำหรับใช้ในการท่องเที่ยวลักษณะนี้อาทิ ยานดำน้ำไททัน ที่สูญหายระหว่างลงไปชมซากเรือไททานิคก่อนประสบเหตุระเบิดในเวลาต่อมาก็ถูกตั้งคำถามถึงเรื่องมาตรฐานด้านความปลอดภัย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ และยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

ขณะที่การทัวร์ในน่านน้ำสากลเช่นนี้ ทำให้ไม่มีรัฐไหนมีอำนาจพิเศษเข้ามาควบคุมดูแลสิ่งที่เรียกว่า “ความปลอดภัย” จึงเป็นเพียงคำมั่นของบริษัทผู้ให้บริการและความเชื่อใจของลูกค้าที่มีต่อบริษัทนั้นๆ รวมทั้งตัวเงินที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการบริการ

อย่างไรก็ตาม แซล เมอร์โก ลิอาโน ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแคมป์เบล ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเดินเรือให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ธุรกิจลักษณะนี้ดำเนินอยู่บนขอบข่ายของธุรกิจสีเทา ที่ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน และยานดำน้ำไททันไม่จำเป็นต้องทำตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย ตราบใดที่ยังอยู่ในน่านน้ำสากล

แม้ว่าการทัวร์รูปแบบนี้จะทั้งแพงและมีความเสี่ยงสูง แต่สตอคตัน รัช ซีอีโอของโอเชียนเกต1 ใน 5 สมาชิกบนยานดำน้ำไททัน เคยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส เมื่อปลายปี 2022 ว่าในแง่หนึ่ง ความปลอดภัยเป็นเพียงสิ่งไร้ประโยชน์ โดยเขาระบุว่า หากคุณต้องการความปลอดภัยก็ให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่ว่าอย่างไร การใช้ชีวิตทุกวันนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว

การทัวร์อวกาศ หรือทัวร์ใต้ทะเลลึก ที่กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม เพราะเผชิญกับคำถามเรื่องของความปลอดภัยไม่ต่างกัน อีกทั้งยังไม่มีระเบียบหรือข้อกฎหมายใดๆ มาดูแลอย่างชัดเจนทำให้ต้องยอมรับว่า แม้ช่องว่างด้านระเบียบความปลอดภัยของเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเปิดโอกาสให้กับการพัฒนา

แต่ก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจไม่ง่าย หากต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้ากับความปลอดภัย เพราะเมื่อชีวิตต้องสูญไป ก็ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก

โดย ดาโน โทนาลี