มือปืนกราดยิงในรัฐนิวเม็กซิโก ดับ 3 ศพ เจ็บ 15 ราย คนร้ายยังลอยนวล

มือปืนกราดยิงในรัฐนิวเม็กซิโก ดับ 3 ศพ เจ็บ 15 ราย คนร้ายยังลอยนวล

23 มี.ค. 2568 01:31 น.

มือปืนกราดยิงในรัฐนิวเม็กซิโก ดับ 3 ศพ เจ็บ 15 ราย คนร้ายยังลอยนวล

มือปืนกราดยิงกลางงานชุมนุมรถแข่งในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 15 ราย ส่วนคนร้ายยังลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงที่ลานจอดรถแห่งหนึ่งในเมืองลาส ครูเซส ของรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันศุกร์ที่ 21 มี.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 15 ราย

สำนักงานตำรวจเมืองลาส ครูเซส ระบุว่า เหตุกราดยิงเกิดขึ้นที่ “งานชุมนุมรถแข่ง” (car meet up) งานหนึ่งซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน แต่ครั้งนี้จบลงด้วยการยิงกันหลายนัด และมีผู้ถูกยิงหลายคน โดยผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุ 19 ปี 2 คน และ 16 ปีอีก 1 คน ส่วนผู้บาดเจ็บมีอายุตั้งแต่ 16-36 ปี

อย่างไรก็ตาม จนถึงวันเสาร์ตำรวจก็ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย แต่ระบุว่า พวกเขากำลังตามเบาะแสหลายอย่าง ตำรวจยังเรียกร้องให้สาธารณชนที่เห็นเหตุการณ์ หรือถ่ายคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุเอาไว้ได้ เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับของไบเดน-แฮร์ริส-คลินตัน

ทรัมป์สั่งเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับของไบเดน-แฮร์ริส-คลินตัน

22 มี.ค. 2568 23:27 น.

ทรัมป์สั่งเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับของไบเดน-แฮร์ริส-คลินตัน

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงความลับของอดีตเจ้าหน้าที่หลายคน รวมถึงนายโจ ไบเดน กับคามาลา แฮร์ริส และนางฮิลลารี คลินตัน หลังจากเขาเคยโดนไบเดนทำแบบเดียวกันมาแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับ หรือ “security clearance” ของอดีตคู่แข่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขาอย่างนายโจ ไบเดน, นางคามาลา แฮร์ริส และนางฮิลลารี คลินตัน รวมทั้งอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน

นายทรัมป์เคยประกาศเอาไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ว่าจะเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับของนายไบเดน ก่อนที่เขาจะยืนยันคำสั่งดังกล่าวในวันเสาร์ที่ 22 มี.ค. 2565 และเพิ่มเติมด้วยการเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับของครอบครัวของนายไบเดนด้วย

“ผมตัดสินใจแล้วว่า การให้บุคคลต่อไปนี้เข้าถึงข้อมูลลับนั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอีกต่อไป” นายทรัมป์ระบุ

ทั้งนี้ ตามปกติแล้วอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงจะยังคงได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับในระดับเดิมตามมารยาท อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 นายไบเดน ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานาธิบดี เพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงความลับของนายทรัมป์ อ้างว่าเขามีพฤติกรรมเอาแน่เอานอนไม่ได้

แต่คำสั่งของนายทรัมป์นอกจากจะถอนสิทธิ์ของนายไบเดน, นางแฮร์ริส กับนางคลินตันแล้ว นายแอนโธนี บลิงเคน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, น.ส.ลิซ เชนีย์ กับนายอดัม คินซิงเกอร์ อดีต ส.ส.รีพับลิกัน และน.ส.ฟิโอนา ฮิลล์ ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการรัสเซีย สมัยนายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ก็อยู่ในรายชื่อผู้ถูกถอนสิทธิ์ด้วย

นอกจากนั้นยังมีนายเจค ซัลลิแวน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ, ลิซา โมนาโก อดีตรองอัยการสูงสุด, มาร์ก ซาอิด นักกฎหมาย, นอร์แมน ไอเซน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสาธารณรัฐเช็ก, เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก, อัลวิน แบร็กก์ อัยการเขตนิวยอร์ก เคาน์ตี, แอนดรูว์ ไวส์ แมนน์ นักกฎหมาย และอเล็กซานเดอร์ ไวด์แมน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกิจการยุโรปประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์เพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับของอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองมากกว่า 40 คน ที่นายทรัมป์กล่าวหาว่า ช่วยไบเดนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 โดยที่นายทรัมป์ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หยุดยิงระส่ำ อิสราเอลถล่มเลบานอน หลังมีจรวดยิงข้ามพรมแดน

22 มี.ค. 2568 22:12 น.

หยุดยิงระส่ำ อิสราเอลถล่มเลบานอน หลังมีจรวดยิงข้ามพรมแดน

อิสราเอลโจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่งในเลบานอน หลังจากมีจรวดถูกยิงจากเลบานอนเข้าสู่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงเมื่อปลายปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอีกครั้ง และทำลายเครื่องยิงจรวดจำนวนหลายสิบเครื่อง พร้อมทำลายศูนย์บัญชาการอีก 1 แห่ง เมื่อ 22 มี.ค. 2568 หลังมีจรวดถูกยิงจากเลบานอนเข้าสู่อิสราเอลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นเด็ก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 คน โดยนายกรัฐมนตรีเลบานอนระบุว่า ประเทศของเขากำลังถูกลากเข้าสู่สงครามครั้งใหม่

ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาอ้างว่า พวกเขาไม่ได้ยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอล และว่าพวกเขายังคงปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงซึ่งยุติการต่อสู้ระหว่างพวกเขากับอิสราเอล ซึ่งดำเนินต่อเนื่องนานถึง 14 เดือน

อย่างไรก็ตาม กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขายิงสกัดจรวด 3 ลูกได้ที่เมืองเมตูลา ทางเหนือของประเทศ เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองทัพเลบานอนก็ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขามีปฏิบัติการค้นหา และพบเครื่องยิงจรวดเก่า 3 เครื่อง และได้ทำลายพวกมันไปแล้ว หลังจากนั้น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จึงออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงจรวดดังกล่าว และยืนยันว่าพวกเขายังปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ การหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อยู่ในสภาพเปราะบางมาตลอด เพราะอิสราเอลยังคงโจมตีทางอากาศรายวันเข้าใส่เป้าหมายที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และมีข้อบ่งชี้ว่าการโจมตีจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ขณะที่ฝ่ายฮิซบอลเลาะห์ไม่ได้ยิงโจมตีตอบโต้แต่อย่างใด

นอกจากนั้น กองทัพอิสราเอลยังยึดครองสถานที่ 5 แห่ง ทางตอนใต้ของเลบานอนเอาไว้ ซึ่งรัฐบาลเลบานอนประณามว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของพวกเขารวมถึงละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และขอให้อิสราเอลถอนทหารออกไปมาตลอด

แต่รัฐบาลยิวอ้างว่า กองทัพอิสราเอลยังไม่เข้าไปประจำการในพื้นที่เหล่านั้นอย่างเต็มที่ และพวกเขาจำเป็นต้องอยู่เพื่อรับประกันความปลอดภัยของชุมชนบริเวณชายแดนของอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘เฉลิมเกียรติ’ ประกาศพันธกิจ ‘ธนาคารที่ดิน’ มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

'เฉลิมเกียรติ'ประกาศพันธกิจ'ธนาคารที่ดิน'มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

‘เฉลิมเกียรติ’ประกาศพันธกิจ’ธนาคารที่ดิน’มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

‘เฉลิมเกียรติ”ประกาศพันธกิจ’ธนาคารที่ดิน’มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ให้สัมภาษณ์พิเศษ ในประเด็นภารกิจและพันธกิจของ “ธนาคารที่ดิน” มุ่งทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้  บริหารจัดการที่ดินด้วยกระบวนการที่แตกต่างจากหน่วยงานรัฐอื่น ไม่เปิดช่องให้ขายสิทธิ์ หรือซื้อขายเปลี่ยนมือ ปิดโอกาสที่ดินตกไปอยู่ในมือนายทุน หรือทุนข้ามชาติ เป็นการรักษาทรัพยากรประเทศ ช่วยประชาชนมีอาชีพ พ้นความยากจนได้อย่างยั่งยืน

•ธนาคารที่ดิน ทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

ปัจจุบันคนไทยของเราโดยส่วนมากอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือให้คําแนะนํา รวมทั้งให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการที่จะช่วยทํามาหากิน โดยเฉพาะในส่วนของที่ดินทํากิน ดังนั้น สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “ธนาคารที่ดิน” เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ มีภารกิจให้การสนับสนุนประชาชน ชาวบ้านทั่วไปทั้งหมดที่ไม่มีรายได้ หรือว่ามีรายได้ค่อนข้างที่จะต่ำ “ธนาคารที่ดิน” ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามพันธกิจ และภารกิจ มาตั้งแต่ปี 2563 โดยที่ทํามา 12 พื้นที่ และกำลังขยายเป็น 42 พื้นที่ทั่วประเทศ ภายในปีงบประมาณ 2568 เพื่อต้องการที่จะให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราไม่ต้องการที่จะทำในลักษณะเอาปลาไปให้ เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับว่าเมื่อประชาชนได้ที่ดินไปแล้ว ทําอะไรในพื้นที่ไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร แต่ “ธนาคารที่ดิน” เราให้เครื่องมือหาปลา เราทำเช่นนี้เพราะต้องการที่จะช่วยให้ประชาชนให้สามารถดำรงชีพได้ และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง 

“เครื่องมือหาปลา” ที่เรานำไปให้ประชาชน มีอะไรบ้าง เราฝึกอาชีพต่าง ๆ ให้ โดยเฉพาะการทำเกษตรกรรม การปศุสัตว์ และการประมง เพราะอาชีพ คือสิ่งที่จะช่วยประชาชนเอาตัวรอดได้เร็วที่สุด อย่างน้อยคือช่วยลดรายจ่ายภายในครอบครัว การลดรายจ่าย ก็คือการเพิ่มรายได้ไปในตัวของมันเอง พอประชาชนช่วยตัวเองได้ โดยที่ใช้หลักพอมีพอกินหรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเท่ากับว่าประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

สิ่งที่เราให้การสนับสนุนในลำดับต่อมา ก็คือการเพาะปลูก โดพเฉพาะ “พืชเศรษฐกิจ” เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่า นอกจากนั้นเรายังหาตลาดให้ เพื่อกระจายผลผลิต ไปสู่ผู้บริโภค กระจายสินค้าไปสู่ตลาด ทั้งระดับชุมชน จังหวัด ภาค กระทั่งถึงระดับประเทศ หมายความว่าประชาชน ในพื้นที่โครงการของ “ธนาคารที่ดิน” จะมีรายได้กลับคืนมา เพื่อจ่ายค่าเช่าซื้อที่ดินจากเรา ตรงนี้ก็จะครบวงจรที่ว่า “ธนาคารที่ดิน ทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้“ 

“ธนาคารที่ดิน” เรามีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทําทุกวิธีการเพื่อให้ประชาชนคนไทย มีที่ดินทํากิน มีกินแล้วก็สามารถที่จะมีรายได้ ไปใช้จ่ายในครัวเรือนแบบครบวงจร ตรงนี้เราต้องการที่จะให้ประชาชนทั่วไปที่มาร่วมกับเรา ให้มีความเข้มแข็งด้านอาชีพ มีชีวิตที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

•ธนาคารที่ดิน แตกต่างจากหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่จัดการด้านที่ดินให้ประชาชนเหมือนกัน

สิ่งที่ ”ธนาคารที่ดิน” ดําเนินการโดยเฉพาะโครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน ก็คือ เราทําให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของที่ดินจริง ๆ เพราะประชาชน ต้องผ่อนชําระค่าเช่าซื้อที่ดินกับเราเป็นเวลา 30 ปีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ย่อมแสดงว่าเขาไม่รู้สึกว่าเป็นของฟรี เพราะหากประชาชนคิดว่าได้มาฟรี ๆ แล้ว ก็จะเกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือ เปลี่ยนสิทธิ์กันโดยง่าย เหมือนที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในเวลานี้  

ตรงนี้เราต้องการที่จะให้ประชาชน เข้ามาร่วมในลักษณะมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในที่ดินที่ทํากินอยู่ นั่นคือปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนในที่ดินของเขา เพราะฉะนั้น การที่จะมาอยู่ในพื้นที่ “ธนาคารที่ดิน“ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ในระยะ 30 ปี ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา การที่เราจัดหาที่ดินให้ประชาชนเช่าซื้อ ประชาชนต้องรวมกลุ่มกันเป็นลักษณะของวิสาหกิจชุมชน อาจจะ 7 คน 10 คน หรือมากกว่านั้น มีการแบ่งความรับผิดชอบ ใครจะเป็นหัวหน้า หรือประธานกลุ่ม ใครจะช่วยเหลือกลุ่มในด้านอะไร อยู่ที่ประชาชนตกลงกันเองทั้งหมด เพราะฉะนั้น เมื่อประชาชน เกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งต้องรับผิดชอบ จะต้องดูแลที่ดินของตัวเองอย่างดี ขณะเดียวกันเราก็คงไม่ปล่อยให้ประชาชน ทําโดยไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ตรงนี้เราก็พยายามที่จะให้การสนับสนุนเรื่องของความรู้ การพัฒนาที่ดินการหาพืชที่เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมของภูมิภาค นั้น ๆ มาให้ ขณะเดียวกันก็ให้คําแนะนํา และรวมทั้งการหาตลาดให้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะครบวงจร ตอนนี้คนที่มาอยู่ในโครงการของเรา มีประมาณเกือบ 30 กว่าโครงการ/พื้นที่ทั่วประเทศ และจะขยายเป็น 42 โครงการ/พื้นที่ ในลำดับต่อไป ตรงนี้ทําให้ประชาชนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ คำว่า เราหาพืชเศรษฐกิจมาให้ รวมถึงหาสิ่งดี ๆ แล้วก็สิ่งใหม่ ๆ หรือว่า นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาให้โดยเฉพาะยุคนี้มีเรื่องของการนำ AI มาใช้ในเรื่องการเกษตร รวมทั้งการนําระบบการขนส่งที่ทันสมัย มาสนุนให้การขนส่งผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค หรือตลาด 

ดังนั้น เมื่อประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ มีรายได้ ก็จะมีความรัก ความหวงแหนในพื้นที่ เป็นเครื่องยืนยันว่า “ธนาคารที่ดิน” ทําโครงการได้ครบถ้วน ส่งเสริมประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ 

•ธนาคารที่ดิน ให้ประชาชน รักษาสิทธิในที่ดิน ไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือจนที่ดินตกไปอยู่ในมือนายทุน หรือทุนต่างชาติ อันส่งผลให้ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ถูกทําลาย

โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน  เป็นโครงการที่เปิดให้ประชาชน รวมกลุ่มสมาชิกเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ แล้วร้องขอให้ธนาคารที่ดิน ช่วยเหลือจัดสรรที่ดิน และมาทำสัญญาเช่าซื้อในโครงการฯ ระยะเวลา 30 ปี เช่าซื้อในรูปแบบแปลงรวม เพราะฉะนั้นในระยะเวลา 30 ปีนี้ ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารที่ดิน สถานะเป็นที่ของรัฐ ประเภทที่มีเอกสารสิทธิ์ ดังนั้น การที่ประชาชนผู้เช่าซื้อจะเปลี่ยนมือ หรือโอนกรรมสิทธิ์ หรือว่าซื้อสิทธิ์ย่อมทําไม่ได้ เรามีกระบวนการที่ควบคุมการเปลี่ยนมืออยู่แล้ว คนที่จะมาอยู่ที่นี่จะต้องอยู่ในกติกาของกลุ่มก่อน สมาชิกของกลุ่มที่เข้ามาต้องได้รับอนุมัติจากกลุ่มใหญ่เสียก่อน คือต้องให้กลุ่มเห็นชอบก่อน การที่จะเอาที่ดินที่เช่าซื้ออยู่ไปขายสิทธิ์ให้คนอื่น หรือซื้อขายจนที่ดินนั้นตกไปอยู่ในมือของนายทุน หรือทุนต่างชาติย่อมเป็นไปไม่ได้ 

“ตรงนี้ ขอย้ำว่า ธนาคารที่ดิน เราทําเพื่อประชาชนคนไทย อย่างแท้จริง” พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

•โมเดลใหม่ ดําเนินโครงการในพื้นที่ของธนารักษ์ หรือที่ดินของรัฐ

นอกจากโครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน แล้ว “ธนาคารที่ดิน” มีโมเดลใหม่  คือ ดําเนินโครงการในพื้นที่ของธนารักษ์ หรือนำเอาที่ดินของรัฐจากหน่วยงานอื่น เช่นที่ดินอยู่ในการดูแลของกรมบังคับคดี ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่ามาบริหารจัดการเพื่อกระจายไปสู่ประชาชน 

โมเดลใหม่ ๆ เหล่านี้ ธนาคารที่ดิน เราจะบูรณาการ หรือมีข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน กล่าวคือ ที่ดินของรัฐ ปัจจุบัน มีหลายส่วนนะครับ ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ดินของการนิคม และของธนารักษ์ ในส่วนของเรา เรามีความเชี่ยวชาญด้านการกระจายการถือครองที่ดิน ในส่วนนี้เราสามารถเข้าไปช่วยได้ก็คือ พื้นที่ของกรมธนารักษ์ หรือที่ราชพัสดุ ธนาคารที่ดิน จะเข้าไปดำเนินการในที่ตรงนี้ลักษณะหน่วยงานของรัฐ ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ เราจะเข้าไปในลักษณะขอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่นที่ธนารักษ์ หรือจะใช้ลักษณะการเช่าเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่ตรงนั้น แล้วก็นํามาทําให้เกิดประโยชน์ 

สำหรับการใช้พื้นที่นั้น ๆ ทำโดยให้ประชาชนที่มีความประสงค์ที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ และปลูกสมุนไพร หรือในส่วนที่เป็นการทำเกษตรผสมผสาน ตรงนี้เราให้ความรู้ประชาชนเพื่อให้เป็นแบบอย่างต่อไป และในพื้นที่อื่น ๆ ก็เหมือนกัน และต่อไปถ้าเกิดประชาชน อยากได้พื้นที่นี้ เพื่อให้ประชาขนได้เป็นเจ้าของที่ดิน ก็มาเข้ามาร่วมโครงการ โดยไปหาพื้นที่แปลงอื่นที่ไม่ใช่ที่ของรัฐ มาเข้าสู่กระบวนการเช่าหรือเช่าซื้อในระยะเวลา 30 ปี และกระบวนการต่าง ๆ ประชาชนก็ได้เรียนรู้เรื่องเกษตรจากเรา เพราะในวันนี้ ธนาคารที่ดิน เราส่งเสริมให้ประชาชน บางคนซึ่งเขาอาจจะไม่มีเงินจำนวนมาก เราก็นำมาอยู่ในพื้นที่เพื่อส่งเสริมด้านอาชีพ หรือว่าทําเกษตรกรรม และมีรายได้ที่จะให้ดำรงชีวิตไปได้ ความเป็นอยู่ของพวกเขาจะยืนหยัดอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

•ปี 2568 ธนาคารที่ดินมีเป้าหมายกระจายการถือครองที่ดินในโครงการฯ อย่างไร

ตอนนี้โครงการฯ ที่เรามีอยู่ประมาณ 10,000 ไร่ ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ดธนาคารที่ดิน ผมมีความภาคภูมิใจ และอยากส่งความรักความปรารถนาดีให้กับคนไทยเหล่านี้

ความหมายของ 10,000 ไร่ ย่อมหมายถึงสมาชิกในครัวเรือน อีกหลายหมื่นคนที่เป็นเครือข่ายของธนาคารที่ดิน 

“ถ้าพูดถึงในภาพรวมทั้งหมดแล้ว 10,000 ไร่ ยังถือว่านิดหน่อย ยังไม่มากเท่าที่ควรแต่เราก็มีความพยายามที่อยากจะให้ประชาชนคนไทย มีที่ดินทํากิน เป็นหลัก เราต้องการให้คนไทยทุกคนมีกิน เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถใช้หน่วยงานของรัฐในส่วนของพื้นที่ที่ธนาคารที่ดินไปขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือจากรัฐบาล ในการที่จะสนับสนุนงบประมาณมาดําเนินการตรงนี้ หรือในลักษณะของการทํางานระหว่างรัฐกับรัฐ แสดงว่า หน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐก็จะสามารถทําให้ประชาชนสามารถมีที่ดินทํากิน และสามารถยืนอยู่ได้ ตรงนี้ข้อสําคัญคือมันต้องมีกิน เป็นหลักนะ“ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

อยากจะเป็นขวัญกําลังใจ ให้กับทุกคนที่กําลังทํางานอยู่ในพื้นที่ในแต่ละโครงการ ขอให้ท่านมีกําลังใจจะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ สามารถที่จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้วก็ขอให้ท่านเชื่อมั่นว่าในการดําเนินงานของธนาคารที่ดิน เราทําเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง และแท้จริงครับ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ป.อินทรปาลิต’ภูมิหัสนิยายของประชาชน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ป.อินทรปาลิต’ภูมิหัสนิยายของประชาชน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ป.อินทรปาลิต’ภูมิหัสนิยายของประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.15 น.

ป.อินทรปาลิต

ไม่มีใครในวงการหนังสือไม่รู้จักชื่อป.อินทรปาลิต นามปากกาของ นายปรีชา อินทรปาลิต นักเขียน แนวหัสนิยาย บันเทิงมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดี คือ พล นิกร กิมหงวน หรือ สามเกลอ เป็นบุตรชายคนที่สองของ พันโทพระวิสิษฐพจนการ (อ่อน อินทรปาลิต)และนางชื่น วิสิษฐพจนการ เกิดที่บ้านตำบลหลานหลวง อำเภอดุสิต จังหวัดพระนครเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ตรงกับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2453 รับราชการในกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม แล้วย้ายไปประจำกองทาง กรมโยธาเทศบาล แต่ทำงานได้ไม่นานจึงลาออกใช้ชีวิตอิสระ ประกอบอาชีพขับแท็กซี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนไปเผชิญชีวิตในเรือโยงของญาติ ซึ่งแล่นขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพ 

ป.อินทรปาลิต กับ ปราณี อินทรปาลิต

พุทธศักราช 2472 สมรสกับ นางสาวไข่มุกด์ ระวีวัฒน์ ข้าหลวงในพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี มีบุตรธิดาร่วมกัน 2 คน คือ ฤทัยอินทรปาลิต กับ ฤดี (อินทรปาลิต) เคนนี่ ด้วยนิสัยรักการอ่านการเขียน เวลาว่างจึงเขียนนิยายเรื่องต่างๆ จากจินตนาการและประสบการณ์ของตนเพื่ออ่านกันในหมู่พี่น้องโดยมิได้ตั้งใจจะส่งไปตีพิมพ์ หนึ่งในหลายเรื่องที่เขียนคือ “นักเรียนนายร้อย” พี่น้องยอมรับว่า “ดีที่สุด” จึงให้นำไปเสนอสำนักพิมพ์ “คณะนายอุเทน” ของอุเทนพูลโภคา เห็นเป็นนักเขียนมือใหม่จึงบอกปฏิเสธ “เพลินจิตต์” ของ เวช กระตุฤกษ์ รับตีพิมพ์เพราะ ส.บุญเสนอ นักเขียนในสังกัดของเพลินจิตต์ยุคนั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าควรสนับสนุน ด้วยเค้าโครงเรื่องนั้นถูกความนิยมในตลาด ปรากฏว่า “นักเรียนนายร้อย” จำนวน 22,000 เล่ม ราคาเล่มละ10 สตางค์ ขายดีจนแฟนหนังสือกล่าวขวัญ ทำให้ชื่อเสียงของ ป.อินทรปาลิต ได้รับความนิยมจนทำให้นิยายที่เขียนไว้ก่อนหน้านั้น เพลินจิตต์พิมพ์ พร้อมกับเรื่องใหม่จนทำให้นิยายรักโศกของ ป.อินทรปาลิต เป็นที่รู้จัก จนสำนักพิมพ์ได้ติดต่อขอซื้อเรื่องต่อไปอีก นับแต่นั้นมาเรื่องของ ป.อินทรปาลิต ได้ถูกพิมพ์สู่ตลาดจนสำนักพิมพ์อื่นติดต่อขอซื้อเรื่องหลายแห่งด้วยกันเมื่อนิยายชีวิตเริ่มคลายความนิยมลง ป. อินทรปาลิตได้เปลี่ยนไปเขียนเรื่องแนวอื่นๆ อาทิ นิยายปลุกใจให้รักชาติ, นิทานสำหรับเยาวชน เป็นต้น

นักเเรียนทหารบก

และพุทธศักราช 2481 ได้เริ่มเขียนนิยายจี้เส้นประเดิมด้วยเรื่อง “อายผู้หญิง” ปฐมบทสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน เป็นหัสนิยายที่สร้างความครึกครื้น และเมื่อสามเกลอแสดงบทบาทติดต่อกันนาน หัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน จึงเป็นเรื่องเอก ออกจำหน่ายทุกวันเช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ทั่วไป และปีนี้เองได้เขียนนวนิยายบู๊โลดโผนเรื่อง“เสือใบ” ใน ปิยะมิตร ด้วย ดำเนินงานให้ “ปิยะมิตร”ประมาณ 2 ปี จึงออกมาเขียนหนังสือขายอย่างอิสระ ซึ่งมีทั้งสามเกลอ, เรื่องบู๊ชุด “เสือดำ”, “ดาวโจร”, “ลูกดาวโจร”และเรื่องแนวอื่นๆ พุทธศักราช 2506 นั้นได้ทำหนังสือขนาด 8 หน้ายกชื่อ “ศาลาโกหก” (เรื่องเบาสมอง), “ศาลาดาวร้าย”(เรื่องบู๊), “ศาลาระทม” (เรื่องชีวิตรักโศก), “ศาลาปีศาจ” (เรื่องผี) และ “นิทานคุณหนู” ออกสู่ตลาดประชันกันเดือนละเล่ม ซึ่งหนังสือเหล่านี้ต้อง ป.อินทรปาลิต ต้องเขียนคนเดียวทั้งหมด และยังเขียนสามเกลอพ็อกเกตบุ๊กอีกต่างหากด้วย ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในที่สุดคงเหลือแต่ “ศาลาโกหก” ยืนหยัดบนแผงหนังสือคู่กับสามเกลอเล่มเล็ก ตลอดจนเรื่องประเภทอื่นอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ผลงานล่าสุดซึ่งไม่ใช่ สามเกลอพล นิกร กิมหงวน หรือ “ศาลาโกหก” คือ “สังเวียนชีวิต” พิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำทุกวันอาทิตย์ สุดท้ายป.อินทรปาลิต ใช้ชีวิตอยู่กับ ปรานี แพรวพรายภรรยาคนที่สอง เมื่อ ปรานี อินทรปาลิตก่อนจะกลับไปอยู่สหรัฐอเมริกานั้นได้มอบให้ นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ, นายอาทร เตชะธาดา และ นายสุชาติ ศุภวงศ์ ทนายความดำเนินการจัดทำกองทุน ป.อินทรปาลิตขึ้น โดยรายได้จากชุดสามเกลอในศาลาโกหก โดยนำเงินฝากประจำ สุดท้ายเงินทุนจำนวน ๑๐๓,๐๐๐ บาทนี้คณะจัดทำได้นำมอบให้ มูลนิธิรามาธิบดี นำไปสร้างประโยชน์สาธารณะต่อไปแล้ว

ปรานี อินทรปาลิต

ปรานี อินทรปาลิต

สัญลักษณ์ พล นิกร กิมหงวน

สัญลักษณ์ พล นิกร กิมหงวน

นิยายเล่มแรก

นิยายเล่มแรก

สัญญาขายลิขสิทธิ์

สัญญาขายลิขสิทธิ์

ชุดสามเกลอ

ชุดสามเกลอ

นางโจรสาว

นางโจรสาว

หัสนิยายสามเกลอ

หัสนิยายสามเกลอ

หนังสืองานศพ ป.อินทรปาลิต

หนังสืองานศพ ป.อินทรปาลิต

สารานุกุล

สารานุกุล

รวมเรื่องชุดสามเกลอ

รวมเรื่องชุดสามเกลอ

โลกหนังสือ

โลกหนังสือ

ศาลาโกหก

ศาลาโกหก

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.48 น.

ประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วเล่าเรื่องเมืองปีนัง หรือเกาะหมากให้คุณได้ฟัง แล้วบอกว่าจะพาไปเที่ยวในช่วงปลายเดือนเมษายนปีนี้ ทำให้ผู้อ่านกลุ่มหนึ่งส่งข่าวมาแล้วบอกว่าสนใจอยากร่วมทริปด้วย 

วันนี้จึงมาเล่าเรื่องปีนังแบบประมาณว่าฉายหนังซ้ำอีกรอบ เพราะครั้งที่แล้วพูดถึงปีนังแบบรวบรัด วันนี้มาขยายความต่อว่า ปีนังเคยเป็นดินแดนของสยามมาก่อน เพราะในยุคเก่าก่อนนั้นปีนังอยู่ในการปกครองของเมืองไทรบุรี หรือปัจจุบันคือรัฐเคดะห์ ย้ำว่าไทรบุรีเคยเป็นดินแดนของสยาม แต่อังกฤษขอเช่าที่นี้จากสุลต่านรัฐเคดะห์ ซึ่งสุลต่านแห่งเคดะห์ก็ให้เช่า เพราะต้องการหลุดพ้นจากอำนาจของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยอังกฤษขอเช่าในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ถามว่าเช่าไปเพื่ออะไร ตอบว่าเช่าเพื่อตั้งสถานีการค้า ครั้งเมื่ออังกฤษเข้าครอบครองมาเลเซียหรือมลายูได้ทั้งหมด ก็หมายความว่ารัฐเคดะห์และปีนังได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของอังกฤษ จนเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว ไทรบุรีก็จึงตกเป็นของมาเลเซียไปโดยปริยาย

เมื่อพูดถึงปีนังก็ทำให้ต้องสาวประวัติศาสตร์ลงไปแล้วทำให้พบว่า ในอดีตนั้นมีจีนฮกเกี้ยน ชื่อคอซู้เจียง ได้อพยพมาตั้งรกรากที่เกาะหมาก โดยแรกเข้ามานั้นได้ทำอาชีพชาวสวนผัก ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จากนั้นก็ได้อพยพเข้ามาทำกินในเขตแดนสยามที่เมืองตะกั่วป่า พังงา แล้วเปลี่ยนไปทำอาชีพค้าขายแร่ดีบุกของสยามกับปีนัง และขยายกิจการไปทำเหมือนแร่ดีบุกในที่สุด สำหรับคอซู้เจียงคือต้นตระกูล ณ ระนอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ในครั้งหนึ่งระหว่างเสด็จกลับจากยุโรป ทรงแวะพักที่บ้านระนอง ณ เมืองปีนัง ของคอซู้เจียง ในปี 2440 ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว และพื้นที่ของบ้านในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นหอศิลปะและโรงละคร เดวัน ศรีปีนัง ถนนสุลต่านอาหมัด ซาฮ์ แต่เดิมคือถนนนอร์ธแทม 

ถนนเส้นนี้ในครั้งอดีตคือที่ตั้งของคฤหาสน์ของคนมีฐานะดีในปีนัง เช่น คฤหาสน์ตระกูล ณ ระนอง ที่ชื่อบ้านจักรพงษ์ และอัษฎางค์ สำหรับบ้านจักรพงษ์เคยใช้เป็นสถานที่รับเสด็จ เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2450ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อลงแล้ว ส่วนที่ตั้งของบ้านก็ได้ถูกขายแล้วนำไปสร้างอพาร์ทเมนท์

ส่วนบ้านอัษฎางค์เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในปี 2467 และ
รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ในปี 2472 

ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อถอนไปแล้ว 

วันนี้เขียนเล่าประวัติศาสตร์เมืองปีนังที่เกี่ยวพันกับสยามและพระราชวงศ์ฺชั้นสูงของไทย เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นชัดว่าปีนังกับสยามหรือไทยมีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมายาวนานในครั้งอดีต แม้ปัจจุบันปีนังจะไม่ได้อยู่ในความปกครองของไทยก็ตาม แต่อดีตยังคงตราตรึงอยู่ตลอดไป 

ส่วนภาพประกอบเรื่องในวันนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง แต่นำภาพที่เป็นภาพปัจจุบันมาฝาก เพราะ Mr.Flower เพิ่งไปปีนังล่าสุดเมื่อปลายเดือน
กุมภาพันธ์นี้ และตั้งใจพาสมาชิกกลุ่มเล็กๆ14-15 คนไปเที่ยวปีนังด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อ 091-7233615 คาดว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวปีนังประมาณ หลังสงกรานต์ปีนี้ แล้วพักที่ปีนัง 2 คืน หากสนใจกรุณารีบติดต่อ เพราะรับสมาชิกจำนวนจำกัด

คุยกัน7วันหน : ฟินแลนด์แสนฟิน! แชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดในโลก 8 ปีซ้อน

คุยกัน7วันหน : ฟินแลนด์แสนฟิน!  แชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดในโลก 8 ปีซ้อน

คุยกัน7วันหน : ฟินแลนด์แสนฟิน! แชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดในโลก 8 ปีซ้อน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.45 น.

หากพูดถึงประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก หลายคนก็ต้องนึกถึงฟินแลนด์ เพราะได้รับการจัดอันดับให้ได้ที่ 1 ในเรื่องนี้ติดกันหลายปีแล้ว และการจัดอันดับในปีนี้ ฟินแลนด์ก็ยังคงได้ที่ 1 อยู่ ทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกติดต่อกัน8 ปี ในรายงานความสุขโลก (World Happiness Report) ประจำปี 2025 โดยมีคะแนนนำหน้าคู่แข่งอย่างเดนมาร์ก (อันดับ 2) ไอซ์แลนด์ (อันดับ 3) และสวีเดน (อันดับ 4) ซึ่งทั้งหมดยังคงรักษาลำดับเดิมจากปีที่แล้ว ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นอร์เวย์ตามมาในอันดับที่ 7 ทั้งหมดล้วนเป็นประเทศที่มาจากแถบนอร์ดิก หรือยุโรปเหนือทั้งสิ้น

รายงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Gallup, Oxford Wellbeing Research Centre, UN Sustainable Development Solutions Network และคณะบรรณาธิการ เผยแพร่เพื่อเฉลิมฉลองวันสหประชาชาติว่าด้วยความสุขสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มี.ค.ของทุกปี

ความสำเร็จของกลุ่มประเทศนอร์ดิกนี้ ได้รับการยกย่องจากระบบสวัสดิการที่แข็งแกร่งและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสาธารณสุขที่มีคุณภาพสูง การศึกษาฟรี และการสนับสนุนทางสังคมที่ทั่วถึง รวมถึงระดับความเหลื่อมล้ำด้านความเป็นอยู่ที่ต่ำมาก อีกทั้งพร้อมไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่อดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

จอห์น เฮลลิเวลล์ บรรณาธิการผู้ก่อตั้งรายงานและศาสตราจารย์กิตติคุณด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย กล่าวเสริมว่า ความไว้วางใจและพฤติกรรมของประชาชนมีบทบาทสำคัญไม่แพ้ระบบสวัสดิการ เขายกตัวอย่างว่า การมีรัฐสวัสดิการ ไม่ได้ช่วยตามหาและคืนกระเป๋าสตางค์ที่หายไปให้เจ้าของ แต่ความเอื้อเฟื้อและใส่ใจต่อกันในสังคมต่างหาก ที่ช่วยให้กระเป๋าสตางค์กลับคืนสู่เจ้าของ

เฮลลิเวลล์ยังชี้ว่าความสามัคคีที่เกิดจากประวัติศาสตร์ เช่น สงครามฤดูหนาว (Winter War) ปี1939-1940 ระหว่างฟินแลนด์และสหภาพโซเวียต ซึ่งถึงแม้ฟินแลนด์จะไม่ชนะ แต่กลับสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวและความไว้วางใจในหมู่ประชาชนที่ยังคงส่งผลดีมาถึงปัจจุบัน รวมถึงทัศนคติที่ไม่หมกมุ่นกับวัตถุนิยมและการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่าสิ่งของ ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้ฟินแลนด์ครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง

รายงานความสุขโลกฉบับนี้จัดทำจากข้อมูล Gallup World Poll ซึ่งสำรวจความเห็นจากผู้คนในกว่า 140 ประเทศ โดยวัดความสุขจากคะแนนการประเมินชีวิตโดยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2022-2024) และวิเคราะห์ผ่าน 6 ตัวแปรหลัก ได้แก่ GDP ต่อหัว,การสนับสนุนทางสังคม, อายุขัยที่มีสุขภาพดี, เสรีภาพในการเลือกชีวิต, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, และการรับรู้ถึงการทุจริตในสังคม

นอกเหนือจากความสำเร็จของกลุ่มนอร์ดิกแล้ว รายงานปี 2025 ยังเผยความก้าวหน้าที่น่าสนใจของ 2 ประเทศจากภูมิภาคละตินอเมริกา คอสตาริกาคว้าอันดับ 6 และเม็กซิโกก้าวสู่อันดับ 10 ซึ่งทั้งคู่ติด 10 อันดับแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรายงาน รอน-เลวีย์ อธิบายว่า ความสำเร็จนี้เกิดจาก “เครือข่ายสังคมที่แข็งแกร่ง” รวมถึงการมองโลกในแง่ดีต่อทิศทางของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในผู้นำและสถาบันต่างๆ ของทั้ง 2 ประเทศ

ในส่วนของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ด้านความสุข โดยรั้งอันดับที่ 24 ในการจัดอันดับปีนี้นับเป็นอันดับต่ำสุดเท่าที่เคยบันทึกมาในประวัติศาสตร์ของรายงานฉบับนี้ หลังจากหลุดจาก 20 อันดับแรกเมื่อปีที่แล้ว

อิลานา รอน-เลวีย์ กรรมการผู้จัดการของ Gallup ชี้ว่า การลดลงของความสุขในสหรัฐฯ มีสาเหตุสำคัญมาจากคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 30 ปี รู้สึกแย่ลงเกี่ยวกับชีวิตของตนเองอย่างมาก พวกเขารายงานว่า รู้สึกได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนและครอบครัวน้อยลง มีเสรีภาพในการตัดสินใจชีวิตจำกัด และมองอนาคตด้านมาตรฐานการครองชีพในแง่ลบมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความไว้วางใจในสังคมและสถาบันต่างๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความแตกแยกทางการเมือง การประท้วงต่อต้านระบบ และการลงคะแนนเลือกตั้งที่สะท้อนความไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

ปัญหาความสุขที่ลดลงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหรัฐฯ เท่านั้น ประเทศที่พูดภาษาอังกฤษอื่นๆ ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน สหราชอาณาจักรอยู่อันดับ 23โดยมีคะแนนการประเมินชีวิตเฉลี่ยต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมที่รุมเร้า

ขณะที่แคนาดา ซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านความสุข อยู่อันดับ 18 ในปีนี้ แม้จะยังติด 20 อันดับแรก แต่ก็เผชิญกับแนวโน้มความสุขที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมารายงานฉบับนี้ระบุว่า ความซับซ้อนของตัวแปรที่ส่งผลต่อความสุข เช่น GDP ต่อหัว การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ถึงการทุจริต ล้วนมีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างประเทศที่เจริญแล้วและกำลังพัฒนา

สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่าอยู่อันดับที่ 49 จากทั้งหมด 143 ประเทศ อยู่ในระดับปานกลาง เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ (อันดับ 34) และเวียดนาม (อันดับ 46) ตามข้อมูลที่ปรากฏในโพสต์บน X ความสุขของไทยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆเช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนที่แน่นแฟ้น แต่ยังถูกจำกัดด้วยความท้าทาย เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานยังเปิดเผย 10 ประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุดในโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เผชิญกับความขัดแย้ง ความยากจน และความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างรุนแรง ดังนี้

เลโซโท (อันดับที่ 138)

คอโมโรส (อันดับที่ 139)

เยเมน (อันดับที่ 140)

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (อันดับที่ 141)

บอตสวานา (อันดับที่ 142)

ซิมบับเว (อันดับที่ 143)

มาลาวี (อันดับที่ 144)

เลบานอน (อันดับที่ 145)

เซียร์ราลีโอน (อันดับที่ 146)

อัฟกานิสถาน (อันดับที่ 147)

โดย ดาโน โทนาลี

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวหน้าคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวนอกรอบการประชุมสภานิติบัญญัติระดับชาติ ว่า อายุขัยเฉลี่ยของประชากรจีนในปี 2024 อยู่ที่ 79 ปี เพิ่มขึ้น 0.4 ปี จากอายุขัยเฉลี่ยในปี 2023 สะท้อนว่าจีนบรรลุเป้าหมายการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยที่กำหนดไว้ในแผนสุขภาพระดับชาติในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14ได้เร็วกว่ากำหนด โดยตามแผนดังกล่าว จีนมีเป้าหมายเพิ่มตัวเลขอายุขัยในปี 2020 ขึ้นราว 1 ปีในช่วงระยะ 5 ปี

ในปี 2024 อายุขัยเฉลี่ยของจีนอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 53 ประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง และอยู่ในอันดับที่ 10 ในประเทศกลุ่มจี20 ทั้งยังสูงกว่าตัวเลขของ 21 ประเทศที่มีรายได้สูง

ขณะเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยของประชากรใน 8 มหานครและมณฑลที่มีความมั่งคั่ง อาทิ ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ ซานตง เจียงซู เจ้อเจียง กวางตุ้ง และไห่หนาน เพิ่มขึ้นเกิน 80 ปีแล้ว และความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพระหว่างแต่ละภูมิภาคระดับมณฑลกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าความเสมอภาคด้านสุขภาพในจีนกำลังปรับปรุงดีขึ้น

แม้จีนจะยังเผชิญกับความท้าทายจากทั้งโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แต่จีนยังมีศักยภาพอีกมากในการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากร

Art Tank Group กลุ่มบริหารธุรกิจศิลปะครบวงจร ชี้ตลาดศิลปะโตต่อเนื่อง พร้อมแนะ 3 ข้อ เติมระบบนิเวศศิลปะไทย

Art Tank Group กลุ่มบริหารธุรกิจศิลปะครบวงจร  ชี้ตลาดศิลปะโตต่อเนื่อง พร้อมแนะ 3 ข้อ เติมระบบนิเวศศิลปะไทย

Art Tank Group กลุ่มบริหารธุรกิจศิลปะครบวงจร ชี้ตลาดศิลปะโตต่อเนื่อง พร้อมแนะ 3 ข้อ เติมระบบนิเวศศิลปะไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จับมือ อินทรประกันภัย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ART IN-SURE”

“อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป” ชวน หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และนักสะสมศิลปะไทย ร่วมพูดคุย“การเติบโตและระบบนิเวศของศิลปะ” หลังมูลค่าตลาดศิลปะโตต่อเนื่อง มีสินทรัพย์ศิลปะทั้งหมด 24,000 ล้านบาท โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสะสมศิลปะมากขึ้น พร้อมชี้ 3 แนวทาง ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศศิลปะไทย “ขยายพื้นที่อาร์ตสเปซ-สนับสนุน Art Gallery-สร้าง Passion รักศิลปะ” ล่าสุด ผู้บริหาร อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป ต่อยอดศิลปะครบวงจร จับมือ อินทรประกันภัย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ART IN-SURE” ผลิตภัณฑ์ประกันภัยคุ้มครองและดูแลงานศิลปะแห่งแรกในไทย

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด (Art Tank Group) ในฐานะกลุ่มบริษัทธุรกิจศิลปะครบวงจรแห่งแรกในประเทศ ครอบคลุมการให้บริการหลากหลายทั้งด้านการประมูลศิลปะ, บริการขนส่งงานศิลปะ, การประเมินราคางานศิลปะ ตลอดจนการอนุรักษ์งานศิลปะ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมศิลปะ
ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีสินทรัพย์ศิลปะทั้งหมด 24,000 ล้านบาท และมีมูลค่าสินทรัพย์ที่มีการซื้อขายกันในประเทศไทย 1,400 ล้านบาทต่อปี โดยจะเห็นว่าปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มของคนรุ่นใหม่หันมานิยมสะสมงานศิลปะเพิ่มมากขึ้นด้วย

จากการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของตลาดศิลปะในประเทศไทย หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต่างรู้สึกยินดีที่วันนี้ได้เกิดความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันส่งเสริมผลักดันงานศิลปะของไทย ล่าสุด อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ปต่อยอดการให้บริการทางด้านศิลปะแบบครบวงจรจึงได้ร่วมมือกับ บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ IN-SURE ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ARTIN-SURE” ผลิตภัณฑ์ประกันภัยคุ้มครองและดูแลงานศิลปะครอบคลุมและครบวงจรครั้งแรกในประเทศไทย เน้นการดูแลงานศิลปะในบ้านให้ปลอดภัย ซึ่งการมีประกันภัยงานศิลปะในทรัพย์สินที่มีค่า เป็นเรื่องที่ดีและเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในการสะสมศิลปะในอนาคตอีกด้วย

เสริมคุณ คุณาวงศ์

ภายในงานได้มีพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง ART TANK GROUP และ อินทรประกันภัย เปิด “ART IN-SURE” ยังจัดให้มีการเสวนาร่วมพูดคุยกับกูรูและนักสะสมอาร์ต ในหัวข้อ “การเติบโตและระบบนิเวศของศิลปะ”โดยมีผู้ร่วมพูดคุย ได้แก่ เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด, กิตติภรณ์ชาลีจันทร์ อดีตนายกสมาคมนักสะสมงานศิลปะไทย และ อดุลญา ฮุนตระกูล ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

3 ข้อเสนอ เติมเต็มระบบนิเวศศิลปะไทย

เสริมคุณ คุณาวงศ์ กล่าวว่า ภาพรวมของระบบนิเวศศิลปะไทย มีตั้งแต่ผู้ผลิต คือ ศิลปิน ซึ่งศิลปินไทยรวมทั้งสถาบันศิลปะไทย และการพัฒนาศิลปินไทย ไม่มีปัญหาในเรื่องของคุณภาพงาน จากนั้นเมื่อมีผู้ผลิตก็ต้องมีผู้ซื้อ ซึ่งผู้ซื้อในประเทศไทยยังมีจำนวนน้อย เพราะ ระบบการศึกษายังไม่ได้เน้นเรื่องการพัฒนาให้เกิดรสนิยมทางศิลปะ ไม่มีการพาไปชมงานศิลปะตั้งแต่เด็กๆ โดยในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีการพาไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะทำให้เด็กๆ ซึมซับแต่ละขั้นตอน ได้เห็นคุณค่าในงานศิลปะ ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและ passion ให้เกิดความหลงใหลในงานศิลปะ ดังนั้น การพัฒนาระบบนิเวศของผู้ซื้อ ควรที่ต้องให้ความสำคัญกับรสนิยมของประชากรให้มีประชากรที่รักและเข้าใจงานศิลปะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 3-5 ปี มานี้ กลุ่มผู้ซื้อมีมากขึ้นและส่วนใหญ่จบมาจากต่างประเทศ มีโอกาสได้ไปอยู่ในวัฒนธรรมของประเทศที่มีพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นอกจากนี้ยังมีการเติบโตที่มากขึ้นในกลุ่มของศิลปะ นั่นก็คือ ART Gallery พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ เป็นส่วนสำคัญที่ให้เกิดการบริโภคศิลปะในฐานะผู้ซื้อ เป็นผู้นำพางานศิลปะไปสู่นักสะสม ดังนั้น การสนับสนุน ART Gallery ให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างยาว ลดการ Turn Over จึงเป็นหัวใจที่สำคัญมากๆ

อดุลญา ฮุนตระกูล กล่าวว่า เชื่อว่า ระบบนิเวศศิลปะจะสมบูรณ์ขึ้นโดยมาจากประเทศเราจะมีพื้นที่ ART Space, มีศิลปินและบุคลากรด้านศิลปะเพิ่มมากขึ้น ตลอดจน
ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและภาคเอกชน ทั้งนี้ เชื่อว่าการขยายตัวของแหล่งเรียนรู้ศิลปะจะเชื่อมโยงทำให้คนมีโอกาสเสพย์งานศิลปะมากขึ้น ก็จะสร้างผู้บริโภคศิลปะได้มากขึ้น และสร้างให้ศิลปะเป็นพลังขับเคลื่อนของสังคม สมัยใหม่ของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ร่วมเสวนาพูดคุยกับกูรูและนักสะสมอาร์ต

ด้าน กิตติภรณ์ ชาลีจันทร์ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีมานี้เป็นเทรนด์ของนักสะสมรุ่นใหม่ ส่วนหนึ่งเติบโตมาจากกลุ่ม ART TOY เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการศิลปะ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ศิลปินตลอดจนถึงนักสะสมซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า คาดว่าการแข่งขันด้านศิลปะจะรุนแรงขึ้น เพราะประเทศไทย ต้องไปแข่งกับประเทศอื่นด้วย ยิ่งรัฐบาลหันมาสนับสนุนมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ซึ่งก็จะเป็นความท้าทายที่เราต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพราะคู่แข่งล้ำหน้าเราไปไกลก็ต้องมาตีโจทย์ตัวเองให้แตกและหาจุดเด่นของเรา รวมถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ที่ต้องพัฒนาให้รองรับกับการเติบโตด้วย

ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าการเติบโตและระบบนิเวศของศิลปะยังเติบโตต่อเนื่องได้อีกทั้งระบบ โดยสิ่งที่ควรให้ความสำคัญแบ่งเป็น 3 ประการ ได้แก่ เพิ่มพื้นที่ Art Space สำหรับโชว์ผลงานศิลปะทุกรูปแบบ สนับสนุน Art Gallery ให้อยู่ได้นานไม่ปิดตัวลงไปก่อน และปลูกฝังและสร้าง Passion เกี่ยวกับงานศิลปะตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กซึ่งหากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนตลาดศิลปะไทยจะต้องไปได้อีกยาวไกล อยากให้คนไทยสนับสนุนให้ศิลปะไทยได้ไปสู่ฝันร่วมกัน

โซไซตี้ : CPF-มูลนิธิซีพี ส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่ มุ่งสร้างแหล่งโภชนาการยั่งยืน

โซไซตี้ : CPF-มูลนิธิซีพี ส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่  มุ่งสร้างแหล่งโภชนาการยั่งยืน

โซไซตี้ : CPF-มูลนิธิซีพี ส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่ มุ่งสร้างแหล่งโภชนาการยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน แก่ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก และโรงเรียนบ้านยางครกเดินหน้าสร้างเสริมภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร หนุนนักเรียนได้เรียนรู้ทักษะอาชีพติดตัว พร้อมสร้างคลังอาหารยั่งยืนในโรงเรียนและชุมชน โดยมี ปรีชาพล พูลทวี นายอำเภออมก๋อย เป็นประธานในพิธี ณ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หกอ.ออมก๋อย จ.เชียงใหม่

จอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิซีพี และซีพีเอฟ มุ่งขยายโอกาสให้โรงเรียนทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งอาหารโปรตีนที่เพียงพอ เพื่อให้นักเรียนมีโภชนาการที่เหมาะสม อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างแข็งแรงและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดหาอาหารกลางวันจากไข่ไก่ที่สดใหม่ มีคุณภาพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย โดยโครงการฯ ไม่เพียงมุ่งเน้นการจัดหาอาหารกลางวันยังเป็นสื่อการเรียนรู้พัฒนาทักษะอาชีพด้านเกษตร ผ่านการเลี้ยงไก่ไข่ การบริหารจัดการฟาร์มขนาดเล็ก และการนำผลผลิตไข่ไก่มาจำหน่ายให้แก่ชุมชนในราคาที่เหมาะสม ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไก่ไข่เพื่อใช้บริโภคภายในโรงเรียนเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่โรงเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน (Social Enterprise)

ทางด้าน สมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 37 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรมาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้แก่นักเรียนและคณะครู เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรอย่างเต็มที่ในการติดตาม ดูแลและให้คำแนะนำด้านวิชาการทั้งการเลี้ยงไก่ไข่ตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงจนถึงปลดแม่ไก่การจัดการผลผลิต การขายและการตลาดเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารงานให้มีเงินทุนส่งให้รุ่นต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

“โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำเนินการก้าวเข้าสู่ปีที่ 37 และยังคงมุ่งผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและเอกชนขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งโภชนาการโปรตีนคุณภาพกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในเครือฯ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เจียไต๋ ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ทั้ง Makro และ Lotus’s และ ทรู เพื่อส่งต่อคุณค่าสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯแล้ว 988 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนกว่า 223,000 คน และบุคลากรทางการศึกษากว่า 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ

ภายในงานมีหน่วยงานร่วมกิจกรรม อาทิ ประจักษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 5, กฤษฎากานต์ จี๋มะลิ ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก, ปราณี ก๋ายอด ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านยางครก ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานราชการ คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน โดยมีกิจกรรม “CP KIDS CHEF” แข่งขันทำอาหารจากวัตถุดิบไข่ไก่ โดยมี 4 โรงเรียนในพื้นที่เข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก, โรงเรียนบ้านยางครก,โรงเรียนบ้านห้วยน้ำขาว และ โรงเรียนบ้านมูเซอ ทำให้นักเรียนได้คิดสร้างสรรค์เมนูไข่ที่หลากหลายช่วยพัฒนาต่อยอดทักษะทางด้านอาชีพแก่นักเรียน