นักประมงเปรูรอดตาย หลังพายุซัดเรือลอยเคว้งกลางทะเล 95 วัน

นักประมงเปรูรอดตาย หลังพายุซัดเรือลอยเคว้งกลางทะเล 95 วัน

17 มี.ค. 2568 03:40 น.

นักประมงเปรูรอดตาย หลังพายุซัดเรือลอยเคว้งกลางทะเล 95 วัน

นักประมงชาวเปรูได้รับความช่วยเหลือแล้ว หลังจากเรือที่เขาล่องออกไปหาปลาถูกพายุซัดจนลอยเคว้งคว้างกลางทะเลมาตั้งแต่ปลายปี 2567

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแม็กซิโม นาปา คาสโตร อายุ 61 ปี ล่องเรือออกหาปลาที่นอกชายฝั่งเมืองมาร์โคนา ทางตอนใต้ของประเทศเปรู เมื่อ 7 ธ.ค. 2567 โดยเดิมทีควรจะใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ แต่เมื่อถึงวันที่ 10 กลับเกิดพายุพัดเรือออกนอกเส้นทาง ทำให้เรือของเขาต้องลอยเคว้งกลางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีเสบียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ครอบครัวของนายคาสโตรแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการค้นหาแล้ว แต่หน่วยลาดตระเวนทางทะเลของเปรูหาเขาไม่พบ

จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 12 มี.ค. เรือลาดตระเวนของประเทศเอกวาดอร์ ชื่อว่า “ดอน เอฟ” (Don F) ได้ค้นพบนายคาสโตรกับเรือของเขาในน่านน้ำห่างจากชายฝั่งเปรูถึง 1,094 กม. รวมระยะเวลาที่เรือของเขาลอยอยู่กลางทะเลทั้งสิ้น 95 วัน โดยนายคาสโตรอยู่ในสภาพขาดน้ำและมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

นักประมงเปรูรอดตาย หลังพายุซัดเรือลอยเคว้งกลางทะเล 95 วัน

อย่างไรก็ตาม นายคาสโตรได้รับการรักษาที่เมืองปาอิตาของเอกวาดอร์จนอาการดีขึ้น และถูกส่งตัวขึ้นเครื่องบินไปยังกรุงลิมา ของเปรู เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มี.ค. ซึ่งที่นั่นเขาได้กลับไปพบครอบครัวของเขาอีกครั้ง

นายคาสโตรเล่าถึงความยากลำบากที่เขาเผชิญ ทั้งต้องกินทุกสิ่งทุกอย่างที่หาได้ ไม่ว่าจะแมลงสาบ, นก หรือเต่าทะเล และต้องรองน้ำฝนเพื่อดื่มกิน โดยที่ในช่วง 15 วันสุดท้ายก่อนได้รับความช่วยเหลือ เขาไม่ได้ทานอาหารเลย

นายคาสโตรบอกว่า ความคิดถึงครอบครัว ซึ่งรวมถึงแม่และหลานสาววัย 2 เดือน ทำให้เขามีพลังที่จะอดทนต่อไป “ผมคิดถึงแม่ของผมทุกวัน ผมขอบคุณพระเจ้าที่มอบโอกาสที่ 2 ให้ผม”

ด้านนางเอเลนา มารดาของนายคาสโตรบอกกับสื่อว่า ถึงแม้ญาติคนอื่นๆ จะยังมองโลกในแง่ดีในตอนที่ลูกชายของเธอหายตัวไป แต่เธอเริ่มหมดหวังแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เนรเทศชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคน แม้ผู้พิพากษาสั่งห้าม

สหรัฐฯ เนรเทศชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคน แม้ผู้พิพากษาสั่งห้าม

17 มี.ค. 2568 01:44 น.

สหรัฐฯ เนรเทศชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคน แม้ผู้พิพากษาสั่งห้าม

สหรัฐฯ เนรเทศชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรออกจากประเทศแล้ว แม้ผู้พิพากษาจะมีคำสั่งห้าม ท่ามกลางเสียงประณามจากประเทศเวเนซุเอลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ ดำเนินการเนรเทศชาวเวเนซุเอลามากกว่า 200 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรออกจากประเทศแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 16 มี.ค. 2568 ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งไม่ให้ทำเช่นนั้นก็ตาม

เมื่อวันอาทิตย์ เครื่องบินขนชาวเวเนซุเอลาเดินทางออกจากสหรัฐฯ ไปถึงประเทศเอลซัลวาดอร์แล้ว โดยนาย นายิบ บูเคเล ประธานาธิบดีเอลซัลวาดอร์ระบุในโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า ชาวเวเนซุเอลา 238 คนเป็นสมาชิกแก๊ง “เทรน เด อารากัว” (Tren de Aragua) ขณะที่อีก 23 คนเป็นสมาชิกแก๊ง MS-13

การเนรเทศชาวเวเนซุเอลากลุ่มนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนาย เจมส์ โบสเบิร์ก ผู้พิพากษาศาลแขวงของสหรัฐฯ มีคำสั่งเมื่อวันเสาร์ ให้ระงับการเนรเทศที่เกิดขึ้นภายใต้ประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บังคับใช้กฎหมายศัตรูต่างด้าวปี 2341 ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลจับกุมและเนรเทศผู้ที่คุกคามต่อความปลอดภัยของประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตามปกติ

ประธานาธิบดีบูเคเลโพสต์ข้อความเชิงล้อเลียนในเวลาต่อมาว่า “อุ๊ปส์ … สายไปแล้ว”

ทั้งนี้ ชาวต่างชาติที่ถูกสหรัฐฯ เนรเทศด้วยข้อกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรม จะถูกส่งตัวไปยังประเทศเอลซัลวาดอร์ ตามข้อตกลงที่ทำเอาไว้ร่วมกันก่อนหน้านี้ โดยนายบูเคเลระบุว่า ชาวเวเนซุเอลาที่ถูกส่งตัวมาจะถูกย้ายไปยังศูนย์กักกันผู้ก่อการร้าย (Cecot) เป็นเวลา 1 ปี และอาจมีการขยายเวลาได้ในภายหลัง

ด้านเวเนซุเอลาประณามสหรัฐฯ บังคับใช้กฎหมายยุคสงครามฉบับนี้ โดยระบุว่าเป็นการทำให้ผู้อพยพชาวเวเนซุเอลากลายเป็นอาชญากรอย่างไม่เป็นธรรม และทำให้ฉากที่ดำมืดที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติปรากฏขึ้นอีกครั้ง โดยเปรียบเทียบกับการค้าทาส และค่ายกักกันนาซี

อนึ่ง หลังจากทราบข่าวว่าเครื่องบินส่งตัวเดินทางถึงเอลซัลวาดอร์แล้ว ผู้พิพากษาโบสเบิร์กก็ออกคำสั่งให้พาตัวชาวเวเนซุเอลากลุ่มนี้กลับมาสหรัฐฯ ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ว่า การเนรเทศนี้เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายศัตรูต่างด้าวปี 2341 โดยไม่ได้พูดถึงคำตัดสินของศาลแต่อย่างใด

ด้านทนายความของกลุ่มสิทธิมนุษยชนซึ่งยื่นฟ้องทำเนียบขาวสหรัฐฯ ตั้งคำถามว่า รัฐบาลละเมิดคำสั่งศาลหรือไม่ ส่วนกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแล้วในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคปซูลสเปซเอ็กซ์ พาลูกเรือชุดใหม่ถึง ISS เตรียมพา 2 นักบินติดค้างกลับโลก

แคปซูลสเปซเอ็กซ์ พาลูกเรือชุดใหม่ถึง ISS เตรียมพา 2 นักบินติดค้างกลับโลก

16 มี.ค. 2568 23:35 น.

แคปซูลสเปซเอ็กซ์ พาลูกเรือชุดใหม่ถึง ISS เตรียมพา 2 นักบินติดค้างกลับโลก

(ภาพจาก AFP PHOTO / NASA)

แคปซูลของสเปซเอ็กซ์ส่งนักบินอวกาศชุดใหม่ถึงสถานีอวกาศนานาชาติแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับการพา 2 นักบินที่ติดค้างอยู่นานกว่า 9 เดือนกลับโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แคปซูลของบริษัท สเปซเอ็กซ์ เดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) แล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 16 มี.ค. 2568 พร้อมกับนักบินอวกาศอีก 4 คน ในภารกิจ “ครูว์เท็น” (Crew-10) เพื่อสับเปลี่ยนลูกเรือ ISS ซึ่งจะทำให้นายบุตช์ วิลมอร์ กับ น.ส.สุนี วิลเลียมส์ 2 นักบินอวกาศที่ติดค้างอยู่บนนั้นนานกว่า 9 เดือนได้กลับโลกเสียที

แคปซูล “ครูว์ดราก้อน” (Crew Dragon) ถูกส่งออกจากโลกเมื่อเวลาประมาณ 19.03 น. วันศุกร์ที่ 14 มี.ค. ตามเวลาเขตตะวันออก (ET) จากศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา โดยเดินทางเป็นเวลา 29 ชั่วโมง ก่อนจะเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 00.04 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาเขตตะวันออก

นักบินอวกาศทั้ง 4 คนที่โดยสารมากับแคปซูลครูว์ดราก้อน ได้รับการต้อนรับจากนักบินอวกาศทั้ง 7 คนบน ISS รวมทั้งนายวิลมอร์และ น.ส.วิลเลียมส์ ซึ่งติดค้างอยู่บน ISS หลังจากแคปซูล “สตาร์ไลเนอร์” (Starliner) ของบริษัท โบอิ้ง ที่พวกเขาโดยสารมาในเที่ยวบินทดสอบเมื่อกว่า 9 เดือนก่อน ประสบปัญหาไม่หยุด จนไม่สามารถพาพวกเขากลับโลกได้

ภารกิจ ครูว์เท็น ถือเป็นก้าวแรกที่รอคอยมานานสำหรับการพานายวิลมอร์กับ น.ส.วิลเลียมส์กลับโลก โดยนักบินอวกาศทั้ง 2 คนมีกำหนดเดินทางออกจาก ISS อย่างเร็วที่สุดคือ 4.00 น. วันพุธที่ 19 มี.ค. ตามเวลาเขตตะวันออก พร้อมกับนาย นิค เฮก นักบินอวกาศของนาซา กับนาย อเล็กซานเดอร์ กอร์บูนอฟ นักบินอวกาศของรอสคอสมอส รัสเซีย

นายเฮกกับนายกอร์บูนอฟเดินทางขึ้นสู่ ISS เมื่อเดือนกันยายน 2567 ด้วยยาน “ครูว์ดราก้อน” โดยมีที่นั่งว่าง 2 ที่นั่ง สำหรับรับนายวิลมอร์กับ น.ส.วิลเลียมส์กลับโลก โดยยานดังกล่าวจอดอยู่ที่ ISS นับแต่นั้น เพื่อรอลูกเรือชุดใหม่ในภารกิจ ครูว์เท็น ที่จะเดินทางมาสับเปลี่ยน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

สหรัฐฯ ถล่มกบฏฮูตีในเยเมน ดับ 31 ศพ อ้างสังหารผู้นำกลุ่มได้หลายราย

สหรัฐฯ ถล่มกบฏฮูตีในเยเมน ดับ 31 ศพ อ้างสังหารผู้นำกลุ่มได้หลายราย

16 มี.ค. 2568 21:53 น.

สหรัฐฯ ถล่มกบฏฮูตีในเยเมน ดับ 31 ศพ อ้างสังหารผู้นำกลุ่มได้หลายราย

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 31 ศพ ด้านที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐฯ อ้างสังหารผู้นำฮูตีได้หลายราย

หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ 15 มี.ค. 2568 ว่ากองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนแล้ว เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ยิงมิสไซล์โจมตีเรือสินค้ารวมถึงเรือของกองทัพสหรัฐฯ ในทะเลแดง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อ 17 เดือนก่อนนั้น

ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขในเยเมน ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮูตี ออกมาเปิดเผยว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 31 ศพ บาดเจ็บอีก 101 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

ขณะที่กลุ่มฮูตีออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ว่ากระทำการรุกรานอันชั่วร้าย โดยมุ่งเป้าหมายไปที่เขตที่อยู่อาศัยในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน ซึ่งตกอยู่ในการควบคุมของกลุ่มฮูตี

ฝ่ายสหราชอาณาจักรยืนยันว่า พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีทางอากาศเมื่อวันเสาร์ แต่ให้การสนับสนุนเรื่องการเติมเชื้อเพลิงแก่สหรัฐฯ

ด้านนาย ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาวสหรัฐฯ กล่าวในวันอาทิตย์ (16 มี.ค.) ว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ สังหารผู้นำของกลุ่มฮูตีได้หลายราย และระบุว่า การโจมตีครั้งล่าสุดต่างจากการโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดี โจ ไบเดน

“นี่ไม่ใช่การโจมตีไปมาที่สร้างความเสียหายเล็กน้อย ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการโจมตีที่ไร้ประสิทธิภาพ” นายวอลซ์กล่าว และเสริมว่า “นี่คือการตอบสนองอย่างท่วมท้นที่มุ่งเป้าโจมตีผู้นำกลุ่มฮูตีหลายคนจริงๆ และจัดการกับพวกเขาได้”

ที่มา : cnn , abcnews

สลด ไฟไหม้ไนต์คลับมาซิโดเนียเหนือ ขณะแฟนเพลงกว่า 1,500 คนดูคอนเสิร์ต สังเวยกว่าครึ่งร้อย

สลด ไฟไหม้ไนต์คลับมาซิโดเนียเหนือ ขณะแฟนเพลงกว่า 1,500 คนดูคอนเสิร์ต สังเวยกว่าครึ่งร้อย

16 มี.ค. 2568 20:29 น.

สลด ไฟไหม้ไนต์คลับมาซิโดเนียเหนือ ขณะแฟนเพลงกว่า 1,500 คนดูคอนเสิร์ต สังเวยกว่าครึ่งร้อย

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมขณะที่แฟนเพลงกว่า 1,500 คนร่วมชมคอนเสิร์ตวงฮิปฮอปดัง ที่ไนต์คลับประเทศมาซิโดเนียเหนือ คาดไฟลุกไหม้จากประกายพลุบนเวทีลามสู่หลังคา ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 59 ศพ บาดเจ็บกว่า 155 ราย คาดตัวเลขอาจจะเพิ่มสูงกว่านี้

วันที่ 16 มีนาคม 2568 เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่ไนต์คลับ “พัลส์” (Pulse) ในเมืองโคชานี ห่างจากกรุงสโกเปีย ไปทางตะวันออกราว 100 กิโลเมตร เมื่อเวลาประมาณ 02:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 59 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 155 ราย

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่มีผู้ร่วมงานราว 1,500 คนเข้าชมคอนเสิร์ตของ DNK ศิลปินฮิปฮอปชื่อดังของประเทศ เบื้องต้น นายปานเช โตสคอฟสกี รัฐมนตรีมหาดไทย ระบุว่า สาเหตุของไฟไหม้เกิดจากประกายไฟจากพลุที่ถูกจุดบนเวทีไปติดเพดานของไนต์คลับ ซึ่งทำจากวัสดุที่ติดไฟง่าย

ภาพวิดีโอที่ถูกแชร์ในโลกโซเชียลเผยให้เห็นช่วงเวลาที่เปลวไฟเริ่มลุกไหม้ขณะวงดนตรีกำลังแสดง ก่อนจะลุกลามไปทั่วเพดานอย่างรวดเร็ว มีรายงานว่าผู้คนพยายามดับไฟ แต่ไม่ได้รีบออกจากคลับในทันที ส่งผลให้เกิดความโกลาหลเมื่อไฟเริ่มรุนแรงขึ้น

นางสาวมารียา ทาเซวา วัย 20 ปี ผู้รอดชีวิตให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Channel 5 TV ว่าเธอถูกฝูงชนเบียดจนล้มลงและถูกเหยียบ ก่อนที่จะสามารถหนีออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเธอยังคงตามหาพี่สาววัย 25 ปี ซึ่งยังไม่พบรายชื่อในโรงพยาบาลท้องถิ่นและอาจถูกส่งตัวไปยังกรุงสโกเปียเพื่อรักษา

ทางด้านรัฐบาลมาซิโดเนียเหนือ เตรียมประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 7 วัน พร้อมสั่งตรวจสอบสถานบันเทิงและร้านอาหารที่รองรับคนจำนวนมากอย่างเร่งด่วน

โดยนายกรัฐมนตรีฮริสติยัน มิกชอสกี กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะระดมทรัพยากรทุกอย่างเพื่อรับมือกับผลกระทบและสืบสวนหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น

สตาร์บัคส์ถูกปรับอ่วม 1,680 ล้าน ทำเครื่องดื่มร้อนลวกลูกค้าในสหรัฐฯ

สตาร์บัคส์ถูกปรับอ่วม 1,680 ล้าน ทำเครื่องดื่มร้อนลวกลูกค้าในสหรัฐฯ

16 มี.ค. 2568 12:00 น.

สตาร์บัคส์ถูกปรับอ่วม 1,680 ล้าน ทำเครื่องดื่มร้อนลวกลูกค้าในสหรัฐฯ

สตาร์บัคส์ถูกสั่งให้จ่ายเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่ลูกค้าคนหนึ่งหลังจากเครื่องดื่มร้อนหกใส่เขาที่ร้านไดร์ฟทรู ส่งผลให้เขาได้รับบาดแผลน้ำร้อนลวกจนต้องปลูกถ่ายผิวหนัง

สตาร์บัคส์ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟ ถูกสั่งให้จ่ายเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,680 ล้านบาท แก่ลูกค้าที่ใช้บริการไดรฟ์ทรูในรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากแก้วเครื่องดื่มร้อนหล่นใส่เขาจนได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำร้อนลวก

นายไมเคิล การ์เซีย เข้ารับการปลูกถ่ายผิวหนังและการผ่าตัดอื่นๆ ที่อวัยวะเพศของเขา หลังจากที่เขาได้รับถาดเครื่องดื่มขนาดใหญ่สำหรับซื้อกลับบ้านที่ร้านไดรฟ์ทรู โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2020

นิโคลัส โรว์ลีย์ ทนายความของการ์เซีย ประสบความสำเร็จในการโต้แย้งว่าบาริสต้าคนหนึ่งไม่ได้วางแก้วเครื่องดื่มเหล่านั้นลงในถาดอย่างแน่นหนา และเมื่อนายการ์เซียรับเครื่องดื่มนั้น เครื่องดื่มร้อนจัดก็หกออกมาจนได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำร้อนลวกอย่างรุนแรง ทนายความของเขาระบุว่า เขาได้รับความเสียหายต่อร่างกายอย่างถาวรและเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

คดีฟ้องร้องกล่าวหาว่า สตาร์บัคส์ละเมิดหน้าที่ในการดูแล คณะลูกขุนของเขตลอสแองเจลิส เคาน์ตี้ เห็นด้วยและตัดสินให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลดังกล่าว ทนายความของการ์เซีย กล่าวในแถลงการณ์ต่อสำนักข่าวเอพีว่า “คำตัดสินของคณะลูกขุนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้สตาร์บัคส์ต้องรับผิดชอบต่อการละเลยความปลอดภัยของลูกค้าอย่างชัดเจนและการไม่ยอมรับความรับผิดชอบ”

ด้านสตาร์บัคส์กล่าวว่ามีแผนที่จะยื่นอุทธรณ์ และกล่าวในแถลงการณ์ต่อสื่อต่างๆ ว่า “เราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะลูกขุนที่ว่าเราต้องผิดในเหตุการณ์นี้ และเชื่อว่าค่าเสียหายดังกล่าวนั้นสูงเกินจริง” บริษัทกล่าวเสริมว่า “มุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด” ในการจัดการกับเครื่องดื่มร้อน

สตาร์บัคส์ได้โต้แย้งว่าการ์เซียไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามปกติด้วยตนเอง และความประมาทเลินเล่อและความประมาทเลินเล่อของเขาเองเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการหกของเครื่องดื่ม โดยบริษัทได้เคยยื่นข้อเสนอก่อนการพิจารณาคดีมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่อมาได้ยื่นข้อเสนอ 30 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อยุติคดี ในตอนแรกนายการ์เซียตกลงภายใต้เงื่อนไขที่ว่าบริษัทต้องขอโทษและแก้ไขมาตรฐานความปลอดภัย แต่ทนายความของการ์เซียปฏิเสธ.

ที่มา Fox News

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ชาวเซอร์เบียแสดงพลัง ประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุด 325,000 คน

ชาวเซอร์เบียแสดงพลัง ประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุด 325,000 คน

16 มี.ค. 2568 11:08 น.

ชาวเซอร์เบียแสดงพลัง ประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุด 325,000 คน

ประชาชนกว่า 3 แสนคน รวมตัวกันที่เมืองหลวงของเซอร์เบีย เพื่อประท้วงกรณีสถานีรถไฟถล่มที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย

ประชาชนหลายแสนคนรวมตัวกันที่เมืองหลวงของเซอร์เบีย เพื่อประท้วงกรณีสถานีรถไฟถล่มที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย แม้ว่ารัฐบาลจะระบุว่ามีผู้เข้าร่วม 107,000 คนทั่วกรุงเบลเกรด แต่ผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่ามีผู้มารวมตัวกัน 325,000 คน หรือมากกว่านั้น ทำให้เป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของเซอร์เบีย

เหตุการณ์สถานีรถไฟถล่มที่เมืองโนวีซาด เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทำให้เกิดความโกรธแค้นต่อรัฐบาลและประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ วูซิช ผู้ประท้วงกล่าวโทษว่าการทุจริตและการทำงานแบบมักง่ายเพื่อประหยัดงบประมาณ เป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิต

พวกเขาเชื่อว่าภัยพิบัติครั้งนี้สะท้อนถึงการถึงการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคก้าวหน้าของวูซิชมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการปรับปรุงสถานีรถไฟเมื่อไม่นานนี้

ประธานาธิบดีวูซิชกล่าวต่อประชาชนทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์และชื่นชมตำรวจ โดยเสริมว่าเขารู้สึกภูมิใจที่ “เราสามารถรักษาสันติภาพไว้ได้” เขาเสริมว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ผู้ประท้วงกำลังเรียกร้อง และกล่าวว่า “เราจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง” แม้จะมีการลาออกหลายครั้ง และวูซิชยืนกรานว่าเขาจะไม่ไปไหน แต่การประท้วงกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

โดยจัตุรัสสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของผู้ประท้วงจากสี่จุดรอบเมืองหลวงของเซอร์เบีย สำหรับการประท้วงที่มีชื่อเรียกว่า “15th for 15” เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ด้านกลุ่มผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่า มีผู้เข้าร่วมการประท้วง 275,000-325,000 คน “โดยมีโอกาสที่จำนวนผู้เข้าร่วมจะมากกว่านั้น” และระบุเพิ่มเติมว่า  “เนื่องจากการชุมนุมมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ มีพลวัต และโครงสร้างที่ไม่แน่นอนในบางส่วนของเมือง จึงไม่สามารถประเมินได้แม่นยำกว่านี้” 

สื่อเซอร์เบียรายงานว่ามีผู้ถูกจับกุม 22 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 56 คน ก่อนการประท้วงครั้งใหญ่ ก่อนหน้านี้ กลุ่มนักศึกษาได้เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสและความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ต่อเหตุการพังถล่มของหลังคาคอนกรีตและกระจกของสถานีรถไฟในเมืองโนวีซาด เมืองใหญ่อันดับสองของเซอร์เบีย ซึ่งได้รับการปรับปรุงและเปิดให้บริการใหม่โดยนายวูซิชในปี 2022

พวกเขาต้องการให้รัฐบาลเผยแพร่เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุง และบอกว่าพวกเขาไม่พอใจกับเอกสารที่ทางการได้เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ พวกเขายังต้องการให้ผู้ที่รับผิดชอบต่อเหตุครั้งนี้ถูกตั้งข้อหาและตัดสินลงโทษ อัยการได้ฟ้องร้องผู้คนอย่างน้อย 16 คน รวมถึงนายโกรัน เวซิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการก่อสร้าง

แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาคดี และนักศึกษาเหล่านี้ยืนกรานว่าพวกเขาจะดำเนินการประท้วงต่อไปจนกว่าทางการจะตอบสนองความต้องการทั้งหมดของพวกเขา

นายกรัฐมนตรีมิโลส วูเชวิช ประกาศลาออกเมื่อปลายเดือนมกราคม แต่รัฐสภายังไม่ให้การรับรอง และเขายังคงดำรงตำแหน่งต่อไป อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แท้จริงในเซอร์เบียอยู่ที่นายวูซิช ซึ่งยืนกรานว่าเขาจะไม่ไปไหน “ผมไม่ยอมถูกแบล็กเมล์” เขากล่าวในการแถลงข่าวก่อนการประท้วงครั้งใหญ่ว่า “ผมจะไม่ยอมให้เกิดการปูทางสู่อนาคตอันเลวร้ายของประเทศนี้”

วูซิชกล่าวถึงการประท้วงของนักศึกษาว่า “มีเจตนาดี” แต่เขาใช้คำพูดที่ดูไม่ค่อยดีนักสำหรับพรรคฝ่ายค้าน โดยเรียกพวกเขาว่าสมาชิกของ “กลุ่มอาชญากร” เขากล่าวหาว่าพรรคฝ่ายค้านพยายามบังคับให้จัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกาลที่ฉ้อฉล”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

รองปลัดฯถกคกก.นโยบายเกษตรฯ

รองปลัดฯถกคกก.นโยบายเกษตรฯ

รองปลัดฯถกคกก.นโยบายเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา ครั้งที่ 1/2568 โดยมี น.ส.เบญจพรชาครานนท์ คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายรัตนะ สวามีชัย คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนงานด้านเกษตรและสหกรณ์ใน จ.พะเยา และพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม ให้เกิดการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน เกษตรกรมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้ประชากรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีรายได้เพิ่ม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา ให้เป็นต้นแบบการทำเกษตรทุกมิติ อาทิ การมีระบบชลประทานที่ดี ดินดี ใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดูแลพื้นที่เพาะปลูก จนเกิดการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีมาตรฐาน ทุกกระบวนการผลิตไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ทรัพยากรเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จะนำไปเป็นต้นแบบส่งต่อองค์ความรู้ไปอีก 71 จังหวัด เพื่อให้เกิดเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ จ.พะเยา อาทิ 1.การทำนำข้าวหลากสี 2.ส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และโคเนื้อคุณภาพดี 3.การวางระบบกระจายน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เกษตรกรรม 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟอาราบิก้า ลิ้นจี่ ข้าวหอมมะลิ ถั่วเหลือง และการผลิตไผ่ Low Carbon 5.การพัฒนาแปลงต้นแบบการย่อยสลายตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก่อนเผาเพื่อลด PM2.5 และ 6.การผลักดันเกษตรกรสู่ Smart Farmer

‘อิทธิ’ยันพร้อมตรวจสอบ ทุเรียนตะวันออกส่งประเทศคู่ค้า

‘อิทธิ’ยันพร้อมตรวจสอบ  ทุเรียนตะวันออกส่งประเทศคู่ค้า

‘อิทธิ’ยันพร้อมตรวจสอบ ทุเรียนตะวันออกส่งประเทศคู่ค้า

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนย้อมสีไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 6/2568 ว่าได้ติดตามความก้าวหน้าตามมาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปจีนอย่างใกล้ชิด โดยขับเคลื่อนมาตรการป้องกันสารปนเปื้อน Basic Yellow 2 หรือ BY2 “Big Cleaning” เพื่อทำความสะอาดทุกสวนทุกโรงคัดบรรจุทั่วประเทศเตรียมความพร้อมป้องกันการปนเปื้อนสาร BY2 ในทุเรียนผลสดก่อนเปิดฤดูกาลทุเรียนตะวันออกรวมทั้งมาตรการ “4 ไม่” ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ 4.ไม่สีไม่มีสารเคมีต้องห้าม เพื่อรักษาคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยทุเรียนไทย สร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้าตลอดจนกรมวิชาการเกษตร ได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน (SOP) การควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติให้เป็นทิศทางเดียวกัน

“ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องชาวสวนทุเรียน ว่าเราได้เตรียมความพร้อมรองรับทุเรียนภาคตะวันออกผ่านมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยเน้นไปที่การ Big Cleaning และเร่งประชาสัมพันธ์ห้ามใช้สารต้องห้าม ซึ่งจากการลงพื้นที่ Big Cleaning จ.จันทบุรี ที่ผ่านมา พบว่าเกษตรกรมีความเข้าใจเป็นอย่างดี เชื่อว่าเกษตรกร ผู้ประกอบการ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะหากตรวจพบว่ามีสารปนเปื้อน ก็ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่อาจยังมีสารปนเปื้อนตกค้างอยู่ พร้อมกำชับให้เร่งหาสาเหตุการตกค้าง รายงานให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งเราได้รายงานให้สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ทราบ อย่างต่อเนื่องแล้ว” นายอิทธิ กล่าว

นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และจีน 8 แห่ง และเตรียมเพิ่มอีก 4 แห่ง เพื่อรองรับทุเรียนตะวันออกในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนนี้ อีกทั้งได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ ว่าสามารถให้บริการทดสอบตัวอย่างตรวจสอบสาร BY2 และสารแคดเมียม ได้มากกว่า 2,000 ตัวอย่างต่อวัน ดังนั้นขอให้พี่น้องเกษตรกรคลายความกังวลในช่วงพีคของฤดูกาล กระทรวงเกษตรฯ มั่นใจในการเตรียมความพร้อมรองรับทุเรียนภาคตะวันออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวจีนถึงคุณภาพและความปลอดภัยของทุเรียนไทย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ออกประกาศวันเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคตะวันออก ปี 2568 ดังนี้ พันธุ์กระดุม วันที่ 4 เมษายน พันธุ์พวงมณีและพันธุ์ชะนี วันที่ 10 เมษายน และพันธุ์หมอนทองวันที่ 30 เมษายน หากตัดทุเรียนก่อนวันประกาศเก็บเกี่ยว ต้องนำมาตรวจวัดน้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียนก่อน

ที่ปรึกษาฯหารือแก้ปัญหา ความเดือดร้อนประชาชน

ที่ปรึกษาฯหารือแก้ปัญหา ความเดือดร้อนประชาชน

ที่ปรึกษาฯหารือแก้ปัญหา ความเดือดร้อนประชาชน

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุมหารือ เรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนร่วมกัน ระหว่างสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมทั้งนายถาวร ทันใจ รองปลัดและกระทรวงเกษตรฯ นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายกฤษ อุตตมะเวทินผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ น.ส.เสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ม.ล.ปุณทริก สมิติ ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะ

ทั้งนี้ มีประเด็นการหารือ ดังนี้ 1.ผลกระทบและความเดือดร้อนจากการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำชี ใน จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร 2.ปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนและธุรกิจชุมชน 3.แนวทางการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าเกษตรปลอดภัย และ 4.ประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องสภาเกษตรแห่งชาติ และแนวทางการส่งเสริมบทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติ