แคลิฟอร์เนียรัฐแรก ยื่นฟ้องคำสั่งทรัมป์ ต่อต้านกำแพงภาษี

แคลิฟอร์เนียรัฐแรก ยื่นฟ้องคำสั่งทรัมป์ ต่อต้านกำแพงภาษี

17 เม.ย. 2568 06:42 น.

แคลิฟอร์เนียรัฐแรก ยื่นฟ้องคำสั่งทรัมป์ ต่อต้านกำแพงภาษี

แคลิฟอร์เนียกลายเป็นรัฐแรกที่ยื่นฟ้องร้องเพื่อต่อต้านมาตรการกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังสร้างความปั่นป่วนให้การค้าทั่วโลกอยู่ตอนนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 16 เม.ย. 2568 นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อท้าทายการใช้อำนาจฉุกเฉินที่โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ามอบอำนาจให้เขาในการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าของทุกประเทศทั่วโลกได้

แคลิฟอร์เนียเป็นดินแดนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลก มากกว่ารัฐอื่นๆ ของสหรัฐฯ และประเทศส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของส่วนแบ่งการผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตรขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ 82% ของอัลมอนด์ที่วางขายทั่วโลกก็มาจากรัฐแห่งนี้ นอกจากนั้น แคลิฟอร์เนียยังเป็นผู้ผลิตอาร์ติโชค, ลูกฟิก, มะกอก, วอลนัท และลูกเกดเพียงรายเดียวในสหรัฐฯ ด้วย

ในการประกาศเรื่องการฟ้องร้อง นายนิวซัมซึ่งจัดงานแถลงข่าวร่วมกับร็อบ บอนตา อัยการสูงสุดของรัฐ ที่สวนอัลมอนด์ กล่าวว่า แคลิฟอร์เนียได้รับผลกระทบอย่างไม่เหมาะสมเนื่องจากมาตรการเก็บภาษีนำเข้า และนั่นเป็นเหตุผลที่รัฐของเขาจะเป็นผู้นำในการฟ้องร้องต่อต้านกำแพงภาษีนี้

“นี่คือสภาพจิตใจของเรา” ผู้ว่าฯ นิวซัม กล่าว “นี่คือเหตุผลที่เราออกมาแสดงสิทธิ์ของเราในนามของชาวอเมริกันกว่า 40 ล้านคน” โดยนับตั้งแต่นายทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม รัฐแคลิฟอร์เนียได้ยื่นฟ้องร้องต่อต้านมาตรการต่างๆ ของนายทรัมป์ไปแล้วถึง 15 คดี

อนึ่ง จนถึงตอนนี้ นายทรัมป์บังคับใช้มาตรการเก็บภาษีอะลูมิเนียมและเหล็กกล้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จากทุกประเทศทั่วโลก ในอัตรา 25%, เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาบางรายการ 25%, เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราสูงถึง 145%, เก็บภาษีรถยนต์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ 25% และเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐานต่อสินค้าจากทั่วโลก 10%

เอกสารฟ้องร้องคดีล่าสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นการพยายามโต้แย้งเรื่องที่โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกมาตรการกำแพงภาษี โดยคำร้องโต้แย้งว่า กฎหมายนี้ไม่เคยถูกใช้เพื่อออกภาษีเช่นนี้มาก่อน และอำนาจแบบนั้นควรเป็นของสภาคองเกรส

คำฟ้องยังอ้างคำตัดสินของศาลสูงสุดหลายกรณี ที่คัดค้านความพยายามของรัฐบาลไบเดน ที่จะล้างหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักศึกษาในสหรัฐฯ โดยศาลระบุว่า ความพยายามของนายไบเดน เป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง

ด้านทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้นายนิวซัม โดยยืนยันว่ามาตรการภาษีจะช่วยปรับสมดุลให้แก่การค้าระหว่างประเทศ และว่ารัฐบาลจะแก้ไขความฉุกเฉินแห่งชาตินี้ ซึ่งกำลังทำลายอุตสาหกรรมอเมริกาต่อไป

“แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาเรื่องอาชญากรรม, คนไร้บ้าน และสินค้าราคาแพง เกวิน นิวซัมกลับใช้เวลาของเขาพยายามขัดขวางความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ในที่สุดก็จะแก้ไขปัญหาฉุกเฉินแห่งชาติเรื่องการขาดดุลการค้าของประเทศเราที่ยืดเยื้อมานานเสียที” นายคุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาวกล่าว

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของเขาจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันซื้อของที่ผลิตในประเทศมากขึ้น, เพิ่มเงินภาษีที่เก็บได้ และนำการลงทุนในระดับสูงเข้าสู่ประเทศ

แต่นักวิเคราะห์หลายคนกังวลว่า การนำการผลิตกลับเข้าสู่สหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องซับซ้อน และอาจต้องใช้เวลานานหลายสิบปี แต่ระหว่างนั้น เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

2 โจ๋เบลเยียมถูกจับในเคนยา เตรียมลักลอบส่งออก “มด” 5,000 ตัว

2 โจ๋เบลเยียมถูกจับในเคนยา เตรียมลักลอบส่งออก “มด” 5,000 ตัว

17 เม.ย. 2568 04:44 น.

2 โจ๋เบลเยียมถูกจับในเคนยา เตรียมลักลอบส่งออก “มด” 5,000 ตัว

2 วัยรุ่นชาวเบลเยียม ถูกจับในเคนยาโทษฐานพยายามลักลอบส่งออกมดกว่า 5,000 ตัวไปยุโรปและเอเชีย เจ้าตัวอ้างไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายลอร์นอย เดวิด กับ เซปเปอ โลเดอเวกซ์ 2 วัยรุ่นชาวเบลเยียมอายุ 19 ปี ถูกจับกุมตัวในประเทศเคนยาเมื่อวันที่ 5 เม.ย. พร้อมกับของกลางเป็นมดจำนวนกว่า 5,000 ตัว อยู่ภายในหลอดทดลองที่บ้านพักของพวกเขา และทั้งคู่ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันอังคารที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา

อนึ่ง มดดังกล่าวถูกเก็บอยู่ในหลอดทดลองจำนวน 2,244 หลอดที่พบในบ้านพักดังกล่าว โดยในหลอดมีการใส่สำลีเอาไว้ เพื่อให้พวกมดสามารถมีชีวิตรอดได้นานหลายเดือน

นายเดวิดกับนายโลเดอเวกซ์ ขึ้นศาลกรุงไนโรบี ในสภาพอิดโรย และมีครอบครัวเข้ามาช่วยปลอบประโลม โดยทั้งคู่ยอมรับความผิด แต่บอกกับผู้พิพากษาด้วยว่า พวกเขาเก็บสะสมมดเพื่อความสนุก โดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ลอร์นอย เดวิด กับ เซปเปอ โลเดอเวกซ์ อยู่ในศาลที่กรุงไนโรบี
ลอร์นอย เดวิด กับ เซปเปอ โลเดอเวกซ์ อยู่ในศาลที่กรุงไนโรบี

ขณะเดียวกัน มีผู้ต้องหาคดีอื่นอีก 2 คนถูกนำตัวขึ้นศาลเดียวกันนี้ด้วย โดยเป็นชายชาวเวียดนามและชาวเคนยา พวกเขาถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายออกจากเคนยา โดยทั้งคู่จะถูกจับพร้อมกับของกลางเป็นมดกว่า 400 ตัว

สำนักงานสัตว์ป่าเคนยา (KWS) ระบุว่า ชายทั้ง 4 คนนี้ เกี่ยวข้องกับการลักลอบขนมดไปยังตลาดในยุโรปและเอเชีย โดยมดที่ถูกส่งไปมีหลากหลายสายพันธุ์รวมทั้ง มดเมล็ดพืช (Messor cephalotes) ซึ่งเป็นมดขนาดใหญ่ตัวสีแดง และมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกาตะวันออก

ทั้งนี้ การส่งออกมดเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเคนยา ซึ่งไม่เพียงบ่อนทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในเคนยา แต่มันยังทำให้ชุมชนท้องถิ่นและสถาบันวิจัยต่างๆ เสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางระบบนิเวศที่อาจเกิดขึ้นได้ไปด้วย

ในอดีต เคนยาต่อสู้กับการลักลอบส่งออกอวัยวะสัตว์ป่าขนาดใหญ่ของสัตว์สายพันธุ์ใหญ่อย่างเช่น ช้าง, แรด, ตัวนิ่ม และอื่นๆ แต่ในตอนนี้การลักลอบส่งออกสัตว์ขนาดเล็กหรือสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ทางการเคนยาต้องรับมือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัฐมนตรีอิสราเอลเผย กองทัพจะอยู่ในกาซาต่อหลังสงครามจบลง

รัฐมนตรีอิสราเอลเผย กองทัพจะอยู่ในกาซาต่อหลังสงครามจบลง

17 เม.ย. 2568 03:23 น.

รัฐมนตรีอิสราเอลเผย กองทัพจะอยู่ในกาซาต่อหลังสงครามจบลง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลยืนยันว่า ทหารของพวกเขาจะอยู่ในเขตความมั่นคงในฉนวนกาซาต่อไป แม้ว่าหลังจากนี้สงครามจะจบลงก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศอิสราเอล เปิดเผยในวันพุธที่ 16 เม.ย. 2568 ว่า ทหารของพวกเขาจะประจำการในพื้นที่ที่เรียกว่า “เขตความมั่นคง” (security zone) ภายในฉนวนกาซาต่อไป ถึงแม้ว่าหลังจากนี้สงครามจะจบลงก็ตาม

นายคัตซ์ระบุว่า เขตความมั่นคงดังกล่าว ซึ่งก่อตั้งจากพื้นที่ขนาดใหญ่ในฉนวนกาซาที่ทหารยึดเอาไว้ จะเป็นพื้นที่กันชนที่ปกป้องชุมชนชาวอิสราเอลในสถานการณ์ชั่วคราวหรือถาวร และพื้นที่ 10% ของฉนวนกาซาได้ถูกเพิ่มเข้าไปในเขตความมั่นคงแล้ว นับตั้งแต่กองทัพของพวกเขาเริ่มปฏิบัติการทางทหารในกาซาอีกครั้งเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน

นอกจากนั้น อิสราเอลจะปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซาต่อไป เพื่อกดดันกลุ่มฮามาสให้ปล่อยตัวประกัน โดยปัจจุบันการปิดกั้นดำเนินมานาน 6 สัปดาห์แล้ว แม้องค์การสหประชาชาติจะออกมาเตือนถึงผลกระทบร้ายแรงที่อาจตามมาก็ตาม

ในวันพุธ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) เป็นองค์กรระหว่างประเทศรายล่าสุดที่ออกมาเตือนถึงผลกระทบจากปฏิบัติการของอิสราเอล โดยระบุว่า กาซาได้กลายเป็นสุสานขนาดใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ และผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือพวกเขาแล้ว

“เรากำลังเป็นประจักษ์พยานของการทำลายล้างและการบังคับอพยพประชากรทั้งหมดในกาซา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้” เจ้าหน้าที่ประสานงานของ MSF ในกาซากล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาสระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,650 ศพแล้ว นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 มี.ค.

ขณะที่องค์การสหประชาชาติเผยว่า ตอนนี้ดินแดนกาซากว่า 69% อยู่ภายใต้คำสั่งอพยพของกองทัพอิสราเอล โดยชาวปาเลสไตน์กว่า 500,000 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นอีกครั้ง โดยไม่มีที่ปลอดภัยให้เดินทางไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธ.เฟดเตือน ภาษีทรัมป์อาจทำธนาคารกลางสหรัฐฯ ลำบากสุดในรอบ 50 ปี

ปธ.เฟดเตือน ภาษีทรัมป์อาจทำธนาคารกลางสหรัฐฯ ลำบากสุดในรอบ 50 ปี

17 เม.ย. 2568 01:54 น.

ปธ.เฟดเตือน ภาษีทรัมป์อาจทำธนาคารกลางสหรัฐฯ ลำบากสุดในรอบ 50 ปี

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกโรงเตือนว่า มาตรการกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจกระทบเศรษฐกิจอย่างหนัก จนเฟดตกที่นั่งลำบากที่สุดในรอบกว่า 50 ปี

เมื่อวันพุธที่ 16 เม.ย. 2568 นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกโรงเตือนว่าสงครามการค้าอันปั่นป่วนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำให้เฟดตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ

“ระดับการเพิ่มขึ้นของภาษีนำเข้าที่ประกาศออกมาจนถึงตอนนี้นั้น สูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้อย่างมีนัยสำคัญ” นายพาวเวลล์กล่าว ที่งานอีเวนต์ซึ่งจัดโดยชมรมเศรษฐกิจแห่งชิคาโก (Economic Club of Chicago) “เราอาจพบว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทายที่เป้าหมายหลักทั้งสองของเราอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด”

ทั้งนี้ เป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ คือส่งเสริมให้เกิดอัตราจ้างงานเต็มจำนวน และควบคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป แต่ภาษีของนายทรัมป์กำลังคุกคามเป้าหมายทั้งสอง แต่ตอนนี้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงประคองตัวอยู่ ทำให้เฟดยังสามารถใจเย็นได้บ้าง

นายพาวเวลล์บอกว่า มาตรการที่ดีที่สุดที่เฟดใช้ได้ตอนนี้คือ การรอดูสถานการณ์จนกว่าข้อมูลจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตอบสนองต่อนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างไร ขณะที่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ของเฟดระบุว่า พวกเขาอาจเพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้นอยู่กับความต้องการของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดกันว่า ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นที่มาตรการภาษีของนายทรัมป์จะทำให้อัตราเงินเฟ้อกับอัตราว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง โดยหากมาตรการภาษีต่างตอบแทนที่บังคับใช้ชั่วขณะในวันที่ 9 เม.ย. กลับมาบังคับใช้อีกครั้งในเดือนกรกฎาคม

จนถึงตอนนี้ นายทรัมป์บังคับใช้มาตรการเก็บภาษีอะลูมิเนียมและเหล็กกล้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จากทุกประเทศทั่วโลก ในอัตรา 25%, เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาบางรายการ 25%, เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราสูงถึง 145%, เก็บภาษีรถยนต์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ 25% และเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐานต่อสินค้าจากทั่วโลก 10%

อนึ่ง ในช่วงยุค 70 ถึงต้น 80 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญช่วงเวลาที่อัตราว่างงานสูง ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวแต่อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้นแตะ 2 หลัก ซึ่งสถานการณ์นี้เรียกว่า “stagflation” โดยประธานเฟดในตอนนั้นเลือกที่จะคุมอัตราเงินเฟ้อถึงแม้ว่าจะสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจบ้างก็ตาม

สถานการณ์ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีโอกาสที่จะดำเนินไปในทิศทางนั้น โดยนายพาวเวลล์กล่าวว่า หาก stagflation เกิดขึ้นจริง พวกเขาจะพิจารณาว่าเศรษฐกิจอยู่ห่างจากเป้าหมายทั้งสองมากแค่ไหน และประเมินช่วงเวลาที่ช่องว่างเหล่านั้นคาดว่าจะปิดลง

เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หลายคนบอกก่อนหน้านี้ว่า เฟดควรจับตาความเห็นของประชาชนที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งตอนนี้กำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า เงินเฟ้อต้องเพิ่มขึ้นแค่ไหน จึงจะทำให้เฟดมีความเคลื่อนไหวเพื่อรับมือสถานการณ์ โดยในปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ 2% เล็กน้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หมอเยอรมนีโดนตั้งข้อหาฆาตกรรม วางยาสังหารคนไข้ 15 ศพ

หมอเยอรมนีโดนตั้งข้อหาฆาตกรรม วางยาสังหารคนไข้ 15 ศพ

16 เม.ย. 2568 23:42 น.

หมอเยอรมนีโดนตั้งข้อหาฆาตกรรม วางยาสังหารคนไข้ 15 ศพ

แพทย์ชาวเยอรมันถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ฐานวางยาสังหารคนไข้ในความดูแลของตัวเองอย่างน้อย 15 ศพ พยายามเผาที่อยู่ของพวกเขาเพื่อทำลายหลักฐาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แพทย์วัย 40 ปี ผู้มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมหลายกระทง ฐานวางยาสังหารคนไข้ของเขาถึง 15 ศพ นอกจากนั้นเขายังถูกกล่าวหาด้วยว่า จุดไฟเผาบ้านหรือห้องพักของผู้ที่อาจเป็นเหยื่อของเขาถึง 5 แห่ง เพื่อปกปิดร่องรอยไม่ให้สาวมาถึงตัวเขา

นายแพทย์ซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้นี้ ถูกกล่าวหาว่า ฆาตกรรมคนไข้หญิง 12 ราย กับคนไข้ชาย 3 รายระหว่างเดือนกันยายน 2564 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2567 โดยทั้งหมดมีอายุระหว่าง 25-94 ปี แต่อัยการในกรุงเบอร์ลินเชื่อว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากเขาเคยไปดูแลคนไข้ตามบ้านในหลายรัฐของเยอรมนี

แถลงการณ์ของอัยการระบุว่า ชายคนนี้ให้ยาคนไข้หลายชนิดทั้งยาสลบและยาคลายกล้ามเนื้อ โดยที่คนไข้ไม่รู้ตัว โดยยาคลายกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจเป็นอัมพาต ทำให้ระบบทางเดินหายใจหยุดทำงาน ส่งผลให้คนไข้เสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาที

แพทย์รายนี้ถูกกล่าวหาว่า เคยสังหารคนไข้ถึง 2 ศพในวันเดียวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 คนหนึ่งเป็นชายชราอายุ 75 ปี ที่บ้านของเขาในย่านใจกลางกรุงเบอร์ลิน ส่วนอีกรายเป็นหญิงอายุ 76 ปี อาศัยอยู่ในย่านใกล้เคียงกัน โดยใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมง

อัยการบอกอีกว่า ผู้ต้องหารายนี้พยายามจุดไฟเผาอพาร์ตเมนต์ของหญิงชราวัย 76 ปีดังกล่าวแต่ไม่สำเร็จ ก่อนจะติดต่อหาญาติของหญิงรายนี้แล้วแสร้งทำเป็นว่า ตนเองมาถึงหน้าอพาร์ตเมนต์แล้วแต่กดสัญญาณเรียกแล้วไม่มีการตอบรับ

ชายคนนี้ถูกจับกุมตัวในเดือนสิงหาคม 2567 โดยในตอนแรกตำรวจเชื่อว่าเขาสังหารคนไข้ในความดูแลไป 4 ราย แต่การสืบสวนหลังจากนั้นทำให้พบการเสียชีวิตที่น่าสงสัยเพิ่มเติม และเจ้าหน้าที่กำลังวางแผนจะขุดร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก เพื่อตรวจสอบว่าเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลสูงสุด UK ชี้ขาด คำจำกัดความผู้หญิงตามกฎหมาย ไม่รวมหญิงข้ามเพศ

ศาลสูงสุด UK ชี้ขาด คำจำกัดความผู้หญิงตามกฎหมาย ไม่รวมหญิงข้ามเพศ

16 เม.ย. 2568 22:42 น.

ศาลสูงสุด UK ชี้ขาด คำจำกัดความผู้หญิงตามกฎหมาย ไม่รวมหญิงข้ามเพศ

ศาลสูงสุดสหราชอาณาจักรตัดสินชี้ขาดว่า คำจำกัดความของผู้หญิงตามกฎหมาย ไม่รวมหญิงข้ามเพศ สิ้นสุดการฟ้องร้องปมขัดแย้งเรื่องสิทธิสตรีกับคนข้ามเพศ ในกฎหมายความเท่าเทียม

เมื่อวันพุธที่ 16 เม.ย. 2568 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักรทั้ง 5 คน ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า คำจำกัดความของผู้หญิงในกฎหมายความเท่าเทียม สื่อถึงผู้หญิงในเชิงชีววิทยาและเพศทางชีววิทยาเท่านั้น ไม่รวมหญิงข้ามเพศ (trans woman)

ปมความขัดแย้งในคดีนี้คือคำถามที่ว่า ผู้หญิงข้ามเพศที่มี “ใบรับรองการยอมรับเพศสภาพ” (gender recognition certificate – GRC) ซึ่งให้การยอมรับทางกฎหมายว่าคนผู้นั้นเป็นเพศหญิง จะได้รับความคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติเฉกเช่นผู้หญิงภายใต้กฎหมายความเท่าเทียมฉบับปี 2553 (Equality Act 2010) หรือไม่

กลุ่ม “For Women Scotland” นักเคลื่อนไหวในสกอตแลนด์ยื่นเรื่องฟ้องร้องในปี 2561 โดยโต้แย้งว่า สิทธิ์เหล่านั้นควรปกป้องเพียงผู้ที่มีเพศหญิงตั้งแต่เกิด แต่รัฐบาลสกอตแลนด์ระบุว่า หญิงข้ามเพศที่มีใบรับรอง GRC คือผู้หญิงตามกฎหมาย และควรได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายนี้เช่นเดียวกัน

คำตัดสินของศาลสูงสุดซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 88 หน้า ระบุว่า ผู้ที่มีเพศสภาพ (gender) เป็นหญิง และมีใบรับรอง GRC ไม่อยู่ในขอบเขตคำจำกัดความของคำว่าผู้หญิง ภายใต้กฎหมายความเท่าเทียม 2553 และคำแนะนำทางกฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีสกอตแลนด์นั้นไม่ถูกต้อง

การกำหนดเพศสภาพใหม่ กับเพศ (sex) เผชิญกับการแบ่งแยกและความไม่เท่าเทียมที่แตกต่างกัน คำจำกัดความของเพศ ภายใต้กฎหมายความเท่าเทียมบอกไว้ชัดเจนว่า แนวคิดเรื่องเพศมีเพียง 2 คือ คนหนึ่งจะเป็นได้เพียงเพศชายหรือเพศหญิง

การตีความคำว่า “เพศ” (sex) ว่า “เพศที่ได้รับการรับรอง” นั้น จะขัดแย้งกับคำจำกัดความของผู้ชายกับผู้หญิง การบังคับใช้กฎหมายความเท่าเทียม 2553 จึงอาจไม่สอดคล้องและไม่สามารถปฏิบัติได้

ผู้พิพากษา แพทริก ฮอดจ์ คำตัดสินของศาลนี้ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใดหรือกลุ่มใดในสังคม โดยแลกกับการสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น โดยเหล่าผู้พิพากษาได้ข้อสรุปว่า การตีความข้อกำหนดในกฎหมายความเท่าเทียม ไม่ได้สร้างความเสียเปรียบให้แก่กลุ่มคนข้ามเพศ ไม่ว่าจะมีใบรับรอง GRC หรือไม่ก็ตาม

ผู้พิพากษาย้ำด้วยว่า คนข้ามเพศจะยังได้รับความคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป

ด้านกลุ่ม For Women Scotland ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีกับคำตัดสินของศาลสูงสุด หลังจากต่อสู้ทางกฎหมายมาอย่างยาวนาน ในขณะที่องค์กรการกุศล “Scottish Trans” ผู้สนับสนุนกลุ่มคนข้ามเพศในสกอตแลนด์ ออกมาเรียกร้องให้ผู้คนอยู่ในความสงบ

ขณะที่รัฐบาลสกอตแลนด์ระบุว่า พวกเขาจะทำงานร่วมกับรัฐบาลกลาง เพื่อทำความเข้าใจคำตัดสินของศาลทั้งหมดต่อไป

ที่มา : bbc

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

“นฤมล”พร้อม 2 รมช .เกษตรฯ รับฟังปัญหากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ในประเทศ กว่า 60 องค์กร กังวลรัฐบาลนำเข้าเนื้อสหรัฐฯ รับปากส่งข้อมูลให้นายกฯ เดินหน้าแก้ปัญหาเจรจากับทางการสหรัฐอเมริกา

วันนี้ (17 เม.ย.) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในประเทศ กว่า 60 องค์กร บุกยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ สะท้อนความกังวลใจ ภายหลังรัฐบาลมีแผนเปิดช่องให้สหรัฐอเมริกา นำเข้าเนื้อโคเพื่อแลกกับสินค้าบางรายการที่ขาดดุลการค้า ยอมรับหากนำเข้า ก็จะยิ่งกระทบตลาดในประเทศ ที่ปัจจุบันมีการทุ่มตลาดจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ด้าน รมว.เกษตรฯ รับหนังสือข้อเรียกร้องเตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาปรับแผนเจรจา ลดผลกระทบเกษตรกร

ทั้งนี้ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และสมาชิกเกษตรกร  ผู้เลี้ยงโคเนื้ออีกกว่า 60 องค์กร รวมตัวกันบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคจากสหรัฐฯ ตามที่ภาคเอกชน และรัฐบาลไทย จัดทำแผนไว้เพื่อยื่นข้อเสนอเจรจามาตรการทางภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา เบื้องต้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมหารือ รับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ และรับหนังสือข้อเรียกร้องไว้พิจารณา เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม ตัวแทนสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สะท้อนว่าหากมีการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคมากขึ้น อาจเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ 1.4 ล้านครัวเรือน โคเนื้อ 9.6 ล้านตัว ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ยอมรับว่าปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเนื้อแดงและเครื่องในจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อและเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อเกรดพรีเมี่ยม และยังขัดต่อกฎหมายไทยที่ห้ามการเลี้ยงสัตว์ด้วยสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งสหรัฐมีการใช้สารดังกล่าวในการเลี้ยงโคเนื้อ

ด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะนำส่งให้คณะทำงานและทีมเจรจา ที่นายกฯ ได้มอบหมาย และหลังจากนี้จะพูดคุยเพื่อสะท้อนปัญหาข้อกังวลของเกษตรกร เพื่อหาแนวทางในการปรับแผนเจรจาไม่ให้ผลส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรต่อไป

นอกจากนี้ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า ในเบื้องต้น หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจาเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัวและเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่มีความต้องการอยู่มาก

015

‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

'สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร'บุก'ก.เกษตรฯ'ยื่น'นฤมล'ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.02 น.

สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เข้ายื่นหนังสือ’นฤมล’คัดค้านการนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านกลุ่มมวลชนจากสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกว่า 60 กลุ่มจากทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันหน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อที่จะเข้ายื่นหนังสือต่อ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการคัดค้านนโยบายการเปิดการการนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคจากสหรัฐอเมริกา หลังการประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

โดยนายสัตวแพทย์ วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย สมาชิกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรโคเนื้อไม่เคยสร้างปัญหาในด้านการส่งออกกับสหรัฐอเมริกา และที่ต้องคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคจากอเมริกาเนื่องจากเนื้อโคจากสหรัฐอเมริกา มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งขัดกับกฏหมายของประเทศไทย และจะส่งผลถึงความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศไทย อีกทั้งที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงโคยังได้ช่วยเหลือ และอุดหนุนสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะเปิดนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองในมาตรการด้านภาษี ลดการขาดดุลด้านการค้า มองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกว่า 1.4 ล้าน ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ที่ปัจจุบันต้องเผชิญปัญหาราคาโคตกต่ำจากการแข่งขันในตลาดจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อ และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อเกรดพรีเมียม

ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจา เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัว และเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่มีความต้องการอยู่มาก

นอกจากนี้ ทางฟากฝั่งของผู้ผลิตอาหารสัตว์ นายสมภพ เอื้อทรงธรรม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ธุรกิจอาหารสัตว์ในประเทศไทย มีปริมาณการผลิต 21 ล้านตันต่อปี แต่ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเติบโตราว 1.1% ต่อปีเท่านั้น เพราะข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่ไม่มากพอ โดยสามารถผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออกได้เพียง 2% จากผลผลิตอาหารสัตว์ทั่วโลก 1,200 ล้านตัน หากรัฐบาลมีแผนการนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเครื่องในสัตว์ เพื่อใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ ก็จะส่งผลดี อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อการส่งออก มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

สำหรับการมาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโควันนี้เพื่อเป็นการยืนยันถึงผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับ จากมาตรการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องใน ไม่ใช่วัตถุดิบที่น่าจะนำมาผลิตอาหารสัตว์ ขณะที่การเคลื่อนไหวหลังจากนี้ ในช่วงบ่ายวันนี้ทางกลุ่มสมาคมสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรผู้เลี้ยงโค จะเข้ายื่นหนังสือต่อ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และในวันที่ 22 เม.ย.2568 จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้ทบทวนมาตรการนำเข้าเนื้อโคดังกล่าวด้วย

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.12 น.

รมช.เกษตรฯ มุ่งพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือถูกปล่อยร้าง โดยเฉพาะโรงเรียนเก่า พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง

วันนี้ (17 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงก่อนหน้านี้ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหม่นคร พร้อมเยี่ยมชมการใช้ประโยชน์พื้นที่ภายในโรงเรียนบ้านโป่ง ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหม่นคร หมู่ 8 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งทาง รมช.เกษตรฯ เล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือถูกปล่อยร้าง โดยเฉพาะโรงเรียนเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้พื้นที่แล้ว จึงมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา สำรวจโรงเรียนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานและไม่ได้นำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ มาพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่

ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ออกสำรวจและหารือถึงแนวทางการดำเนินงาน จนมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว นำมาทำการแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ โดยใช้เป็นฐานเรียนรู้องค์ความรู้ด้านข้าว เป็นศูนย์จัดการดินและปุ๋ย ฐานเรียนรู้ด้านประมงและปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป

015

ผบ.ทอ.เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินโครงการวิ่งการกุศล ‘วิ่งติดปีก แชริตี้รัน ครั้งที่ 2’

ผบ.ทอ.เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินโครงการวิ่งการกุศล 'วิ่งติดปีก แชริตี้รัน ครั้งที่ 2'

ผบ.ทอ.เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินโครงการวิ่งการกุศล ‘วิ่งติดปีก แชริตี้รัน ครั้งที่ 2’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.05 น.

พลอากาศเอก พันธ์ภักดี  พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินโครงการวิ่งการกุศล “วิ่งติดปีก แชริตี้รัน ครั้งที่ 2” (Run with wings#2) ณ ห้องรับรองบริพัตร บก.ทอ.ในวันอังคารที่ 8 เมษายน 2568

โดยมี ดร.ณฤมล  ธรรมวัฒนะ ประธานมูลนิธิตลาดยิ่งเจริญ ร่วมกับ พล.อ.อ.มานะ ประสพศรี ประธานอนุกรรมการฝ่ายส่งเสริมกิจกรรมพิเศษในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย ประธานจัดงานวิ่งการกุศลวิ่งติดปีกแชริตี้รัน ครั้งที่ 2 และคณะกรรมการจัดงาน ร่วมมอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้กับกรมแพทย์ทหารอากาศเพื่อโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) ทั้งนี้ได้มีองค์กรและผู้บริจาคเพิ่มเติมได้แก่ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) โดยคุณณัฐสิทธิ์ ปุ่นโคมลอย (รักษาการผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขาย Gas Shop) จำนวน 50,000 บาท ตลาดถนอมมิตร โดยคุณบุปผา กายตะวัน จำนวน 50,000 บาท คุณศิริธัช โรจนพฤกษ์ จำนวน 50,000 บาท และ คุณทศพล วชิรเดชา จำนวน 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,170,000 บาท

สำหรับโครงการวิ่งการกุศล วิ่งสืบสานพระราชปณิธานของพ่อ “วิ่งติดปีก แชริตี้รัน ครั้งที่ 2″ ถูกจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสัมพันธภาพ ของชุมชนชาวสะพานใหม่-ดอนเมือง และประชาชนโดยทั่วไป เพื่อจัดหารายได้มอบให้กับโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในย่าน สะพานใหม่-ดอนเมือง และสนับสนุนการ พัฒนาเยาวชนของชาติผ่านสภาลูกเสือไทย