อิสราเอลยอมรับ ทหารผิดพลาดสังหาร จนท.ฉุกเฉิน 15 ศพในกาซา

อิสราเอลยอมรับ ทหารผิดพลาดสังหาร จนท.ฉุกเฉิน 15 ศพในกาซา

7 เม.ย. 2568 05:15 น.

อิสราเอลยอมรับ ทหารผิดพลาดสังหาร จนท.ฉุกเฉิน 15 ศพในกาซา

กองทัพอิสราเอลยอมรับทำผิดพลาด เหตุยิงขบวนรถเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินดับ 15 ศพ และอ้างว่าที่นำศพไปฝังใต้ผืนทรายก็เพื่อปกป้องศพจากสัตว์ป่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 เม.ย. 2568 ว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกมายอมรับว่า ทหารของพวกเขาทำผิดพลาด กรณียิงขบวนรถฉุกเฉิน ซึ่งประกอบด้วยรถพยาบาลจากสมาคมเสี้ยววงเดือนแดง (PRCS), รถขององค์การสหประชาชาติ และรถดับเพลิงจากสำนักงานป้องกันพลเรือนในกาซา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ศพ

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้เมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เมื่อ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยตอนแรก IDF อ้างว่า ทหารของพวกเขาเปิดฉากยิงเนื่องจากขบวนรถวิ่งเข้าหาพวกเขาอย่างน่าสงสัยท่ามกลางความมืด โดยไม่มีการเปิดไฟหน้ารถหรือไฟฉุกเฉิน

แต่ในเวลาต่อมา PRCS เผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถ่ายโดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต แสดงให้เห็นว่า รถในขบวนมีการติดสัญลักษณ์ของหน่วยงาน และเปิดทั้งไฟหน้ากับไฟฉุกเฉินอย่างชัดเจน ในขณะที่พวกเขากำลังเดินทางไปยังรถคันหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บ แต่เมื่อเดินทางไปถึง พวกเขากลับถูกทหารอิสราเอลยิงโจมตีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

ในการแถลงข่าวเมื่อคืนวันเสาร์ (5 เม.ย.) IDF ยังคงยืนยันว่า เจ้าหน้าที่การแพทย์อย่างน้อย 6 คนที่มากับขบวนรถนี้ มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮามาส แต่จนถึงตอนนี้ IDF ก็ยังไม่แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของพวกเขา โดยกองทัพอิสราเอลยอมรับด้วยว่า เจ้าหน้าที่ที่มากับขบวนรถไม่ได้ติดอาวุธ

IDF อ้างว่า ในวันเกิดเหตุ ทหารเพิ่งยิงรถคันหนึ่งซึ่งมีสมาชิกกลุ่มฮามาสอยู่ 3 คน จากนั้นขบวนรถพยาบาลก็เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ โดยที่ทีมลาดตระเวนทางอากาศแจ้งกับทหารภาคพื้นดินว่า ขบวนรถเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างน่าสงสัย

IDF ระบุต่อว่า เมื่อขบวนรถหยุดใกล้กับรถของกลุ่มฮามาส ทหารจึงทึกทักไปเองว่าพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงและเปิดฉากยิง โดยไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าทีมเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินมีอาวุธหรือไม่ นอกจากนั้น กองทัพอิสราเอลยอมรับด้วยว่า คำกล่าวอ้างของพวกเขาก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ขบวนรถวิ่งเข้ามาโดยไม่เปิดไฟนั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริง

หลังเกิดเหตุ ทหารอ้างว่านำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ศพไปฝังไว้ใต้ผืนทรายเพื่อปกป้องศพจากสัตว์ป่า ส่วนรถในขบวนถูกนำออกไปแล้วนำไปฝังในวันต่อมาเพื่อเปิดถนน

ศพของเจ้าหน้าที่ถูกพบในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา เนื่องจากองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงสหประชาชาติ ไม่สามารถหาเส้นทางปลอดภัยเพื่อเข้าถึงจุดที่เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้หายตัวไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เยอรมนีเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัย หลังพบ 3 ศพถูกสังหารในบ้าน

เยอรมนีเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัย หลังพบ 3 ศพถูกสังหารในบ้าน

7 เม.ย. 2568 03:48 น.

เยอรมนีเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัย หลังพบ 3 ศพถูกสังหารในบ้าน

ตำรวจเยอรมนีเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัย หลังจากพบผู้เสียชีวิต 3 ศพอยู่ภายในบ้านหลังหนึ่งในเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกของประเทศ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 เม.ย. 2568 โฆษกตำรวจเยอรมนีบอกกับสื่อท้องถิ่นอย่างดีพีเอ (DPA) ว่า เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย หลังจากพบผู้เสียชีวิต 3 ศพถูกสังหารอยู่ภายในอาคารที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งในเมืองไวเทอเฟลด์ (Weitefeld) ในรัฐไรน์ลันท์-ฟัลทซ์ ทางตะวันตกของประเทศ

โฆษกตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินในเวลา 3.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้หลบหนีไปตอนที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่ออกคำแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่แต่ในบ้าน และเตือนผู้คนไม่ให้รับผู้ที่โบกรถเพื่อขอโดยสารไปด้วย

เจ้าหน้าที่กองกำลังเฉพาะกิจถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุแล้ว และมีการใช้เฮลิคอปเตอร์อย่างน้อย 1 ลำร่วมในการค้นหาด้วย

สื่อท้องถิ่นรายงานอีกว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านของครอบครัวหนึ่ง โดยผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ศพประกอบด้วยชาย 2 หญิง 1 ซึ่งโฆษกตำรวจไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธว่ามีเด็กรวมอยู่ในกลุ่มผู้เคราะห์ร้ายด้วยหรือไม่

นายคาร์ล-ไฮน์ซ เคสเลอร์ นายกเทศมนตรีเมืองไวเทอเฟลด์กล่าวว่า เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในชุมชนเล็กๆ ของเขา เขารู้จักผู้คนในหมู่บ้านของเขาดี และบ้านหลังที่เกิดเหตุมีผู้หญิงคนหนึ่งกับผู้ชายและหนุ่มวัยรุ่นอีกคนอาศัยอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 3,564 ศพ พายุฝนจ่อซ้ำเตือนผู้ประสบภัย

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 3,564 ศพ พายุฝนจ่อซ้ำเตือนผู้ประสบภัย

7 เม.ย. 2568 03:24 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 3,564 ศพ พายุฝนจ่อซ้ำเตือนผู้ประสบภัย

จำนวนผู้เสียชีวิตในเมียนมาจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพิ่มขึ้นเป็น 3,564 ศพแล้ว ขณะที่พยากรณ์อากาศเตือนว่าจะมีพายุฝนฟ้าคะนองซ้ำเติมผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 เม.ย. 2568 ว่า ชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมากำลังเผชิญฝนตกหนักและลมแรง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ของเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้นยังซ้ำเติมความยากลำบากให้แก่ผู้ที่สูญเสียที่อยู่จนต้องตั้งเต็นท์นอนกลางแจ้ง

สถานีโทรทัศน์ MRTV ของเมียนมารายงานว่า ตามการทำนายของเจ้าหน้าที่สภาพอากาศ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง, ลมกระโชกแรง, ลูกเห็บตก และดินถล่ม ขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศตลอดสัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นแตะ 38 องศาเซลเซียสภายในช่วงกลางสัปดาห์

ด้านนาวซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยในวันอาทิตย์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.7 แมกนิจูดเมื่อ 28 มี.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 3,564 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5,012 ราย และอีก 210 คนยังคงสูญหาย

แผ่นดินไหวดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างหนักใน 6 รัฐและภาคของเมียนมา โดยเฉพาะในภาคมัณฑะเลย์, ภาคสะกาย และกรุงเนปิดอว์ หลายพื้นที่ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้, สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาด ถนนกับสะพานหลายสายถูกตัดขาด ทำให้การประเมินความเสียหายทั้งหมดทำได้ยากลำบาก

เจ้าหน้าที่จากสมาพันธ์กู้ภัยเมียนมา ประจำภาคมัณฑะเลย์ บอกกับสำนักข่าว เอพี ในวันอาทิตย์ว่า ทีมกู้ภัยจำเป็นต้องปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องจักรที่ใช้ในปฏิบัติการค้นหาชั่วคราวเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้การทำงานของพวกเขายากขึ้นอีก แต่พวกเขาจะดำเนินการค้นหาต่อไปแม้จะมีฝนตกหนัก

ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าว อิรวดี (Irrawaddy) เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ใต้ซากปรักหักพังของโรงแรม “เกรท วอลล์” (Great Wall) ในเมืองมัณฑะเลย์อย่างน้อย 80 ศพ หลังจากพวกเขาขนย้ายกำแพงขนาดใหญ่และเศษหินเศษปูนออกไปได้ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์

รัฐบาลทหารประเมินว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้ อาคาร 5,223 หลัง, โรงเรียน 1,824 แห่ง, วัดและเจดีย์ 4,817 แห่ง, โรงพยาบาลและคลินิก 167 แห่ง, ทำนบ เขื่อน ฝายต่างๆ 198 แห่ง กับถนนหลวงสายหลัก 184 จุด ได้รับความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the hill

รบ.ทรัมป์โว 50 ประเทศแห่ขอเจรจากำแพงภาษี อินโดนีเซีย-ไต้หวันไม่ตอบโต้

รบ.ทรัมป์โว 50 ประเทศแห่ขอเจรจากำแพงภาษี อินโดนีเซีย-ไต้หวันไม่ตอบโต้

6 เม.ย. 2568 22:52 น.

รบ.ทรัมป์โว 50 ประเทศแห่ขอเจรจากำแพงภาษี อินโดนีเซีย-ไต้หวันไม่ตอบโต้

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย มีรัฐบาลติดต่อเข้ามาเพื่อขอเจรจาทางการค้ามากกว่า 50 ประเทศแล้ว ขณะที่อินโดนีเซียกับไต้หวันยืนยันว่า พวกเขาจะไม่มีมาตรการตอบโต้กำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 เม.ย. 2568 นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาวสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว เอบีซี นิวส์ ว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ก่อน จนถึงตอนนี้มีมากกว่า 50 ประเทศแล้วที่ติดต่อมายังทำเนียบขาวเพื่อขอการเจรจาทางการค้า

“พวกเขากำลังทำแบบนั้นเพราะเข้าใจว่า พวกเขากำลังแบกรับกำแพงภาษีปริมาณมาก” นายแฮสเซตต์กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 เขาประกาศมาตรการเก็บ “ภาษีพื้นฐาน” (baseline tariff) ในอัตรา 10% ต่อสินค้าทั้งหมดจากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป

ขณะเดียวกัน นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันว่า เขาไม่เห็นเหตุผลที่จะคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อันเป็นผลจากมาตรการภาษีของนายทรัมป์ ขณะที่การเทขายของนักลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองระยะสั้นเท่านั้น

อนึ่ง มาตรการภาษีของนายทรัมป์ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลที่อาจตามมา ทั้งราคาสินค้าในสหรัฐฯ ที่อาจพุ่งสูงขึ้น และมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ซึ่งจนถึงตอนนี้มีจีนกับแคนาดาที่ประกาศมาตรการตอบโต้ออกมาแล้ว ขณะที่สหราชอาณาจักรก็กำลังพิจารณาจะตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ บ้าง

ขณะที่บางประเทศและดินแดนที่ได้รับผลกระทบเลือกใช้วิธีเจรจามากกว่าอย่างเช่น อินโดนีเซียกับไต้หวัน ที่ระบุว่า พวกเขาจะไม่บังคับใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทนต่อสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวันระบุว่า พวกเขาจะใช้วิธียกเลิกกำแพงทางการค้า และค่อยๆ เพิ่มการลงทุนและความร่วมมือในสหรัฐฯ แทน

ส่วนนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยตัวเองเพื่อเจรจาการค้ากับนายทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โรคหัดคร่าชีวิตเด็กศพที่ 2 ในเท็กซัส จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่ง 569 ราย

โรคหัดคร่าชีวิตเด็กศพที่ 2 ในเท็กซัส จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่ง 569 ราย

6 เม.ย. 2568 21:59 น.

โรคหัดคร่าชีวิตเด็กศพที่ 2 ในเท็กซัส จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่ง 569 ราย

โรคหัดซึ่งกลับมาระบาดในสหรัฐฯ ใหม่อีกครั้ง คร่าชีวิตเด็กศพที่ 2 ในรัฐเท็กซัส ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 569 รายแล้ว

สำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส รายงานในวันที่ 6 เม.ย. 2568 ว่า เด็กหญิงวัย 8 ขวบในรัฐเท็กซัส เสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (3 เม.ย.) จากภาวะปอดล้มเหลวเนื่องจากโรคหัด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทรัมป์ระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กหญิงคนนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ทั้งนี้ หากได้รับการยืนยัน นี่จะนับเป็นผู้เสียชีวิตศพที่ 2 ในรัฐเท็กซัส ที่เกี่ยวข้องกับโรคหัดซึ่งกำลังระบาดในหลายรัฐของสหรัฐฯ โดยผู้เสียชีวิตรายแรกถูกพบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเด็กนักเรียนหญิงที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด ส่วนการเสียชีวิตในรัฐนิวเม็กซิโกกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เกี่ยวข้องกับโรคหัดหรือไม่

การระบาดของโรคหัดระลอกล่าสุดในสหรัฐฯ แพร่กระจายไปยังรัฐเท็กซัส, นิวเม็กซิโก, โอกลาโฮมา และรัฐแคนซัส พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 569 รายนับจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 4 เม.ย. โดย 481 รายในจำนวนนี้อยู่ในรัฐเท็กซัส, 54 รายในรัฐนิวเม็กซิโก และ 10 รายในรัฐโอกลาโฮมา

ส่วนที่รัฐแคนซัสพบผู้ติดเชื้อโรคหัดแล้ว 24 ราย แต่หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐยังไม่ยืนยันว่า เกี่ยวข้องกับการระบาดระลอกนี้หรือไม่

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อดังกล่าวอาจต่ำกว่าความเป็นจริงมาก และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความกังวลโดยเฉพาะในหมู่เด็กๆ ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอาการแทรกซ้อนสูงกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

นักวิชาการแนะ ก่อนเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาควรพิจารณารอบด้าน ถึงผลกระทบระยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของสุขภาพของคนไทย ย้ำประเทศไทยมีการเลี้ยงและการผลิตสุกรที่ดีตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า และประเทศไทยอาจมีการเจรจานำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองลดดุลการค้านั้น ขอแนะนำว่าก่อนการเจรจาอยากให้พิจารณาให้รอบด้านถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร กระทบต่ออาชีพเกษตรกรของไทย มิเช่นนั้นในระยะยาวอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างชาติ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีในอนาคต

สารเร่งเนื้อแดง คือ ยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลมให้ผู้ป่วยสามารถหายใจคล่องขึ้น อยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) เช่น ซัลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) มาเพนเทอรอล (Mapenterol) หรือแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งจากผลข้างเคียงของยาดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูจึงนำยากลุ่มนี้มาผสมในอาหารสัตว์ หรือ นำไปฉีดในหมู เพราะหมูที่ได้รับยาจะตื่นตัวและเคลื่อนไหวตลอดเวลา กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนไขมันของหมูบางลง สัดส่วนเนื้อแดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่บริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะได้รับยาที่ตกค้างอยู่ในกล้ามเนื้อหมู หลังการรับประทานยาจะออกฤทธิ์ทันที โดยมีอาการ หายใจเร็วขึ้น ใจสั่น กล้ามเนื้อสั่น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจ มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ หากได้รับยานี้ จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง และคนที่เป็นโรคเบาหวาน ยานี้จะไปบดบังอาการของโรคทำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่รู้ตัวและวูบได้

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต ย้ำว่า “สารเร่งเนื้อแดง ไม่สลายตัวจากความร้อน ดังนั้นกระบวนการปรุงอาหารไม่สามารถช่วยกำจัดสารนี้ได้ แม้ผ่านกระบวนการปรุงอาหารแล้ว สารนี้ยังคงตกค้างอยู่” การนำยาดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อในหมู หรือเร่งให้มีเนื้อแดงมากขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการการผลิต ในขณะที่ประเทศไทยมีมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงและการผลิตสุกรได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหมูและประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานตลอดห่วงโซ่มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices; GAP) การจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ตลอดจนการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และขบวนการแปรรูป เพื่อให้เนื้อหมูมีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ)

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง  กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'เป็นปธ.เปิดกิจกรรม'สงกรานต์ รัน 2568'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.21 น.

เมื่อเวลา 5.40 น.วันที่ 6 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” พร้อมด้วย นายภาชน์ จารุภุมมิก หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการ สำนัก/กอง/ศูนย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และผู้เข้าร่วมกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมในพิธีเปิด โดยมี นายสมยศ เกษสุวรรณ นายอำเภอบางไทร เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ณ บริเวณลานหน้าศาลาพระมิ่งขวัญ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ (เดิม)) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ในการขับเคลื่อนภารกิจตามที่ได้รับมอบให้เป็นไปตามพระบรมราโชบาย จึงได้มีแนวคิดในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจัดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมกับชมรมนักวิ่ง กรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรักสุขภาพโดยการออกกำลังกาย รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ภารกิจของ ส.ป.ก.ด้านงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์งานฝีมืออันเลื่องชื่อจาก 12 แผนกวิชาของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) ที่มุ่งเน้นการสร้างความดึงดูดผ่านทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ศิลปหัตถกรรมของท้องถิ่นด้วยสื่อ และการท่องเที่ยว

ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ ระยะทางรวม 3 กิโลเมตร และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.บางส่วนได้ร่วมกิจกรรมใน ระยะ “ฟัน รัน 5 กิโลเมตร” และ “มินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร” อีกด้วย โดยกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีสงกรานต์อันดีงามของไทย รวมไปถึงยังส่งเสริมให้ประชาชน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้เคียง มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วมกิจกรรม รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ได้รู้จัก ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (เดิม) หรือศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ซึ่งได้กลับมาเปิดให้เยี่ยมชมและท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง

– 006

แมกน่า ยึดมั่นความยั่งยืนพร้อมดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อประเทศไทย

แมกน่า ยึดมั่นความยั่งยืนพร้อมดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อประเทศไทย

แมกน่า ยึดมั่นความยั่งยืนพร้อมดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.11 น.

กลุ่มบริษัทแมกน่า อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ (Magna International Inc.) ในฐานะซัพพลายเออร์ยานยนต์รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก มุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าอย่างยั่งยืนและดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยการดำเนินงานใน 28 ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทั้งยานยนต์ แมกน่ายังคงขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการดูแลสิ่งแวดล้อมในระดับโลกรวมถึงในประเทศไทย

นายเจฟ ฮันท์ ประธานแมกน่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ Mechatronics, Mirrors & Lighting กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนว่า “ความยั่งยืนคือจุดเน้นหลักของกลุ่มบริษัทแมกน่า โดยในปี 2566 แมกน่าได้เปิดโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดระยองที่ผลิตไฟป้ายทะเบียน ไฟเลี้ยว ชิ้นส่วนไฟขนาดเล็ก กระจกมองข้าง ประตูแผงชาร์จ และตัวกระตุ้น โดยจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกทั่วโลก ซึ่งโรงงานแห่งนี้ยึดกลยุทธ์ทางธุรกิจของแมกน่าในเรื่องความมุ่งมั่นต่อนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยบริษัทดำเนินการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) ความคิดริเริ่มนี้จะช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของบริษัทไปพร้อมการสนับสนุนความพยายามด้านความยั่งยืนของประเทศไทย

แมกน่าเข้าสู่ตลาดประเทศไทยในปี 2552 โดยผลิตชิ้นส่วนตัวถังและแชสซีสำหรับแบรนด์ยานยนต์ระดับนานาชาติที่ประกอบรถยนต์ในประเทศ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายการดำเนินงานโรงงานประกอบเพื่อผลิตเบาะนั่งแบบครบชุดสำหรับลูกค้าในภูมิภาค ปัจจุบันแมกน่ามีพนักงานเกือบ 600 คน ทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางการผลิตหลักของบริษัทในอาเซียน ด้วยการมุ่งเน้นที่จะส่งมอบโซลูชั่นยานยนต์ระดับโลก แมกน่าจึงยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในทุกการดำเนินงาน

ทั้งนี้ผู้บริหารระดับสูงของแมกน่าจากกลุ่ม Mechatronics, Mirrors & Lighting ได้มาเยือนประเทศไทยหลังจากจัดงานพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ในอินเดียเมื่อปลายเดือนมกราคม 2568 เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับโลกและระดับท้องถิ่น เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างความสัมพันธ์กับพนักงาน พันธมิตร และผู้ถือผลประโยชน์ในภูมิภาค การมาเยือนครั้งนี้ทีมผู้บริหารระดับโลกแมกน่าได้ร่วมการประชุมกับทีมผู้บริหารและพนักงานในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแมกน่าที่มีความโปร่งใสและการทำงานร่วมกัน

อีกทั้งผู้บริหารของแมกน่ายังได้มีโอกาสพบกับนางสาวปิง คิตนีกอน (H.E. Ms. Ping Kitnikone) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทในแคนาดาที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ในฐานะบริษัทที่มีฐานอยู่ในแคนาดาและมีการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในระดับโลก แมกน่ายังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับรัฐบาลและผู้นำในอุตสาหกรรมเพื่อปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่กว้างขึ้น

“ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์อาเซียนของแมกน่า นอกเหนือจากการมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นแล้ว แมกน่ายังมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมนวัตกรรม ความยั่งยืน และการพัฒนากำลังคน ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง การร่วมมือกับผู้นำในอุตสาหกรรม และการส่งเสริมบุคลากรที่มีความสามารถ บริษัทจึงขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่สำคัญในภาคส่วนยานยนต์ด้วยวัฒนธรรมของการคิดแบบผู้ประกอบการและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แมกน่ายังคงมุ่งเน้นที่การสร้างมูลค่าให้กับลูกค้า พนักงาน และชุมชน ภารกิจของแมกน่ายังคงชัดเจน นั่นคือการกำหนดอนาคตของการขนส่งใหม่ผ่านโซลูชันที่ล้ำสมัยและความมุ่งมั่นเพื่อความเป็นเลิศ” เจฟกล่าวสรุป

-(016)

ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค เปิดพิกัดจุดสรงน้ำพระ เสริมสิริมงคลกับเทศกาล สงกรานต์อิ่มบุญ

ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค เปิดพิกัดจุดสรงน้ำพระ เสริมสิริมงคลกับเทศกาล สงกรานต์อิ่มบุญ

ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค เปิดพิกัดจุดสรงน้ำพระ เสริมสิริมงคลกับเทศกาล สงกรานต์อิ่มบุญ

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.55 น.

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 และ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ชวนทุกคนมาสืบสานประเพณีไทยกับงาน สงกรานต์อิ่มบุญ เสริมสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่แบบไทย ๆ ด้วยการสรงน้ำ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง โดยที่

ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค อัญเชิญมาจากวัดลาดบัวขาว (ราชโยธา) มาประดิษฐานที่หน้าลานรอยัล พาร์ค ชั้น 1 ระหว่างวันที่ 9 -15 เมษายน 2568

ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 อัญเชิญมาจากวัดบ้านทุ่งเสรี มาประดิษฐาน ณ ลานไนน์ สแควร์ ชั้น 1 ระหว่างวันที่ 9 -15 เมษายน 2568

ในส่วน ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์  อัญเชิญพระพุทธรูปองค์สมเด็จมาจากวัดท่าซุง มาประดิษฐานบริเวณทางเดินชั้น G โซน B ระหว่างวันที่ 4 -15 เมษายน 2568 

และทางด้านศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์  พิเศษสุด ๆ ได้อัญเชิญ พระพุทธชินราช พระพุทธปางสมาธิ และพระทันใจพุทธเพชรมงคลประทานพร จากวัดบางกุฎีทอง มาประดิษฐาน ณ ลานไนน์ สแควร์ ชั้น 1 ระหว่างวันที่ 5 -15 เมษายน 2568

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ผ่านทาง Facebook  Page : MBK CENTER PARADISE PARK THE NINE CENTER RAMA9 และ THE NINE CENTER TIWANON

-(016)