ชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวกลุ่มแรกถึงสหรัฐฯ แล้ว ตามแผนรับผู้อพยพของทรัมป์

ชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวกลุ่มแรกถึงสหรัฐฯ แล้ว ตามแผนรับผู้อพยพของทรัมป์

13 พ.ค. 2568 04:59 น.

ชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวกลุ่มแรกถึงสหรัฐฯ แล้ว ตามแผนรับผู้อพยพของทรัมป์

ผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวเดินทางถึงสหรัฐฯ แล้ว หลังรัฐบาลเร่งกระบวนการรับผู้อพยพ โดยนายทรัมป์อ้างว่า พวกเขาตกเป็นเหยื่อของการแบ่งแยกเชื้อชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสารซึ่งออกทุนโดยสหรัฐฯ พาชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวกลุ่มแรกจำนวน 49 คน เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แล้ว ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. 2568 โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมจะมอบสถานะผู้อพยพให้แก่พวกเขา ตามแผนการรับผู้อพยพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

นายทรัมป์กล่าวว่า คำร้องขอลี้ภัยของชนกลุ่มน้อยชาวแอฟริกาใต้กลุ่มนี้ได้รับการเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้น เนื่องจากพวกเขาตกเป็นเหยื่อของการแบ่งแยกเชื้อชาติ

รัฐบาลแอฟริกาใต้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของนายทรัมป์ พร้อมระบุว่า ข้อกล่าวหาใดๆ เกี่ยวกับการกลั่นแกล้ง ข่มเหง ไม่เข้าเกณฑ์ที่จำเป็นภายใต้กฎหมายผู้ลี้ภัย

ด้านนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้อพยพ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเร่งความเร็วในการรับผู้อพยพในครั้งนี้ โดยระบุว่าไม่ยุติธรรมต่อกลุ่มผู้เปราะบางที่สุดที่กำลังต้องการอพยพอย่างเร่งด่วน หลังจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์สั่งหยุดการยื่นคำร้องขอลี้ภัยทั้งหมด รวมถึงคำร้องจากประเทศที่กำลังมีสงครามด้วย

ทั้งนี้ ตามปกติแล้วกระบวนการรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ จะใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี แต่ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ได้รับการเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้น โดยที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า พวกเขาไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ต่างจากกรณีในอดีต

นักข่าวถามนายทรัมป์โดยตรงในวันจันทร์ เหตุใดชาวแอฟริกันกลุ่มนี้จะได้รับการเร่งกระบวนการลี้ภัย นายทรัมป์ก็ตอบว่า กำลังมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น และชาวสวนผิวขาวกำลังตกเป็นเป้าหมายเป็นพิเศษ “ชาวสวนกำลังถูกสังหาร และบังเอิญว่าพวกเขาเป็นคนผิวขาว แต่ไม่ว่าพวกเขาจะผิวขาวหรือผิวดำ มันก็ไม่ต่างกันสำหรับผม”

สหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายภายในประเทศของแอฟริกาใต้มานานแล้ว โดยกล่าวหารัฐบาลว่ายึดที่ดินจากชาวสวนผิวขาวโดยไม่มีการชดเชย แต่ฝ่ายแอฟริกาใต้ปฏิเสธข้อกล่าวหา

อนึ่ง ชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวมีจำนวน 7.3% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ แต่พวกเขาเป็นผู้ถือครองพื้นที่เพาะปลูกของเอกชนส่วนใหญ่เอาไว้

ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแอฟริกาใต้แสดงให้เห็นว่า ในปี 2567 เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นภายในพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรทั้งสิ้น 44 ศพ โดย 8 รายในจำนวนนี้เป็นชาวสวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดูเตร์เตชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีแม้ตัวอยู่ในคุกที่กรุงเฮก

ดูเตร์เตชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีแม้ตัวอยู่ในคุกที่กรุงเฮก

13 พ.ค. 2568 03:36 น.

ดูเตร์เตชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีแม้ตัวอยู่ในคุกที่กรุงเฮก

โรดริโก ดูเตร์เต ชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาอีกสมัย แม้ตัวเขาจะถูกควบคุมตัวที่กรุงเฮก ขณะที่ลูกสาวของเขากำลังรอลุ้นผลเลือกตั้ง สว.ซึ่งพัวพันกับการถอดถอนเธอออกจากตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 พ.ค. 2568 ว่า นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่ตอนนี้กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำที่กรุงเฮก จากการทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันศพระหว่างทำสงครามยาเสพติด ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของเขาอีกสมัย ในการเลือกตั้งกลางเทอมของฟิลิปปินส์

ดูเตร์เตถูกจับกุมและส่งตัวไปยังศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ในกรุงเฮกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากเขาถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ในการทำสงครามยาเสพติดของเขาสมัยเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้สนับสนุนเขาพร้อมใจกันเทคะแนนให้เขาในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าดูเตร์เตจะสาบานตนรับตำแหน่งอย่างไร โดย ซารา ดูเตร์เต ลูกสาวของเขาเผยว่า ตอนนี้กำลังมีการหารือกันระหว่างทนายความของเขาที่ ICC กับนายความชาวฟิลิปปินส์ แต่คาดกันว่าลูกชายของเขาคือ เซบาสเตียน ซึ่งมีแนวโน้มจะได้รับเลือกเป็นรองนายกเทศมนตรี จะปฏิบัติหน้าที่แทนไปก่อน

ขณะที่ผู้ช่วยคนสนิทที่สุด 2 คนของนายดูเตร์เตได้แก่ คริสโตเปอร์ “บอง” โก กับนาย โรนัลด์ “บาโต” เดลา โรซา ผู้เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจควบคุมการทำสงครามกับยาเสพติดของนายดูเตร์เต ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีกสมัย

ทั้งนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งล่าสุดของฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการโหวตเลือกเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 18,000 ตำแหน่ง ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และสมาชิกวุฒิสภา กลายเป็นเหมือนสงครามตัวแทนระหว่างตระกูลดูเตร์เตกับตระกูลมาร์กอส

ตอนนี้ชะตากรรมของนาง ซารา ดูเตร์เต ลูกสาวของนายดูเตร์เตยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย หลังจากเธอถูกฟ้องร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดี เนื่องจากขู่ฆ่าประธานาธิบดี และเธออาจถูกแบนจากการเล่นการเมืองและหมดสิทธิ์ลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2571 หากสมาชิกวุฒิสภาลงมติว่าเธอมีความผิดจริง

ฝ่ายดูเตร์เตต้องการได้ สว.เพิ่มอีก 9 คน ซึ่งจะทำให้ ซารา ดูเตร์เต รอดพ้นจากการถูกถอดถอน แต่ตอนนี้การนับคะแนนอยู่ที่เพียง 68% ทำให้ยังบอกไม่ได้ว่าผลลัพธ์จะออกไปทางใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ตัวประกันชาวอเมริกันเดินทางถึงอิสราเอลแล้ว หลังฮามาสยอมปล่อยตัว

ตัวประกันชาวอเมริกันเดินทางถึงอิสราเอลแล้ว หลังฮามาสยอมปล่อยตัว

13 พ.ค. 2568 01:05 น.

ตัวประกันชาวอเมริกันเดินทางถึงอิสราเอลแล้ว หลังฮามาสยอมปล่อยตัว

ตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเอาไว้ได้รับการปล่อยตัวและเดินทางกลับถึงอิสราเอลแล้ว โดยผู้นำอิสราเอลอ้างว่า เป็นผลจากการกดดันทางทหารและการเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอแดน อเล็กซานเดอร์ ผู้ถือสัญชาติอเมริกันกับอิสราเอล อายุ 21 ปี ซึ่งถูกกลุ่มฮามาสจับไปเป็นตัวประกันตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2566 ได้รับการปล่อยตัวและถูกส่งตัวกลับถึงอิสราเอลแล้ว ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. 2568

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ยืนยันว่า นายอเล็กซานเดอร์เดินทางมาถึงจุดรับตัวเบื้องต้นที่คิบบุตซ์เรย์ม (Re’im) ทางตอนใต้ของอิสราเอลแล้ว โดยเขาจะเข้ารับการตรวจทางการแพทย์เบื้องต้นและได้พบกับครอบครัวอีกครั้ง

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.) กลุ่มฮามาสประกาศจะปล่อยตัวนายอเล็กซานเดอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นตัวประกันชาวอเมริกันคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ในฉนวนกาซา โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะเยือนตะวันออกกลางในสัปดาห์นี้

ฮามาสยังเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดยิงชั่วคราวในระหว่างดำเนินการปล่อยตัวประกัน แต่ในวันจันทร์ อิสราเอลระบุว่า พวกเขาจะเปิดเส้นทางปลอดภัยไว้ให้ แต่ไม่หยุดยิง

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกมากล่าวว่า การกลับมาของนายอเล็กซานเดอร์เป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจมาก และขอบคุณ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุน

นายเนทันยาฮูบอกด้วยว่า การปล่อยตัวนายอเล็กซานเดอร์เป็นผลมาจากการกดดันทางทหารของอิสราเอลและการกดดันทางการเมืองจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ และเขาได้รับการรับรองจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันนี้ (12 พ.ค.) ว่าสหรัฐฯ จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอิสราเอลเพื่อปลดปล่อยตัวประกันที่ยังอยู่ในมือกลุ่มฮามาส

อนึ่ง นายเอแดน อเล็กซานเดอร์ เกิดที่กรุงเทลอาวีฟ ของอิสราเอล แต่ไปเติบโตที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อเล็กซานเดอร์ในวัย 21 ปี เป็นหนึ่งในสมาชิกหน่วยทหารราบที่ประจำการบริเวณชายแดนกาซา ตอนที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากบุกโจมตีครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 และจับตัวเขากับตัวประกันอีกกว่า 250 คนไป

ในปัจจุบัน ยังมีตัวประกันที่ถูกจับตัวไปในการโจมตีดังกล่าวอีก 59 คน แต่เชื่อกันว่าในจำนวนนี้มีเพียง 24 คนที่ยังมีชีวิตอยู่

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขีดเส้นตาย 30 วัน ให้ผู้ผลิตลดราคายาตามใบสั่งแพทย์

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขีดเส้นตาย 30 วัน ให้ผู้ผลิตลดราคายาตามใบสั่งแพทย์

13 พ.ค. 2568 00:36 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขีดเส้นตาย 30 วัน ให้ผู้ผลิตลดราคายาตามใบสั่งแพทย์

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ขีดเส้นตายให้บริษัทผู้ผลิตยาลดราคายาตามใบสั่งแพทย์ลงให้เท่ากับประเทศอื่น แต่การทำเช่นนี้อาจต้องเผชิญการฟ้องร้องทางกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ กำหนดเส้นตาย 30 วันให้บริษัทผู้ผลิตยาลดราคายาตามใบสั่งแพทย์ในสหรัฐฯ ลงให้เท่ากับประเทศอื่น และจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดราคายา หากบริษัทเหล่านั้นไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญไปสู่เป้าหมาย

นายทรัมป์กล่าวในงานแถลงข่าวว่า รัฐบาลจะบังคับใช้กำแพงภาษีกับบริษัทผู้ผลิตยา หากราคายาในสหรัฐฯ ไม่เท่ากับประเทศอื่นๆ และว่าเขาต้องการลดราคายาตามใบสั่งแพทย์ลงระหว่าง 59% ถึง 90% “ทุกคนควรเท่าเทียม ทุกคนควรจ่ายในราคาเท่ากัน”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ราคายาตามใบสั่งแพทย์สูงที่สุดในโลก และส่วนใหญ่จะมีราคามากกว่าที่ชาติพัฒนาแล้วอื่นๆ จ่ายเกือบ 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างกังขาว่าคำสั่งของนายทรัมป์จะบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากนายทรัมป์เคยพยายามลดราคายามาแล้วตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ถูกขัดขวางในชั้นศาล

ความพยายามลดราคาล่าสุดของนายทรัมป์ เกิดขึ้นในขณะที่เขากำลังพยายามทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในตอนหาเสียง ว่าจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อ และลดราคาสินค้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันให้แก่ชาวอเมริกัน ตั้งแต่ราคาไข่ ไปจนถึงราคาแก๊ส

นายทรัมป์เปิดเผยด้วยว่า คำสั่งลดราคายาของเขาส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งบอกกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เขาซื้อยาฉีดลดความอ้วนจากกรุงลอนดอนในราคา 88 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ยาตัวเดียวกันกลับมีราคาสูงถึง 1,300 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ

หากผู้ผลิตยาไม่ปฏิบัติตามที่รัฐบาลคาดหวัง นายทรัมป์ตั้งใจจะใช้ข้อบังคับดึงราคายาลงมาให้เท่ากับระดับระหว่างประเทศ และพิจารณาใช้มาตรการอื่นๆ ด้วยเช่น นำเข้ายาจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ และจำกัดการส่งออก

คำสั่งของนายทรัมป์ยังสั่งการให้คณะกรรมการการค้ากลางพิจารณาบังคับใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า พฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันของบริษัทผู้ผลิตยา ด้วย

ด้าน PhRMA กลุ่มการค้าซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทไบโอเทคและเภสัชกรรมในสหรัฐฯ ออกมาต่อต้านความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์ โดยนายสตีเฟน อุบล์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “การนำราคายาต่างชาติจากประเทศสังคมนิยมมาใช้ จะส่งผลเสียต่อคนไข้และแรงงานอเมริกัน”

“มันจะหมายความว่า การรักษาและเยียวยาจะลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนมูลค่าหลายแสนล้านที่บริษัทสมาชิกของเราวางแผนจะลงทุนในอเมริกา” นายอุบล์กล่าว และเสริมว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคายาในสหรัฐฯ สูง เป็นเพราะต่างประเทศไม่ได้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล และพ่อค้าคนกลางดันราคายาสูงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์โว รีเซ็ตความสัมพันธ์กับจีนแล้ว หลังปิดดีลการค้า เตรียมพบ สี จิ้นผิง

ทรัมป์โว รีเซ็ตความสัมพันธ์กับจีนแล้ว หลังปิดดีลการค้า เตรียมพบ สี จิ้นผิง

12 พ.ค. 2568 23:06 น.

ทรัมป์โว รีเซ็ตความสัมพันธ์กับจีนแล้ว หลังปิดดีลการค้า เตรียมพบ สี จิ้นผิง

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐฯ ได้รีเซ็ตความสัมพันธ์ทั้งหมดกับจีนแล้ว หลังบรรลุข้อตกลงลดกำแพงภาษีชั่วคราว และตัวเขาเตรียมพูดคุยกับผู้นำจีนในเร็วๆ นี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงที่ทำเนียบขาวว่า รัฐบาลของเขาได้บรรลุการรีเซ็ตความสัมพันธ์ทั้งหมดกับจีนแล้ว หลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงการค้า ซึ่งจะลดการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าลอง 115% เป็นเวลา 90 วัน ในการเจรจาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายทรัมป์ระบุว่า นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของข้อตกลง และจีนตกลงจะเปิดรับธุรกิจอเมริกัน หลังจากสหรัฐฯ เปิดรับสินค้านำเข้าจากจีนมาตลอด แต่พวกเขาไม่เปิดประเทศต้อนรับเรา ซึ่งนายทรัมป์มองว่า “มันไม่เคยสมเหตุสมผลในความคิดผมเลย มันไม่ยุติธรรม”

นายทรัมป์บอกอีกว่า จีนจะระงับและยกเลิกกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีทั้งหมด แต่นั่นเป็นข้อตกลงที่จำเป็นต้องมีการลงนาม

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยด้วยว่า เขาจะพูดคุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมันอาจเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ พร้อมกับยืนยันต่อผู้สื่อข่าวว่า เขาไม่คิดว่าอัตรากำแพงภาษีที่กระทำต่อจีน จะกลับไปอยู่ในจุดที่สูงเท่ากับก่อนหน้านี้อีกแล้ว

อนึ่ง ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจากจีนเกือบทั้งหมดไว้ที่ 145% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เป็น 125% แต่ภายใต้ข้อตกลงล่าสุด กำแพงภาษีของฝ่ายสหรัฐฯ จะลดลงเหลือ 30% ขณะที่กำแพงภาษีของฝ่ายจีนจะลดลงเหลือ 10% เป็นเวลา 90 วัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘รมว.นฤมล’จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

'รมว.นฤมล'จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

‘รมว.นฤมล’จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.25 น.

“รมว.นฤมล”เผย หลังร่วมนายกฯ พบผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน ผ่าน 3 มาตรการ พร้อมเพิ่มช่องทาง e-Commerce ช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจัดกิจกรรมนายกรัฐมนตรีพบปะผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ช่วงฤดูกาลผลไม้ ปี 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้คุมเข้มคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย โดยดำเนินการผ่านคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ซึ่งได้บริหารจัดการผลไม้ฤดูการผลิต ปี 2568 เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยผลิตผลไม้ คุณภาพได้มาตรฐานสู่ตลาดสากล ผ่าน 3 มาตรการ คือ

 มาตรการที่ 1 ส่งเสริมการปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิตผลไม้ โดยการยกระดับคุณภาพ บรรเทาและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการผลิตระดับสวน ตามมาตรการ GAP รวมถึงบริหารจัดการสภาพอากาศ ธาตุอาหาร น้ำ โรค แมลงศัตรูพืช 

มาตรการที่ 2 เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม กำกับคุณภาพมาตรฐานสุขอนามัยพืช ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แปลงผลิต ล้ง ตลอดจนกระบวนการส่งออก กระจายตัวของผลผลิต โดยบริหารจัดการยืดระยะเวลาการออกผลสู่ตลาดนานขึ้น ทำให้ตลาดไม่กระจุกตัว มีข้อมูลในการวางแผนที่แม่นยำขึ้น ช่วยบริหารตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

มาตรการที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาดสินค้าผลไม้ เน้นการทำงานแบบบูรณาการโดยคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคีเกษตรกร ภายใต้ 7 มาตรการ 25 แผนงาน ซึ่งได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมามีแผนติดตามและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน ที่กำลังจะออกผลผลิตสู่ท้องตลาด ได้แก่ เตรียมการบริหารจัดการน้ำ การควบคุมผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ป้องกันการสวมสิทธิ์ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องปฏิบัติการตรวจรับรองผล การสุ่มตรวจคุณภาพผลไม้อย่างเข้มข้น การส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรเตรียมการรับมือภัยแล้งและพายุฤดูร้อน (Climate Change) และประชาสัมพันธ์ให้เกิดการบริโภคผลไม้ในประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างแดนและข้ามแดน เป็นต้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังดำเนินการผ่าน 5 แนวทาง ได้แก่ แนวทาง 1 บริหารจัดการผลผลิตโดยวางแผนการกระจายตัวของผลผลิต ใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการ ยืดระยะเวลาการออกผล  ทำให้ตลาดไม่กระจุกตัว ส่งผลให้ผลผลิตภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่เกิดการกระจุกตัว แนวทาง 2 ควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงปลูก ยกระดับมาตรฐาน GAP สำหรับทุเรียน ตั้งจุดบริการตรวจก่อนตัด ป้องกันทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด แนวทาง 3 การบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกร เพิ่มบทบาทแปลงใหญ่และสหกรณ์ในการควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิต แนวทาง 4 การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จัดเกรดผลไม้ สำหรับผลผลิตที่ตกเกรด นำไปแปรรูป เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น ฟรีซดราย หรือนำไปสกัดทางเภสัชกรรม แนวทาง 5 การเพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมช่องทาง e-Commerce สำหรับเกษตรกร 

ด้าน นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขาคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปี 2568 ที่มีจำนวน 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 2.78 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 22% 

โดย ลำไย ในภาคเหนือ ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 1.64 ล้านตัน และลำไยในภาคตะวันออกคาดว่าปริมาณผลผลิต 2.1 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 60% ในเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน 

มะม่วง ในภาคเหนือ ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 1.08 แสนตัน โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุด 50% ในเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนมะม่วงในภาคตะวันออกคาดว่าปริมาณผลผลิต 33,000 ตัน และออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 60% ในเดือนพฤษภาคม

ทุเรียน ในภาคตะวันออก ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 8.71 แสนตัน โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 55% ในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน และทุเรียนในภาคใต้คาดว่าปริมาณผลผลิต 7 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 70% ในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 

มังคุด ในภาคตะวันออก ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 2.58 แสนตัน โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 70% ในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน และทุเรียนในภาคใต้คาดว่าปริมาณผลผลิต 1.47 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 50% ในเดือนสิงหาคม 

ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในปีนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณผลผลิตน้อย จึงทำให้ได้พักต้นสะสมอาหาร สภาพต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกติดผลได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศหนาวเย็น เอื้ออำนวยต่อการออกดอกและติดผล โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด ประกอบกับทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรกเพิ่มขึ้น จำนวน 72,908 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.69

‘จังซีลอน’เดินหน้าสนับสนุนมาตรการปกป้องและฟื้นฟูหญ้าทะเล’เพื่อพะยูน’

'จังซีลอน'เดินหน้าสนับสนุนมาตรการปกป้องและฟื้นฟูหญ้าทะเล'เพื่อพะยูน'

‘จังซีลอน’เดินหน้าสนับสนุนมาตรการปกป้องและฟื้นฟูหญ้าทะเล’เพื่อพะยูน’

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เดินหน้าขับเคลื่อนสนับสนุนมาตรการคุ้มครองพะยูนและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่จ.ภูเก็ต โดย คุณดิสรา จ่างเจริญ ผู้จัดการอาวุโสแผนกการตลาด ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต นำทีมพนักงานบริษัท ภูเก็ตสแควร์ จำกัด ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา “ทำกรงกั้นฟื้นฟูหญ้าทะเล” เพื่ออนุรักษ์แหล่งอาหารที่สำคัญของพะยูน พร้อมมอบเงินจำนวน 30,000 บาท สมทบทุนสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ในการทำกิจกรรม โดยมี อาจารย์ สายสนิท พงศ์สุวรรณ หัวหน้างานอำนวยการ ศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (อพ.สธ.-มรภ.ภูเก็ต) และเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดภูเก็ต เป็นตัวแทนรับมอบ ณ หาดท่าหลา ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

อาจารย์ สายสนิท พงศ์สุวรรณ หัวหน้างานอำนวยการ ศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันพะยูนมีแนวโน้มจำนวนประชากรลดลงและกระจายตัวในพื้นที่กว้างมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเข้าสู่ภาวะวิกฤต หรือเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์มากแล้วในขณะนี้ หนึ่งในปัญหาสำคัญ คือการขาดแคลนหญ้าทะเลแหล่งอาหารที่สำคัญของพะยูน ซึ่งการสร้างกรงกั้นล้อมเป็นคอกขนาดใหญ่ในแนวของหญ้าทะเล จากการสำรวจพบว่าได้ผลเป็นอย่างดี หญ้าทะเลเกิดการผลิดอก และมีขนาดความยาวเพิ่มขึ้น เกิดการขยายพันธุ์ออกด้านข้างของคอกและมีการงอกเพิ่มขึ้น นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกทาง ซึ่งพะยูนถือเป็นสัตว์ทะเลที่มีส่วนในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล และเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมสนับสนุนมาตรการปกป้องและฟื้นฟูหญ้าทะเล “เพื่อพะยูน” นับเป็นกิจกรรมที่ทางศูนย์การค้าจังซีลอนได้เดินหน้าทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำมาตรการคุ้มครองพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่จ.ภูเก็ต พร้อมมอบเงินสนับสนุน, มอบสิ่งจำเป็น และสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อาทิ น้ำดื่ม, ซ่อมแซมและปรับปรุงห้องน้ำใหม่ เป็นต้น พร้อมทั้งรวบรวมพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่หาดท่าหลา ต.ป่าคลอก อ.ถลาง ลงมือทำกรงกั้นเพื่อฟื้นฟูหญ้าทะเลในพื้นที่จริง จ.ภูเก็ต และในเดือนช่วง มิ.ย. 68 นี้ เตรียมพบกับนิทรรศการ “ศิลปะจากขยะ เพื่อพะยูน” เนื่องในวัน World Environment Day และ World Ocean Day ที่จะจัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี ณ ลานกิจกรรมเดอะเบย์ อารีน่า ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต

Rich Aesthetic เปิดตัวแคมเปญสุดจึ้ง’Patrick X Foxy’ผ่านมาสคอตสุดคิ้วท์

Rich Aesthetic เปิดตัวแคมเปญสุดจึ้ง'Patrick X Foxy'ผ่านมาสคอตสุดคิ้วท์

Rich Aesthetic เปิดตัวแคมเปญสุดจึ้ง’Patrick X Foxy’ผ่านมาสคอตสุดคิ้วท์

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.48 น.

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองสุดๆ สำหรับงานเปิดตัวพรีเซนเตอร์ของ ​Rich Aesthetic ผลิตภัณฑ์ไหมร้อยหน้านำเข้าจากบริษัท​ Healux​ ประเทศเกาหลี​ใต้ ผุดไอเดียโปรเจคต์สุดพีค พาแด๊ดดี้​แพทริคแทคมือกับน้อนฟ็อกซี่ มาสคอตสุดคิ้ว รวมตัวกันถ่ายทอดและชูไอเดียให้ไปถึงคุณหมอและผู้บริโภคว่า​ น้อนฟ๊อกซี่คือ​ตัวแทน​แห่งความสวยความงามของการร้อยไหมได้อย่างลงตัว​  โดยครั้งนี้ได้จับมือกับร้านอาหารสุดหรู Moon Shadow โดยคุณเป็ก สัญชัย จัดดินเนอร์ส่งต่อความอร่อยให้เหล่าคุณหมอและแขกพิเศษหลากหลายท่านได้สำราญและมีความสุขไปกับค่ำคืนอันแสนพิเศษ

โดยภายในงานมีการแนะนําพรีเซนเตอร์สุดหล่ออย่าง แพทริคนิพัธ เจริญผล ดารา-นักแสดงหนุ่มที่มาร่วมพูดคุยถึงความรู้สึกในการร่วมงานกับแบรนด์ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัว “น้อนฟ็อกซี่” มาสคอตประจําแบรนด์ที่จะควงคู่กับพรีเซนเตอร์หนุ่มพาทุกคนให้ สวย-หล่อ ด้วยไหมร้อยหน้า​รูปแบบใหม่ที่ผ่านอย. และจำได้ขึ้นใจในชื่อ PatrickxFoxy ซึ่งนี่เป็นหัวใจสําคัญที่ Rich Aesthetic ยึดถือมาโดยตลอด

อีกหนึ่งไฮไลท์สําคัญของงานโดย MD คุณจั๊กวรชาติ เฟื่องวรรธนะ Managing Director Rich Aesthetic ก็ได้แชร์วิสัยทัศน์ของบริษัทพร้อมเป้าหมายในปีนี้และปีหน้าที่มุ่งผลักดันนวัตกรรมความงามที่ปลอดภัยและยั่งยืนเข้าสู่คลินิกและโรงพยาบาลความงามทั่วประเทศ

ทางด้าน “นายแพทย์วชิระ คุณาธาทร หรือคุณหมอฟรุ๊ทก็ได้กล่าวถึง Indication ใหม่ๆ ของไหมซึ่งกําลังเข้ามาแทนที่บางตําแหน่งที่เคยใช้ HA Filler โดยเฉพาะในจุดที่ต้องการทั้งการเติมเต็มและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนโดยยังคงเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก

ด้านคุณหมอดนัย นายแพทย์ดนัย ประดิษฐ์สุวรรณ เผยถึงความประทับใจในทีมงานทีม Trainer ที่เก่ง มีประสบการณ์ และดูแลหมอจริงๆ ไม่ใช่แค่ขายของแล้วจบ Rich Aesthetic มีคุณภาพ ใช้งานจริงได้และมั่นใจในผลลัพธ์ ทีมแนะนำจากความรู้จริงและส่งเสริมความมั่นใจ ในทางเลือกที่ปลอดภัย

ภายในงานยังมีแขกรับเชิญพิเศษจากคลินิกชั้นนำทั่วประเทศ รวมทั้งดารา-นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่ให้เกียรติร่วมดินเนอร์มื้อพิเศษนี้อย่างมากมาย ที่มาร่วม Fine Dinning ไปพร้อมกับแพทริค นิพัธ พรีเซนเตอร์ของงาน ซึ่งนอกจากอาหาร Fine Dining ที่อร่อยถูกปากแล้ว ยังมีดนตรีสดบรรเลงคลอเบาๆ ตลอดคํ่าคืน สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเองและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง Rich Aesthetic และทีมแพทย์ได้อย่างแนบแน่น

และนี่คือเพียงก้าวแรกเท่านั้น เร็วๆ นี้เตรียมพบกับ PatrickxFoxy ทั้ง “น้อนฟ๊อกซี่พาอร่อย” และ “น้อนฟ๊อกซี่พาสวย” ได้อีกในกิจกรรมสนุกๆ ทั่วประเทศ 

#PatrickxFoxy 

#น้อนฟ็อกซี่พาสวย

#น้อนฟ็อกซี่พาอร่อย

แพทย์เตือนระวัง ‘โรควุ้นตาเสื่อม’ ภัยเงียบวัย 50+ เสี่ยงจอตาฉีกขาดหลุดลอก

แพทย์เตือนระวัง ‘โรควุ้นตาเสื่อม’ ภัยเงียบวัย 50+ เสี่ยงจอตาฉีกขาดหลุดลอก

แพทย์เตือนระวัง ‘โรควุ้นตาเสื่อม’ ภัยเงียบวัย 50+ เสี่ยงจอตาฉีกขาดหลุดลอก

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตามวัย หลายคนอาจนึกถึงอาการปวดเมื่อย หรือโรคประจำตัวต่าง ๆ แต่อีกหนึ่งภาวะที่มักเกิดขึ้นเงียบ ๆ โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต ก็คือ “โรควุ้นตาเสื่อม” ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมากถึง 2 ใน 3 ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปต้องเผชิญกับภาวะนี้ โดยเฉพาะหากละเลยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ปัญหาทางตาที่รุนแรงอย่าง “จอตาฉีกขาด” ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

พญ.รุ่งรวี สัจจานุกูล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า วุ้นตาเป็นสารลักษณะคล้ายเยลลี่อยู่ในลูกตาส่วนหลัง ทำหน้าที่ช่วยรักษารูปร่างลูกตา เป็นทางผ่านของแสงและเป็นแหล่งอาหารของตา แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น วุ้นตาจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ละลายเป็นน้ำและหดตัว ทำให้เกิดการดึงรั้งจอตา คล้ายกับการลอกสติ๊กเกอร์ออกจากกระดาษ ที่บางครั้งอาจมีเนื้อกระดาษติดออกมาด้วย ซึ่งหากแรงดึงนั้นมากเกินไป ก็อาจทำให้จอตาฉีกขาดได้

แม้ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่จากงานวิจัยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอาการวุ้นตาเสื่อม มีเพียง           6-14.5% เท่านั้นที่พัฒนาไปถึงขั้นจอตาถูกดึงจนเกิดรอยฉีก ภาวะวุ้นตาเสื่อมจะพบมากขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สายตาสั้นมากกว่า -6 ไดออปเตอร์ เคยผ่าตัดจอตาหรือต้อกระจก เคยได้รับอุบัติเหตุที่ดวงตา หรือผู้ที่มีโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี

สำหรับอาการของวุ้นตาเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ การเห็นจุดดำลอยไปมา หรือเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ    ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วขณะ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยขึ้นหรือมีจำนวนมากขึ้น จนรบกวนการมองเห็นในชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด บางรายอาจสังเกตอาการได้ชัดเจนเมื่อต้องมองพื้นเรียบ เช่น ผนังหรือท้องฟ้า โดยเฉลี่ยแล้วอาการเหล่านี้อาจคงอยู่นานราว 3 เดือน บางคนอาจค่อย ๆ ปรับตัวจนชินกับจุดดำที่ลอยไปมาได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษาใด ๆ แต่หากมีอาการที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เห็นเงาดำคล้ายม่านน้ำบัง มองเห็นเงาดำครึ้มในมุมสายตา หรือภาพพร่ามัวในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของสายตา อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเกิดจอตาฉีกขาดหรือหลุดลอก ซึ่งต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจขยายม่านตา หากตรวจพบรอยรั่วเล็ก ๆ ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังสามารถรักษาได้ด้วยเลเซอร์ โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

พญ.รุ่งรวี ให้ข้อมูลต่อว่า การรักษาวุ้นตาเสื่อมนั้น ปัจจุบันมีทั้งวิธีเลเซอร์ เพื่อลดขนาดของตะกอนที่ลอยอยู่ในวุ้นตาให้รบกวนน้อยลง และการผ่าตัดเอาวุ้นตาออก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีทั้งข้อดีและความเสี่ยงร่วมกัน โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยลองปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับอาการก่อน หากยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่ตะกอนมีขนาดเล็กมาก แพทย์ส่วนใหญ่ก็จะไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธีเลเซอร์และการผ่าตัด เพราะทุกการรักษาย่อมมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเมื่อตรวจวินิจฉัยแล้ว คนไข้ไม่ได้มีอาการที่รุนแรงที่มีความเสี่ยง หรือส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้คนไข้ปรับตัวและมองข้ามจุดเล็ก ๆ เหล่านั้นไป

นอกจาก “โรควุ้นตาเสื่อม” แล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในยุคดิจิทัลคือ “โรคตาแห้ง” โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน อยู่ในห้องปรับอากาศเป็นประจำ เผชิญกับมลภาวะ ฝุ่น ควัน หรือใส่คอนแทคเลนส์ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาฝ่ออย่างถาวร ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างน้ำมันเพื่อเคลือบดวงตาได้อีก ทำให้ตาแห้งเรื้อรัง มีอาการระคายเคือง พร่ามัว แพ้แสง และในบางรายอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

พญ.รุ่งรวี กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแลสุขภาพตาให้แข็งแรงนั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ให้พักสายตา 20 วินาที ด้วยการมองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต หรือหลับตาชั่วครู่ รวมถึงการประคบอุ่นดวงตาเช้า-เย็น เพื่อช่วยให้ต่อมไขมันทำงานได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงแสงยูวีโดยสวมแว่นกันแดดเมื่อต้องออกแดด และหลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ หากรู้สึกแห้งหรือระคายเคืองควรใช้น้ำตาเทียมแทน

สำหรับการตรวจสุขภาพตานั้น ควรเริ่มตั้งแต่อายุน้อย โดยผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ควรตรวจตาอย่างน้อยทุก 5 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40-64 ปี ควรตรวจตาทุก ๆ 1-3 ปี ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรตรวจปีละครั้ง และหากพบว่ามีภาวะเสื่อม หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น เช่น ทุก 3-6 เดือน

โรงพยาบาลพระรามเก้า ตระหนักถึงความสำคัญของ “โรควุ้นตาเสื่อม” จึงผนึกกำลังกับ Plan B Media เปิดตัวบิลบอร์ดกลางเมืองให้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ไม่เพียงแค่โฆษณา แต่ออกแบบมาให้คุณสามารถตรวจเช็กตัวเองง่าย ๆ ว่าคุณมีภาวะเสี่ยงวุ้นตาเสื่อมหรือไม่ ด้วย 3 เวอร์ชันที่จำลองอาการจริงของผู้ป่วย ทั้งการเห็นหยากไย่ จุดดำ และวุ้นน้ำขุ่นในสายตา เพื่อให้ทุกคนได้สำรวจตัวเองเบื้องต้นว่ามีอาการคล้ายเป็น “โรควุ้นตาเสื่อม” หรือไม่

อย่ารอให้สายตาเป็นเพียงความทรงจำ สำหรับผู้ที่สนใจปรึกษาเรื่องภาวะวุ้นในตาเสื่อม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1270 หรือ  www.praram9.com / Line: lin.ee/vR9xrQs หรือ @praram9hospital และ Facebook: Praram9 Hospital 

เห็นจุดดำลอยวูบวาบ!! ระวัง ‘โรควุ้นตาเสื่อม’ ภัยเงียบของคนวัย 50+ เสี่ยงจอตาฉีกขาดหลุดลอก

เห็นจุดดำลอยวูบวาบ!! ระวัง ‘โรควุ้นตาเสื่อม’ ภัยเงียบของคนวัย 50+ เสี่ยงจอตาฉีกขาดหลุดลอก

เห็นจุดดำลอยวูบวาบ!! ระวัง ‘โรควุ้นตาเสื่อม’ ภัยเงียบของคนวัย 50+ เสี่ยงจอตาฉีกขาดหลุดลอก

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.12 น.

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตามวัย หลายคนอาจนึกถึงอาการปวดเมื่อย หรือโรคประจำตัวต่าง ๆ แต่อีกหนึ่งภาวะที่มักเกิดขึ้นเงียบๆ โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต ก็คือ “โรควุ้นตาเสื่อม” ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมากถึง 2 ใน 3 ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปต้องเผชิญกับภาวะนี้ โดยเฉพาะหากละเลยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ปัญหาทางตาที่รุนแรงอย่าง “จอตาฉีกขาด” ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

พญ.รุ่งรวี สัจจานุกูล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า วุ้นตาเป็นสารลักษณะคล้ายเยลลี่อยู่ในลูกตาส่วนหลัง ทำหน้าที่ช่วยรักษารูปร่างลูกตา เป็นทางผ่านของแสงและเป็นแหล่งอาหารของตา แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น วุ้นตาจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ละลายเป็นน้ำและหดตัว ทำให้เกิดการดึงรั้งจอตา คล้ายกับการลอกสติ๊กเกอร์ออกจากกระดาษ ที่บางครั้งอาจมีเนื้อกระดาษติดออกมาด้วย ซึ่งหากแรงดึงนั้นมากเกินไป ก็อาจทำให้จอตาฉีกขาดได้

แม้ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่จากงานวิจัยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอาการวุ้นตาเสื่อม มีเพียง 6-14.5% เท่านั้นที่พัฒนาไปถึงขั้นจอตาถูกดึงจนเกิดรอยฉีก ภาวะวุ้นตาเสื่อมจะพบมากขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สายตาสั้นมากกว่า -6 ไดออปเตอร์ เคยผ่าตัดจอตาหรือต้อกระจก เคยได้รับอุบัติเหตุที่ดวงตา หรือผู้ที่มีโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี

อาการของวุ้นตาเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ การเห็นจุดดำลอยไปมา หรือเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ    ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วขณะ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยขึ้นหรือมีจำนวนมากขึ้น จนรบกวนการมองเห็นในชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด บางรายอาจสังเกตอาการได้ชัดเจนเมื่อต้องมองพื้นเรียบ เช่น ผนังหรือท้องฟ้า โดยเฉลี่ยแล้วอาการเหล่านี้อาจคงอยู่นานราว 3 เดือน บางคนอาจค่อยๆ ปรับตัวจนชินกับจุดดำที่ลอยไปมาได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษาใดๆ แต่หากมีอาการที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เห็นเงาดำคล้ายม่านน้ำบัง มองเห็นเงาดำครึ้มในมุมสายตา หรือภาพพร่ามัวในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของสายตา อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเกิดจอตาฉีกขาดหรือหลุดลอก ซึ่งต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจขยายม่านตา หากตรวจพบรอยรั่วเล็กๆ ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ยังสามารถรักษาได้ด้วยเลเซอร์ โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

การรักษาวุ้นตาเสื่อมนั้น ปัจจุบันมีทั้งวิธีเลเซอร์ เพื่อลดขนาดของตะกอนที่ลอยอยู่ในวุ้นตาให้รบกวนน้อยลง และการผ่าตัดเอาวุ้นตาออก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีทั้งข้อดีและความเสี่ยงร่วมกัน โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยลองปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับอาการก่อน หากยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่ตะกอนมีขนาดเล็กมาก แพทย์ส่วนใหญ่ก็จะไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธีเลเซอร์และการผ่าตัด เพราะทุกการรักษาย่อมมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเมื่อตรวจวินิจฉัยแล้ว คนไข้ไม่ได้มีอาการที่รุนแรงที่มีความเสี่ยง หรือส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้คนไข้ปรับตัวและมองข้ามจุดเล็กๆ เหล่านั้นไป

นอกจาก “โรควุ้นตาเสื่อม” แล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในยุคดิจิทัลคือ “โรคตาแห้ง” โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน อยู่ในห้องปรับอากาศเป็นประจำ เผชิญกับมลภาวะ ฝุ่น ควัน หรือใส่คอนแทคเลนส์ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาฝ่ออย่างถาวร ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างน้ำมันเพื่อเคลือบดวงตาได้อีก ทำให้ตาแห้งเรื้อรัง มีอาการระคายเคือง พร่ามัว แพ้แสง และในบางรายอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

การดูแลสุขภาพตาให้แข็งแรงนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ให้พักสายตา 20 วินาที ด้วยการมองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต หรือหลับตาชั่วครู่ รวมถึงการประคบอุ่นดวงตาเช้า-เย็น เพื่อช่วยให้ต่อมไขมันทำงานได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงแสงยูวีโดยสวมแว่นกันแดดเมื่อต้องออกแดด และหลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ หากรู้สึกแห้งหรือระคายเคืองควรใช้น้ำตาเทียมแทน

สำหรับการตรวจสุขภาพตานั้น ควรเริ่มตั้งแต่อายุน้อย โดยผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ควรตรวจตาอย่างน้อยทุก 5 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40-64 ปี ควรตรวจตาทุก ๆ 1-3 ปี ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรตรวจปีละครั้ง และหากพบว่ามีภาวะเสื่อม หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น เช่น ทุก 3-6 เดือน

โรงพยาบาลพระรามเก้า ตระหนักถึงความสำคัญของ “โรควุ้นตาเสื่อม” ผนึกกำลังกับ Plan B Media เปิดตัวบิลบอร์ดกลางเมืองให้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ไม่เพียงแค่โฆษณา แต่ออกแบบมาให้คุณสามารถตรวจเช็กตัวเองง่าย ๆ ว่าคุณมีภาวะเสี่ยงวุ้นตาเสื่อมหรือไม่ ด้วย 3 เวอร์ชันที่จำลองอาการจริงของผู้ป่วย ทั้งการเห็นหยากไย่ จุดดำ และวุ้นน้ำขุ่นในสายตา เพื่อให้ทุกคนได้สำรวจตัวเองเบื้องต้นว่ามีอาการคล้ายเป็น “โรควุ้นตาเสื่อม” หรือไม่

ผู้ที่สนใจปรึกษาเรื่องภาวะวุ้นในตาเสื่อม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1270 หรือ Website: http://www.praram9.com / Line: lin.ee/vR9xrQs หรือ @praram9hospital และ Facebook: Praram9 Hospital