อินโดนีเซียระส่ำ อาหารกลางวันฟรีทำเด็กกว่า 360 คนอาหารเป็นพิษอีกแล้ว

อินโดนีเซียระส่ำ อาหารกลางวันฟรีทำเด็กกว่า 360 คนอาหารเป็นพิษอีกแล้ว

15 ส.ค. 2568 09:30 น.

อินโดนีเซียระส่ำ อาหารกลางวันฟรีทำเด็กกว่า 360 คนอาหารเป็นพิษอีกแล้ว

โครงการอาหารฟรีของอินโดนีเซียทำพิษอีกแล้ว โดยมีเด็กกว่า 360 คนล้มป่วยด้วยอาหารเป็นพิษ หลังรับประทานอาหารกลางวันฟรีตามโครงการของรัฐบาลเข้าไป ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการ

เหตุการณ์อาหารเป็นพิษครั้งใหญ่สั่นคลอนโครงการอาหารกลางวันฟรีของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซียอีกรอบ โดยคราวนี้มีผู้ป่วยเป็นเด็กนักเรียนถึงกว่า 360 คน ในเมืองสระเกน จังหวัดชวากลาง หลังจากรับประทานอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียน 

โครงการนี้เปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่กลับเจอปัญหาอาหารเป็นพิษหลายครั้งทั่วประเทศ มีผู้ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1,000 คน รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่โครงการเริ่มต้น

สิจิต ปามุงกัส หัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่นสระเกน เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า มีผู้ป่วยทั้งหมด 365 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างอาหารไปตรวจในห้องแล็บแล้ว ขณะที่รัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมดหากจำเป็น

หนึ่งในผู้ป่วย วิซดัน ริดโฮ อาบิมันยู นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนมัธยม กีโมลง 1 เล่าว่า เขาตื่นกลางดึกเพราะปวดท้องรุนแรง ร่วมกับอาการปวดหัวและท้องเสีย โดยเพื่อนๆ ของเขาต่างก็โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่ามีอาการคล้ายๆ กัน

สำหรับเมนูที่คาดว่าเป็นสาเหตุ ได้แก่ ข้าวขมิ้น, ไข่ม้วนหั่นฝอย, เทมเป๊ะทอด, สลัดแตงกวากับผักกาด, แอปเปิ้ลหั่นชิ้น และนมกล่อง โดยอาหารทั้งหมดถูกทำในครัวกลางและกระจายไปยังหลายโรงเรียน

ด้าน ดาดัน ฮินดายานา หัวหน้าสำนักงานโภชนาการแห่งชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งกำกับดูแลโครงการนี้ กล่าวว่าหลังเหตุการณ์อาหารเป็นพิษครั้งก่อน ทางการได้ยกระดับมาตรฐานด้านความสะอาดของครัวและระบบขนส่งอาหารแล้ว แต่ยังคงเกิดเหตุซ้ำอีก

ปัจจุบัน โครงการอาหารกลางวันฟรีขยายครอบคลุมผู้รับสิทธิ์แล้วกว่า 15 ล้านคน และมีแผนจะเพิ่มเป็น 83 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ ด้วยงบประมาณกว่า 171 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 10.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมืองหนึ่งในจังหวัดชวาตะวันตกเกิดเหตุอาหารเป็นพิษ ทำให้นักเรียนกว่า 200 คนป่วย โดยผลตรวจพบการปนเปื้อนแบคทีเรีย ซัลโมเนลลา และ อี.โคไล ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อความปลอดภัยของโครงการอาหารกลางวันฟรี ที่แม้จะช่วยเหลือผู้คนนับสิบล้าน แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานอาหารและความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

AI ช่วยคิดค้นยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ฆ่าเชื้อหนองใน และ เชื้อแบคทีเรียดื้อยา

AI ช่วยคิดค้นยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ฆ่าเชื้อหนองใน และ เชื้อแบคทีเรียดื้อยา

15 ส.ค. 2568 08:37 น.

AI ช่วยคิดค้นยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ฆ่าเชื้อหนองใน และ เชื้อแบคทีเรียดื้อยา

ทีมนักวิจัย ร่วมกับ AI คิดค้นยาปฏิชีวนะ 2 สูตรใหม่ ฆ่าเชื้อหนองในและเชื้อแบคทีเรียดื้อยาะ MRSA หลังมนุษย์เผชิญวิกฤตเชื้อดื้อยาคร่าชีวิตนับล้านต่อปี

วันที่ 14 สิงหาคม 2568  ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ของสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ 2 ชนิด ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคสุดอันตราย ได้แก่ เชื้อกอนอร์เรีย หรือ หนองใน (Neisseria gonorrhoeae) ที่มักจะดื้อยาหลายขนาน และเชื้อแบคทีเรียดื้อยา Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการและกับสัตว์ทดลองพบว่า ยาปฏิชีวนะทั้งสองชนิดสามารถฆ่าเชื้อได้จริง โดยไม่ทำลายเซลล์ร่างกายของสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่ากว่าจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยจริงยังต้องใช้เวลาหลายปี ในการพัฒนาและผ่านการทดลองทางคลินิกอย่างเข้มงวด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการก้าวสู่ “ยุครุ่งเรืองครั้งที่สอง” ของการค้นพบยาปฏิชีวนะ หลังทั่วโลกเผชิญวิกฤตเชื้อดื้อยา ซึ่งองค์การอนามัยโลก ชี้ว่าคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี.

ที่มา BBC

ปูตินต้องการอะไรจากการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ที่อะแลสกา?

ปูตินต้องการอะไรจากการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ที่อะแลสกา?

15 ส.ค. 2568 08:30 น.

ปูตินต้องการอะไรจากการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ที่อะแลสกา?

การประชุมสุดยอดระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังจะเกิดขึ้นที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. 2568 นี้ เพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน และนี่อาจเป็นการพบปะที่มีผลกระทบมากที่สุดของพวกเขา

รัสเซียแสดงออกมาตลอดว่าพวกเขาต้องการเก็บดินแดนของยูเครนที่พวกเขายึดไปได้เอาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองเห็นโอกาสอื่นๆ จากการประชุมครั้งนี้ เช่น การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและผลประโยชน์อื่นๆ

ปูตินต้องการหลายสิ่งหลายอย่างในการประชุมสุดยอดกับนายทรัมป์ครั้งนี้ และสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สันติภาพในยูเครน

สิ่งแรกสุดที่ปูตินอยากได้จากการประชุมสุดยอดนี้เป็นสิ่งที่เขาได้รับมาแล้ว นั่นคือ “การยอมรับ” ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาได้พบและพูดคุยโดยตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้นก็ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัสเซียแล้ว

การประชุมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าความพยายามของชาติตะวันตกในการโดดเดี่ยวรัสเซีย “ล้มเหลว” และมอสโกสามารถใช้เหตุการณ์นี้เพื่อบอกกับโลกว่ารัสเซียกลับมาสู่เวทีระดับสูงในการเมืองโลกแล้ว

“ไม่มีใครพูดถึงการโดดเดี่ยวรัสเซียหรือเกี่ยวกับความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ของเราอีกต่อไปแล้ว” อเล็กซานเดอร์ คอตส์ บล็อกเกอร์สายทหารฝ่ายหนุนรัฐบาลเครมลินตัวยง ระบุบนช่องทางออนไลน์ของเขา

และการจัดประชุมที่รัฐอะแลสกา ก็ถูกมองว่าเป็นใจให้รัสเซียในหลายด้าน รวมถึงด้านความปลอดภัย เพราะมันอยู่ห่างจากเมืองชูคอตกา ของรัสเซียเพียง 90 กม. ปูตินไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินผ่านประเทศที่เป็นศัตรูเลย

อะแลสกายังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นของรัสเซียมาก่อน จนพวกเขาขายให้สหรัฐฯ ในช่วงศตวรรษที่ 19 และมันกำลังถูกฝ่ายชาตินิยมในรัสเซียใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดครองดินแดนยูเครน

“อะแลสกาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าพรมแดนของประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และดินแดนขนาดใหญ่ก็สามารถเปลี่ยนเจ้าของได้” หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ มอสคอฟสกี คอมโซโมเลตส์ ของรัสเซียระบุ

ปูตินไม่ได้ต้องการแค่การยอมรับจากนานาชาติ เขายังต้องการชัยชนะ เขาย้ำมาตลอดว่ารัสเซียจะเก็บ 4 แคว้นที่ยึดมาจากยูเครน (โดเนตสก์, ลูฮานสก์, ซาปอริชเชีย และเคอร์ซอน) เป็นของตัวเองต่อไป และต้องการให้เคียฟถอนทหารออกไปจากพื้นที่ที่พวกเขาควบคุมอยู่ในแคว้นเหล่านี้

มีการเปิดเผยข้อมูลว่ารัสเซียยื่นข้อเสนอสันติภาพอย่างเร่งร้อนให้แก่สหรัฐฯ ผ่านนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของนายทรัมป์ ซึ่งโดยสรุปแล้วเป็นการเสนอให้ยูเครนยอมสละดินแดนของตัวเองในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออก แลกกับการหยุดยิง ซึ่งเป็นความคิดที่ผู้นำยูเครนปฏิเสธอย่างหนักแน่นมาตลอด

“ผมจะไม่ยอมสละดินแดนของประเทศของผม เพราะผมไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น” นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวก่อนจะถึงวันประชุมสุดยอด “หากเราไปจากดอนบาสในวันนี้ ออกจากป้อมปราการกับดินแดนและที่ราบสูงที่เราควบคุม ก็เท่ากับเราเปิดฐานที่มั่นให้รัสเซียเตรียมบุกโจมตี”

คาดกันว่านายทรัมป์จะหารือประเด็นนี้กับนายปูตินที่อะแลสกาด้วย และดูเหมือนนายทรัมป์จะพอใจแผน “ดินแดนแลกสันติ” ซึ่งสวนทางกับยูเครนและชาติพันธมิตรยุโรป

ความแตกต่างทางความคิดนี้อาจกลายเป็นโอกาสให้ปูตินใช้เพื่อวาดภาพให้ยูเครนกับชาติยุโรปเป็นอุปสรรคตัวจริงที่ขัดขวางสันติภาพ ไม่ใช่รัสเซีย ซึ่งหากนายทรัมป์เห็นด้วยกับความคิดนี้ แน่นอนว่ายูเครนต้องมีปฏิกิริยาต่อต้าน และนั่นอาจนำไปสู่การตัดความช่วยเหลือยูเครน นายทรัมป์เคยหมดความอดทนกับเซเลนสกีมาแล้ว และมันอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

หากสหรัฐฯ จัดการช่วยเหลือทางทหารที่เหลือ และการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองที่มอบให้แก่ยูเครน เคียฟจะประสบปัญหาอย่างมากในการต่อสู้กับรัสเซีย แม้ชาติยุโรปจะเพิ่มความช่วยเหลือมากขึ้นก็ตาม

นอกจากนั้น ปูตินอาจเห็นโอกาสที่จะรีเซ็ตความสัมพันธ์กับวอชิงตัน แยกความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ ออกจากเรื่องชะตากรรมของยูเครน ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่อาจทำให้ชาติพันธมิตรตะวันตกแบ่งแยกเป็นหลายฝ่าย

เจ้าหน้าที่ยูเครนพยายามพูดเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ, เทคโนโลยี และอวกาศกับสหรัฐฯ มาหลายเดือนแล้ว และพูดเรื่องข้อตกลงด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานที่มีผลประโยชน์สูงในอาร์กติกและที่อื่นๆ ด้วย แม้แต่ตัวนายปูตินเองก็เคยเปรยเรื่องการทำข้อตกลงด้านอาวุธนิวเคลียร์กับนายทรัมป์

ไม่เพียงเท่านั้น การที่นายคีริลล์ ดีมิทรีฟ ทูตเศรษฐกิจของรัสเซียและเป็นผู้ประสานงานคนสำคัญกับรัฐบาลทรัมป์ มีชื่ออยู่ในคณะผู้แทนที่จะเดินทางไปยังอะแลสกาด้วย บ่งชี้ว่าอาจมีการพูดคุยเรื่องการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอยู่ในวาระการประชุมด้วย

และหากปูตินได้ในสิ่งที่เขาต้องการจากการประชุมครั้งนี้ คำถามเรื่องยูเครนอาจกลายเป็นเพียงหนึ่งในประเด็นมากมายในการพูดคุยระหว่างผู้นำของชาติมหาอำนาจทั้งสอง และอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดด้วย



ที่มา : cnn , bbc

สลด น้ำท่วมฉับพลันถล่มหมู่บ้านในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 46 ศพ

สลด น้ำท่วมฉับพลันถล่มหมู่บ้านในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 46 ศพ

15 ส.ค. 2568 05:50 น.

สลด น้ำท่วมฉับพลันถล่มหมู่บ้านในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 46 ศพ

เกิดน้ำท่วมฉับพลันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นแคชเมียร์ ส่วนที่อินเดียควบคุม ซึ่งกำลังมีการเดินทางแสวงบุญของผู้นับถือศาสนาฮินดู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 46 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 ส.ค. 2568 ว่า เหตุน้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน โชสิติ (Chositi) ในเขตคิสต์วาร์ (Kishtwar) ซึ่งเป็นเส้นทางแสวงบุญเพื่อไปสู่วิหารชื่อดังบนเขาหิมาลัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 46 ศพ ผู้แสวงบุญหลายสิบคนถูกอพยพไปยังที่ปลอดภัยแล้ว แต่มีอีกอย่างน้อย 50 คนที่ยังคงสูญหาย

ข่าวระบุว่า เหตุน้ำท่วมรุนแรงพัดพารถยนต์ไปกับกระแสน้ำ เช่นเดียวกับโรงครัวสำหรับผู้แสวงบุญ ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตภายในบ้านที่ได้รับความเสียหาย โดยมีผู้คนจำนวนมากยืนร้องไห้ระงมบนท้องถนน บางคนอยู่ในสภาพถูกโคลนท่วมทั้งตัว

น้ำท่วมฉับพลันดังกล่าวเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เมฆระเบิด” (cloudburst) ซึ่งก็คือการที่ฝนตกกระหน่ำจนเกิดกระแสน้ำหลาก ขณะที่นาย จิเทนดรา สิงห์ สส.แคว้นจัมมูกับแคชเมียร์ กล่าวว่านี่เป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ และทีมกู้ภัยก็เดินทางไปถึงที่หมายได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากถนนถูกตัดขาด และอากาศยังไม่ดีพอให้ใช้เฮลิคอปเตอร์

นายสิงห์คาดว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยชาวบ้านในหมู่บ้านอาโธลี ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน บอกกับสำนักข่าว เอพี ว่า มีร่างผู้เสียชีวิต 15 ศพ ถูกนำมายังโรงพยาบาลท้องถิ่นของหมู่บ้าน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากที่ใด

ด้านนายโอมาร์ อับดุลเลาะห์ มุขมนตรีแคว้นจัมมูกับแคชเมียร์ บรรยายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นโศกนาฏกรรม พร้อมประกาศยกเลิกแผนการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมบางส่วนในวันศุกร์นี้ ซึ่งตรงกับวันชาติของอินเดีย

ทั้งนี้ ภาคเหนือของอินเดียกำลังฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน น้ำท่วมฉับพลันไหลท่วมหมู่บ้านดาราลี ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ไปกว่าครึ่งหมู่บ้าน และจนถึงตอนนี้ยังมีผู้สูญหายอีก 66 คน โดยพบร่างผู้เสียชีวิตเพียงรายเดียวเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

15 ส.ค. 2568 03:30 น.

อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

รัฐมนตรีอิสราเอลประกาศเดินหน้าแผนสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ที่ถูกแช่แข็งมานานกว่า 20 ปี หลังหลายประเทศเตรียมยอมรับสถานะรัฐปาเลสไตน์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ส.ค. 2568 นายเบซาเลล สโมตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอิสราเอล ประกาศว่าจะเริ่มเดินหน้าโครงการ “E1” เพื่อสร้างที่อยู่ชาวยิวกว่า 3,000 หลังในเขตเวสต์แบงก์อีกครั้ง หลังแผนถูกแช่แข็งมานานกว่า 20 ปี เพราะเสียงคัดค้านจากนานาชาติ

โครงการ E1 จะสร้างที่อยู่ของชาวยิวกว่า 3,000 หลังระหว่างกรุงเยรูซาเลมกับชุมชน “มาอาเล อาดูมิม” ซึ่งจะเป็นการตัดขาดเขตเวสต์แบงก์กับกรุงเยรูซาเลมตะวันออกอย่างสิ้นเชิง

นายสโมตริชระบุว่า โครงการ E1 จะเป็นการฝังแนวคิดเรื่องการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ เพราะจะไม่มีอะไรให้ยอมรับ และไม่มีใครให้ยอมรับ

ทั้งนี้ การก่อตั้งชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนึ่งในปัญหาขัดแย้งที่สุดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เนื่องจากเขตเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการใช้เป็นที่ดินของรัฐอิสระของพวกเขาในอนาคต

ตามข้อมูลจาก “พีซ นาว” (Peace Now) กลุ่มต่อต้านการสร้างชุมชนชาวยิวปัจจุบัน มีชุมชนชาวยิวกว่า 160 แห่งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ และมีชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ประมาณ 700,000 คน

“หลังจากถูกกดดันจากนานาชาติและถูกแช่แข็งมาหลายทศวรรษ เรากำลังแหวกขนบธรรมเนียมและกำลังจะเชื่อมต่อมาอาเล อาดูมิม เข้ากับเยรูซาเลม” นายสโมตริช ซึ่งเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาจัด กล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีหลายประเทศออกมาแสดงความตั้งใจที่จะให้การยอมรับรัฐปาเลสไตน์มากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ซึ่งเรียกเสียงประณามจากอิสราเอล

เมื่อนักข่าวถามว่า การรื้อฟื้นโครงการ E1 เป็นการส่งข้อความถึงประเทศอย่าง UK หรือ ฝรั่งเศส ที่วางแผนจะยอมรับรัฐปาเลสไตน์หรือไม่ นายสโมตริชกล่าวว่า “มันจะไม่เกิดขึ้น จะไม่มีรัฐอะไรให้ยอมรับทั้งนั้น”

ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อแผนการล่าสุดของอิสราเอลว่า เขตเวสต์แบงก์ที่มั่นคงจะทำให้อิสราเอลปลอดภัย และเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลนี้ที่จะสร้างสันติภาพในภูมิภาค

ขณะที่โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า EU ขอปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตใดๆ ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

15 ส.ค. 2568 02:36 น.

EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

EU ส่งความช่วยเหลือไปยังสเปน เพื่อช่วยรับมือเหตุไฟป่ารุนแรงซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ขณะที่พยากรณ์อากาศเตือนว่าคลื่นความร้อนจะปกคลุมไปจนถึงสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) ส่งเครื่องบินดับเพลิง 2 ลำไปยังประเทศสเปนเพื่อช่วยเหลือในการต่อสู้กับไฟป่าที่ยังคงลุกโหมอย่างหนัก ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพแล้ว จนแดนกระทิงดุต้องใช้กลไกขอความช่วยเหลือในภาวะภัยพิบัติของชาติสมาชิก EU เป็นครั้งแรก

“เอเมต” (Aemet) สำนักงานสภาพอากาศของสเปนพยากรณ์ว่า คลื่นความร้อนจะยังปกคลุมประเทศไปจนถึงวันจันทร์หน้า (18 ส.ค.) โดยบางพื้นที่จะมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียสและมีลมแรงปานกลาง ทำให้เกิดความกังวลว่า ไฟป่าจะลุกลามเพิ่มขึ้นอีก

สเปนกลายเป็นชาติยุโรปประเทศที่ 5 แล้วที่ใช้กลไกขอความช่วยเหลือในการต่อสู้กับไฟป่า โดยเครื่องบินดับเพลิง “แคนาแดร์” ของฝรั่งเศส 2 ลำ เดินทางถึงแคว้นกาลิเซีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนในวันพฤหัสบดี ขณะที่นาย เฟร์นานโด แกรนเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะให้ EU ส่งนักดับเพลิงมาเสริมกำลัง

เหตุไฟป่าในสเปนเป็นต้นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ โดย 2 รายเป็นเจ้าหน้าที่อาสาดับเพลิงในแคว้นลีออน ส่วนอีกรายเป็นชายผู้อาศัยอยู่ใกล้กรุงมาดริด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนสเปน จับกุมตัวชาย 2 คนในฐานะผู้ต้องสงสัยจุดไฟป่าในแคว้นคาสติลและแคว้นลีออน ก่อนที่ไฟจะลุกลามกินพื้นที่หลายพันเฮกตาร์ ทำให้นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน จำนวนผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาวางเพลิงในสเปนเพิ่มขึ้นเป็น 10 คนแล้ว

ทั้งนี้ ประเทศในยุโรปตอนใต้กำลังเผชิญไฟป่าอย่างหนัก โดยข้อมูลจาก EU ระบุว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วประมาณ 629,000 เฮกตาร์ (ราว 3.93 ล้านไร่) โดยไฟป่าในสเปนเผาผลาญพื้นที่คิดเป็น 1 ใน 4 ของตัวเลขดังกล่าว

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า คลื่นความร้อนที่ร้อนขึ้นและยาวนานขึ้น มีส่วนทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงขึ้นในยุโรป นอกจากนั้น อากาศที่ร้อนทำให้แผ่นดินและพืชแห้งแล้ว กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้ไฟป่าแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ กรีซ, บัลแกเรีย, มอนเตเนโกร และอัลแบเนีย ใช้กลไกคุ้มครองพลเรือน (civil protection mechanism) ของ EU ไปแล้ว โดยกลไกดังกล่าวจะอนุญาตให้ประเทศที่กำลังเผชิญภัยพิบัติ ไม่ว่าจะในยุโรปหรือไม่ สามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้

ไฟป่าในกรีซลุกไหม้มา 3 วันติดต่อกันแล้ว โดยจุดที่อันตรายที่สุดอยู่บนเกาะชีออส และภูมิภาคอาเคอา (Achaia) บนคาบสมุทรเพโลพอนนีส เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 10,000 เฮกตาร์แล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 95 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผบ.กองทัพมาเลเซียเสนอ ส่งทีมสังเกตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ผบ.กองทัพมาเลเซียเสนอ ส่งทีมสังเกตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

14 ส.ค. 2568 23:55 น.

ผบ.กองทัพมาเลเซียเสนอ ส่งทีมสังเกตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้นำกองทัพมาเลเซียเสนอส่งทีมสังเกตการณ์เข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อร่วมตรวจสอบการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่จากอาเซียน

เมื่อ 14 ส.ค. 2568 พลเอก โมฮัมหมัด นีซาม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียเปิดเผยว่า เขาได้เสนอให้นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ติดต่อนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา เพื่อขออนุญาตให้ทีมเจ้าหน้าที่มาเลเซียเข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ขัดแย้งบริเวณชายแดน ร่วมกับทีมสังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT)

ตามรายงานของ เบอร์นามา (Bernama) สื่อมาเลเซีย ทีมสังเกตการณ์จากอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยทูตทหารของชาติสมาชิกอาเซียน จะสังเกตการณ์บริเวณชายแดนและตรวจสอบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

“นี่เป็นภารกิจที่จริงจัง เพราะต้องสังเกตการณ์พรมแดนความยาวประมาณ 840 กม.” นายพลนีซามกล่าว และเสริมว่า ภารกิจนี้จะได้รับการสนับสนุนด้านการขนส่งจากสหรัฐฯ

ขณะที่ทีมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ซึ่งนำโดยทูตทหารมาเลเซียในกรุงเทพฯ และพนมเปญ จะแจ้งโดยย่อต่อเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศ ก่อนจะเดินทางเข้าพื้นที่ขัดแย้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenhpost

ทรัมป์ยอมรับ มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินจะล้มเหลว

ทรัมป์ยอมรับ มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินจะล้มเหลว

14 ส.ค. 2568 23:12 น.

ทรัมป์ยอมรับ มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินจะล้มเหลว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่า มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินในวันพรุ่งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ และไม่เกิดการพูดคุยครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำยูเครนร่วมด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ ฟ็อกซ์ นิวส์ เรดิโอ โดยหัวข้อหลักคือเรื่องการสนทนาระหว่างเขากับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่อะแลสกา ในวันพรุ่งนี้ (15 ส.ค.)

นายทรัมป์กล่าวว่า หากพบปะครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี เขาจะโทรศัพท์หานายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อจัดเตรียมการพบปะครั้งที่ 2 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในหลายสถานที่ รวมถึงที่รัฐอะแลสกาอีกครั้งด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อถูกถามต่อว่า นายเซเลนสกีเตรียมตัวเข้าร่วมการสนทนาเพิ่มเติมอยู่แล้วหากอะไรๆ เป็นไปด้วยดีหรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า เขาจะไม่คาดเดาว่าจะมีการพูดคุยครั้งที่ 2 หรือไม่

นายทรัมป์เสริมด้วยว่า มันคงจะดีหากตัวเขากับนายปูตินได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวหลังการพบปะกัน หากเรื่องราวไม่ได้เป็นไปตามแผน เขาคงไม่จัดการแถลงข่าวร่วม และจัดแถลงต่อผู้สื่อข่าวแยกด้วยตัวเองก่อนจะเดินทางกลับสหรัฐ

ทั้งนี้ ทั้งทำเนียบขาวของสหรัฐฯ กับรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย ระบุก่อนหน้านี้ว่า ผู้นำของพวกเขาจะจัดงานแถลงข่าวร่วมหลังการพูดคุยในวันพรุ่งนี้เสร็จสิ้น

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า การพบปะของเขากับปูตินครั้งนี้อาจทำให้เกิดการพูดคุยครั้งที่ 2 ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีจะเข้าร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ยอมรับว่า มีโอกาส 25% การพูดคุยครั้งที่ 1 นี้จะไม่ประสบความสำเร็จ

นายทรัมป์พูดต่อเรื่องดินแดนของยูเครนกับรัสเซีย โดยระบุว่า จะต้องมีทั้งการ “ให้และรับ” ในเรื่องดินแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

อีกด้านหนึ่ง นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลิน บอกกับผู้สื่อข่าวว่ารัสเซียกับสหรัฐฯ จะไม่มีการออกเอกสารใดๆ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวันพรุ่งนี้

แต่นายเปสคอฟระบุว่า จะมีการแถลงข่าวร่วม โดยประธานาธิบดีปูตินจะแจกแจงเรื่องข้อตกลงและหรือบันทึกความเข้าใจที่บรรลุในการพูดคุยกับนายทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เริ่ม 1 ก.ย.!ไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่าน

เริ่ม 1 ก.ย.!ไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่าน

เริ่ม 1 ก.ย.!ไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.38 น.

‘อรรถกร’เผยไทย-จีนบรรลุข้อตกลงเพิ่มจุดนำเข้า-ส่งออก‘ผลไม้’ 5 ด่านภายใต้พิธีสารขนส่งผลไม้ผ่านประเทศที่สาม ลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มช่องทางการส่งออกใหม่เร่ง กระจายผลไม้ไทยสู่มณฑลต่าง ๆ ของจีนได้รวดเร็วขึ้น เริ่ม 1 กันยายนนี้

14 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เห็นชอบร่วมกันในการปรับปรุงภาคผนวกของ พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการขนส่งผลไม้ผ่านประเทศที่สาม โดยเพิ่มด่านนำเข้า–ส่งออกผลไม้ของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความคล่องตัวด้านการขนส่งสินค้าเกษตรและขยายโอกาสทางการตลาดโดยที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ประสานงานและหารือกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) มาอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุข้อตกลงเพิ่มด่านในครั้งนี้ โดย ฝ่ายไทย เพิ่ม 3 ด่าน ได้แก่ ด่านทุ่งช้าง จังหวัดน่าน, ด่านบ้านฮวก จังหวัดพะเยา และด่านภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ขณะที่ ฝ่ายจีน เพิ่ม 2 ด่าน ได้แก่ ด่านเมิ่งคัง และ ด่านต๋าลั่ว ในมณฑลยูนนาน ทำให้ด่านในพิธีสารในการที่จะส่งออกผลไม้สดเพิ่มเป็น 9 ด่านฝั่งไทย และ 12 ด่านฝั่งจีน

สำหรับการเพิ่มด่านครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเปิดเส้นทางขนส่งใหม่ เป็นการเพิ่มโอกาสและศักยภาพแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในการลดต้นทุนการขนส่งของเกษตรกรในพื้นที่ ลดความแออัดของด่านเดิมในช่วงฤดูกาลผลไม้ ในการกระจายสินค้าไปยังมณฑลต่าง ๆ ของจีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมคือ ผู้ประกอบการมีตัวเลือกเส้นทางขนส่งมากขึ้น ลดปัญหาคอขวดในช่วงที่มีผลไม้ส่งออกไปยังจีนมาก และช่วยกระจายผลผลิตเข้าสู่จีนได้รวดเร็วและทั่วถึงยิ่งขึ้น

ขณะที่นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า พิธีสารฉบับนี้ลงนามเมื่อ 13 กันยายน 2564 ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย กับ GACC เพื่อกำหนดมาตรการกักกันโรคและตรวจสอบผลไม้ที่ส่งออก–นำเข้าทางบกผ่านประเทศที่สาม โดยไม่จำกัดเส้นทาง และสามารถปรับเพิ่มด่านนำเข้า-ส่งออกได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชไทย–จีน ซึ่งมี มกอช. เป็นผู้ประสานหลักของไทย ซึ่งการส่งออกผลไม้สดของไทยไปจีนในปี 2567 คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท โดยจีนยังคงเป็นตลาดหลักของผลไม้ไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ ทั้งนี้ หลังจากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เพิ่มด่านส่งออก-นำเข้าทั้ง 5 ด่านแล้ว จะสามารถนำเข้าส่งออกผลไม้สดผ่านด่านเหล่านี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป อันจะเป็นการเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดการค้าสินค้าเกษตรของไทยต่อไปในอนาคต

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทาน ปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทาน ปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทาน ปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.01 น.

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2567 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อุปนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ

อนึ่งตามที่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้พระราชทานพระวินิจฉัยในการจัดให้มีรางวัลสำหรับบัณฑิตที่มีผลคะแนนเฉลี่ยสูงสุดของแต่ละหลักสูตร โดยพระราชทานนามว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยในปีการศึกษา 2567 นี้ มีจำนวนบัณฑิตที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน จำนวน 6 คน สำหรับในปีการศึกษา ๒๕๖๗ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทั้งหมดจำนวน 339 คน ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ จำนวน 6 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขภาพดิจิทัล จำนวน 4 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ จำนวน 33 คน คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต จำนวน 62 คน และ หลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต (สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น) จำนวน 112 คน คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสัทภาพการแพทย์  จำนวน 1 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค จำนวน 66 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ จำนวน 26 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฉุกเฉินการแพทย์ (ต่อเนื่อง) จำนวน 29 คน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ จัดตั้งขึ้นในปีพุทธศักราช 2557 จากพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมีพระปณิธานให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน มุ่งสร้างบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมไทยและนานาชาติ ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี พร้อมทั้งบูรณาการงานวิจัยและบริการวิชาการผสมผสานอยู่ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ของบัณฑิตในทุกมิติที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมทั้งเป็นสถาบันที่ให้บริการทางการแพทย์ด้วยมาตรฐานสากลแก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการนำวิทยาการขั้นสูงและนวัตกรรมไปใช้ในการดูแลคนไทยให้สามารถเข้าถึงสุขภาวะที่ดี ภายใต้ปรัชญาเป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต