อิหร่านลั่น “โลกยอมรับชัยชนะของเรา” ชี้สงครามกับสหรัฐฯ ควรยุติ

อิหร่านลั่น “โลกยอมรับชัยชนะของเรา” ชี้สงครามกับสหรัฐฯ ควรยุติ

23 ส.ค. 2569 02:49 น.

อิหร่านลั่น “โลกยอมรับชัยชนะของเรา” ชี้สงครามกับสหรัฐฯ ควรยุติ

ประธานาธิบดีอิหร่านออกมาเรียกร้องว่า สงครามระหว่างประเทศของเขากับสหรัฐฯ ควรยุติลงได้แล้ว เนื่องจากโลกยอมรับในชัยชนะของอิหร่านที่มีเหนือสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค. 2569) ว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านควรยุติลงได้แล้ว เนื่องจากทั่วโลกต่างยอมรับชัยชนะของเตหะรานในความขัดแย้งครั้งนี้

“ทั้งโลกได้ยอมรับชัยชนะของพวกเราแล้ว และสหรัฐฯ ก็กำลังเป็นที่เกลียดชัง” เขากล่าว ตามรายงานของสำนักข่าว IRNA สื่อของทางการอิหร่าน

คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลของเขาจะเปิดฉาก “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ต่ออิหร่าน ในขณะที่การเจรจาเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านปิดนั้น เข้าสู่ภาวะชะงักงัน

“การลักลอบขนส่งน้ำมัน, การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์, การโอนเงินสด, สถาบันแลกเปลี่ยนเงินตรา, การจดทะเบียนเรือ, บริษัทตัวแทน ทั้งหมดนี้ต้องหยุดลงในทันที คุณรู้อยู่แก่ใจว่าพวกคุณคือใคร” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social

“นี่จะเป็น ‘วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ’ และเราต้องการให้พันธมิตรของเราทุกคนยืนหยัดเคียงข้างสหรัฐอเมริกาเพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน” ทรัมป์ระบุเสริม

ด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจชุดใหม่ในวันจันทร์นี้

“มันคือการรุกฆาตสองชั้น เรามีการปิดล้อมทางทะเล และเรากำลังจะมีมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์” นายเบสเซนต์บอกกับ CNBC เมื่อวันพฤหัสบดี “มันจะได้ผลในอิหร่าน และเรากำลังจะทำให้ระบอบปกครองนี้พังทลายลง”

ขณะเดียวกัน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาประณามแผนการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยชี้ว่านี่เป็นเพียงวิธีการของรัฐบาลทรัมป์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาค่าครองชีพภายในประเทศของตนเอง

“สิ่งที่เรียกว่า ‘วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ’ เป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตของอเมริกาเอง ทั้งหนี้สินสูงเป็นประวัติการณ์และภาระดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น” นายอารักชีระบุ “การดันทุรังใช้นโยบายที่ล้มเหลวมีแต่จะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้เพิ่มเติม และสร้างความเกลียดชังจากชาวอิหร่าน การก่อการร้ายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังคุกคามเศรษฐกิจโลกและอธิปไตยทั่วโลก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the hill

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

23 ส.ค. 2569 00:15 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

กองทัพรัฐบาลเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ในเมืองตอนกลางของประเทศ ทำให้ประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมเนื่องในวันเข้าพรรษา เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของนักรบฝ่ายต่อต้าน 2 คนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ว่า กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศเข้าใส่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนมารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติธรรมเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

นเว อู มย็อง (Nway Oo Myaung) นักรบฝ่ายต่อต้านเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเข้าช่วยเคลื่อนย้ายศพเปิดเผยว่า เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันศุกร์ (21 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยเครื่องบินของกองทัพโจมตีใส่อาคารสำนักสงฆ์ในอำเภอมย็อง (Myaung) ในภาคสะกาย ตอนกลางของประเทศ

“เนื่องจากตรงกับช่วงเข้าพรรษา … ผู้สูงอายุจึงเดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมเป็นเวลาสามเดือน” นายนเว อู มย็อง กล่าว พร้อมเสริมว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 11 ราย และหญิง 3 ราย มีอายุระหว่าง 50 ถึง 70 ปี “นี่ไม่ใช่การโจมตีผิดเป้าหมาย แต่เป็นการจงใจโจมตีสำนักสงฆ์”

นักรบฝ่ายต่อต้านในพื้นที่รายที่ 2 ซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ว่า “ผู้เสียชีวิต 5 รายมาจากหมู่บ้านของพวกเรา ส่วนอีก 9 รายมาจากหมู่บ้านอื่น” และอ้างว่า “ขณะที่เรากำลังพยายามช่วยเหลือผู้คน เครื่องบินก็บินกลับมากราดยิงและทิ้งระเบิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง”

ทั้งนี้ เมียนมาอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2564 โดยประเมินกันว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตทุกฝ่ายรวมกันแล้วมากกว่า 100,000 ศพ ขณะที่กองทัพต้องสู้รบกับกลุ่มต่อต้านเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทีมคณะผู้สอบสวนของสหประชาชาติจากกลไกสืบสวนอิสระสำหรับเมียนมา (IIMM) เผยแพร่รายงานกล่าวหากองทัพเมียนมาว่า “ทำการโจมตีทางอากาศใส่พลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าและจงใจ” โดยอาคารสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัด/สำนักสงฆ์ และโรงเรียน มักเป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาออกมาตอบโต้รายงานของ IIMM ว่าเป็น “การกล่าวหาฝ่ายเดียว” และอ้างอิงจากข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่ถูกต้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

22 ส.ค. 2569 23:24 น.

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

ชายชาวญี่ปุ่นถูกตำรวจตำหนิอย่างรุนแรง หลังให้ลูกชาย 7 ขวบ รออยู่บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียวนานหลายชั่วโมงท่ามกลางหมอกและฝนตก ในขณะที่เขาเดินหน้าปีนเขาต่อ

สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 ว่า ชายชาวญี่ปุ่นวัย 48 ปี คนหนึ่ง ถูกตำรวจตักเตือนอย่างหนัก หลังจากเขาทิ้งลูกชายวัย 7 ขวบ เอาไว้บนภูเขาไฟฟูจินานหลายชั่วโมง เพื่อที่เขาจะได้เดินหน้าปีนเขาต่อ โดยทิ้งเสบียงไว้ให้เพียง น้ำอัดลมและขนมเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ประจำกระท่อมบนเขาพบเด็กชายคนดังกล่าวเมื่อเวลา 07.30 น. วันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยเขานั่งอยู่บนม้านั่งบนภูเขาไฟฟูจิ ใกล้กับสถานีที่ 6 ของเส้นทางปีนเขาไปยังยอดเขา ณ จุดที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 2,000 เมตร ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีหมอกและฝนตก

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งตำรวจ ซึ่งติดตามตัวผู้เป็นพ่อได้ที่สถานีที่ 8 ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาเดินจากจุดที่เด็กอยู่ถึง 3 ชั่วโมง

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เป็นพ่อบอกให้ลูกชาย “รออยู่ตรงนี้” หลังจากเด็กบ่นว่าเหนื่อย แล้วตัวเขาก็เดินหน้าปีนเขาต่อพร้อมกับลูกชายคนโต ซึ่งตำรวจได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้เป็นพ่ออย่างรุนแรงเมื่อเขาย้อนกลับถึงจุดที่ลูกชายอยู่

“ถึงแม้มันจะหมายความว่าต้องล้มเลิกการปีนเขาด้วยกัน แต่การทิ้งเด็กเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” ตำรวจตำหนิผู้เป็นพ่อ ตามรายงานของ Japan Today ในขณะที่ชายวัย 48 ปีกล่าวขอโทษสำหรับตัดสินใจ “หุนหันพลันแล่น” ที่ได้ทำลงไป

ทั้งนี้ ตามรายงานของสื่อญี่ปุ่น ครอบครัวนี้ใช้เส้นทางฟูจิโนมิยะ ซึ่งเริ่มจากสถานีที่ 5 ของภูเขา อันเป็นจุดที่ขนส่งสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ จากจุดนั้น ไกด์นำเที่ยวปีนเขาระบุว่าต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงในการเดินถึงยอดเขา และอีกประมาณ 3 ชั่วโมงในการเดินลงมา

อนึ่ง ภูเขาไฟฟูจิซึ่งมีความสูง 3,776 เมตร (12,389 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2556 ภูเขาไฟฟูจิยังเป็น 1 ใน 3 “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์” ของญี่ปุ่น ร่วมกับภูเขาตาเตะ (Mount Tate) และภูเขาฮะกุ (Mount Haku) ด้วย

ในแต่ละปีมีผู้คนเดินทางมาปีนเขาแห่งนี้ประมาณ 200,000 คน แต่มีการจำกัดจำนวนคนต่อวันในบางเส้นทางเพื่อป้องกันความแออัด แต่ถึงอย่างนั้น อุบัติเหตุจากการปีนเขายังเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกรกฎาคม หญิงวัย 99 ปี ต้องได้รับช่วยเหลือขณะพยายามปีนเส้นทางนี้ หลังจากเธอพลัดตกและได้รับบาดเจ็บที่สะโพกและหลัง

เมื่อปีก่อน นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 27 ปี ที่เข้าไปปีนเขานอกฤดูกาลอย่างเป็นทางการ ต้องได้รับช่วยเหลือถึงสองครั้งภายในเวลา 4 วัน หลังจากเขาพยายามย้อนกลับไปตามหามือถือที่ทำหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

22 ส.ค. 2569 22:05 น.

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

นายกฯ แคนาดายืนยันว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” หลังการเจรจาการค้าล้มเหลว ทำให้สหรัฐฯ เริ่มตั้งกำแพงภาษี 50% ต่อสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาประสบความล้มเหลวในนาทีสุดท้าย ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้าบางประเภทที่นำเข้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศจะตอบโต้

ในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 นาย มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศระงับการเจรจาพร้อมสั่งทีมงานเดินทางกลับกรุงออตตาวา และยืนยันว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ ในมูลค่าที่เท่ากันแบบ “ภาษีต่อภาษี ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” โดยระบุว่าข้อเสนอในนาทีสุดท้ายของสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรม และทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อตก

ด้านนาย เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า แคนาดาเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลง ทั้งที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด และอ้างว่าแคนาดาเริ่มเรียกร้องเงื่อนไขใหม่พร้อมกับถอนตัวจากข้อตกลงเดิมที่เคยตกลงกันไว้

มีรายงานว่า คณะผู้เจรจาได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดาลงจาก 50% เหลือ 25% และลดภาษีรถยนต์จากแคนาดาลงจาก 25% เหลือ 15% เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน นายคาร์นีย์ได้ขอให้รัฐต่างๆ ของแคนาดานำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ กลับมาวางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้าอีกครั้ง

ส่วนสหรัฐฯ ต้องการให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้เดิม ปรับโควตานมเพื่อเปิดทางให้เนยแข็งจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดแคนาดามากขึ้น และยกเลิกการแบนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ในรัฐต่างๆ ของแคนาดา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ บังคับใช้ภาษีศุลกากรอัตรา 50% กับสินค้าต่างๆ ของแคนาดา รวมถึง ไวน์, ผลิตภัณฑ์นม, ซีเมนต์, เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 5% ของยอดการส่งออกทั้งหมดของแคนาดา โดยไม่รวมกับอัตราภาษีแยกต่างหากที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจาก เหล็ก, อะลูมิเนียม, รถยนต์ และไม้แปรรูป ที่นำเข้าจากแคนาดาอยู่แล้ว

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า มาตรการภาษีนี้อาจส่งผลให้แคนาดาสูญเสียตำแหน่งงานสูงถึง 90,000 ตำแหน่ง และอาจฉุด GDP ของประเทศให้ลดลง 0.3% ถึง 0.6%

ขณะที่สภาการค้าแคนาดาออกมาเตือนว่า กำแพงภาษีล่าสุดของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของอเมริกาเหนือ

ชาวแคนาดาจำนวนมากและผู้นำระดับรัฐบาลท้องถิ่น เช่น รัฐออนแทริโอ และบริติชโคลัมเบีย ต่างออกมาสนับสนุนมาตรการตอบโต้ของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่า “ไม่ควรมองความสุภาพของเราผิดเป็นความอ่อนแอ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชวน ‘พี่ภูผา’ ติวนอกห้องเรียน ผ่าน Exclusive Tutor Class เผย 4 เทคนิค ‘คนตื่นเรียน’ เรียนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

KAVE Playground ลาดพร้าว-บดินทรเดชา หนึ่งในโครงการ Campus Condo จาก AssetWise ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาโดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนบดินทรเดชา จัดกิจกรรม Exclusive Tutor Class “ปลุกโหมดเรียนให้ตื่น!” สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์นอกห้องเรียนให้เกิดขึ้นจริง ณ สำนักงานขายโครงการ ผ่านแนวคิด Play • Learn • Live พร้อมส่งต่อพลังและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ พบปะบุคคลต้นแบบ การสร้าง Connection และค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

กิจกรรมครั้งนี้ชวนน้องๆวัยมัธยมจากหลากหลายสถาบันมาเติมไฟแห่งการเรียนรู้ พร้อมเรียนรู้เทคนิคการเตรียมตัวสอบและแนวคิดการพัฒนาตัวเองจาก พี่ภูผา อมรกิจจา (Mr.Phoops) ติวเตอร์และครีเอเตอร์เจ้าของเพจ #คนตื่นเรียน ผู้สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้าน AI Engineering จาก University of Cambridge และผู้เขียนหนังสือ “Winner Mindset สูตรโกงชีวิต (ที่โรงเรียนไม่สอน)” ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง พร้อมแบ่งปันแนวคิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน

โดยพี่ภูผาได้นำประสบการณ์จากเส้นทางการเรียนของตัวเองมาถ่ายทอดให้กับน้องๆตั้งแต่ประสบการณ์การสอบ IELTS ที่ต้องสอบถึง 14 ครั้งกว่าจะผ่าน ไปจนถึงการใช้ชีวิตและปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมฝากแนวคิดสำคัญว่า “คนเรียนเก่ง” อาจไม่ได้เริ่มต้นจากโรงเรียนดัง หรือจำนวนชั่วโมงเรียนพิเศษ แต่เริ่มจาก “วิธีเรียน” ที่ถูกต้อง และการวางแผนเตรียมตัวอย่างมีเป้าหมาย

4 เทคนิค “คนตื่นเรียน” เรียนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ มีดังต่อไปนี้

1.แบ่งเวลาให้เป็น  การสอบคือการวางแผน พี่ภูผาแนะนำว่า การเตรียมตัวสอบไม่ใช่การโหมอ่านหนังสือทุกวิชาพร้อมกัน ให้โฟกัสวันละ 1 วิชา มากกว่าการสลับหลายวิชาในวันเดียว เพราะความจำเปรียบเสมือนการฝึกร้องเพลง ยิ่งอ่านและทบทวนซ้ำอย่างสม่ำเสมอ สมองก็ยิ่งจดจำได้ดีขึ้น

2.ฟังให้เข้าใจ ก่อนจดให้จำ หนึ่งในวิธีเรียนที่พี่ภูผาแนะนำคือ “อย่ารีบจดจนลืมฟัง” ควรตั้งใจฟังและทำความเข้าใจในห้องเรียนให้ได้มากที่สุด จากนั้นกลับมาทบทวนและเขียนสรุปด้วยภาษาของตัวเองภายในวันเดียวกัน จะช่วยให้จำเนื้อหาได้แม่นยำขึ้น

3.ทวนให้บ่อย ฝึกทำโจทย์เก่า จับแพทเทิร์นข้อสอบให้แม่น ให้ลองทำข้อสอบเก่าหรือ Mock Testเพื่อประเมินว่ายังขาดความรู้ในส่วนใด เพราะแม้การเรียนพิเศษจะช่วยให้มีคนมาช่วยจับแพทเทิร์นหรืออธิบายโจทย์ได้เร็วขึ้น แต่ท้ายที่สุดผู้เรียนยังต้องกลับมาฝึกทำโจทย์และทบทวนด้วยตัวเอง

4.รู้จักใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ควรรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่ Research เพื่อค้นคว้าข้อมูล, Brainstorm เพื่อช่วยคิดไอเดีย, Tutorial เพื่อเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือที่ไม่ถนัด ไปจนถึง Execution / Agentic AI ที่สามารถช่วยลงมือทำหรือสร้างผลงาน เช่น รูปภาพและวิดีโอ โดย AI สามารถเป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ได้ แต่ควรตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งและใช้วิจารณญาณควบคู่กันไป

นอกจากทักษะด้านการเรียนและเทคโนโลยีแล้ว พี่ภูผายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ Personal Branding และความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์ได้ การรู้จักสร้างตัวตน สะสมความน่าเชื่อถือ และทำให้ผู้คนจดจำในความเชี่ยวชาญของเรา จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต

สำหรับ KAVE Playground ลาดพร้าว-บดินทรเดชา เป็นโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น จำนวน 11 อาคาร รวม 512 ยูนิต พร้อมอาคารจอดรถ 8 ชั้น รองรับ 203 คัน โดดเด่นด้วยทำเลใกล้โรงเรียนบดินทรเดชา เพียง 10 ก้าว* และส่วนกลางกว่า 60 กิจกรรม รองรับหลากหลายไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ภายในโครงการมีห้องพักให้เลือกทั้ง Studio, 1 Bedroom, 1 Bedroom Exclusive และ 1 Bedroom Plus ขนาด 23.60–33.90 ตร.ม. พร้อม Shuttle Van รับ-ส่งสถานีรถไฟฟ้า และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ปัจจุบันโครงการได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ปกครอง ครู และ First Jobber มียอดขายแล้ว 62% และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนในเดือนธันวาคม 2569

คนตื่นเรียนพี่ภูผา

ประเสริฐ ยกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เป็น Sandbox แก้หนี้ครู เตรียม เจรจากระทรวงเกษตร ตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค

22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:38 น.

“ประเสริฐ” ยกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เป็น Sandbox แก้หนี้ครู เตรียม เจรจากระทรวงเกษตร ตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค แก้หนี้ครูทั้งประเทศ

วันที่ 22 สิงหาคม 2565 นายประเสริฐจันทรารวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กิตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่รับฟัง หาแนวทางการแก้หนี้ครูและมอบนโยบาย ณ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ นำทัพใหญ่มาจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งใจเดินทางมาวันนี้นอกจากจะให้นโยบายศึกษาธิการใน 5 เรื่องแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือมาเยี่ยมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ประสบความสำเร็จ เมื่อ2วันที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำข้อตกลงกับธนาคารออมสิน ในการลดดอกเบี้ยให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จากที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 6- 7 ต่อปี ทางธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 3.5 ต่อปี ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนี้ ทำให้ครูที่ต้องผ่อนชำระหนี้ 30 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 21 ปี ถ้าผ่อน 20 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 16 ปี ซึ่งสามารถช่วยให้ครูปลดหนี้ได้เร็วขึ้น แต่คิดว่าเท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากยังมีครูที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 5-6 ต่อปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยไม่เกิดร้อยละ 4.75 ซึ่งดอกเบี้ย 4.75 ถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้นหลังจากรับฟังแนงทางและข้อเสนอของ นายณรินทร์ ชำนาญดู ประธานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี ประธานสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี แล้ว กระทรวงศึกษา คิดไว้ตรงกันประมาณ 3-4 ข้อแล้ว กระทรวงศึกษาฯก็จะเติมเต็มทั้งหมด รวมถึงแก้ไขเรื่องการล้มละลายฯ ขณะนี้ พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณาผ่านวุฒิสภาแล้ว 90% ซึ่งถ้าวุฒิสภาเสนอกลับมาสภาฯ ซึ่งสภาฯจะเปิดสมัยประชุม ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ หากสภาไม่มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะทำให้ข้าราชการครูที่เคยล้มละลายกลับมาเป็นข้าราชการครูปกติได้ ถึงวันนั้นตนก็จะเร่งประกาศให้พี่น้องครูได้รับทราบโดยเร็ว

เรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูแม้ไม่ใช่นโยบายที่กระทรวงศึกษาจะขับเคลื่อนโดยตรง แต่เป็นสวัสดิการและการเสริมสร้างกำลังใจให้กับพี่น้องครู ตนก็จะดำเนินการหาทางช่วยกันเติมเต็ม เพื่อทำให้ครูสามารถใช้วิชาชีพได้อย่างมีความสุข สามารถทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนอย่างเต็มที่
นายประเสริฐ กล่าวว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เงินเดือนครูเหลือไว้ใช้เป็นค่าครองชีพ 30% เข้าใจดีว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้ครูมีภาระหนี้สินเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ตนกำลังเร่งหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และมีการเจรจาหลังบ้านแล้ว และจะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย เพื่อครูไม่ต้องมาแบกดอกเบี้ยร้อยละ 5 หรือ ร้อยละ 6.25 ตนไม่อยากเห็นดอกเบี้ยครูเกิน 4 บาทต่อปีด้วยซ้ำ

“เพราะฉะนั้นอันดับแรกการบ้านของผม คือไปหาแหล่งเงินทุน ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาเบื้องต้นแล้ว ได้คุยแหล่งเงินทุน เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ที่อยู่ในระบบเป็นธนาคารที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเริ่มเจรจาแล้ว และมีสัญญาณเชิงบวก เพื่อจะมาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว

นายประเสริฐ กล่าวถึงเรื่องการตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค ว่า ตสขอไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ก่อน และขอไปทำการบ้านก่อนว่าจะสามารถดำเนินการได้ขนาดไหน รวมถึงหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ถ้าทำได้ก็จะรวมหนี้ครูที่อยู่ตามที่ต่างๆที่อัตราดอกเบี้ยสูง เอาหนี้อยู่ที่เดียวกัน ผ่านสหกรณ์กลางเป็นผู้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

เพื่อช่วยให้ครูเหลือเงินส่วนต่างมากขึ้น ซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ กระทรวงศึกษาฯพร้อมเป็นคนกลางและพร้อมเจรจาและขอความร่วมมือกับสหกรณ์ครูทั่วประเทศในการลดดอกเบี้ย เพราะสหกรณ์ก็เป็นข้าราชกาาครูด้วยกัน ดังนั้น การคิดอัตราดอกเบี้ยก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือไม่เกินร้อยละ 4.75 ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบางแห่ง หรือสถาบันการเงินบางแห่งที่หักเงินเดือนครูเหลือต่ำกว่า 30% ตนก็จะไปดูเรื่องระเบียบ หากมีระเบียบที่ยังติดขัดอยู่ก็พร้อมหาลือ หาทางแก้ไขกฏหมาย เพื่อให้ครูเหลือเงินเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณภาพชีวิตครูดีขึ้น

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันที่เข้ามากระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มคนที่ไปหาตนมากที่สุด คือราชการครูที่เป็นหนี้ มาขอพบทุกวัน ตนจึงเห็นความสำคัญของปัญหานี้ และคิดว่าหลังจากที่ทำงานไปสักพักนึงแล้ว ก็จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ให้ และจะนำข้อคิดดีๆของสหกรณ์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโมเดล หรือแซนบล็อก เป็นแบบอย่าง ในการขยายผล และขอชื่นชมถึงผลสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี หลังจากนี้นโยบายอย่างหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เคยประกาศไว้ 5 เรื่อง ซึ่งทำไปหลายเรื่องแล้ว แต่สิ่งที่เราจะทำต่อก็คือเรื่องแก้ปัญหาหนี้ครู เนื่องจากเข้าใจดี โดยเฉพาะข้าราชการที่จะเกษียณฯ หลังเกษียณจะได้เงินเดือนอีกอัตราหนึ่งเพราะฉะนั้น ตนจะดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป

“สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยมีขั้นตอนในการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และประสบความสำเร็จ ทำให้หนี้ครูจากสถาบันการเงิน และจากสหกรณ์ต่างๆลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยวันนี้ที่มา จะมาดูเพื่อนำไปเป็นโมเดล เป็นแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องครูทั่วประเทศ เพราะหลังจากที่กระทรวงศึกษาร่วมกับธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.5% แล้ว เรายังพบว่ามีครูจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถึงร้อยละ 5-6 ต่อปี ตามสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต่างๆทั่วประเทศ ดังนั้น ตนจะนำโจทย์ และแนวทางในที่ประชุมเสนอมาวันนี้ ไปหาแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องครู โดยกระทรวงศึกษาฯ พร้อมเป็นกลาง เนื่องจากขณะมีครูที่ถูกฟ้องร้องล้มละลายกว่า 10,000 คน ซึ่งปัญหาตรงนี้ต้อรีบแก้ไข

มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569 เปิดโลกนวัตกรรมจาก 8 ประเทศ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 16:44 น.

จากคลื่นสมองสั่งหุ่นยนต์ สู่ Coding–อวกาศ–เกษตร ฝึกเด็กคิด ทดลอง และสร้าง รับโลก AI

บรรยากาศงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ เด็กคนหนึ่งสวมอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณสมอง ก่อนเพ่งสมาธิส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ ขณะที่อีกมุมหนึ่ง เด็กๆกำลังต่อ LEGO เขียนโค้ด และทดลองควบคุมหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง ถัดออกไปยังมีเทคโนโลยีการบินวิทยา ศาสตร์ อวกาศ เกษตร และ VR ให้ร่วมสัมผัสอย่างใกล้ชิด

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–19.00 น. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 9–11 เปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือทำจริงที่นำทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยและวิธีการสื่อสารวิทยาศาสตร์มาจัดแสดง สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่ AI และเครื่องจักรกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยา ศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมนิทรรศการ  พร้อมกันนี้ได้อธิบายว่า “ปีนี้ได้ออกแบบและบริหารพื้นที่จัดงานให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมได้เต็มที่ ขณะเดียวกันผู้ชมสามารถเดินชมงานและเข้าร่วมกิจกรรมได้สะดวก โดยตลอดพื้นที่มีทั้งสาระ ความสนุก และการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองด้วยตนเอง งานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง ซึ่งมีถึง 28 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย มาร่วมจัดแสดงนวัตกรรมให้ผู้ชมได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต้องได้ทดลอง เล่น และค้นหาคำตอบ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น”

จีนจับ“คลื่นสมอง”สั่งหุ่นยนต์เคลื่อนไหว

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจคือบูธจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำทั้งนิทรรศการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเชิงปฏิสัมพันธ์ และกิจกรรมที่เปิดให้ผู้ชมทดลองด้วยตัวเองมาจัดแสดงกิจกรรม เด่นเปิดให้ผู้เข้าชมทดลอง ใช้คลื่นสมองควบคุมหุ่นยนต์ โดยผู้ทดลองสวมเครื่องจับสัญญาณคลื่นสมองไว้ที่ศีรษะ จากนั้นใช้สมาธิเพื่อให้ระบบรับสัญญาณและส่งคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

เด็กและผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมชม จึงไม่ได้เพียงยืนดูหุ่นยนต์ทำงาน แต่ได้ทดลองด้วยตัวเองว่า สมาธิและสัญญาณจากสมองสามารถเชื่อมต่อกับระบบควบคุมเครื่อง กลได้อย่างไร กิจกรรมยังช่วยฝึกการจดจ่อและทำให้เรื่องการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร ซึ่งอาจดูเป็นเทคโน โลยีไกลตัว กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้

อีกบูธหนึ่งของจีนใช้ VR สร้างประสบ การณ์เรียนรู้ให้ผู้ชมสวมอุปกรณ์และทดลองตอบสนองกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เปิดอีกมุมให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ฝึกการรับรู้ การคิด และการตอบสนองของผู้เรียนได้หลายรูปแบบ ในนิทรรศการ L.I.S.T.E.N Science Space ซึ่งพัฒนาภายใต้ความร่วมมือระหว่าง China Science and Technology Museum และ NSM ยังใช้ Interactive Exhibits การทดลองวิทยาศาสตร์ สื่อดิจิทัล และ VR Experience เพื่อกระตุ้นการสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ด้วยตนเอง

เดนมาร์กใช้ LEGO พาเด็กจาก “การเล่น” สู่ Coding

LEGO ไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ เด็กๆเริ่มจากการประกอบชิ้นส่วน ก่อนเขียนโค้ดควบคุมให้สิ่งที่สร้างขึ้นเคลื่อนไหว และระหว่างทางได้ฝึกคิดเป็นขั้นตอน ทดลอง และแก้ปัญหาผ่าน กิจกรรม Shaping Ideas, Exploring AI with LEGO Education Kit เปิดโลกการเรียนรู้ Computational Thinking และ AI ผ่านการเขียนโปรแกรม การใช้เซนเซอร์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เปลี่ยน “การเล่น” ให้เป็น “การสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิทยาศาสตร์”

ฝรั่งเศส พาวิทยาศาสตร์สู่โลกการบินและเทคโนโลยี

บูธจากฝรั่งเศสเปิดมิติใหม่ของวิทยา ศาสตร์ ตั้งแต่งานวิจัย การศึกษา ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ใช้จริงในอุตสาหกรรม โดยมีหน่วยงานอย่าง Campus France Thailand, Airbus และ Thales ร่วมนำเสนอองค์ความรู้และนวัตกรรม Airbus

เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีอากาศยาน ขณะที่ Thales นำเสนอระบบบริการเอกสารประจำตัวนอกสถานที่ ที่รวมการรับข้อมูล การพิมพ์ลายนิ้วมือ และการตรวจสอบชีวมิติในชุดอุปกรณ์เดียว สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ทั้ง ความแม่นยำ ความปลอดภัย และความสะดวก

ญี่ปุ่นพับกระดาษ แล้วพาเด็กคิดต่อถึงการบิน

จากกระดาษหนึ่งแผ่น เด็กๆเรียนรู้ว่ารูปร่าง น้ำหนัก และแรง ล้วนส่งผลต่อการเคลื่อนที่ กิจกรรม Origami และเครื่องบินกระดาษ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสังเกต ทดลอง และปรับรูปทรงเพื่อเข้าใจหลักการบิน ญี่ปุ่นยังนำองค์ความรู้จากหลายสาขาเข้าร่วมงาน โดยมี JAXA และสถาบันด้านวิทยาศาสตร์–การศึกษา ร่วมแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการสังเกตสิ่งธรรมดารอบตัว และต่อยอดสู่การออกแบบ วิศวกรรม และอวกาศ

เยอรมนีพาเด็กมอง “ข้าว” ผ่านวิทยา ศาสตร์

พื้นที่ของ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH จากเยอรมนี พาผู้ชมกลับมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยอย่างการเกษตร ข้าวและพืชผลทางการเกษตรถูกนำมาเป็นสื่อให้เด็กเห็นว่า วิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การดูแลดิน น้ำ และทรัพยากร ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับระบบเกษตรให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์–เกาหลีใต้ เติมมุมเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ประเทศต่างๆในโซนนิทรรศการต่างประเทศก็นำรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันมาเติมเต็มภาพของวิทยาศาสตร์ภายในงาน อาทิ Petrosains, The Discovery Centre จากมาเลเซีย เน้นสร้างความอยากรู้อยากเห็นและชวนผู้ชมค้นพบวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบตัว ขณะที่ Department of Science and Technology – Science Education Institute จากฟิลิปปินส์ นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสื่อสารกับเด็กและเยาวชน

ส่วนเกาหลีนำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ สมอง และการควบคุมหุ่นยนต์มาให้ทดลอง ผู้เข้าร่วมใช้อุปกรณ์ที่ติดบริเวณศีรษะและจดจ่อเพื่อให้ระบบรับข้อมูล ก่อนเชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์

ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ ได้ในระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้  ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.00–19.00 น. ผู้สนใจเที่ยวชมงานสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.thailandnstfair.com หรือ Facebook : NSTFair Thailand หรือ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2577 9960

นวัตกรรมมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดประชุม ‘ASPAC Conference 2026’ เชื่อม ‘วิทย์ – สังคม’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ เดินหน้าสู่อนาคตที่เติบโตอย่างเท่าเทียม

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:03 น.

         “พิพิธภัณฑ์ร่วมสร้างอนาคต : การสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมทางวิทยาศาสตร์ในยุคแห่งความไม่แน่นอน (Museums Empowering Futures: Science Engagement in the Age of Uncertainty)” คือแนวคิดหลักของประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ที่มีผู้แทนพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

         การประชุม ASPAC Conference 2026 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 19 – 22 สิงหาคม 2569 ควบคู่กับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้อง Amber 2–3 อาคาร IMPACT Exhibition Center ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว.ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM, น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), คณะผู้บริหารเครือข่าย ASPAC และผู้แทนศูนย์วิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วม

         ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว. กล่าวเปิดการประชุมว่า กระทรวง อว. มีนโยบายมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดงาน ASPAC 2026 ร่วมกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ จึงสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทย ในการเป็นศูนย์กลางด้านการจัดการแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับสากล

         “สำหรับแนวคิดหลักของการประชุมในปีนี้คือ “Museums Empowering Futures: Science Engagement in the Age of Uncertainty” ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทโลกปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องปรับบทบาทเป็นพื้นที่เชิงรุกที่สร้างความผูกพันและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับสังคม เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมและจุดประกายความคิดให้แก่ประชาชนและคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่เติบโตอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน” ปลัด อว. กล่าว

         ด้าน นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับสากลในครั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยเสริมพลังให้ผู้คนก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวมตัวของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นำเสนอนวัตกรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ และสานสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

         ขณะที่ น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยขั้นหน้าสู่สาธารณชน ช่วยเปลี่ยนความรู้ที่ซับซ้อนให้เป็นแรงบันดาลใจ ดังนั้น การประชุม ASPAC 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายเครือข่ายงานวิจัย เชื่อมโยงภาควิชาการเข้ากับการสร้างความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

         ในโอกาสนี้ Mr. Lee Song Choon ผู้อำนวยการบริหารเครือข่าย ASPAC ได้ขึ้นกล่าวรายงานผลการดำเนินงานและกิจกรรมของ ASPAC ในช่วงปี 2024–2026 พร้อมอัปเดตข้อมูลสมาชิกใหม่ และการมอบทุนพัฒนาบุคลากร (ASPAC Fellows 2026) เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของบุคลากรในสายงานพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง 

         ขณะที่ Ms. Maria Isabel Garcia ประธานเครือข่าย ASPAC กล่าวเพิ่มเติมในหัวข้อ Overview of ASPAC Conference 2026: The Reimagined ASPAC Conference 2026″ โดยระบุว่า การประชุมในครั้งนี้ถูกออกแบบขึ้นใหม่เพื่อตอบรับกับความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยเน้นการสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเชิงรุกที่ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วภูมิภาคสามารถปรับตัวและส่งมอบประสบการณ์เรียนรู้ที่มีความหมายต่อชุมชนและสังคมได้อย่างแท้จริง

         สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASPAC Conference 2026 ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพและความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ทั้งด้านการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับองค์กรระดับสากล อันจะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือใหม่ๆ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการขยายโอกาสด้านวิชาการ นวัตกรรม และเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ASPACConference2026สกู๊ปพิเศษอพวช.อว.

ตะลอนเที่ยว : งานศิลปะนานาชาติริมทะเลหัวหิน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:02 น.

         เมื่อพูดถึงหัวหิน หลายคนที่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะนึกถึงหัวหินในแง่มุมต่างๆ เช่น แหล่งพักผ่อนชายทะเลสำหรับชนชั้นสูงในอดีต หรือบางคนก็จะนึกถึงนวนิยายของไทยที่สุดแสนโรแมนติก อาทิ ปริศนา ของ ว.ณ.ประมวลมารค ราตรีประดับดาว ของ ว.วินิจฉัยกุล และบางคนก็จะนึกถึงวังไกลกังวล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เจ็ด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ในขณะที่อีกหลายคนก็จะนึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งเสด็จไปประทับ ณ วังไกลกังวล ในช่วงปลายรัชสมัย 

         ต้องยอมรับว่าหัวหินในความทรงจำของคนหลากหลาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนยอมรับตรงกันก็คือหัวหินเป็นถิ่นของงานศิลปะหลากหลาย ทั้งในแง่ของดนตรี และงานศิลปะในรูปแบบภาพถ่าย ภาพวาด และงานเซรามิก และรวมถึงงานศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น งานศิลป์ร่วมสมัย เป็นต้น

         งานศิลป์ที่หัวหินงานล่าสุดที่เพิ่งจบไปเมื่อกลางเดือนสิงหาคม คือ Hua Hin International Contemporary Art 2026 ซึ่งจะที่เนินชเล เขาตะเกียบ หัวหิน โดยงานนี้รวบรวมศิลปิน 12 คนจากนานาชาติ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น ตุรกี หรือตุรเคีย ออสเตรเลีย และไทย 

         งานศิลป์ที่นำมาแสดงในครั้งนี้มีทั้งภาพจิตรกรรม งานเซรามิก งานดินปั้น ทั้งดินเหนียวและดินขาว รวมถึงงานศิลปะผสมที่ต้องใช้ภาพและเสียงธรรมชาติเป็นองค์ประกอบร่วมของงาน โดยเฉพาะงานที่ชื่อว่า Pink Sound ที่เป็นการเสพงานศิลปะโดยผ่านการมองไปบนจุดต่าง ๆ ที่กำหนดแล้วติดตั้งไว้บนแผ่นพลาสติกแข็งสีชมพู โดยมีคลื่นเสียงประกอบ เพื่อให้เกิดจินตนาการในการมองและรับรู้ภาพที่เห็นในแต่ละจุด ซึ่งถือเป็นงานศิลป์แบบใหม่อย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะมุมมองที่ต่างออกไป จะมีผลต่อการรับรู้ของผู้เสพงานศิลปะ 

         ศิลปินชาวตุรเคีย บอกเล่าถึงความรู้สึกครั้งแรกที่มาถึงเมืองไทยแล้วได้ไปทำงานศิลปะที่หัวหิน โดยเน้นย้ำว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าหัวหินเป็นเมืองที่มีมีเสน่ห์ น่าอยู่ มีความสงบ และที่สำคัญคือมีทะเลที่ใสสะอาด มีหาดทรายที่งดงาม และมีชุมชนที่น่ารัก เขาเล่าให้ฟังว่างานศิลป์ที่สร้างขึ้นมานั้นมาจากมนต์เสน่ห์ของเมืองหัวหินเป็นสำคัญ และเมื่อได้เห็นความงามของเมืองหัวหินแล้วก็ทำให้ตระหนักมากยิ่งขึ้นว่าจำเป็นต้องขอเชิญชวนให้มนุษยโลกร่วมกันดูแลและรักษาโลกของเรา เพราะหากเราปล่อยให้โลกถูกทำร้าย ก็หมายถึงเราก็ถูกทำร้ายด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเราร่วมดูแลรักษาโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม เราก็จะได้ระบบชีวิตอยู่ในโลกที่น่าอยู่และเกื้อกูลชีวิตของเราทุกคน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

งานศิลปะนานาชาติตะลอนเที่ยวทะเลหัวหินประจวบคีรีขันธ์หัวหิน

Around W. By หมูอ้วน : เปิดนิทรรศการ ‘ผลงานครูศิลปะ 6 ภูมิภาค’ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมชุมชนสู่ศิลปะร่วมสมัย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาควิชาศิลปะ ดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดนิทรรศการโครงการ “พัฒนาศักยภาพครูศิลปะสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยจากทุนทางวัฒนธรรมชุมชน 6 ภูมิภาคกับศิลปินแห่งชาติ” โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกอง กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ ณ ห้องสุมน อมรวิวัฒน์ อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ของครูศิลปะที่ผ่านกระบวนการพัฒนาศักยภาพและนำทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนของตนเองมาต่อยอดเป็นผลงานศิลปะร่วม ภายในงานมีศิลปินแห่งชาติ 3 ท่าน ได้แก่ ศ.เดชา วราชุน ศ. (เกียรติคุณ) ปรีชา เถาทอง และอาจารย์สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ พร้อมด้วยวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ และครูผู้เข้าร่วมโครงการร่วมงาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาความรู้ความสามารถด้านศิลปะ การออกแบบ กระบวนการจัดเรียนการสอน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากงานศิลปกรรม ผ่านการเชื่อมโยงศิลปะร่วมสมัยเข้ากับทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสรรค์องค์ความรู้และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การศึกษาทุนทางวัฒนธรรมจากบริบทของชุมชนไม่เพียงช่วยให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ด้านศิลปะในมิติต่าง ๆ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

“ในยุคปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากมาย แต่งานศิลปะคือสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะศิลปะต้องการความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ความรู้สึก และการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงขอชมเชยคณะผู้จัดโครงการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิลปินแห่งชาติ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการอันทรงคุณค่านี้ รวมถึงขอแสดงความยินดีกับครูผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนที่ได้ทุ่มเทเวลาและความตั้งใจในการพัฒนาตนเองทางวิชาชีพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการจัดการเรียนการสอนทัศนศิลป์ และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาที่เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และชุมชนได้อย่างยั่งยืน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

อนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกอง กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ทุนในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการ 1 ครอบครัว 1 ทักษะ Soft Power ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดศิลปะในการขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม และทำให้เกิดการสร้างรายได้เพื่อตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาคน พัฒนางาน การสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ซึ่งปีนี้มีทั้งหมด 25 โครงการ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานส่วนกลางร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้รับทุนสนับสนุนดังกล่าว กรมส่งเสริมวัฒนธรรมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งใช้เวลารวม 4 เดือน ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกครูทั้ง 30 คน การเปิดโอกาสให้ได้พบกับศิลปินแห่งชาติ และเกิดการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง จนเห็นพฤฒิพัฒนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และผลงานที่เป็นรูปธรรมประจักษ์ชัดเจน

“จุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือเป็นโมเดลที่เห็นผลจริงและต่อยอดได้ ตั้งแต่การคัดเลือกครูศิลปะทั่วประเทศ แล้วนำมาเพิ่มศักยภาพร่วมกับศิลปินแห่งชาติ จากนั้นครูนำความรู้ไปต่อยอดร่วมกับเยาวชนและชุมชนในพื้นที่ ทำให้เกิดกระบวนการที่ครอบคลุม ครบถ้วน และขยายโอกาสสู่ภูมิภาค ที่สำคัญคือสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ นำไปจำหน่ายและสร้างรายได้จริงในราคาที่เข้าถึงง่าย (40-50 บาท) กระบวนการนี้จึงช่วยให้ครูได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่เยาวชน ได้สร้างสรรค์งานศิลปะที่รัก และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นว่าอาชีพครูศิลปะสามารถสร้างสุนทรียะและสร้างรายได้ได้จริง อันเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่จะส่งต่อความรู้และทำให้วงการศิลปะของประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน” คุณอนุกูล กล่าวเพิ่มเติม

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับศักยภาพครูศิลปะทั้งด้านองค์ความรู้ กระบวนการคิดสร้างสรรค์ และการต่อยอดการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมและศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ ที่มุ่งส่งเสริม อนุรักษ์ และนำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่ชุมชน รวมถึงการมอบ “ทุนชีวิต” ตามที่ อธิการบดีจุฬาฯ ได้เน้นย้ำไว้ ในการมุ่งบ่มเพาะศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถนำองค์ความรู้และแรงบันดาลใจไปต่อยอดสร้างสรรค์งานศิลปะ ยกระดับการเรียนรู้ของเยาวชน และขับเคลื่อนวงการการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ผศ.ดร.โสมฉาย บุญญานันต์ หัวหน้าภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ  กล่าวว่า ภาควิชาฯ เชื่อมั่นว่าครูศิลปะคือกำลังสำคัญในการพัฒนาผู้เรียน โดยการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง พร้อมกันนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน ศิลปินแห่งชาติ วิทยากร และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการจนประสบความสำเร็จ เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครูผู้เข้าร่วมจะนำประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้เรียน ชุมชน และสังคมต่อไป

ผศ.ดร.ธีรวดี ถังคบุตร รองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพครูศิลปะ ผ่านการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งช่วยยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนควบคู่กับการตระหนักถึงคุณค่ามรดกท้องถิ่น พร้อมขอชื่นชมผู้ดำเนินโครงการ ศิลปินแห่งชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และยินดีกับครูทุกคน โดยหวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายวิชาชีพเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางศิลปศึกษาอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วนนิทรรศการผลงานครูศิลปะ 6 ภูมิภาคศิลปะร่วมสมัย