ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน “ยุน ซอก ยอล” ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน "ยุน ซอก ยอล" ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

27 ก.ค. 2569 14:40 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน “ยุน ซอก ยอล” ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

ศาลกรุงโซลมีคำพิพากษาให้ ยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2022 พร้อมลงโทษจำคุก 18 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี หากคำพิพากษาถึงที่สุด พรรคพลังประชาชน (PPP) อาจต้องคืนเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการหาเสียง 39,700 ล้านวอน หรือราว 906 ล้านบาท ขณะที่นายยุนยังอยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในอีกคดีหนึ่งจากความผิดฐานก่อกบฏ

ศาลแขวงกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาให้นายยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง จากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 โดยศาลพิพากษาจำคุก 18 เดือน แต่ให้ รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี

คำตัดสินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของยุนในขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากหากคำพิพากษาได้รับการยืนยันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา พรรคจะต้องคืนเงิน 39,700 ล้านวอน หรือราว 906 ล้านบาท ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเกาหลีใต้ชดเชยเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง หลังยุนชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2022

ภายใต้กฎหมายของเกาหลีใต้ ผู้สมัครที่ได้รับโทษจำคุกหรือถูกปรับตั้งแต่ 1 ล้านวอน ขึ้นไปจากความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะถูกเพิกถอนผลการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนการหาเสียงจากรัฐจะต้องคืนเงินดังกล่าวทั้งหมด หากคำพิพากษามีผลบังคับใช้

คดีนี้มีต้นตอมาจากการฟ้องร้องของคณะอัยการพิเศษ นำโดย มิน จุง-กี ซึ่งกล่าวหาว่า ยุนให้ข้อมูลอันเป็นเท็จในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะการปฏิเสธว่าไม่เคยแนะนำทนายความให้กับอดีตเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรรายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีรับสินบน

นอกจากนี้ ยุนยังถูกกล่าวหาว่าให้สัมภาษณ์เป็นเท็จในเดือนมกราคม 2022 โดยอ้างว่า เขาไม่ได้รู้จักหรือพบกับ ชอน ซอง-แบ หมอผีที่มีบทบาทในแวดวงการเมือง ผ่านการแนะนำของ คิม กอน ฮี ภรรยาของเขา และกล่าวว่ามีเพียงเจ้าหน้าที่พรรคเป็นผู้แนะนำเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายอัยการมีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ยุนได้แนะนำทนายความให้เจ้าหน้าที่สรรพากรจริง และเคยพบกับหมอผีรายดังกล่าวผ่านการแนะนำของภรรยา จึงถือว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณชนในช่วงการเลือกตั้ง

ศาลระบุในคำพิพากษาว่า “ลักษณะของความผิดมีความร้ายแรง เนื่องจากเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อความสามารถของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง” ด้านทีมทนายความของยุน ซอก ยอล แถลงว่าจะยื่นอุทธรณ์ทันที โดยระบุว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดหลายประการทั้งในด้านข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

คำพิพากษาครั้งนี้นับเป็นอีกคดีสำคัญของอดีตผู้นำวัย 65 ปี ซึ่งกำลังถูกดำเนินคดีหลายคดีภายหลังความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่ล้มเหลว หลังสั่งให้กองทัพเข้าควบคุมอาคารรัฐสภา ก่อนที่สมาชิกสภาจะลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และนำไปสู่การถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยุนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่อกบฏจากเหตุประกาศกฎอัยการศึก และขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

หากคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งมีผลถึงที่สุด นอกจากจะสร้างความเสียหายทางการเมืองต่อยุน ซอก ยอล แล้ว ยังอาจส่งผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรงต่อพรรคพลังประชาชน เนื่องจากเงินชดเชยค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเกือบ 39,700 ล้านวอน คิดเป็นประมาณ หนึ่งในสามของทรัพย์สินทั้งหมดของพรรค ตามข้อมูลที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ.

ที่มา Yonhap / Associated Press

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน “ปธน.มาร์กอส จูเนียร์” แถลงนโยบายประจำปี

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน "ปธน.มาร์กอส จูเนียร์" แถลงนโยบายประจำปี

27 ก.ค. 2569 12:59 น.

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน “ปธน.มาร์กอส จูเนียร์” แถลงนโยบายประจำปี

เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้ากระทรวงยุติธรรมในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ และพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดแสวงเครื่องอีกจุดใกล้อาคารวุฒิสภา เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวแถลงนโยบายประจำปี ขณะที่ตำรวจเชื่อทั้งสองเหตุการณ์อาจมีความเชื่อมโยงกัน และอยู่ระหว่างเร่งสืบสวน

เกิดเหตุระเบิดจากระเบิดแสวงเครื่องบริเวณทางเข้ากระทรวงยุติธรรมในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงหลังเที่ยงคืนของวันจันทร์ (27 ก.ค.) โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะที่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดอีกจุดหนึ่งใกล้อาคารวุฒิสภา ก่อนที่ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จะกล่าวแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา หรือ SONA

พล.ต.อ.โฮเซ เมเลนซิโอ นาร์ตาเตซ จูเนียร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า มี “ความเป็นไปได้สูง” ที่เหตุการณ์ทั้งสองจะมีความเชื่อมโยงกัน พร้อมยอมรับว่า แม้เจ้าหน้าที่จะเตรียมมาตรการรับมือภัยคุกคามจากระเบิดไว้แล้ว แต่ยังคงเกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณหน้ากระทรวงยุติธรรมได้

ตำรวจกรุงมะนิลาระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินขนาดหรืออานุภาพของแรงระเบิดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน ขณะที่ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นกระจกรถยนต์ที่แตกร้าวจากแรงระเบิด และเศษซากความเสียหายกระจายอยู่ในพื้นที่

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. หน่วยรักษาความปลอดภัยของวุฒิสภาระหว่างการตรวจตราตามปกติ ได้รับแจ้งจากพนักงานรถลากที่พบวัตถุต้องสงสัยบริเวณถนนดิออกโน บูเลอวาร์ด ซึ่งอยู่ติดกับอาคารวุฒิสภา โดยเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจเมืองปาไซเข้าตรวจสอบและทำลายวัตถุดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์หลายชิ้นที่เชื่อว่าเป็นส่วนประกอบของระเบิดแสวงเครื่อง ได้แก่ แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ ชนวนระเบิด นาฬิกา และภาชนะพลาสติกที่บรรจุผงสีน้ำตาล ซึ่งสงสัยว่าเป็นสารระเบิด โดยทั้งหมดถูกส่งไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมเร่งสืบสวนหาผู้ที่นำวัตถุดังกล่าวมาวางไว้

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่บรรยากาศการเมืองฟิลิปปินส์กำลังตึงเครียด โดยประธานาธิบดีมาร์กอสเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ประจำปี ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการพิจารณาถอดถอน ซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมและปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์การเมืองระบุว่า การแถลงนโยบายในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประธานาธิบดีมาร์กอส ซึ่งเหลือวาระการดำรงตำแหน่งอีกเพียง 2 ปี โดยการแถลงนโยบายประจำปีในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 5 ของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของเทอม โดยนักวิเคราะห์มองว่า มาร์กอส จูเนียร์ กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นของ Pulse Asia ระบุว่า สิ่งที่ประชาชนฟิลิปปินส์ต้องการเห็นมากที่สุดในขณะนี้คือ ความจริงจังในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และมาตรการรับมือกับปัญหาราคาสินค้าและแพง ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

นักวิเคราะห์ทางการเมืองระบุเพิ่มเติมว่า ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ จำเป็นต้องใช้วาระนี้ในการสร้างความกู้คืนความเชื่อมั่นของรัฐบาลกลับคืนมา โดยเฉพาะการลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรของตนเองหรือฝ่ายรองประธานาธิบดี รวมถึงการนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การส่งเสริมพลังงานเร่งด่วนและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาปัญหาระบบเศรษฐกิจของประเทศ

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งสอง ขณะที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงของฟิลิปปินส์ยังคงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญทั่วกรุงมะนิลา และเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา ABS-CBN / AFP 

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

27 ก.ค. 2569 12:11 น.

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

องค์กรเฝ้าระวังความขัดแย้ง ACLED ระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับความรุนแรงและการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือนอย่างหนัก หลังจากการปรับโครงสร้างอำนาจใหม่และการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แล้วกว่า 450 ราย

องค์กร Armed Conflict Location & Event Data Project (ACLED) ซึ่งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก เปิดเผยรายงานระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างชัดเจน นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และแต่งตั้ง พล.อ.เย วิน อู อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองและผู้ใกล้ชิดของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่มิน อ่อง หล่าย จะก้าวจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดขึ้นเป็นประธานาธิบดี ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากมีการห้ามพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่เข้าร่วมแข่งขัน ส่งผลให้รัฐบาลทหารสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้

ACLED ระบุว่า ยุทธวิธีของกองทัพเปลี่ยนไปจากเดิม โดยมีการส่งเครื่องบินขับไล่เป็นชุดละ 2-5 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายเดียวซ้ำหลายระลอก ทำให้แม้จำนวนครั้งของการโจมตีทางอากาศที่บันทึกได้จะลดลง แต่ความรุนแรงและจำนวนผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน

นอกจากการโจมตีทางอากาศแล้ว รายงานยังระบุว่า กองทัพกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีพลเรือนโดยตรงเพิ่มขึ้น ทั้งการจับกุม การลักพาตัว การวางเพลิงเผาหมู่บ้าน และการกวาดล้างในพื้นที่ที่เป็นฐานสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะในภูมิภาคตอนกลางของประเทศ หรือพื้นที่ “อันยาร์ (Anyar)” ซึ่งครอบคลุมบางส่วนของเขตสะกาย มัณฑะเลย์ และมะกเว

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ACLED บันทึกเหตุสังหารหมู่ที่กองทัพเป็นผู้ก่อเหตุมากกว่าสิบครั้ง ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 450 คน โดยเกือบ 40% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในภูมิภาคอันยาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมต่อหลายสมรภูมิ และเป็นเส้นทางโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อกำลังทหารรัฐบาลหลายร้อยนายเข้าปฏิบัติการในเมืองมิตเช ใกล้เมืองพุกาม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ แม้สำนักข่าวรอยเตอร์จะไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างอิสระ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของ ACLED และมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นหลายแห่ง

รายงานยังระบุว่า กองทัพเมียนมามุ่งโจมตีพื้นที่ที่มีการสู้รบสำคัญในรัฐชิน กะเหรี่ยง รัฐยะไข่ รวมถึงบางส่วนของเขตพะโค มะกเว และสะกาย โดยใช้ทั้งการโจมตีทางอากาศ โดรน และปืนใหญ่ พร้อมระบุว่าเป้าหมายจำนวนมากเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ วัด และสถานที่ชุมนุมของประชาชน รวมถึงศูนย์พักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

นอกจากนี้ กองทัพยังขยายการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังประชาชนผ่านระบบ Person Scrutinization and Monitoring System (PSMS) ควบคู่กับกล้องวงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนกับข้อมูลชีวมิติ เพื่อระบุตัวและติดตามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลทหาร ขณะเดียวกัน เครือข่ายที่สนับสนุนกองทัพยังเฝ้าติดตามผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ข้อมูลของรัฐบาลทหารระบุว่า ระหว่างปี 2024 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 มีประชาชนมากกว่า 20,000 คน ถูกควบคุมตัวจากการเผยแพร่เนื้อหาบนโลกออนไลน์ โดยการจับกุมจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง

ACLED ประเมินว่า แม้การโจมตีทางอากาศอาจลดลงชั่วคราวในช่วงฤดูมรสุม แต่มีแนวโน้มจะกลับมารุนแรงอีกครั้งหลังเดือนตุลาคม เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเตือนว่าพลเรือนในพื้นที่สู้รบจะยังคงเผชิญการอพยพ ความขาดแคลนอาหาร การรักษาพยาบาล และวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่รัฐบาลเมียนมาเร่งดำเนินความพยายามทางการทูตเพื่อสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ โดยมิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนอินเดียและจีนในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งอาเซียนเริ่มกลับมาเปิดช่องทางการติดต่อกับรัฐบาลเมียนมามากขึ้น หลังจากเคยระงับการเชิญผู้นำรัฐบาลทหารเข้าร่วมการประชุมสุดยอดภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021

ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ซึ่งถูกจับตาว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มการยอมรับรัฐบาลเมียนมาบนเวทีภูมิภาค.

ที่มา Reuters / ACLED

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน “ยอดเขาเอลบรุส” ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน "ยอดเขาเอลบรุส" ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

27 ก.ค. 2569 11:39 น.

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน “ยอดเขาเอลบรุส” ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

เจ้าหน้าที่รัสเซียพบศพนักปีนเขาชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 5 ราย บนภูเขาเอลบรุส ยอดเขาสูงที่สุดของรัสเซียและยุโรป หลังคณะนักปีนเขา 7 คนหลงเส้นทางจากสภาพอากาศเลวร้ายอย่างฉับพลัน ขณะที่ผู้รอดชีวิต 2 คนได้รับการช่วยเหลือ และทางการบอสเนียประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ

เจ้าหน้าที่รัสเซียยืนยันการพบศพนักปีนเขาชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 5 ราย บนภูเขาเอลบรุส ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดของรัสเซียและทวีปยุโรป หลังประสบเหตุระหว่างการปีนเขาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

สำนักงานอัยการท้องถิ่นในสาธารณรัฐคาบาร์ดีโน-บัลคาเรีย ระบุว่า คณะนักปีนเขาชาวต่างชาติ 7 คน เริ่มต้นการพิชิตยอดเขาเอลบรุสเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่ในช่วงเย็นของวันถัดมา สภาพอากาศเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คณะนักปีนเขาหลงออกนอกเส้นทาง

นักปีนเขาหนึ่งคนสามารถเดินลงจากภูเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ และแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า สมาชิกในคณะ 2 คนล้มป่วยที่ระดับความสูงประมาณ 5,100 เมตร ก่อนเสียชีวิต ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้อีก 1 คน และพบศพของนักปีนเขาอีก 3 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย และรอดชีวิต 2 ราย

สโมสรนักปีนเขา Vedro ของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นสมาชิก ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ พร้อมระบุว่าทั้งหมดเสียชีวิตระหว่างการทำในสิ่งที่พวกเขารักที่สุดคือการปีนเขา

นายเอลเมดิน โคนาโควิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่” ขณะที่นายเนอร์มิน นิกซิช นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมประกาศให้วันจันทร์เป็นวันไว้อาลัยแห่งชาติ และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ

สื่อบอสเนียรายงานว่า สมาชิกทั้ง 7 คนเป็นชาวเมืองเซนิตซา ทางตอนกลางของประเทศ โดยในคณะมีคู่สามีภรรยาและแพทย์หญิงจากโรงพยาบาลท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย ขณะที่มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า การเดินทางครั้งนี้อาจไม่มีไกด์มืออาชีพร่วมคณะ

ด้านหน่วยกู้ภัยรัสเซียระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างผู้เสียชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากกระแสลมแรงจัด ความเร็วลมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นราว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นระดับอันตรายสำหรับการขึ้นสู่ยอดเขา อีกทั้งยังมีหมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ ยอดเขาเอลบรุสมีความสูง 5,642 เมตร ตั้งอยู่ในเทือกเขาคอเคซัส ใกล้พรมแดนจอร์เจีย และเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักปีนเขาทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและเป็นหนึ่งในเส้นทางปีนเขาที่ท้าทายที่สุดของรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ก็เพิ่งเกิดอุบัติเหตุพ่อและลูกชายพลัดตกจากหน้าผาระหว่างการปีนเขา ส่งผลให้ลูกชายเสียชีวิต ส่วนผู้เป็นพ่อได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย.

ที่มา Reuters / RTVI

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง “คำพูดเกลียดชัง” บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง "คำพูดเกลียดชัง" บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

27 ก.ค. 2569 11:07 น.

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง “คำพูดเกลียดชัง” บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในมาเลเซียอย่างน้อย 9 แห่ง ต้องปิดการเรียนการสอนหรือถูกสั่งปิด หลังเผชิญกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนบนสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่กล้าออกจากบ้าน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนสถานการณ์อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจในระยะยาวและทำให้ปัญหาสังคมรุนแรงขึ้น

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศมาเลเซียกำลังเผชิญวิกฤต หลังมีการปิดโรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมากตกเป็นเป้าของการคุกคามและการเลือกปฏิบัติ

หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบคือ “นูร์” เด็กหญิงชาวโรฮิงญาวัย 12 ปี ซึ่งหยุดไปโรงเรียนตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังถูกชายสองคนข่มขู่ระหว่างเดินทางไปเรียน โดยถามว่า “จะไปโรงเรียนทำไม อยากมายึดประเทศของเราหรือ” ครอบครัวของเธอขอสงวนนามสกุล เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย

นักเคลื่อนไหวในชุมชนโรฮิงญาระบุว่า เด็กจำนวนมากหวาดกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน พร้อมเตือนว่าการคุกคามเช่นนี้ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวเพียงชั่วคราว แต่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาว

การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า โรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งต้องหยุดการเรียนการสอนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หรือถูกทางการสั่งปิด หลังตกเป็นเป้าโจมตีบนโลกออนไลน์ โดยหลายโรงเรียนถูกกล่าวหาว่าดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต

มาเลเซียไม่ได้ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวโรฮิงญาอย่างเป็นทางการ แต่จัดให้เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีชาวโรฮิงญาราว 120,000 คนที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ก็ตาม อีกทั้งผู้ลี้ภัยไม่มีสิทธิทำงานอย่างถูกกฎหมาย และบุตรหลานก็ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบการศึกษาของรัฐ ทำให้ต้องพึ่งพาโรงเรียนที่ดำเนินการโดยองค์กรเอกชนหรือศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน

กระแสต่อต้านโรฮิงญาระลอกล่าสุดเริ่มรุนแรงขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขอนามัยในการเชือดวัวตามพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามของชุมชนโรฮิงญา ก่อนที่ข้อความและคลิปวิดีโอโจมตีจะถูกเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์มของเมตา และ TikTok

นอกจากนี้ ยังมีคำร้องออนไลน์เรียกร้องให้รัฐบาลขับไล่ผู้ลี้ภัยโรฮิงญา ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อเกือบ 500,000 คน ก่อนถูกถอดออกในเดือนมิถุนายนตามคำร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชน ขณะที่บางโพสต์ถึงขั้นยุยงให้ใช้ความรุนแรง และมีอินฟลูเอนเซอร์บางรายเรียกร้องให้ผู้ติดตามถ่ายภาพชุมชนโรฮิงญาและแจ้งพิกัดให้เจ้าหน้าที่

องค์กรสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น “Article 19” ระบุว่า กระแสเกลียดชังบนโลกออนไลน์ส่งผลให้ชุมชนโรฮิงญาถูกตรวจสอบ เข้าตรวจค้น และโรงเรียนหลายแห่งถูกสั่งปิด แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการเชิงลงโทษมากกว่าการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาแทนที่จะช่วยลดความตึงเครียด

ด้าน UNHCR แสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ข้อมูลบิดเบือน และการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยโรฮิงญา พร้อมระบุว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อทั้งผู้ลี้ภัยและชุมชนเจ้าบ้าน

ขณะที่ครูในโรงเรียนที่ยังเปิดสอนอยู่ต้องใช้มาตรการป้องกันหลายรูปแบบ เช่น ห้ามนักเรียนสวมเครื่องแบบ ยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง และลดการเปิดเผยข้อมูลของโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าบนโลกออนไลน์

นักเคลื่อนไหวเตือนว่า หากโรงเรียนสำหรับเด็กโรฮิงญายังคงทยอยปิดตัวต่อไป เด็กจำนวนมากจะสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น เช่น การแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย การเร่ร่อน และการขอทานบนท้องถนน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวงจรความยากจนและการถูกกีดกันในสังคม.

ที่มา Reuters

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

27 ก.ค. 2569 10:27 น.

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

เกิดเหตุกราดยิงภายในงานเทศกาลอาหารประจำปีของซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เด็กวัยเพียง 2 ขวบบาดเจ็บ เร่งติดตามผู้ก่อเหตุ

หน่วยดับเพลิงเมืองซีแอตเทิล เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุยิงกันภายในงาน Bite of Seattle Festival เทศกาลอาหารประจำปีของเมืองซีแอตเทิล บริเวณซีแอตเทิล เซ็นเตอร์ (Seattle Center) ซึ่งอยู่ห่างจาก Space Needle แลนด์มาร์กชื่อดังของเมืองเพียง 1 ช่วงตึก เมื่อเวลาหลัง 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 2 รายในที่เกิดเหตุ และนำผู้บาดเจ็บ 4 คน ส่งโรงพยาบาล โดยหนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 2 ปี ขณะที่ศูนย์การแพทย์ Harborview Medical Center ระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1 คนอยู่ในอาการวิกฤต ส่วนผู้บาดเจ็บอีกรายได้รับการรักษาอาการเล็กน้อยและปฏิเสธการนำตัวส่งโรงพยาบาล

จนถึงขณะนี้ ตำรวจยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของผู้ต้องสงสัย และยังไม่ทราบแรงจูงใจของเหตุกราดยิงดังกล่าว โดยไม่มีการยืนยันว่ามีผู้ถูกจับกุมแล้วหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ได้เข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการสอบสวน

ทั้งนี้ ในช่วงเกิดเหตุ พื้นที่ดังกล่าวกำลังจัดงาน Bite of Seattle Festival ซึ่งเป็นเทศกาลอาหารประจำปีที่รวบรวมร้านอาหารท้องถิ่นหลายร้อยร้าน พร้อมการแสดงดนตรีสด และมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นผู้คนกำลังเดินเลือกซื้ออาหารตามซุ้มต่าง ๆ ก่อนจะเกิดเสียงปืนดังขึ้น ทำให้ผู้ร่วมงานแตกตื่นและวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างโกลาหล

พยาน 2 คนที่อยู่ในงานให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ KOMO ซึ่งเป็นพันธมิตรของ CNN ว่า ได้ยินเสียงปืนประมาณ 7-8 นัด และเห็นผู้คนวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง

ภายหลังเหตุยิงกัน รถไฟ Seattle Center Monorail ประกาศระงับการให้บริการตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวัน เพื่อความปลอดภัย และจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น.

ที่มา :CNN

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

27 ก.ค. 2569 09:15 น.

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

สนามบินแกตวิก ของสหราชอาณาจักร ประสบปัญหาระบบน้ำประปาขัดข้องเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้ห้องน้ำบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ ร้านอาหารหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสารจำนวนมาก

สนามบินแกตวิก ซึ่งมีผู้โดยสารหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร ประสบปัญหาระบบน้ำประปาขัดข้องเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวภาคฤดูร้อนที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก 

โดยเหตุขัดข้องดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออาคารผู้โดยสารทั้ง 2 แห่งของสนามบิน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน และเป็นศูนย์กลางการให้บริการของสายการบินต้นทุนต่ำหลายแห่ง รวมถึง EasyJet

แม้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขึ้น-ลงของเที่ยวบิน แต่ผู้โดยสารจำนวนมากโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่าไม่สามารถกดชักโครกได้ ไม่สามารถล้างมือ เติมน้ำดื่ม หรือซื้อเครื่องดื่มร้อนภายในสนามบินได้

ด้านสนามบินแกตวิกโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ปัญหาระบบน้ำในพื้นที่ฮอร์ลีย์ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการที่สนามบินในช่วงเช้าวันนี้ โดยระบบจ่ายน้ำได้รับผลกระทบทั้งอาคารผู้โดยสารฝั่งเหนือและฝั่งใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุ”

พร้อมระบุว่า ทางสนามบินได้แจกน้ำดื่มบรรจุขวดให้แก่ผู้โดยสารและพนักงาน รวมถึงดำเนินมาตรการฉุกเฉินอื่น ๆ เพื่อดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของผู้โดยสารระหว่างรอการแก้ไขปัญหา

ด้าน SES Water ผู้ให้บริการน้ำประปาในพื้นที่เปิดเผยว่า สาเหตุของปัญหาเกิดจากไฟฟ้าดับที่โรงงานผลิตน้ำประปาแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้ระบบจ่ายน้ำเกิดความขัดข้อง ทำให้ลูกค้าบางส่วนประสบปัญหาแรงดันน้ำต่ำ หรือมีน้ำประปาไหลไม่ต่อเนื่องชั่วคราว

บริษัทระบุว่า กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสนามบินแกตวิก เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบน้ำประปาให้กลับมาให้บริการได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

คิม โย จอง ซัดอาเซียน “โง่เขลา” หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

คิม โย จอง ซัดอาเซียน "โง่เขลา" หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

27 ก.ค. 2569 08:57 น.

คิม โย จอง ซัดอาเซียน “โง่เขลา” หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

คิม โย จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์โจมตีอาเซียนอย่างรุนแรง ชี้ข้อเรียกร้องให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่อง “โง่เขลาและไร้เหตุผล”

คิม โย จอง น้องสาวของ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ว่า เธอรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งต่อท่าทีของอาเซียน หลังอาเซียนได้แสดงความกังวลอย่างยิ่ง ต่อการเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการเจรจา เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

โดยเธอมองว่าท่าทีดังกล่าวของอาเซียน เป็นการแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างเปิดเผย ด้วยการคล้อยตามสหรัฐฯ ที่ยังคงโหมกระแสเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ และเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า สถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว

เธอยังกล่าวว่า การเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และสะท้อนถึงการไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและสถานะของประเทศ พร้อมวิจารณ์ว่าแนวคิดดังกล่าวเป็น “เรื่องโง่เขลาและไร้เหตุผล” 

ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยืนยันมาโดยตลอดว่าตนมีสิทธิครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธ ซึ่งแม้จะขัดต่อมาตรการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่รัฐบาลเปียงยางได้บัญญัติสถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์ไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2566 และเกาหลีเหนือย้ำมาโดยตลอดว่าจะไม่ยอมละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ โดยระบุว่าเป็นมาตรการสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ และพันธมิตร.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

27 ก.ค. 2569 06:01 น.

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

ราคาน้ำมันโลกลดลงมากกว่า 5% หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านชะลอการโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดนาน 13 คืนต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ร่วงลงประมาณ 5.7% ไปปิดตลาดที่ราว 91.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวลดลงราว 5.4% มาอยู่ที่ 84.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การสู้รบที่ระอุขึ้นอีกครั้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันที่เคยปรับตัวลดลงจนต่ำกว่าช่วงก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะปะทุ (เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์) กลับมาเพิ่มขึ้นจนทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีอิหร่าน โดยเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติอ้างว่า เป็นเพราะประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้เพิ่มที่สำหรับการเจรจากับอิหร่านซึ่งยังคงดำเนินอยู่

อย่างไรก็ตาม สื่อในสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เตือนประธานาธิบดีทรัมป์ว่า การทิ้งระเบิดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ล่วงหน้าไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว

ขณะที่พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า การกลับมาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่กับอิหร่านอีกครั้ง มีความเสี่ยงเนื่องจากส่งผลกระทบเชิงลบต่อคลังกระสุน ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธสกัดกั้นที่ป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

27 ก.ค. 2569 05:34 น.

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

สถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์ยังคงรุนแรง ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลปะทะกับชาวปาเลสไตน์จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานยังก่อเหตุจุดไฟเผามัสยิด, รถยนต์ และพื้นที่การเกษตรด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในเขตเวสต์แบงก์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลสายสุดโต่งได้ก่อเหตุบุกเผามัสยิด 2 แห่ง รถยนต์ รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตรในหมู่บ้านหลายแห่งของชาวปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ 2 วัน เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงที่หมู่บ้านทัล (Tal) จนส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 4 ราย และชาวอิสราเอลเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้ยั่วยุก่อน

ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลได้เข้าโจมตีหมู่บ้านหลายแห่งในช่วงข้ามคืนเพื่อเป็นการตอบโต้ มีการพ่นสีข้อความว่า “แก้แค้น” (Revenge) ไว้ที่ผนังมัสยิด เผาทำลายบ้านเรือน ขณะที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เข้ามาควบคุมสถานการณ์และมีการพ่นแก๊สน้ำตาเข้าใส่ชาวปาเลสไตน์ที่นำเครื่องกีดขวางมาตั้งเพื่อปกป้องหมู่บ้าน

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด รวมถึงแผนการรื้อถอนบ้านเรือนของผู้ต้องสงสัยชาวปาเลสไตน์ 2 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรง และส่งเสริมให้เร่งจัดตั้ง/รับรองฐานที่มั่นของชาวอิสราเอลเพิ่มเติมในเขตเวสต์แบงก์

ชาวบ้านในหมู่บ้าน ซาร์รา (Sarra) ระบุว่ามีอาคารอย่างน้อย 6 หลังถูกเผา และอีกหลายหลังถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน ทำให้ชาวบ้านต้องจำใจทิ้งบ้านเรือนเพื่อปกป้องชีวิตของคนในครอบครัว

ชายชาวปาเลสไตน์-อเมริกันรายหนึ่งที่อยู่ระหว่างเยี่ยมครอบครัวเล่าว่า เขาถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่ปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธรุมทำร้ายจนบาดเจ็บในที่สาธารณะ โดยเขาต้องเย็บแผลที่ศีรษะถึง 12 เข็ม

กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าได้ส่งกำลังเข้าปราบปรามการก่อการร้าย จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 130 คน และพยายามระงับ “อาชญากรรมทางชาตินิยม” แต่ถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลขวาจัดของอิสราเอลกลับสนับสนุนการขยายตัวของผู้ตั้งถิ่นฐาน

ทั้งนี้ เหตุความรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 โดยจนถึงตอนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบในเวสต์แบงก์แล้วอย่างน้อย 1,114 ศพ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการปฏิบัติการของ IDF และอย่างน้อย 35 เป็นฝีมือของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล

ขณะที่มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 41 ศพ จากการโจมตีหรือระหว่างปฏิบัติการทางทหาร

อนึ่ง ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลราว 700,000 คน อาศัยอยู่ในชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ 3.3 ล้านคน ซึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าการตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ผิดกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc