สหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางมีรูป “ทรัมป์” ฉลองเอกราชครบรอบ 250 ปี

สหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางมีรูป “ทรัมป์” ฉลองเอกราชครบรอบ 250 ปี

29 เม.ย. 2569 08:24 น.

สหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางมีรูป “ทรัมป์” ฉลองเอกราชครบรอบ 250 ปี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษ ที่มีภาพใบหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ภายในเล่ม เพื่อร่วมฉลอง 250 ปีการประกาศเอกราช 

วันที่ 29 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จะออกหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษที่มีการพิมพ์รูปใบหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงไปในเล่มด้วย โดยจะเริ่มออกให้ที่สำนักงานหนังสือเดินทางกรุงวอชิงตัน สำหรับผู้ที่ต่ออายุหนังสือเดินทางด้วยตนเอง ขณะที่ช่องทางออนไลน์และสำนักงานแห่งอื่นยังใช้รูปแบบเดิม 

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ตามแบบจำลองที่เผยแพร่ ภาพใบหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมลายเซ็นสีทอง จะปรากฏอยู่ด้านในปกหนังสือเดินทาง ส่วนด้านหลังเล่มจะใช้ภาพวาดคำประกาศอิสรภาพ ของจอห์น ทรัมบูลล์   

ด้านนายทอมมี่ ปิโกต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า หนังสือเดินทางรุ่นพิเศษนี้จะยังคงมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงเช่นเดิม พร้อมเพิ่มงานออกแบบและภาพประกอบเฉพาะกิจเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญของประเทศ โดยหนังสือเดินทางลายทรัมป์จะเริ่มออกใช้งานช่วงฤดูร้อนปีนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนที่จะผลิต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกสินค้าที่ระลึกฉลองครบรอบ 250 ปีประเทศหลายรายการ อาทิ บัตรผ่านอุทยานแห่งชาติรุ่นพิเศษที่มีภาพทรัมป์คู่กับจอร์จ วอชิงตัน รวมถึงเหรียญที่ระลึกซึ่งใช้ภาพของทรัมป์เช่นกัน ขณะที่ปัจจุบัน หนังสือเดินทางสหรัฐฯ แบบปกติใช้ภาพวาดของฟรานซิส สก็อตต์ คีย์ ผู้แต่งเนื้อเพลงชาติสหรัฐฯ อยู่ด้านในปกหน้า พร้อมข้อความบางส่วนจากเพลงชาติ 

ที่มา CNN

5 ประเด็น สุนทรพจน์คิงชาร์ลส์ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ

5 ประเด็น สุนทรพจน์คิงชาร์ลส์ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ

29 เม.ย. 2569 06:39 น.

5 ประเด็น สุนทรพจน์คิงชาร์ลส์ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ กล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ระหว่างเยือนวอชิงตัน ดี.ซี. โดยทรงเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ แต่แทบไม่แตะเรื่องคดีเอปสตีน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบหนักในอังกฤษ

การเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเฉลิมฉลอง ทั้งในโอกาสครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ความผูกพันอันยาวนานระหว่างอังกฤษและอเมริกา และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะ “พันธมิตรพิเศษ” แต่อีกด้านหนึ่ง การเสด็จเยือนครั้งนี้ก็ถูกมองว่าเป็น “ภารกิจกอบกู้สถานการณ์” เช่นกัน

สถานะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในปัจจุบันค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากความลังเลของอังกฤษที่จะสนับสนุนสงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านอย่างเต็มตัว เป้าหมายของคิงชาร์ลส์คือการผ่อนคลายความตึงเครียดเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ร่วมต่อสภาคองเกรสเมื่อบ่ายวันอังคารที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเหตุผลให้มีความหวังอยู่บ้าง เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ที่มีบุคลิกแปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นอาจเปลี่ยนเป็นเย็นชาได้ในชั่วพริบตา แต่ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ที่เคยบาดหมางก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้รับความเมตตาจากประธานาธิบดีได้อีกครั้งเช่นกัน

แม้จะมีความตึงเครียดแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก โดยในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ กษัตริย์ชาร์ลส์ได้กล่าวถึง “การคืนดีและการเริ่มต้นใหม่” ซึ่งพระองค์ระบุว่าเป็นเอกลักษณ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมานานหลายศตวรรษ ขณะที่นายทรัมป์ก็มีท่าทีพอใจ โดยชื่นชมคิงชาร์ลส์ว่า “เป็นบุคคลที่วิเศษมาก”

อย่างไรก็ตาม มีเนื้อหาบางส่วนในสุนทรพจน์ของคิงชาร์ลส์ ที่อาจสร้างความยินดีให้แก่พรรคเดโมแครต แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างความประหลาดใจ (และข้อกังขา) ให้กับทำเนียบขาวด้วยเช่นกัน

การยอมรับในความไม่แน่นอน

คิงชาร์ลส์ทรงเริ่มสุนทรพจน์ด้วยการกล่าวถึง “ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง” ที่ทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญอยู่

พระองค์ทรงไล่เรียงถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นต้นเหตุของความบาดหมางระหว่างทั้งสองประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่เกิดจากความรุนแรงทางการเมืองในลักษณะที่ทำให้งานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาต้องปั่นป่วน

จากนั้นคิงชาร์ลส์ทรงเปลี่ยนประเด็นไปพูดถึงความจริงที่ว่า สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรไม่ได้เห็นพ้องต้องกันเสมอไป “ด้วยจิตวิญญาณแห่งปี 1776 ที่อยู่ในใจของเรา … เราอาจเห็นพ้องตรงกันได้ว่า เราไม่ได้เห็นตรงกันเสมอไป”

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นเป็นการเกริ่นนำไปสู่บทสรุปของพระองค์ที่ว่า เมื่อทั้งสองประเทศมีความคิดเห็นที่สอดประสานกัน ก็จะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ “ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของประชาชนของเราเท่านั้น แต่เพื่อมวลมนุษยชาติทั้งปวง”

ถ้อยคำที่ถูกใจพรรคเดโมแครต

เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ทรงกล่าวถึงประเพณีทางกฎหมายของอังกฤษซึ่งอยู่ในมหากฎบัตรแมกนา คาร์ตา ที่ว่า “อำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล” พระองค์ก็ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องพร้อมการลุกขึ้นยืนให้เกียรติอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีนัยแฝงที่น่าสนใจ

เสียงเชียร์เริ่มต้นจากฝั่งสมาชิกพรรคเดโมแครตในห้องประชุม ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งห้อง เหล่าผู้วิจารณ์โดนัลด์ ทรัมป์ ในกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายมักจะประณามประธานาธิบดีในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ความรู้สึกที่ว่าประธานาธิบดีควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มงวด เป็นหนึ่งในแรงผลักดันเบื้องหลังการชุมนุม “ไม่เอากษัตริย์” (no kings) ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนทั่วประเทศตลอดปีที่ผ่านมา

ต่อมาในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ ประโยคทิ้งท้ายประโยคหนึ่งของกษัตริย์ชาร์ลส์ได้จุดชนวนให้เกิดเสียงพึมพำ ซึ่งมีทั้งความเห็นด้วยและความกังวลจากฝั่งเดโมแครต

“ถ้อยคำของอเมริกานั้นมีน้ำหนักและมีความหมาย ดังที่เป็นมาตลอดนับตั้งแต่การประกาศอิสรภาพ” คิงชาร์ลส์ตรัส “แต่การกระทำของชาติที่ยิ่งใหญ่นี้มีความสำคัญยิ่งกว่า”

แน่นอนว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตมักจะวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ รวมถึงวิธีการสื่อสารและการกระทำของเขาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ดูเหมือนว่ากลุ่มเสรีนิยมในที่ประชุมอาจมองว่าประมุขแห่งอังกฤษ กำลังส่งสารเตือนสติแก่คนในชาติ ในขณะเดียวกันก็มอบโอกาสให้พวกเขาได้แสดงจุดยืน “ไม่เอากษัตริย์” อีกครั้งหนึ่ง

กล่าวถึงนาโตและพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

คิงชาร์ลส์ทรงหยิบยกคำกล่าวของ เฮนรี คิสซิงเกอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาอ้างถึง โดยทรงพูดถึงความเป็นพันธมิตรแห่งแอตแลนติก และทรงตั้งข้อสังเกตว่า ครั้งเดียวที่นาโต (Nato) เคยระดมพลเพื่อปกป้องรัฐสมาชิก คือเหตุการณ์หลังการโจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ฝีมือกลุ่มอัลเคดาเมื่อ 11 กันยายน 2544

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยพูดจาเชิงสบประมาทกองทัพเรืออังกฤษ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอันยาวนานของสหราชอาณาจักร โดยเขาเรียกเรือรบของอังกฤษว่าเป็น “ของเล่น” และกล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินนั้น “ใช้งานไม่ได้จริง”

คิงชาร์ลส์ ผู้เคยทรงงานในกองทัพเรืออังกฤษเป็นเวลา 5 ปี ทรงกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระองค์ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพโดยเฉพาะ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการกล่าวถึงประโยชน์ของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและข่าวกรองระหว่างสองประเทศ รวมถึงระหว่างอเมริกาและยุโรป

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงหาโอกาสกล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมาอย่างยาวนาน แต่ทรัมป์ปฏิเสธมาตลอด

“จากส่วนลึกของมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงพืดน้ำแข็งในอาร์กติกที่กำลังละลายอย่างน่าใจหาย ความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร คือหัวใจสำคัญของนาโต ซึ่งต่างให้คำมั่นสัญญาที่จะป้องกันซึ่งกันและกัน ปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของเรา รวมถึงรักษาความปลอดภัยให้แก่ชาวอเมริกาเหนือและชาวยุโรปจากศัตรูที่มีร่วมกัน”

ไม่พูดถึงเหยื่อของเอปสตีน

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ หนึ่งในคำถามที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการเสด็จเยือนของพระเจ้าชาร์ลส์คือ พระองค์จะทรงกล่าวอ้างถึง เจฟฟรีย์ เอปสตีน และบรรดาเหยื่อของผู้กระทำความผิดทางเพศผู้ล่วงลับรายนี้ในสุนทรพจน์หรือไม่ ซึ่งพระองค์ไม่ทำเช่นนั้น

คำพูดสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดอาจมีเพียงการตรัสอ้างถึงโดยนัยเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้อง “สนับสนุนเหยื่อจากภัยสังคมบางประการที่ช่างน่าสลดใจเหลือเกินว่ายังคงมีอยู่ในสังคมของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน”

ซึ่งในสายตาของชาวอเมริกัน นี่ถือเป็นถ้อยคำที่ “เบาเกินไป”

เมื่อปีก่อน แม้จะมีข้อคัดค้านจากรัฐบาลของทรัมป์ แต่สภาคองเกรสก็ได้ผ่านกฎหมายที่บังคับให้เปิดเผยแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีเอปสตีน

ข้อมูลเหล่านั้นนำไปสู่การเปิดเผยครั้งใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่อดีตนักการเงินรายนี้มีกับบรรดาผู้มั่งคั่งและผู้มีอำนาจ ซึ่งรวมถึง ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ และ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาของคิงชาร์ลส์ด้วย

จนถึงตอนนี้ มหากาพย์คดีเอปสตีนส่งผลกระทบในสหราชอาณาจักรมากกว่าในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันน้อยคนนักจะได้รับผลกระทบในทางลบ

แม้ว่าหัวข้อนี้จะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้เลือนหายไปจากหน้าข่าว และเรื่องราวฉบับเต็มในฝั่งสหรัฐฯ อาจจะยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมดในขณะนี้

อารมณ์ขันแบบราชวงศ์

เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายที่จริงจังของคิงชาร์ลส์ โดยมีเดิมพันที่สูงถึงอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร สุนทรพจน์ของพระองค์ในบางช่วงกลับดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา

พระองค์ทรงเริ่มสุนทรพจน์ด้วยประโยคของ ออสการ์ ไวด์ ที่มักถูกหยิบยกมาอ้างถึง (และอ้างผิดบ่อยครั้ง) เกี่ยวกับสหรัฐฯ และอังกฤษที่มีทุกอย่างเหมือนกัน “ยกเว้นแต่เรื่องภาษานั่นเอง”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงปล่อยมุกตลกเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่ต้องถูกจับเป็น “ตัวประกัน” (ตามธรรมเนียมโบราณ) ในยามที่กษัตริย์กล่าวสุนทรพจน์ที่เวสต์มินสเตอร์ พร้อมกับทรงสงสัยว่ามีใครในสภาคองเกรสแห่งนี้อาสาสมัครทำหน้าที่ดังกล่าวในวันนี้บ้างหรือไม่

พระองค์ยังทรงล้อเล่นอีกว่า การประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ นั้นถือเป็นเหตุการณ์ที่ “เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน” สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างบริเตนใหญ่ และพระองค์ไม่ได้มาเยือนสหรัฐฯ เพื่อทำภารกิจ “กองหลังจอมวางแผน” เพื่อหวังจะกอบกู้การปกครองของอังกฤษกลับคืนมา

แม้ในขณะนี้อาจมีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรอยู่บ้าง แต่ในวันอังคารที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ากษัตริย์ชาร์ลส์จะประสบความสำเร็จในการ “ละลายพฤติกรรม” และสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งที่ 3 จนต้องสั่งอพยพผู้คน

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งที่ 3 จนต้องสั่งอพยพผู้คน

29 เม.ย. 2569 03:21 น.

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งที่ 3 จนต้องสั่งอพยพผู้คน

รัสเซียเผย ยูเครนส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในเมืองติดทะเลดำเป็นครั้งที่ 3 ทำให้เกิดไฟลุกไหม้และต้องอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 เม.ย. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียบริเวณริมฝั่งทะเลดำ ถูกโดรนของยูเครนโจมตีเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเดือนนี้ ทำให้เกิด “เพลิงไหม้รุนแรง” และบีบให้ต้องมีการอพยพผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

การโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “ตูอัปเซ” (Tuapse) สองครั้งก่อนหน้านี้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวเมืองรายงานว่ามี “ฝนสีดำ” ตกลงมาทั่วเมืองและทิ้งคราบน้ำมันไว้ทุกหนแห่ง

รัฐบาลเครมลินของรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นยิ่งซ้ำเติมสภาวะการขาดแคลนน้ำมันในตลาดพลังงานโลก และเป็นการกระตุ้นให้เกิดความไม่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ด้านกองทัพยูเครนยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่าโรงกลั่นเหล่านี้เป็นแหล่งเงินทุนที่ช่วยสนับสนุนการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียที่เริ่มขึ้นในปี 2565

นายเวเนียมิน คอนดราตีเยฟ ผู้ว่าการแคว้น คราสโนดาร์ ของรัสเซีย กล่าวในวันอังคารว่า พนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนอื่นๆ กำลังปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สภาวะที่ยากลำบากอย่างยิ่ง พร้อมยกย่องความพยายามของพวกเขาว่าเป็น “การกระทำที่กล้าหาญอย่างแท้จริง”

ส่วนนาย เซอร์เก บอยโค หัวหน้าเขตเทศบาลท้องถิ่น ได้ขอความร่วมมือให้ผู้อยู่อาศัยบนถนนใกล้เคียงอพยพออกจากพื้นที่ โดยมีการจัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราวขึ้นภายในโรงเรียนท้องถิ่นแห่งหนึ่งแล้ว

ในขณะเดียวกัน ศูนย์จัดการวิกฤตส่วนภูมิภาคแจ้งเตือนว่า เนื่องจากเหตุเพลิงไหม้ที่รุนแรง ส่งผลให้สารที่เกิดจากการเผาไหม้กระจายออกสู่ชั้นบรรยากาศ เจ้าหน้าที่ยังกระตุ้นให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย, ล้างจมูก, ตา และลำคอ รวมถึงปิดหน้าต่างให้มิดชิดและจำกัดเวลาการอยู่นอกเคหสถานด้วย

ทางด้านประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้สั่งการให้รัฐมนตรีกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินบินด่วนไปยังเมือง ตูอัปเซ เพื่อดูแลปฏิบัติการดับเพลิงและการฟื้นฟูความเสียหาย

ส่วน ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกของปูตินระบุว่า ยูเครนได้โจมตีคลังเก็บน้ำมันที่มีไว้เพื่อการส่งออก พร้อมกล่าวหายูเครนกำลังสร้างความสั่นคลอนต่อตลาดพลังงานโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

29 เม.ย. 2569 02:41 น.

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ บุกเข้ายึดเรืออีกลำในทะเลอาหรับ ตามมาตรการปิดล้อม เนื่องจากสงสัยว่าเรือลำนี้กำลังเดินทางไปอิหร่าน ก่อนจะปล่อยเรือลำนี้ไปในเวลาต่อมา

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า นาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือลำหนึ่งในทะเลอาหรับ หลังจากสงสัยว่าเรือลำดังกล่าวกำลังเดินทางไปยังประเทศอิหร่าน ก่อนจะปล่อยเรือลำนี้ไปในเวลาต่อมา

กองบัญชาการกลางฯ ระบุว่า นาวิกโยธินจากหน่วยปฏิบัติการทางทะเลที่ 31 (MEU) ได้เข้ายึดเรือ M/V Blue Star III ไว้ชั่วคราว ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้ปล่อยเรือลำนี้ไป หลังจากทำการตรวจค้นและยืนยันได้ว่า เส้นทางการเดินเรือดังกล่าวจะไม่มีการแวะจอดที่ท่าเรือของอิหร่าน” กองบัญชาการกลางฯ ระบุ

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบันสหรัฐฯ สั่งให้เรือเปลี่ยนเส้นทางตามมาตรการปิดล้อมไปแล้ว 39 ลำ

ด้านพลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม แถลงที่ “เพนตากอน” หรือ ตึกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ยึดเรือไว้อย่างน้อย 3 ลำ ได้แก่ M/V Touska, M/T Tifani และ M/T Majestic X ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

29 เม.ย. 2569 01:30 น.

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุรถไฟชนกันบริเวณชานกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นเป็น 15 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหาเสร็จสิ้นลงแล้ว หลังจากใช้เวลากว่า 12 ชั่วโมง

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีคำสั่งให้เร่งสืบสวนหาสาเหตุ หลังจากรถไฟทางไกลพุ่งชนรถไฟระยะสั้นที่จอดนิ่งอยู่บริเวณชานกรุงจาการ์ตา เมื่อกลางดึกวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 15 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เจ้าหน้าที่เสร็จสิ้นภารกิจกู้ภัยที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 12 ชั่วโมง บริเวณสถานีรถไฟ เบกาซี ติมูร์ (Bekasi Timur) ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา โดยทีมกู้ภัยต้องใช้เครื่องมือตัดถ่างซากตู้โดยสารที่บิดเบี้ยวหลังเกิดการพุ่งชนเมื่อคืนวันจันทร์

“เมื่อเช้านี้… ทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ผมมั่นใจว่าไม่มีผู้ประสบภัยหลงเหลืออยู่ภายใต้ซากรถไฟอีก” โมฮัมหมัด ชาฟีอี หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ (Basarnas) แถลงในวันอังคาร

ด้านนาย อากัส ฮารีมูร์ตี ยูโดโยโน รัฐมนตรีอาวุโสประจำคณะรัฐมนตรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงบ่ายวันอังคารว่า ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 15 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 88 ราย

ตามรายงานของ ฟราโนโต วิโบโว โฆษกของ KAI ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการรถไฟ ระบุว่าดูเหมือนจะมีรถแท็กซี่คันหนึ่งเฉี่ยวชนกับรถไฟชานเมืองบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ทำให้รถไฟต้องหยุดนิ่งอยู่บนราง ก่อนจะถูกรถไฟอีกขบวนพุ่งชนในเวลาต่อมา

บรรยากาศที่สถานีหลังเกิดเหตุเต็มไปด้วยความโกลาหล เจ้าหน้าที่กู้ภัยต่างตะโกนขอถังออกซิเจน ขณะที่รถพยาบาลจอดรอรับผู้ป่วยเป็นแถวยาวเหยียด โดยทั้งกองทัพ, หน่วยดับเพลิง, สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ รวมถึงสภากาชาด ต่างระดมกำลังเข้าช่วยเหลือในภารกิจอพยพผู้คนครั้งนี้

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองเบกาซี พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติของผู้เสียชีวิต และระบุว่าเขาได้สั่งการให้มีการ “สืบสวนหาสาเหตุในทันที”

นอกจากนี้ เขายังได้สั่งการให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามแยกในเมืองเบกาซีอีกด้วย โดยระบุว่า “ในภาพรวม เราพบว่าจุดตัดทางรถไฟหลายแห่งยังไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแล … ผมจึงสั่งการให้เร่งปรับปรุงจุดตัดเหล่านี้โดยด่วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งป้อมยามดูแล หรือการสร้างสะพานลอยข้ามทางรถไฟก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

28 เม.ย. 2569 23:15 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่ UAE ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC อาจส่งผลให้ชาติสมาชิกอื่นๆ เจริญรอยตาม จนสุดท้ายอาจนำไปสู่การล่มสลายของสมาคมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้

การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวจาก OPEC จะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสมาคมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ และอาจส่งผลถึงขั้นทำให้ “กลุ่มแตก” หาก OPEC ไม่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกรายอื่นตีตัวออกห่าง

หนึ่งในผลกระทบจากการถอนตัวของ UAE คือ OPEC จะสูญเสียรายได้มหาศาล โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปีที่ผ่านมา OPEC มียอดขายน้ำมันรวม 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายได้จาก UAE ถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 17%

นอกจากนั้น การสูญเสียผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่ม อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโน คือประเทศอื่นอาจพิจารณาเจริญรอยตาม เพราะเดิมทีความสัมพันธ์ภายในกลุ่มก็ไม่มั่นคงอยู่แล้ว และความไม่สงบในภูมิภาคจากสงคราม รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานฝีมืออิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC ด้วยกันเอง อาจเป็นตัวเร่งให้กลุ่มแตกสลาย

สาเหตุหลักที่ทำให้ UAE ตัดสินใจออกจาก OPEC คือ ความอัดอั้นด้านโควตา โดย UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งขัดกับนโยบายลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC ยูเออียังต้องการเดินนโยบายพลังงานของตนเองโดยไม่ต้องอิงตามมติของซาอุดีอาระเบียและกลุ่มด้วย

“หากจะมีช่วงเวลาไหนที่ควรลาออก ก็คือตอนนี้แหละครับ” โรบิน มิลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Qamar Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในดูไบ บอกกับ เบ็คกี้ แอนเดอร์สัน จากสำนักข่าว CNN “เราอาจจะได้เห็น คาซัคสถาน ลาออกเช่นกัน เพราะนั่นคืออีกหนึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต”

ด้านนาย เดวิด ออกซ์ลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านภูมิอากาศและสินค้าโภคภัณฑ์จาก Capital Economics กล่าวว่า “สายสัมพันธ์ที่ผูกมัดสมาชิก OPEC ไว้ด้วยกันเริ่มคลายตัวลงแล้ว”

เขาประเมินว่า การออกจากกลุ่มช่วยให้ UAE สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามต้องการหลังจากถูกจำกัดมานาน อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีผลกระทบในทันที เนื่องจากความต้องการน้ำมันดิ่งเหวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่ราคากระชากสูงขึ้น ประกอบกับคลังจัดเก็บน้ำมันเต็มขีดจำกัดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แต่ในระยะยาว UAE มีศักยภาพที่จะสูบน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1% ของความต้องการใช้ทั่วโลก การเพิ่มกำลังผลิตนี้อาจเป็นสิ่งจูงใจให้ประเทศอื่นตัดสินใจลาออกตามไป

นายออกซ์ลีย์คาดด้วยว่า หากในอนาคต OPEC ต้องยุบตัวลง ผลที่ตามมาอาจมีทั้งสองด้านคือ ราคาน้ำมันโลกอาจต่ำลง เนื่องจากไม่มีการควบคุมการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะจะไม่มีองค์กรกลางที่คอยประสานงานเพื่อเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกอีกต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

28 เม.ย. 2569 22:13 น.

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เตรียมถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC กับ OPEC+ ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดน้ำมัน

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 สำนักข่าว WAM ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานว่า ยูเออีจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ “องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน” หรือ “โอเปก” (OPEC) และกลุ่ม “โอเปกพลัส” (OPEC+) ซึ่งมีรัสเซียรวมอยู่ด้วย ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 นี้

แถลงการณ์ระบุว่า “การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการพัฒนาภาคพลังงาน ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ”

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการสั่นคลอนครั้งใหญ่ต่อ OPEC และผู้นำกลุ่มอย่างซาอุดีอาระเบีย โดยปัจจุบันกลุ่ม OPEC มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันรวมกันถึง 36% ของโลก และควบคุมน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วเกือบ 80% ของโลก

การตัดสินใจของยูเออีมีสาเหตุหลักมาจาก ยูเออี ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งขัดกับนโยบายลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC แม้พวกเขาจะพยายามผลักดันขอเพิ่มโควตาการผลิตมาอย่างยาวนาน

ยูเออียังต้องการเดินนโยบายพลังงานของตนเองโดยไม่ต้องอิงตามมติของซาอุดีอาระเบียและกลุ่ม ในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นตัวเร่งการตัดสินใจของยูเออี

“การตัดสินใจออกจาก OPEC ของยูเออี สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางนโยบายที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของตลาดในระยะยาว เรายังคงมุ่งมั่นต่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยจะจัดหาแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถือ รับผิดชอบ และมีคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดโลก” ซูฮาอิล อัล มาซรูอี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของยูเออี โพสต์ผ่าน X

ทั้งนี้ กลุ่ม OPEC ก่อตั้งขึ้นในปี 2503 โดยชาติสมาชิกเริ่มต้นประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก เวเนซุเอลา และคูเวต ส่วนยูเออีเข้าเป็นสมาชิกในอีก 7 ปีต่อมา

ยูเออีติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ 3% ถึง 4% ของน้ำมันทั่วโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

28 เม.ย. 2569 21:39 น.

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

ชายวัย 89 ปี ก่อเหตุกราดยิงในพื้นที่ 2 จุดของกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ก่อนจะหลบหนีไปอย่างลอยนวล โดยตำรวจกำลังตามหาตัวเขาและสืบหาแรงจูงใจ

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 ตำรวจและสื่อท้องถิ่นของกรีซรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้คนในพื้นที่ 2 จุดแยกกันของกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ส่วนมือปืนซึ่งถูกระบุว่าเป็นชายชราวัย 89 ปี กำลังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยวัย 89 ปี ใช้อาวุธปืนลูกซองเปิดฉากยิงใส่สำนักงานประกันสังคม (EFKA) ของกรีซ ส่งผลให้พนักงานได้รับบาดเจ็บที่ขา 1 ราย จากนั้น มือปืนนั่งแท็กซี่ไปยังอาคารศาลแห่งหนึ่ง และยิงปืนหลายนัดภายในอาคาร ทำให้พนักงานศาลหญิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้เฒ่ารายนี้ทิ้งปืนลูกซองไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมกับจดหมายที่จ่าหน้าถึงสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ก่อนจะหลบหนีไปด้วยการเดินเท้า

สื่อรายงานอีกว่า ผู้ต้องสงสัยมีอาชีพเป็นพนักงานเก็บขยะในพื้นที่กรุงเอเธนส์ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาคืออะไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

วันนี้ 29 เม.ย.2569 เมื่อเวลา 14.05 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนพร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน และนายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม ร่วมแถลงข่าวขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาราคาพืชผล 

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ญัตติดังกล่าวมีการอธิบายมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เชื่อว่าพี่น้องประชาชนเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว ฉะนั้น จึงอยากมาแถลงข่าวยืนยันมติวิปฝ่ายค้านว่าพวกเราเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีมติตั้ง กมธ.วิสามัญเรื่องนี้ ซึ่งขระนี้ญัตติกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีข้อสรุปเรื่องนี้ในวันนี้หรือไม่ว่าฝั่งสส.รัฐบาลจะเห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.วิสามัญหรือไม่ แต่เราเห็นว่าควรมีการตั้ง และควรได้ข้อสรุปวันนี้เพื่อให้สามารถเริ่มทำงานได้ เนื่องจาก 1.ราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นปัญหาที่เร่งด่วน ไม่เฉพาะราคาผลผลิตที่ตกต่ำลง แต่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง 2.แนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเกี่ยวกับราคาการเกษตรนั้นยังไม่ตรงจุด 2 วันที่ผ่านมาบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับเรื่องการไลฟ์ขายทุเรียนเป็นการสร้างความสับสนในตลาดทำให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างที่บอกว่าจะไลฟ์ขายทุกเรียนลูกละ 100 บาท แต่ท้ายที่สุดในไลฟ์สดก็ไม่ได้มีการขายทุเรียนในราคาดังกล่าวจริง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความล่าช้าและการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในสินค้าการเกษตรบางชนิด เช่น มะม่วง 3.จำเป็นที่จะต้องตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมามากกว่าส่งไปที่กมธ.สามัญคณะใดคณะหนึ่ง เพราะปัญหาดังกล่าวคาบเกี่ยวหลายกมธ. จึงควรตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้

พริษฐ์ วัชรสินธุ

ด้านนายเลาฟั้ง กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรเดือดร้อนเรื่องสินค้าเกษตรเกือบทุกประเภท หลายรายเจ๊งไปแล้ว ขณะที่บางรายยังรอเก็บเกี่ยว ซึ่งปัญหาสินค้าการเกษตรกับการเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงทั้งกระทรวงพาณิชย์ในการกำหนดราคา กระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องของการแปรรูปสินค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องของปุ๋ย การรับรองมาตราฐาน กระทรวงพลังงานเรื่องของการขนส่ง กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการปราบปรามนอมินี และกระทรวงการคลังเรื่องการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงหลายกระทรวงจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อดึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล สภา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน ภาควิชาการโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการหาทางออกและแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม อยากให้จับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้เนื่องจากเกรงว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะชิงปิดการประชุมก่อน 

ขณะที่นายปิยวัฒน์  กล่าวว่า ปัญหาของเกษตรกรเป็นปัญหาหลักของพรรคกล้าธรรม โดยปัญหาของพี่น้องประชาชนมีอยู่ 2-3 เรื่อง ได้แก่ 1.ราคา 2.ต้นทุนทางการเกษตรที่สูง รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และ 3.การไลฟ์สดของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เรามีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งถือเป็นที่สะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ฉะนั้น กมธ.วิสามัญจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และคิดดีไม่ได้ว่าทางรัฐบาลอาจจะกลัวพวกเราฝ่ายค้านหรือพี่น้องประชาชนที่อาจจะถูกตั้งเข้ามานั่งในกมธ.รับรู้ รับทราบข้อมูลของภาครัฐหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เรามีเป้าหมายเดียวกันคือการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร ฉะนั้น จึงขอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเถอะ นี่คือมติของพรรคกล้าธรรม  

พริษฐ์ วัชรสินธุ

นางรัดเกล้า กล่าวว่า หลักการของการทำงานรัฐสภา ประชาชนเลือกพวกเรามาเป็นปากเป็นเสียง เป็นกลไกในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน แต่ในวันนี้สภาฯชุดที่ 27 กำลังมีการคุมกำเนิด กมธ.วิสามัญ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการระแวดระวังการตั้งกมธ.วิสามัญ ไม่ใช่แค่พืชผลทางการเกษตร พวกเราทำงานกันมาเดือนกว่าๆ แต่ตั้งกมธ.วิสามัญแค่ 1 กมธ.เท่านั้น ข้อมูลที่ได้ศึกษากันมาสุดท้ายนำไปสู่ กมธ.สามัญเท่านั้น ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าการมี กมธ.จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ มันสามารถแก้ได้ และตนไม่ได้ตั้งข้อกังขากับ กมธ.สามัญ แต่บางเรื่องเกินขอบข่ายการทำงานของกมธ.สามัญเพียงแค่คณะเดียว เพราะครอบคลุมหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน หลายฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ จึงอยากถามว่าเหตุใดจึงต้องมีการคุมกำเนิดการตั้งกมธ.วิสามัญ และรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร หากไม่ใช้กลไกการตั้งกมธ.วิสามัญ 

เมื่อถามว่า การมาแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับสัญญาณอะไรมาหรือไม่ จึงกลัวว่าจะมีการชิงปิดประชุมก่อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า เหตุที่มีการแถลงข่าวในวันนี้อเพราะเป็นการย้ำมติของวิปฝ่ายค้านที่ยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าจะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาหรือไม่ และเป็นการส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลด้วย 

พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้ ใช้กปน.มืออาชีพลดผิดพลาด ด้านผอ.กกต.กทม. เผย 6,632 หน่วยเลือกตั้ง กทม.เพิ่มจากสส. 102 หน่วย ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75% เชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 1 ปีเงื่อนไขใหญ่ทำพรรคการเมืองพลาดส่งผู้สมัคร

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) รวมถึงนายกเมืองพัทยา พร้อมกันในวันที่ 28 มิ.ย.2569 ว่า ขณะนี้ในส่วนของกกต.กทม. และกกต.ชลบุรี ได้เริ่มดำเนินการตามแผนงานแล้ว ซึ่งก็ไม่มีความหนักใจ โดยได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดเตรียมความพร้อมในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งได้มีการนำบทเรียนจากการเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา มาปรับปรุง เพื่อให้สอดรับกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นโมเดลใหม่ โดยจะนำกปน.มืออาชีพมาใช้กับการเลือกตั้งในกทม.ในพัทยา เพื่ออบรมกปน. ให้มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและให้เป็นที่ยอมรับ โดยผู้ได้รับเลือกเป็นกปน.จะต้องถูกอบรมจาก กกต. อย่างเข้มข้น และอาจจะได้รับหนังสือรับรองไลเซนด้วย รวมทั้งเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้มาเป็น กปน. ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวผอ.กกต.ชลบุรีไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่กรณีการเลือกตั้งสส.ชลบุรี เขต 1 นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยอมรับว่าจ.ชลบุรี เป็นพื้นที่มีการแข่งขันสูง ปัญหาที่ผ่านมาแม้จะมีประชาชนเข้ามาร้องเรียน แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผอ.กกต.ชลบุรีด้วย ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องคดีก็เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ด้าน ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต. กทม. ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการสำรวจหน่วยเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยเขตเลือกตั้งแบ่งเป็นจำนวน 50 เขต มีหน่วยเลือกตั้ง 6,632 หน่วย เพิ่มจากการเลือกตั้งสส. มา 102 หน่วย และเตรียมการสรรหากรรมการประจำเลือกตั้ง(กปน.) ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นรายงานไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป

ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ในส่วนของผู้ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งที่งผู้ว่า ฯ และส.ก. ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ แต่ในส่วนของกฎหมายจัดตั้งนั้น ผู้ว่าฯสามารถที่จะรักษาการได้ ส่วนเรื่องการจะลาออกหรือไม่นั้นเราเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ถ้ามีความจำเป็นท่านก็จะลาออกก่อน เพื่อที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันเดียวกัน ซึ่งทางสำนักงานกกต. ได้ประกาศเห็นชอบให้เลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย. นี้พร้อมกันกับเมืองพัทยา

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า ฯจะลาออกนั้น ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า ได้ยินตามกระแสข่าว เพราะถ้ายื่นอย่างเป็นทางการยังไม่มีถ้าจะยื่นลาออกต้องไปยื่นกับทางกระทรวงมหาดไทยเอง

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือเป็นห่วงในเรื่องใดในการเลือกตั้งหรือไม่  ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางสำนักงาน กกต. กทม. เรามีการซักซ้อมเรื่องลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงตั้งแต่ก่อนเข้าห้วงเวลา 180 วันก่อนครบวาระ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.2568 มีการทำความเข้าใจให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้ที่สนใจไปในบางส่วนแล้ว ส่วนเรื่องของความคาดหวังของผู้จะมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้เราก็ได้ดูจากการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา มีผู้มาใช้สิทธิ์ 70 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เราก็คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 75 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นประชาชนจะให้ความสนใจมาก กว่าการเลือกตั้งสส.

เมื่อถามว่าดูเหมือนการเลือกตั้งจะไม่ค่อยดุเดือดเพราะผู้สมัครจากพรรคการเมืองหลายพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครลง ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า อาจจะเนื่องด้วยจากคุณสมบัติที่ผู้สมัครจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านซึ่งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน 1 ปี นับถึงวันที่สมัคร จึงทำให้บางคนขาดคุณ สมบัติในตรงนี้ไป ส่วนเงื่อนไขยื่นภาษี 3 ปีย้อนหลังนั้นเป็นเพียงการนำมาดีแคร์เท่านั้นเองไม่ได้เป็นลักษณะต้องห้าม

เมื่อถามถึงโมเดลแต่งตั้ง กปน.ใหม่อย่างไรบ้าง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ทางสำนักงานกกต. ส่วนกลางได้ประชุมจัดทำกปน.มืออาชีพ โดยจะมีการเริ่มต้นจาก 6,632 คน คือจะเป็นประธานหน่วยทุกหน่วยของกรุงเทพฯ ซึ่งในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ได้มีการนัดหมายปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อไปจะเป็นผู้ อำนวยการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะได้พบปะและพูดคุยเตรียมความพร้อมอบรม กปน.มืออาชีพหน่วยละ 1 คนก่อน ทั้งนี้การเลือกครั้งนี้ จะมีกปน. 9 คน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ต่อ1 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้คนจำนวนกว่า 70,000 คน

เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือเพราะที่ผ่านมากปน.ก็ถูกกระแสจากสังคมในการเลือกตั้ง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากว่าเขาเข้าใจว่าในการเลือกตั้งก็มีกระแส และเรื่องความกดดันอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นกปน.อยู่แล้ว บางคนเป็นมาแล้ว 10-20 ปี ฉะนั้นเขามีความรู้ความเข้าใจ อพไรผิดพลาดเราก็นำข้อนั้นมาปรับแก้ต่อไปให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความกังวล ครู-อาจารย์ยังมีความพร้อมในการเป็น กปน.ต่อไป