แม่ทราย สก๊อต ถอนฟ้องลูกชายแล้ว เปิดทางเจรจา ย้ำรักลูกทั้งสองไม่มีเงื่อนไข

แม่ทราย สก๊อต ถอนฟ้องลูกชายแล้ว เปิดทางเจรจา ย้ำรักลูกทั้งสองไม่มีเงื่อนไข

แม่ทราย สก๊อต ถอนฟ้องลูกชายแล้ว เปิดทางเจรจา ย้ำรักลูกทั้งสองไม่มีเงื่อนไข

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

3 กรกฎาคม 2569 นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี มารดาของนายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย” ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งพระโขนง ขอถอนฟ้องคดีเพิกถอนการให้ ที่ยื่นฟ้องบุตรชาย พร้อมออกแถลงการณ์ระบุว่า การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลไม่ใช่สิ่งที่แม่คนหนึ่งต้องการ แต่เป็นทางเลือกสุดท้ายหลังพยายามพูดคุยและหาทางออกร่วมกันมาหลายปีแต่ไม่เป็นผล

นางจีรานุช ระบุว่า ภายหลังการไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 ศาลได้แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าพูดคุยกันในฐานะแม่ลูก ซึ่งตรงกับความตั้งใจของตน จึงตัดสินใจถอนฟ้องเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและหาทางออกร่วมกัน โดยยังคงหวังว่าสายใยความเป็นครอบครัวจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าที่ผ่านมาเลือกไม่แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และไม่ต้องการให้ส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นในตระกูลภิรมย์ภักดี รวมถึงกลุ่มบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดังกล่าว

นอกจากนี้ ตนยังยืนยันว่ารักลูกทั้งสองคนอย่างไม่มีเงื่อนไข และหากบุตรเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก็พร้อมเคารพการตัดสินใจดังกล่าว โดยหวังให้ความจริงและความเป็นธรรมปรากฏ พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและสาธารณชนให้พื้นที่ครอบครัวได้พูดคุยและเยียวยาความสัมพันธ์ต่อไป

โดยศาลได้นัดอีกครั้งวันที่ 8 – 9 ก.ค. 2569 และจะมีการพิจารณาคำสั่งถอนฟ้องในคดีดังกล่าว

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

เจอเพิ่ม ’แหวนพราหมี‘ อายุ2พันปี! ’ปธ.กมธ.ศาสนาฯ‘ เผยคืบหน้าสำรวจแหล่ง ’โบราณคดีดอนยายหอม’ ดันเป็น ‘พิพิธภัณฑ์กลาง’ แห่งแรกของ ’เพชรบุรี‘ พร้อมหนุน ‘พระนครคีรี’ ขึ้น ’มรดกโลก‘

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรีว่า  ล่าสุด ทีมนักโบราณคดีได้พบแหวนทองคำเพิ่มอีก 2 วง โดยหนึ่งในนั้นเป็นแหวนตราประทับที่ส่วนหัวแหวนสลักอักษร “พราหมี” อายุราว 1,900-2,100 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านพบกลองมโหระทึกเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนจะขุดเพิ่มพบกลองมโหระทึกรวม 5 ใบ โครงกระดูกมนุษย์โบราณ 8 โครง และคาดว่าเป็นโครงที่ 9 เป็นโครงกระดูกเด็ก รวมทั้งเครื่องประดับล้ำค่า เช่น กำไล แหวนทองคำ ภาชนะสำริด และลูกปัดโบราณ  นักโบราณคดีระบุว่าเป็นสถานที่แรกในไทยที่พบโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมาก โดยเตรียมของบประมาณสนับสนุนจากกรมศิลปากร เพื่อทำการขุดค้นศึกษาต่อไป อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงเร่งเคลื่อนย้ายโครงกระดูกไปเก็บรักษาชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์ในจังหวัดปทุมธานี และหลังพ้นฤดูฝนจะนำโบราณวัตถุกลับมาจัดนิทรรศการให้ประชาชนในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้าชม

“ดิฉันในฐานะคนจังหวัดเพชรบุรี และประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ เห็นว่าจังหวัดเพชรบุรีมีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจำนวนมาก แต่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์กลางของจังหวัด โบราณวัตถุและของดีของเมืองเพชรบุรีส่วนใหญ่ต้องไปจัดเก็บและจัดแสดงอยู่ที่จังหวัดอื่น เนื่องจากในพื้นที่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์รองรับที่เหมาะสม ส่วนพิพิธภัณฑ์เดิมบนพระนครคีรี มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง ซึ่งผู้สูงอายุเข้าถึงได้ยาก จึงอยากให้กรมศิลปากรสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

ประธาน กมธ.การศาสนาฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ทางอธิบดีกรมศิลปากร เตรียมผลักดันพระนครคีรีขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยตั้งคณะทำงานที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดว่าการเป็นมรดกโลกจะส่งผลต่อการจัดงานพระนครคีรี ที่จัดขึ้นทุกปี และมีผู้ร่วมงานนับหมื่นคนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดยินดีหากมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนการบูรณะซ่อมแซมให้ดียิ่งขึ้น คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดเชียงใหม่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จึงขอเชิญชวนทุกจังหวัดที่มีศักยภาพเชื่อมโยงข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อผลักดันแหล่งมรดกของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี รายงานว่า  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ได้มอบหมายให้นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นำทีมนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการเก็บหลักฐานทางโบราณคดีได้แก่ ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์และโบราณวัตถุที่พบขึ้นจากหลุมขุดค้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เนื่องจากหลุมขุดค้นประสบปัญหาน้ำใต้ดิน ความเค็ม และความชื้นแฉะจากฤดูฝน ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้โครงกระดูกเปื่อยยุ่ยและโบราณวัตถุประเภทสำริดผุกร่อน จึงต้องเร่งเก็บเพื่อนำส่งไปอนุรักษ์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ของกรมศิลปากร

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ในระหว่างการจัดเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ นักโบราณคดี ได้พบแหวนทองคำเพิ่มอีก จำนวน 2 วง จากโครงกระดูกหมายเลข 4 โดยหนึ่งวงพบว่าส่วนหัวแหวน มีการสลักอักษรโบราณ เป็นลักษณะของแหวนตราประทับ เบื้องต้น ดร.อุเทน วงศ์สถิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ กรมศิลปากร สันนิษฐานว่าเป็นอักษรอินเดียโบราณพราหมี อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5 – 7 หรือประมาณ 1,900 – 2,100 ปีที่ผ่านมา อ่านว่า “ปุสรขิตส” แปลว่า “ของปุสรขิตะ” หมายถึงผู้ที่ถูกรักษาโดยฤกษ์หรือดาวปุษยะ สันนิษฐานว่า เจ้าของแหวนน่าจะอยู่ในวรรณะแพศย์ (พ่อค้า) ส่วนแหวนอีกหนึ่งวง ไม่มีลวดลายประดับตกแต่ง ทั้งนี้ เคยมีการค้นพบอักษรพราหมีบนตราประทับและเครื่องประดับมาแล้วในแหล่งโบราณคดีบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร เป็นต้น ปัจจุบันทางสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ได้ดำเนินการส่งมอบแหวนทองคำทั้งสองวงให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เก็บรักษาไว้เพื่อเตรียมการอนุรักษ์และศึกษาต่อไป

สำหรับการดำเนินงานเก็บโบราณวัตถุที่เป็นโครงกระดูกมนุษย์แบ่งเป็น 2 แนวทาง โดยจัดเก็บเป็นรายชิ้นส่วนสำหรับโครงกระดูกกลุ่มที่ 1 คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และการจัดเก็บแบบยกทั้งแท่นดินขึ้นจากหลุมขุดค้น สำหรับกลุ่มโครงกระดูกกลุ่มที่ 2 โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์ กรมศิลปากรร่วมกำกับดูแลและใช้วิธีผนึกโครงกระดูกเพื่อป้องกันการเสียสภาพ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนโครงกระดูกที่พบล่าสุด ที่สันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกเด็กมีสภาพค่อนข้างเปื่อยและมีภาชนะสำริดขนาดใหญ่วางอยู่บริเวณกลางลำตัว จะใช้วิธียกขึ้นทั้งแท่นเพื่อความปลอดภัยและรักษาสภาพเอาไว้ให้ได้มากที่สุด คาดว่าภารกิจช่วงสุดท้ายนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจะทำการปิดหลุมขุดค้นและจัดแถลงผลการดำเนินงานทางโบราณคดีระยะแรก โดยจะมีการจัดนิทรรศการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์และศึกษาวิจัย ฯ

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

'ในหลวง-พระราชินี' โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา  15.30  น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายณรงค์  เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกบัว และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปถวายพระภิกษุสมเกียรติ  มณีพรรัตนาชัย พระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน ขณะเดินธุดงค์

เหตุเกิดบริเวณหน้าตลาดนาสีนวน ถนนมุกดาหาร – ดอนตาล (ขาเข้าเมือง) ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
 
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พระภิกษุสงฆ์
ที่ได้รับบาดเจ็บ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่บาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์ และทรงรับพระภิกษุและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

'ในหลวง' โปรดเกล้าฯให้เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่บาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์ และทรงรับพระภิกษุและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่บาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์ และทรงรับพระภิกษุและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา  15.00  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายไกร  เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เชิญดอกบัว และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปถวาย พระภิกษุสุริยา เสียงใส พระภิกษุไพวัลย์ พันโยธา พระภิกษุเยือน หาญชัย พระภิกษุกิตติพันธ์ ลาภธนาสาร พระภิกษุยงยุทธ์ กองแก้ว พระภิกษุอนุวัชร ภาษี พระภิกษุพิศิษฐ์ อ่อนยอง พระภิกษุพงษ์สันต์ ปานมน

พระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน ขณะเดินธุดงค์ เหตุเกิดบริเวณหน้าตลาดนาสีนวน ถนนมุกดาหาร – ดอนตาล (ขาเข้าเมือง) ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ต่อจากนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายไกร  เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ นายประมวลศรี  คำแพง ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเข้ารับ
การรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พระภิกษุสงฆ์ 
และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ ผู้บาดเจ็บอย่างหาที่สุดมิได้

มจพ. คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น ‘ประเภทใส่ใจพัฒนา’ บนเวที Traffy Fondue Awards ระดับประเทศ

มจพ. คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น ‘ประเภทใส่ใจพัฒนา’ บนเวที Traffy Fondue Awards ระดับประเทศ

มจพ. คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น ‘ประเภทใส่ใจพัฒนา’ บนเวที Traffy Fondue Awards ระดับประเทศ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ตอกย้ำความสำเร็จด้านการบริหารจัดการ โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.ศักดา กตเวทวารักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ มจพ. เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยเข้ารับรางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น “Traffy Fondue: City Transformers Awards” ประเภทใส่ใจพัฒนา จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) การนี้ ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

รางวัลนี้ จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติหน่วยงานที่มีผลการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนสร้างขวัญ กำลังใจ และเป็นแรงจูงใจให้แก่บุคลากร รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ในการนำแพลตฟอร์มดิจิทัลไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถ และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานบริการสาธารณะ

เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ นำโดยทีมงานจาก กองอาคารสถานที่และยานพาหนะ และกองส่งเสริมวิชาการ มจพ. ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการนำระบบมาพัฒนาร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย

•             นางเสาวรส แสนสุข ผู้อำนวยการกองอาคารสถานที่และยานพาหนะ

•             นายเกรียงศักดิ์ คงมา 

•             นางปรารถนา ธูปสมุทร (ผู้พัฒนาระบบ)

•             นายธนาคม เจริญแพทย์ (ผู้พัฒนาระบบ)

นางยุพิน ปิ่นแก้ว

นายจักรพงษ์ ช่วยนุกูล

รางวัลนี้ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ มจพ. ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้จริงในการดูแลและพัฒนาสิ่งแวดล้อม กายภาพ และระบบสาธารณูปโภคภายในมหาวิทยาลัย เพื่อให้บริการแก่นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และยั่งยืน

#มจพ #KMUTNB #TraffyFondue #CityTransformers #สวทช #กระทรวงอว #นวัตกรรมอุดมศึกษา

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ "อิฐ" ส่งตรงจากไทย

3 ก.ค. 2569 16:07 น.

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

กองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์สนธิกำลังร่วมกับทางการเยอรมนีและหน่วยงานความมั่นคงยุโรป เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดข้ามทวีป บุกยึดกัญชาล็อตมหึมาน้ำหนักเกือบ 1.2 ตัน มูลค่าตลาดมืดกว่า 425 ล้านบาท โดยซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่ง “อิฐ” ต้นทางจากประเทศไทย ผ่านท่าเรือฮัมบูร์กในเยอรมนี ก่อนรวบผู้ต้องสงสัยได้ 8 ราย

กองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ เปิดเผยความสำเร็จในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามพรมแดน โดยสามารถตรวจยึดของกลางเป็นกัญชา  น้ำหนักรวม 1,194 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าซื้อขายในตลาดมืดสูงถึง 48 ล้านซวอตี (ประมาณ 425 ล้านบาท)

นายมาร์ชิน เคียร์วินสกี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของโปแลนด์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้คำสั่งสืบสวนแห่งยุโรป ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรเยอรมนีในเมืองฮาโนเวอร์, หน่วยเฉพาะกิจต่อต้านยาเสพติดร่วมในเมืองโอลเดนบูร์ก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี รวมถึงสำนักงานตำรวจยุโรป และหน่วยงานความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมของสหภาพยุโรป 

รายงานข่าวระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเส้นทางขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่มีการสำแดงว่าเป็นอิฐเชิงพาณิชย์ที่ถูกกฎหมาย ต้นทางขยายจากประเทศไทย ล่องเรือผ่านท่าเรือฮัมบูร์กของเยอรมนี โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายอยู่ที่ประเทศโปแลนด์

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ยาเสพติดถูกแยกซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ โดยตู้คอนเทนเนอร์แรก ถูกสกัดตรวจค้นที่ท่าเรือฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี พบกัญชาน้ำหนัก 815 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายในอิฐศิลาแลง (Laterite bricks) ที่ถูกดัดแปลงขึ้นมาเป็นพิเศษ ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่สอง มีปลายทางส่งถึงผู้รับรายเดียวกันในโปแลนด์ ตรวจค้นพบกัญชาเพิ่มเติมอีก 379 กิโลกรัม

ปฏิบัติการจู่โจมจับกุมผู้เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็นสองระลอกหลัก โดยระลอกแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่เมืองชแชตชิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโปแลนด์ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชาย 4 คน รวมถึงเจ้าของบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าและรอรับสินค้าในจังหวะที่กำลังมีการลำเลียงตู้สินค้าลง จากนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 4 ราย ใกล้กับเมืองปอซนัน ทางตะวันตกของประเทศ รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย อายุระหว่าง 29 ถึง 57 ปี

ขณะนี้ อัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหานำเข้าและลักลอบขนส่งยาเสพติดในปริมาณมากภายในสหภาพยุโรป โดยในจำนวนนี้มี 3 รายที่โดนข้อหาเพิ่มเติมฐานมีส่วนร่วมในกลุ่มอาชญากรรมจัดตั้ง ซึ่งความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี โดยศาลได้สั่งควบคุมตัวผู้ต้องหา 6 รายไว้ในระหว่างการพิจารณาคดีเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอีก 1 รายได้รับการปล่อยตัวหลังการสอบสวน และอีก 1 รายอยู่ภายใต้การควบคุมและภาคทัณฑ์ของตำรวจเพื่อรอการดำเนินคดี

พล.อ. โรเบิร์ต บากัน ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ ระบุว่า ในช่วง 30 เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานพิทักษ์ชายแดนได้ร่วมมือกับกรมศุลกากรและสำนักงานสืบสวนกลางของตำรวจ ยึดยาเสพติดได้แล้วราว 3 ตัน มูลค่ากว่า 200 ล้านซวอตี ซึ่งมีทั้งโคเคน ยาบ้า กัญชา ยาไอซ์ และเมเฟโดรน

อย่างไรก็ตาม คดีลักลอบขนกัญชาจากไทยลอตนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกของสำนักงานอัยการสูงสุดฝ่ายต่อต้านอาชญากรรมจัดตั้งและคอร์รัปชันในเมืองกดัญสก์ (Gdańsk) เพื่อขยายผลหาผู้บงการระดับแกนนำ และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหลังจากนี้.

ที่มา Polskie Radio / TVP World

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ - ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

3 ก.ค. 2569 15:34 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซูเปอร์สตาร์สาวชื่อดังระดับโลก และ ทราวิส เคลซี คู่หมั้นนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง เปิดฉากงานฉลองสมรสอย่างเป็นทางการ ณ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ใจกลางนครนิวยอร์ก ท่ามกลางกองทัพคนดังที่ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง  หลังมีรายงานข่าวว่าทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสกันอย่างเป็นส่วนตัวแล้วต่อหน้าบุคคลใกล้ชิดเพียงกลุ่มเล็ก ๆ

กระแสข่าวลือเรื่องการแต่งงานของนักร้องซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เทย์เลอร์ สวิฟต์ และคู่หมั้นนักอเมริกันฟุตบอล ทราวิส เคลซี ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังทั้งคู่เริ่มจัดงานเลี้ยงที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เมื่อเย็นวันที่ 2 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสื่อหลายสำนักคาดว่าอาจเป็นงานเลี้ยงก่อนพิธีวิวาห์ หรืองานเลี้ยงอาหารเย็นเพื่อขอบคุณครอบครัว ญาติ เพื่อนที่ช่วยงานแต่งงาน

ภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นขบวนรถเอสยูวีสีดำจำนวนมากทยอยส่งแขกผู้มีเกียรติเข้าสู่สถานที่จัดงานผ่านเต็นท์สีขาวที่จัดไว้เป็นพิเศษ โดยมีรายงานว่ามีแขกร่วมงานราว 100 คนในคืนแรก และอาจเพิ่มเป็นกว่า 1,000 คนในงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ (3 ก.ค.)

ตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กได้วางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมปิดกั้นพื้นที่บางส่วนรอบเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ขณะที่สื่อมวลชนและช่างภาพจำนวนมากเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ป้ายประกาศบริเวณทางเข้าสถานที่ยังระบุว่า ผู้ที่เข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม ถือว่ายินยอมให้มีการบันทึกภาพและวิดีโอภายในงาน ซึ่งยิ่งทำให้เกิดการคาดเดาว่าอาจมีการถ่ายทำหรือบันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญภายใน

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน สวิฟต์และเคลซีได้ร่วมกันบริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 850 ล้านบาท ให้แก่องค์กรการกุศลหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ รวมถึงธนาคารอาหารและองค์กรสาธารณประโยชน์ในนครนิวยอร์ก เมืองแนชวิลล์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางดนตรีของสวิฟต์ และเมืองแคนซัสซิตี บ้านของทีม Kansas City Chiefs ที่เคลซีสังกัด โดยตัวแทนของสวิฟต์ยืนยันเพียงว่าเป็นการบริจาคเพื่อองค์กรการกุศลทั่วประเทศ และไม่ได้กล่าวถึงข่าวการแต่งงาน

ใบอนุญาตการจัดงานที่สำนักข่าวเอพีได้รับ ระบุว่า กิจกรรมในคืนวันพฤหัสบดีเป็น “Pre-Party Night” ซึ่งแขกเริ่มทยอยเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงเย็น และงานจะดำเนินไปจนถึงเวลาประมาณ 22.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน บรรดาคนดังทยอยเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดัง แจ็ก แอนโทนอฟฟ์ ผู้ร่วมงานกับสวิฟต์มาอย่างยาวนาน, นักแสดง ลีนา ดันแฮม, ผู้ประกาศข่าวกีฬา เอริน แอนดรูว์ส, นักประชาสัมพันธ์ส่วนตัว ทรี เพน รวมถึงมีรายงานจากสื่อบันเทิงว่า แบรดลีย์ คูเปอร์, จีจี ฮาดิด และ เซเลนา โกเมซ ก็เดินทางไปร่วมงานเช่นกัน

แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นพิธีแต่งงาน แต่การปิดถนน การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และการรวมตัวของแขกคนดังจำนวนมาก ทำให้กระแสข่าวลือยิ่งทวีความร้อนแรง โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์วันชาติสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ และช่วงที่นครนิวยอร์กเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมสำคัญหลายรายการ

ด้านแฟนเพลงของสวิฟต์จำนวนมากยังคงเดินทางมารวมตัวบริเวณด้านนอกเมดิสัน สแควร์ การ์เดน แม้อุณหภูมิในนครนิวยอร์กจะสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส เพื่อร่วมแสดงความยินดีและหวังได้เห็นศิลปินคนโปรด แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าพิธีวิวาห์เกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ทั้งเทย์เลอร์ สวิฟต์ และทราวิส เคลซี ยังไม่ได้ออกมาแถลงหรือยืนยันข่าวการจัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

3 ก.ค. 2569 15:00 น.

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

เกิดอุบัติเหตุในปากีสถาน เมื่อรถบัสโดยสารคันหนึ่งเสียหลักหลุดโค้งพุ่งดิ่งลงเหวลึกกว่า 20 เมตร บริเวณแนวเทือกเขาทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 40 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

นายฮัซรัต วาลี กาการ์ รองข้าหลวงใหญ่เขตชีรานี เปิดเผยว่า เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารขนาดใหญ่เสียหลักตกเหวลึกในพื้นที่ดานา ซาร์  ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาทุรกันดารและสูงชัน บริเวณรอยต่อระหว่างแคว้นบาลูจิสถานกับแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควา ทางตะวันตกของปากีสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 ศพ

รายงานระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวอยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองเควตตา เมืองหลวงของแคว้นบาลูจิสถาน มุ่งหน้าสู่เมืองเปชวาร์ โดยมีผู้โดยสารอยู่บนรถอย่างหนาแน่น ก่อนจะเสียหลักพลัดตกจากถนนดิ่งลงสู่ก้นเหวที่มีความลึกประมาณ  21-24 เมตร

นายซานาอุลเลาะห์ ชีรานี หัวหน้าศูนย์ฉุกเฉินเขตซ็อบ แถลงยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 40 ศพ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถูกช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้วอย่างน้อย 8 ถึง 11 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอาการสาหัสขั้นวิกฤต 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าในกลุ่มผู้เสียชีวิตที่นำร่างออกมาได้แล้ว มีผู้หญิง 4 ศพ และผู้ชาย 7 ศพ ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการลำเลียง

เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ปฏิบัติการกู้ภัยในระยะแรกเป็นไปอย่างยากลำบากและทุลักทุเล เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ภูเขาหินที่ลาดชันและเข้าถึงยาก ทว่าหน่วยกู้ภัยและรถพยาบาลจากทั้งสองแคว้นได้บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อเร่งค้นหาผู้ที่อาจรอดชีวิต ซึ่งในเวลาต่อมาโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อระดมแพทย์เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที

ด้าน นายชาฮิด รินด์ ที่ปรึกษาและโฆษกมุขมนตรีแคว้นบาลูจิสถาน เปิดเผยข้อมูลจากการสอบสวนเบื้องต้นว่า รถบัสคันนี้บรรจุผู้โดยสารเกินกว่าความจุปกติ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุ รถบัสได้รับผู้โดยสารตกค้างมาจากรถบัสอีกคันหนึ่งที่เกิดเสียอยู่ระหว่างทาง เพื่อพาทุกคนเดินทางต่อไปยังจุดหมาย จนกระทั่งมาประสบอุบัติเหตุดิ่งเหวร่วมกัน นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ปฏิเสธข่าวลือในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่ารถคันนี้ไม่ได้ลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนจากอิหร่านตามที่มีกระแสข่าวลือแต่อย่างใด

ด้านนายอาซีฟ อาลี ซาร์ดารี ประธานาธิบดีปากีสถาน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ โดยระบุว่าคนไทยทั้งประเทศต่างร่วมโศกเศร้ากับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมอบการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดแก่ผู้บาดเจ็บ เช่นเดียวกับ นายอับดุล อาลีม ข่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายซาร์ฟารัซ บุคติ มุขมนตรีแคว้นบาลูจิสถาน ที่ได้ร่วมแสดงความอาลัยและสั่งการให้เร่งช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานของถนนที่ย่ำแย่ มาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะที่ต่ำกว่าเกณฑ์ การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่หละหลวม รวมถึงพฤติกรรมการขับรถเร็วเกินกำหนดและประมาทเลินเล่อของผู้ขับขี่ ซึ่งทางทางการปากีสถานยืนยันว่าจะเปิดเผยผลการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ให้สาธารณชนทราบต่อไปทันทีที่การสืบสวนเสร็จสิ้น.

ที่มา SAMAA TV / AFP 

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

3 ก.ค. 2569 13:27 น.

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

ทางการโมนาโกออกหมายจับพร้อมประสานอินเตอร์โพลออก “หมายแดง” ล่าตัวผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดพัสดุที่อาคารที่พักอาศัยหรู ส่งผลให้มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ชาวอุยกูร์เชื้อสายยูเครน พร้อมหญิงคนสนิทและเด็กวัย 13 ปี บาดเจ็บสาหัสรวม 3 ราย

สำนักงานอัยการโมนาโกได้แถลงความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดพัสดุ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 มิ.ย.) โดยระบุว่าพนักงานสอบสวนสามารถระบุตัวตนของผู้ต้องสงสัยได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลได้อนุมัติออกหมายจับอย่างเป็นทางการ โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นชาวต่างชาติและได้หลบหนีออกไปจากโมนาโกแล้ว ทำให้ทางการเตรียมประสานงานเพื่อออก “หมายแดง”  ของตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล  เพื่อให้ตำรวจทั่วโลกช่วยแกะรอยและจับกุมตัวชั่วคราวไม่ว่าจะพบตัวที่ประเทศใดก็ตาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริเวณโถงทางเข้าของอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในโมนาโก ใกล้กับชายแดนประเทศฝรั่งเศส กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพบุคคลคนหนึ่งนำกล่องพัสดุมาวางทิ้งไว้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงในจังหวะที่มีคนเดินเข้ามาในอาคาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย หลังก่อเหตุผู้ต้องสงสัยซึ่งสวมหมวกสีดำได้วิ่งหลบหนีมุ่งหน้าไปยังเมืองโบโซเลย ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพรมแดนที่ไม่มีการตรวจเอกสารเข้าเมือง

แม้ในตอนแรกเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นผู้ชาย แต่สื่อท้องถิ่นของฝรั่งเศสรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แท้จริงแล้วผู้ต้องสงสัยหลักเป็น “ผู้หญิง” ที่พยายามแต่งกายพรางตัวเพื่อปกปิดอัตลักษณ์ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นายสเตฟาน ตีโบต์ อัยการสูงสุดของโมนาโก ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นเรื่องเพศของผู้ต้องสงสัย แต่ได้กล่าวชื่นชมความร่วมมืออย่างรวดเร็วระหว่างตำรวจโมนาโกและฝรั่งเศสที่ทำให้สามารถระบุตัวตนคนร้ายได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ

แม้ทางการโมนาโกจะยังไม่ได้แถลงยืนยันรายชื่อผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการ แต่สื่อท้องถิ่นระบุตรงกันว่า เป้าหมายของการลอบสังหารในครั้งนี้คือ นายวาดิม เยอร์โมลาเอฟ วัย 58 ปี มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่ย้ายมาพำนักอยู่ในโมนาโก

นายเยอร์โมลาเอฟ ได้สละสัญชาติยูเครนไปเมื่อปี 2019 เพื่อถือสัญชาติไซปรัส เขาเคยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ในปี 2020 ว่าเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในยูเครนอันดับที่ 39 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าเขามีผลประโยชน์ทางธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมไวน์และแอลกอฮอล์ในคาบสมุทรไครเมียซึ่งถูกรัสเซียผนวกดินแดน ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2023 เขาตกเป็นเป้าหมายถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลยูเครน

แรงระเบิดส่งผลให้นายเยอร์โมลาเอฟ, หญิงคนสนิท และเด็กชายวัย 13 ปี ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยในตอนแรกผู้ใหญ่ทั้ง 2 คนอยู่ในอาการโคม่า  จนกระทั่งวันพุธที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า อาการของมหาเศรษฐีรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ดวงชะตาของหญิงอีกรายยังคงไม่คงที่และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งโมนาโก ทรงประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “อาชญากรรมที่น่ารังเกียจและโหดเหี้ยมที่สุด”

ทั้งนี้ โมนาโกขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนของมหาเศรษฐี แหล่งกาสิโนหรู และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก เหตุระเบิดกลางเมืองจึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่ โดยทางอัยการสูงสุดระบุว่า คดีนี้จะถูกสอบสวนในฐานความผิด “พยายามฆ่า” ไม่ใช่คดีก่อการร้าย และจะมีการแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันศุกร์นี้.

ที่มา BBC / Reuters

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

3 ก.ค. 2569 13:07 น.

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและคณะ เดินทางเยือนอุดรธานี ร่วมพิธีเปิดสนามเด็กเล่น ณ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง เพื่อกระชับมิตรภาพและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนาน 72 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและอิสราเอล ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและคณะจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เดินทางเยือนจังหวัดอุดรธานีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อกระชับมิตรภาพและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

กิจกรรมสำคัญของการเยือนในครั้งนี้คือพิธีเปิดสนามเด็กเล่น ณ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง ซึ่งติดตั้งเครื่องเล่นสนามชุดใหม่ที่บริจาคโดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ทั้งยังมีการมอบโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนักเรียน รวมทั้งเครื่องทำน้ำดื่มสะอาด เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียน 

ปัจจุบันโรงเรียนบ้านทุ่งทองมีนักเรียนจำนวน 124 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีนางดุจดาว ขนุนทอง เป็นผู้อำนวยการ

พิธีเปิดสนามเด็กเล่นได้รับเกียรติจากนายจักรพันธ์ จันทรภูมิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายธีระยุทธ อุ่นวิเศษผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 4 คณะครู นักเรียน และสมาชิกชุมชนเข้าร่วมงาน 

ในระหว่างพิธีเปิดเอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวว่า “เด็กๆ คืออนาคตของชาติ ดิฉันหวังว่าสนามเด็กเล่นและอุปกรณ์การศึกษาที่มอบให้ในวันนี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สนุกสนาน และสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ เล่น และเติบโตอย่างมีคุณภาพ เราปรารถนาให้เด็กๆ มีโอกาสเรียนรู้อย่างเต็มที่ เล่นอย่างมีความสุข และกล้าที่จะฝันอย่างไร้ขีดจำกัด”

ในการเยือนในครั้งนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลและคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีและผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือที่จะมีขึ้นระหว่างอิสราเอลและจังหวัดอุดรธานี โดยเฉพาะด้านแรงงาน เกษตรกรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

จากนั้นยังได้พบกับครอบครัวของนายชัยรัตน์ สานุสันต์ แรงงานเกษตรกรรมที่ทำงานอยู่ทางตอนใต้ของอิสราเอลใกล้พื้นที่ฉนวนกาซาประมาณ 2 ปี ก่อนจะถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสสังหารในการบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อภรรยาของนายชัยรัตน์และครอบครัว 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การจากไปของนายชัยรัตน์ ภรรยาของเขาได้รับเงินชดเชยและเงินช่วยเหลือรายเดือนจากรัฐบาลอิสราเอลมาโดยตลอด ในอัตราเดียวกับที่มอบให้ครอบครัวชาวอิสราเอลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวต่อครอบครัวผู้สูญเสียว่า “เรายังคงระลึกถึงคุณชัยรัตน์และเหยื่อทุกคนที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม อิสราเอลจะยืนเคียงข้างเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว โดยหวังว่าพวกท่านจะเข้มแข็งและสบายใจที่ทราบว่าท่านไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่แต่เพียงลำพัง”

การมาเยือนจังหวัดอุดรธานีของเอกอัครราชทูตอิสราเอลและคณะในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยที่มีมาอย่างยาวนาน บนพื้นฐานของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน และความร่วมมือที่ดำเนินพัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่าเจ็ดสิบปี อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อประเทศทั้งสอง.

ที่มา: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย