นายกฯ ส่งความปรารถนาดี วันอีฎิ้ลฟิตริ ชาวไทยมุสลิมทุกคน

นายกฯ ส่งความปรารถนาดี วันอีฎิ้ลฟิตริ ชาวไทยมุสลิมทุกคน

นายกฯ ส่งความปรารถนาดี วันอีฎิ้ลฟิตริ ชาวไทยมุสลิมทุกคน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.21 น.

นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในโอกาสวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ส่งความปรารถนาดีไปยังชาวไทยมุสลิมทุกคน ชื่นชมศรัทธาที่เข้มแข็ง ความอดทน อดกลั้น ความมุ่งมั่น เข้าถึงหลักคำสอนอันประเสริฐของพระผู้เป็นเจ้า

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า

เนื่องในโอกาสวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยทุกคน ขอส่งความระลึกถึง และความปรารถนาดีมายังพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ได้บำเพ็ญศาสนกิจ ด้วยพลังแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่น เพื่อน้อมจิตอันบริสุทธิ์ถวายแด่องค์พระผู้อภิบาล วันอีฎิ้ลฟิตริ นับเป็นวันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอด ตลอดเดือนรอมฎอน อันเป็นช่วงเวลาแห่งการขัดเกลาจิตใจที่พี่น้องมุสลิมได้ปฏิบัติตนตามพระวจนะ ทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจ ความอดทน และความอดกลั้น เพื่อเข้าถึงหลักคำสอนอันประเสริฐของพระผู้เป็นเจ้า

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ความบริสุทธิ์แห่งการกระทำความดี การให้ทาน การแบ่งปัน การให้อภัยต่อกัน รวมทั้งความเอื้ออาทรที่ทุกคนได้ยึดมั่นปฏิบัติ จะส่งผลให้ทุกท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และมีความสงบสุขร่มเย็นในจิตใจ

“ในโอกาสการเฉลิมฉลองวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 นี้ ใคร่ขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้อภิบาล ได้โปรดประทานความเมตตาแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิม ให้มีความสมบูรณ์พร้อมด้วยความสุข ความสวัสดี และมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งในการปฏิบัติตนเป็นสัตบุรุษ ผู้มีความบริสุทธิ์ ผ่องใส เพื่อธำรงรักษาคุณงามความดีให้มั่นคงไว้สืบไป ขอความสันติสุข และความสวัสดี จงประสบแด่ทุกท่าน”

พิพัฒน์ ชี้เป็นไปไม่ได้ สงขลาขาดแคลนน้ำมัน ชี้แจง 241 ปั๊มปิดชั่วคราว

พิพัฒน์ ชี้เป็นไปไม่ได้ สงขลาขาดแคลนน้ำมัน ชี้แจง 241 ปั๊มปิดชั่วคราว

พิพัฒน์ ชี้เป็นไปไม่ได้ สงขลาขาดแคลนน้ำมัน ชี้แจง 241 ปั๊มปิดชั่วคราว

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.57 น.

“พิพัฒน์” สั่ง ผู้ค้าอัดสต็อกน้ำมันเพิ่ม หวังให้กลับสู่สภาวะปกติใน 1 สัปดาห์ บอก เป็นไปไม่ได้ 4 ปั๊มสงขลาต้องปิด เหตุไม่มีน้ำมัน ผจก.ใหญ่ OR ระบุ เสริมเรือน้ำมันเต็มที่ “อรรถพล” ยัน กองทุนฯยังอุดหนุนได้ 

ที่ห้องประชุม CB406 อาคารรัฐสภา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยชี้แจงถึงกรณีที่ปั๊มน้ำมันใน จ.สงขลา ขาดแคลนน้ำมันจนต้องปิดถึงต้นเดือน เม.ย.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.ได้ถามผู้สื่อข่าวว่า สามารถบอกได้หรือไม่ว่า เป็นปั๊มยี่ห้ออะไร ตนมองว่า หากเป็นปั๊มบางจากไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเท่าที่ทราบขายส่งของบางจากปัจจุบันยังให้จ่ายน้ำมันให้อยู่ แต่หากเป็นยี่ห้ออื่นตนไม่ทราบว่า ผู้ประกอบการรายดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการตัวจริงหรือไม่ จึงขอตรวจสอบก่อน เพราะวันนี้ผู้หวังดีก็เยอะ ผู้ที่ไม่หวังดีก็น่าจะมีเยอะกว่า เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้จึงขอตรวจสอบก่อน

เมื่อถามว่า จ็อบเบอร์ที่จะไปซื้อน้ำมันบริเวณหน้าโรงกลั่นจะต้องมีการอุดหนุนให้กับจ็อบเบอร์เหล่านั้นหรือไม่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามหลักการน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าทุกลิตรถ้ามีการจำหน่ายเสียภาษีสรรพสามิตด้วยระบบการขายในประเทศ กองทุนอุดหนุนทุกลิตร ส่วนเรื่องการกระจายไปยังจ็อบเบอร์ ลูกค้าแต่ละประเภทมีลักษณะการขายที่แตกต่างกัน 

ด้าน ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท. กล่าวว่า ทาง OR ขายจ็อบเบอร์ประมาณ 3.5 หมื่นลิตรต่อวัน ซึ่งถ้าเป็นขายในสภาวะปกติก็สามารถดูแลได้อยู่แล้ว เพราะสินค้าของเรามีเพียงพอสำหรับภาวะปกติอยู่แล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า มีปั๊มน้ำมันปิดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากน้ำมันหมด 241 แห่ง ซึ่งเป็นการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 มี.ค. จะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ในขณะนี้ปั๊มน้ำมันต้องแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ แบรนด์ที่มีบริษัทแม่ดูแล กับปั๊มที่ไม่มีบริษัทแม่ดูแล เป็นแบรนด์ของตัวเอง ในส่วนนั้นเชื่อว่า ไม่มีใครสามารถดูแลได้ ยกเว้นในสถานีบริการเหล่านั้นซื้อน้ำมันจากจ็อบเบอร์ และหลังจากนี้ทาง OR  และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันให้จ็อบเบอร์ และจ็อบเบอร์นำไปขายให้สถานีบริการเหล่านั้น เขาก็ไม่สามารถเปิดต่อได้ เพราะไม่มีบริษัทแม่คอยสนับสนุน เป็นความแตกต่าง ในเวลาปกติปั๊มเหล่านี้จะซื้อน้ำมันจากจ็อบเบอร์ในราคาที่ถูกกว่าทั่วไปที่ไม่มีแบรนด์ เป็นการบริหารตามกลไกตลาด ต้องบริหารรับความเสี่ยงเอง เมื่อถึงเวลาวิกฤตอย่างนี้ก็ไม่รู้จะให้ใครมาช่วยดูแล 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ทางรัฐบาลขอความร่วมมือจากผู้ค้าให้ช่วยนำสต็อกที่เป็นน้ำมันกลั่นแล้วซึ่งช็อตอยู่ ภายใน 1 สัปดาห์นี้จะมีการอัดสต็อกเติมเข้าไป เพื่อให้ทุกปั๊มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไม่ว่าจะเป็นเบนซินหรือดีเซล เมื่อเข้าสู่สภาวะปกติแล้วระบบขนส่งก็จะเข้าสู่สภาวะปกติได้ การขนส่งจะไม่ทำงานหนัก โดยผู้ค้ามีการหารือกันว่า จะอัดสต็อกเข้าสู่ปั๊มต่างๆ เพื่อให้เข้าสู่ระบบให้ได้ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ปั๊มที่ปิดกลับเข้าสู่สภาวะปกติใน 1 สัปดาห์ 

นายอรรถพล กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมัน ยังสามารถอุดหนุนราคาได้จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ ว่า ยืนยันว่ายังสามารถอุดหนุนได้ สถานะคือ มีการไหลออก 2 พันล้านบาท ซึ่งตัวกองทุนมีเงินสดอยู่ในมือ 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่รอบในการจ่ายชดเชยไม่ได้จ่ายให้กับผู้ค้าทุกวัน ซึ่งผู้ค้าเองก็แบ่งเบาไปส่วนหนึ่ง เพราะรอบการจ่ายๆ เป็นเดือน รอบเดือนนี้จะไปจ่ายเดือนหน้า ฉะนั้น ยอดจ่ายในเดือน มี.ค.ไม่เท่าไหร่ มีหน่วยเป็นร้อยล้านเอง ซึ่งจ่ายจริงเป็นช่วงเดือนกลาง เม.ย.ไปแล้ว ถึงตอนนั้นก็ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหา

เปิดผลเลือกตั้ง ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น

เปิดผลเลือกตั้ง ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น

เปิดผลเลือกตั้ง ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

ผลเลือกตั้ง  ก.ต. ชุดใหญ่ 12 คน ศาลฎีกาเทคะเเนนเลือก พงษ์เดช อดีตเลขาฯศาลยุติธรรม-ตุลยวัต  ผงาดนั่ง ก.ต.ชั้นฎีกา “ณรัช” เลขาฯศาลอุทธรณ์คะเเนนอันดับ 1 ชั้นอุทธรณ์ “ธนะรัตน์-นายสรพงค์“ 2  กับหน.ศาลอาญากอดคอเข้าวินนั่งคุ้มกฎคุ้มครองอิสระตุลาการ

วันที่ 19 มีนาคม2569  ที่ห้องประชุม 701 ชั้น 7 อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก สำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการตรวจนับคะแนนเลือกกรรมการตุลาการ ศาลยุติธรรม(ก.ต.)ผู้ทรงคุณวุฒิ เเทนชุดเดิมที่หมดวาระลงโดยเเบ่งเป็น (ก.ต.) ชั้นศาลฎีกา จำนวน 6 คนชั้นศาลอุทธรณ์ จำนวน 4 คนและศาลชั้นต้น จำนวน 2 คน 

โดยคณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนนเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ตรวจนับบัตรลงคะแนน จากผู้พิพากษาทั่วประเทศที่ส่งกลับมายังสำนักงานศาลยุติธรรม ปรากฏผลผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้

ประเภท ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลฎีกา จำนวน 6 คน เรียงตามลำดับคะเเนนได้แก่

1.  นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล  ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ 159   คะแนน

2.  นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ      ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาได้ 155   คะแนน


   
3.  นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาได้ 145   คะแนน


   
4.  นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์  รองประธานศาลฎีกาได้ 137   คะแนน

5.  นายฉัตรชัย ไทรโชต  ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกาได้ 106   คะแนน

6.  นายอดุลย์ ขันทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาได้   95 คะแนน

ประเภท ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลอุทธรณ์  จำนวน 4 คน เรียงตามลำดับคะเเนนได้แก่

1.  นายณรัช อิ่มสุขศรี   เลขานุการศาลอุทธรณ์ได้ 536   คะแนน

2.  นายอนุวัตร ขุนทอง    รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (แรงงาน) ได้ 527   คะแนน

3.  นางมัณทรี อุชชิน  ประธานศาลอุทธรณ์ได้ 483   คะแนน

4.  นายสัญญา จีระออน  เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ 468   คะแนน

ประเภท ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิศาลชั้นต้น จำนวน 2 คน เนียงตามลำดับคะเเนนได้แก่

1.  นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล  ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาได้ 1,393  คะแนน

2.  นายสรพงค์ ไกรสุวรรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาได้ 1,382 คะแนน

สำหรับ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. นั้นเป็นองค์กรทำหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม มีมีหน้าที่ในการพิจารณาเเต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้น มีอำนาจให้คุณให้โทษ ผู้พิพากษาที่กระทำความผิดรวมถึงคุ้มครองความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดย ก.ต. ทั้งคณะจะมีทั้งหมด 15 คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ก.ต.โดยตำแหน่ง มี ก.ต.ชั้นศาลฎีกา 6 คน ชั้นศาลอุทธรณ์ 4 คน และศาลชั้นต้น 2 คน และ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากบุคคลภายนอกอีก 2 คน ที่มาจากการเลือกของผู้พิพากษา เเละมีกำหนดอยู่ในตำแหน่งวาระละ 2 ปีจะติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ 

นายกฯเผยไทยไม่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำมัน แต่ปชช.กักตุน ยันลาว-พม่าไม่ได้ส่งไปเขมร

นายกฯเผยไทยไม่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำมัน แต่ปชช.กักตุน ยันลาว-พม่าไม่ได้ส่งไปเขมร

นายกฯเผยไทยไม่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำมัน แต่ปชช.กักตุน ยันลาว-พม่าไม่ได้ส่งไปเขมร

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.20 น.

นายกฯ แถลงยันไทยไม่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำมัน แต่ปชช.วิตกกังวลและกักตุน เร่งอัดน้ำมันสำรองเข้าระบบให้มากพอ คาด 1-2 สัปดาห์ กลับสู่ภาวะปกติ ยันไม่มีส่งน้ำมันอ้อมลาวไปกัมพูชา ย้ำยันต้องส่งนำมันไปลาว-เมียนมา เหตุผลิตไฟฟ้า-ก๊าซป้อนกลับไทย

เวลา 17.56 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569  ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า วันนี้ตลอดช่วงบ่ายหลังจากที่ได้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตนได้เชิญส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งราชการและเอกชนมาร่วมประชุมกับ ศบก. แห่งนี้ที่อาคารรัฐสภา เพื่อติดตามปัญหาในการปฏิบัติตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ในการประชุมสามารถสรุปผลการประชุมที่สำคัญได้ดังนี้ 1.จากการตรวจสอบปริมาณน้ำมันและราคาน้ำมันในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน จ็อบเบอร์ การขนส่งน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน ในที่ประชุมได้พบว่าโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต โดยกำลังการผลิตเราผลิตได้ถึง 175 ล้านลิตรต่อวันและมีการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมมาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลายโรงกลั่นได้มีการจัดหาน้ำมันดิบจากหลายแหล่งเพื่อให้มีความเพียงพอต่อการนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันประเภทต่างๆ ทั้งโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันจะดำเนินการประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังน้ำมัน และมีโรงกลั่นที่พร้อมขายน้ำมันให้ ตามประกาศโดยโออาร์จะประกาศไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ และกระทรวงพลังงานจะกำกับโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันให้รายงานข้อมูลการผลิต การจำหน่ายน้ำมัน ปริมาณน้ำมันที่จัดจำหน่าย ราคาที่จัดจำหน่าย ให้กรมธุรกิจพลังงาน รับทราบเพื่อได้ดูแลจัดสรรปริมาณน้ำมันที่จัดจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนและภาคอุตสาหกรรมต่างๆให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยราคาที่เป็นธรรม

นายกฯ กล่าวว่า ในขณะเดียวกันทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ออกข้อบังคับผ่อนผันการเดินรถของรถบรรทุกน้ำมันได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศภายในวันนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันต่างๆทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการขนส่งเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมัน จัดส่งไปยังสถานีบริการทั่วประเทศให้มีความปลอดภัยสูงสุด  ปัจจุบันในเรื่องของการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปได้รับการยืนยันมาว่าเรายังคงส่งออกไปเพียงที่สปป.ลาวและเมียนมา โดยปริมาณการส่งออกของน้ำมันไปที่ลาวเฉลี่ยอยู่ที่ 5.29 ต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงถึง 25% จากที่เคยได้ดำเนินการมาก่อนและส่งไปที่เมียนมาอยู่ที่ 300,000 ลิตรต่อวัน ลดลง 20% จากที่เคยเป็นมามาก่อน

นายกฯ กล่าวว่า 2.เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำมันไม่เพียงพอที่หน้าสถานีบริการน้ำมัน รัฐบาลจะเริ่มพิจารณามาตรการต่างๆเพิ่มเติม เช่น การผ่อนปรนการสำรองน้ำมันเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ การเร่งผลิตพลังงานชีวภาพ B20 ให้มีความพร้อมจำหน่าย การพิจารณาเงินชดเชยให้กลุ่มต่างๆ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบกลับสู่สภาวะปกติ จ็อบเบอร์กลับมาดำเนินได้ตามปกติเพิ่มศักยภาพขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้มีน้ำมันตามความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภายใต้ราคาที่เหมาะสม

สิ่งที่อยากเรียนพี่น้องประชาชน ขอให้มีความมั่นใจเราประชุมหลายครั้งแล้ว สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องให้การยืนยันข้อมูลทั้งทางเอกสาร ทั้งทางวาจา ทั้งทางประสบการณ์ที่ท่านเหล่านี้มีอยู่ขอยืนยันประเทศไทยเรายังไม่ประสบภาวะขาดแคลนการนำเข้าน้ำมันแต่อย่างใด ที่มีการพูดอยู่ตลอดเวลาว่าน้ำมันดิบไม่เข้าประเทศไทยแล้ว จำนวนปริมาณน้ำมันดิบหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะมีสถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง วันนี้ได้เรียกประชุมกันอีกครั้ง มีทั้งวงเล็กวงใหญ่วงภายใน ได้รับทราบเป็นที่ชัดเจนว่าเราสามารถผลิตน้ำมันในปริมาณและกำลังการผลิต ดังก่อนวันที่ 1 มีนาคม ก่อนมีการสู้รบในตะวันออกกลาง ดังนั้นน้ำมันยังไม่ขาดแคลน ปริมาณน้ำมันสำรองยังคงรักษาได้อยู่ที่ 100 วัน

นายกฯ กล่าวว่า ซึ่งตอนที่เกิดเหตุการณ์ใหม่เราเร่งตรวจสอบเหตุการณ์อย่างเต็มที่ ขณะนั้นปริมาณสำรองมีอยู่เพียง 62 วันเท่านั้นเอง แต่หลังจากมีการใช้มาตรการในการบริหารจัดการ  การไหลเข้ามาของปริมาณน้ำมันดิบเราสามารถบริหารจัดการได้ การออกมาตรการงดส่งออกน้ำมันที่กลั่นแล้วไปจำหน่ายยังประเทศอื่นๆยกเว้นสองประเทศคือลาวและเมียนมาจะต้องสั่งห้ามการส่งออก ตั้งแต่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา ทำให้การสำรองน้ำมันของประเทศเพิ่มขึ้นมาประมาณ 100 วัน ซึ่งตรงนี้เป็นปริมาณน้ำมันสำรอง ฉะนั้นในทุกวัน แต่ละวันเรายังสามารถสั่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ถึงแม้จะมีเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่เราสามารถใช้เครือข่ายต่างๆของเรา  ปตท.ไม่ใช่บริษัทเล็ก และโรงกลั่นน้ำมันต่างๆที่อยู่ในไทยก็อยู่มานานแล้ว มีเครือข่ายในการสั่งน้ำมันดิบเข้ามาโดยที่ไม่ได้มีปัญหาแต่ประการใด ถ้าจะยกตัวเลขให้เห็น เราเคยมีการใช้น้ำมันดีเซลแต่ละวันที่ 67 ล้านลิตร ซึ่งใช้ในสภาวะปกติยังไม่ได้มีการออกมาตรการเรื่องการลดการใช้หรือประหยัดน้ำมัน กำลังการผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน แต่หลังเกิดเหตุสงครามด้วยข้อมูล ด้วยความวิตกกังวลของพี่น้องประชาชนทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละวันเพิ่มมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้เกินกำลังการผลิต เป็นเหตุให้เกิดการขาดน้ำมันในบางพื้นที่ 

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ขอกราบเรียนว่ารัฐบาล ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคการผลิต ภาคการขนส่ง ภาคการจัดจำหน่าย เราร่วมมืออย่างเต็มที่ในการบริหารสถานการณ์ให้มีน้ำมันให้กับประชาชนใช้ได้ตามปกติ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลต้องขอความร่วมมือจากประชาชน จำนวนน้ำมันที่หายไป ถ้าหายไปมากกว่าการผลิต มันไม่ได้หายไปเพราะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศหรือหายไปเพราะเอาไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม หรือไปส่งเสริมภาคการผลิตอื่นทำให้น้ำมันหายไป ไม่มีเลย ทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติ แต่หายไปเพราะเกิดจากความกังวลของพี่น้องประชาชนมีการมาเติมเพิ่มขึ้น มีการนำไปเก็บสำรองไว้เพิ่มมากขึ้นในครัวเรือน ทำให้เกิดสภาวะขาดแคลน มีการเติมน้ำมันแทนที่จะรอน้ำมันพร่องถังแล้วค่อยมาเติม แต่ทุกครั้งที่มีการพร่อง ก็ไปเติมเต็มกันหมด มียานพาหนะอะไรก็ไปเติมเต็มหมด ทำให้เกิดดีมานการใช้จ่ายในปริมาณมากขึ้น หากประชาชนให้ความร่วมมือกลับมาใช้ในสภาวะปกติ น้ำมันที่เรามีอยู่ตามสถานีบริการน้ำมันทั่วไปมันมีพออยู่แล้ว ก็ขอความร่วมมือตามการใช้ ซึ่งจะเหมาะสมกับการผลิต 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอเรียนอีกครั้ง 67 ล้านลิตรที่เคยใช้ในแต่ละวันเป็นสภาวะที่ใช้ มันกระโดดมาเป็น 84 ล้านลิตร หากเรากลับมาในสภาวะปกติหากยังไม่พูดถึงการประหยัดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวันนี้ประชาชนร่วมมือลดการใช้น้ำมันมากขึ้นอยู่แล้วหากเรากลับสภาพมาในสภาวะปกติลดความวิตกกังวล ปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละวันจะสอดคล้องกับกำลังความสามารถในการผลิตน้ำมันในประเทศไทย แน่นอนต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ในที่ประชุม รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกับบริษัทปตท.แก้ไขปัญหา ว่าเราจะฟรีดน้ำมันสำรองเข้าไปในระบบเพื่อล้างรีเซ็ทให้ปริมาณน้ำมันมีมากเพียงพอ ทำให้การใช้น้ำมันของประชาชนเข้ามาเหมาะสมกับปริมาณน้ำมันที่เราสามารถผลิตได้ ตรงนี้เราจะดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ในภาพรวมมติของที่ประชุม ศบก. ด้านการขาดแคลนน้ำมันมีข้อสรุปดังนี้ ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีเหตุผลใดที่ต้องกังวลจนเกินเหตุ ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ เราจะเน้นแก้ไขสถานการณ์ให้รวดเร็วที่สุด ของวิงวอนให้ประชาชนได้ตระหนัก ถึงแม้เราจะยังไม่ขาดน้ำมัน แต่วันนี้มีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้คือสถานการณ์สงครามในเรื่องการสู้รบกันยังไม่ทราบจะทวีความรุนแรงมากไปกว่านี้หรือจะหยุดเมื่อไหร่ ฉะนั้นถ้าเราใช้ด้วยความระมัดระวัง ความตระหนักรู้ จะยิ่งมีปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น เรื่องของไฟฟ้ายิ่งไม่ต้องกังวลเพราะไฟฟ้าในประเทศของเราได้ใช้ก๊าซจากแหล่งที่อยู่ในอ่าวไทย สามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าตามความต้องการของประชาชนทั่วประเทศได้ โดยไม่มีปัญหาติดขัดแต่อย่างใด และมีการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอื่น พลังงานชีวภาพ เช่น B20 นำมาเป็นส่วนผสมและน้ำมันดีเซลมากขึ้น ยิ่งผสมมากเท่าไหร่จะทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศมีเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

นายกฯกล่าวว่า ขอความร่วมมือประชาชนอาศัยข้อมูลที่รัฐบาลกำลังชี้แจงอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มาจากตัวรัฐบาล โดยกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นคนควบคุมการนำเข้า ส่งออก การประกอบธุรกิจค้าขายน้ำมันในประเทศ เป็นตัวเลขจากผู้นำเข้าน้ำมันดิบ จากปตท.และโรงกลั่นอื่นๆ เป้าหมายที่ประชุมวันนี้ขอให้กลับไปในสภาวะที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มีนาคม ขอให้มีกำลังผลิตที่เพียงพอที่จะใช้ต่อวัน ซึ่งคงจะใช้เวลา1-2 สัปดาห์ ซึ่งการแก้ไขคืออัดน้ำมันสำรองที่เรามีอยู่เข้าไปเพื่อให้สภาวะที่คิดว่าขาดแคนแคลนเนื่องจากมีการเติม ตุน เพิ่มมากขึ้น หากประชาชนช่วยกันหยุดตุน และอัดน้ำมันสำรองที่เรามีเข้าไปจะทำให้ทุกอย่างเกลี่ยออกไปและกลับคืนสู่สภาวะปกติ ซึ่งตรงนี้เป็นวิธีการที่รัฐบาลจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม เป็นต้นไป

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนความวิตกกังวลของประชาชนนั้น หากประชาชนให้ความร่วมมือไม่ตุนจนเกินไป ไม่ตุนเป็นสิบๆถัง เท่าไหร่ก็ไม่พอ ตรงนี้ต้องกราบขอร้องประชาชนให้ความร่วมมือในด้านนี้ด้วย ส่วนของรัฐบาลเองจะแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบเข้าไป เพื่อให้เกิดภาวะสมดุลโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่าในการประชุมได้มีการย้อนหรือไม่ว่าใครทำให้เกิดน้ำมันไม่พอในช่วง 7 วันที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า น้ำมันไม่เคยไม่พอ ถ้าไม่ได้วงรอบเขาก็ไม่เอาไปเติม ตอนนี้เราเข้าใจต้องถึงจะต้องดึงน้ำมันกลับไป แต่ด้วยความกังวลท่านไปตุนไว้ก่อนกลัวจะขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลจะไม่ให้เกิดการขาดแคลน เรื่องราคาเป็นไปตามกลไก เพราะมีการสู้รบพอสถานการณ์สู้รบสงบลงมันก็จะปรับลง ปล่อยเป็นตามกลไกตลาด พอถามว่าใครเป็นคนทำให้น้ำมันขาดแคลนมันตอบไม่ได้ เพราะมันยังไม่ได้ขาด

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ขออนุญาตเพิ่มเติมเพื่อคลายความกังวลที่ได้รับข่าวสารว่าประเทศไทยแอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สาม การส่งผ่านประเทศลาวไปประเทศกัมพูชา ยืนยันว่าไม่มี หลายคนบอกแล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าลาวไม่ขายออกไปยังกัมพูชา ตนเพิ่งไปลาวมา ได้ถามผู้บริหารระดับสูงว่ามีเหตุการณ์นี้หรือไม่ ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าไม่มี ขอให้สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวสารให้เกิดความชัดเจนขึ้น ประชาชนจะได้ไม่ต้องวิตกกังวล ขณะนี้เราส่งน้ำมันจากไทยไป2ประเทศเท่านั้น เพราะมีเหตุผลทางยุทธศาสตร์เพื่อแสวงหาความร่วมมือร่วมกันในอนาคต เพราะเป็นประเทศที่ผลิตไฟฟ้าและก๊าซป้อนมาที่ไทย

เมื่อถามถึงกรณีเจ้าของธุรกิจปั๊มน้ำมัน 4 แห่งใน จ.สงขลา ระบุว่า เซลล์จะส่งน้ำมันอีกครั้งในวันที่ 1 เม.ย. จึงทำให้ประสบปัญหาไม่มีน้ำมัน จำเป็นต้องปิด 4 แห่ง ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ยืนยันว่า ไม่มี การที่ประชาชนใช้น้ำมากกว่าปกติ ทำให้น้ำมันออกจากปั๊มเร็ว สามารถรอรอบขนส่งได้ และจะมีน้ำมันล็อตใหม่มาเติม น่าจะเป็นการรอรอบ ไม่น่าจะนานถึงวันที่ 1 เม.ย. น่าจะวันรุ่งขึ้นมากกว่า ที่ภาคใต้เรานำเรือเข้าไปเสริมอย่างเต็มที่  วันนี้เรือเข้าเต็มที่ทุกวัน วันนี้น่าจะเป็นเรื่องการขาดแคลนการขนส่ง 

นายอรรถพล กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมัน ยังสามารถอุดหนุนราคาได้จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ ว่า ยืนยันว่ายังสามารถอุดหนุนได้ สถานะคือ มีการไหลออก 2 พันล้านบาท ซึ่งตัวกองทุนมีเงินสดอยู่ในมือ 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่รอบในการจ่ายชดเชยไม่ได้จ่ายให้กับผู้ค้าทุกวัน ซึ่งผู้ค้าเองก็แบ่งเบาไปส่วนหนึ่ง เพราะรอบการจ่ายๆ เป็นเดือน รอบเดือนนี้จะไปจ่ายเดือนหน้า ฉะนั้น ยอดจ่ายในเดือน มี.ค.ไม่เท่าไหร่ มีหน่วยเป็นร้อยล้านเอง ซึ่งจ่ายจริงเป็นช่วงเดือนกลาง เม.ย.ไปแล้ว ถึงตอนนั้นก็ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหา

นายกฯเสียใจแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต ยันรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก

นายกฯเสียใจแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต ยันรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก

นายกฯเสียใจแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต ยันรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.15 น.

“นายกฯ”เผยดูแลช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิตเต็มที่ ย้ำ ก.แรงงาน มีมาตรการช่วยเหลือ พร้อมขอแรงงานไทยปฏิบัติตามคำแนะนำเคร่งครัด

วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 18.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีแรงงานไทยเสียชีวิตที่อิสราเอล จะมีการดำเนินการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับมาอย่างไรว่า เราก็มีความช่วยเหลือ กระทรวงแรงงานมีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วรัฐบาลอิสราเอลก็ได้ให้การดูแลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากกรณีนี้อย่างเต็มที่ ส่วนที่เหลือตนอยากให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ยังอยู่ที่อิสราเอล ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการหรือตามประเทศนั้น ๆ อย่างเคร่งครัด

นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างกรณีการเสียชีวิตของน้องคนนี้ เท่าที่ทราบจากรายงานก็คือ น้องไม่ได้เข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัย ซึ่งเขาอาจจะกลับเข้ามาเอาของ หรือทำธุระอะไรในที่พักของตัวเอง ซึ่งบางทีจังหวะมันอาจจะพอดีก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจมาก และที่ได้รับรายงานมาก็คือพี่น้องที่ใช้แรงงานในอิสราเอล ที่ทำตามคำแนะนำอยู่ในหลุมหลบภัยทุกคนก็มีความปลอดภัยอยู่

นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลไทยเอง ถ้าคนไหนมีความประสงค์จะกลับมาก่อน เราก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือให้สามารถเดินทางกลับมายังประเทศไทยเป็นการชั่วคราวก่อน

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้แรงงานไทยในอิสราเอลมีทั้งอยากกลับและประสงค์ที่จะอยู่ แต่ด้วยโอกาส หรือความจำเป็นที่เขาจะหาทางได้ ซึ่งจำนวนที่แสดงความจำนงจะกลับน้อยกว่าจำนวนที่จะอยู่ต่อ ซึ่งเราก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ บางโซนก็ทราบมาว่า พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่สู้รบเขาใช้ชีวิตทำงานอย่างปกติอยู่ นายจ้างเองก็มีแนวทางอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้ามีความชัดเจนในเรื่องของการสู้รบก็ต้องเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัย ซึ่งมีการซ้อมมาอยู่ตลอดและมีระบบการจัดการอย่างเป็นขั้นตอน

สอวช. – TFGI เปิดเวทีเสวนา ‘The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia’ เปิดตัวรายงานปี 2026

สอวช. - TFGI เปิดเวทีเสวนา 'The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia' เปิดตัวรายงานปี 2026

สอวช. – TFGI เปิดเวทีเสวนา ‘The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia’ เปิดตัวรายงานปี 2026

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ Tech for Good Institute (TFGI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงนโยบายชั้นนำระดับภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเวทีเสวนานโยบาย “The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia” ณ ห้องประชุมหว้ากอ 2 สอวช. อาคารจัตุรัสจามจุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงานมีการเปิดตัวรายงานประจำปีฉบับที่ 3 ของ TFGI เรื่อง “The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia (2026)” ซึ่งนำเสนอพัฒนาการของกรอบนโยบายและการกำกับดูแลเทคโนโลยีใน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม พร้อมทั้งสะท้อนแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค และต่อยอดสู่การหารือเชิงลึกในบริบทของประเทศไทย

ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. มุ่งส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ ควบคู่กับการพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การสร้างความเชื่อมั่น และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศอย่าง TFGI

Mr. Keith Detros, Programme Manager จาก Tech for Good Institute กล่าวว่า การกำกับดูแลดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมุ่งไปสู่การส่งเสริมนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการบริหารจัดการอธิปไตยทางดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการสร้างความยืดหยุ่นของระบบในบริบทที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก

ภายหลังการเปิดตัวรายงาน ได้มีการเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “Governing Frontier Technologies in Southeast Asia” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นายทยา นาวานุเคราะห์ จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ จากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.สลิลธร ทองมีนสุข จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TRDI) ผศ.ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว จากสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า แม้ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนากฎหมายด้าน AI อย่างครอบคลุม แต่ปัจจุบันมีกฎหมายและกรอบกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องรองรับอยู่แล้ว โดยในระยะต่อไปควรมุ่งสู่แนวทางการกำกับดูแลเชิงหลักการที่มีความยืดหยุ่น พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางการจัดระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม และคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละภาคอุตสาหกรรม

อีกประเด็นสำคัญคือแนวคิดเรื่อง Digital Sovereignty ซึ่งถูกตีความในมิติของความสามารถในการกำกับดูแลเทคโนโลยี มากกว่าการเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด โดยประเทศไทยควรมุ่งเน้นการกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงเทคโนโลยี การสร้างความยืดหยุ่นของระบบ และการลดการพึ่งพิงผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีการสะท้อนถึงความท้าทายด้านข้อมูลที่ยังคงกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจเชิงหลักฐาน โดยผู้เข้าร่วมเห็นว่าการพัฒนากลไกการแบ่งปันข้อมูลที่มีมาตรฐานและปลอดภัย รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลเทคโนโลยีของประเทศ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเกิดใหม่จำนวนมากมีลักษณะข้ามหลายภาคส่วนและกรอบกฎหมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานและการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกัน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเห็นพ้องว่าการเพิ่มความชัดเจนของกฎระเบียบ การเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการยกระดับระบบการแบ่งปันข้อมูล จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การกำกับดูแลเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Governing Frontier Technologies in Thailand: Managing Sovereignty and Resilience by the Office of National Higher Education Science Research and Innovation Policy Council (NXPO) and the Tech for Good Institute (TFGI)

Government officials, industry leaders, and policy researchers convened today for a high-level roundtable on “Governing Frontier Technologies in Southeast Asia”, jointly organised by the Office of National Higher Education Science Research and Innovation Policy Council (NXPO) and the Tech for Good Institute (TFGI).

The event marked the launch of the third edition of TFGI’s annual report, The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia (2026), which examines how governance frameworks are evolving across Indonesia, Malaysia, the Philippines, Singapore, Thailand, and Vietnam. The report outlines key policy priorities and emerging trends shaping the region’s digital economy, followed by a focused conversation on Thailand’s policy landscape.

“Digital governance across Southeast Asia increasingly seeks to enable innovation and competitiveness while managing digital sovereignty. These are not competing interests, but issues that go hand-in-hand. Governing technology by ensuring resilience, especially in times of external shocks, are key considerations for the region”. Keith Detros, Programme Manager, Tech for Good Institute. “TFGI is grateful to NXPO for its partnership in exploring what that means for Thailand and for the region.”

“NXPO is committed to strengthening Thailand’s innovation ecosystem by supporting the development and adoption of emerging technologies, while ensuring appropriate governance frameworks are in place. Through continued collaboration with partners such as the Tech for Good Institute, we aim to advance balanced policy approaches that support innovation, build trust, and enhance the country’s digital competitiveness,” said Dr Karantarat Nakwa, Assistant to the President, NXPO. Following the launch of the report, a roundtable discussion brought together experts from government, academia, and industry to discuss AI governance, data policy, and regional cooperation.

Key experts, including: Thaya Navanugraha, Digital Economy Promotion Agency (depa); Apivadee Piyatumrong, Big Data Institute (BDI); Poomsiri Dumrongvute, Chulalongkorn University; Dr Saliltorn Thongmeensuk, Thailand Development Research Institute (TDRI); Jirawat Poomsrikaew, Thai Digital Platform Trade Association (TDPA), shared their perspectives on what policy directions for 2026.

On AI governance, participants noted that while a comprehensive law is still under development, existing legislation currently governs AI applications. These include frameworks on data protection, cybersecurity, electronic transactions, and sector-specific regulation. Pending the comprehensive law, participants emphasised the need for clearer guidance, alongside a shift towards a principles-based framework. In addition, discussion on risk classification approaches should be co-developed with industry, civil society, and technical experts. It is also important to ensure that sector-specific guidelines are considered, given that different sectors such as health, transport, and finance, for example, would face varying risks.

Digital sovereignty was also a key theme. Participants framed sovereignty as the capacity to govern, rather than necessarily owning, technological infrastructure. Given the limitations and constraints of developing the full technology stack nationally, the focus should be on governing access, setting terms with external providers, and building resilience. This approach would enable Thailand to benefit from innovation while reducing reliance on any single provider or stakeholder.

Discussions also highlighted gaps in foundational capabilities. While regulatory sandboxes are valued, their effectiveness is constrained by limited data sharing across government agencies. Key datasets remain siloed, limiting evidence-based policymaking and investment signalling. Establishing clear and secure data-sharing standards was identified as a priority. Participants further noted that emerging technologies often span multiple regulatory domains. Applications such as autonomous vehicles, AI-enabled drones, and agentic AI systems require coordination across ministries and legal frameworks. Stronger inter-agency and public-private coordination will be essential to support effective policy implementation. Participants agreed that Thailand’s primary governance priorities include improving regulatory clarity, strengthening coordination across agencies, and enhancing data sharing frameworks would go a long way in Thailand’s journey towards governing frontier technologies.

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

19 มี.ค. 2569 16:42 น.

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงแห่ขับรถข้ามไปเติมน้ำมันในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หลังเหตุการณ์สงครามทำให้ราคาน้ำมันในฮ่องกงสูงขึ้นกว่าในจีน 3 เท่า

เหตุการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่นเดียวกันกับในฮ่องกงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึงประมาณ 140 บาทต่อลิตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร จึงทำให้ประชาชนในฮ่องกงหลายคนตัดสินใจขับรถไปเติมน้ำมันที่ประเทศจีน

ริงโก้ ลี ผู้นำระดับสูงในวงการยานยนต์ของฮ่องให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า แม้ว่าราคาน้ำมันในจีนแผ่นดินใหญ่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เเต่ก็ยังคงถูกกว่าในฮ่องกงถึง 3 เท่า 

เขายังบอกอีกว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนชาวฮ่องกงที่ขับรถไปประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หนึงในผู้ที่เดินทางไปเติมน้ำมันที่จีน ให้สัมภาษณ์ว่า ปกติเขาใช้เงินไปกับการเติมน้ำมันในฮ่องกงประมาณ 5,000 บาทต่อสัปดาห์ แต่ถ้าเขาขับรถไปเติมน้ำมันที่เมืองเซินเจิ้นเเละเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน เขาจะใช้เงินในการเติมน้ำมัน รวมกับค่าน้ำมันในการเดินทางไปกลับอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อรอบ 

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมา การขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนอาจทำให้ชาวฮ่องกงประหยัดไปเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เพราะการจะขับรถข้ามพรมแดน จำเป็นต้องใช้ป้ายทะเบียนสองใบ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำหนดเเละการอนุมัติภายใต้โครงการเดินทางขึ้นเหนือของฮ่องกง ซึ่งทำให้การขับรถข้ามพรมเเดนนั้นมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการข้ามพรมเเดนอยู่ประมาณ 1,000 บาท เมื่อคำนวณเเล้วชาวฮ่องกงประหยัดเงินเพียง 1,000 บาท เเต่ต้องเเลกกับการขับรถเดินทางไกล

ในขณะที่บางคนยังคงเลือกที่จะยังขับรถไปที่ประเทศจีน ไม่เพียงเเต่ไปเติมน้ำมัน แต่พวกเขาเลือกที่ซื้ออาหารเเละของใช้จำเป็นหลาย ๆ อย่าง ที่มีราคาถูกกว่าเพื่อความคุ้มค่าในการเดินทางเเต่ละครั้ง

ขณะที่ชาวฮ่องกงอีกจำนวนหนึ่งหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี เพื่อประหยัดในส่วนของค่าใช้จ่ายเเละประหยัดเวลาในการเดินทางไกล.

ที่มา : CNA

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ "นักจิตวิทยา"

19 มี.ค. 2569 16:29 น.

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางปฏิบัติใหม่ด้านสาธารณสุข สั่งให้แพทย์ส่งตัวผู้หญิงที่ปฏิเสธการมีบุตรเข้าพบนักจิตวิทยาคลีนิกเพื่อ “ปรับทัศนคติ” หลังอัตราการเกิดในประเทศวิกฤตหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบ 200 ปี ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางด้านสาธารณสุขฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีบุตร ถูกส่งต่อเข้ารับคำปรึกษากับนักจิตวิทยาคลีนิก เพื่อส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขวิกฤตประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวมาจากกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า ในการตรวจสุขภาพด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ แพทย์จะสอบถามจำนวนบุตรที่ผู้หญิงต้องการมี หากคำตอบที่ได้รับคือ “ศูนย์” หรือไม่มีความประสงค์จะมีบุตร แพทย์จะได้รับคำแนะนำให้ส่งตัวคนไข้รายนั้นเข้ารับการปรึกษาจาก “นักจิตวิทยาคลีนิก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร” ซึ่งแนวทางนี้ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐในสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ซึ่งปกครองรัสเซียมานานกว่า 25 ปี แสดงความกังวลอย่างมากต่อปัญหาประชากรลดลง โดยเขาระบุว่านี่คือ “เรื่องของความอยู่รอดของชาติ” และเคยเตือนในปี 2024 ว่ารัสเซียอาจเผชิญกับภาวะ “สูญพันธุ์” หากไม่สามารถยกระดับอัตราการเกิดได้

ปัจจุบัน อัตราการเกิดของรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 1.4 ต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 200 ปี และต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 2.1 ซึ่งนักประชากรศาสตร์ระบุว่าเป็นระดับที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของจำนวนประชากร

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากรัสเซียส่งชายฉกรรจ์หลายแสนคนไปประจำการในแนวหน้าของสงครามยูเครน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนประชากรวัยเจริญพันธุ์อย่างหนัก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการเกิด เช่น การคุมเข้มการทำแท้ง โดยปรับปรุงกฎระเบียบให้ทำแท้งได้ยากขึ้น รวมถึงการออกกฎหมายให้การโฆษณาหรือเผยแพร่แนวคิด “การไม่มีลูก” เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และการเชิดชูครอบครัวที่มีลูกมากให้เป็นวีรบุรุษของชาติ พร้อมมอบสวัสดิการและเงินช่วยเหลือมหาศาล

นโยบายการส่งพบนักจิตวิทยานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามครั้งล่าสุดของทางการรัสเซียในการแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัวของพลเมือง เพื่อแก้ปัญหายุทธศาสตร์ระดับชาติที่กำลังสั่นคลอนอนาคตของรัสเซีย.

ที่มา AFP

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

19 มี.ค. 2569 16:28 น.

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งประหารชีวิต 3 ผู้ต้องหาฐานฆาตกรรมเจ้าหน้าที่และก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์แก่สหรัฐฯ-อิสราเอล ในการชุมนุมช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเผย ยอดผู้เสียชีวิตเกิน 7 พัน

เว็บไซต์ข่าวของฝ่ายตุลาการอิหร่าน มีซาน ออนไลน์ (Mizan Online) เปิดเผยว่าทางการได้ประหารชีวิตผู้ต้องหา 3 ราย โดยการแขวนคอในช่วงเช้าวันนี้ (19 มี.ค.) หลังศาลตัดสินให้ทั้ง 3 มีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมตำรวจ และก่อปฏิบัติการที่เอื้อประโยชน์แก่สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ในระหว่างเหตุความไม่สงบท่ามกลางการชุมนุมประท้วงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ถูกประหารชีวิตจากการกระทำผิดในฐาน “โมฮาเรเบห์” (Moharebeh) หรือการ “ก่อสงครามต่อพระเจ้า” จากการสังหารเจ้าหน้าที่ 2 นาย ระหว่างเหตุความวุ่นวายในเดือนมกราคมหรือเดือนดี (Dey) ตามปฏิทินของประเทศอิหร่าน โดยการประหารครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องมาจากการประท้วงครั้งใหญ่

ชนวนเหตุการชุมนุมประท้วงครั้งนี้มาจากความไม่พอใจในค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ก่อนจะลุกลามจนกลายเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเกิดความรุนแรงที่สุดในช่วงวันที่ 8-9 มกราคม ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลอิหร่านยอมรับว่า เหตุความไม่สงบดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 3,000 ศพ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมกล่าวโทษว่าเหตุรุนแรงทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่ม “ผู้ก่อจลาจลที่รับคำสั่งจากต่างชาติ” และการก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับข้อมูลของสำนักข่าวสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ (Human Rights Activists News Agency หรือ HRANA) ที่ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ตรวจสอบได้จริงนั้นพุ่งสูงเกินกว่า 7,000 ศพแล้ว และส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือกลุ่มผู้ประท้วง นอกจากนั้นจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขนี้อีกหลายเท่าตัว เนื่องจากยังคงมีผู้สูญหาย และกระบวนการยุติธรรมในหลายพื้นที่ยังขาดความโปร่งใส.

ที่มา: The Economic Times

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

19 มี.ค. 2569 15:28 น.

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

ทางการอินโดนีเซียสั่งคุมตัว 4 นายทหารต้องสงสัยพัวพันเหตุลอบสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนจากกลุ่ม KontraS จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ ด้านประธานาธิบดีปราโบโวสั่งสอบสวนอย่างโปร่งใสท่ามกลางความกังวลเรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารอินโดนีเซียยืนยันการควบคุมตัวทหาร 4 นายสังกัดหน่วยข่าวกรอง หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายนายอันดรี ยูนุส เจ้าหน้าที่จาก KontraS องค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำที่ตรวจสอบคดีอุ้มหายในอินโดนีเซีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อันดรีกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังจากอัดรายการพอดแคสต์เกี่ยวกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทัพในวงการเมือง เขาถูกชายสองคนขี่รถประกบและสาดน้ำกรดเข้าใส่ ส่งผลให้ได้รับแผลไหม้รุนแรงกว่า 20% ของร่างกาย ครอบคลุมบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และดวงตา ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตา

นายอันดรีเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญที่คัดค้านการแก้ไขกฎหมายทหารฉบับใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเปิดทางให้นายทหารสามารถดำรงตำแหน่งในหน่วยงานรัฐบาลได้มากขึ้น นอกจากนี้ เขายังอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประชุมต่อต้านรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มพันธมิตรภาคประชาสังคมเปิดเผยว่า อันดรีได้รับคำขู่และถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอดในช่วงหลายวันก่อนเกิดเหตุ

นายโฟลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยมองว่าเป็นการ “พยายามปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ” ขณะที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ จัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนคดีนี้

ล่าสุด โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่าง “ตรงไปตรงมา เปิดเผย และรวดเร็ว” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประชาคมโลก

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความกังวลของนักกิจกรรมในอินโดนีเซียที่ต้องเผชิญกับการข่มขู่มาอย่างยาวนาน โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เคยมีกรณีกลุ่มรณรงค์สิทธิฯ ถูกข่มขู่ด้วยซากไก่และระเบิดขวด หลังจากวิพากษ์วิจารณ์การจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองที่กำลังถูกบีบคั้นอย่างหนักในปัจจุบัน.

ที่มา BBC