อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

18 มี.ค. 2569 22:08 น.

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

ทางการสวีเดนยืนยัน อิหร่านดำเนินการประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนที่ถูกจับกุมเมื่อปีก่อนแล้ว ในข้อหาจารกรรมข้อมูลเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอิสราเอล

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 นางมาเรีย มาลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดนระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลอิหร่านดำเนินการประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนรายหนึ่งในวันพุธ โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวทำการจารกรรมข้อมูล

“เป็นที่ชัดเจนสำหรับเราว่า กระบวนการทางกฎหมายที่นำไปสู่การประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนรายนี้ไม่มีการรับรองทางกฎหมาย” นางสเตเนอร์การ์ดกล่าว “สวีเดนจะยังคงประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอิหร่านต่อไป”

รัฐบาลสวีเดนไม่ได้ระบุชื่อพลเมืองที่ถูกประหารชีวิต แต่สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้ระบุชื่อชายคนนี้ว่า คุโรช เคย์วานี (Kourosh Keyvani) ซึ่งถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้วในข้อหา “ให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองและจารกรรมเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอิสราเอล”

“สวีเดนได้หยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาหารือหลายครั้งในระดับต่าง ๆ กับตัวแทนของอิหร่าน นับตั้งแต่มีการจับกุมในเดือนมิถุนายน ปี 2568 โดยในการติดต่อเหล่านั้น เราได้ย้ำถึงความคาดหวังของสวีเดนว่าพลเมืองของเราควรได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และต้องไม่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต” นางสเตเนอร์การ์ด ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ นายเคย์วานีเป็นผู้ถือสองสัญชาติ (สวีเดนและอิหร่าน) เขาถือเป็นชายรายที่ 3 ที่ถูกอิหร่านประหารชีวิตในข้อหาจารกรรมในปี 2569 นี้ โดยข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (Iran Human Rights) ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ระบุว่าในปีที่ผ่านมามีผู้ถูกประหารชีวิตในข้อหาที่คล้ายคลึงกันอย่างน้อย 13 ราย

ปัจจุบันยังมีชาวอิหร่านอีกหลายร้อยคนที่ยังคงรอการประหารชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นนักโทษการเมืองจำนวนมาก หลายรายยังไม่ได้รับการตัดสินโทษและอาจต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิตในอนาคต

“โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่ไร้มนุษยธรรม โหดร้าย และไม่สามารถย้อนคืนได้ สวีเดนพร้อมด้วยสมาชิกสหภาพยุโรปที่เหลือ ขอประณามการใช้โทษนี้ในทุกกรณี” รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดนระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

18 มี.ค. 2569 21:39 น.

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

ประธานาธิบดีของอิหร่านออกมายืนยันว่า นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอล

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมายืนยันว่า นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ถูกอิสราเอล “ลอบสังหาร” แล้ว

นายเปเซชเคียนประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “การลอบสังหารอันขี้ขลาด” ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศหลายรายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ที่ทางอิสราเอลระบุว่าได้สังหารในการโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา

“การลอบสังหารอันขี้ขลาดต่อเพื่อนร่วมงานอันเป็นที่รักของผม ทั้งนายเอสมาอิล คาติบ, นายอาลี ลารีจานี (เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงแห่งชาติ) และนายอาซิซ นาซีร์ซาเดห์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัวและทีมงานที่ร่วมเดินทางบางส่วน ได้สร้างความโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่งแก่เรา”

“ผมขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ สำหรับการสละชีพเพื่อศาสนา (Martyrdom) ของสมาชิกคณะรัฐมนตรีทั้งสองท่าน, เลขาธิการสมัชชาประชาชน รวมถึงเหล่าผู้บัญชาการทหารและกองกำลังบาซิจ (Basij) ผมมั่นใจว่าหนทางของพวกเขาจะดำเนินต่อไปอย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม” นายเปเซชเคียนกล่าวเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาสังหารนายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรองของอิหร่านแล้ว ระหว่างการโจมตีเข้าใส่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.)

นายคัตซ์กล่าวระหว่างการประเมินสถานการณ์เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า จะเกิดเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมีนัยสำคัญขึ้นในทุกแนวรบของสงคราม และประกาศกร้าวว่า จะยกระดับความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นไปทั่วภูมิภาคให้มากขึ้นอีก พร้อมบอกด้วยว่า เขากับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ปรับปรุงกระบวนการเจาะจงเป้าหมายที่เป็นบุคคลระดับผู้นำรายอื่น ๆ ของอิหร่าน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

“ผมได้ให้อำนาจแก่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ในการจัดการกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายใดก็ได้ทันทีที่สบโอกาสทางยุทธการและทางการข่าวกรอง โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติเพิ่มเติม” นายคัตซ์กล่าว

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสังหาร นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรองของอิหร่าน ว่าเป็นปฏิบัติการแบบเจาะจงเป้าหมายในกรุงเตหะราน

IDF ระบุว่า กระทรวงข่าวกรองของอิหร่านภายใต้การนำของนายคาติบ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปราบปรามทางการเมืองและกิจกรรมก่อการร้ายของรัฐบาลอิหร่าน และตัวนายคาติบเองก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการจับกุมและสังหารผู้ประท้วงระหว่างการชุมนุมใหญ่และการปราบปรามที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ทั้งนี้ นายเอสมาอิล คาติบ กลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายสิบคนของอิหร่านที่ถูกอิสราเอลสังหาร รวมถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อน และนายอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

อังกฤษเผชิญระบาด “เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี” ป่วยพุ่ง 20 ดับแล้ว 2 ราย

อังกฤษเผชิญระบาด "เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี" ป่วยพุ่ง 20 ดับแล้ว 2 ราย

18 มี.ค. 2569 16:44 น.

อังกฤษเผชิญระบาด “เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี” ป่วยพุ่ง 20 ดับแล้ว 2 ราย

หน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพสหราชอาณาจักร ประกาศมาตรการรับมือระดับชาติ หลังพบการแพร่ระบาดของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี (Meningitis B) ในมณฑลเคนต์ พุ่งสูงขึ้นเป็น 20 รายอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย แพทย์ชี้เป็นการระบาดที่ “รุนแรงและรวดเร็ว” ที่สุดเท่าที่เคยพบมา คาดมีต้นตอจากกิจกรรม “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” ในไนท์คลับ

เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพสหราชอาณาจักร (UKHSA) กำลังเร่งสอบสวนกรณีผู้ป่วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจำนวน 20 ราย ในมณฑลเคนต์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ หลังจากเกิดการระบาดที่ถูกขนานนามว่าเป็นไปอย่าง “รุนแรงและรวดเร็ว” จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 21 ปี และ “จูเลียต” นักเรียนชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนควีนเอลิซาเบธแกรมมาร์ ในเมืองเฟเวอร์แชม

ดร. โทมัส เวท รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของอังกฤษ ระบุว่านี่เป็นการระบาดที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในชีวิตการทำงาน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขและดูแลสังคมเปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ในโรงเรียน 5 แห่ง และมหาวิทยาลัยเคนต์ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วย 1 รายที่เดินทางไปลอนดอนและกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่นั่น

เจ้าหน้าที่คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคนับจากติดเชื้อจนเริ่มแสดงอาการ อยู่ที่ระหว่าง 2 ถึง 14 วัน

โดยนักศึกษาประมาณ 5,000 คนในหอพักมหาวิทยาลัยในเคนท์ จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า หากมีผู้ใดติดเชื้อไวรัสนี้อยู่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันว่าการฉีดวัคซีนจะเริ่มในวันนี้ (18 มี.ค.)

นายเวส สตรีทติง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงต่อสภาว่า สถานการณ์นี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยต้นตอการระบาดในกลุ่มนักศึกษาถูกเชื่อมโยงกับไนท์คลับแห่งหนึ่งในเมืองแคนเทอร์เบอรี ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” ทั้งนี้ เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การจูบเป็นเวลานาน หรือการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และแก้วน้ำร่วมกัน

จากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการยืนยันแล้วว่า เป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่มบี (Group B meningococcal disease) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยากกว่าและมีอันตรายถึงชีวิตมากกว่าชนิดที่เกิดจากไวรัส นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบเคสเด็กทารกเพศหญิงในเมืองโฟล์คสโตนที่ติดเชื้อชนิดเดียวกัน แต่เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับการระบาดในมหาวิทยาลัย

มาตรการตอบโต้ระดับชาติขณะนี้ UKHSA ได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีน MenB แบบพุ่งเป้าให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเคนต์ที่มีอยู่ราว 18,000 คน พร้อมแจกจ่ายยาปฏิชีวนะไปแล้วกว่า 700 โดส ท่ามกลางคำเตือนจากเภสัชกรว่ามีความต้องการวัคซีนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเป็นการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังซึ่งอันตรายถึงชีวิต มักพบได้บ่อยในเด็กเล็ก วัยรุ่น และคนหนุ่มสาว เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนเฝ้าระวังอาการและหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นในช่วงนี้.

ที่มา Independent / BBC

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็น ปธ.ประชุมติดตามแก้ปัญหา’ฝุ่น PM 2.5-ภัยแล้งอีสาน-พายุลูกเห็บ’

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็น ปธ.ประชุมติดตามแก้ปัญหา'ฝุ่น PM 2.5-ภัยแล้งอีสาน-พายุลูกเห็บ'

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็น ปธ.ประชุมติดตามแก้ปัญหา’ฝุ่น PM 2.5-ภัยแล้งอีสาน-พายุลูกเห็บ’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมติดตามการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขภัยแล้งให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงการยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ณ หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานี และผ่านระบบ VDO Conference โดยได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่วางแผนการทำงานเชิงรุก ช่วงชิงสภาพอากาศเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรให้ตรงความต้องการและเพียงพอต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร และติดตามสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บที่อาจเกิดขึ้น

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จับมือ สพร.พิจิตร เปิดอบรมสตรี สร้างอาชีพ–เพิ่มรายได้ ยกระดับศักยภาพแรงงาน

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จับมือ สพร.พิจิตร เปิดอบรมสตรี สร้างอาชีพ–เพิ่มรายได้ ยกระดับศักยภาพแรงงาน

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จับมือ สพร.พิจิตร เปิดอบรมสตรี สร้างอาชีพ–เพิ่มรายได้ ยกระดับศักยภาพแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดพิจิตร เดินหน้าพัฒนาศักยภาพสตรี เปิดโครงการฝึกอบรมยกระดับทักษะอาชีพ มุ่งสร้างรายได้และความมั่นคงให้แรงงานในพื้นที่

18 มีนาคม 2569 นางสาวน้อยหน่า บางสีองค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพิจิตร พร้อมเจ้าหน้าที่ เปิดการฝึกอบรมโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรี เพื่อถวายพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนางอรชุน เหลืองวิเศษกาล ประธานกรรมการประสานงานส่วนภูมิภาค ภาค 6 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิด

การฝึกอบรมครั้งนี้มีคุณ สุรีรัตน์  พลเยี่ยม   เป็นผู้ประสานงาน จัดขึ้นภายใต้โครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพแรงงานสตรีให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านหลักสูตร “การทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย” ระยะเวลา 30 ชั่วโมง รุ่นที่ 1/2569 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 20 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้น ณ วัดคุณพุ่ม ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ระหว่างวันที่ 18 – 22 มีนาคม 2569 โดยได้รับความเมตตาจากพระมหา ดร.ปฏิทาน ลักขะสุวัณณ โสภะโณ เจ้าคณะตำบลห้วยแก้ว และเจ้าอาวาสวัดคุณพุ่ม ร่วมให้กำลังใจแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม

ทั้งนี้ โครงการมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำทักษะที่ได้รับไปประกอบอาชีพหรือพัฒนาต่อยอด สร้างรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานสตรีในชุมชนให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉม SS 2026 Collection ‘The Eternal Nautilus’ แรงบันดาลพระทัยจากโลกใต้ท้องทะเล

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉม SS 2026 Collection ‘The Eternal Nautilus’ แรงบันดาลพระทัยจากโลกใต้ท้องทะเล

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉม SS 2026 Collection ‘The Eternal Nautilus’ แรงบันดาลพระทัยจากโลกใต้ท้องทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.38 น.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 SIRIVANNAVARI ต้อนรับความสดใสของฤดูร้อน ด้วยคอลเลคชั่น Spring/Summer 2026 “The Eternal Nautilus” ผลงานทรงออกแบบจากองค์ดีไซเนอร์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จัดแสดงแฟชั่นโชว์ครั้งล่าสุด ณ  พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน นำเสนอแรงบันดาลพระทัยจากความงดงามของโลกใต้ท้องทะเล

คอลเลคชั่น ‘The Eternal Nautilus’  จากวิสัยทัศน์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI  ที่ทรงได้แรงบันดาลพระทัยจากสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล  และจิตวิญญาณชวนต้องมนต์ของนางเงือกผู้โฉบเฉี่ยว และกะลาสีหนุ่มแห่งท้องทะเล  ผลงานการสร้างสรรค์ในฤดูกาลนี้จึงเป็นดั่งบทกวีแห่งความสงสัยใคร่รู้ อิสรภาพและความปรารถนา ขดเกลียวอันงดงามบนเปลือกหอยนอทิลัส (Nautilus) และจังหวะธรรมชาติของเกลียวคลื่นที่เต้นรำอย่างสง่างาม กลายมาเป็นสัญลักษณ์และการถักทอเรื่องราว  โครงชุดที่ถูกตีความแปรสู่กระบวนการซ้อนชั้นและลอยตัว  ต่อยอดมาจากสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล  เท็กซ์เจอร์ผ้าอันบางเบา และวอลุ่มที่ลอยละล่อง บ่งบอกถึงอารมณ์อันไม่แน่นิ่งของมหาสมุทรที่บางคราดูเงียบสงัด แต่คงความเย้ายวนลุ่มลึกในที  ขับขานผ่านเทคนิคงานพิมพ์ลวดลายแห่งท้องทะเล ด้วยภาพพิมพ์แกะไม้ (woodblock print) งานแกะมือแบบดั้งเดิม กลิ้งหมึกลงบนกระดาษ และถ่ายทอดต่อสู่ผืนผ้า  งานฝีมืออันละเอียดอ่อนแห่งช่างตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูงของแบรนด์ นำเสนอสู่งานต่อผ้าลูกไม้เย็บทีละเส้น เรียงสลับสีน้ำเงิน-ขาว  สัญลักษณ์แห่งกะลาสีที่คุ้นเคย และเย็บตีเกล็ดผ้าด้วยมือเส้นต่อเส้น สร้างลวดลายอันประณีต ไปจนถึงงานถักโครเชต์และนิตติ้ง จากช่างฝีมือชุมชน  และเป็นครั้งแรกที่มีการนำผ้าดอนกอย (Donkoi Model) หรือผ้าฝ้ายย้อมครามจากธรรมชาติจากโครงการในพระราชดำริ Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืนขององค์ดีไซเนอร์ ที่ทรงส่งเสริมกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร เพื่อนำเสนอแนวคิดในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และนำผ้าทอจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมายกระดับสร้างสรรค์ให้เป็นแฟชั่นร่วมสมัยและมีความเป็นสากล เป็นองค์ประกอบอันโดดในคอลเลคชั่น Spring/Summer 2026 ‘The Eternal Nautilus’ นี้

Womenswear เสน่ห์ลึกลับน่าค้นหาของเงือกสาวและสัตว์น้ำแห่งท้องทะเล   

ไอเท็มรับลมร้อนอย่างเสื้อคลุมและกระโปรงสั้นเล่นชั้นระบาย (Ruffle) ด้วยผ้าหลากรูปแบบ พลิ้วไหวดุจแมงกะพรุนแหวกว่าย  กางเกงฮาเร็ม เล่นดีเทลขอบเอวตกแต่งเชือกไขว้ สไตล์ double-waist ซ้อนจีบและผ่าข้าง,  เสื้อกะลาสี ลูกเล่นคอเสื้อถอดเข้าออกได้ ที่มีทั้งในเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชาย, เสื้อเชิ้ตปล่อยชายสำหรับพันรอบเอวและผูกเป็นโบว์ (Wrap Shirt)
บอดี้สูทจากผ้าซิลค์ออร์แกนซ่า (Silk Organza) สไตล์สปอร์ตโปร่งเบา  และกางเกงฮอตแพ้นต์เสริมสะโพก และกางเกงทรงคาปรี (Capri Pants) กางเกงขาสั้น 5 ส่วน จับคู่กับเกาะอกอันเย้ายวน และชิ้นเด่นประจำฤดูกาลที่ห้ามพลาดคือชุดว่ายน้ำ และกางเกงเข้ารูป   แจ๊คเก็ตซิกเนเจอร์ของแบรนด์ IRIS Jacket ในฤดูกาลนี้ สร้างสรรค์จากผ้าไหมทัฟฟิต้า (Taffeta Silk)
คอดเอว คลุมสะโพก  ในขณะที่กลิ่นอายแห่งเสื้อผ้าดีไซน์ทันสมัยที่คนเมืองสวมใส่ไปชายทะเลได้สอดแทรกเข้ามาพร้อมกับความบางเบา

องค์ประกอบในงานออกแบบ คือ การใช้สีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเนรมิตให้คอลเลคชั่นนี้มีกลิ่นอายแห่งซัมเมอร์  สีเมทัลลิคแวววาว แรงบันดาลใจแห่งหมู่มวลปลาทะเล เปลือกหอย และแสงแดดพลิ้วไหวยามตกกระทบเกลียวคลื่น  ไปจนถึงสีฟ้าสดใส (Transformative Teal) สีเขียวสด (Green Glow) สีส้ม (Sugar Coral) พลังสดใสแห่งท้องทะเล คู่ขนานไปกับสีครีม (Wax Paper) ที่เพิ่มความสงบ เสริมพลังอันน่าตื่นเต้นให้กับโครงชุดและมอบชีวิตชีวาให้กับเสื้อผ้าที่สวมใส่สำหรับไลฟ์สไตล์ในเมืองและไปเที่ยวทะเล

ผลงานการออกแบบในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงแค่ความงดงาม แต่ลุ่มลึกด้วยอารมณ์และงานคราฟท์ที่ประณีตอย่างงานปักโดยทีมช่างจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy อันพิถีพิถันด้วยการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น เปลือกหอยหลากหลายชนิด นำมาเรียงร้อยเป็นชุดเดรสสั้นทั้งชุด และชุดราตรีสีเงินปักลายเกลียวคลื่น การปักแบบ 3D ใช้วัสดุเรียงเป็นรูปหอยเม่น หรือเพรียงบนโขดหิน   รวมทั้งสร้างสรรค์เป็นรูปสัตว์น้ำหลากลายชนิด อาทิ ปลาหมึก กุ้ง หอยนอติลุส   ปักประดับบนชุด เป็นความงดงามประณีต แฝงความขี้เล่น สนุกสนาน ตามสไตล์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI

Menswear หนุ่มกะลาสีผู้รักความอิสระ

สำหรับสุภาพบุรุษ จิตวิญญาณอันแสนเสรีอ่อนไหวไปพร้อมกับสายลมอ่อนๆ แห่งฤดูกาล รังสรรค์เป็นลุคของหนุ่มผู้รักการล่องเรือไปสู่จุดหมายปลายทางและการแสวงหาสิ่งใหม่ คีย์พีซหลักที่โดดเด่นจึงเป็นเสื้อผ้าที่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดของชุดกะลาสีเรือ เช่น เบลเซอร์คัตติ้งอสมมาตร (Asymmetrical Cut) บริเวณชายเสื้ออันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ตกแต่งด้วยคอปกกะลาสีเรือ เสื้อคอปาด (Boat Neck) เสื้อเชิ้ตผ้าลินินหรือคอตตอนตกแต่งขอบปกและแขนเสื้อด้วยเส้นสีน้ำเงินหรือสีขาว และการใช้ลายทางเข้ามาเพิ่มความสนุก จะเห็นได้ว่าเฉดสีน้ำเงินและสีฟ้าเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าทอย้อมครามที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และแฝงเสน่ห์ความเป็นไทยจากการสร้างสรรค์ของกลุ่มช่างทอผ้าจาก ‘ดอนกอยโมเดล’ ของอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จากพระราชดำริขององค์ดีไซเนอร์ผู้ทรงมีปณิธานในการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ เสน่ห์ของงานคราฟต์สุดประณีตอันมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวแฝงอยู่ในแต่ละลุคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกสรรเนื้อผ้าที่มีความพิเศษ มีการใช้ผ้าใยกัญชงผสมผ้าไหมแท้จากสมาชิกศิลปาชีพจังหวัดเชียงใหม่มาถักทอเป็นเสื้อกล้ามสำหรับรับลมร้อน กางเกงผ้าลายยีนส์เดนิมที่ถูกทอนานนับเดือนอย่างประณีต ผ้าใยกัญชงผสมผ้าฝ้าย ด้วยฝีมือของนักโทษหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ภายใต้มูลนิธิโครงการหลวง  งานถักโครเชต์จากศูนย์ OTOP กาดเกาะลอย จังหวัดตาก

ในส่วนของลายผ้า คอลเลคชั่นนี้มีไฮไลท์ คือการนำลายเกลียวคลื่นแห่งท้องทะเล แมงกะพรุน ปลาหมึกและสัตว์ทะเลหลากชนิดจากฝีพระหัตถ์ขององค์ดีไซเนอร์มาทำเทคนิคภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodcut Print) เทคนิคพิมพ์แบบดั้งเดิม ก่อนประยุกต์สู่ภาพพิมพ์แบบดิจิทัล เพื่อรังสรรค์เป็นลายผ้าที่มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์ที่ความพลิ้วและความละเอียดของเส้นที่เกิดจากการแกะไม้ ทำให้เสื้อเชิ้ตผ้าไหมและผ้าคอตตอนแขนพอง (Pirate Shirt) โค้ทผ้าไนลอนและเซ็ต must-have สำหรับหน้าร้อนอย่างเสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้นมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ในขณะที่ลายสัตว์ทะเลเข้ามาแฝงความขี้เล่นในงานดีไซน์ตามแบบฉบับของแบรนด์ที่ใส่ใจในรายละเอียด เช่น งานปักลายปลาหมึก ม้าน้ำ ปะการัง หมุดตอกบนกางเกงขาสั้น กระดุมตกแต่งปลายขากางเกงและการผูกปมเป็นเข็มขัดรัดเอว สำหรับรองเท้าเป็นสไตล์โลเฟอร์จับคู่สีน้ำเงินและสีขาว ตกแต่งด้วยลายปักรูปสัตว์ทะเล ส่วนเสน่ห์ของงานคราฟต์ในช่วงซัมเมอร์ยังคงปรากฏอยู่บนงานออกแบบรองเท้าพื้นสาน (Espadrilles) ที่สวมใส่สบาย ทั้งหมดให้กลิ่นอายของลุคสำหรับบุรุษแห่งท้องทะเลที่เรือกำลังพาเขาล่องลอยไปสู่จินตนาการแห่งโลกใบใหม่

Accessories ขับขานเรื่องราวขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล

เครื่องประดับได้นำเรื่องราวแห่งขุมทรัพย์ของท้องทะเลมาขับขานใหม่เป็นกระเป๋า ‘Aphrodite’ รูปทรงดั่งงานประติมากรรมรูปหัวใจอันล้ำค่าแห่งมหาสมุทร นอกจากนี้ซิลูเอ็ตของกระเป๋าที่ได้รับความนิยมจากฤดูกาลที่ผ่านมาได้หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมมนตร์เสน่ห์แห่งลมร้อนอย่างกระเป๋าทรงบัคเก็ต ‘La Luna’ ให้กลิ่นอายแห่งคอลเลคชั่นซัมเมอร์ด้วยวัสดุราฟเฟีย (Raffia) กระเป๋ารุ่น ‘Souple’ รูปทรงยืดหยุ่น (Drawstring Bag) บริเวณปากกระเป๋าสอดสายกระเป๋า ให้กลิ่นอายแบบงานคราฟต์และมีความอ่อนนุ่มด้วยวัสดุหนังลูกวัว คุณภาพ Made in Italy มาพร้อมกับเวอร์ชั่นเย็บตกแต่งด้วยอะไหล่สีทองรูปปลาดาวและหอย สำหรับซิลูเอ็ตใหม่ในฤดูกาลนี้คือกระเป๋าทรงโฮโบ (Hobo Bag) รุ่น ‘Belize’ ฐานทรงโค้ง มีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์จากวัสดุหนังนิ่ม มาพร้อมฟังก์ชั่นสายกระเป๋าสั้นสำหรับคล้องแขน และสายยาวสำหรับสะพายไหล่ เหมาะสำหรับใช้งานระหว่างวัน และมีเวอร์ชั่นงานเย็บตกแต่งด้วยเลื่อมอันแวววาวที่ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามใต้ท้องทะเลสำหรับเพิ่มความโดดเด่นให้กับลุคกลางคืน นอกจากนี้ ในฤดูกาลนี้มีความพิเศษด้วยพวงกุญแจห้อยกระเป๋าจากแหอวนและทุ่นทะเลที่นำมารีไซเคิลและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความทันสมัยสำหรับครีเอทไอเดียในการตกแต่งกระเป๋าด้วยหัวใจที่รักษ์โลก ถ่ายทอดจิตวิญญาณขององค์ดีไซเนอร์ผู้หลงใหลในกีฬาดำน้ำ และทรงก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย

รองเท้า โดดเด่นด้วยส้นทรงกรวยแหลม (Pyramid Heels) จากเพล็กซิกลาส (Plexiglass) ที่มีเอกลักษณ์ต่อเนื่องมาจากฤดูกาลที่ผ่านมา มาพร้อมกับดีไซน์เรียบหรูด้วยเส้นคัทของวัสดุหนังแท้จากอิตาลีที่โอบล้อมบริเวณด้านหน้าของเท้าและตกแต่งด้วยอะไหล่สีทอง นอกจากนี้ มีรองเท้าส้นสูงรัดส้นตัดเย็บจากผ้าโปร่งและตกแต่งด้วยหมุดตอก ส่วนรองเท้าส้นเตี้ย (Kitten Heels) ที่สวมใส่สบายยังคงต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาลนี้ เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับด้วยห่วงตอกและแอ็คเซสเซอรีส์ห้อยตกแต่ง

จิวเวลรี จากแรงบันดาลพระทัยแห่งแสงอาทิตย์สีทองที่ตกกระทบผืนน้ำ โดยมี สีทอง เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานออกแบบแอ็คเซสเซอรีส์อย่างต่างหู สร้อย กำไลข้อมือ เข็มขัดที่มีความสนุกสนานในงานดีไซน์ด้วยขนาดที่ใหญ่และการเล่นกับรูปทรงของเปลือกหอย ปลาดาว ไข่มุก และความโปร่งของพื้นผิวน้ำเมื่อกระทบแสงแดด

คอลเลคชั่น “The Eternal Nautilus”  คือการเดินทางที่ดำดิ่งไปสู่โลกที่ธรรมชาติมาบรรจบกับความสง่างามอันทันสมัย ผสมผสานวัสดุท้องถิ่นและเทคนิคงานคราฟต์แบบไทย นำเสนอในบริบทร่วมสมัยและแนวคิดอันยั่งยืน ทว่ายังคงอัตลักษณ์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI รังสรรค์เป็นซิลูเอ็ตอันพลิ้วไหวของอาภรณ์สำหรับสุภาพสตรี เสื้อผ้าของบุรุษที่บรรจงเนรมิตขึ้นมาและเครื่องประดับที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจแห่งมหาสมุทร ผลงานการออกแบบแห่งฤดูกาลนี้หลอมรวมความพลิ้วไหว ความทรงจำและอิสรภาพไว้ด้วยกัน คือจดหมายรักแด่ท้องทะเลที่เชื้อเชิญให้เราสดุดีต่อขุมพลังแห่งความเงียบ ความงดงามของธรรมชาติและจิตวิญญาณแห่งคิมหันตฤดูที่เคลื่อนไหวในแต่ละท่วงท่ายามเมื่อสวมใส่

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ทั้งเคร่งเครียด เร่งรีบ และแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย ทำให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จัดเต็มกันแบบสุดเหวี่ยง หรือที่เรียกว่า Work Hard, Play Harder จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาการ “อ่อนเพลีย” ตามมาให้เห็น เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในปัญหาที่ทั้งวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุต้องประสบพบเจอ ซึ่งนอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือ การรับประทานอาหารลดอ่อนเพลีย

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี  พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาแนะนำ 8 อาหารลดอาการอ่อนเพลีย ให้คุณเลือกกินเพื่อเติมความไบรต์ได้ทั้งวัน

กล้วย กล้วยเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ และร่างกายซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน อีกทั้ง กล้วยยังมีโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ การกินกล้วยในช่วงกลางวัน คือหนึ่งในอาวุธลับสำหรับสู้กับความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

ควินัว ร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี? ควินัว คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะธัญพืชชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ และโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในควินัวให้พลังงานที่สม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกินไป ดังนั้น การรับประทานควินัวในมื้ออาหารสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี โดยธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนแมกนีเซียมมีบทบาทในการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้น นี่จึงเป็นอาหารลดอ่อนเพลียสีเขียวที่ไม่ควรพลาด

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของสมอง โปรตีนในปลาแซลมอนยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ การรวมกันของโอเมกา 3 โปรตีน และวิตามินบีในปลาแซลมอนทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารลดอ่อนเพลียที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

อัลมอนด์ เป็นอาหารลดอ่อนเพลียที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งไขมันดี โปรตีน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินอี โดยไขมันดีในอัลมอนด์มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่แมกนีเซียมและธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานอัลมอนด์สักกำมือสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งมีโปรไบโอติก แคลเซียม และวิตามินบี โดยโปรตีนมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ในขณะที่แคลเซียมจะช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนโปรไบโอติกในโยเกิร์ตกรีกช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตไม่ได้มีดีเพียงแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งของสารประกอบธรรมชาติที่สามารถเพิ่มระดับพลังงานได้ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และเสริมสร้างการตื่นตัว นอกจากนั้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีคาเฟอีนซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ชาเขียว เนื่องจากชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรวมกันของคาเฟอีนกับแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชาเขียว ยังช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หรือต้องรับประทานในปริมาณมาก ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินจำเป็น  ท่านใดที่อยากบรรเทาความอ่อนเพลียแบบเห็นผลชัด สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวขาญเพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอาการอ่อนเพลียได้อย่างตรงจุด

คุณแหน : 19 มีนาคม 2569

คุณแหน : 19 มีนาคม 2569

คุณแหน : 19 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อหลานสาว ม.ล.ปนัดดา-อัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา บุตรีของ ดร.วรดิศ-ศ.หวงหยู้อิง เจิ้ง ดิศกุล ณ อยุธยา ว่า “สุทธาดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา” อันมีความหมายว่า “ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้บริสุทธิ์” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ พระราชทานแก่ครอบครัวทายาทอดีตเอกอัครราชทูต ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล หาที่สุดมิได้..
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ และนางนวลพรรณ มหาคุณ ภริยา เข้าเฝ้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล พร้อมรับพระราชทานน้ำสังข์ เนื่องในโอกาสสมรสครบ 50 ปีและอายุครบ 80 ปีเป็นกรณีพิเศษ..
  • เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ผู้บริจาคอวัยวะให้แก่สภากาชาดไทย 28 มี.ค.09.00 น. โดยมี ศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวรายงาน 28 มี.ค. 09.00 น. ห้องประชุมชั้นล่าง อาคารแพทยพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ..
  • หลังจากอุทิศร่าง ดร.โชคชัย บูลกุล ตามเจตนารมย์ของผู้วายชนม์ให้เป็นอาจารย์ใหญ่เพื่อการศึกษาทางการแพทย์แก่ นศ.แพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ผ่านมาตั้งแต่ ก.ย.2565 ..ญาติพี่น้อง ครอบครัว พนักงานบริษัท ฟาร์มโชคชัย ร่วมกันทำพิธีพระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้วเมื่อ 11 มี.ค.2569..
  • คณะศิษย์ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก จัดทำบุญผ้าป่าสามัคคีสมทบกองทุน “พระพรหมวชิรสุธี” เพื่อพระภิกษุสงฆ์อาพาธ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคล 88 ปี ..
  • อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เอาใจคนรักกีฬาเทนนิสและโดนัท ด้วยการเปิดร้าน คริสปี้ ครีม รูปแบบ Fresh Shop สาขาล่าสุด ณ ALM x Impact Tennis & Sport Center โซน Clay court   ไฮไลต์ไม่ได้มีแค่สาขาใหม่ในบรรยากาศแปลกใหม่เท่านั้น แต่ยังมี “Tennis Doughnuts” ที่ออกแบบมาเพื่อสาขานี้เท่านั้น พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมาเอาใจแฟน ๆ อีกด้วย..
  • ก้าวสู่ปีที่ 47 ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ทีมกองบรรณาธิการจะเปิดบ้านคอยต้อนรับทุกท่านที่จะมาร่วมให้กำลังใจแก่พวกเราในวันศุกร์ 20 มี.ค.ตั้งแต่ 09.00 น.ณ สำนักงาน ถ.วิภาวดีรังสิต 66 รวมทั้งทีม Youtube แนวหน้าทีวีออนไลน์ “ปอง” อัญชะลี ไพรีรักษ์ นำทีมนักข่าวรุ่นมากประสบการณ์ ปรเมษฐ์ ภู่โต, บุญยอด สุขถิ่นไทย, อ.จิตกร บุษบา, “เป๊ปซี่”เสริมสุข กษิติประดิษฐ์,พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์, บุญระดม จิตรดอน,ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล เปิดห้องส่งให้ได้ชมเบื้องหลังการทำข่าวแนวหน้าออนไลน์ที่เปิดมือถือดูได้ทุกแห่งทั่วโลก ..

น้อง

โพลนานาชาติชี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 70 อาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากกลับมาเดินหน้าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง

โพลนานาชาติชี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 70 อาจเลี่ยงแอฟริกาใต้  หากกลับมาเดินหน้าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง

โพลนานาชาติชี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 70 อาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากกลับมาเดินหน้าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

ผลสำรวจเตือนถึงความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ประเทศ การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว และผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากยังคงอนุญาตให้อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์ดำเนินต่อไป

ผลสำรวจความคิดเห็นระดับนานาชาติฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำโดย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ร่วมกับองค์กร Blood Lions พบว่ามีเสียงคัดค้านอย่างชัดเจน ทั้งจากประชาคมนานาชาติและจากภายในประเทศแอฟริกาใต้ ต่อความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกแผนยุติอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์ในกรงของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะประกาศในปี 2021 ว่าจะยุติอุตสาหกรรมสิงโตในกรง แต่ความคืบหน้าในการดำเนินแผนยุติอย่างเป็นรูปธรรมยังคงล่าช้า และผลจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้อาจถูกเปลี่ยนทิศทาง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอฟริกาใต้เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์แบบ “Canned Hunting” การท่องเที่ยวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสลูกสิงโต (Cub Petting Tourism) และการส่งออกโครงกระดูกสิงโต ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยบริษัท ซาวันตา (Savanta) ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถามในแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมทั้งสิ้น 2,528 คน พบว่า สามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 77) สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลแอฟริกาใต้ในปี 2021 ที่จะยุติการแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสิงโตในกรง

ข้อมูลจาก 4 กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมายังแอฟริกาใต้พบว่า (ดูรายงานฉบับเต็ม)

  • ร้อยละ 70 ระบุว่าพวกเขาจะลังเลหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงและกักขังสิงโตในกรงเพื่อแสวงหากำไร
  • ร้อยละ 69 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแอฟริกาใต้ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม
  • ร้อยละ 77 เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า มากกว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์
  • ร้อยละ 65 ระบุว่าพวกเขาอาจเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่น หากอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

คุณทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า ความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของสิงโตยังคงเป็นแรงจูงใจสำคัญของสาธารณชน การปกป้องสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง โลกกำลังจับตาว่าแอฟริกาใต้จะบริหารจัดการมรดกทางธรรมชาติของตนอย่างไร และนักท่องเที่ยวก็กำลังใช้ปัจจัยเหล่านี้ในการตัดสินใจเดินทาง”

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแอฟริกาใต้ และสนับสนุนการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 1.8 ล้านตำแหน่ง ในปี 2025 แอฟริกาใต้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 10.5 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจาก สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมกันมากกว่า 1.2 ล้านคน หาก ร้อยละ 70 ของนักท่องเที่ยวจากตลาดเหล่านี้ ตัดสินใจไม่เดินทางมาเยือน แอฟริกาใต้อาจสูญเสียนักท่องเที่ยวประมาณ 860,000 คน โดยเมื่อพิจารณาว่าภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างงาน 1 ตำแหน่งต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทุก 13 คน อาจหมายความว่าจะมีตำแหน่งงานในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 66,000 ตำแหน่ง ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์คาดว่ามีการจ้างงานเพียงประมาณ 1,568 ถึง 2,069 ตำแหน่ง ทั่วประเทศแอฟริกาใต้

กระแสคัดค้านจากประชาชนภายในประเทศ
          ประชาชนชาวแอฟริกาใต้แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 4 ตลาดหลัก โดยระบุว่า

  • ร้อยละ 72 ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสัตว์ป่าที่เอาเปรียบสัตว์ มากกว่าทางเลือกด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า
  • ร้อยละ 66 ระบุว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทางจริยธรรม
  • ร้อยละ 66 เชื่อว่าไม่ควรเสี่ยงทำลายความต้องการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
  • ร้อยละ 63 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์
  • ร้อยละ 57 เชื่อว่าการยุติการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากขึ้น และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศ

ประเด็นสวัสดิภาพของสิงโตถูกระบุว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการยุติอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลในปี 2021 ให้เหตุผลด้านนี้

ดร.ลูอีส เดอ วาล (Dr Louise de Waal) ผู้อำนวยการองค์กร Blood Lions กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงหลายด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ จริยธรรม สวัสดิภาพสัตว์ และความเสี่ยงของโรคจากสัตว์สู่คน ข้อมูลผลสำรวจล่าสุดของเรายังแสดงให้เห็นว่า การไม่ยุติอุตสาหกรรมนี้ยังเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศ เราขอเรียกร้องให้รัฐมนตรี วิลเลม เอาแคมป์ (Willem Aucamp) ยุติความล่าช้าและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการตามคำมั่นที่จะยุติอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว”

เครดิตถาพถ่าย  Blood Lions

‘เหมยลี่’ ฉะเชิงเทรา ฟาดมง ‘มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ ลุ้นมงใหญ่รอบตัดสิน

‘เหมยลี่’ ฉะเชิงเทรา ฟาดมง ‘มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ ลุ้นมงใหญ่รอบตัดสิน

‘เหมยลี่’ ฉะเชิงเทรา ฟาดมง ‘มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ ลุ้นมงใหญ่รอบตัดสิน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

เหมยลี่ พัชรมนต์ เทพรักษา  มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา โชว์ศักยภาพความพร้อม ตอบคำถามชนะใจกรรมการ คว้ามงกุฏ “มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา”  ประกาศขอทำลายอาถรรพ์ลุ้นมงรอบตัดสิน คืนวันที่  28 มีนาคม 2569 ณ MGI Hall 

เรียกว่าลุ้นกันสนุกทุกรอบการแข่งขัน โดยเฉพาะไฮไลท์สำคัญในค่ำคืนนี้กับการประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 : มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา  ณ โรงแรม วินด์แฮม จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี ท่ามกลางแฟนคลับและแฟนด้อมมาเชียร์กันแน่นฮอลล์ ยอดกดไลท์กดแชร์ คอมเมนท์แน่น Youtube : Grand TV ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เริ่มการประกวด

เปิดเวทีด้วย Opening Show แบรนด์เสื้อผ้าอบเชย เจ้าภาพเมืองพัทยา (Pattaya The Host City) ทัศนัย โคตรทอง และ ทิพวรรณ พันธุ์แตง กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้สนับสนุน รวมถึง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด Miss Grand Thailand และ Miss Grand International  กล่าวย้ำให้แฟนคลับร่วมโหวตให้นางงามที่ตัวเองชื่นชอบ เพื่อเปิดทางให้พวกเธอเข้ารอบ  โดยผู้ที่มีคะแนนโหวตสูงสุด 5 อันดับ สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 20 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ

ผลปรากฎว่าผู้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ได้แก่ มิสแกรนด์อุทัยธานี / มิสแกรนด์พิษณุโลก / มิสแกรนด์ฉะเซิงเทรา / มิสแกรนด์สุโขทัย / มิสแกรนด์บุรีรัมย์ / มิสแกรนด์นครพนม / มิสแกรนด์ซลบุรี / มิสแกรนด์แพร่ / มิสแกรนด์พะเยา / มิสแกรนด์สกลนคร / มิสแกรนด์ลำปาง / มิสแกรนด์ตราด/ มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร / มิสแกรนด์สระบุรี/ มิสแกรนด์ขอนแก่น / มิสแกรนด์ภูเก็ต / มิสแกรนด์เพชรบูรณ์ / มิสแกรนด์นครปฐม / มิสแกรนด์อุดรธานี/ มิสแกรนด์ซุมพร พร้อมแสดงทัศนคติจากคำถามทางการเมือง บอกได้คำเดียวว่า จี๊ดทุกคน

จากนั้นพิธีกรประกาศผลผู้เข้ารอบ 7 คนสุดท้าย โดยคนแรกคือ นางงามที่ได้คะแนนโหวตสูงสุด ได้แก่ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ตามมาด้วย มิสแกรนด์ภูเก็ต มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร มิสแกรนด์ตราด มิสแกรนด์สระบุรี มิสแกรนด์นครปฐม มิสแกรนด์ชลบุรี เข้าสู่รอบการตอบคำถาม โดยคำถามมีอยู่ว่า “หากคุณสามารถกำหนดบทลงโทษใหม่สำหรับนักการเมืองหรือข้าราชการที่โกงกินและคอรัปชั่น ได้คุณจะกำหนดบทลงโทษนั้นอย่างไรและเพราะอะไร?”  ซึ่งนางงามทุกคนทำได้ดี ไม่มีตายไมค์ เสียงเชียร์ดังกระหึ่มฮอลล์ โดยเฉพาะคำตอบของ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ที่คม ตรง และ จริง

แล้วก็ถึงเวลาที่รอคอยเมื่อพิธีกรประกาศ รองอันดับ 4 มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา ได้แก่ มิสแกรนด์สระบุรี มิสแกรนด์ภูเก็ต และมิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร ตำแหน่งรองอันดับ 3 ได้แก่ มิสแกรนด์ตราด ตำแหน่งรองอันดับ 2 ได้แก่ มิสแกรนด์นครปฐม เหลือคู่จับมือ 2 คนสุดท้ายคือ มิสแกรนด์ชลบุรี และ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ท่ามกลางการลุ้นระทึก พิธีประกาศผล

มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา ได้แก่ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา เหมยลี่ พัชรมนต์ เทพรักษา คว้ามงกุฎ The Icon of Pattaya City จาก Chada Crown พร้อมสายสะพาย และ เงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาทไปครอง

เหมยลี่ พัชรมนต์ เปิดใจว่า ดีใจมากกับตำแหน่ง มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา หนูสู้มาก เห็นได้ชัดว่าตอนประกาศผลคือ ร้องไห้ออกมาเลย มาประกวดทุกคนก็ต้องคาดหวังความสำเร็จ แต่ก็มีคนถามว่าถ้าได้มงจังหวัดแล้ว อาจจะเป็นอาถรรพ์ไม่ได้มงใหญ่  “หนูจะเป็นคนทำลายอาถรรพ์นั้นเองค่ะ…” เหมยลี่กล่าวอย่างอารมณ์ดี หลังจากนี้เจ้าตัวยืนยันว่า เต็มที่กับทุกรอบการแข่งขันเช่นเดิม แม้จะไม่ใช่ตัวเต็งมาตั้งแต่แรกก็ตาม ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เหมยลี่ สามารถทำได้    

มาลุ้นไปกับเธอและสาวงามรอบ Grand Final คืนวันที่  28 มีนาคม 2569 เวลา 19.00-21.00 น.  ณ MGI Hall  ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ทาง Grand Ticket และอย่าลืมร่วมโหวตให้กับนางงามที่คุณชื่นชอบ ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 11 คนสุดท้าย ในรอบ Grand Final MGT 2026 กับรางวัล Miss Popular Vote การันตีตำแหน่งอย่างน้อย รองอันดับ 5 โหวตได้ทางเว็บไซต์ Missgrandthailand.com

ติดตามกิจกรรม มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ ได้จากทุกช่องทาง YouTube Chanel : Grand TV, Facebook : Miss Grand Thailand ,Instagram : missgrandthailand และ TikTok