รัฐบาลตีปี๊บ ไทยช่วยไทย กระแสแรงทั่วประเทศ วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

รัฐบาลตีปี๊บ ไทยช่วยไทย กระแสแรงทั่วประเทศ วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

รัฐบาลตีปี๊บ ไทยช่วยไทย กระแสแรงทั่วประเทศ วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

“ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. พบว่า มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs

ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้าง เม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และที่สำคัญสามารถช่วย ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. สุรินทร์ 1,192,891 บาท

2. นครราชสีมา 1,167,683 บาท

3. เชียงใหม่ 1,057,660 บาท

4. ขอนแก่น 1,056,944 บาท

5. ยะลา 836,991 บาท

ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่

อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท

อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท

อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท


ในส่วนของประเภทสินค้า พบว่าสินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว

“นี่ไม่ใช่แค่การขายของราคาถูก แต่คือการทำให้เงินหมุนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้ และประชาชนได้ของจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้จริง”

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะยาว

โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic

โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic

โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า   ภาวะผู้นำในการเมือง Toxic  

มูฟของนายกฯ เมื่อวานที่ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่ “ปกป้อง” สนับสนุนการทำงานของคุณศุภจีอย่างชัดเจน ไม่เพียงจะเป็นกำลังใจให้คนทำงาน แต่เป็นกำลังใจของประชาชนที่ไม่อยากให้คนดีมีความสามารถต้องถูกบีบให้พ้นสนามไปด้วยพิษของ “การเมือง toxic” ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าดราม่าไลฟ์ขายทุเรียนในตอนแรกมีประเด็นให้ตั้งข้อกังวลและถูกวิจารณ์ได้จริง แต่เมื่อผู้ขายมีการปรับเปลี่ยนแผนการขาย บอกกล่าวชี้แจงลูกค้าอย่างชัดเจน ของทุกอย่าง Sold Out และสร้างกระแสการบริโภคในวงกว้างได้อย่างเกินคาดโดยปราศจากความเสียหายที่เคยเป็นข้อกังวลใดๆ และเมื่อมีปัญหาพายุเข้า ทุเรียนโค่นในวันถัดมา รัฐมนตรีพาณิชย์ก็เทคแอคชั่น ดึงผู้ประกอบการไปซื้อทุเรียนที่เสียหายจากเกษตรกรมาแปรรูปได้อย่าง
ทันท่วงทีในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว การตั้งแง่ยกระดับการโจมตีหลังจากนั้น ถึงขั้นตั้งประเด็นจะบีบให้รมว.พาณิชย์ต้องออกจาก ครม. เป็นเรื่องที่เกินกว่าระดับของ “การวิจารณ์โดยสุจริต” ไปมาก

ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจกลุ่มคนที่มีวาระแอบแฝง จ้องทำลายล้างกันทางการเมืองด้วยการหลบอยู่หลังคำว่า “วิพากษ์วิจารณ์” 

ประชาชนเลือกรัฐบาลมาทำงานอย่างเป็น “มืออาชีพ” ไม่ได้เลือกมารองมือรองเท้าหรือต้องทนถูกด้อยค่าอย่าง “ไม่เป็นธรรม” 

หมดยุคที่ต้องก้มหน้ารับทุกคำก่นด่า ในเวลาที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ”คนเล่นการเมืองนอกสนาม“ ด้วยหน้ากากของนักวิชาการขาประจำที่ตระเวนออกสื่อมีสีมีค่ายโดยเอาคำว่า “ประชาชน” มาอ้างนั้นมีอยู่มากมาย

ต่อไปนี้ก็ตอบสนองกันตามเนื้อผ้าไปในแบบที่แต่ละคนสมควรได้รับ แล้วทำงานทุ่มเทให้กับประชาชนตัวจริงอย่างเต็มที่ต่อไป 

คนมีเหตุผลในโลกแห่งความเป็นจริงมีอยู่มากกว่าที่เห็น และเขาเข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น

ศาลอาญาคดีทุจริต รับฟ้องคดี สุภา ปิยะจิตติ อดีต ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป

ศาลอาญาคดีทุจริต รับฟ้องคดี สุภา ปิยะจิตติ อดีต ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป

ศาลอาญาคดีทุจริต รับฟ้องคดี สุภา ปิยะจิตติ อดีต ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯรับฟ้อง  สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช. และรองปลัดฯคลังกับพวก ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่อุทธรณ์หุ้นชินคอร์ปนัดสอบคำให้การจำเลย30มิถุนายน

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 69ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ตลิ่งชัน ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต1 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายสุทธิชัย สังขมณี อดีตสรรพากรภาค 3 เป็นจำเลย 1-3ตามลำดับ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ

กรณีที่พวกจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีหุ้นชินคอร์ป เลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่23มิถุนายน2549 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม โจทก์และจำเลยที่ 3 มาศาล ส่วนจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางภาค 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อท95/2567 ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมคดีฉ้อโกงภาษีกว่า 3,000ล้ายบาทคดีหมายเลขแดงที่ อท96/2564 ของศาลนี้ โดยศาลดำเนินการกระบวนพิจารณาโดยถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางกับเรือนจำกลางคลองเปรม

ศาลได้สอบถามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรื่องทนายความแล้ว จำเลยที่ 2 และ 3 แถลงว่ายังไม่มีทนายความและประสงค์ที่จะต่อสู้คดี โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จะแต่งตั้งทนายความเข้ามาภายหลัง

ทนายความจำเลยที่ 1 โจทก์แถลงว่าถูกดำเนินคดีในคดีหมายเลขดำที่ อท.95/2562 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ขอให้ศาลมีหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ส่งตัวจำเลยมาสอบคำให้การต่อไป

พิเคราะห์แล้วเห้นว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยังไม่มีทนายความ ประกอบกับมีเหตุจำเลยที่ 1 มาศาลวันนี้ไม่ได้ จึงให้เลื่อนไปสอบคำให้การจำเลยทั้งสามในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น.

หมายเรียกจำเลยที่ 1 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การหมายขังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้เว้นแต่มีประกันและมีหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ส่งตัวจำเลยที่1 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การโดยแนบสำเนาหมายเรียกจำเลยที่ 1 พร้อมกับหนังสือและให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จัดการหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การ และหมายเรียกจำเลยที่ 2 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การ

สำหรับนายสุทธิชัย ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ให้ประกันตัวระหว่างพิจารณา วงเงินประกัน 800,000 บาท ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

พลังแห่งความสามัคคี! ‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์’ทั่วประเทศ รวมใจเคารพธงชาติ ปลุกวินัย-พร้อมลุยภารกิจเพื่อเกษตรกร

พลังแห่งความสามัคคี! 'สำนักพัฒนาอาหารสัตว์'ทั่วประเทศ รวมใจเคารพธงชาติ ปลุกวินัย-พร้อมลุยภารกิจเพื่อเกษตรกร

พลังแห่งความสามัคคี! ‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์’ทั่วประเทศ รวมใจเคารพธงชาติ ปลุกวินัย-พร้อมลุยภารกิจเพื่อเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ ชูวัฒนธรรมองค์กรเข้มแข็ง เปลี่ยนหน้าเสาธงเป็น “เวทีสื่อสาร” สรุปปัญหา-วางแผนงานเชิงรุก 33 แห่งทั่วไทย มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยบุคลากรทุกคนได้ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญเริ่มต้นวันใหม่ที่สะท้อนถึงระเบียบวินัยและความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องเกษตรกรไทย ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่คือ “กลไกขับเคลื่อนองค์กร” ซึ่งการเข้าแถวเคารพธงชาติของสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ในทุกเช้า มิได้เป็นเพียงกิจกรรมตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ถูกยกระดับให้เป็น “เวทีแห่งการสื่อสารองค์กร” ที่สำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสรุปปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติภารกิจในวันที่ผ่านมา แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็ว พร้อมวางแผนเชิงรุก เพื่อมอบหมายภารกิจประจำวันอย่างชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้อย่างแม่นยำ

จิตวิทยาสร้างพลัง “คนสำราญ งานสำเร็จ” ในมิติทางจิตวิทยาสังคม ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ถือเป็นการกระตุ้นพลังใจ (Mental Readiness) ให้บุคลากรมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน การรวมตัวกันยังช่วยเสริมสร้าง “วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง” สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการศึกษาวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์สู่เกษตรกรทั่วประเทศ 

“การเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวัน คือ ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของงานในระยะยาว”

มุ่งเป้าพัฒนาปศุสัตว์ไทยอย่างยั่งยืน สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ระบุว่าทรัพยากรมนุษย์ที่มีวินัยและคุณภาพ คือ ปัจจัยตั้งต้นที่ส่งผลต่อการให้บริการทางวิชาการและการยกระดับศักยภาพการผลิตในภาคปศุสัตว์ โดยทางหน่วยงานยังคงยึดถือแนวปฏิบัตินี้เป็นรากฐานสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกภารกิจจะดำเนินไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยสืบไป

#สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ #กรมปศุสัตว์ #เคารพธงชาติ #พัฒนาเกษตรกร #ปศุสัตว์ไทย #ความมั่นคงทางอาหาร

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/y-a8DOzGN_0

ททท. ผนึก กฟภ. – ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดแคมเปญ ‘Amazing Green Journey’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและพฤติกรรมผู้บริโภค

ททท. ผนึก กฟภ. - ซีพี แอ็กซ์ตร้า  เปิดแคมเปญ 'Amazing Green Journey' ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและพฤติกรรมผู้บริโภค

ททท. ผนึก กฟภ. – ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดแคมเปญ ‘Amazing Green Journey’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและพฤติกรรมผู้บริโภค

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และโลตัส ห้างค้าปลีกชั้นนำของไทย ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เปิดตัวแคมเปญ “Amazing Green Journey เที่ยวไทยสายกรีน แลกพอยท์ฟิน กินเที่ยวฟรี” ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน ควบคู่การสร้างแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมให้ผู้บริโภคหันมาใช้ชีวิตและท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันประเทศไทยให้เป็น Green Tourism Hub ระดับโลก

แคมเปญดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์และสวยงามที่สุด เอื้อต่อการสร้างประสบการณ์ประทับใจในการเดินทาง พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักที่เข้าร่วมโครงการ พบความสะดวกจากการเดินทางสีเขียวกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า PEA VOLTA ของ กฟภ. และยังสนุกกับการจับจ่าย พร้อมรับสิทธิประโยชน์และรางวัลจากการสะสม Green Points ที่โลตัสทั่วประเทศ ปรับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย สู่ “คุณภาพและความยั่งยืน”

แคมเปญ Amazing Green Journey เที่ยวไทยสายกรีน แลกพอยท์ฟิน กินเที่ยวฟรี เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากเน้น “ปริมาณ” เป็น “คุณภาพและมูลค่าสูง” (Value over Volume) ภายในปี 2569-2570 เพื่อความยั่งยืน รวมถึงขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) ตามมาตรฐานสากล โดยแคมเปญนี้ถูกออกแบบให้การท่องเที่ยวและการรักษ์โลกเป็นเรื่องเดียวกัน นักท่องเที่ยวสามารถ “เที่ยวอย่างมีคุณค่า” พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและธรรมชาติ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “แคมเปญนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Green Tourism Hub เราไม่ได้มองแค่การดึงนักท่องเที่ยว แต่ต้องการสร้าง ‘ระบบนิเวศการท่องเที่ยวสีเขียว’ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักท่องเที่ยวเอง เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างสมดุลในระยะยาว”

ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน EV สู่การท่องเที่ยวสีเขียว

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ร่วมสนับสนุนแคมเปญนี้ ด้วยการส่งเสริมการเดินทางด้วยพลังงานสะอาด ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า PEA VOLTA ทั่วประเทศ โดยนักท่องเที่ยวที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเข้ามาใช้บริการชาร์จไฟ จะสามารถสะสมคะแนนเพื่อร่วมแคมเปญได้

นายยงยุทธ โพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด (ลูกค้าและการตลาด) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า “ความร่วมมือและสนับสนุนแคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของ กฟภ. ในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน และหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้เป็นรูปธรรม”

กระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคสีเขียว ผ่านการช้อปของนักเดินทางสายเขียว

โลตัส ได้ร่วมส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการมอบ Green Points ให้กับลูกค้าที่แวะมาที่โลตัสเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้ในขณะเดินทางท่องเที่ยว บริการเพื่อเติมความสดชื่นระหว่างการเดินทาง หรือชาร์จรถที่จุดชาร์จ Altervim ในโลตัสสาขาใหญ่ทั่วประเทศ โดยสามารถสะสมได้สูงสุด 100 คะแนนต่อวันและนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย อาทิ ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ส่วนลดการจองที่พักจาก ascendtravel.com หรือแลกเป็นโลตัสคอยน์เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าต่อไป

นางสาววรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรานฟอร์เมชั่น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยวแต่เป็นเรื่องของการสร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยเครือข่ายสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เราสามารถเป็น Meaningful Pit Stop หรือจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างนักท่องเที่ยว กับประสบการณ์สายกรีน ที่ช่วยทำให้ การรักษ์โลกกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายในทุกวัน และปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโลตัสกับผู้บริโภคอีกด้วย”

“วิน เมธวิน” ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมภารกิจเที่ยวกรีน

วิน เมธวิน ในฐานะ Friend Of Amazing Thailand 2026 ได้ร่วมสนับสนุนแคมเปญ Amazing Green Journey และถ่ายทอดมุมมองคนรุ่นใหม่ว่า แคมเปญนี้สร้างแรงจูงใจโดยท้าทายให้ผู้บริโภคอยากออกไปใช้ชีวิต ทำกิจกรรม และค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ ในทุกวัน และการสะสม Green Points เปรียบเสมือนภารกิจ (Quest) ที่มีรางวัลตอบแทน ทั้งในรูปแบบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์กินเที่ยวที่คุ้มค่า

ผสานความร่วมมือ สร้างผลกระทบเชิงบวกด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กร สะท้อนการบูรณาการระหว่างภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ต้นทางการเดินทาง ระหว่างทาง (พฤติกรรมการจับจ่ายและใช้ชีวิต) จนถึงปลายทาง (ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘ศุภมาส’ เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ ‘Smart Consumer’ รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

'ศุภมาส' เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ 'Smart Consumer' รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

‘ศุภมาส’ เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ ‘Smart Consumer’ รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569” ภายใต้แนวคิด “THE SMART CONSUMER CITY” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อมุ่งยกระดับประชาชนสู่การเป็น “ผู้บริโภคอัจฉริยะ” ที่รู้เท่าทันและสามารถปกป้องสิทธิของตนเองในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในมีกิจกรรม 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนแรก “Legal Clinic” ให้คำปรึกษากฎหมายฟรีโดยผู้เชี่ยวชาญ โซนที่สอง “Business Clinic” ให้คำแนะนำผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม และโซนที่สาม “Market Street” รวมสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการกว่า 40 ร้านค้า ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใส

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะยุคดิจิทัลที่การเข้าถึงสินค้าและบริการสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ทางด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ดังนั้น สคบ. จึงต้องปรับตัวเข้าหาประชาชน ดูแลประชาชนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแข่งขันจัดทำคลิปวิดีโอสั้น “GEN SMART CONTENT CREATOR” จำนวน 5 รางวัล ก่อนจะเยี่ยมชมบูธนิทรรศการต่างๆ ภายในงาน

ภายในงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569” ยังมีการเสวนาหัวข้อ “การคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ : พลิกความท้าทายสู่การคุ้มครองที่เข้าถึงได้จริง” โดยมีรองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นวิทยากร รวมถึงการบรรยายในหัวข้อ “พลังเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค : เสียงประชาชนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” โดยมีเลขานุการที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการระดับชาติตลอดจนผู้อำนวยการเครือข่ายเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร เป็นวิทยากร

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ร่วมกับ จังหวัดนครพนม สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผ่านการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัยจนมียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท ความสำเร็จนี้เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” สำคัญที่ พช. จะนำมาขยายผลสู่คนเมืองและนักท่องเที่ยว ณ สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อตอกย้ำว่าสินค้าชุมชนไทยมีดีไซน์ที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่าไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า จากความสำเร็จในการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)และจังหวัดนครพนม เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้    “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ บริเวณเวทีกลาง ลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยชูจุดขายเมืองแห่งการพักผ่อนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมย้ำภาพลักษณ์ “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘ไหว้พระธาตุ’

“DNA นครพนม” มากกว่าความสวยงาม แต่คือจิตวิญญาณ สัมผัสประสบการณ์ 5 Must ครบจบในงานเดียว 

นายสยาม กล่าวย้ำด้วยว่า หัวใจสำคัญของงานนี้คือการนำเสนอ “Identity System” หรือระบบอัตลักษณ์ที่ผ่านการถอดรหัสทางวัฒนธรรมจากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม โดยเน้นลวดลายเครื่องประดับจากองค์พระธาตุพนมและสายน้ำโขง มาลดทอนรูปทรงเป็น “ดอกบัว 6 ดอก” สื่อถึงทิศทั้ง 6  และความศรัทธาที่บริสุทธิ์ ผสมผสานกับ Graphic Elements ที่ดูสากลแต่ยังคงกลิ่นอายท้องถิ่น ซึ่งลวดลายเหล่านี้ถูกนำไปปรับใช้ในบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ OTOP จนเกิดเป็นสินค้าพรีเมียมที่หาจากที่อื่นไม่ได้

ภายในงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ จะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน (Restination) ตามกลยุทธ์ 5 Must เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์นครพนมอย่างรอบด้าน ได้แก่ Visit : เที่ยวชมความงามของนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองและการแสดงที่วิจิตรตระการตา , Eat : ชิมอาหารถิ่นรสชาติดั้งเดิมที่หาทานยากในกรุงเทพฯ , Shop : ช้อปงานคราฟต์ดีไซน์ใหม่ สินค้า OTOP ระดับ 1-5 ดาวที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ , Mu : สัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคลตามวิถีชาวลุ่มน้ำโขง และ Rest : สัมผัสบรรยากาศความผ่อนคลายในสไตล์ “Nakhon Phanom Restination”

“กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับคนเมืองหลวง ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาความพร้อมของ “นครพนม” ในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักกาย พักใจ และพักความวุ่นวายอย่างแท้จริง” อธิบดี พช. กล่าว 

สำหรับ “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” พิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ภายในงานจะมีการแสดงชุดพิเศษ “อัตลักษณ์นครพนม เปิดประตูสู่ 5 Must” ซึ่งเป็นการแสดงที่ผสานศิลปวัฒนธรรมอีสานเข้ากับรูปแบบร่วมสมัย พร้อมร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่จะมาร่วมเผยเคล็ดลับการปั้นแบรนด์ชุมชนให้ปังในระดับสากล

เพราะนครพนมไม่ใช่เพียงเมืองรอง แต่คือที่หนึ่งในใจของทุกคน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยามย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องต้นเดือนพฤษภาคม ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ “ราชาแห่งผลไม้” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ “ฤดูทุเรียน” โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง

เรือขนส่งทุเรียนด่วน 3 ลำ ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์รวม 356 ตู้ บรรจุทุเรียนสดกว่า 6,300 ตัน ทยอยเทียบท่าเรือหนานซาในเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุเรียนสดจากไทยชุดนี้สะท้อนความคึกคักของการขนส่งทุเรียนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และจะแบ่งกระจายสู่ตลาดทั่วจีนเพื่อเสิร์ฟผู้บริโภคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน ขณะที่ท่าเรือหนานซา ซึ่งเป็นท่าเรือทะเลสำหรับนำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของจีน จะรับรองการนำเข้าทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของแหล่งเพาะปลูกทุเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าฤดูทุเรียน ปี 2026 อยู่ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน โดยข้อมูลสถิติระบุว่าศุลกากรหนานซาได้ตรวจสอบการนำเข้าทุเรียนสดในช่วงวันที่ 15-26 เม.ย. มากกว่า 9,500 ตันแล้ว

โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า การนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม

ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรมทุเรียนในประเทศเหล่านี้ทยอยพัฒนาดีขึ้น

สำหรับมุมมองของผู้บริโภค ความต้องการทุเรียนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภคในจีน โดยหวังเจิ้งโป ประธานบริษัทกว่างซี อวิ้นตัวตัว ซัพพลายเชน เมเนจเมนต์ จำกัด เผยว่า จำนวนผู้บริโภคทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านเป็นหลักร้อยล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพการบริโภคในเมืองรองระดับสองระดับสามจนถึงระดับอำเภอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายตลาดคือคนมีรายได้สูงขึ้น อุปทานทุเรียนเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่ความเย็นพัฒนาดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง ชี้ว่า ผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจุดให้ความสำคัญจากเรื่อง “ราคา” เป็นเรื่อง “คุณภาพ” โดยเฉพาะความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานของแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดทุเรียนของจีนยากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านอุปทาน เงินทุนจากจีนและองค์กรธุรกิจของจีนได้เร่งลงทุนในการเพาะปลูกทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูกในท้องถิ่นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น หลิวจวิ้นหง นักธุรกิจจากกว่างซี ได้ลงพื้นที่ในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และที่อื่นๆ ก่อนสุดท้ายจะดำเนินโครงการเพาะปลูกทุเรียนในจังหวัดกำปอดของกัมพูชา โดยหลิวเล็งไปที่สายพันธุ์หนามดำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการแข่งขันของสายพันธุ์เดียวกันในอนาคต

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยหวังเจิ้งโปกล่าวว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนนั้นยาวและเกี่ยวพันกับหลายจุด ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงวางขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายยังคงสูง โดยอุตสาหกรรมทุเรียนมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและผู้ค้ารายใหญ่ค่อนข้างมั่นคง แต่รายเล็กรายน้อยเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคา

ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่า ความผันผวนของราคาทุเรียนในตลาดจีนเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งผลิตอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อชาวจีนพยายามเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็นสูงขึ้น และการตรวจสอบของท่าด่านเข้มงวดยิ่งขึ้น ทว่าแม้มีความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดจีนยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ตลาดทุเรียนของจีนยังอยู่ห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก แต่มีกลไกการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ ขาดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน หรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะค่อยๆ หายไปจากตลาดจีน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการเพาะปลูก และกำกับดูแลคุณภาพ เพื่อเสริมความได้เปรียบในตลาดต่อไป

ขณะเดียวกัน ห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงแหล่งผลิตของผู้บริโภค ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุเรียนที่ผสมผสานประสบการณ์เก็บทุเรียนและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งหลิวจวิ้นหง เล็งจะทดลองโมเดล “ทุเรียน+การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ในกัมพูชาเหมือนในไทยและมาเลเซีย

สำหรับด้านผลิตภัณฑ์ การแปรรูปเชิงลึกและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แตกย่อยเพิ่มเติมกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพูทุเรียนแช่แข็งและเค้กทุเรียนไปยังขนมและอาหารหลากหลายเมนู โดยหวังเจิ้งโปทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง “สินค้าเฉพาะกลุ่ม” เป็น “สินค้ากระแสหลัก” ขณะบางส่วนบอกว่าแม้รสชาติยังคงเหมือนเดิม แต่การเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงโต๊ะนั้นแตกต่างจากเดิมมากยิ่งขึ้น

>>>> ขอบคุณภาพและข้อมูล จากสำนักข่าวซินหัวไทย <<<<

โดย ดาโน โทนาลี

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แม้อัตราการเข้าเรียนของเด็กไทยอยู่ในระดับสูง แต่ผลการประเมิน PISA ล่าสุดสะท้อนว่า นักเรียนไทยมากกว่าครึ่งยังมีผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับมาตรฐานขั้นต่ำ  และ ผลลัพธ์มีความเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คะแนนความรู้ทางการเงินของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 71 โดยกลุ่มเยาวชนมีระดับความรู้และพฤติกรรมการวางแผนการเงินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความท้าทายด้าน “ความพร้อม” ของคนรุ่นใหม่ในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยทั้งทักษะดิจิทัล วินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัว ยูโอบีฯจึงพัฒนาแนวทางสนับสนุนเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างความมั่นคง และความพร้อมตั้งแต่ระดับพื้นฐานการเรียนรู้ ไปจนถึงการส่งเสริมศักยภาพในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน

วางรากฐานความพร้อมทางการเรียนรู้ ผ่านโครงการห้องเรียนดิจิทัล UOB My Digital Space (MDS) โดยธนาคารร่วมมือกับโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ขาดโอกาส ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พร้อมอบรมครูให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยี เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันโครงการครอบคลุมโรงเรียน 10 แห่งใน 10 จังหวัด สนับสนุนนักเรียนและครูมากกว่า 5,500 คน มีการใช้งานหลักสูตรดิจิทัลสะสมกว่า 10,000 ผู้ใช้งาน และพัฒนาศักยภาพครูแล้ว 144 คน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงอุปกรณ์ สู่ความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่้นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน โครงการ UOB Money 101 : Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน มุ่งปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ผ่านทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องการจัดทำงบประมาณ การออม และการวางแผนทางการเงิน

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการเข้าถึงเยาวชนแล้วกว่า 8,214 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนการเปลี่ยนจากความรู้ทางการเงิน สู่พฤติกรรมทางการเงินที่มั่นคงและรอบคอบมากขึ้น

เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ UOB Wonder Lab ธนาคารเปิดพื้นที่ให้เยาวชนระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหาจริงในชุมชน และพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เสริมสร้างความคิดเชิงระบบ การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการมุ่งเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงให้สังคมในระยะยาว

น.ส.ธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร กล่าวว่า “เรามองว่าความพร้อมของคนรุ่นใหม่ เป็นรากฐานสำคัญของสังคม เราจึงมุ่งยกระดับพื้นฐาน การ เรียนรู้ เสริมวินัยทางการเงิน และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเมื่อคนรุ่นใหม่มีความมั่นใจและดูแลชีวิตตนเองได้ สังคมก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การอวกาศรัสเซีย หรือรอสคอสมอส (Roscosmos) ประสบความสำเร็จในการทดสอบปล่อยจรวด โซยุซ-5 (Soyuz-5) หรือชื่อในคาซัคสถานคือ ซุนการ์ (Sunkar) ซึ่งเป็นจรวดรุ่นใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ จากฐานปล่อยที่ศูนย์ปล่อยอวกาศไบโคนูร์ ประเทศคาซัคสถาน เป็นการบินทดสอบวิถีโค้งต่ำกว่าวงโคจร โดยบรรทุกหุ่นจำลองน้ำหนัก ซึ่งทั้งส่วนฐานจรวดขั้นที่ 1 และ 2 ทำงานได้ตามปกติก่อนตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในพื้นที่ที่กำหนด

จรวดรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ RD-171MV ซึ่งองค์การอวกาศรัสเซียระบุว่า เป็นเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวที่ทรงพลังที่สุดในโลก สามารถบรรทุกน้ำหนักไปยังวงโคจรต่ำของโลกได้สูงสุดถึง 17 ตัน ใช้เชื้อเพลิงกลุ่ม Kerolox หรือน้ำมันก๊าดและออกซิเจนเหลว ซึ่งสะอาดและเป็นพิษน้อยกว่าเชื้อเพลิงไฮเปอร์โกลิกที่ใช้ในจรวดรุ่นก่อน ถือเป็นจรวดรุ่นใหม่ลำแรกที่รัสเซียพัฒนาขึ้นเองนับตั้งแต่ปี 2014 ตั้งเป้าเพื่อลดต้นทุนการปล่อยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอวกาศโลก

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความมั่นคงด้านอวกาศของรัสเซีย แต่ยังช่วยผลักดันให้คาซัคสถานก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพด้านอวกาศระดับโลกผ่านโครงการ Baiterek เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญภายใต้โครงการร่วมทุนระหว่างรัสเซียและคาซัคสถาน เพื่อทดแทนจรวดรุ่นเก่าอย่าง Zenit และ Proton และเป็นความสำเร็จของการทดสอบที่เกิดขึ้นหลังจากต้องเผชิญกับความล่าช้าหลายครั้งจากปัญหาด้านงบประมาณ และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา