เอ็มมีเน้นซ์ เอาใจคนรักสุขภาพ เปิดตัว ‘TOP FORM’ วิตามินเจลลี่ตามกรุ๊ปเลือดแบรนด์แรกของเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766499

เอ็มมีเน้นซ์ เอาใจคนรักสุขภาพ เปิดตัว ‘TOP FORM’ วิตามินเจลลี่ตามกรุ๊ปเลือดแบรนด์แรกของเมืองไทย

เอ็มมีเน้นซ์ เอาใจคนรักสุขภาพ เปิดตัว ‘TOP FORM’ วิตามินเจลลี่ตามกรุ๊ปเลือดแบรนด์แรกของเมืองไทย

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.11 น.

“เอ็มมีเน้นซ์” เปิดตัวแบรนด์  “TOP FORM” วิตามินเจลลี่ตามกรุ๊ปเลือด แบรนด์แรกของเมืองไทย ชูคอนเซ็ปท์ “Good health begins with you” ให้คุณ Top Form ได้ในทุกๆ วัน

บริษัท เอ็มมีเน้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตอกย้ำคำมั่นสัญญาแห่งสุขภาพ “The Promise of Health” เพื่อให้คนไทยได้รับมาตรฐานการแพทย์และสุขภาพที่ทัดเทียมกับต่างประเทศ เจาะตลาดคนรักสุขภาพ แตกไลน์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ แบรนด์ “TOP FORM” (ท็อปฟอร์ม) แบรนด์แรกในประเทศไทยที่ผลิตวิตามินเจลลี่ตามกรุ๊ปเลือด ภายใต้คอนเซ็ปท์ “Good health begins with you” ให้ทุกคนได้ท็อปฟอร์มในทุกๆ วัน ส่งมอบประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ดูอ่อนเยาว์ และอายุยืนยาว ห่างจากการเป็นโรคภัย ชูจุดเด่นวิตามินเจลลี่ทานตามกรุ๊ปเลือด ทานง่าย พกพาสะดวก และไม่มีน้ำตาล อร่อยลงตัวกับ     4 รสชาติ รสพีช  รสมิกซ์เบอร์รี่ กลิ่นส้มยูซุ และ สตรอว์เบอร์รี โดยผลิตภัณฑ์จะแบ่งตามกรุ๊ปเลือด เอบี, เอ, บี และ โอ

• ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินเจลลี่ เอบี รสพีช : คนกรุ๊ปเลือด เอบี ส่วนมากมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้  และคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่ง TOP FORM มีส่วนผสมของวิตามินซี ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไนอะซินลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด อีกด้วย

• ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินเจลลี่ เอ รสมิกซ์เบอร์รี่ : เหมาะสำหรับคนกรุ๊ปเลือดเอ เพราะคนกรุ๊ปเลือดนี้ มักจะชอบวิตกกังวล เครียดง่าย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพก่อให้เกิดภาวะโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวาน เป็นต้น  TOP FORM มีส่วนผสมวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยยับยั้งการเกิดภาวะเครียด ทั้งนี้สามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งได้หลายชนิด นอกนี้ยังมี วิตามินบี 2 เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น, บี 6 เสริมสร้างต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง, บี 12 ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ วิตามินอี ชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด

•  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินเจลลี่ บี กลิ่นส้มยูชุ : เหมาะสำหรับคนกรุ๊ป บี เพราะคนกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหากับไวรัส ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่วมไปถึงระบบประสาท และอาการปวดตามข้อ

ซึ่ง TOP FORM มีส่วนผสมของวิตามินดีสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายต้านทานโรคได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมี ไนอะซินช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์มีความจำเป็นต่อระบบประสาทและการทำงานของสมอง ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรนได้อีกด้วย

•  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินเจลลี่ โอ รสสตรอว์เบอร์รี : เหมาะกับชาวออฟฟิศ เพราะได้มีการวิจัยว่า พนักงานออฟฟิศจะขาดวิตามิน ดี มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับคนกรุ๊ป โอ เพราะจะมีปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญที่ย่อยยาก  ซึ่ง TOP FORM มีส่วนผสมของไอโอดีนและวิตามินบี 6 ที่มีส่วนช่วยในระบบเผาผลาญของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยเสริมวิตามิน ดี ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

TOP FORM วิตามินเจลลี่ มีขนาดบรรจุต่อซอง 25 กรัม จำหน่ายกล่องละ 390 บาท ในกล่องมีจำนวน 10 ชิ้น

ช่องทางการจัดจำหน่าย : Shopee :  https://bit.ly/3tk1oVx , Lazada : https://bit.ly/3tlIf5L และ ร้านขายยาทั่วประเทศ  รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ : https://www.facebook.com/eminencethailand 

-(016)

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทาง หนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766907

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทาง หนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทาง หนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.31 น.

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทางการสนับสนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเสวนาในหัวข้อ “Thai Government Support Priorities for RDI in Space Science to Foster the Space Industry in 2023-2027” ซึ่งจัดขึ้นภายในงานสัปดาห์อวกาศแห่งชาติ ประจำปี 2566 (Thailand Space Week 2023) โดยมี ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สกสว. นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ ภารกิจด้านภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ผศ. ดร.วิภู รุโจปการ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ศ. ดร.เดวิด รูฟโฟโล ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.พงศธร สายสุจริต ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นดังกล่าว ณ ห้องประชุม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ที่บริหารจัดการโดย สกสว. มีการสนับสนุนทุนวิจัยทางด้านเทคโนโลยีอวกาศมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อมุ่งให้เกิดการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนและลดความซ้ำซ้อนในการให้ทุนวิจัย ซึ่งการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นประเด็นการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศ ที่จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ 

โดยการจัดสรรงบประมาณที่มีทั้งรูปแบบการสนับสนุนหน่วยงานที่มีภารกิจพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศ ทั้งการพัฒนาทักษะกำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อตอบพันธกิจของหน่วยงาน และรูปแบบการจัดสรรงบประมาณเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการสนับสนุนในแผนงานที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมและบริการในอนาคต ซึ่ง สกสว. ได้จัดสรรทุนวิจัยให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)  สำหรับโครงการภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium: TSC) ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่พยายามสร้างต้นแบบชิ้นส่วนดาวเทียมขึ้นมาเองในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2570 จะสามารถผลิต 20 ต้นแบบชิ้นส่วนย่อยของระบบดาวเทียมได้ สามารถใช้ระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศจากดาวเทียมแก้ปัญหาด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อมได้จำนวนไม่น้อยกว่า 1 แสนไร่ พร้อมทั้งพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กำลังคนในประเทศ พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรสำคัญต่าง ๆ ให้ประเทศไทยมีความพร้อมด้านงานวิจัยทางเทคโนโลยีอวกาศเพิ่มมากขึ้น

“ในอนาคตการใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจะมีความจำเป็นมากขึ้น ทั้งในด้านการสื่อสารในยุคหลัง 5G การใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ดิน ป่าไม้และทรัพยากรต่างๆ รวมถึงการป้องกันภัยคุกคามทางอวกาศที่อาจเกิดขึ้นได้ อาทิ อุกกาบาต ดาวนอกโลก พายุสุริยะ ขยะอวกาศ ที่อาจเป็นภัยต่อการอยู่อาศัยบนโลก เราจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนางานวิจัยในด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  โดยในระยะแรกของแผนด้าน ววน. ได้มุ่งสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของกำลังคน ความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐาน และความเข้มแข็งของเทคโนโลยี ที่จะสามารถทำให้อุตสาหกรรมเกิดขึ้น รวมถึงนักลงทุนต่าง ๆ ให้ความสนใจสร้าง Space Economy ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง โดยยอมรับว่าในปัจจุบันเรายังเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี แต่เป้าหมายในอนาคตอันใกล้นี้เราจะสามารถสร้างเทคโนโลยีได้เอง” ดร.ณิรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ในการเสวนาได้มีการแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่รัฐบาลได้มีการลงทุนให้กับโครงการ THEOS 2 ที่นักวิจัยในประเทศไทยและภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้ประโยชน์ได้ ตลอดจนการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาดาวเทียม โดยมีสถานที่ประกอบและทดสอบ รวมถึงนักวิจัยและนักพัฒนาในไทยที่มีความสนใจพัฒนาต้นแบบชิ้นส่วนดาวเทียมและ software การใช้ประโยชน์ ดังนั้นภาครัฐควรให้การสนับสนุนทุนวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรากฐานให้กับระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศ เพราะโครงการด้านเทคโนโลยีอวกาศไม่สามารถแล้วเสร็จในระยะเวลาอันสั้น  หากทุนวิจัยมีความต่อเนื่อง เชื่อแน่ว่าเทคโนโลยีอวกาศของไทยจะสามารถก้าวหน้าในอนาคตอันใกล้ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.) ด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนักวิจัยที่ทำงานต่อเนื่องในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงให้ภาคนโยบายได้รับทราบถึงความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านระบบโลกและอวกาศ ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ที่อยู่ภายใต้แผนด้าน ววน. ของประเทศ พ.ศ.2566-2570 

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

ข่าวดี! ยูเนสโกประกาศ ‘เชียงราย-สุพรรณบุรี’ เมืองสร้างสรรค์ วธ.ดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766798

ข่าวดี! ยูเนสโกประกาศ ‘เชียงราย-สุพรรณบุรี’ เมืองสร้างสรรค์ วธ.ดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ข่าวดี! ยูเนสโกประกาศ ‘เชียงราย-สุพรรณบุรี’ เมืองสร้างสรรค์ วธ.ดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.08 น.

ข่าวดี! ยูเนสโกประกาศ ‘เชียงราย’ เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ‘สุพรรณบุรี’ เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี ปี 2566 เป็น 2 รายการ จาก 55 รายการทั่วโลก

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศผลการรับรองเมืองสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ 55 เมืองทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยของเราได้มีเมืองที่มีเอกลักษณ์และได้รับการรับรองจากยูเนสโก ยกจังหวัดเชียงราย เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) และจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี (City of Music) โดย ทั้ง 55 เมืองสร้างสรรค์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่กำลังเป็นผู้นำในการเพิ่มการเข้าถึงวัฒนธรรม และกระตุ้นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ปรับประยุกต์ใช้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเมืองรวมทั้งมีแนวปฏิบัติเชิงนวัตกรรมในการวางแผนพัฒนาเมืองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง อีกทั้ง 55 เมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่นี้ จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (the UNESCO Creative Cities Network :UCCN) ประจำปี 2024 ระหว่างวันที่ 1 – 5 กรกฎาคม 2567 ที่เมืองบรากา ประเทศโปรตุเกส ภายใต้หัวข้อ “Bringing Youth to the table for the next decade”

“ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มุ่งเน้นนำวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ จึงพร้อมส่งเสริมการสร้างรายได้ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้วัฒนธรรมเป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมและสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับนานาประเทศ เปิดกว้างความหลากหลายทางอัตลักษณ์ ความเชื่อ และความคิด ให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายของผู้คนที่มีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ และเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยคาดว่าเมืองเชียงรายและเมืองสุพรรณบุรีที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ในปีนี้ จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยที่จะสร้างรายได้ เกิดกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้มีมูลค่าการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน” นายเสริมศักดิ์ กล่าว

นายเสริมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับรองเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก หรือ City of Crafts & Folk Art ในปี 2562 และจังหวัดเพชรบุรี เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร หรือ City of Gastronomy ในปี 2564 ซึ่งทำให้เมืองดังกล่าวได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เกิดการเดินทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น 

รมว.วธ.  กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ประชาชนชาวไทยยังสามารถเตรียมลุ้นให้เมืองเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 17 ในปี พ.ศ. 2568 (UCCN Annual Conference 2025) อีกด้วย โดยมีกระทรวงวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงานและผลักดันเมืองเชียงใหม่ ให้เป็น 1 ใน 5 เมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองสร้างสรรค์ของประเทศไทย สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) ในวาระการเสนอเมืองเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี ครั้งที่ 17 ในปี พ.ศ. 2568 โดยองค์การยูเนสโกจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ ช่วงปลายปี 2566 นี้

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2737483

"วาสนา พลายเล็ก" มอบรางวัล ชีวจิต Awards 2023 ให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น

3 พ.ย. 2566 04:53 น.

“วาสนา พลายเล็ก” มอบรางวัล ชีวจิต Awards 2023 ให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น

สุขภาพดีได้ วาสนา พลายเล็ก จัดงานมอบรางวัล “ชีวจิต Awards 2023” เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากร องค์กรและผลิตภัณฑ์สุขภาพช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น โดยมี ผกา เส็งพานิช,ประภัสสร มั่งศิริ และ วลีรัตน์ ศักดิ์ขจรยศ มาร่วมงานด้วย ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันก่อน.

ความพยายามช่วยให้ชนะปัญหาอุปสรรค….หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสีจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2566

  • “ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่มี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นั่งเป็นประธานที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เร่งออกมาตรการลดค่าครองชีพช่วยเหลือประชาชนอีกระลอก โดยได้มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคา น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ในอัตรา 1 บาท/ลิตร ทั้งนี้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ออกมาระบุถึงรายละเอียดในการปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้ปรับลด ภาษีสรรพสามิต น้ำมัน เบนซินแก๊สโซฮอล์ทั้ง 91 และ 95 ในอัตรา 1 บาท/ลิตร ตั้งแต่ วันที่ 7 พ.ย.2566 เป็นเวลา 3 เดือน โดยให้ กระทรวงพลังงาน บริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯเพิ่มเติม ในการจะบริหารจัดการ ลดราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ให้ลดลงมาอีก 1.50 บาท/ลิตร เป็น 2.50 บาท/ลิตร ตามที่เคยเสนอไว้ โดยจะพยายามให้ทันวันที่ 7 พ.ย.นี้ สรุปว่าเบื้องต้น ลดราคาได้แน่ๆ 1 บาท/ลิตร ส่วนที่ว่าจะลดราคา น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ลงรวดเดียว 2.50 บาท ยังต้องรอลุ้น กระทรวงพลังงาน ไปบริหารจัดการอีกเฮือก เวลาขึ้นราคาขึ้นกันง่ายๆ แต่ตอนจะลดราคายากเย็นเหลือเกิน
ห้าสิบปี ดร.ชานดอร์ ชิโพช ทูตฮังการี จัดฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฮังการี โดยมี รศ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, กิตติรัตน์ ณ ระนอง, สนั่น อังอุบลกุล, พจนา พะเนียงเวทย์ และ อดิศักดิ์–สิริพร ภาณุพงศ์ มาร่วมงานด้วย ที่ศาลาสุทธสิริโสภา ลาดพร้าว 41 วันก่อน.
  • อืม…อภิมหาโปรเจกต์ นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต แจกเงิน 1 หมื่นบาท ของ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยังไม่มีความคืบหน้าและความชัดเจน ล่าสุด นายกฯเศรษฐา ออกมาระบุถึงกรณีที่ พิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ออกมาบอก เงิน 1 หมื่นบาท โครงการดิจิทัลวอลเล็ต อาจต้องเลื่อนจ่าย จากเดือน ก.พ.2567 เป็นเดือน ก.ย. ว่าข้อเท็จจริงแล้วปัจจุบันมีการให้ข้อมูลกันกระจัดกระจายจากหลายๆ คน ขอให้อดใจรอกันนิดนึง ข้อมูลทั้งหมดจะออกมาในเร็วๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ จำนวน เรื่องของ คนรวยจะได้หรือไม่ได้ ระยะทาง ระยะเวลา และ งบประมาณ จะเอามาจากที่ไหนอย่างไร จะชี้แจงในครั้งเดียวจะได้ไม่มีข้อสงสัย เมื่อทุกอย่างสะเด็ดน้ำแล้ว จะเป็นผู้แถลงเองพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะพูดทั้งหมดทั้งแพ็กเกจเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน งานนี้คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากร้องเพลงรอกันต่อไปก่อนนะพี่น้อง เพราะมีระเบียบกฎหมายค้ำคอรัฐบาลอยู่
สุดยอด บียอน เรททิก และ เกษสุดา มาระวิชัย จัดงาน “H! LIST 2023” พร้อมมอบรางวัล HELLO! SUSTAINABILITY ให้ ธีรพงศ์ จันศิริ, บรรเทิง ว่องกุศลกิจ, พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา, วัลลภา ไตรโสรัส และ ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย วันก่อน.
  • เฮ้อ ภายใต้สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน สงครามระหว่าง อิสราเอล กับ ฮามาส ยังปะทุเดือดต่อเนื่อง แถมมีแนวโน้มปะทะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางชะตากรรม เสี่ยงตาย ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่โจมตี รวมถึง แรงงานไทย ที่ยังไม่อพยพออกมา และ คนไทย ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ล่าสุด นายกฯเศรษฐา ได้ออกมาย้ำถึงเรื่องการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล ว่าที่ประชุม ครม. ได้มีการพูดคุยกันถึงการช่วยเหลือแรงงานไทย โดยมีรายงานจาก ฝ่ายความมั่นคง และ สถานทูตไทยประจำอิสราเอล ทราบว่าการต่อสู้ไม่ได้เบาบางลงไป  แต่กลับทวีความเข้มข้นขึ้น และมีการปฏิบัติการ ภาคพื้นดิน อย่างต่อเนื่อง ความอันตรายยังมีอยู่มาก รัฐบาลยังยืนยันอยากให้พี่น้องคนไทยกลับมา โดยต้องมีปฏิบัติการเชิงรุก เพราะรู้ว่าการที่ แรงงานไทย ไม่กลับมา เป็นปัญหาจากเรื่องการเงิน โดย รัฐบาล จะมีมาตรการช่วยเหลือหลักๆ 2 เรื่อง คือ แรงงานที่กลับมาแล้ว ที่กำลังจะกลับมา และที่จะกลับมาในอนาคต จะได้ เงินชดเชย คนละ 5 หมื่นบาท ตรงนี้ได้แน่ๆ และจะได้ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว คนละไม่เกิน 150,000 บาท เผื่อใครที่ไปกู้มาและมีภาระต้องทำงานผ่อนใช้ ถือเป็นมาตรการที่จะสร้างแรงจูงใจให้แรงงานไทย เร่งอพยพกลับมาเพื่อความปลอดภัย
ดูหนัง พิมสิริ ทองร่มโพธิ์ และ วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ จัดทำเสียงบรรยายภาพยนตร์ “เพื่อน (ไม่) สนิท” ลงแอปพลิเคชัน พรรณนา พร้อมนำผู้พิการทางการมองเห็นร่วมชมในโรงภาพยนตร์ โดยมี วรวรรณ ชายไพฑูรย์ และ อัตตา เหมวดี มาร่วมชมด้วย ที่เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า วันก่อน.
  • ขณะเดียวกัน ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ก็ปฏิบัติการเชิงรุกด้านการทูต เดินทางไปเยือน รัฐกาตาร์ และ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เพื่อเจรจาประสานเรื่องการช่วยเหลือและการอำนวยความสะดวกในการอพยพ แรงงานไทย และการช่วย ตัวประกันคนไทย หลังจากรับทราบข้อมูลจากหลายฝ่ายที่ช่วยเจรจากับแกนนำกลุ่มที่จับคนไทยเป็นตัวประกัน ทั้งการประสานจาก วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผบ.ทหารสูงสุด และ หน่วยงานอื่นๆที่ เกี่ยวข้อง เพื่อให้การประสานช่วยเหลือมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ขอให้ทุกอย่างราบรื่น ช่วยคนไทยได้สำเร็จ
เพื่อชุมชน ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา, สุนีย์ โชคธนะสกุลชัย และ ดร.วดี ภิญโญทรัพย์  จัดนิทรรศการผลงานนักศึกษา ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในโครงการ “ออกแบบเพื่อชุมชน ปีที่ 2” โดยมี ผศ.ดร.ทชชยา วนนะบวรเดชน์ มาร่วมงานด้วย ที่ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ วันก่อน.
  • ฮัดชิ้ว วันก่อน สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี มีอาการฉุนควันออกหู เมื่อมีผู้หวังดีส่งข้อมูลมาให้ว่า มีคนที่อยู่ต่างประเทศโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ในทำนองว่ามีการเรียกรับเงินจาก เจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูต เพื่อช่วยให้ออกจากคุก โดยระบุว่าเป็นการปล่อยข่าวเท็จและฝากขอบคุณ คณิตตา กรรณสูต ภรรยา เจ้าสัวเปรมชัย ที่ส่งจดหมายเพื่อยืนยัน เรื่องที่ถูกกล่าวหา ไม่มีมูลความจริง ทั้งนี้ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง  รมว.ยุติธรรม ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะงานในส่วนของ กรมราชทัณฑ์ ไม่เคยมีการเรียกรับเงิน หรือให้ประโยชน์กับผู้ต้องขังคนใดคนหนึ่ง กำชับทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ขอให้สังคม อย่าได้หลงเชื่อ ข่าวเท็จบิดเบือน ไม่มีที่มาที่ไป กล่าวหาแบบไร้หลักฐาน งานนี้ ถ้ายังมี พวกเกรียนคีย์บอร์ด โพสต์ หรือแชร์ข่าวเท็จ ระวังจะโดนฟ้องร้องดำเนินคดี เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ
ร้านปันกัน วรลักษณัย พิจารณ์จิตร และ ตรีรนันท์ ลีฬหาวงศ์ มอบเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ มูลค่า 1,162,952 บาท ให้ ฐาปนีย์ สินาดโยธารักษ์ ผอ.โครงการร้านปันกัน เพื่อนำไปหารายได้เป็นทุนการศึกษาเด็กด้อยโอกาส โดยมี วีนัสนันท์ เจริญตะคุ มาร่วมในพิธีด้วย ที่เซ็นทรัล ชิดลม วันก่อน.
  • สังคมทั่วไป วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เป็นประธานเปิดงาน “M Card Junior Club” ฉลองเปิดตัวฟีเจอร์ M Card Junior Club คลับแห่งการเรียนรู้และเปิดโลกกว้าง ที่เอ็ม ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์บางกะปิ 3 พ.ย. 16.00 น.
สุขภาพดีได้ วาสนา พลายเล็ก จัดงานมอบรางวัล “ชีวจิต Awards 2023” เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากร องค์กรและผลิตภัณฑ์สุขภาพช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น โดยมี ผกา เส็งพานิช,ประภัสสร มั่งศิริ และ วลีรัตน์ ศักดิ์ขจรยศ มาร่วมงานด้วย ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันก่อน.
  • ศพ สงวนศรีอำพร บิดา พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จ.สระบุรี ตั้งสวดวัดสาธุชนาราม ต.บางแค อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 19.30 น. 3 พ.ย. คืนสุดท้าย พระราชทานเพลิง 4 พ.ย. 16.00 น.
เบิร์ธเดย์ นพรัตน์ อำภา ผจก.ทั่วไป โรงแรมบันยันทรี จัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ ผศ.ดร.ปกเกศ วงศาสุลักษณ์ โดยมีคุณพ่อคุณแม่ ปรีชา–สายสม วงศาสุลักษณ์, ดร.ปณิธาร วงศาสุลักษณ์ และ ภญ.ปนชนก วงศาสุลักษณ์ มาร่วมงานด้วยความชื่นมื่น ที่โรงแรมบันยันทรี วันก่อน.
  • ศพ พล.ต.ต.ธีระ ชำนาญหมอ บิดา พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.บช.ภ.2 ตั้งสวดศาลา 1 วัดสุทธิจินดาวรวิหาร อ.เมืองนครราชสีมา ถึง 5 พ.ย. พระราชทานเพลิง 6 พ.ย. 15.00 น.

“ธนูเทพ”

ส่องเบื้องหลังความสัมพันธ์ ทำไมสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลสุดลิ่มทิ่มประตู?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737753

ส่องเบื้องหลังความสัมพันธ์ ทำไมสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลสุดลิ่มทิ่มประตู?

3 พ.ย. 2566 09:00 น.

ส่องเบื้องหลังความสัมพันธ์ ทำไมสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลสุดลิ่มทิ่มประตู?

  • สงครามอิสราเอล-ฮามาส กำลังจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 การโจมตีของกองทัพยิวทำให้ชาวกาซาเสียชีวิตไปหลายพันศพ แต่สหรัฐฯ ยังคงสนับสนุนอิสราเอลสุดลิ่มทิ่มประตู
  • สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลมาตั้งแต่ก่อนก่อตั้งประเทศ และให้การสนับสนุนมาโดยตลอด เหตุผลหนึ่งคือ รัฐยิวเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเอเชียตะวันตก
  • ขณะเดียวกัน กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของอิสราเอลในสหรัฐฯ ก็มีอิทธิพลมากต่อการเลือกตั้ง และให้การสนับสนุนทางการเงินมหาศาลแก่ทั้ง 2 พรรคการเมือง

ภายในไม่กี่วันแรกหลังจากกลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เข้าใส่อิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,400 ศพ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ก็เดินทางเยือนอิสราเอล เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัฐบาลยิว พร้อมทั้งประณามฮามาสว่าเป็นความชั่วร้ายบริสุทธิ์

ทว่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตีภายในฉนวนกาซาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อล้างแค้น และทำลายกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก ก่อนจะส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์ในกาซาเสียชีวิตกว่า 9,000 ศพ

แต่สหรัฐฯ ยังคงสงวนท่าทีไม่ออกมาประณามอิสราเอล แม้จะเห็นชัดเจนว่าฝ่ายหลังโจมตีดินแดนเล็กๆ แห่งนี้โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียต่อประชาชน 2.3 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ภายใน สหรัฐฯ ถึงกับใช้สิทธิ์วีโต ปฏิเสธการออกมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดการโจมตี และโหวตค้านมติสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม

ท่าทีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลยเมื่อดูจากความสัมพันธ์ในอดีตระหว่าง สหรัฐฯ กับ อิสราเอล เพราะนอกจากกระทบกระทั่งเป็นการส่วนตัวเล็กน้อยระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศแล้ว แดนลุงแซมยังให้การสนับสนุนรัฐยิวมาตลอด ตั้งแต่ปี 2510

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์

สหรัฐฯ สนับสนุนแนวคิดเรื่องมาตุภูมิของชาวยิวมาตั้งแต่ก่อนที่อิสราเอลจะก่อตั้งขึ้นในดินแดนที่เคยเป็นของปาเลสไตน์เมื่อปี 2491 แล้ว โดยในวันที่ 3 มี.ค. 2462 หรือ 2 ปีหลังมีคำประกาศ ‘บัลโฟร์’ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเห็นชอบให้ชาวยิวตั้งถิ่นฐานในดินแดนปาเลสไตน์ ประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน ของสหรัฐฯ ก็ออกมาประกาศเห็นพ้องกับเรื่องดังกล่าว

จากนั้นในปี 2465 กับปี 2487 สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็ผ่านมติสนับสนุนประกาศบัลโฟร์อย่างเป็นทางการ สหรัฐฯ ยังเป็นชาติแรกที่ให้การยอมรับอิสราเอลเป็นรัฐในปี 2491 โดยเกิดขึ้นเพียง 11 นาทีเท่านั้น หลังจากอิสราเอลประกาศการก่อตั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ทศวรรษแรกหลังการก่อตั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลก็ไม่ได้ราบรื่นนัก รัฐบาลของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ไม่พอใจตอนที่อิสราเอล ร่วมกับฝรั่งเศส และอังกฤษ เปิดฉากทำสงครามคลองสุเอซ และขู่จะตัดการสนับสนุนหากอิสราเอลไม่ยอมถอนกำลังออกจากดินแดนที่พวกเขาเข้ายึดครอง โซเวียตก็ขู่จะยิงมิสไซล์โจมตีเช่นกัน ทำให้อิสราเอลต้องยอมถอนทัพ

เหตุการคล้ายกันนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 60 รัฐบาลของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ออกมาแสดงความกังวลเรื่องโครงการนิวเคลียร์ลับของอิสราเอล

แต่ในสงครามอาหรับปี 2510 ซึ่งอิสราเอลเอาชนะกองทัพของจอร์แดน, ซีเรีย และอียิปต์ ภายในระยะเวลา 6 วัน และยึดดินแดนในมากมาย นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในท่าทีที่สหรัฐฯ มองอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสหรัฐฯ ในตอนนั้นกำลังติดหล่มในสงครามเวียดนาม แต่อิสราเอลกลับชนะชาติอาหรับได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลืจากสหรัฐฯ มากนัก

ไม่เพียงเท่านั้น 2 ชาติอาหรับอย่าง อียิปต์และซีเรีย เป็นพันธมิตรของโซเวียต ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา สหรัฐฯ ก็เริ่มมองอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่มั่นคง ผู้คอยควบคุมการขยายอิทธิพลของโซเวียตในเอเชียตะวันตก

สหรัฐฯ มหามิตรของอิสราเอล

ทุกวันนี้ อิสราเอลกลายเป็นพันธมิตรที่ไม่ธรรมดาสำหรับสหรัฐฯ พวกเขาให้การสนับสนุนทางการเงิน, การทหาร, และการเมืองแก่รัฐบาลยิวโดยแทบจะปราศจากเงื่อนไข ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะเป็นหนึ่งในชาติผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็ไม่เคยต้องเผชิญการกดดันหรือการตรวจสอบใดๆ เพราะความคุ้มครองจากสหรัฐฯ

อิสราเอลยังเป็นประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มากที่สุดแล้ว โดยนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง พวกเขารับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มาแล้วคิดเป็นมูลค่าถึง 1.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และตอนนี้ยังรับความช่วยเหลือทางทหาร 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทุกปี คิดเป็น 16% ของงบประมาณทางทหารทั้งหมดของอิสราเอล

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิสราเอล โดยมูลค่าการค้าขายรายปีของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ที่ราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีความสัมพันธ์ทางทหารอย่างแน่นแฟ้น วิจัย, พัฒนา และผลิตอาวุธร่วมกันบ่อยครั้ง รวมถึง ‘ไอรอน โดม’ ระบบป้องกันมิสไซล์อันโด่งดังของรัฐบาลยิว ก็ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ ในการสร้าง และได้รับทุนสร้างบางส่วนจากสหรัฐฯ

ด้วยความช่วยเหลือจากวอชิงตัน อิสราเอลกลายเป็นฐานการผลิตอาวุธล้ำสมัย และติดอันดับ 10 ประเทศที่ส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดในโลก

นับตั้งแต่ปี 2515 สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์วีโต ขัดขวางการออกมติประณามหรือวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง และให้การสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอลในเวลาสงครามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สงคราม ยมคิปปูร์ ในปี 2516 และสงครามอิสราเอล-เลบานอนในปี 2525

หลังจากการลุกฮือต่อต้านอิสราเอลครั้งแรกของปาเลสไตน์ สหรัฐฯ แสดงท่าทีสนับสนุนกระบวนการออสโล และนโยบาย 2 รัฐ แต่ก็ไม่ลดทอนการสนับสนุนอิสราเอล รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยอมรับกรุงเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปยังเมืองพิพาทแห่งนี้ และให้การยอมรับการควบรวมที่ราบสูงโกลัน ของซีเรีย ซึ่งถูกอิสราเอลปกครองมาตั้งแต่สงครามปี 2510 ด้วย

ทำไมสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลสุดลิ่มทิ่มประตู?

หนึ่งในเหตุผลของเรื่องนี้อาจเป็นเพราะ อิสราเอลมีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคที่พร้อมจะลุกเป็นไฟแต่ก็สำคัญแห่งนี้ ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ มองอิสราเอลเป็นปราการสำคัญสำหรับต้านการขยายอิทธิพลของโซเวียตเข้าสู่โลกอาหรับ หลังสงครามเย็นผ่านพ้นไป สหรัฐฯ ก็เริ่มไปมีส่วนร่วมในเอเชียตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ และมองอิสราเอลเป็นขุมกำลังรักษาความมั่นคง เช่นเดียวกัน ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์

คุณค่าทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวคล้ายกับการที่สหรัฐฯ รักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และเยอรมนี ปัจจัยอื่นๆ อย่าง ความเห็นของชาวอเมริกัน, การเมือง และการล็อบบี้ของอิสราเอลในสหรัฐฯ ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อนโยบายอิสราเอลของสหรัฐฯ

ในอดีตที่ผ่านมา อิสราเอลได้รับการสนับสนุนแทบจะเป็นเอกฉันท์จากสภาคองเกรสสหรัฐฯ และชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็มองอิสราเอลในแง่บวก ชาวยิวอเมริกันและชาวคริสต์นิกายอีแวนเจลีน ก็เป็น 2 กลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ขณะที่ล็อบบี้ยิสต์ของอิสราเอลในสหรัฐฯ ก็มีอิทธิพลมาก ทั้งช่วยเพิ่มเสียงสนับสนุนอิสราเอล หนุนหลังนักการเมืองโปรอิสราเอล และคอยล็อบบี้ให้มีการหักล้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลในสหรัฐฯ

หนึ่งในล็อบบี้ยิสต์กลุ่มใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ อย่าง คณะกรรมการกิจการสาธารณะอิสราเอล-อเมริกัน (AIPAC) เคยตอนรับผู้นำระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศมาแล้ว รวมถึง ประธานาธิบดี, สมาชิกวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรี ในการประชุมประจำปีของพวกเขา กลุ่มโปรอิสราเอลยังให้การสนับสนุนทางการเงินจำนวนมาก แก่ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันด้วย เช่นในปี 2563 มีรายงานว่าพวกเขามอบเงินให้แก่ทั้ง 2 พรรคร่วม 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อุตสาหกรรมทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลก็มีความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง ซึ่งเมื่อร่วมปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว ทั้งคุณค่าทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอล, การเมืองภายในของสหรัฐฯ, ล็อบบี้ยิตส์ของอิสราเอล และอุตสาหกรรมทางทหาร ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี พรรคใดจะเป็นรัฐบาล สหรัฐฯ ก็จะเข้าข้างอิสราเอลอย่างเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : thehindu , aljazeera

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านงบ 14,300 ล้านดอลลาร์ หนุนอิสราเอลรบกลุ่มฮามาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737757

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านงบ 14,300 ล้านดอลลาร์ หนุนอิสราเอลรบกลุ่มฮามาส

3 พ.ย. 2566 08:51 น.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านงบ 14,300 ล้านดอลลาร์ หนุนอิสราเอลรบกลุ่มฮามาส

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณพิเศษ มูลค่า 14,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการสนับสนุนอิสราเอลทำการรบกับกลุ่มฮามาส

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 สำนักข่าว CNN รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณพิเศษ มูลค่า 14,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการสนับสนุนอิสราเอลทำการรบกับกลุ่มฮามาส

โดยพรรครีพับลิกันที่ครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ได้นำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งไม่มีส่วนที่จะใช้สำหรับงานด้านมนุษยธรรม ซึ่งนายไมค์ จอห์นสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรีพับลิกัน กล่าวว่า งบกฎหมายนี้จะนำส่งความช่วยเหลือต่างๆ ที่อิสราเอลต้องการใช้ในการปกป้องตนเอง

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ต้องได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากสภาสูงที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ ก่อนจะถูกเสนอให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ทางด้าน นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้ไม่มีทางจะผ่านสภาสูงไปได้เป็นอันขาด ขณะที่ทำเนียบขาวก็ออกมาขู่เตรียมคัดค้านร่างกฎหมายนี้ด้วย.

พายุ “เคียรัน” พัดถล่มทาง ตต.ของยุโรป ทำน้ำท่วม ลมพัดแรง ดับแล้วอย่างน้อย 6 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737756

พายุ "เคียรัน" พัดถล่มทาง ตต.ของยุโรป ทำน้ำท่วม ลมพัดแรง ดับแล้วอย่างน้อย 6 ศพ

3 พ.ย. 2566 08:50 น.

พายุ “เคียรัน” พัดถล่มทาง ตต.ของยุโรป ทำน้ำท่วม ลมพัดแรง ดับแล้วอย่างน้อย 6 ศพ

พายุ “เคียรัน” พัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือ และตะวันตกของยุโรป ทำให้เกิดลมกระโชกแรง และฝนตกหนัก มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 6 ศพ ในฝรั่งเศส สเปน เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 สำนักข่าว BBC รายงานว่า อิทธิพลของพายุเคียรัน (Ciarán) ที่กำลังพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือ และตะวันตกของยุโรป ทำให้เกิดลมกระโชกแรง และฝนตกหนัก มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 6 ศพ ในฝรั่งเศส สเปน เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ส่วนใหญ่โดนต้นไม้ และสิ่งของล้มทับเสียชีวิต

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ที่เดินทางไปยุโรปช่วงนี้ต้องตรวจสอบสภาพอากาศและเที่ยวบิน เนื่องจากมีประกาศยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก รวมถึงรถไฟ และเรือข้ามฟาก ส่วนโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน ส่วนที่ฝรั่งเศสเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ประชาชน 1.2 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

ขณะเดียวกันทางการอังกฤษ ระบุว่า หมู่เกาะแชนเนลเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากพายุลูกนี้ โดยหน้าต่างอาคารบ้านเรือนต่างถูกกระแสลมพัดใส่ และหลังคาบ้านถูกพัดปลิวออกไป ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องอพยพไปอยู่ในโรงแรมใกล้เคียง พร้อมขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน และหลีกเลี่ยงกระแสลมที่มีความเร็วลม 207 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก่อให้เกิดคลื่นสูง 20 เมตร บริเวณนอกชายฝั่ง นอกจากนี้พื้นที่ทางตอนใต้ของอังกฤษก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน.

นก ‘อากิกิกิ’ เหลือแค่ 5 ตัวในโลก จ่อสูญพันธุ์ภายในไม่กี่เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737741

นก ‘อากิกิกิ’ เหลือแค่ 5 ตัวในโลก จ่อสูญพันธุ์ภายในไม่กี่เดือน

3 พ.ย. 2566 04:00 น.

นก ‘อากิกิกิ’ เหลือแค่ 5 ตัวในโลก จ่อสูญพันธุ์ภายในไม่กี่เดือน

อากิกิกิ นกสีเทาขนาดเล็กบนเกาะฮาวาย กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังประชากรในธรรมชาติของพวกมันลดลงเหลือเพียง 5 ตัวเท่านั้น

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานเมื่อ 2 พ.ย. 2566 ว่า ‘อากิกิกิ’ นกเฉพาะถิ่นขนาดเล็กสีเทาบนเกาะฮาวาย ซึ่งถูกจัดเป็นหนึ่งในนกที่หายากที่สุดในโลก กำลังจะสูญพันธุ์ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยประชากรของพวกมันลดลงอย่างมากจนตอนนี้ เหลืออยู่ในธรรมชาติเพียง 5 ตัวเท่านั้น

ตามรายงานของ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและที่ดิน ของรัฐฮาวาย ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของนกสายพันธุ์นี้คือ ยุง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคมาลาเรีย โดยเดิมทีป่าบริเวณยอดเขาภูเขาบนเกาะคาไว (Kauaʻi) อันเป็นถิ่นที่อยู่ของนกอากิกิกิ ไม่เคยมียุงมาก่อนเนื่องจากอากาศเย็น แต่อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้ยุงแพร่ไปถึงที่นั่นได้สำเร็จ และส่งผลร้ายแรงตามมา

“ประชากรของนกอากิกิกิลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้ยุงสามารถขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ” แฮนนาห์ เบลีย์ ผู้จัดการฝ่ายดูแลสัตว์ป่าของโรงการอนุรักษ์พันธุ์นกเสี่ยงสูญพันธุ์บนเกาะฮาวาย กล่าว และเนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันโรคที่มียุงเป็นพาหนะ ทำให้นกอากิกิกิตกเป็นเหยื่อของโรคมาลาเรียนก ซึ่งพวกมันมีโอกาสเสียชีวิตเกือบ 100% หากติดเชื้อ

นักอนุรักษ์มากมายรวมถึงเบลีย์ ร่วมกับ โครงการฟื้นฟูพันธุ์นกในป่าคาไว กับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและที่ดิน กำลังเพิ่มความพยายามในการช่วยเหลือนก อากิกิกิ รวมถึงสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ไม่ให้สูญพันธุ์ ด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยปลอดภัยสำหรับพวกมันในศูนย์อนุรักษ์นกบนเกาะคาไวและเกาะเมาวี และจะปล่อยพวกมันคืนสู่ธรรมชาติ เมื่อสภาพแวดล้อมถูกต้องพอให้พวกมันมีชีวิตรอดในระยะยาว

ทีมเจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนแผนจากการตามหา นกที่ยังมีชีวิตรอดอยู่แล้วพาไปยังที่ปลอดภัย เป็นตามหาไข่ที่ยังไม่ฟักตัวแทน ทุกๆ ฤดูทำรัก เจ้าหน้าที่จะมุ่งหน้าขึ้นเขาคาไว และค้นหาตามยอดต้น โอฮิอา (Ōhiʻa) เพื่อหารังที่มีนกมาวางไข่ บางครั้งพวกเขาต้องปืนบันไดสูงถึง 14 เมตร เพื่อไปให้ถึงรังบนยอดไม้

เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ประสบความสำเร็จฝยการช่วยเหลือไข่ 10 ฟอง ใส่ในเครื่องฟักไข่เคลื่อนที่ และพายังไปยังศูนย์อนุรักษ์พันธุ์นกบนเกาะคาไว ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งที่นั่น ไข่จะเติมโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อฟักตัว พวกมันจะถูกนำไปรวมกับนก อากิกิกิ ราว 50 ตัวที่อยู่ในการดูแลของมนุษย์

นกเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในสถานที่ที่สร้างเลียนแบบถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของมัน และปกป้องพวกมันจากยุงร้าย นกจากนั้นยังจำกัดการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ให้น้อยที่สุด เพื่อให้นกสามารถรักษาพฤติกรรมตามธรรมชาติของพวกมันเอาไว้ได้ โดยเป้าหมายของทีมเจ้าหน้าที่คือ หลังจากกำจัดเชื้อมาลาเรียนกในพื้นที่หมดแล้ว พวกเขาจะปล่อยนกเหล่านี้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จำคุกซีอีโอ-จนท.บริษัทยาอินโดนีเซีย คดียาแก้ไอทำเด็กตาย 200 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737740

จำคุกซีอีโอ-จนท.บริษัทยาอินโดนีเซีย คดียาแก้ไอทำเด็กตาย 200 ศพ

3 พ.ย. 2566 02:49 น.

จำคุกซีอีโอ-จนท.บริษัทยาอินโดนีเซีย คดียาแก้ไอทำเด็กตาย 200 ศพ

ซีอีโอกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตยาในอินโดนีเซีย ถูกตัดสินจำคุก ฐานไม่ตรวจสอบวัตถุดิบ ใช้สารพิษผลิตยาน้ำแก้ไอแทน จนมีเด็กเสียชีวิตกว่า 200 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ซีอีโอกับเจ้าหน้าที่อีก 3 คนของบริษัท ‘Afi Farma’ ผู้ผลิตยาในประเทศอินโดนีเซีย ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และปรับเงินอีก 1 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ราว 2.27 ล้านบาท) ในข้อหาปล่อยปละละเลยจนทำให้มีผู้เสียชีวิต กรณียาแก้ไอที่พวกเขาผลิตถูกเชื่อมโยงกับการตายของเด็กกว่า 200 คน

บริษัท Afi Farma ถูกกล่าวหาว่า ผลิตยาน้ำแก้ไอที่มีส่วมผสมของสารพิษเกินปริมาณที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ทนายความของบริษัท ระบุว่า จำเลยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และเตรียมยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำตัดสิน

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของอัยการรัฐ ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 บริษัท Afi Farma ได้รับสารเคมี ‘โพรพิลีน ไกลคอล’ (propylene glycol) จำนวน 2 ลอต ซึ่งพวกเขานำไปใช้ในการผลิตยาน้ำแก้ไอ อย่างไรก็ตาม ของที่ได้มา 2 ลอตดังกล่าวแท้จริงแล้วกลับเป็นสาร ‘เอทิลีน ไกลคอล’ (ethylene glycol) กว่า 96%-99%

สารเคมีทั้ง 2 ชนิดเป็นสารประกอบสำหรับทำละลายในอุตสาหกรรมเคมีทั้งคู่ แต่ โพรพิลีน ไกลคอล เป็นสารไม่มีพิษ และใช้อย่างแพร่หลายในการผลิตยา ส่วน เอทิลีน ไกลคอล เป็นพิษ ไม่สามารถรับประทานได้ และใช้สำหรับผลิตสี, หมึกปากกา หรือน้ำมันเบรก

อัยการกล่าวหาว่า บริษัท Afi Farma ปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบสารที่นำไปผลิตยาน้ำแก้ไอ แต่ดูเพียงเอกสารรับรองความปลอดภัยและคุณภาพจากซัพพลายเออร์ของพวกเขาเท่านั้น ส่วนทนายความของ Afi Farma โต้แย้งว่า หน่วยงานตรวจสอบของอินโดนีเซียไม่ได้กำหนดให้ผู้ผลิตยาต้องดำเนินการตรวจสอบวัตถุดิบอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลเขตเคดิรี ในจังหวัดชวาตะวันออก พบว่า จำเลยทั้ง 4 คนมีความผิดจริงในข้อหาจงใจผลิตผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาจิบ ราซัค อดีตนายกฯ มาเลเซีย ติดโควิด-19 เข้าโรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2737739

นาจิบ ราซัค อดีตนายกฯ มาเลเซีย ติดโควิด-19 เข้าโรงพยาบาล

3 พ.ย. 2566 01:45 น.

นาจิบ ราซัค อดีตนายกฯ มาเลเซีย ติดโควิด-19 เข้าโรงพยาบาล

นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้กำลังรับโทษจำคุก ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังตรวจพบว่า เขาติดเชื้อไวรัสโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ย. 2566 ว่า นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ผู้กำลังรับโทษจำคุก 12 ปีจากคดียักยอกเงินกองทุน 1MDB ถูกพาตัวจากเรือนจำเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากเขามีไข้และผลตรวจเชื้อโควิด-19 ออกมาเป็นบวก

นายมูฮาหมัด มูคลิส มากรีบี โฆษกของนายนาจิบระบุว่า ตอนนี้อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 70 ปี มีอาการทรงตัว และกำลังถูกกักตัวแยกเดี่ยวจากคนอื่นๆ ในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ นายนาจิบถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดียักยอกเงินกองทุน 1MDB เมื่อปี 2563 และเริ่มรับโทษจำคุกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังศาลสูงสุดของมาเลเซียปฏิเสธการยื่นอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายของเขา ทำให้นายนาจิบกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์มาเลเซียที่ถูกจำคุก แม้ว่าเขาจะยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหามาตลอดก็ตาม

หลังจากถูกจำคุก นายนาจิบก็เข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้งด้วยอาคารป่วยต่างๆ รวมถึง โรคแผลในกระเพาะอาหาร และความดันโลหิตสูง

นายนาจิบยื่นขอพระราชทานอภัยโทษไปแล้ว ซึ่งหากได้รับอนุมัติ โทษจำคุกของเขาจะเหลือน้อยลง อย่างไรก็ตาม เขากำลังเผชิญการไต่สวนข้อหาคอร์รัปชันอีกหลายคดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna