ไร้ความหวัง 3 นักปีนเขาสูญหายบนยอดเขาสูงสุดนิวซีแลนด์ น่าจะเสียชีวิตแล้ว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829600

ไร้ความหวัง 3 นักปีนเขาสูญหายบนยอดเขาสูงสุดนิวซีแลนด์ น่าจะเสียชีวิตแล้ว

6 ธ.ค. 2567 14:50 น.

ไร้ความหวัง 3 นักปีนเขาสูญหายบนยอดเขาสูงสุดนิวซีแลนด์ น่าจะเสียชีวิตแล้ว

ตำรวจนิวซีแลนด์เผย นักปีนเขาต่างชาติ 3 คนที่หายตัวไปขณะปีนเขาภูเขาออราไก ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของนิวซีแลนด์น่าจะเสียชีวิตแล้ว

นักปีนเขาชาวอเมริกัน เคิร์ท แบลร์ อายุ 56 ปี นักปีนเขาชาวอิตาลี คาร์ลอส โรมิโร อายุ 50 ปี และนักปีนเขาชาวแคนาดาที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อตามคำร้องขอจากครอบครัวของเขา ถูกแจ้งว่าหายตัวไปเมื่อวันจันทร์ หลังจากที่พวกเขาไม่เดินทางกลับจากภูเขาตามกำหนด ซึ่งล่าสุดตำรวจผู้บังคับการพื้นที่ออราไกกล่าวว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ชายทั้ง 3 อาจจะตกจากภูเขาขณะพยายามข้ามสันเขา

โดยการค้นหาพวกเขาเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่ดีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และหลังจากนี้เจ้าหน้าที่อาจจะลดพื้นที่ในการค้นหาให้แคบลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการใช้ทั้งเฮลิคอปเตอร์และโดรนในการติดตามตำแหน่งของนักปีนเขาทั้งสาม ที่ออกเดินทางไปปีนเขาตั้งแต่วันเสาร์

โดยวิดีโอจากโดรนแสดงให้เห็นหลักฐานการเริ่มต้นข้ามลาดเขาใต้สันเขาซูร์บริเกน โดยพบรอยเท้าและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้าและเจลพลังงานที่คิดว่าเป็นของพวกเขา แต่ไม่พบตัวพวกเขาสักคน

การปีนภูเขาออราไกผ่านสันเขาซูร์บริเกนเป็นการปีนเขาที่มีความยากอยู่ในระดับ 4 ซึ่งหมายความว่า การปีนเขานี้ต้องใช้การตัดสินใจและประสบการณ์ในการปีนเขาที่ดี ซึ่งทั้งแบลร์ และโรมิโรต่างเป็นนักปีนเขาที่มีประสบการณ์

ภูเขาออราไกตั้งอยู่บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ มีความสูง 3,724 เมตร (12,217 ฟุต) และเป็นยอดเขาที่ได้รับความนิยมจากนักปีนเขาทั่วโลก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นักปีนเขา

อธิบดีทวีศักดิ์ ร่วมพิธีเปิด ห้องเรียนสุขภาพดี ในงานวันดินโลก ปี 2567

https://www.naewna.com/local/846097

อธิบดีทวีศักดิ์ ร่วมพิธีเปิด ห้องเรียนสุขภาพดี ในงานวันดินโลก ปี 2567

อธิบดีทวีศักดิ์ ร่วมพิธีเปิด ห้องเรียนสุขภาพดี ในงานวันดินโลก ปี 2567

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.55 น.

วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เวลา 16.30 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน  พร้อมด้วย ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิด “ห้องเรียนสุขภาพดี” โดยมี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก เป็นประธานในพิธี  นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ ที่ปรึกษาสมาคมดินโลก  Mr. Alireza Esmaeily Falak เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย Dr. Safdar Niazi Shahraki  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมด้วย คณะผู้แทนและเกษตรกรจากนานาประเทศที่มาร่วมเฉลิมฉลองในงานวันดินโลก ปี 2567  และคณะกรรมการสมาคมดินโลก เข้าร่วมงาน ณ ห้องเรียนสุขภาพดี ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสมาคมดินโลก เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และกรมพัฒนาที่ดิน ได้นำแนวพระราชดำริด้านการจัดการดิน และการบริหารพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดทำเป็นห้องเรียนธรรมชาติในพื้นที่ 23 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศ สามารถนำองค์ความรู้นี้ไปปรับใช้ตามบริบทแต่ละพื้นที่ ตลอดจนเพื่อสร้างจิตสำนึกให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรดิน และมีการจัดสร้างรูปจำลองเหรียญรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award เพื่อให้เป็น Landmark อีกแห่งหนึ่งของศูนย์วิจัยฯ

ห้องเรียนธรรมชาติแห่งนี้ เปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและต่างชาติ สามารถมาเรียนวิธีการจัดการดินด้วยวิถีธรรมชาติเพื่อสุขภาพที่ดีของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จึงเรียกว่าห้องเรียนสุขภาพดี และจะทำเป็นศูนย์เพาะกล้าไม้โดยไม่ใช้ถุงพลาสติก โดยมีเป้าหมายจะดำเนินการให้ได้ 1 ล้านกล้า เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนนำไปปลูกในที่ต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   นอกจากนี้ ในงานวันดินโลก ปี 2567 โซนห้องเรียนสุขภาพดี ยังมีกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ อาทิ ตัวอย่างการจัดการพื้นที่ลาดชันเพื่อการเก็บกักตะกอน (stop soil erosion) ห้องเรียนธรรมชาติ เรียนรู้ดิน น้ำ ป่า Workshop ออกแบบการจัดทำ โคก หนอง นา และสอนการทำน้ำหมักชีวภาพ รสจืด 

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ขอเชิญชวนผู้สนใจไปเที่ยวชมงานวันดินโลก 2567 และร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เดียวครบจบเรื่องดิน ในวันที่ 6-11 ธ.ค. 2567 ภายใต้หัวข้อ “Caring for soils : measure, monitor, manage ใส่ใจมาตรฐาน ตรวจวัดจัดการ ดินดียั่งยืน” ณ ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจ Facebook กรมพัฒนาที่ดิน เพจ Facebook World Soil Day วันดินโลก หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official : Thai World Soil Day

‘นฤมล’ไฟเขียวสอบปม’ภูนับดาว’เช่าที่ ส.ป.ก.-โฆษก กษ.ยัน’วิชิต’ไม่เกี่ยวข้องก.เกษตรฯ

https://www.naewna.com/local/846027

'นฤมล'ไฟเขียวสอบปม'ภูนับดาว'เช่าที่ ส.ป.ก.-โฆษก กษ.ยัน'วิชิต'ไม่เกี่ยวข้องก.เกษตรฯ

‘นฤมล’ไฟเขียวสอบปม’ภูนับดาว’เช่าที่ ส.ป.ก.-โฆษก กษ.ยัน’วิชิต’ไม่เกี่ยวข้องก.เกษตรฯ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.37 น.

โฆษก กษ.ยืนยัน “วิชิต ปลั่งศรีสกุล” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับกระทรวงฯ ขณะนี้”นฤมล”สั่งสอบข้อเท็จจริงการออกสัญญาเช่าที่ดินส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว แล้ว

ตามที่นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน ออกมาระบุว่า นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อครั้งที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. จังหวัดสระบุรี ออกสัญญาให้เช่าที่ดินเพื่อให้ไร่ภูนับดาว อ.มวกเหล็ก เข้าทำประโยชน์บนที่ดิน ส.ป.ก. เมื่อเดือนกันยายน 67 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด วันนี้ (6 ธ.ค.67) นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) ยืนยันว่า นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ไม่มีตำแหน่งและส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการฯ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่อย่างใด

“ที่สำคัญ เมื่อครั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ก็ไม่มีนโยบายให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายประจำ ดังนั้นในเรื่องนี้จะต้องมีการตรวจสอบกรณีดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่”นายเอกภาพ กล่าว

‘เฉลิมชัย’ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม สงขลา-ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส

https://www.naewna.com/local/845913

'เฉลิมชัย'ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม สงขลา-ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส

‘เฉลิมชัย’ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม สงขลา-ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.38 น.

เฉลิมชัย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม สงขลา-ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส กำชับบูรณาการช่วยเหลือเป็น “ทส. หนึ่งเดียว” พร้อมสั่งการเร่งเสนอแผนป้องกันแก้ไขน้ำท่วม-เตือนภัยดินถล่ม ให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็ว

6 ธันวาคม 2567 เวลา 09.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และผ่านระบบการประชุมทางไกล VDO Conference โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ทส. และหัวหน้าหน่วยงาน ทส. ในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม และรายงานสถานการณ์ในพื้นที่

ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) ได้มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยได้สั่งการให้รัฐมนตรีฯ แต่ละท่านลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ซึ่งนอกจากตนที่ได้ลงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้ว ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล ทส. จะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ทั้งนี้ ในส่วนการตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือของ ทส. ขอให้ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ บูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนร่วมกันเป็น “ทส. หนึ่งเดียว” โดยมีสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ ในพื้นที่ ในส่วนของการฟื้นฟูขอให้ทุกหน่วยงานเร่งสำรวจความเสียหายและแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จัดทำเป็นโครงการเสนอขึ้นมา โดยเฉพาะกรมทรัพยากรน้ำ ขอให้จัดทำแผนทั้งการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและแนวทางการวางแผนเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาในอนาคต เพื่อเสนอของบประมาณในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างตรงจุดที่สุดต่อไป“ 

นอกจากนี้ ในส่วนของการป้องกันและเตือนภัยแผ่นดินถล่ม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ความสำคัญ ขอให้กรมทรัพยากรธรณี ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัยให้ครอบคลุมทั้งประเทศโดยเร็วที่สุด สำหรับกรณีการเกิดแผ่นดินถล่มที่อำเภอเบตง ขอให้ร่วมส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือต่อไป“

เรื่องหมูที่ไม่หมู! ทุนใหญ่สยายปีกยึดธุรกิจ ‘เกษตรกรรายย่อย’เตรียมตายหมู่

https://www.naewna.com/local/845904

เรื่องหมูที่ไม่หมู! ทุนใหญ่สยายปีกยึดธุรกิจ ‘เกษตรกรรายย่อย’เตรียมตายหมู่

เรื่องหมูที่ไม่หมู! ทุนใหญ่สยายปีกยึดธุรกิจ ‘เกษตรกรรายย่อย’เตรียมตายหมู่

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.11 น.

‘นายกหมูฯ’หวั่นเกษตรกรรายย่อยหายจากระบบ วอนรายใหญ่หยุดขยายธุรกิจ หันจับมือสร้างเสถียรภาพในอุตสาหกรรมหมู พยุงเพื่อนร่วมอาชีพเติบโตไปด้วยกัน

6 ธันวาคม 2567 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมสุกรในขณะนี้กำลังมีการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตหมูไม่สอดคล้องกับความต้องการบริโภค เกรงว่าเกษตรกรรายเล็ก รายย่อยแข่งขันยากและจะหายไปจากระบบ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ร่วมสร้างเสถียรภาพอุตสาหกรรม โดยหยุดขยายธุรกิจสุกรและหันมาจับมือเกษตรกรรายเล็ก-รายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

“ผลผลิตหมูก็ไม่ต่างจากสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ต้องมีความสมดุลระหว่างซัพพลายและดีมานด์ ดังที่เคยปรากฏเหตุการณ์ราคาหมูพุ่งสูงขึ้นมากจากการที่หมูหายไปจากระบบเพราะโรคระบาด หรือราคาหมูที่ตกต่ำอย่างรุนแรงเมื่อมีหมูเถื่อนทะลักเข้ามาเบียดเบียนตลาด ความร่วมมือในการรักษาระดับผลผลิตให้สอดคล้องกับอัตราการบริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในแวดวงของผู้ผลิตหมูก็มีทั้งเกษตรกรรายย่อย รายเล็ก รายกลาง และผู้ประกอบการรายใหญ่  ทั้งหมดต้องพึ่งพาอาศัยกันช่วยกันรักษาอุตสาหกรรมนี้ให้อยู่รอด หากรายใหญ่ซึ่งมีกำลังมากกว่า สายป่านยาวกว่า มุ่งแต่จะขยายธุรกิจสุกรของตนย่อมส่งผลกระทบถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้ สู้ช่วยกันจับมือรายเล็ก-รายย่อยให้เดินร่วมกันบนเส้นทางอาชีพนี้ต่อไปจะมั่นคงและยั่งยืนกว่า” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

นายสิทธิพันธ์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตสุกรประมาณ 20 ล้านตัวต่อปี ส่วนใหญ่เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ 10 ราย โดยแต่ละรายยังคงขยายธุรกิจสุกรอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่มีเท่าเดิม และมีแนวโน้มลดลงจากประชากรไทยที่สูงอายุมากขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะส่งผลให้อุปสงค์-อุปทานไม่สมดุล และเป็นสาเหตุหลักให้เสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมูต้องสั่นคลอน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายเล็ก-รายย่อยไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องประสบปัญหาขาดทุนและหายออกไปจากระบบทั้งหมดเป็นแน่

ทั้งนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มีบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการทั้งระบบให้อยู่ร่วมกันได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน จึงต้องขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ โปรดชะลอและหยุดการเพิ่มปริมาณพ่อแม่พันธุ์ เพื่อให้ผลผลิตหมูในแต่ละปีสอดคล้องเหมาะสมกับอัตราการบริโภคของคนไทย และเหลือพื้นที่ให้เกษตรกรรายเล็ก-รายย่อยได้ประกอบอาชีพผู้เลี้ยงสุกรต่อไป ภายใต้การประคับประคองและสนับสนุนจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งจะส่งผลดีอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมสุกรโดยรวม

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 7 ธันวาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/845982

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 7 ธันวาคม 2567

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 7 ธันวาคม 2567

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Krispy Kreme ชวนชิมโดนัท MERRY & BRIGHT4 หน้า ต้อนรับคริสต์มาส ชิ้นละ 35 บาท ถึง 5 ม.ค. ที่ ร้านคริสปี้ ครีม ทุกสาขาใกล้บ้านคุณ

ชวนชิมเครื่องดื่มสปาร์คกลิ้งโซดา 2 รสชาติ กับ Watermelon Citrus และ Green Apple Sparkler ซื้อ 1 แก้ว 110 บาท รับโดนัท คริสปี้ ครีม ออริจินอลเกลซ 2 ชิ้น ฟรี ถึง 5 ม.ค. ที่ ร้านคริสปี้ ครีม ทุกสาขา

ชวนชิม “TOKYO KATSU SET” เติมฟรี! ไม่อั้น ข้าวสวยญี่ปุ่น, ทงจิรุซุป และขอแนะนำ NABE Series 4 เมนูใหม่ เสิร์ฟหม้อร้อนสูตรนำเข้าจากญี่ปุ่น เฉพาะที่ ร้านคัตสึยะ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เท่านั้น

ชวนชิม

ชวนชิมในแคมเปญ “Shabushi ALL-STAR SERIES” เสิร์ฟตัวท็อปเต็มสายพานกับโปรโมชั่น “ชาบูชิ เซอร์ไพรส์ ซีฟู้ด พาราไดซ์” เริ่มต้นท่านละ 399 บาท+ ถึง 15 ม.ค. 2568 ที่ ร้านชาบูชิ ทุกสาขา

ชวนชิม “ซันคิสท์ วอลนัท อบเกลือ” และ“ซันคิสท์ ทรอปิคอลฟรุ๊ตเบลนด์” ราคาพิเศษ ถึง 25 ธ.ค. ที่ villa market ทุกสาขา โทร.02-8130954-5

ชวนชิม “นัท วอล์คเกอร์” ถั่วคุณภาพพรีเมียมพร้อมทาน ของเครือเฮอริเทจ อร่อย พกพาสะดวก พร้อมคุณประโยชน์จากถั่วชนิดต่างๆ
ซื้อได้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ หรือ LINE Official : @heritagethailand

ชวนช็อป

ชวนช็อปสินค้าและอาหารพื้นเมืองบรรยากาศเมืองเหนือ ในงานแอ่วตลาดกาดหมั้ว “พระนางจามเทวีราชนารีสามนคร” ถึง 15 ธ.ค. ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์

ชวนช็อปเสื้อผ้า กระเป๋า งานไม้งานไหมพรม ของแต่งบ้าน อาหาร ฯลฯ ในงาน“ช็อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน #18” ถึง 10 ธ.ค. ที่ ศูนย์การค้าเดอะไนน์เซ็นเตอร์ ติวานนท์

ชวนช็อปสินค้าแฟชั่นชั้นนำของคนรุ่นใหม่กับ “PLAYBOY END OF SEASONลดกระหน่ำสูงสุด 90%” ถึง 8 ธ.ค. ที่ ร้านเพลย์บอย สาขาศูนย์การค้าจังซีลอนป่าตอง ภูเก็ต โทร.076-600111

ชวนใช้

MBK Care ชวนร่วม “BIG CLEANING DAY” ทำความสะอาดถนนพร้อมรับต้นไม้ฟอกอากาศและน้ำหมักชีวภาพฟรี! 13 ธ.ค. ที่ซอยพระรามเก้า 41ด้านหลัง ศูนย์การค้าเดอะไนน์เซ็นเตอร์ พระราม 9

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิตชวนใช้ “สัญญาเพิ่มเติมค่าชดเชยรายวัน (DAB Extra)” ให้คุณพักฟื้นแบบสบายใจติดต่อ OCEAN LIFE CONTACT CENTER 1503

ชวนร่วมงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย ธุรกิจ & แฟรนไชส์ ครั้งที่ 17” พบแฟรนไชส์ธุรกิจมากกว่า 40 แบรนด์ในราคาโปรโมชั่นให้เลือกช็อปตั้งแต่หลักพันยันหลักล้าน ถึง 8 ธ.ค.

ชวนชม

ชวนชมนิทรรศการ “อาร์ตพรอเมอนาด” ครั้งที่ 2 ภายใต้ธีม “ฤดูกาลสีสัน” ผลงาน 3 ศิลปินไทย ถึง 15 ม.ค.2568 ที่ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ ปทุมวัน

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “ทรงวาด” ในวันพุธที่11 ธ.ค. เวลา 12.55-13.10 น. และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “ศิลามหัศจรรย์สวรรค์แดนอุบล” ในวันอาทิตย์ที่15 ธ.ค. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชมต้นคริสต์มาสสร้างสรรค์จากงานหัตถกรรมพื้นบ้านไทย พัดตอกสานและกระจาดไม้ไผ่ ในคอนเซ็ปต์“RELOCAL CHRISTMAS TREE” พร้อมคอนเสิร์ตจากศิลปิน ถึง 31 ธ.ค. ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

‘พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์’ จับสัญญาณ‘ม็อบ’จากคำเปรย‘สนธิ’ จุดติดหรือไม่?..อยู่ที่พฤติกรรมรัฐบาล

https://www.naewna.com/lady/845998

‘พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์’  จับสัญญาณ‘ม็อบ’จากคำเปรย‘สนธิ’  จุดติดหรือไม่?..อยู่ที่พฤติกรรมรัฐบาล

‘พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์’ จับสัญญาณ‘ม็อบ’จากคำเปรย‘สนธิ’ จุดติดหรือไม่?..อยู่ที่พฤติกรรมรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“9 ธ.ค. 2567” เป็นวันที่ต้องจับตามอง เมื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อเครือ ASTV ผู้จัดการ และอดีตแกนนำ “กลุ่มเสื้อเหลือง” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล ในประเด็น “MOU44” หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาว่าด้วยการอ้างสิทธิในพื้นที่ไหล่ทวีปที่ทับซ้อนกัน ที่รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศจัดทำขึ้นเมื่อปี 2544 ซึ่งการมีอยู่ของ MOU ฉบับนี้สุ่มเสี่ยงที่ไทยจะเสียอธิปไตยทางทะเลให้กับกัมพูชา

เพราะย้อนไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2567 นายสนธิ ได้กล่าวกับสื่อก่อนเปิดงาน “ความจริง มีหนึ่งเดียว เพื่อชาติ ครั้งที่ 4” ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยในตอนหนึ่งได้ตอบคำถามเรื่อง “ม็อบ” หรือการชุมนุม ว่า ไม่รู้ ต้องวัดไปตามสถานการณ์ อย่าตั้งคำถามว่าจะให้ตนออกถนนหรือเปล่า เพราะไม่รู้ ตนไม่อยากลง แต่ถ้าจำเป็น เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตก็จะทำ ซึ่งตอนนี้เริ่มร้อนแรงแล้ว อาจต้องรอให้เดือดกว่านี้อีกนิดหน่อย และคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้สำหรับประชาชนอย่างตนใกล้สุกงอมแล้ว

ซึ่งทันทีที่คำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิปรากฏเป็นข่าว บรรดาคนในรัฐบาลก็ออกอาการทันที อาทิ วันที่ 27 พ.ย. 2567 ภูมิธรรม เวชยชัยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาเตือนนายสนธิ ว่า เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย อย่าให้ผิดกฎหมายก็แล้วกัน หรือที่ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2567 ว่า บริบททางการเมืองและความรู้สึกของประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้นมาตัดสินด้วยเหตุและด้วยผลกันดีกว่า

“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือกลุ่มเสื้อเหลือง มีแกนนำหลัก 5 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เริ่มเคลื่อนไหวช่วงปลายปี 2548 โดยขณะนั้นนายสนธิจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ที่สวนลุมพินี วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) และพรรคไทยรักไทย มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากจนเกิดการชุมนุมขึ้น ก่อนที่รัฐบาลจะถูกกองทัพทำรัฐประหาร
ในวันที่ 19 ก.ย. 2549

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 พรรคพลังประชาชน พรรครุ่นที่ 2 ของขั้วการเมืองฝ่ายอดีตนายกฯทักษิณ ชนะการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯ จึงออกมาชุมนุมอีกครั้ง ในยุคที่ นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะจบลงด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน ในวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ซึ่งสืบเนื่องจากกรณี นายยงยุทธ ติยะไพรัช หนึ่งในกรรมการบริหารพรรค ถูกศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2551

รวมถึงในวันที่ 29 พ.ย. 2567 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.เชียงใหม่ ก็กล่าวว่า เราต้องรักษาความสงบในประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะหากเราจะไปประเทศไหนแล้วมีม็อบเราอาจไม่อยากไป ซึ่งประเด็นนี้จะกระทบกับการท่องเที่ยวและประเทศอย่างแน่นอน เป็นต้น และแม้จะมีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 ซึ่งนายสนธิชี้แจงว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ยังไม่มีการลงถนน เป็นแต่เพียงการไปยื่นหนังสือร้องเรียนและกล่าวหารัฐบาล ในประเด็น MOU44 เท่านั้น

“เป็นเรื่องเข้าใจผิดนะ ไม่ได้ลงถนน เราไปยื่นเรื่องร้องเรียนและกล่าวหารัฐบาลชุดนี้ คือเรื่อง MOU2544 เราจะให้เขารู้ว่า การที่เขาเคยให้สัมภาษณ์และพูดเรื่อง MOU2544 เขาแสดงเจตนารมณ์ส่อไปในทางที่จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยรอบเกาะกูด” (คำให้สัมภาษณ์ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในรายงานข่าว “สนธิ แจงไม่ได้ลงถนนประท้วง MOU44” สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 วันที่ 3 ธ.ค. 2567)

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่วันที่ 27 พ.ย. 2567 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โฟนอินให้สัมภาษณ์ในประเด็นกระแสข่าวเรื่องนายสนธิอาจปลุกม็อบลงถนน ว่า ต้องดูองค์ประกอบ 3 เรื่อง ซึ่งหากทั้ง 3 เรื่องนี้สอดคล้องกันก็มีแนวโน้มที่นายสนธิจะลงถนน

คือ 1.นายสนธิต้องเห็นว่ารัฐบาลกำลังพาประเทศไปสู่ความล่มจม เตือนแล้วแต่รัฐบาลไม่ฟัง 2.นายสนธิต้องดูว่าศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนายสนธิยังมีอยู่เช่นเดิมหรือไม่ ซึ่งตนก็วิเคราะห์จากการจัดรายการของนายสนธิ ที่ก็มีประชาชนติดตามเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นการเพิ่มขึ้นเพียงในช่องทางออนไลน์ ส่วนอุดมการณ์ของประชาชนที่ติดตามรายการจะสอดคล้องกับนายสนธิหรือไม่ ก็ดูได้ว่าสอดคล้องกัน

และ 3.กลุ่มคนที่สนับสนุนนายสนธิและพร้อมจะลงถนนไปกับนายสนธิมีมาก-น้อยเพียงใด ข้อนี้ตนดูจากการจัดรายการของนายสนธิที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีการเปลี่ยนสถานที่มาใช้หอประชุมใหญ่ ก็บอกได้ว่ามีพร้อมประมาณ 1 หมื่นคน แน่นอนที่เป็นแฟนคลับของนายสนธิและพร้อมลงถนน ส่วนเมื่อลงถนนแล้วปฏิกิริยาของประชาชนจะเป็นอย่างไร ตนคิดว่าคงจะมีคนออกมาสมทบมากขึ้น ทั้งจากพรรคการเมืองกลุ่มอนุรักษ์และกลุ่มพลังต่างๆ จากความไม่พอใจต่อรัฐบาล

แต่อีกด้านหนึ่ง “การลงถนนของนายสนธิจะได้รับการสนับสนุนมาก-น้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของรัฐบาลด้วย” หากรัฐบาลพฤติกรรมดีม็อบนายสนธิก็จุดไม่ติด ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ แต่หากไม่ดีก็จะเป็นอย่างที่เห็น ซึ่งหลายคนอาจบอกว่ายุคนี้จะมีใครมาลงถนน ประชาชนก็ห่างเหินการลงถนนไปมาก แต่ตนมองอีกแบบหนึ่งว่าประชาชนอาจชอบ ประกอบกับขณะนี้ประชาชนไม่มีทางออกในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล การที่นายสนธิลงถนนจึงเป็นความหวังอย่างหนึ่ง

“มันมีเงื่อนไข ผมยกตัวอย่าง 2 เรื่อง 1.เรื่อง MOU44 รัฐบาลยังยืนยันว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย แต่รัฐบาลไม่พูดถึงเรื่องอาณาเขตทางทะเลของเกาะกูด ไม่เคยพูดถึงเลยว่ามีอาณาเขตเท่าไร ซึ่งอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยเป็นไปตามหลักกฎหมายสากล แต่ของกัมพูชาเป็นการแสดงหลักเขตที่เขียนขึ้นมาเอง ดังนั้น อันนี้ถ้าเผื่อพูดกันไปแล้วประเทศไทยเราก็เสียเปรียบ ต้องพูดกันก่อน แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้ จะแบ่งคนละ 50% อย่างเดียว” พล.ท.นันทเดช กล่าว

พล.ท.นันทเดช กล่าวต่อไปว่า MOU44 อาจเป็นเงื่อนไขหลักที่นำไปสู่การชุมนุมประท้วงได้ เพราะประชาชนเห็นว่าเกาะของไทยมีอาณาเขตแน่นอนแต่กัมพูชากลับมาเขียนลากเส้นต่างๆ ได้ ส่วนที่รัฐบาลบอกว่า MOU44 เลิกไม่ได้จริงๆ แล้ว MOU เป็นแค่คำมั่น แล้วก็เห็นเลิกกันมาได้ทุกเรื่อง อย่างเรื่องการจัดหาเรือดำน้ำ ก็ต้องไปดูสาเหตุเบื้องหลังว่าเหตุใด MOU44 รัฐบาลบอกว่าเลิกไม่ได้

โดยหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2544 หรือในปีที่มีการจัดทำ MOU ฉบับนี้ขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ได้ให้เงินกู้พิเศษแก่กัมพูชา ก่อสร้างถนนความยาว 150 กิโลเมตร และหลังจากนั้นอีก 6 วัน นายกฯ ทักษิณ และคณะก็เดินทางไปกัมพูชาเพื่อลงนาม MOU44 ในวันที่ 18 มิ.ย. 2544 และออกแถลงการณ์ร่วมของผู้นำ 2 ประเทศในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นการรับรอง MOU44 ดังนั้นหากไม่เลิก MOU44 โดยอ้างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวก็ถือว่ามั่ว

เพราะตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ใช้อยู่ขณะนั้น ระบุว่า การเจรจาใดๆ ของรัฐบาลเกี่ยวกับอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่การเจรจาในเวลานั้นรัฐบาลไม่ได้นำมาบอกกับรัฐสภา MOU44 จึงถือเป็นโมฆะไปโดยปริยาย กับเรื่องหนึ่งที่อาจนำไปสู่การลงถนนได้คือ 2.ความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม คือเรื่องชั้น 14 รพ.ตำรวจ กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เปิดช่องให้แล้ว

ดังนั้นหากมีการดำเนินการอย่างจริงจังเกิดขึ้น อย่างกรมราชทัณฑ์ที่อ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ไปอยู่เวร ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมาให้ข้อมูล เช่นเดียวกับแพทย์หรือพยาบาลที่กรมราชทัณฑ์กล่าวอ้างก็สามารถสืบย้อนหลังไปได้ทั้งหมด หากทำกันจริงๆ นายทักษิณก็อาจต้องกลับไปติดคุก เริ่มกระบวนการกันใหม่ ซึ่ง 2 เรื่องนี้เป็นประเด็นหลัก แต่จริงๆ ยังมีอีกหลายประเด็น หากนายสนธินำม็อบลงถนนก็น่าจะขุดขึ้นมาได้ รวมถึงเรื่องใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

ส่วนคำถามว่าสถานการณ์ ณ เวลานี้ สุกงอมพอให้เกิดการลงถนนแล้วหรือยัง ตนคาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ประมาณหลังจากเดือนก.พ. 2568 เพราะตอนนี้เป็นช่วงที่ประชาชนกำลังใช้เวลาเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ซึ่งประชาชนจะสนใจการเมืองน้อยลง ในขณะที่รัฐบาลก็พยายามเคลื่อนไหวในช่วงนี้ให้มาก เช่น อาจแจกเงินเพื่อปิดปากประชาชน ดังนั้น นายสนธิน่าจะเริ่มเคลื่อนไหวช่วงปลายเดือนม.ค. 2568

ส่วนกรณีที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี(น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) และอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ “กลุ่มเสื้อแดง” ออกมาบอกว่าการเคลื่อนไหวของนายสนธิเป็นการรวมตัวของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและไม่ให้ราคา ตนมองว่านายณัฐวุฒิก็ต้องพูดแบบนั้นเพราะอยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่ในข้อเท็จจริงคือรัฐบาลปากบอกไม่กลัวแต่จะขาสั่นหากนายสนธิสามารถเคลื่อนไหวได้ตามจังหวะจริงๆ

“ผมว่าประชาชนเราห่างเหินการชุมนุมแบบนี้ไปนาน ผมคิดว่าความกระตือรือร้นของคนก็น่าจะมีมากพอสมควรในการออกมาร่วมกับคุณสนธิ ประกอบกับเงื่อนไขมันอำนวยหลายอย่าง ผมไม่เข้าใจรัฐบาล MOU44 ไม่ยอมถอยได้อย่างไร เป็นไปได้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยกับเรื่องม็อบบนถนนมันเป็นปกติของทุกประเทศ ฝรั่งเศสเขายังมี 7-8 วัน แต่ม็อบประเทศไทยเรามันต่างกับประเทศอื่น ไม่ชุมนุมเช้าแล้วเย็นเลิก เราชุมนุมทั้งวันทั้งคืน” พล.ท.นันทเดช ระบุ

พล.ท.นันทเดช ยังกล่าวอีกว่า ส่วนคำถามว่าเมื่อมีม็อบแล้วจะกดดันรัฐบาลได้หรือไม่ หรือจะต้องไปลงท้ายด้วยรัฐประหารกันอีกครั้งหนึ่ง ตนมองว่าการจัดการกับม็อบจะใช้วิธีรุนแรงแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะยิ่งใช้ความรุนแรงก็จะมีประชาชนออกมาร่วมกับม็อบมากขึ้น เพราะเงื่อนไขที่นำมาเคลื่อนไหวเป็นเงื่อนไขของชาติ ทั้งเรื่อง MOU44 และเรื่องที่นายทักษิณไม่ต้องติดคุก เรื่องเหล่านี้คนส่วนใหญ่รับไม่ได้

ส่วนที่กังวลว่าการจัดม็อบอาจนำไปสู่การชุมนุมด้วยความรุนแรง อย่างที่เคยเกิดกับกลุ่มเสื้อแดงซึ่งมีภาพของคนชุดดำเข้ามาใช้อาวุธก่อความรุนแรงด้วย ตนมองว่าม็อบเสื้อเหลืองจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เว้นแต่นายทักษิณจะจัดม็อบมาชน ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันจะทำแบบนั้นก็ไม่ง่าย ขณะที่เรื่องวันวนกรณีมีม็อบแล้วมีรัฐประหาร ก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เพราะรัฐบาลสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง โดยเฉพาะการทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบกัมพูชา แต่โดยสรุปคือม็อบจะเกิดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล!!!

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขสันต์ ‘วันคริสต์มาส’ 2024

https://www.naewna.com/lady/845983

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขสันต์ ‘วันคริสต์มาส’ 2024

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขสันต์ ‘วันคริสต์มาส’ 2024

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่สรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร โดยเฉพาะฉบับวันเสาร์ในเดือนที่เข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส ชวนมาอร่อยกับอาหารหลากสไตล์ในโรงแรมชั้นนำ เริ่มต้นกันที่

โรงแรมสยามเคมปินสกี้

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ นำเสนอบุฟเฟต์มื้อค่ำสไตล์ยุโรป 24 ธ.ค. พร้อมชมการแสดงและความบันเทิงต่างๆ ท่านละ 5,500บาท++ ที่ ห้องอาหารอลาตี้ โทร.02-1629000

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ นำเสนอโปรโมชั่นจากห้องอาหารชั้นนำในเครือทั่วประเทศอาทิ โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย, เคปพันวา ภูเก็ต,เคปนิทรา หัวหิน, แคนทารี บีช เขาหลัก, แคนทารีฮิลส์ เชียงใหม่ ฯลฯ โดยเฉพาะ “ชุดดินเนอร์มื้อพิเศษ” 24 ธ.ค. ท่านละ 1,800 บาท++ที่ ห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียน บิสโทรโรงแรมเคปเฮ้าส์ กรุงเทพฯ โทร.02-6587444

โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส

โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส นำเสนอบุฟเฟต์มื้อค่ำ Festive Christmas Lights 24 ธ.ค.ท่านละ 2,800 บาทถ้วน จองโต๊ะก่อน 22 ธ.ค.ราคา 1,800 บาทถ้วน ที่ CiTi BiSTRo โทร.02-2163700

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล นำเสนออาหารชุดพิเศษสำหรับเทศกาลคริสต์มาส 5 รายการ อาทิ หอยเชลล์ฮอกไกโด (Scallop Carpaccio),เนื้อคาราร่าวากิว (Carrara Wagyu), ขนมหวาน Noel Enhancement 24 ธ.ค. ท่านละ 4,900 บาท++ที่ ห้องอาหารไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ โทร. 02-6560444

โรงแรมเจดับบลิว แมริออท

โรงแรมเจดับบลิว แมริออท นำเสนอบุฟเฟต์ดินเนอร์นานาชาติ ทั้งอาหารตะวันตกญี่ปุ่น จีน ไทย และอินเดีย กับรสชาติความอร่อยจากทั่วทุกมุมโลก 24 ธ.ค. ท่านละ 3,635 บาทถ้วนที่ ห้องอาหารเจดับบลิว คาเฟ่ โทร.02-6567700

โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ

โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ เพลินจิตนำเสนอบุฟเฟต์บาร์บีคิวริมสระว่ายน้ำ อาหารมากมายและขนมหวานสีสันสดใสประจำเทศกาล พร้อมเสียงเพลงจากคณะนักร้องประสานเสียงคืนคริสต์มาสอีฟ 24ธ.ค. ท่านละ 1,190บาท++ ที่ ห้องอาหารจินเจอร์ โทร.02-6561555

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอบุฟเฟต์อาหารนานาชาติมื้อค่ำ สไตล์อิตาเลียน-ไทย และอาหารรสเลิศทั่วทุกมุมโลก อาทิ อาหารทะเลสดๆเกรดพรีเมียม ซีฟู้ดออนไอซ์,ไก่งวงอบ, แฮมอบน้ำผึ้ง,เนื้อซี่โครงวัวอบ, ไส้กรอก,ชีสนานาชนิด, ซูชิ, ซาชิมิ ฯลฯของหวานนานาชนิดพร้อมแพ็กเกจเครื่องดื่ม 24 ธ.ค. ท่านละ 1,999บาท++ ที่ ห้องอาหารเวนติซี โทร.02-1006255

โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ

โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ตนำเสนอบุฟเฟต์มื้อค่ำ วันคริสต์มาสอีฟ อาทิ ไก่งวงอบ, แฮมพรีเมียมอบน้ำผึ้ง, ขาปูอลาสก้า, ขาแกะอบ, ซีฟู้ดเทอร์มิดอร์, เนื้อออสเตรเลียนำเข้าตุ๋นซอสไวน์แดง, ซูชิซาชิมิ ข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอน ฯลฯ และขนมหวานประจำเทศกาล คืนวันอังคารที่ 24 ธ.ค. ท่านละ1,990 บาทถ้วนพิเศษ เมื่อจองและชำระเงินภายใน 10 ธ.ค. เหลือท่านละ 1,690 บาทถ้วนที่ ห้องอาหารช้อนส้อม โทร.02-7803588

โรงแรมชาเทรียม แกรนด์

โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ นำเสนอดินแดนเทพนิยาย “Chatrium Fairyland” สุดมหัศจรรย์ พร้อมต้นคริสต์มาสจริงสูง 4 เมตรที่นำเข้าจากยุโรป อิ่มอร่อยกับบุฟเฟต์มื้อค่ำอาหารสุดหรู ท่านละ 3,490บาท++ ที่ ห้องอาหารซาวิโอ โทร.02-1267999

ฉลองคริสต์มาสกับมิตรสหายหรือสมาชิกในครอบครัว ด้วยรสชาติอาหารสไตล์ที่ชอบและบรรยากาศที่ถูกใจ ไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

คุณแหน : 7 ธันวาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/846003

คุณแหน : 7 ธันวาคม 2567

คุณแหน : 7 ธันวาคม 2567

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ดร.มนูญ มุกข์ประดิษฐ์22 ธ.ค.17.30 น. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามฯ…

●● ขอแสดงความเสียใจกับ คุณหญิงทิพยวรรณ ตันตกิตติ์ ในการจากไปของ คุณแม่อรพิน มากวงศ์นาค พิธีสวดพระอภิธรรม 6-8 ธ.ค.18.30 น. ณ ศาลามณเฑียร วัดเทพศิรินทราวาสฯ…พิธีฌาปนกิจ 9 ธ.ค.17.00 น. …

●● พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์ จัดคืนนี้ (7 ธ.ค.) สุดท้าย ที่ศาลา 5 วัดมกุฏฯ…พระราชทานเพลิงศพ 8 ธ.ค.17.00 น. …

●● ขอแสดงความเสียใจกับ ผุสดี โสรัต ที่สูญเสียน้องชายนิติพงศ์ โสรัต (ครูเล็ก) พิธีสวดพระอภิธรรม 6-8 ธ.ค.18.30 น. ณ ศาลา 8 วัดบางเพ็งใต้…และฌาปนกิจ 9 ธ.ค. 17.00 น. …

●● ขอแสดงความยินดีกับศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดีเด่น ในฐานะผู้มีคุณค่าต่อสังคม ประจำปี 2567 อาทิ วิเชียร กิติไพจิตร, บุญเลิศมหาวิเศษศิลป์, สันติสุข มะโรงศรี ฯลฯ รับรางวัลในงานวันธรรมศาสตร์ 10 ธ.ค. …

●● เสร็จจากการพบแพทย์ตามนัดเรียบร้อย ธนิต วิจิตรพันธุ์ ไปหัวหินทันที หลังจากนั้นก็ได้ทำบุญ ปล่อยปูม้า เพราะวันพฤหัสบดีหน้า ต้องเป็นกำลังเสริมให้พี่สาว จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์และหลานสาว ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร ดูแลพี่สาว-พี่เขย ดุษฎี-พล.อ.ท.เจริญ อยู่เจริญ ผู้มีตารางพบหลายหมอยาวเหยียดไปจนถึงช่วงปลายม.ค.ปีหน้าโน่น…

●● งานมงคลสมรสระหว่าง นงนภัส บัวเสถียร กับ อภิสิทธิ์ เลิศวิวัฒน์สกุล จัดที่ภัตตาคารเพลินตา การ์เด้นท์ ระยอง 28 ธ.ค.นี้…พิธีจัดที่นี่ตั้งแต่ 04.19 น. มีแห่ขันหมาก, 05.09 น.พิธีหมั้น, 06.29 น. ยกน้ำชา และงานฉลองมงคลสมรส 18.00 น. …

●● ดร.ศุภวรรณ วงศ์ประยูร เพิ่งกลับมาจากอินเดีย ก็ไปเขาคิชฌกูฏ เมืองคยา มีผู้ศรัทธาร่วมเดินทางกันกลุ่มใหญ่…

●● ไปลงเรือทริป Cruise นาน 4 เดือน ศ.ดร.กฤษณา ไกรสินธ์ุ ยกพลขึ้นบกแล้ว ล่องเรือทั้งมหาสมุทรแปซิฟิก กับมหาสมุทรแอตแลนติก จบที่มาพักต่อที่ญี่ปุ่น ก่อนบินกลับไทย…

●● วันพ่อที่ผ่านมา ชาญยุทธ์ นันทะสุขเกษม อุ้มคุณพ่อขึ้นหลัง ถ่ายรูปออกมาคุณพ่อยิ้มแย้มแก้มบาน ส่วนคุณลูก หลังเดาะ…ความกตัญญูเป็นเหตุ สังเกตได้…

●● กิจกรรมวันพ่อเช่นกัน สุรศักดิ์ แก้วพรหมมาลย์ ไปไหว้พระหลายวัดที่อยุธยา…ส่วนครอบครัวจิราพร ปัญญาเนตินาถ ไปสักการะพระเขี้ยวแก้วจากจีน ที่ท้องสนามหลวง…สาธุ…

●● กรณีศึกษาของความไม่ชัดเจนของสัญลักษณ์สากลในการใช้ทาง แค่ป้ายของเทศกิจเขตคลองเตยคงไม่เพียงพอที่จะเปิดทางเดินสะดวกปลอดภัยขึ้นบันไดเลื่อน BTS ทองหล่อ ช่วงสุขุมวิท 38 ไป 36 หน้าร้าน 7-11 เพราะพื้นที่แค่ไม่เกิน 12 ตารางเมตรนั้นไม่แน่ชัดว่าจะทำเป็นทางเท้า ทางล้ำให้จอดรถชั่วคราว หรือที่จอดรถจักรยานยนต์ หรือรถหาบเร่แผงลอยปิ้งย่างหรือแผงลอตเตอรี่ ??…หวังให้ ผอ.เขต เกศจริน สามิภักดิ์ จัดระเบียบพื้นที่นี้ให้ชาวบ้านปลอดภัยในการใช้ทาง หากทำได้ จักเป็นพระคุณยิ่ง !!…●●

บารอนเนส

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

https://www.naewna.com/lady/846001

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสองและระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภารวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้ พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์, พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563
ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

พระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถและ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระราชกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาทรงเป็นประธาน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการ พัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระราชดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปี พุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา (แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

โครงการกำลังใจ ในพระราชดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ ทรงเยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางแขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates : ELFI”

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริ จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระราชดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไปผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

รางวัล Medal of Recognition ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระราชดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าฯถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจในพระราชดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขังและพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี หน่วยงาน UNIFEM จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า,มูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, เครือข่ายคนรักน้องหมา, กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)