เนทันยาฮูเผย ครม.เตรียมอนุมัติข้อตกลงหยุดยิง แต่ลั่นสงครามยังไม่จบ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827797

เนทันยาฮูเผย ครม.เตรียมอนุมัติข้อตกลงหยุดยิง แต่ลั่นสงครามยังไม่จบ

27 พ.ย. 2567 02:03 น.

เนทันยาฮูเผย ครม.เตรียมอนุมัติข้อตกลงหยุดยิง แต่ลั่นสงครามยังไม่จบ

นายกฯ อิสราเอลยืนยัน ครม.จะอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงกับฮิซบอลเลาะห์ โดยยืนยันว่าสงครามยังไม่จบ และอิสราเอลจะโจมตีอีกหากมีการละเมิดข้อตกลง

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2567 นายเบนจามิน เนทันยาฮู ออกแถลงการณ์หลังประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ท่ามกลางสายตาจับจ้องจากทั่วโลก ว่าก้าวต่อไปของอิสราเอลจะเป็นอย่างไร

นายเนทันยาฮูเริ่มแถลงด้วยการพูดถึงประชาชนผู้อยู่อาศัยในภาคเหนือของอิสราเอล โดยกล่าวชื่นชมความอดทนและความพยายามของพวกเขา พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) สำหรับการบรรลุเป้าหมายครั้งใหญ่ จนทำให้ทั้งโลกรู้สึกทึ่ง และว่าการกระทำของ IDF สะท้อนให้เห็นอำนาจของอิสราเอลในตะวันออกกลาง

ผู้นำอิสราเอลย้ำว่า สงครามจะยังไม่จบลงจนกว่าชาวบ้านในภาคเหนือของอิสราเอลจะได้กลับคืนสู่ถิ่นฐานอย่างปลอดภัย

แต่เขากล่าวด้วยว่า ในเลบานอน ฮิซบอลเลาะห์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากกองทัพอิสราเอลสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของพวกเขาไปมากมาย รวมถึงนาย ฮัสซัน นาสรัลเลาะห์ อดีตผู้นำสูงสุด นอกจากนั้น อิสราเอลยังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลเลาะห์ และโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

นายเนทันยาฮูกล่าวอีกว่า เขากำลังมองไปยังแนวหน้าการปะทะทั้ง 7 แห่งในเหตุความขัดแย้งครั้งนี้ และเขากำลังมองภาพที่ใหญ่กว่าและกว้างกว่าเดิม และเขามุ่งมั่นที่จะนำพาชัยชนะมาสู่อิสราเอล

จากนั้นนายเนทันยาฮูก็ประกาศว่า คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของเขา จะอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติการต่อสู้กับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

โดยภายใต้ข้อตกลง ความพยายามใดๆ ของฮิซบอลเลาะห์ที่จะติดอาวุธอีกครั้ง จะถือว่าละเมิดข้อตกลง และอิสราเอลจะตอบโต้อย่างรุนแรง เนทันยาฮูย้ำด้วยว่า หากฮิซบอลเลาะห์ทำผิดข้อตกลง อิสราเอลจะโจมตี

เนทันยาฮูระบุว่า มี 3 เหตุผลหลักที่ทำให้อิสราเอลตัดสินใจยอมรับข้อตกลงหยุดยิง ได้แก่ ภัยคุกคามจากอิหร่าน, โอกาสในการเติมเสบียงและยุทโธปกรณ์ และการแยกพื้นที่แนวหน้าเพื่อโดดเดี่ยวกลุ่มฮามาส

ผู้นำอิสราเอลอีกว่า บางคนเตือนเขาว่าการหยุดยิงหมายถึง อิสราเอลจะไม่สามารถกลับเข้าไปในเลบานอนได้อีกหากจำเป็นต้องทำ แต่ “ข้อตกลงสามารถบังคับใช้ได้ และเราจะบังคับใช้มัน”

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของนายเนทันยาฮูเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวว่า ครม.ของอิสราเอลเตรียมโหวตอนุมัติข้อตกลงหยุดยิง 60 วันกับฮิซบอลเลาะห์

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดของข้อตกลง แต่สื่อหลายสำนักระบุว่า ข้อตกลงจะรวมถึงการถอนทหารอิสราเอลออกจากภาคใต้ของเลบานอน เช่นเดียวกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ต้องถอนตัวออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยให้ทหารของเลบานอนเข้ามาแทนที่

นอกจากนั้นจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการ 5 ประเทศ ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศส กับสหรัฐฯ เป็นผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็น คืออิสราเอลยืนกรานให้ตัวเองมีสิทธิ์กลับเข้าไปในเลบานอน และมีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ก็ตามที่จำเป็น หากพวกเขาเชื่อว่า ฮิซบอลเลาะห์กลับมาในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน บริเวณใต้แม่น้ำลิตานี หรือกำลังเตรียมการโจมตีอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สยอง มาเลเซียตั้งข้อหาชายวัย 53 สังหารแม่ตัวเอง เก็บศพในตู้แช่แข็ง 3 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827794

สยอง มาเลเซียตั้งข้อหาชายวัย 53 สังหารแม่ตัวเอง เก็บศพในตู้แช่แข็ง 3 ปี

27 พ.ย. 2567 01:31 น.

สยอง มาเลเซียตั้งข้อหาชายวัย 53 สังหารแม่ตัวเอง เก็บศพในตู้แช่แข็ง 3 ปี

มาเลเซียตั้งข้อหาชายวัย 53 ปี ฐานฆาตกรรมมารดาตัวเอง และซ่อนศพไว้ในตู้แช่แข็งนานกว่า 3 ปี ก่อนจะตัดสินใจขอมอบตัวเพราะเงินเก็บไม่เหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ย. 2567 ศาลกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตั้งข้อหานาย เดอาเนช นารายานาน นาอีร์ ศิษยาภิบาลไม่เต็มเวลาของโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่ง วัย 53 ปี ว่าฆาตกรรมมารดาตัวเอง และเก็บศพของเธอเอาไว้ในตู้แช่แข็งนานมากกว่า 3 ปี

ศพของนาย แคทเธอรีน แดเนียล วัย 77 ปี ถูกพบเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนายชาอีร์ผู้เป็นลูกชาย โทรศัพท์แจ้งตำรวจเพื่อขอมอบตัว โดยอ้างว่าเงินเก็บของเขาใกล้หมดและต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายอย่าง โดยเขายืนรอตำรวจอยู่ข้างตู้แช่แข็งที่เขาใช้เก็บศพมารดาที่บ้านในกรุงกัวลาลัมเปอร์

นายชาอีร์สารภาพว่า ฆาตกรรมมารดาของตัวเองในปี 2564 เพื่อส่งเธอขึ้นสวรรค์ หลังจากทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องความเชื่อทางศาสนา ส่วนตำรวจถูกกล่าวหานายชาอีร์ว่า ชกนางแดเนียลจนถึงแก่ความตาย ก่อนที่เขาจะห่อร่างของเธอด้วยผ้าห่มและพลาสติก แล้วนำร่างไปเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งระหว่างวันที่ 21-26 มี.ค. 2564

ในวันอังคาร นายนาอีร์เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่ศาลในสภาพนั่งรถเข็นและไม่มีทนายความ โดยเขาถูกตั้งข้อหาภายใต้ประมวลกฎหมายอาญามาตราที่ 302 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หรือจำคุก 30-40 ปี ขณะที่โทษสถานเบารวมถึงเฆี่ยนจำนวน 12 ครั้ง

ศาลยังปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวของนายนาอีร์ และนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 7 ก.พ.ปีหน้า โดยตอนนี้กำลังรอผลการชันสูตรพลิกศพ, การเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม และข้อมูลทางการแพทย์อื่นๆ

ทั้งนี้ หลังข่าวการจับกุมนายชาอีร์ได้รับการเปิดเผยออกมา เพื่อนบ้านของเขาหลายคนให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ไม่เห็นนางแดเนียลตั้งแต่รัฐบาลมีคำสั่งควบคุมความเคลื่อนไหว หรือมาตรการล็อกดาวน์ ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อปี 2563 แล้ว โดยนางแดเนียลมีบ้านของตัวเอง แต่มักเดินทางมาเยี่ยมลูกชายซึ่งใช้ชีวิตอยู่คนเดียว และไม่ได้แต่งงาน

“เขาเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านเสมอ ถ้าผมเจอเขาข้างนอก เขาจะทักทายและถามสารทุกข์สุขดิบ” หนึ่งในเพื่อนบ้านกล่าว และเสริมว่า นายชาอีร์เคยป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ขณะ ครม.เตรียมโหวตข้อตกลงหยุดยิง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827792

อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ขณะ ครม.เตรียมโหวตข้อตกลงหยุดยิง

27 พ.ย. 2567 00:42 น.

อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ขณะ ครม.เตรียมโหวตข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลโจมตีครั้งใหญ่ในภาคใต้ของเลบานอน โดยออกคำเตือนโจมตีอาคารถึง 20 หลังในวันเดียวเป็นครั้งแรก ขณะที่ ครม.กำลังลงมติเรื่องข้อตกลงหยุดยิงกับฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในเขตทางใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ถึง 20 ครั้งภายในเวลา 2 นาที เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ย. 2567 ไม่นานหลังจากพวกเขาออกคำเตือนว่าจะโจมตีอาคารถึง 20 แห่ง โดยอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกคำเตือนดังกล่าวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ภาษาอาหรับ โดยนายอวิเชย์ อาดราอี โฆษกกองทัพระบุว่า อาคารเป้าหมายอยู่ในเขต อัล-ฮาดัธ, ฮาเร็ต เฮรก และ เบิร์จ อัล-บาราจเนห์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ขณะเดียวกัน ทหารของอิสราเอลเดินทางถึงแม่น้ำลิตานี ในภาคใต้ของเลบานอนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนเมื่อกลางเดือนกันยายน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิสราเอลเกิดขึ้นในขณะที่ คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของพวกเขากำลังประชุมเพื่อลงมติเรื่องข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง อิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนเป็นเวลา 60 วัน เพื่อปูทางไปสู่การยุติการต่อสู้อย่างยั่งยืนระหว่างทั้งสองฝ่าย

ด้านนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ อยู่ในขั้นสุดท้ายแล้ว

“เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ผมเชื่อว่าเราอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว” นายบลิงเคนกล่าวในงานแถลงข่าวที่การประชุม G7 ในประเทศอิตาลี “เรากำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และผมหวังและเชื่อว่า เราจะไปถึงเส้นชัยของเรื่องนี้”

นายบลิงเคนบอกอีกว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างใหญ่หลวงในการสร้างเงื่อนไข เพื่อให้ผู้คนกลับสู่ถิ่นฐานของตัวเอง ทั้งในภาคเหนือของอิสราเอล และภาคใต้ของเลบานอน และอาจช่วยยุติสงครามในกาซา ด้วยการเริ่มแรงกดดันให้กลุ่มฮามาสยอมทำข้อตกลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

https://www.naewna.com/local/843855

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าเทียบเรือประมงชุมพร พร้อมพบปะตัวแทนกลุ่มชาวประมง (พาณิชย์และพื้นบ้าน) เพื่อ
รับฟังปัญหาและอุปสรรคในการประกอบกิจการด้านประมง ที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งปัจจุบันท่าเทียบเรือประมงชุมพรมีการดำเนินงาน ทั้งในเรื่องการให้บริการการขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำผ่านท่าเทียบเรือประมง มีความยาว 138 เมตรการให้สินเชื่อกับชาวประมง โดยบริการให้สินเชื่อกับชาวประมงและผู้ประกอบการประมง ทั้งสินเชื่อเครื่องมืออุปกรณ์ประมง สินเชื่อซ่อมแซมเรือประมง การให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านตลาด และสถิติประมง ผ่านเว็บไซต์ขององค์การสะพานปลา และการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและอื่นๆ

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมโรงคลุมสำหรับขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ และชมการขนถ่ายปูจากเรือลอบปูขึ้นท่าเทียบเรือ และเยี่ยมชมกิจการแพที่รับซื้อปูม้าจากเรือประมงและนำมาแปรรูป

“การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือประมงชุมพร ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ต้องการจะพัฒนาในเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยต้องการให้กรมประมงทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต และองค์การสะพานปลาทำหน้าที่เป็นผู้ขาย ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ เรื่องตลาดนำการผลิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้ามาส่งเสริมทั้งในเรื่องปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

https://www.naewna.com/local/843850

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ  เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ 2567 ในธีมงาน “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” บนพื้นที่ธรรมชาติกว่า 400 ไร่ ที่ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CMU Farm @ Mae Hia เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมด้านการเกษตรเพื่อความยั่งยืน ทั้งในมิติด้านอาหาร สุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศาสตร์พระราชา และร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากหลายภาคส่วนความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากงานวิจัยสู่การปฏิบัติและการนำไปใช้ประโยชน์ นิทรรศการและนวัตกรรมการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรอิสระ การทำเกษตรแม่นยำควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ อุปกรณ์ด้าน Smart Farm/Iot/Drone/Robot และเครื่องจักรกลทางเกษตร การเสวนาวิชาการในหัวข้อที่น่าจับตามองในการทำการเกษตรในอนาคต และลงมือปฏิบัติในการฝึกอบรมวิชาชีพเกษตรระยะสั้นในหลากหลายหัวข้อ การประกวดสัตว์และความสวยงามของการประกวดพืช ชิงถ้วยพระราชทาน การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมเต็มอิ่มไปกับการช้อป ชิม ชิล กับร้านอาหารชื่อดัง ตลาดนัดสินค้าเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

“ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯทั้ง 22 หน่วยงาน ได้ร่วมจัดนิทรรศการวิชาการและในโซน AGRI KNOWLEDGE AND INNOVATIONความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรภายใต้แนวคิดสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร” นางอัญชลี กล่าว

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/843851

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายฟรานเชสโก โลโลบริจิดา (H.E. Mr. Francesco Lollobrigida) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อธิปไตยทางอาหาร และป่าไม้สาธารณรัฐอิตาลี และคณะ ว่าได้เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-อิตาลี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรครอบคลุมการผลิตการค้า และการลงทุน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศ รวมถึงเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

“ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดร่างบันทึกความเข้าใจฯเพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ยังหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่มาจากผ้าไหม เพื่อเสริมสร้าง soft power ของไทย เนื่องจากอิตาลีถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของโลก” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายอิตาลี) กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-อิตาลี อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการขับเคลื่อนภารกิจภาคการเกษตร อาทิ การเปิดตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มเติม เป็นต้น โดยฝ่ายอิตาลีพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตาม 2 ข้อบท ที่กระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายไทย) รับผิดชอบ ได้แก่ 1.ข้อบทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and
Phytosanitary Measures) และ 2.ข้อบทระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems) พร้อมทั้งจะสนับสนุนเร่งรัดให้สหภาพยุโรปอนุญาตนำเข้าม้ามีชีวิตจากไทยได้อีกครั้งต่อไป

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

https://www.naewna.com/local/843848

รมว.เกษตรฯแฮปปี้  สำรวจตลาดการค้า  ผู้ประกอบการจีนชม  คุณภาพผลไม้ไทยดี

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ และทูตเกษตรจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว เยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้จากประเทศไทย และพูดคุยแลกเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าผลไม้กับผู้บริหารตลาดค้าส่ง และผู้นำเข้าชาวจีน ซึ่งตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง ถือเป็นตลาดค้าส่งผลไม้และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันออก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 10,000 ล้านหยวน ส่วนโซนผลไม้นำเข้า มีการค้าผลไม้จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผลไม้จากประเทศไทย เช่น ทุเรียน ขนุน มะพร้าว มะม่วง มังคุด และลำไย เป็นต้น ซึ่งในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิงมียอดการซื้อขายประมาณ 25,600 ล้านหยวน ผลไม้กว่า 896,500 ตัน 48,826 ตู้คอนเทนเนอร์ ผลไม้ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย และขนุน ซึ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ศูนย์กลางค้าขนุน ที่ใหญ่สุดในจีน

ทั้งนี้ ในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง นำเข้าผลไม้ไทยกว่า 70,762 ตู้มีมูลค่าการค้าทุเรียนกว่า 5,300 ล้านหยวน มะพร้าว 3,339 ล้านหยวน ลำไย 100 ล้านหยวน และมังคุด 439ล้านหยวน

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทย ถึงการให้ความสำคัญด้านคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งประเทศไทย จะปฏิบัติตามพิธีสารระหว่างไทย-จีน ที่ทั้งสองประเทศจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงคัดบรรจุอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคต่อไป

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

https://www.naewna.com/local/843788

'รมว.เกษตรฯ'พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.56 น.

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หารือความร่วมมือภาคเกษตร ร่วมกับนายไบรอัน แมคฟีเตอร์ส (Mr. Brian McFeeters) รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาคของ USABC (Senior Vice President and Regional Managing Director, USABC) และคณะ พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการหารือในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญร่วมกันในการผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตร ซึ่งฝ่ายไทยมีนโยบายด้านการเกษตรมุ่งเน้นยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ด้วยแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ เช่น เกษตรแม่นยำหรือเกษตรอัจฉริยะ มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง ดึงจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร และมีการนำหลัก BCG มาประยุกต์ใช้ รวมถึงมีการเสนอความเห็นต่อฝ่าย USABC เกี่ยวกับนโยบายการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ และไทยยินดีที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ ฝ่าย USABC ได้นำเสนอการดำเนินงานด้านการเกษตร ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกปรุงสุกจากไทยไปประเทศอื่น ๆ ซึ่งฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างมาก  และการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing, GEd) เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร อีกด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย โดยในปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 107,269 ล้านบาท เป็น 136,261 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28,992 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.03 ซึ่งมีสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรกได้แก่ 1) อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 2) ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ 3) ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง อาทิ ปลาทูนากระป๋อง 4) ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค และ 5) อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

https://www.naewna.com/lady/843792

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีมีผลดีต่อสุขภาพหลายประการ ไม่เพียงแต่ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืนควรเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามยังมีหลายคนใช้ยาระบายมาควบคุมน้ำหนักซึ่งมีผลอย่างไรต่อสุขภาพ ลองมาดูกัน

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภก.ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ยาระบาย (laxatives) คือ ยาที่ช่วยให้อุจจาระนุ่มและมีน้ำมากขึ้น ส่งผลเพิ่มการทำงานของลำไส้ใหญ่จนทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ยาระบายจึงใช้เพื่อช่วยบรรเทาหรือรักษาภาวะท้องผูก (constipation) จากสาเหตุต่างๆ เช่น ท้องผูกในสตรีมีครรภ์ ท้องผูกหลังผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้การใช้ยาระบายอย่างถูกต้องภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรจัดว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการใช้ยาระบายเพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมน้ำหนักกันอย่างกว้างขวางทั้งที่เป็นการใช้ในทางที่ผิด (laxative abuse) บทความนี้จึงเรียบเรียงขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนักในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1.ยาระบายไม่ช่วยลดการดูดซึมสารอาหาร เนื่องจากอาหารที่รับประทานไม่ว่าจะเป็นไขมัน คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) โปรตีน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุส่วนมาก ล้วนถูกย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็กเป็นหลัก มีเพียงกากอาหาร น้ำ วิตามินและแร่ธาตุเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เดินทางสู่ลำไส้ใหญ่ การใช้ยาระบายซึ่งออกฤทธิ์ลดการดูดซึมน้ำที่ลำไส้ใหญ่เพื่อทำให้น้ำอยู่ในกากอาหารและกลายเป็นอุจจาระเพิ่มมากขึ้น จึงแทบจะไม่ส่งผลลดการดูดซึมสารอาหารทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นไปแล้วที่ลำไส้เล็ก ดังนั้นการกินอาหารแล้วตามด้วยการใช้ยาระบายจึงไม่ช่วยลดปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับ และไม่ช่วยควบคุมน้ำหนัก

2.น้ำหนักตัวที่ลดลงจากยาระบายเกิดจากการเสียน้ำ ไม่ใช่ไขมันหรือพลังงานส่วนเกินแม้ว่าผู้ที่ใช้ยาระบายจะมีน้ำหนักตัวลดลงเล็กน้อยอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่น้ำหนักที่ลดลงเกิดจากน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับอุจจาระ โดยน้ำหนักที่ลดลงไปจะกลับสู่ค่าปกติหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำทดแทนอย่างเพียงพอ ดังนั้นน้ำหนักที่ลดลงจึงไม่เกี่ยวข้องกับการสลายไขมันหรือพลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายเลย แต่กลับเป็นผลจากการสูญเสียน้ำซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของทุกระบบในร่างกาย

3.น้ำและแร่ธาตุที่เสียไปจากการใช้ยาระบาย อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เนื่องจากเมื่อมีการสูญเสียน้ำ ร่างกายจะมีกลไกในการหลั่งฮอร์โมนควบคุมให้ระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป เช่น กระตุ้นให้ไตทำงานเพื่อเพิ่มน้ำในเลือดมากขึ้น เมื่อหยุดใช้ยาระบาย ระบบชดเชยนี้จะยังคงทำงานอยู่ จนทำให้ร่างกายบวมน้ำ (edema)พร้อมกับน้ำหนักตัวที่อาจจะกลับมาหนักกว่าเดิม รวมถึงผู้ที่ใช้ยาระบายเป็นเวลานานอาจมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (hypokalemia) เนื่องจากสูญเสียโพแทสเซียมไปพร้อมกับน้ำในอุจจาระ ซึ่งภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำอาจทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ รวมถึงไตผิดปกติ นอกจากนั้นการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุยังสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร (dysbiosis) ซึ่งอาจนำไปสู่การทำงานของร่างกายที่ผิดปกติตามมา ทั้งนี้ยังมีข้อมูลว่าการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนักสัมพันธ์กับการเกิดพฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ (eating disorder) จากความรู้สึกเกี่ยวกับอาหารและร่างกายของผู้ใช้ยา

4.เลิกยาระบาย ไม่ใช่เรื่องง่าย การใช้ยาระบายสามารถเสพติดได้ (laxative addiction) เนื่องจากหลังหยุดใช้ยาระบาย น้ำหนักมักจะกลับมาเท่ากับหรือมากกว่าที่เคย ผู้ที่ใช้ยาระบายจึงต้องการใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมน้ำหนักในระยะยาวจนไม่สามารถหยุดยาได้รวมทั้งหลังใช้ยาระบายเป็นเวลานาน ลำไส้ใหญ่จะเคยชินกับผลของยา เมื่อหยุดใช้ยาจึงเกิดภาวะท้องผูก ถ่ายไม่ออก และจะกลับมาถ่ายได้อีกครั้งด้วยการใช้ยาระบาย เกิดเป็นวงจรของการเสพติดยาระบายในที่สุด 

5.Bisacodyl และ senna เป็นยาระบายที่มีโอกาสเสพติดและผลข้างเคียงสูงเนื่องจากยาทั้งสองชนิดให้ผลค่อนข้างเร็วและชัดเจน ผู้ใช้จึงมักรู้สึกพึงพอใจและเลือกใช้ยาเหล่านี้ซ้ำ ๆ แต่ยาทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นยาระบายชนิดกระตุ้น (stimulant laxatives) ซึ่งมีข้อมูลว่าทำให้เกิดการติดยามากที่สุด รวมทั้งการเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย มักมากกว่ายาระบายชนิดอื่นๆ ทั้งนี้เมื่อลำไส้ใหญ่ถูกกระตุ้นเมื่อใช้ยาเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่การตายเซลล์ประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ดังนั้น ขนาดยาเดิมที่เคยใช้จึงมักให้ผลน้อยลง ผู้ใช้ยาจึงต้องเพิ่มขนาดการใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งทำให้เลิกยาได้ยากมากขึ้นไปอีก กลายเป็นภาวะท้องผูกเรื้อรังในที่สุด

6.ยาระบายมักเป็นหนึ่งในส่วนผสมของสูตรยาควบคุมน้ำหนักที่ผิดกฎหมาย โดยในสูตรยามักใช้ยาระบายร่วมกับยาอื่นๆ ที่อาจมีผลช่วยควบคุมน้ำหนักตัวเพียงชั่วคราว เช่น ยาขับปัสสาวะ (เพิ่มการขับน้ำออกจากร่างกาย) ยาลดการย่อยและดูดซึมสารอาหาร (อาจทำให้ท้องเสียและเสี่ยงขาดสารอาหาร) ยาลดความอยากอาหาร (มักมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทและทำให้นอนไม่หลับ) เมื่อใช้ยาเหล่านี้ร่วมกันจึงทำให้ผู้ใช้ยารู้สึกว่าสูตรยาที่ใช้มีประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนักที่ดี แต่ผลที่ได้จากการใช้ยาจะไม่ยั่งยืน และอาจส่งเสริมให้ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น เช่น ยาขับปัสสาวะส่งเสริมให้ขาดน้ำและแร่ธาตุผิดปกติมากยิ่งขึ้น ยาลดการย่อยและดูดซึมทำให้ท้องเสียและปวดท้องมากขึ้น ยาลดความอยากอาหารทำให้หงุดหงิด อารมณ์เสีย และส่งผลต่อระบบประสาทในระยะยาว 

7.การควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและยั่งยืนเกิดจากการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ยาระบาย การรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการ โดยเลือกชนิดของอาหารที่ดีต่อสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เป็นวิธีการที่ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีและยั่งยืนที่สุด ส่วนการใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำหนักควรอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์เท่านั้น

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่านอกจากผลควบคุมน้ำหนักในระยะสั้นแล้ว การใช้ยาระบายไม่ได้ช่วยควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งยังทำให้เกิดผลเสียได้อีกมากมายเมื่อใช้ในระยะยาว ดังนั้นควรเลือกใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสมไม่พึ่งพาการใช้ยาระบาย ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/

โรคมะเร็งในเด็กพบได้ในเด็กทุกวัยตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเป็นโรคที่พบมากที่สุด ซึ่งมีอัตราการเกิดโรคต่ำกว่าในผู้ใหญ่ แต่ก็ยังควรตรวจสอบอาการผิดปกติ เช่น ตัวซีด มีอาการเลือดออกตามตัว หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการตรวจเช็คและรักษาให้ทันเวลา ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุชเลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

กรมวิทย์ เผยสถานการณ์โควิดในประเทศไทย พบสายพันธุ์ JN.1* ที่องค์การอนามัยโลกเฝ้าระวัง

https://www.naewna.com/lady/843789

กรมวิทย์ เผยสถานการณ์โควิดในประเทศไทย  พบสายพันธุ์ JN.1* ที่องค์การอนามัยโลกเฝ้าระวัง

กรมวิทย์ เผยสถานการณ์โควิดในประเทศไทย พบสายพันธุ์ JN.1* ที่องค์การอนามัยโลกเฝ้าระวัง

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.45 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยสถานการณ์โควิดในไทยพบสายพันธุ์ JN.1* ยังคงเป็นสายพันธุ์หลัก และเป็นสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกเฝ้าระวังร่วมกับสายพันธุ์ BA.2.86*

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สายพันธุ์เชื้อไวรัสSARS-CoV-2 ทั่วโลกว่า องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการติดตาม Omicron จำนวน 9 สายพันธุ์ จากพื้นฐานของข้อมูลการเพิ่มความชุกหรือความได้เปรียบด้านอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการได้เปรียบในการก่อโรค ได้แก่ สายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง หรือ Variants of Interest (VOI) จำนวน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ BA.2.86* และ JN.1* สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง หรือ Variants under monitoring (VUM) จำนวน 7 สายพันธุ์ ได้แก่ JN.1.7*, JN.1.18*, KP.2*, KP.3*, KP.3.1.1, LB.1* และ XEC ซึ่งสายพันธุ์ XEC เป็นสายพันธุ์ลูกผสมของ KS.1.1 และ KP.3.3 ส่วนมากพบในทวีปยุโรปและอเมริกา โดยอาการและความรุนแรงขึ้นกับภูมิคุ้มกันแต่ละบุคคล

จากฐานข้อมูลกลาง GISAID ระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม ถึงวันที่ 15 กันยายน 2567 พบว่า KP.3.1.1* (สายพันธุ์ย่อยของ KP.3*) พบมากที่สุด ในสัดส่วน 46.6% โดยมีอัตราการพบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง JN.1* พบสัดส่วน 16% มีอัตราการพบที่ลดลงต่อเนื่อง สายพันธุ์ KP.3*, KP.2*, LB.1*, JN.1.18*, JN.1.7* มีแนวโน้มลดลง โดย KP.3* คิดเป็น 14.4%, KP.2* คิดเป็น 8.1%, LB.1* คิดเป็น 6.3%, JN.1.18* คิดเป็น 1.2% และ JN.1.17* คิดเป็น 0.1% ตามลำดับ, สายพันธุ์ XEC มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในสัดส่วน 4.8% และสายพันธุ์ Recombinant มีอัตราส่วนการพบเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 2.3%

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมมือกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูลสากล GISAID จำนวน 46,952 รายนับตั้งแต่เริ่มสถานการณ์ระบาดโรคโควิด-19 ในประเทศไทยเดือนมกราคม 2563 ถึง 11 พฤศจิกายน 2567 สำหรับสถานการณ์โอมิครอนในประเทศไทยสายพันธุ์ JN.1* ยังคงเป็นสายพันธุ์หลัก จำนวน 1,253 ราย คิดเป็นสัดส่วนสะสม 48.57% ของสายพันธุ์ทั้งหมดที่พบในประเทศไทย [JN.1* ทั่วโลกจำนวน 219,972 ราย จาก 102 ประเทศ (อ้างอิงฐานข้อมูล CoV-spectrum ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567)] ส่วนสายพันธุ์ FLiRT ที่พบในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์ LB.1*, KP.2*, KP.3* และสายพันธุ์ XEC

สำหรับข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด 19 จากห้องปฏิบัติการฝ่ายไวรัสระบบทางเดินหายใจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระหว่างวันที่ 23 กันยายนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 จำนวน 69 ราย พบสายพันธุ์ JN.1* จำนวน 25 ราย คิดเป็นสัดส่วน 36.2% สายพันธุ์ KP.2*(สายพันธุ์ย่อยของ JN.1.11.1*) จำนวน 17 ราย คิดเป็นสัดส่วน 24.6% จำนวน 9 ราย คิดเป็นสัดส่วน 13.0%, สายพันธุ์ XEC (สายพันธุ์ลูกผสมของ KS.1.1 และ KP.3.3) จำนวน 4 ราย คิดเป็นสัดส่วน 5.8% ซี่งพบในเขตสุขภาพที่ 4 และ 13, สายพันธุ์ KP.3* (สายพันธุ์ย่อยของ JN.1.11.1*), KP.3.1.1* (สายพันธุ์ย่อยของ JN.1.11.1*) และ JN.1.18* จำนวนสายพันธุ์ละ 3 ราย คิดเป็นสัดส่วนสายพันธุ์ละ 4.3%