ทรัมป์-แฮร์ริส ลุยหาเสียงวันสุดท้าย หวังเพิ่มคะแนนในรัฐสวิงสเตท

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823743

ทรัมป์-แฮร์ริส ลุยหาเสียงวันสุดท้าย หวังเพิ่มคะแนนในรัฐสวิงสเตท

5 พ.ย. 2567 05:25 น.

ทรัมป์-แฮร์ริส ลุยหาเสียงวันสุดท้าย หวังเพิ่มคะแนนในรัฐสวิงสเตท

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ คามาลา แฮร์ริส ลุยหาเสียงวันสุดท้ายในรัฐสวิงสเตท ขณะที่ผลโพลชี้ว่า คะแนนของทั้งคู่ยังคงสูสีกันมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คามาลา แฮร์ริส ลุยหาเสียงวันสุดท้าย 4 พ.ย. 2567 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย โดยจะจัดงานถึง 5 เวที ก่อนที่การเลือกตั้งจะมาถึงในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ ไปหาเสียงโค่งสุดท้ายที่ นอร์ทแคโรไลนา, เพนซิลเวเนีย และจบที่มิชิแกน

ที่การหาเสียงในเมืองราลี รัฐนอร์ทแคโรไลนา นายทรัมป์กลับไปพูดถึงประเด็นเรื่องผู้อพยพผิดกฎหมายอีกครั้ง โดยเขาแสดงความเสียใจที่มีผู้อพยพหลายล้านคนข้ามพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกเข้ามาในประเทศ ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี โจ ไบเดน และว่าหลายคนในจำนวนนี้เป็นฆาตกร โดยที่เขาไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆ

จากนั้นนายทรัมป์ก็โทษเม็กซิโก ที่ทำให้ผู้อพยพนับล้านไหลบ่าเข้าสหรัฐฯ “หากพวกเขาไม่หยุดการบุกรุกของอาชญากรรมและยาเสพติดที่กำลังเข้ามาในประเทศของเรานี้ ผมจะตั้งกำแพงภาษี 25% กับสินค้าทุกอย่างที่พวกเขาส่งออกมายังสหรัฐอเมริกา” “ผมบอกเรื่องนี้กับพวกคุณเป็นคนแรกเลยนะ ยินดีด้วยนอร์ทแคโรไลนา”

ทั้งนี้ เศรษฐกิจเป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้โหวตในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญมาก และการตั้งกำแพงภาษีของนายทรัมป์ ก็เป็นนโยบายหลักที่เขาเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอาจว่าเป็นการปกป้องผู้ผลิตชาวอเมริกัน แต่นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การทำแบบนี้จะทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า

ส่วนคามาลา แฮร์ริส เริ่มการเดินสายหาเสียงในรัฐเพนซิลเวเนียวันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง โดยที่เวทีในเมืองอัลเลนทาวน์ โดยกระตุ้นให้ชาวเมืองออกไปใช้สิทธิ์ “อัลเลนทาวน์ มันมาถึงแล้ว เหลืออีกแค่วันเดียวที่การเลือกตั้งซึ่งมีผลตามมามากที่สุดในช่วงชีวิตของเราจะมาถึง และโมเมนตัมอยู่ข้างเรา”

เธอยังย้ำข้อความที่เธอพยายามบอกมาตลอดการหาเสียงเลือกตั้ง คือเธอจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกคน จะพยายามหาจุดร่วมและหาเสียงเพื่ออนาคตเชิงบวกร่วมกัน

“อเมริกาพร้อมแล้วสำหรับการเริ่มต้นใหม่” แฮร์ริสกล่าว “และอเมริกาก็พร้อมแล้วที่จะเดินไปบนเส้นทางใหม่ ที่เราจะได้เห็นเพื่อชาวอเมริกันไม่ใช่ในฐานะศัตรู แต่เป็นเพื่อนบ้าน”

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของ เอบีซี นิวส์ ซึ่งจัดทำเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ว่า คะแนนนิยมส่วนตัวของแฮร์ริสนำนายทรัมป์เพียง 1 จุดที่ 48% ต่อ 47% ซึ่งอยู่ในกรอบค่าความคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจทำให้คะแนนพลิกผันได้

ส่วนคะแนนที่ 7 รัฐสวิงสเตท นายทรัมป์นำอยู่ใน 5 รัฐ ได้แก่ เพนซิลเวเนีย (ไม่ถึง 1%), เนวาดา (ไม่ถึวง 1%), นอร์ทแคโรไลนา (1%), จอร์เจีย (1%) และแอริโซนา (3%) ส่วนแฮริสนำอยู่ที่ มิชิแกน (ไม่ถึง 1%) กับที่วิสคอนซิน (ไม่ถึง 1%)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : bbc

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : 5 เหตุผลที่อาจทำให้ ทรัมป์-แฮร์ริส กลายเป็นผู้ชนะ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823742

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : 5 เหตุผลที่อาจทำให้ ทรัมป์-แฮร์ริส กลายเป็นผู้ชนะ

5 พ.ย. 2567 04:40 น.

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : 5 เหตุผลที่อาจทำให้ ทรัมป์-แฮร์ริส กลายเป็นผู้ชนะ

เหลืออีกเพียงวันเดียวเท่านั้น ก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมาถึง แต่คะแนนของทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และคามาลา แฮร์ริส ยังคงสูสี ทั้งในระดับประเทศและในรัฐสวิงสเตท

ผลโพลล่าสุดชีวิตคะแนนนิยมของทั้งคู่ไม่ห่างกันเลย อยู่ในขอบเขตความคลาดเคลื่อน ที่นายทรัมป์หรือแฮร์ริสอาจเป็นผู้นำ ด้วยคะแนน 2-3 จุดก็ได้ แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุดก็ตาม ก็ล้วนมีเหตุผลสนับสนุน ที่ทำให้ทรัมป์หรือแฮร์ริสกลายเป็นผู้ชนะ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสหรัฐอเมริกา

5 เหตุผลที่อาจทำให้ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง

1.ทรัมป์ไม่ได้อยู่ในอำนาจ

เศรษฐกิจเป็นปัญหาอันดับ 1 ที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสหรัฐฯ พิจารณาเพื่อเลือกผู้นำคนถัดไปของพวกเขา ซึ่งในตอนนี้ แม้ว่าอัตราว่างงานจะต่ำและตลาดการเงินกำลังเฟื่องฟู แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่า พวกเขาต้องดิ้นรนกับราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน

อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุค 70 ปี โดยเป็นผลกระทบระยะยาวจากการระบาดของโควิก-19 เมื่อหลายปีก่อน เกิดโอกาสให้โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานรัฐบาล และถามว่า “พวกคุณดีขึ้นจากเมื่อ 4 ปีก่อนหรือยัง?”

ในปี 2567 นี้ เกิดการเลือกตั้งใหญ่ในหลายประเทศ และฝ่ายที่เป็นรัฐบาลอยู่มักพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงินเฟ้อ, ผลกระทบหลังโควิด และค่าครองชีพ และผู้โหวตชาวอเมริกันก็มีท่าทีกระหายที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ผลสำรวจความคิดเห็นของ แกลลัป (Gallup) ในเดือนตุลาคม 2567 ชี้ว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่พอใจกับทิศทางของประเทศ และ 2 ใน 3 คาดว่าเศรษฐกิจจะเลวร้ายลงไปอีก ซึ่งแฮร์ริสพยายามจะแสดงให้เห็นว่า เธอไม่ใช่ โจ ไบเดน แต่จนถึงตอนนี้ เธอก็ยังสลัดภาพของไบเดนออกไปไม่ได้เสียที

2.ทรัมป์สะทกสะท้ายต่อข่าวร้าย

นายทรัมป์เผชิญข่าวอื้อฉาวมากมาย โดยเฉพาะหลังการจลาจลที่อาคารสภาคองเกรสเมื่อ 6 ม.ค. 2564 จากนั้นเขาก็ถูกฟ้องร้องหลายสิบคดี และถึงขั้นกลายเป็นอดีตประธานาธิบดีคนแรก ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่การสนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐฯ ก็ยังสูงกว่า 40% มาตลอด

เดโมแครตและฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ “ไม่เอาโดนัลด์ ทรัมป์” พยายามจะบอกว่า เขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอเมริกา แต่ชาวรีพับลิกันส่วนใหญ่กลับเห็นด้วยตอนที่นายทรัมป์บอกว่า เขสเป็นเหยื่อการล่าแม่มดทางการเมือง

ตอนนี้ นายทรัมป์ต้องการคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้โหวตที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาจะชนะการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องมาคอยแก้ไขเรื่องภาพลักษณ์ของตัวเองแม้แต่น้อย

3.ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับทรัมป์ เรื่องผู้อพยพผิดกฎหมาย

นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว การเลือกตั้งสหรัฐฯ มักตัดสินกันด้วยปัญหาที่มีอารมณ์ความรู้สึกของผู้โหวตเข้ามามีส่วนร่วม

เดโมแครตเป็นความหวังเรื่องนโยบายทำแท้งของสตรี ส่วนนายทรัมป์ เดิมพันเรื่องผู้อพยพ ซึ่งหลังจากจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองพุ่งสูงทุบสถิติในยุคของไบเดน และการเข้ามาของคนกลุ่มนี้ส่งผลกระทบในรัฐต่างๆ ไปไกลเกินพื้นที่ชายแดน ผู้โหวตก็เริ่มเชื่อใจโดนัลด์ ทรัมป์ ในเรื่องผู้อพยพมากขึ้น

และเขาทำคะแนนในจากกลุ่มชาวลาตินอเมริกันได้ดีกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนด้วย

4.คนไม่มีปริญญามีมากกว่าคนที่มี

นายทรัมป์เรียกร้องให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่รู้สึกว่าตัวเองถูกลืมและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ให้มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงการเมือง ด้วยการเปลี่ยนเขตเลือกตั้งที่ปกติเป็นฐานเสียงของเดโมแครต ให้กลายเป็นของรีพับลิกัน และพูดเรื่องการปกป้องอุตสาหกรรมของอเมริกันด้วยการตั้งกำแพงภาษี จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องปกติ

หากทรัมป์กระตุ้นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแถบชนบทของรัฐสวิงสเตทให้ออกมาใช้สิทธิ์ได้สำเร็จ เขาก็อาจชดเชยจากการเสียคะแนนจากกลุ่มรีพับลิกันสายกลางและมีการศึกษาสูงได้

5.ทรัมป์ถูกมองว่า เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ในโลกที่ไม่มันคง

ฝ่ายตรงข้ามของนายทรัมป์ โจมตีอดีตประธานาธิบดีรายนี้ว่า บ่อนทำลายพันธมิตรของอเมริกา ด้วยการไปตีสนิทกับพวกผู้นำเผด็จการ แต่นายทรัมป์มองว่า ความคาดเดาไม่ได้ของตัวเขาเอง คือความได้เปรียบ และชี้ว่า ในตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดี ไม่มีสงครามใหญ่เกิดขึ้นในโลกใบนี้เลย

ตอนนี้ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังไม่พอใจ ที่สหรัฐฯ ต้องส่งเงินหลายพันล้านให้แก่ยูเครนแลอิสราเอล และคิดว่าอเมริกาอ่อนแอลงภายใต้การปกครองของไบเดน นอกจากนั้น ผู้โหวตส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชายที่ก็มองว่านายทรัมป์ เป็นผู้นำที่เข้มแข็งกว่าแฮร์ริสไปแล้ว

5 เหตุผลที่อาจทำให้แฮร์ริส ชนะการเลือกตั้ง

1.แฮร์ริสไม่ใช่ทรัมป์

แม้ว่านายทรัมป์จะมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง แต่เขาก็ยังคงเป็นตัวตนที่ทำให้เกิดการแบ่งฝักฝ่าย

ในปี 2563 นายทรัมป์ได้คะแนนโหวตจากประชาชนทุบสถิติมากที่สุดของฝ่ายรีพับลิกัน แต่กลับพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะมีชาวอเมริกันโหวตให้ไบเดน มากกว่าเขาถึง 7 ล้านคน

คราวนี้ แฮร์ริสก็กำลังเล่นกับปัจจัยที่น่ากังวล หากนายทรัมป์กลับมามีอำนาจอีกครั้ง เธอกล่าวหานายทรัมป์ว่าเป็นพาก ฟาสซิสต์ และเป็นภัยต่อประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันก็ให้คำมั่นว่าเธอจะก้าวข้ามเรื่องดราม่า และความขัดแย้งต่างๆ

ผลสำรวจความคิดเห็นของ รอยเตอร์ส/อิปซอส เมื่อเดือนกรกฎาคมชี้ว่า ชาวอเมริกัน 4 ใน 5 รู้สึกว่า ประเทศกำลังหลุดออกนอกการควบคุม และแฮร์ริสกำลังหวังให้ผู้โหสต์ โดยเฉพาะฝ่ายรีพับลิกันสายกลางที่ต่อต้านนายทรัมป์ และผู้โหวตอิสราเอล มองว่าเธอเป็นตัวเลือกที่มีความมั่นคงมากกว่า

2.แฮร์ริสไม่ใช่ไบเดน

ก่อนที่ไบเดนจะถอนตัวจากการเลือกตั้ง เดโมแครตอยู่ในสถานะที่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของพวกเขานั้นเกือบจะแน่นอน แต่ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ เดโมแครตก็รวมเป็นหนึ่งช่วยกันผลักดันแฮร์ริส จนมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว แม้จะเข้าสู่สนามที่หลัง

ฝ่ายรีพับลิกันพยายามจะโยงเธอเข้ากับนโยบายซึ่งไม่เป็นที่นิยมของ โจ ไบเดน แต่แฮร์ริสทำให้เห็นว่า ข้อครหาของไบเดนบางอย่างก็เกินจริงเกินไป

ที่ชัดที่สุดคือเรื่องอายุ ผลสำรวจชี้ว่า สิ่งที่ผู้โหวตมักกังวลที่สุดเกี่ยวกับไบเดนคือเรื่องสุขภาพของไบเดน ว่าจะเหมาะสมทำหน้าที่ประธานาธิบดีหรือไม่ แต่ตอนนี้เกมพลิกแล้ว นายทรัมป์กลายเป็นฝ่ายที่ต้องถูกตั้งคำถามนี้ เพราะหากเขาชนะ ทรัมป์ในวัย 79 ปี จะกลายเป็นบุคคลอายุมากที่สุดที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

3.แฮร์ริสเป็นนักสู้เพื่อสิทธิสตรี

นี่เป็นการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกหลังจากศาลสูงสุดคว่ำคำตัดสินคดี โรกับเวด ซึ่งเป็นคดีตัวอย่างที่ถูกใช้เพื่อรับรองสิทธิ์ในการทำแท้งของสตรี

ผู้โหวตที่กังวลเรื่องการปกป้องสิทธิ์การทำแท้งให้การสนับสนุนแฮร์ริสอย่างท่วมท้น และมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในอดีต เช่นการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2565 ที่ปัญหานี้สามารถผลักดันให้ผู้โหวตออกมาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

คราวนี้ 10 รัฐรวมถึงแอริโซนา จะมีบัตรเลือกตั้งที่ถามผู้โหวตว่า ควรกำกับดูแลเรื่องการทำแท้งอย่างไร ซึ่งนี่อาจช่วยเพิ่มจำนวนการออกมาใช้สิทธิ์และจำนวนผู้ที่สนับสนุนแฮร์ริสได้

นอกจากนั้น ความเป็นไปได้ที่เธอจะกลายเป็นประธานาธิบดีหญิงของแรกของสหรัฐฯ ก็อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มสตรีได้มากเช่นกัน

4.ผู้สนับสนุนแฮร์ริส มีโอกาสออกมาใช้สิทธิ์จริงๆ มากกว่า

เดโมแครตทำได้ดีกว่ารีพับลิกันเรื่องจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์มาโดยตลอด และกลุ่มผู้สนับสนุนแฮร์ริสในครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และผู้สูงอายุ ก็มีแนวโน้มออกมาใช้สิทธิ์จริงๆ มากกว่า แค่ลงทะเบียนไว้เฉยๆ

ส่วนนายทรัมป์ เขาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่มีอัตราการออกมาใช้สิทธิ์ต่ำกว่า อย่างกลุ่มคนหนุ่ม และผู้ที่ไม่จบการศึกษาระดับวิทยาลัย ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2563 ตอนนั้นนายทรัมป์นำในเรื่องจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ แต่พอถึงวันจริง เขากลับแพ้ด้วยคะแนนห่างถึง 7 ล้านเสียง

5.แฮร์ริสระดมทุนและใช้เงินมากกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้นใช้เงินมหาศาล และในปี 2567 นี้ ก็กำลังจะกลายเป็นปีที่มีการใช้เงินมากที่สุด

แต่หากเป็นในเรื่องกำลังจ่าย แฮร์ริสได้เปรียบฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่ขึ้นมาเป็นแคนดิเดทในเดือนกรกฎาคมจนถึงตอนนี้ เธอระดมทุนได้มากกว่าที่โดนัลด์ ทรัมป์ ทำได้ตั้งแต่เดือมกราคม 2566 และทีมหาเสียงของเธอก็ใช้งบประมาณในการโฆษณามากกว่านายทรัมป์เกือบเท่าตัว

การเพิ่มความตระหนักรู้แบบนี้ อาจมีส่วนช่วยในการแข่งขันที่มีความใกล้เคียงมากๆ เช่นนี้ ซึ่งในท้ายที่สุด ผู้ที่จะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ก็คือผู้โหวตในรัฐสวิงสเตท ที่ตอนนี้กำลังถูกถล่มด้วยโฆษณาจากผู้สมัครทั้ง 2 ฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : bbc

ควินซี โจนส์ โปรดิวเซอร์ระดับตำนานวงการเพลงสหรัฐฯ เสียชีวิตในวัย 91 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823741

ควินซี โจนส์ โปรดิวเซอร์ระดับตำนานวงการเพลงสหรัฐฯ เสียชีวิตในวัย 91 ปี

5 พ.ย. 2567 01:30 น.

ควินซี โจนส์ โปรดิวเซอร์ระดับตำนานวงการเพลงสหรัฐฯ เสียชีวิตในวัย 91 ปี

ควินซี โจนส์ นักดนตรีชาวอเมริกันและโปรดิวเซอร์ผู้เคยร่วมงานกับศิลปินระดับตำนานมาแล้วมากมาย เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 91 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอาร์โนล์ โรบินสัน โฆษกของ ควินซี โจนส์ เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 4 พ.ย. 2567 ว่า บุคคลสำคัญในวงการดนตรีสหรัฐฯ ผู้นี้ จากไปอย่างสงบเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 พ.ย.) ที่บ้านของเขาในย่าน เบล แอร์ ของนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

“คืนนี้ ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมแต่แตกสลาย เราต้องแบ่งปันข่าวการจากไปของ ควินซี โจนส์ ผู้เป็นทั้งพ่อและพี่น้องของเรา และถึงแม้ว่านี่จะเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับครอบครัวของเรา แต่เราก็ขอเฉลิมฉลองกับชีวิตอันยิ่งใหญาที่เขาได้ใช้มา และการได้รู้ว่าจะไม่มีใครเหมือนกับเขาอีกแล้ว” แถลงการณ์ของครอบครัวโจนส์ระบุ

ทั้งนี้ โจนส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเป็นโปรดิวเซอร์คู่บุณของ ไมเคิล แจ็กสัน ราชาเพลงป๊อป โดยทำงานร่วมกันครั้งแรกในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Wizard of Oz” ตอนที่แจ็กสันมีอายุ 19 ปีเท่านั้น และมีส่วนร่วมในการผลิตอัลบั้มของแจ็กสันถึง 3 อัลบั้ม ได้แก่ “Off the Wall”, “Thriller” และ “Bad”

ตลอด 75 ปีที่ทำงานในวงการดนตรี โจนส์คว้ารางวัลแกรมมี อวอร์ดส์ ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของวงการดนตรีสหรัฐฯ ถึง 28 ครั้ง และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร ไทม์ส ว่าเป็นหนึ่งในนักดนตรีแจ๊ซผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20

โจนส์เคยทำงานใกล้ชิดกับ แฟรงก์ ซินาตรา และดัดแปลงเพลงคลาสสิกอย่าง “Fly Me To The Moon” โดยเปลี่ยนจากจังหวะวอลต์ซ เป็นจังหวะสวิง

ในปี 2528 โจนส์รวบรวมนักร้องยอดนิยมที่สุดของอเมริกันในยุคนั้นจำนวน 46 คน รวมถึง แจ็กสัน, บรูซ สปริงสตีน, ทีนา เทอร์เนอร์ และ ซินดี ลอเปอร์ มาร่วมกับขับร้องเพลง “We Are the World” เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญกับความอดอยากในเอธิโอเปีย และกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ทอันดับ 1 ในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ

โจนส์ยังแต่งเพลงประกอบให้ภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์มากกว่า 50 เรื่อง รวมถึงภาพยนตร์ “The Italian Job” ในปี 2512 เขายังร่วมเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “The Color Purple” ในปี 2528 และเป็นการทำให้โลกได้รู้จักกับนักแสดงอย่าง โอปรา วินฟรีย์ และวูปี โกลด์เบิร์ก ที่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อเสียงด้วย

หลังข่าวการเสียชีวิตของโจนส์ได้รับการเปิดเผยออกมา วูปี โกลด์เบิร์ก เป็นหนึ่งในคนมากมายที่ออกมาร่วมแสดงความเสียใจ โดยระบุในข้อความว่า “โจนส์เป็นคนที่ไม่เหมือนใคร”

ในส่วนของงานในวงการโทรทัศน์ โจนส์เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์รายการ “The Fresh Prince of Bel Air” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กู้ภัยสเปนเร่งค้นหาผู้สูญหาย ฝนตกเพิ่ม เตือนภัยสูงสุดที่กาตาลุญญา

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823735

กู้ภัยสเปนเร่งค้นหาผู้สูญหาย ฝนตกเพิ่ม เตือนภัยสูงสุดที่กาตาลุญญา

4 พ.ย. 2567 23:00 น.

กู้ภัยสเปนเร่งค้นหาผู้สูญหาย ฝนตกเพิ่ม เตือนภัยสูงสุดที่กาตาลุญญา

ทีมกู้ภัยของสเปนกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหายตามอุโมงค์หรือลานจอดรถใต้ดินที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่มีฝนตกเพิ่มในแคว้นกาตาลุญญา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันที่เมืองบาร์เซโลนา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมกู้ภัยในประเทศสเปนยกำลังออกค้นหาผู้สูญหายในเหตุน้ำท่วมใหญ่ในภาคตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะในลานจอดรถใต้ดินที่ถูกน้ำท่วมขัง เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พ.ย. 2567 วันเดียวหลังจากผู้ชนที่โกรธแค้นปาโคลนใส่คิงเฟลิเปที่ 6 และนายกรัฐมนตรี ซึ่งไปเยือนพื้นที่น้ำท่วม

สเปนกำลังเผชิญเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยจำนวนผู้เคราะห์ร้ายตอนนี้อยู่ที่ 217 ศพ โดย 213 ศพในจำนวนนี้ อยู่ที่แคว้นบาเลนเซีย ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด อีก 3 ศพอยู่ที่แคว้นกัสติยา-ลามันชา และอีก 1 ศพ อยู่ที่แคว้นปกครองตนเองอันดาลูเซีย

ตอนนี้ทีมนักประดาน้ำกำลังมุ่งการค้นหาผู้สูญหายตามลานจอดรถใต้ดินที่ยังถูกน้ำท่วมขัง ในเมืองอัลไดยา หลังประชาชนจำนวนมากถูกพายุฝนเล่นงานโดยไม่ทันตั้งตัวขณะอยู่ภายในรถยนต์ของพวกเขา หรืออยู่ในพื้นที่ใต้ดินอย่างลานจอดรถ, อุโมงค์ และโรงรถ ซึ่งปฏิบัติการกู้ภัยยากเป็นพิเศษ

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสเปน (AEMET) ประกาศยุติสถานการณ์ฉุกเฉินในแคว้นบาเลนเซียในวันจันทร์ แต่กำหนดให้บางพื้นที่ของแคว้นกาตาลุญญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ให้อยู่ในภาวะเฝ้าระวังฝนตกหนัก ระดับสีแดง ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด

ฝนที่ตกลงมาทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในเมืองบาร์เซโลนา และบริการรถไฟในแคว้นกาตาลันถูกยกเลิกอย่างไม่มีกำหนด ตามการเปิดเผยของนาย ออสการ์ ปูเอนเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขณะที่เที่ยวบินโดยสารของท่าอากาศยาน เอล แปรต ในเมืองบาร์เซโลนา ต้องล่าช้า หรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังจุดหมายอื่น

ทั้งนี้ สเปนกำลังรับมือกับผลที่ตามมาหลังน้ำท่วม ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและผู้มีอำนาจ เนื่องจากความช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า

นายเฟร์นันโด กรังเด-มาร์ลัสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในวันจันทร์ว่า กองกำลังป้องกันพลเรือนกำลังสืบสวนเหตุความวุ่นวานที่เมืองไปปอร์ตา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในแคว้นบาเลนเซีย หลังฝูงชนขวางปาสิ่งของและดินโคลนใส่คิงเฟลิเปที่ 6, ควีนเลติเซีย และนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ขณะที่ทั้งสามเดินทางไปเยือนเมื่อวันอาทิตย์

นายกรังเด-มาลัสกา กล่าวโทษคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ว่าเป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดการเผชิญหน้ารุนแรงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการให้ความช่วยเหลือ และความพร้อมรับมือภัยพิบัติของรัฐบาลสเปนกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากระบบเตือนภัยล้มเหลวในการแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า และตอนสนองไม่ทันท่วงที

ทหารและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพิ่งเดินทางถึงบางเมืองหลังจากหายนะได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมีหลายกรณีที่อาสาสมัคร ที่เป็นกลุ่มแรกที่แจกจ่ายเสบียงอาหาร, ของใช้ด้านสุขอนามัยและอุปกรณ์ทำความสะอาด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ

“เราไม่ควรมองโลกในแง่ดีในเรื่องนี้ เพราะผู้คนต้องมาช่วยเหลือกันเองเนื่องจากเราถูกทอดทิ้ง” ฆอร์เก ผู้อยู่อาศัยในเมืองชิวา หนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วม กล่าว “เสียงปรบมือควรมอบให้แก่เหล่าอาสาสมัคร ไม่ใช่พวกคนที่มาแค่เพื่อถ่ายรูปและสร้างภาพ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

บัสอินเดียตกเขา ผู้โดยสารดับสลด 36 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823733

บัสอินเดียตกเขา ผู้โดยสารดับสลด 36 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

4 พ.ย. 2567 22:15 น.

บัสอินเดียตกเขา ผู้โดยสารดับสลด 36 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

รถบัสคันหนึ่งในอินเดีย ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคัน พลัดตกเขาในรัฐอุตตราขัณฑ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ย. 2567 รถบัสโดยสารคันหนึ่งกำลังเดินทางบนถนนเนินเขาในรัฐอุตตราขัณฑ์ เพื่อมุ่งหน้าจากเขตการ์วาล (Garhwal) ไปยังเขต รามนาการ์ (Ramnagar) แต่ระหว่างทางคนขับกลับเสียการควบคุมทำให้รถตกลงไปในหุบเขา ตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 ศพ บาดเจ็บอีก 27 ราย

เจ้าหน้าที่รัฐอุตตราขัณฑ์บอกกับสำนักข่าว เอพี ว่า รถบัสคันนี้ถูกออกแบบมาให้บรรทุกผู้โดยสารได้ 42 คน แต่รถคันที่เกิดเหตุกลับมีผู้โดยสารมากกว่า 60 คนอยู่บนรถในตอนที่เกิดเหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว

หลังเกิดเหตุ ทางการเขตอัลโมรา ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการกู้ภัย โดยพบว่า ผู้เคราะห์ร้ายหลายรายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้บาดเจ็บรวมถึงผู้ที่มีอาการสาหัส 3 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว

ขณะที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอลงบนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กำลังทำงานรอบรถบัสที่พลิกคว่ำอยู่ในพุ่งไม้ใกล้แม่น้ำ ต่ำลงไปจากถนนราว 200 ฟุต สภาพพังเสียหายยับเยิน

ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ พร้อมประกาศมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 200,000 รูปี (ราว 80,000 บาท) ให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต และ 50,000 รูปี (ราว 20,000 บาท) ให้ครอบคครัวผู้บาดเจ็บด้วย

นายพุชการ์ สิงห์ ธามี มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ ระบุว่า เขาออกคำสั่งให้มีการสืบสวนเหตุการณ์นี้อย่างละเอียดแล้ว เพื่อดูว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์หาเสียงดุเดือด กลับมาใช้ยุทธวิธีเก่า กล่าวหาเดโมแครตโกงเลือกตั้ง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823621

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์หาเสียงดุเดือด กลับมาใช้ยุทธวิธีเก่า กล่าวหาเดโมแครตโกงเลือกตั้ง

4 พ.ย. 2567 14:13 น.

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์หาเสียงดุเดือด กลับมาใช้ยุทธวิธีเก่า กล่าวหาเดโมแครตโกงเลือกตั้ง

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรครีพับลิกัน หาเสียงอย่างดุเดือด กล่าวโจมตีโดยไม่มีหลักฐานว่าเดโมแครตโกงเลือกตั้ง และเขาจะไม่ยอมรับผลการนับคะแนนหากว่าเขาพ่ายแพ้ และยังบอกว่าเขาถูกขโมยคะแนนเสียงไปในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว โดยเป็นยุทธวิธีการนำแผนการที่เขาเคยใช้ในปี 2020 กลับมาใช้อีกครั้ง นอกจากนี้ยังใช้ผู้สนับสนุนคนดังที่เป็นกระบอกเสียง คอยเสริมแนวคิดอันไร้หลักฐานของเขาก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อปลุกเร้าผู้สนับสนุนของเขาให้เชื่อผิดๆ ว่าการเลือกตั้งนั้นไม่ชอบธรรมหากเขาแพ้การเลือกตั้ง
  • ทรัมป์ยังระบุว่า วิธีเดียวที่รองประธานาธิบดีแฮร์ริสจะชนะการเลือกตั้งได้คือการโกง และบอกว่าการลงคะแนนเสียงโดยผู้ที่ไม่ได้เป็นพลเมืองนั้นเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบการลงคะแนนเสียงในต่างประเทศ หรือการลงคะแนนเสียงในกองทัพ เขายังอ้างว่าเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งกำลังใช้การลงคะแนนเสียงล่วงหน้าเพื่อกระทำการทุจริตให้กับฝ่ายเดโมแครต ซึ่งทรัมป์ระบุว่า การลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์จำนวนมากนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าเขาจะสนับสนุนให้ผู้สนับสนุนของเขาใช้การลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ในครั้งนี้ด้วยก็ตาม

ข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริง

นายเบ็น กินส์เบิร์ก ผู้ร่วมรายการของ CNN และทนายความด้านการรณรงค์หาเสียงของพรรครีพับลิกัน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายให้กับผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกันหลายคนก่อนหน้านี้ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทรัมป์มองว่าเส้นทางกลับไปสู่ทำเนียบขาวของเขา คือการที่จะต้องดูหมิ่นสถาบันพื้นฐานของอเมริกาอย่างการเลือกตั้ง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เขาเคยกล่าวในปี 2020 เป็นอย่างมาก

โดยในปี 2020 ทรัมป์พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างสูสี และใช้เวลาถึง 2 เดือนในการพยายามพลิกผลการเลือกตั้ง ขณะที่ในปี 2024 การสำรวจความคิดเห็นบ่งชี้ว่า การเลือกตั้งในรัฐสมรภูมิ 7 แห่งจะมีคะแนนสูสี เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งกำลังเตรียมรับมือกับข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเลือกตั้งต้องขึ้นอยู่กับ บัตรลงคะแนนไม่กี่ร้อยใบใน 1 หรือ 2 รัฐ

นายจัสติน เลวิตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเลือกตั้งที่ Loyola Law School ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสิทธิในการลงคะแนนเสียงในทำเนียบขาวของนายไบเดน กล่าวว่า ขณะที่การลงคะแนนเสียงล่วงหน้าได้เริ่มต้นขึ้น เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นและระดับรัฐหลายคนแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีเจตนาที่จะกวาดล้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าการทุจริตการเลือกตั้งนั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้น ก็มักจะถูกจับได้ผ่านมาตรการป้องกันหลายชั้นที่มีอยู่ในกระบวนการลงคะแนนเสียง 

เขากล่าวว่า ตอนนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่หากการเลือกตั้งครั้งนี้มีคะแนนเสียงมากกว่า 537 เสียงในรัฐชี้ขาดใด ๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นก็ไม่มีความหมาย

อย่างไรก็ตาม มีทฤษฎีสมคบคิดถูกแชร์แพร่กระจายไปบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงจากอีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท X ซึ่งทุ่มเงินหลายสิบล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งเตือนว่าพวกเขามีคู่แข่งที่ด้อยกว่าและต้องดิ้นรนเพื่อต่อสู้กับกระแสข่าวลือที่ออกมาจากอีลอน มัสก์ 

การชิงชัยสมรถูมิเดือดที่เพนซิลเวเนีย


เพนซิลเวเนียอาจเป็นรัฐที่ตัดสินผลเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2024 และกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งการต่อสู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับกฎการลงคะแนนเสียง และการแพร่กระจายข้อมูลที่ผิดพลาด โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กล่าวอ้างทั้งบนโซเชียลมีเดียและในการหาเสียง ในการชุมนุม ที่เมืองอัลเลนทาวน์ รัฐเพนซิลเวเนียโดยไม่มีหลักฐานว่าฝ่ายตรงข้ามของเขาโกงการเลือกตั้งในรัฐ ทรัมป์อ้างว่าการค้นพบใบสมัครลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สงสัยว่ามีการฉ้อโกงหลายร้อยใบในแลนคาสเตอร์เคาน์ตี้ เป็นหลักฐานของการโกงการเลือกตั้ง

เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งของเมืองแลนคาสเตอร์และอัยการเขต ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พวกเขาได้รับใบสมัครลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องสงสัยว่าเป็นเอกสารปลอม ซึ่งมีลายมือคล้ายกัน ข้อมูลไม่ถูกต้อง และมีปัญหาด้านอื่นๆ

ทางด้านแคธี บูควาร์ อดีตเลขาธิการการเลือกตั้งรัฐเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า แต่สิ่งนั้นแทบจะไม่ใช่หลักฐานของการโกงเลย และในความเป็นจริง มันยังแสดงให้เห็นว่าระบบได้พยายามตรวจสอบใบสมัคร โดยอาศัยการตรวจสอบที่มีอยู่เพื่อยืนยันข้อมูลส่วนตัวและลายเซ็นของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนก่อนที่จะลงคะแนนเสียงใดๆ

ขณะที่เมื่อเดือนที่แล้ว นักเคลื่อนไหวอนุรักษ์นิยมคนหนึ่งโพสต์ข้อความใน X ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง และโพสต์นี้กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนลงคะแนนเสียง 53 คนในที่อยู่เดียวกัน ซึ่งเป็นโบสถ์คาธอลิกในอีรีเคาน์ตี้ แต่นั่นไม่ใช่การทุจริตการเลือกตั้งแต่อย่างใด เพราะมีแม่ชีเบเนดิกตินแห่งอีรี 55 คนอาศัยอยู่ที่นั่น

รัฐเพนซิลเวเนียยังเป็นสถานที่เกิดการฟ้องร้องก่อนการเลือกตั้งอย่างดุเดือดมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งรวมถึงกฎเกณฑ์ เกี่ยวกับการนับคะแนนบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์และวิธีการจัดการการลงคะแนนล่วงหน้า ทีมหาเสียงของทรัมป์และพรรครีพับลิกันฟ้องร้องให้บัคส์เคาน์ตี้ขยายเวลาส่งจดหมายตามคำขอกรณีผู้ลงคะแนนเสียงถูกปฏิเสธ

“อีลอน มัสก์” เครื่องสร้างข้อมูลเท็จของทรัมป์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งกล่าวว่าข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือปริมาณข้อมูลไวรัลที่พวกเขาพยายามติดตามอย่างสุดความสามารถ โดยการที่อีลอน มัสก์เข้าซื้อกิจการ X ซึ่งเดิมเรียกว่า Twitter ในปี 2022 ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะเขาเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ มากมายต่อผู้ติดตาม 200 ล้านคนของเขาบนเว็บไซต์ รวมถึงในไปปราศรัยในงานทาวน์ฮอลล์ เพื่อสนับสนุนการลงสมัครรับเลือกตั้งของทรัมป์

โซเชียลมีเดียของอีลอน มัสก์ ถูกใช้เพื่อการกระตุ้นทฤษฎีสมคบคิดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงโดยผู้มีอิทธิพลจากต่างประเทศในปี 2559 แต่ X และบริษัทโซเชียลมีเดียอื่นๆ ได้หันเหความสนใจจากความพยายามที่จะปราบปรามความเท็จที่แพร่กระจายบนเว็บไซต์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โจเซลิน เบนสัน เลขาธิการรัฐมิชิแกน พยายามโต้แย้งข้อกล่าวหาที่มัสก์เล่าเกี่ยวกับผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งในรัฐมิชิแกน โดยกล่าวหาว่าเขาเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่อันตราย ในขณะที่อีลอน มัสก์ ตอบโต้ว่าเบนสันโกหกประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

มัสก์กล่าวว่า เขากำลังเกาะติดคำกล่าวอ้างที่ระบุว่า ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในมิชิแกนมีจำนวนมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการรัฐระบุว่า เป็นเพราะข้อผิดพลาดในการจัดรูปแบบข้อมูลที่ได้รับการแก้ไขแล้ว

โดยทรัมป์พยายามเปลี่ยนแปลงข้อมูลงชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนด้วยการอ้างว่า เขาถูกโกงอำนาจเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เขากำลังสร้างภัยคุกคามที่ชั่วร้ายต่อการเลือกตั้งในปี 2024 และปั่นกระแสความไว้วางใจซึ่งอาจทำให้คะแนนเสียงของประธานาธิบดีแปดเปื้อนได้แม้ว่าเขาจะออกจากเวทีไปแล้วก็ตาม. 

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : อัปเดตผลโพลล่าสุด อีก 48 ชม.ก่อนเลือกตั้ง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2823651

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : อัปเดตผลโพลล่าสุด อีก 48 ชม.ก่อนเลือกตั้ง

4 พ.ย. 2567 13:50 น.

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : อัปเดตผลโพลล่าสุด อีก 48 ชม.ก่อนเลือกตั้ง

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ หากนับตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯก็จะเหลืออีกประมาณ 24 ชั่วโมงเท่านั้น โดยโพลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันแบบรวมทุกรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อนชี้ว่า สองผู้สมัคร “คามาลา แฮร์ริส” จากพรรคเดโมแครต และ “โดนัลด์ ทรัมป์” มีคะแนนสูสีกันอย่างมาก ในขณะที่ล่าสุดรัฐสมรภูมิ คะแนนยิ่งสูสีแบบไม่สามารถคาดเดาเลยในตอนนี้เได้ว่าใครจะชนะ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันล่าสุดก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโพลระดับชาติ พบว่า คามาลา แฮร์ริส มีคะแนนนำทรัมป์เล็กน้อย ที่ 48-47 และในส่วนของโพลระดับชาติจัดทำโดย “FiveThirtyEight” ระบุว่า แฮร์ริส นำทรัมป์เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ 47.9% ส่วนทรัมป์ได้ไป 47.9%

ขณะที่รัฐสวิง บางรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงของเดโมแครต อย่างเพนซิลเวเนีย ผลโพลชี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนนำเล็กน้อยที่ 47.9% และแฮร์ริสได้ไป 47.6% ขณะที่ในมิชิแกน และวิสคอนซิน แฮร์ริสมีคะแนนนำอยู่ 1% นอกจากนี้ทรัมป์ยังมีคะแนนนำ 1% ในรัฐเนวาดา และนำ 2% ในจอร์เจียกับนอร์ธแคโรไลนา และนำ 3% ในรัฐแอริโซนา

อย่างไรก็ตาม ในรัฐไอโอวา ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงของรีพับลิกัน ปรากฏว่าในครั้งนี้ แฮร์ริสมีคะแนนนำทรัมป์อยู่ที่ 47-44 หรือคิดเป็น 3%.

ในส่วนของรัฐฐานเสียงเดโมแครต หรือ Blue Wall ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเทคะแนนให้พรรคเดโมแครต แต่ในปีนี้ถือเป็นรัฐที่คะแนนนิยมแกว่ง อย่างในเพนซิลเวเนีย ทรัมป์มีคะแนนนำอยู่เล็กน้อยที่ 47.9% เทียบกับ 47.6% แฮร์ริส ในขณะที่แฮร์ริสมีคะแนนนำอยู่ 1% ในรัฐมิชิแกน และวิสคอนซิน ทรัมป์นำหน้าแฮร์ริสอยู่ 1% ส่วนในเนวาดา ร้อยละ 2% ในจอร์เจียและนอร์ทแคโรไลนา และร้อยละ 3% ในแอริโซนา

แต่ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่อาจเกิดขึ้นในไอโอวา ซึ่งเป็นรัฐที่ทรัมป์ชนะในปี 2016 และ 2020 บริษัทสำรวจความคิดเห็นที่ได้รับความนับถืออย่างสูงแสดงให้เห็นว่าแฮร์ริสมีคะแนนนำทรัมป์อยู่ 3% เ ที่ 47-44%

การสำรวจซึ่งเผยแพร่ร่วมกันโดย Des Moines Register และ Mediacom แสดงให้เห็นว่าแฮร์ริสได้รับการสนับสนุนจากผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า และจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด

‘นฤมล’พบผู้แทนเยาวชน ภาคเกษตรและอาหารไทย

https://www.naewna.com/local/839386

‘นฤมล’พบผู้แทนเยาวชน ภาคเกษตรและอาหารไทย

‘นฤมล’พบผู้แทนเยาวชน ภาคเกษตรและอาหารไทย

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพบปะกลุ่มผู้แทนเยาวชนจากภาคเกษตรและอาหารของไทย ได้แก่ น.ส.พนิดาวิชิรมาลา น.ส.พิชญาภา กิตติอร่าม นายสุทธิพจน์ เชื้ออภัยวงษ์ นายธรัฐ หุ่นจำลอง ซึ่งเดินทางเพื่อเข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้แทนเยาวชนจากทั่วโลกในงานประชุม World Food Forum ที่สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวชื่นชมกลุ่มเยาวชนที่มีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทของไทยในเวทีครั้งนี้ และขอให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์สร้างเครือข่าย และนำความรู้จากการร่วมประชุมมาพัฒนาทักษะ เสริมสร้างขีดความสามารถของตน และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในหน้าที่การงานในอนาคตต่อไป โดยกลุ่มเยาวชนภาคการเกษตรและอาหารไทย ต่างมีความยินดีที่ รมว.เกษตรฯให้โอกาส ในการเข้าพบ

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

https://www.naewna.com/local/839383

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว  เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

ปลัดฯมอบนโยบายกรมข้าว เพิ่มศักยภาพแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวฯ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดสัมมนาเรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.ว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมาก โดยในปี 2566 สามารถส่งออกได้ถึง 8.77 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 178.235 ล้านบาท แต่คุณภาพชีวิตของชาวนาไทยยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน ยังทำการเกษตรแบบดั้งเดิม พึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติ ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ปัญหา ซึ่งนโยบายเร่งด่วนคือยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” นำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri-Tech) เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตรฟื้นนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร

ดังนั้นการจะขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม สามารถแก้ปัญหาภาคเกษตร และช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ปรับรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ เน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงานเป็น Team Work มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายร่วมกัน และช่วยกันปฏิบัติงานให้สำเร็จ

“รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำในเรื่องการผลิตให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย จึงมอบหมายให้กรมการข้าว ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้พื้นที่ซึ่งเหมาะสมในการเพาะปลูก นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ จึงส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อทดแทนการใช้แรงงานในอนาคต เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้นต่อไป”นายประยูร กล่าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับบุคลากรของกรมการข้าว ได้นำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ไปปรับแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวนาในการวางแผนรับมือรองรับและปรับรูปแบบการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกความต้องการและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลอดจนสามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าข้าวและสิ่งสำคัญที่จะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักของนานาประเทศซึ่งทุกนโยบายจะเกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ตลอดจนการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการเป็น Team Work เป็นครอบครัวเกษตร ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมาย

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

https://www.naewna.com/local/839381

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

ฉก.พญานาคราชลุย ตรวจเข้มชายแดนใต้ ตัดวงจรสินค้าเถื่อน พืช-ประมง-ปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) พญานาคราช กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ ฉก.พญานาคราช ลงพื้นที่ตรวจเข้มการปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ในพื้นที่ จ.นราธิวาส มีผลการดำเนินงาน อาทิ ฉก.พญานาคราช ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์ จ.นราธิวาส ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง สนธิกำลังตั้งจุดสกัดเพื่อตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมายบริเวณแนวชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย 3 จุด ใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ได้แก่ จุดสกัดบริเวณโรงสีข้าวพิกุลทอง จุดสกัดบริเวณหน้าสถานีอนามัยเกาะสะท้อน และจุดสกัดบริเวณรอยต่อปะรุกา ซึ่งผลการปฏิบัติงานไม่พบการกระทำความผิดและสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

ขณะที่ พ.ต.อ.สราวุฒิ หลั่งอินทร์ ผกก.สภ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี และนายสุขุม สนธิพันธ์ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี นายจักรพงษ์ ขานโบ ปศุสัตว์ จ.นราธิวาส นายวิรัช ธนพัฒน์เจริญ นายสัตวแพทย์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ จ.นราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการเข้าตรวจสอบห้องเย็นและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ (Food Service) ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.บาเจาะ และ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส รวม 11 แห่ง โดยตรวจสอบเนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อไก่แช่แข็ง อาหารทะเล และเอกสารใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ใบรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ พบว่าถูกต้องครบถ้วน ไม่พบการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นๆ