ช่อสะดุ้ง! แจงไม่เคยจี้ทหารเปิดแผนรบ

ช่อสะดุ้ง! แจงไม่เคยจี้ทหารเปิดแผนรบ

ช่อสะดุ้ง! แจงไม่เคยจี้ทหารเปิดแผนรบ

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

ช่อสะดุ้ง! แจงไม่เคยจี้ทหารเปิดแผนรบ รู้ดีอะไรควรพูด!

เฟซบุ๊ก Pannika Chor Wanich ของ ช่อ พรรณิการ์ วานิช ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  มีการเผยแพร่ข้อความทำนองนี้กันมากในกลุ่มไอโอทหาร และฝ่ายอนุรักษ์นิยม 

ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงนะคะ ดิฉันไม่เคยพูดว่าทหารต้องกางแผนที่เปิดเผยแผนการรบ และที่สำคัญ วันที่ 17 ธ.ค. ดิฉันไม่ได้ออกรายการใดๆ 

ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการความมั่นคง ดิฉันทราบข้อมูลอ่อนไหวหลายประการ และเคยพูดในหลายวาระโอกาส หลายสื่อ ว่ารายละเอียดการรบหลายๆ อย่าง ดิฉันพูดไม่ได้ เพราะกระทบความมั่นคง ฝ่ายกัมพูชาจะทราบข้อมูล

ประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์แล้วถูกนำไปบิดเบือน คือการวิจารณ์รัฐบาลว่าเวลาบอกให้รบให้จบๆ แผนคืออะไร จะรบไปถึงจุดไหนที่จะจบ ถึงพนมเปญหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดยืนเชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องตัดสินใจและบอกต่อประชาชน ไม่ใช่ข้อมูลยุทธการ/ยุทธวิธีการรบของทหาร 

ใกล้เลือกตั้งเราจะเห็นอะไรแบบนี้มากขึ้น ฝากพี่น้องประชาชนช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อการปลุกปั่นและการดิสเครดิตที่ต่ำทราม มักง่าย ปราศจากหลักฐานแบบนี้เลยค่ะ

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

20 ธ.ค. 2568 10:49 น.

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

ยอดผู้เสียชีวิตในเมียนมาพุ่งสูง หลังรัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มความรุนแรงของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ใส่พื้นที่พลเรือนโดยเฉพาะในเขตสะกายเพื่อเร่งยึดคืนพื้นที่ ก่อนการเลือกตั้ง 28 ธันวาคมนี้

รัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มความรุนแรงของปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งการทิ้งระเบิด ยิงจรวด และกราดยิงจากอากาศ ใส่พื้นที่พลเรือนในเขตที่ฝ่ายต่อต้านควบคุม โดยเฉพาะในเขตสะกายเพื่อเร่งยึดคืนพื้นที่ ก่อนการเลือกตั้ง 28 ธันวาคมนี้ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยรายงานระบุว่า เพียงสัปดาห์เดียว มีพลเรือนเสียชีวิตหลายสิบรายจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา โดยการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร กล่าวยกย่องกองทัพอากาศ ในพิธีครบรอบ 78 ปี ที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันจันทร์ ชื่นชมความเสียสละและความทุ่มเท ในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายใน

ขณะที่เมื่อวันพฤหัสบดี กองทัพอากาศเมียนมาได้ส่ง เครื่องบินขับไล่ 4 ลำ และอากาศยานไจโรคอปเตอร์ 3 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขต คินอู โดยหนึ่งในเป้าหมายคือคลังน้ำมันริมถนนและทางแยกใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลกับ The Irrawaddy ว่าระเบิดตกใส่จุดเก็บถังน้ำมันริมถนน ไฟลุกลามไปยังรถยนต์ที่ติดอยู่ในการจราจร บริเวณจุดตรวจมีรถสะสมจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นเป้าง่าย

เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้ พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย โดยไม่มีรายงานการปะทะกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่แต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า กองทัพจงใจโจมตีพลเรือนด้วยระเบิด จรวด และปืนกลจากอากาศ

ก่อนหน้านั้นในวันพุธ เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมา 5 ลำ ได้โจมตีท่าเรือ 2 แห่ง ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอิระวดี ด้วยการทิ้งระเบิดอย่างน้อย 30 ครั้ง ส่งผลให้ มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่อพยพข้ามแม่น้ำมาจากเมืองซิงกู เขตมัณฑะเลย์ เพื่อหนีการสู้รบ

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในเมืองซิงกูกำลังอพยพจำนวนมาก หลังทหารรัฐบาลเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านในเขตมัณฑะเลย์

ในวันเดียวกัน เครื่องบินรบจากฐานทัพอากาศเมืองเมกติลา ได้ทิ้งระเบิดใส่ หมู่บ้านเซตอว์ ในเขตเวตเล็ต ทั้งที่ไม่มีการปะทะภาคพื้นดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมถึงคู่สามีภรรยาสูงอายุวัยกว่า 70 ปี บ้านเรือนและยานพาหนะหลายคันถูกทำลาย

คืนวันพุธ ยังมีรายงานว่า กองทัพอากาศโจมตี โรงพยาบาลชุมชนในเมืองเย-อู จนตัวอาคารได้รับความเสียหาย แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ซึ่งเป็นรัฐบาลเงา ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างน้อย 8,281 ครั้ง โดยจำนวนมากพุ่งเป้าไปยังบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในพื้นที่ฝ่ายต่อต้าน โดยยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอยู่ที่ อย่างน้อย 4,470 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์.

ที่มา : The Irrawaddy

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

Kennedy Center เพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

Kennedy Center เพิ่มชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

20 ธ.ค. 2568 10:08 น.

Kennedy Center เพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

ศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี กลายเป็นชนวนดราม่าการเมืองครั้งใหม่ หลังมีการเพิ่มชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงบนตัวอาคาร หลังคณะกรรมการบริหารซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง ลงมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เกิดกระแสดราม่าทางการเมืองสหรัฐฯอีกครั้ง หลังศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีการติดตั้งชื่อของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มลงไปบนตัวอาคาร ตามมติของคณะกรรมการบริหารซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง อนุมัติให้มีการเปลี่ยนชื่อ

โดยช่วงเช้าวันศุกร์ มีการนำผ้าใบสีน้ำเงินขนาดใหญ่มากั้นด้านหน้าอาคาร ขณะที่คนงานที่ติดตั้งโครงนั่งร้าน โดยพบว่ามีการติดตั้งคำว่า “The Donald” บนผนังบริเวณทางเข้าอาคาร จากเดิมที่ตั้งชื่อตาม จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตผู้ล่วงลับ ทำให้ชื่อเต็มของสถานที่แห่งนี้กลายเป็น “The Donald J. Trump and The John F. Kennedy Memorial Center for the Performing Arts” โดยทรัมป์ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของศูนย์แห่งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักการเมืองพรรคเดโมแครต รวมถึงสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และนักประวัติศาสตร์หลายคน โดยยืนยันว่า คณะกรรมการไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนชื่ออาคาร

เรย์ สม็อก อดีตนักประวัติศาสตร์ประจำสภาผู้แทนราษฎร ระบุในอีเมลว่า

“Kennedy Center ถูกตั้งชื่อโดยกฎหมาย หากจะเปลี่ยนชื่อ ต้องแก้ไขกฎหมายปี 1964 เท่านั้น คณะกรรมการไม่ได้เป็นองค์กรที่ออกกฎหมาย อำนาจนั้นเป็นของสภาคองเกรส”

ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้กำหนดให้ Kennedy Center เป็นอนุสรณ์มีชีวิตเพื่อรำลึกถึงเคนเนดีในปี 1964 หนึ่งปีหลังจากเขาถูกลอบสังหาร โดยกฎหมายระบุชัดว่า ห้ามคณะกรรมการเปลี่ยนอาคารให้เป็นอนุสรณ์ของบุคคลอื่น หรือเพิ่มชื่อบุคคลอื่นบนด้านนอกอาคาร ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า สมาชิกบางส่วนของตระกูลเคนเนดีไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวเช่นกัน

Kennedy Center ถือเป็นอาคารล่าสุดในกรุงวอชิงตันที่มีการเพิ่มชื่อทรัมป์ หลังจากก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งเพิ่มชื่อบนอาคารของ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (U.S. Institute of Peace)

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทาง Kennedy Center ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆอย่างเป็นทางการออกมา

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

"คิม จองอึน" ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

20 ธ.ค. 2568 05:29 น.

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเขตจังยอน ซึ่งเป็นโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ตอกย้ำนโยบายพัฒนาภูมิภาค ชูแนวคิดพึ่งพาตนเอง สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตจังยอน จังหวัดฮวังแฮใต้ ทางภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาคที่เขาผลักดันเป็นนโยบายหลัก

รายงานระบุว่า คิม จองอึน ได้ตัดริบบิ้นเปิดโรงงาน และเดินเยี่ยมชมสายการผลิตในจังหวัดฮวังแฮใต้  โดยได้ทดลองชิมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ แป้งสาลีหมัก ซอสถั่วเหลือง และสินค้าอาหารอื่นๆ ที่ผลิตจากโรงงาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีขึ้นเพียง 3 วัน หลังคิม จองอึน เพิ่งร่วมพิธีเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตคังดง ชานกรุงเปียงยาง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมภริยา รี ซอลจู และบุตรสาว

ช่วงที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดโรงงานระดับภูมิภาคในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเร่งผลักดันนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการ ลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ผลสำเร็จของนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ในการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาค พรรคแรงงานเกาหลีตั้งเป้ายกระดับทุกเมืองและทุกเขต ให้เป็นพื้นที่ที่สามารถพึ่งพาตนเองและมีความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งด้านวัตถุและวัฒนธรรมของประชาชนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

20 ธ.ค. 2568 05:06 น.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

สหรัฐฯ เดินหน้าเปิดเอกสารคดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักค้ากามชื่อฉาว หลังรัฐสภาผ่านกฎหมายบังคับเผยข้อมูลทั้งหมด รวมถึงปมการเสียชีวิตในเรือนจำ ท่ามกลางแรงกดดันต่อปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักค้ากามผู้มีชื่อพัวพันกับบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมาก รวมถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากเอกสารเหล่านี้ถูกปิดเป็นความลับมานานหลายปี

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในกฎหมายเมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน ภายใต้แรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง บังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยเอกสารและการสื่อสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ภายใน 30 วัน รวมถึงข้อมูลการสอบสวนการเสียชีวิตของเขาในเรือนจำกลาง

โดยทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านกฎหมายนี้อย่างเด็ดขาดในเดือนพฤศจิกายน นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง หลังความพยายามเปิดแฟ้มคดีนี้เคยติดขัดมาหลายเดือน จากการคัดค้านของทรัมป์และแกนนำพรรครีพับลิกัน

ทั้งนี้ การเปิดแฟ้มเอปสตีนครั้งนี้ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสาธารณชนและสื่อทั่วโลก เนื่องจากอาจเปิดเผยเครือข่ายอำนาจ และความเชื่อมโยงเชิงลึกของหนึ่งในคดีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

ที่มา CNN

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

20 ธ.ค. 2568 00:16 น.

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

คณะผู้เชี่ยวชาญรัฐบาลญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กรุงโตเกียวโดยตรง อาจมีประชาชนกว่า 8.4 ล้านคนติดค้าง เสี่ยงโกลาหล หากแห่เดินทางกลับพร้อมกัน และยังกระทบการกู้ภัย

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 คณะผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติของรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยการประเมินล่วงหน้าล่าสุด เตือนว่า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณกรุงโตเกียวโดยตรง อาจทำให้มีประชาชนมากถึง 8.4 ล้านคน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้

การประเมินนี้ครอบคลุมพื้นที่กรุงโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ คานางาวะ ชิบะ ไซตามะ และอิบารากิ โดยเฉพาะในกรุงโตเกียวเพียงแห่งเดียว อาจมีผู้ติดค้างสูงถึง 4.8 ล้านคน

รายงานระบุว่า ยังอาจมีประชาชนอีกประมาณ 1.6 ล้านคน ที่ไม่สามารถพักพิงอยู่ตามสถานที่ทำงานหรือโรงเรียนได้ เนื่องจากอาคารได้รับความเสียหาย หรืออยู่ระหว่างการอพยพ ขณะเดียวกันอาจมีผู้มาเยือนจากนอกเขตมหานครโตเกียว รวมถึงนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติ สูงถึง 880,000 คน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากประชาชนพยายามเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน จะทำให้เกิดความแออัดอย่างหนัก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การล้มบาดเจ็บ และอาจมีผู้คนล้นออกมาบนถนน จนขัดขวางการทำงานของรถฉุกเฉินและหน่วยกู้ภัย

ศาสตราจารย์ฮิโรอิ ยู แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ระบุว่า การเคลื่อนย้ายผู้คนหลังเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ทำได้ยากกว่าที่คาดคิด พร้อมย้ำว่าหลักสำคัญคือหากอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว ไม่ควรรีบเดินทางกลับบ้านทันที พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมระบบยืนยันความปลอดภัยหลายช่องทาง ไม่พึ่งพาเพียงโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียเท่านั้น โดยควรใช้ระบบฝากข้อความฉุกเฉินของญี่ปุ่น และติดต่อญาติหรือคนรู้จักที่อยู่นอกพื้นที่ประสบภัยเพื่อลดความตื่นตระหนกและความเสี่ยงในยามเกิดเหตุใหญ่.

ที่มา NHK

ระทึก คนร้ายปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟไทเป ดับ 3 ศพ ก่อนโดดตึกหนีตร.เสียชีวิต

ระทึก คนร้ายปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟไทเป ดับ 3 ศพ ก่อนโดดตึกหนีตร.เสียชีวิต

19 ธ.ค. 2568 23:29 น.

ระทึก คนร้ายปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟไทเป ดับ 3 ศพ ก่อนโดดตึกหนีตร.เสียชีวิต

คนร้ายสวมหน้ากากปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟฟ้ากรุงไทเป ไต้หวัน ดับ 3 ศพ บาดเจ็บ 5 ราย ก่อนกระโดดตึกหนีตำรวจเสียชีวิต

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุสะเทือนขวัญกลางกรุงไทเป ของไต้หวัน เมื่อคนร้ายสวมหน้ากากถือมีดยาว พร้อมขว้างระเบิดควันและวัตถุคล้ายระเบิดเพลิง ก่อเหตุไล่ทำร้ายประชาชนตามสถานีขนส่งสำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะเสียชีวิตระหว่างหลบหนีการจับกุมของตำรวจ

โดยเหตุการณ์เริ่มขึ้นที่สถานีรถไฟหลักไทเป เมื่อคนร้ายสวมหน้ากากและเสื้อคล้ายเกราะ ปาวัตถุระเบิดควันหรือระเบิดเพลิงราว 5–6 ลูก ทำให้เกิดความโกลาหล ก่อนจะใช้อาวุธมีดยาวไล่แทงผู้คนแบบไม่เลือกหน้า จากนั้นหลบหนีไปยัง สถานีจงซาน ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งใจกลางเมือง และยังคงก่อเหตุระหว่างทาง

นายโช จุง ไท นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อเหตุโดยเจตนา  แม้ขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจที่ชัดเจน พร้อมยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยมีประวัติอาชญากรรมและมีหมายจับค้างอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักแล้วเพื่อสอบสวนความเชื่อมโยงและแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ด้านนายกเทศมนตรีนครไทเป เปิดเผยว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือพลเมืองดีที่พยายามเข้าห้ามเหตุร้ายที่สถานีรถไฟหลัก ขณะที่ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตหลังกระโดดลงจากอาคารระหว่างหลบหนีตำรวจ ซึ่งทางการยืนยันว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไทเปยืนยันว่า เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ศพ รวมผู้ก่อเหตุ และมีผู้บาดเจ็บอีก 5 ราย ขณะเดียวกัน ทางการเร่งตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยในที่เกิดเหตุ ซึ่งพบร่องรอยการเผาไหม้คล้ายระเบิดเพลิง

ทั้งนี้ ไต้หวันถือเป็นประเทศที่เหตุอาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกและความเศร้าเสียใจแก่สังคมอย่างยิ่ง.

ที่มา Reuters

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

19 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเร่งขับเคลื่อนงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 2 นายชาคริต ไทยประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 2 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนเชียงแสนวิทยา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้นำเสนอ VTR เกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตร  รวมทั้งบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ลดความเสี่ยงจากอุทกภัย และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 13 บ้านแม่คำใหม่ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมถึงลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ มีความจุอ่างฯ  51.65 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ประมาณ 79,000 ไร่ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝน 67,000 ไร่ และฤดูแล้ง 48,900 ไร่

ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย มีความจุอ่างฯ  20.41 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 57,000 ไร่ สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูฝน 45,500 ไร่ และฤดูแล้ง 33,200 ไร่

ปัจจุบันทั้ง 2 แห่ง อยู่ในแผนดำเนินงานก่อสร้างระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2571–2574) หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สำคัญ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านน้ำของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

BKIND สนับสนุนโครงการสร้างสวนป่าจิ๋วในเมือง

BKIND สนับสนุนโครงการสร้างสวนป่าจิ๋วในเมือง

BKIND สนับสนุนโครงการสร้างสวนป่าจิ๋วในเมือง

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อพื้นที่รกร้างใต้ทางด่วน ถูกเนรมิตให้เป็น “สวนของชุมชน” และได้รับการยกระดับให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติ ใช้บรรเทาปัญหาเมือง ด้วยพลังความร่วมมือจากกองทุนรวม คนไทยใจดี (BKIND) และพันธมิตร ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ (BBLAM)

พื้นที่ใต้ทางด่วน ห้วยขวาง 4 ไร่ เดิมเป็น สวนสาธารณะของชุมชน แต่ยังขาดบทบาทด้าน “ระบบนิเวศ” ที่ชัดเจน ทั้งปัญหาเรื่องน้ำขังเป็นหย่อมๆ และพื้นที่ที่ยังไม่รองรับการเติบโตของต้นไม้ตามธรรมชาติ เมื่อทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Refield Lab และ The Next Forest ลงพื้นที่สำ รวจ จึงมองเห็นโอกาสที่จะยกระดับสวนเดิมให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ฟื้นตัวเองได้และช่วยเมืองได้จริง ผ่านการออกแบบด้านดิน น้ำ แสง และชนิดพันธุ์พืชอย่างเหมาะสม

กองทุนรวม คนไทยใจดี (BKIND) โดย BBLAM จึงเข้ามาสนับสนุนให้โครงการ Mini Nature Park สวนป่าจิ๋วในเมืองเกิดขึ้นจริง ทั้งด้านงบประมาณ ความร่วมมือและการเชื่อมพลังพันธมิตรที่เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้าด้วยกัน เพื่อให้สวนป่าจิ๋วแห่งนี้เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนเมืองอย่างยั่งยืน ทีมงานเริ่มจากการสำรวจระดับดิน ออกแบบร่องรับน้ำ ปรับการจัดการน้ำฝน และปลูกพรรณไม้พื้นถิ่นกว่า 280 ต้น ที่เหมาะกับสภาพใต้ทางด่วน โดยนำวัสดุเดิมในพื้นที่กลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ปลูกต้นไม้เพิ่ม” แต่คือ การสร้างระบบนิเวศที่เติบโตได้จริง ในบริบทของเมือง

เมื่อทีมงาน BBLAM ลงพื้นที่ติดตามงานครั้งล่าสุด ก็พบสัญญาณบวกชัดเจน ทั้งร่องรับน้ำทำงานจริง ต้นไม้แตกใบใหม่ และที่สำคัญได้แรงสนับสนุนสำคัญจากเจ้าหน้าที่เขตห้วยขวางที่เข้าใจแนวคิดของสวนป่าจิ๋ว ช่วยดูแลและปลูกเสริมได้ด้วยตนเอง นี่คือ หัวใจของความยั่งยืน เพราะพื้นที่จะเติบโตได้ต่อเมื่อมีคนในชุมชนร่วมดูแลอย่างถูกต้อง

ในอนาคตอันใกล้ Mini Nature Park จะเป็นมากกว่าสวนสาธารณะ แต่จะเป็น พื้นที่พักผ่อนธรรมชาติของชุมชนพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและคนเมือง ระบบรองรับน้ำฝน และพื้นที่ช่วยลดความร้อนของเมือง จุดเล็กๆ ที่สร้างผลลัพธ์ใหญ่ต่อคุณภาพชีวิตรอบข้าง

ทั้งหมดนี้ สะท้อนบทบาทสำคัญของกองทุน BKIND โดย BBLAM ที่ตั้งใจ “ชวนทำดีตั้งแต่บาทแรกของเงินลงทุน” และมีเจตนารมณ์ในการใช้พลังการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนของเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างพื้นที่ต้นแบบที่ดูแลง่าย แต่ให้ประโยชน์สูง และสามารถต่อยอดไปยังพื้นที่อื่นๆ ของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต

Mini Nature Park คือ บทพิสูจน์ว่า เมื่อการออกแบบที่ดีมาพบกับการลงทุนที่ตั้งใจดี ธรรมชาติสามารถกลับมามีพื้นที่ในเมืองและในชีวิตของผู้คนได้จริง 

สยามพารากอนจัดนิทรรศการ ‘TIDE OF TOMORROW’ แสดงผลงานภาพถ่ายสะท้อนปัญหาโลกใต้ท้องทะเลไทย

สยามพารากอนจัดนิทรรศการ ‘TIDE OF TOMORROW’  แสดงผลงานภาพถ่ายสะท้อนปัญหาโลกใต้ท้องทะเลไทย

สยามพารากอนจัดนิทรรศการ ‘TIDE OF TOMORROW’ แสดงผลงานภาพถ่ายสะท้อนปัญหาโลกใต้ท้องทะเลไทย

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สยามพารากอน Global Landmark Destination ที่มีผู้คนจากทั่วโลกมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่ง และครองตำแหน่ง Top of Mind ในฐานะหมุดหมายสำคัญที่มอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายทุกครั้งที่มาเยือน สร้างสรรค์นิทรรศการ TIDE OF TOMORROW  ครั้งแรกกับการแสดงผลงานเดี่ยวของ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ภาพถ่ายสะท้อนปัญหาโลกใต้ท้องทะเลไทย เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติในโลกใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน

อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับผลงานของศิลปินไทยให้ทัดเทียมกับศิลปินชั้นนำจากประเทศต่างๆ สู่สายตานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติจากทั่วโลก และสานต่อการใช้พื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนวงการศิลปะไทยและงานศิลปะระดับโลก  โดยสยามพารากอนเป็นสถานที่ต้นแบบที่จัดงานเชิดชูศิลปะต่อเนื่องกันมาตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินกว่า 20 ปี  ณ  Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

พิธีเปิดนิทรรศการได้รับเกียรติจาก ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล มาร่วมงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับศิลปินผู้รังสรรค์ผลงาน โดยมี เจย์ สเปนเซอร์  กรรมการผู้จัดการ Woof Pack Bangkok และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และความร่วมมือพันธมิตรทางศิลปะ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, จริยดี สเปนเซอร์ ที่ปรึกษาด้านพันธมิตรทางศิลปะ และ ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารกลุ่มงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้สนใจงานศิลปะที่มาร่วมชมนิทรรศการอย่างอบอุ่น

นิทรรศการ TIDE OF TOMORROW คือนิทรรศการภาพถ่ายที่รวบรวมผลงานการถ่ายภาพของ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพข่าวชาวไทยที่ได้ร่วมงานกับองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ อย่าง IUCN, Save Our Seas Foundation, WildAid, Ocean Conservancy และ curated โดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา ช่างภาพและ บรรณาธิการภาพนิตยสาร National Geographic Thailand จัดแสดงภาพถ่ายโลกใต้ท้องทะเลเพื่อสะท้อนปัญหาของท้องทะเลไทย ทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ที่ได้แบกรับภาระจากการใช้ประโยชน์อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาชายฝั่ง, การทำประมงเกินขนาด และมลพิษ

ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย กล่าวถึงผลงานการจัดแสดงงานเดี่ยวครั้งแรกว่า “คอนเซ็ปต์ของการจัดนิทรรศการครั้งนี้คือ อยากนำเสนอให้คนที่มาชมนิทรรศการนี้ได้เข้าใจเรื่องของการอนุรักษ์ทะเล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ทางทะเลยังคงอยู่ต่อไปได้ ด้วยการสร้างความเข้าใจว่า ‘การอนุรักษ์’ ไม่ใช่เรื่องของ     ‘การห้าม’ แต่ความสำเร็จของการอนุรักษ์และการฟื้นฟู คือการที่ทุกคนที่มีส่วนร่วมในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้สูงสุด ยกตัวอย่าง ประเทศเม็กซิโก กลุ่มประมงพื้นบ้านของเขาเป็นแกนหลักสำคัญในการทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาศึกษา แล้ววางมาตรการร่วมกันกับชุมชน

ดังนั้น การจัดนิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นเหมือนกับการแนะนำให้คนที่มาชมได้รู้จักวิธีการอนุรักษ์อย่างแท้จริง เพราะเราอยากให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมได้ใช้ประโยชน์ ได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน โดยที่เราจะสามารถทำอย่างไรให้ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นยังคงอยู่ต่อไปได้ เหล่านี้คือคอนเซ็ปต์ของการมีความสามารถในการมีส่วนร่วมได้ในการอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเล

ผู้ชมจะได้เห็นภาพความสวยงามของท้องทะเล โดยบริเวณพื้นที่จัดแสดงชั้นล่างจะเป็นภาพของท้องทะเลไทย และทรัพยากรธรรมชาติของทะเลไทยทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่จัดเป็น The Black Room ซึ่งเป็นห้องฉายภาพผ่านจอที่เราสร้างบรรยากาศให้เป็นห้องสีดำ และมีเสียงให้ผู้ชมได้เข้าถึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องทะเล ส่วนชั้นบนจะเป็นภาพถ่ายของประมงพื้นบ้านหลายๆ พื้นที่ในโลก”

นอกจากนี้ผู้ ที่สนใจภาพถ่ายยังสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทยด้วยการสั่งจองรูปภาพผลงาน 9 รูป โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับมูลนิธิอนุรักษ์และชุมชนประมงท้องถิ่น 9 โครงการ สามารถติดต่อพรีออเดอร์ได้ภายในงาน

นิทรรศการ TIDE OF TOMORROW ตั้เปิดให้เข้าชมงแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน