‘หมอวรงค์’ประกาศนำทัพ’ไทยภักดี’พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เปิด 100 ว่าที่ผู้สมัครล็อตแรก

'หมอวรงค์'ประกาศนำทัพ'ไทยภักดี'พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เปิด 100 ว่าที่ผู้สมัครล็อตแรก

‘หมอวรงค์’ประกาศนำทัพ’ไทยภักดี’พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เปิด 100 ว่าที่ผู้สมัครล็อตแรก

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

‘หมอวรงค์’ประกาศนำทัพ’ไทยภักดี’พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เปิด 100 ว่าที่ผู้สมัครล็อตแรก หวังปักธง กทม.-ภาคใต้ เชื่อรัฐบาลยุบสภาเร็ว ชิงความได้เปรียบการเมือง 

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 23 พ.ย.2568 ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ พรรคไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวเปิดนโยบายเรือธง ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องประเทศไทย ด้วยการเมืองสีขาว” พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้งระบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ประมาณ 100 คน โดยยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้งปี 2569 มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566  

นพ.วรงค์ กล่าวว่า แม้การเลือกตั้งปี 2566 พรรคไม่มี สส.ในสภาฯ แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นคือ ส่วนหนึ่งของการเติบโต ได้เรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค ซึ่งระยะเวลากว่า 5 ปี พรรคไม่เคยทิ้งประชาชนและอุดมการณ์ความถูกต้อง วันนี้พรรคมีความพร้อมมากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 โดยระยะเวลา 2 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคยืนหยัดในอุดมการณ์และทำหน้าที่ฝ่ายค้านนอกสภาฯ จนทำให้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เดินเข้าสู่พรรคจำนวนมากเพื่อร่วมกันยกเครื่องเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างการเมืองสีขาว

นพ.วรงค์ กล่าวว่า จุดแข็งของพรรคไทยภักดีคือ ทำจริง สู้จริง ไม่ใช่แค่สร้างกระแสฉาบฉวย การปราบโกง คนโกงต้องถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ นโยบายเรือธงของพรรค คือ ยกเครื่องปราบโกง นักการเมืองโกงความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปประหารชีวิตสถานเดียวและห้ามขอพระราชทานอภัยโทษ ยกเครื่องตำรวจ หยุดวงจรส่วย ทุนเทา โอนตำรวจไปสังกัดจังหวัด ยกเครื่องความมั่นคง ยกเลิก MOU  43 และ MOU 44 เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ ยกเครื่องการเมือง ตัดสวัสดิการ สส.-สว. ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อโครงสร้างราคาข้าวทั้งระบบ ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ยกเครื่องแรงงาน ดูแลแรงงานนอกระบบ คุ้มครองสิทธิพื้นฐานกลุ่มชาติพันธุ์ ยกเครื่องกองสลากฯ เรียกคืนโควตาสลากฯจากนักการเมือง นายทุน จัดสรรให้คนพิการที่ขายสลากฯจริง ยกเครื่องบอร์ด สปสช.เพิ่มสัดส่วนให้หมอหรือคนที่ทำงานจริง ยกเครื่องพลังงาน ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาด ใช้ราคาเป็นเงื่อนไขแข่งขันเพื่อนำไปสู่ไฟฟ้าเสรี เป็นต้น

นพ.วรงค์ กล่าวว่า นอกจากผู้สมัครที่เปิดตัวในวันนี้ พรรคเตรียมส่งผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขต ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ กทม.และภาคใต้ รวมถึงผู้สมัครบัญชีรายชื่อ รวมประมาณ 150-200 คน โดยจะใช้กลยุทธ์หาเสียง ทำความเข้าใจและนำเสนอความจริงแก่ประชาชนในทุกช่องทาง

“เรามีความหลากหลายของผู้คน มีลักษณะของพรรคมวลชน มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากประสบการณ์ ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้พิพากษา นายตำรวจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ปราบโกง ปราบทุนเทา สร้างนิติรัฐ ให้ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมาย  มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมยกเครื่องนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก สร้างดุลกับทุนผูกขาด  มีเกษตรกรรุ่นใหม่ ร่วมยกเครื่องโครงสร้างราคาข้าวที่เป็นธรรม มีผู้นำแรงงานร่วมยกเครื่องแรงงาน มีคนหนุ่มสาวที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงร่วมยกเครื่องการเมืองเพื่อสร้างอำนาจรัฐของคนทั้งประเทศ มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ มีทีมงานหลังบ้านจากทั่วประเทศที่พร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ทำอุดมการณ์พรรคให้เกิดขึ้นจริง” หัวหน้าพรรคไทยภักดีกล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวว่า พรรคเรียนรู้ เติบโตจากความพ่ายแพ้ จึงคาดหวังว่าในการเลือกตั้งปี 2569 ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเรียนรู้จากปัจจุบันและอดีต ลงโทษนักการเมืองที่สร้างความวิบัติ อัปลักษณ์ให้ประเทศ  ส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสร้างการเมืองสีขาว สร้างประเทศที่แข็งแรงกว่าที่เคยเป็นมา

จากนั้น นพ.วรงค์ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ว่า การที่เราเปิดตัวผู้สมัครสส.ในวันนี้ต้องพร้อม ยุบสภาวันนี้เราก็พร้อมเลือกตั้ง เมื่อถามว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตั้งเป้าไว้ที่150-200 เขต พื้นที่ไหนที่เราประเมินแล้วทุนเทาระบาดหนักจะไม่ส่ง เราส่งในพื้นที่ที่คิดว่าประชาชนมีจิตใจที่สู้กับทุนเทาได้

เมื่อถามต่อว่ามีพื้นที่ไหนปักธงไว้หรือไม่  นพ.วรงค์กล่าวว่า พื้นที่ที่มั่นใจคือพื้นที่ภาคใต้ และกทม. แต่ยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทุกภาค

เมื่อถามถึงจุดแข็งที่จะนำไปขายเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้น นพ.วรงค์กล่าวว่า เราประกาศชัดเจนเรื่องการเมืองสีขาว คือนโยบายการปราบปรามการทุจริต นโยบายเรื่องด้านความมั่นคง รวมถึงทั้งนโยบายการยกเลิกเอ็มโอยู43-44 และนโยบายเรื่องข้าว วันนี้บ้านเราทุนสีเทาระบาดหนัก กระจายครอบคลุมไปหมด จึงขอสื่อสารไปยังประชาชนว่าเงินสีเทาอย่าคิดว่าเป็นแค่เงินพนันออนไลน์ หรือเงินจากสแกมเมอร์เท่านั้น เงินทุจริต เงินผูกขาด เงินที่ส่งมาจากต่างชาติที่มาสนับสนุนเอ็นจีโอ แต่มาช่วยเหลือพรรคการเมืองถือว่าเป็นเงินสีเทาทั้งหมด ซึ่ง ระบาดไปเกือบทุกพรรคเราจึงต้องใช้การเมืองสีขาวเข้าไปต่อสู้เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

เมื่อถามอีกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่ได้ซักคนครั้งนี้จะมีการปรับกลยุทธ์ และตั้งเป้าไว้ที่เท่าไร นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราพร้อมรบขนาดนี้ต้องมั่นใจ จากการเรียนรู้ในอดีต คิดว่าประชาชนได้เรียนรู้ว่าเมื่อ สส. เข้าไปแล้วทำไมกลายเป็นนักการเมืองสีเทา ไม่ใช่แค่เฉพาะในสภา ทั้งวงการตำรวจ วงการราชทัณฑ์ และวงการต่างๆทั่วไปหมด ดังนั้นการเลือกตั้งรอบนี้อยากให้อยากให้ประชาชนประเมินให้ดี หากเลือกตามกระแสจะได้แบบเดิม แต่ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ขอมาเลือกการการเมืองสีขาว

เมื่อถามต่อว่านโยบายที่มีจะสู้แชมป์เก่าในพื้นที่ได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนใช้สติคิดวิเคราะห์เราสู้ได้ทุกพรรค

“ตนยืนยันและขอให้บันทึกคำพูดว่า ถ้าไม่เลือกพวกเราเข้าไป เราจะเห็นการเมืองเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ในช่วงการหาเสียง มีการปั่นกระแส เพื่อหลอกลวงประชาชนในช่วงหาเสียงเลือก ไทยภักดีถูกสร้างมาบนพื้นฐานของความเป็นจริง ความยุติธรรมเพื่ออนาคตที่ดีกว่าวันพรุ่งนี้ ย้ำว่าถ้าเลือกเหมือนเดิม สภาพสังคมก็จะเหมือนเดิม”นพ.วรงค์กล่าว

เมื่อถามอีกว่า มองไทม์ไลน์การยุบสภาอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนคิดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย น่าจะยุบสภาเร็วๆนี้ ดูการเตรียมความพร้อมต่างๆเหมือนกับว่า จังหวะที่ฝ่ายค้านทำท่าที่จะซักฟอกเลยฉวยโอกาสยุบสภาว่า เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาพร้อมกว่าคู่แข่ง ดีไม่ดีเปิดสภามาวันที้ 12 ธ.ค. อาจจะยุบเลยก็ได้

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.53 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.

สำหรับวันนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น.ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้ปรับเวลาเนื่องจากวันที่ 24 – 25 พ.ย.2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัย วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ครบ 100 ปี พุทธศักราช 2568  และ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวัสสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ครบ 100 ปี และถวายพระราชสมัญญา พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2568

เช้าวันนี้ได้มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์ เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, ปัตตานี,พระนครศรีอยุธยา, คณะนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, สมาคม สรีตาบอดในประเทศไทย, สมาคมบัณฑิตตาบอดไทย, สมาคมส่งเสริมอาชีพและสวัสดิการคนตาบอด, สมาคมคนตาบอดกรุงเทพมหานคร อำนวยความสะดวกโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), สภาการแพทย์แผนไทยและนักศึกษาแพทย์แผนไทย รุ่น 22 โรงเรียนภัทรเวชสยามการแพทย์แผนไทย เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงพระราชทานโครงการต่างๆช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพมีความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนขึ้น

โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิวแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการ “ชัตเตอร์ บัส” รับ-ส่งบริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

ด้าน นายพรชัย หาญศรี อายุ 54 ปี ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพิการเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถทับเมื่อปี 2555 กล่าวว่า ตนปั่นวีลแชร์มาจาก อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.มาถึงท้องสนามหลวง เที่ยงคืนของวันที่ 23 พ.ย.แล้วเข้าจุดคัดกรองที่ท้องสนามหลวง เช้าวันนี้ปั่นวีลแชร์เพื่อจะเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพ โดยมีจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกดีมากๆ

“ที่ผมถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระพันปีหลวงทรงอุ้มในหลวง ร.10 ตอนทรงพระเยาว์ สื่อความหมายแม่รักลูก ซึ่งผมก็ถือเป็นลูกของพระองค์ท่านคนหนึ่ง เมื่อปี 2559 ผมก็ตั้งใจมากราบสักการะพระบรมศพพ่อหลวง ร.9 วันนี้อยากมากราบแม่แห่งแผ่นดิน ที่ทรงพระราชทานอาชีพ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผมได้เข้าไปฝึกอาชีพที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงให้สร้างไว้ ทั้งสองพระองค์เสด็จฯไปศูนย์อพยพที่ จ.สระแก้ว หลังจากที่ท่านเสด็จกลับมา ก็ทรงเห็นว่าที่ตรงนั้นเป็นดินทราย ท่านก็ขอซื้อที่ดินตรงนั้น แต่ชาวบ้านถวายให้พระองค์ท่าน เพื่อสร้างโครงการฯนี้ขึ้นมา เพื่อพัฒนาดินที่เป็นดินทราย และส่งเสริมการปลูกป่า การสร้างอาชีพให้เกษตรกร ผ่านการฝึกอบรม การเกษตรทฤษฎีใหม่, การเกษตรผสมผสาน, การประมง, และศิลปาชีพพิเศษ ฝึกการเย็บปักถักร้อย การจักสาร สร้างอาชีพให้กับประชาชน ในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ให้มีรายได้เพิ่ม ณ วันนี้ตรงนี้ก็อุดมสมบูรณ์ ผมก็ได้มีโอกาสไปฝึกอาชีพทางด้านจักสานเย็บปักถักร้อยและตอนนี้ผมก็ยึดอาชีพเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจพอเพียง เราสามารถเก็บเล็กผสมน้อย พ่อหลวงสอนไว้อย่างแยบยลมาก แม่หลวงก็สอนให้เรามีอาชีพ สอนการแปรรูปสิ่งของที่เรามีเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม

ความทรงจำที่มีต่อสมเด็จพระพันปีหลวง ผมจำทุกอย่าง ทั้งด้านรักลูก ด้านอาชีพ พระองค์ท่านทรงส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องผ้า และของที่อยู่ในป่า พระองค์ท่านทรงมีพระเนตรกว่างไกล ว่าของนั้นสามารถมีประโยชน์ นำมาสร้างเป็นอาชีพ สร้างเป็นของใช้ในครัวเรือนได้ หรือนำมาเป็นของแบรนเนมขึ้นชื่อของประเทศไทยได้ ผมเห็นตรงนี้ ผมจึงเคารพและศรัทธาพระองค์ท่านอย่างมาก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมปั่นวีลแชร์มา การสูญเสียแม่แห่งแผ่นดินรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมเดินทางมาผมไม่รู้จักใคร แต่ระหว่างทางมีคนยิ้มให้และทักทาย ก็มีกำลังใจ บางคนบอกกับผมว่าเขามากราบไม่ได้นะ เขาขอฝากใจไปด้วยและขอจับมือผม วันนี้มือที่เขาจับ ผมจะมากราบพระองค์ท่าน” นายพรชัย กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตัน

ขณะที่ ดร.พท.ภัทราภรณ์ เอกวิทยาเวชนุกูล จิตอาสาสภาการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คณะจิตอาสาสภาการแพทย์แผนไทย เข้ากราบพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ ไปต่างจังหวัดหรือท้องถิ่นที่ห่างไกล จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานตรวจรักษาประชาชนและทรงสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยในการรักษาชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย รวมถึงทรงมีโครงการพระราชดำริอนุรักษ์ป่า ซึ่งป่าที่อุดมสมบูรณ์ถือเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสมุนไพรธรรมชาติมากมาย อดีตคนในชนบทเข้าถึงการแพทย์ได้ยาก ซึ่งแพทย์แผนไทยอยู่ใกล้ชิดประชาชน มีแพทย์พื้นบ้านแนะนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคแก่ชาวบ้าน แม้แต่พืชผักสวนครัวนำมาใช้ดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวได้ โดยเริ่มต้นจากดูแลตัวเอง ครอบครัว และชุมชน

“สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลส่งเสริมการใช้แพทย์แผนไทย นำสิ่งใกล้ตัวมารักษา ปรับสมดุลร่างกายก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต โดยที่ต้นทุนไม่มาก รวมถึงเป็นต้นทุนที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ ชุมชนดูแลชุมชน โดยไม่เป็นภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างให้กับเหล่าแพทย์แผนไทยทุ่มเททำงานเพื่อดูแลสุขภาวะของประชาชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระพันปีหลวง ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้สภาการแพทย์แผนไทยจัดทีมจิตอาสาแพทย์แผนไทยตั้งจุดบริการประชาชนในพื้นที่สนามหลวง เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนที่เดินทางมาเข้ากราบ แจกจ่ายยาดมสมุนไพรสูตรดอกไม้หอมมีส่วนประกอบสำคัญ คือ ดอกมะลิ ซึ่งนอกจากมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ลดอาการวิงเวียนศรีษะแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของแม่แห่งชาติ สื่อความรักบริสุทธิ์ ความกตัญญู  แล้วยังมียาดมสมุนไพรเปลือกสมุลแว้งมีกลิ่นหอมเฉพาะ ประชาชนที่เข้ากราบจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ รวมถึงคณะเดินทางไกลจากต่างจังหวัด พบมีอาการวิงเวียนศรีษะและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สามารถมารับยาดมและใช้บริการนวดแผนไทยได้ เหล่าจิตอาสาแพทย์แผนไทยจะทำหน้าที่ดูแลประชาชนด้วยหัวใจเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่าน” ดร.พท.ภัทราภรณ์ กล่าว

– 006

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.57 น.

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พ.ย.68 และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 100 ปี 24 พ.ย.68

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2568) เวลา 07.30 น. ณ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พีธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พ.ย.68 และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 100 ปี 24 พ.ย.68 โดยมีประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ผู้แทนประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระและคู่สมรส คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานราชการในพระองค์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรี จุดรูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจุดรูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ผู้แทนประธานศาลฎีกา ถวายเครื่องไทยธรรมและถวายผ้าไตรแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์สดับปกรณ์ อนุโมทนา ถวายอดิเรก นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ และกราบลาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระรูปสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ก่อนจะนำผู้เข้าร่วมในพิธีร่วมตักบาตร โดยมีพระสงฆ์ จำนวน 100 รูป เดินออกรับบิณฑบาต

ต่อจากนั้น เวลา 08.00 น.นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

สำหรับ ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด จัดพิธีระหว่างวันที่ 24 – 25 พฤศจิกายน 2568 ณ สถานที่ที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และศาลากลางจังหวัด ในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วไป ณ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล และส่วนราชการจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ถวายพระราชกุศลถวายพระกุศล แสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2568

– 006

เวียดนามยังอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่มทำยอดเสียชีวิตพุ่ง 90 ศพ

เวียดนามยังอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่มทำยอดเสียชีวิตพุ่ง 90 ศพ

23 พ.ย. 2568 11:52 น.

เวียดนามยังอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่มทำยอดเสียชีวิตพุ่ง 90 ศพ

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มในพื้นที่ภาคกลางตอนใต้เพิ่มสูงถึง 90 ราย และยังสูญหายอีก 12 คน หลังเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องมาหลายวัน พื้นที่ปลูกกาแฟและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยบางพื้นที่วัดปริมาณน้ำฝนได้เกิน 1,900 มิลลิเมตร ในรอบสัปดาห์เดียว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 11,030 ล้านบาท

ตามรายงานของกระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามเมื่อวันอาทิตย์ (23 พ.ย.) ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มใน เวียดนาม พุ่งสูงขึ้นเป็น 90 ราย และมีผู้สูญหายอีก 12 คน หลังพื้นที่ทางภาคกลางตอนใต้เผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา 

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่ภาคกลางตอนใต้ ซึ่งเป็นทั้งเขตผลิตกาแฟหลักและเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม โดยบางพื้นที่วัดปริมาณน้ำฝนได้เกิน 1,900 มิลลิเมตร  ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

มีผู้เสียชีวิตกว่า 60 ราย นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน ในจังหวัดดั๊กลั๊ก ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางภาคกลาง โดยมีบ้านเรือนนับหมื่นหลังถูกน้ำท่วม

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อของรัฐรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เรือเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในบ้านเรือนในจังหวัดยาลาย และจังหวัดดั๊กลั๊ก โดยต้องงัดหน้าต่างและเจาะหลังคาเพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัย มีการระดมกำลังทหาร ตำรวจ และกองกำลังความมั่นคงอื่น ๆ เพื่อย้ายและอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังได้นำอาหารและน้ำไปช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วมในเมืองกวีเญิน จังหวัดบิ่ญดิ่ญ หลังมีรายงานว่าแพทย์และผู้ป่วยในโรงพยาบาลบางแห่งต้องยังชีพด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำดื่มเป็นเวลาถึงสามวัน

สำนักงานพยากรณ์อากาศระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำบา ในจังหวัดดั๊กลั๊ก ได้ทำลายสถิติที่เคยเกิดขึ้นในปี 1993 ในสองจุดเมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี ขณะที่แม่น้ำไก๋ ในจังหวัดคั้ญฮว่า ก็มีระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทำสถิติใหม่เช่นกัน

สำนักงานภัยพิบัติของเวียดนามรายงานเบื้องต้นว่า มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 235,000 หลัง และพื้นที่เพาะปลูกเสียหายเกือบ 500,000 ไร่ รัฐบาลคาดการณ์ว่าน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วประมาณ 8.98 ล้านล้านดอง หรือราว 11,030 ล้านบาท

สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคมที่ผ่านมา สภาพอากาศสุดขั้วได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายไปแล้ว 279 คน และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่าเวียดนามจะเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีฝนตกหนักเป็นปกติในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังทำให้สภาพอากาศสุดขั้วมีความถี่และสร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ.

ที่มา The Guardian

อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ "เพื่อน" จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

23 พ.ย. 2568 11:18 น.

อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากบางฝ่ายในไทยที่ระบุว่ารัฐบาลมาเลเซียกำลังเข้าแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า บทบาทของมาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” และจำกัดอยู่เพียงการ “อำนวยความสะดวก” ในการจัดเวทีเจรจาเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อความเป็นเพื่อนและสร้างสันติภาพในภูมิภาค พร้อมชี้การประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอยจากการทำหน้าที่นี้

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลัง แทรกแซงข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยยืนยันว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของมาเลเซียเป็นไปในฐานะมิตรประเทศอย่างแท้จริง

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ว่า บทบาทของมาเลเซียมีความสอดคล้องและจำกัดอย่างเคร่งครัด นั่นคือการ “จัดหาเวทีสำหรับการเจรจา” เท่านั้น

นายอันวาร์ระบุว่า “มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” พร้อมเน้นย้ำว่า ตั้งแต่แรกเริ่ม มาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุยให้กับทั้งสองฝ่าย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น ส่วนช่วงเวลาและขอบเขตของการเจรจา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลทั้งสองประเทศเอง โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เนื่องจาก “เราต้องการอำนวยความสะดวกเพราะเราต้องการสร้างสันติภาพ”

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบต่อความพยายามของมาเลเซียหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

นายอันวาร์กล่าวว่า “ผมเชื่อว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนของพวกเขาแล้ว ผมไม่คิดว่าการเรียกร้องและแถลงการณ์เหล่านี้จะขัดขวางภารกิจของเราได้” 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีกลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล จัดกิจกรรมชุมนุม “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เอกราชจะไม่ยอมให้ใครข่มขี่ หยุดต่างชาติแทรกแซงอธิปไตยของไทย” ที่บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย โดยมีกลุ่มมวลชนเครือข่าย อาทิ กองทัพธรรม คปท. สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กลุ่มเยาวชนไทยภักดี จำนวนหนึ่งเดินทางมาร่วมชุมนุม

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน.

ที่มา Malaysiakini

ทรัมป์ย้ำแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามยูเครนยังไม่ใช่ “ข้อเสนอสุดท้าย”

ทรัมป์ย้ำแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามยูเครนยังไม่ใช่ "ข้อเสนอสุดท้าย"

23 พ.ย. 2568 10:53 น.

ทรัมป์ย้ำแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามยูเครนยังไม่ใช่ “ข้อเสนอสุดท้าย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน “ไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้าย” สำหรับยูเครน หลังจากที่พันธมิตรของยูเครนหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี แสดงความกังวลอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับบางประเด็นในร่างแผน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพรมแดนและการจำกัดขนาดกองทัพยูเครน ขณะที่ผู้นำยูเครนเตือนว่านี่คือ “ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่ถูกกดดันให้ยอมรับข้อเสนอที่มองว่าเข้าข้างรัสเซีย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมายืนยันเว่า แผนสันติภาพที่เสนอโดยสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน “ไม่ถือเป็นข้อเสนอสุดท้าย” สำหรับยูเครน โดยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เราจำเป็นต้องยุติสงครามนี้ให้ได้ เรากำลังดำเนินการอยู่”

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่กลุ่มผู้นำจากยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ร่วมในการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้ โดยระบุว่า แม้แผนดังกล่าวจะมีองค์ประกอบที่ “จำเป็นสำหรับสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน” แต่ก็ “จำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม”

พันธมิตรหลายประเทศได้แสดงความกังวลหลักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพรมแดน โดยยืนยันในหลักการที่ว่า พรมแดนจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง และแสดงความกังวลว่าการจำกัดขนาดกองทัพยูเครนที่เสนอไว้จะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกโจมตีในอนาคต

แผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ได้รับการมองว่าค่อนข้างเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซีย โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ เช่น กองทัพยูเครนต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ตนควบคุมในภูมิภาคโดเนตสก์ตะวันออก ขณะที่รัสเซียจะควบคุมภูมิภาคโดเนตสก์ ลูฮันสก์ และไครเมีย ที่ผนวกไปในปี 2014 โดยพฤตินัย

นอกจากนั้น ยังมีการการตรึงพรมแดนในภูมิภาคเคอร์ซอนและซาโปริซเซียตามแนวการสู้รบในปัจจุบันส่วนกองทัพยูเครนถูกจำกัดจำนวนทหารไม่เกิน 600,000 นาย นอกจากนั้น ยังมีการเสนอให้รัสเซีย “กลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก” ผ่านการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และเชิญกลับเข้าร่วมกลุ่ม G7 และกลายเป็น G8

ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า ประเทศของเขาต้องเผชิญกับ “ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา” เกี่ยวกับการถูกสหรัฐฯ กดดันให้ยอมรับแผนสันติภาพนี้ โดยกล่าวว่าประเทศอาจต้องเลือกระหว่าง “การสูญเสียศักดิ์ศรี หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธมิตรหลัก”

ผู้นำยูเครนกำหนดให้ นายอันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี เป็นผู้นำทีมเจรจาของยูเครนสำหรับการพูดคุยสันติภาพในอนาคต ส่วนทรัมป์ได้กำหนดให้ยูเครนต้องตอบรับแผนสันติภาพภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า แผนนี้สามารถเป็น “พื้นฐาน” สำหรับการเจรจาข้อตกลงได้

ในวันนี้ (23 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงจากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐฯ และยูเครน มีกำหนดเข้าประชุมเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับข้อเสนอของสหรัฐฯ ต่อไปที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษสหรัฐฯ  เข้าร่วมด้วย.

ที่มา BBC

นาฬิกาพกทองคำ เศรษฐีผู้โดยสารไททานิก ทำราคาประมูลสูงถึง 75 ล้านบาท

นาฬิกาพกทองคำ เศรษฐีผู้โดยสารไททานิก ทำราคาประมูลสูงถึง 75 ล้านบาท

23 พ.ย. 2568 10:31 น.

นาฬิกาพกทองคำ เศรษฐีผู้โดยสารไททานิก ทำราคาประมูลสูงถึง 75 ล้านบาท

นาฬิกาพกทองคำที่กู้คืนมาจากร่างของผู้โดยสารที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งบนเรือไททานิก ถูกประมูลไปในราคาสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.78 ล้านปอนด์ (ราว 75 ล้านบาท) นาฬิกาเรือนนี้เป็นของ ไอซิดอร์ สเตราส์ มหาเศรษฐีเจ้าของห้างสรรพสินค้าเมซีส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากเรื่องราวความรักอันซาบซึ้ง เนื่องจากภรรยาของเขาปฏิเสธขึ้นเรือชูชีพ และเลือกที่จะตายเคียงข้างสามี

นาฬิกาพกทองคำ 18 กะรัต ยี่ห้อ Jules Jurgensen ที่กู้ขึ้นมาจากร่างของ ไอซิดอร์ สเตราส์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายบาวาเรีย และเจ้าของร่วมห้างสรรพสินค้าเมซีส์ ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ร่ำรวยที่สุดบนเรือไททานิก ถูกนำออกประมูลที่สถาบันประมูล Henry Aldridge and Son ในวิลต์เชอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 พ.ย.)

นาฬิกาพกเรือนดังกล่าวถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 1.78 ล้านปอนด์ (ประมาณ 75.53 ล้านบาท) ทำลายสถิติโลกสำหรับการประมูลของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับเรือไททานิก

ไอซิดอร์ สเตราส์ และภรรยา ไอดา สเตราส์ เป็นหนึ่งในกว่า 1,500 ชีวิตที่เสียชีวิตเมื่อเรือโดยสารไททานิกซึ่งเดินทางจากเมืองเซาท์แทมป์ตันไปยังนิวยอร์ก ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งและอับปางลงเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1912

นาฬิกาพกทองคำเรือนนี้กู้คืนมาจากร่างของนายสเตราส์หลายวันหลังเกิดภัยพิบัติ และยังคงมีการสลักอักษรย่อของเขาไว้ เชื่อกันว่าเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 43 ปีจากภรรยาของเขาในปี 1888 โดยนาฬิกาได้หยุดเดินที่เวลา 02:20 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรือไททานิกจมหายไปใต้ทะเล นาฬิกาถูกส่งคืนให้ครอบครัวและตกทอดมาหลายรุ่น ก่อนที่ เคนเน็ธ ฮอลลิสเตอร์ สเตราส์ เหลนของเขา จะนำไปซ่อมแซมและบูรณะกลไกภายใน

เรื่องราวของนายและนางสเตราส์เป็นที่รู้จักกันดีจากความรักอันซื่อสัตย์ โดยเชื่อกันว่าในคืนเกิดเหตุ นางไอดา สเตราส์ ปฏิเสธที่จะขึ้นเรือชูชีพ เนื่องจากไม่ต้องการทิ้งสามีของเธอไป และกล่าวว่าเธอเลือกที่จะเสียชีวิตเคียงข้างเขา ปัจจุบันไม่พบร่างของนางไอดา

นายแอนดรูว์ อัลดริดจ์ ผู้จัดการประมูลกล่าวว่า “ราคาที่เป็นสถิติโลกของนาฬิกาเรือนนี้ สะท้อนถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในเรื่องราวของไททานิก” และเสริมว่า “เรื่องราวของครอบครัวสเตราส์คือเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไอดาปฏิเสธที่จะทิ้งสามีที่แต่งงานกันมา 41 ปี ขณะที่ไททานิกกำลังจมลง และราคาสถิติโลกนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเคารพที่ผู้คนมีต่อพวกเขา”

การประมูลของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับไททานิกครั้งนี้สามารถทำยอดรวมไปได้ถึง 3 ล้านปอนด์ โดยมีรายการที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่ จดหมายที่เขียนโดยนางไอดา สเตราส์ บนกระดาษเครื่องเขียนของเรือไททานิก ได้รับการประมูลไปในราคา 100,000 ปอนด์ ส่วนบันทึกรายชื่อผู้โดยสารเรือไททานิก ถูกประมูลไปในราคา 104,000 ปอนด์

ขณะที่เหรียญทองที่ผู้รอดชีวิตมอบให้แก่ลูกเรือของเรือ RMS Carpathia (เรือที่เข้าช่วยผู้รอดชีวิตกว่า 700 คน) ขายได้ในราคา 86,000 ปอนด์

ก่อนหน้านี้ สถิติโลกการประมูลของไททานิกเป็นของนาฬิกาพกทองคำที่มอบให้กัปตันเรือ Carpathia ซึ่งขายไปเมื่อปีที่แล้วในราคา 1.56 ล้านปอนด์.

ที่มา BBC

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

23 พ.ย. 2568 09:52 น.

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮามาสในกาซาอย่างหนักเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย และบาดเจ็บ 54 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ขณะที่สำนักงานนายกฯ อิสราเอลยืนยัน สังหารสมาชิกฮามาสระดับสูงได้ 5 คน ความรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหประชาชาติเพิ่งอนุมัติแผนสันติภาพกาซาของสหรัฐฯ ทำให้สถานการณ์หยุดยิงที่เริ่มเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ถูกท้าทายอย่างหนัก

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกาซ่าเมื่อวันเสาร์ (22 พ.ย.) กองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้หลังจากมี “ผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ” ข้ามเข้ามาในพื้นที่ควบคุมของอิสราเอลและยิงใส่กองกำลังทหารทางตอนใต้ของกาซา ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นการ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยังเปิดเผยด้วยว่า สามารถสังหารสมาชิกอาวุโสของกลุ่มฮามาสได้ 5 คน

กระทรวงสาธารณสุขกาซารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน และบาดเจ็บ 54 คน รวมถึงเด็กจำนวนมาก หนึ่งในเหตุโจมตีเกิดขึ้นที่ย่านริมัล ในเมืองกาซา ซิตี้ เป้าหมายเป็นรถยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บกว่า 20 ราย โดยโรงพยาบาลชิฟาระบุว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเด็ก นอกจากนี้ยังมีการโจมตีบ้านเรือนใกล้โรงพยาบาลอัล-อาว์ดา, ค่ายนูเซราต และพื้นที่เดียร์อัล-บัลลาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอีกอย่างน้อย 13 ราย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธและพฤหัสบดี มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 33 คน ภายในเวลา 12 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

ความตึงเครียดขยายตัวในจังหวะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติแผนของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดโครงสร้างบริหารและการรักษาความปลอดภัยกาซ่า ผ่านการจัดตั้งกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ และหน่วยบริหารชั่วคราวภายใต้การกำกับของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมวางแนวทางไปสู่รัฐปาเลสไตน์ในอนาคต

สงครามเริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 ทำให้ชาวอิสราเอลราว 1,200 คนเสียชีวิต และมีผู้ถูกจับตัวไปกว่า 250 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวหรือพบร่างแล้วจากข้อตกลงหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ

กระทรวงสาธารณสุขกาซ่าเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจากปฏิบัติการตอบโต้ของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 69,733 ราย บาดเจ็บ 170,863 คน โดยตัวเลขยังคงสูงขึ้นในช่วงหยุดยิงจากการโจมตีใหม่และการกู้ศพผู้เสียชีวิตก่อนหน้า โดยระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็ก แม้ตัวเลขไม่แยกพลเรือนออกจากนักรบ แต่ข้อมูลของกระทรวงซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลฮามาสถือว่าได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดและมีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ.

ที่มา AP

เพจปลอมปั่นกัมพูชาบุก ระดมนับหมื่น ทบ.โต้ “ไม่จริง” แค่ตรึงกำลัง! คุม 4 จุดเสี่ยง

เพจปลอมปั่นกัมพูชาบุก ระดมนับหมื่น ทบ.โต้ “ไม่จริง” แค่ตรึงกำลัง! คุม 4 จุดเสี่ยง

เพจปลอมปั่นกัมพูชาบุก ระดมนับหมื่น ทบ.โต้ “ไม่จริง” แค่ตรึงกำลัง! คุม 4 จุดเสี่ยง

23 พ.ย. 2568 09:20 น.

ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราวไทย-กัมพูชา เดินหน้ารังวัดปักหมุดหลักเขตแดนต่อเนื่องทั้งหมุดที่ 42-43 บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว และหมุดที่ 52-59 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ขณะที่ ทบ.โต้ข่าวทหารเขมรบุกประชิดชายแดนเตรียมยึดภูมะเขือ-ตาควาย-คนา ระบุเป็นเฟกนิวส์ โดย ทภ.2 แจง 4 จุด

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

23 พ.ย. 2568 08:28 น.

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เรียกร้องทั่วโลกยุติความรุนแรงต่อสตรี เนื่องในวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล 25 พฤศจิกายนของทุกปี

ฯพณฯ ดร.  อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เขียนบทความสื่อสารถึงผู้คนทั่วโลก ให้ช่วยกันยุติการใช้ความรุนแรงต่อสตรี  ในโอกาสที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 เพื่อรำลึกถึงการสังหารบุตรสาวสามคนของตระกูลมิราบัลในสาธารณรัฐโดมินิกันอย่างโหดเหี้ยมในปี 2503 เรื่องราวของพวกเธอที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านระบอบการปกครองที่ใช้ความรุนแรง ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และการเรียกร้องให้ลงมือปฏิบัติ ทั้งยังย้ำเตือนว่าความรุนแรงต่อสตรีไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นความล้มเหลวของสังคมที่จำต้องมีการแก้ไขร่วมกันแม้จะมีการรณรงค์ทั่วโลกมานานกว่าสองทศวรรษ แต่สถิติก็ยังคงน่าตกใจ รายงานขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติระบุว่า จากข้อมูลล่าสุด มีสตรีและเด็กผู้หญิงถูกสังหารโดยคู่รักหรือสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยวันละ 140 คน ซึ่งหมายความว่ามีสตรีหรือเด็กผู้หญิงหนึ่งคนถูกฆาตกรรมทุกๆ 10 นาที ในสถานที่ที่ควรจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือบ้านของพวกเธอ

ในอิสราเอล สตรีราว 20 ถึง 25 คนถูกฆาตกรรมในแต่ละปีโดยผู้ชายที่ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นบิดา สามี หรือคู่รัก สำหรับประเทศไทย ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แสดงให้เห็นว่า มีความรุนแรงในครอบครัวหลายร้อยคดีในแต่ละปี และองค์กรภาคประชาสังคมได้เตือนว่า ยังมีอีกความรุนแรงอีกจำนวนมากที่ไม่มีการรายงานในประเทศอื่นๆ  รูปแบบที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่กรณีเฉพาะ แต่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันที่หยั่งรากลึก อคติ และความไม่สมดุลของอำนาจที่มีอยู่ในทุกๆ สังคมและวัฒนธรรมทั่วโลกความรุนแรงต่อสตรีมีหลายรูปแบบ ทั้งทางร่างกาย ทางเพศ ทางจิตใจ หรือทางเศรษฐกิจ ทว่าในช่วงสงครามหรือเวลาที่มีความขัดแย้ง ภัยคุกคามจะทวีความรุนแรงขึ้น ในอดีต ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าสลดใจ ตั้งแต่การข่มขืนหมู่ในช่วงสงครามของอดีตยูโกสลาเวียและรวันดา ไปจนถึงภัยคุกคามที่ยังคงดำเนินอยู่ในเมียนมา ซูดาน และยูเครน จะเห็นได้ว่า เมื่อใดที่เกิดขัดแย้ง ร่างกายของสตรีก็จะกลายเป็นสนามรบไปด้วยเช่นกัน

ศ. ดร. บุษกร บิณฑสันต์ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ. ดร. บุษกร บิณฑสันต์ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับอิสราเอลนั้นความจริงอันโหดร้ายนี้ปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ระหว่างการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายฮามาสในอิสราเอล สตรีถูกข่มขืน ทรมาน และสังหารอย่างป่าเถื่อน มีการบันทึกเรื่องความรุนแรงทางเพศโดยเหยื่อผู้รอดชีวิต บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ การทำร้ายร่างกายดังที่กล่าวมานี้ไม่เพียงแต่เป็นอาชญากรรมต่อชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและสตรีทั่วโลกอีกด้วยอย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิ่งเฉยขององค์กรสิทธิสตรีหลายแห่ง สร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับดิฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง การนิ่งเฉยนี้เป็นการทรยศต่อสตรีด้วยกันอย่างเจ็บปวด หลักการสากลที่เป็นพื้นฐานของการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีไม่ควรขึ้นอยู่กับบริบททางการเมือง ความรุนแรงคือความรุนแรง การข่มขืนคือการข่มขืน ไม่ว่าในสถานการณ์หรือเหตุผลใด สตรีไม่ควรได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมหรือเมินเฉยเช่นนี้ การปฏิเสธความรุนแรงทางเพศที่กระทำต่อสตรีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ไม่เพียงแต่เป็นการทรยศต่อเหยื่อเท่านั้น แต่ยังทำลายการเคลื่อนไหวในระดับโลกเพื่อต่อต้านความรุนแรงทางเพศด้วย ความเห็นอกเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติบั่นทอนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของประชาคมโลก การละสายตาจากสตรีบางคนเพียงเพราะว่าเธอเป็นใครหรืออยู่ที่ใด ย่อมเป็นการส่งสัญญานให้ผู้กระทำความผิดทราบว่ามีเหยื่อบางรายที่มีความสำคัญน้อยกว่าขบวนการ #MeToo ซึ่งเริ่มต้นจากเสียงกระซิบและกลายเป็นเสียงดังกึกก้องไปทั่วโลก สอนให้รู้ว่าความเงียบคือการปกป้องผู้กระทำผิด ขบวนการนี้ทำให้ผู้หญิงทั่งโลกกล้าที่จะพูด เชื่อใจซึ่งกันและกัน และเรียกร้องความรับผิดชอบ พลังของขบวนการนี้อยู่ที่ความเป็นสากล ยืนกรานว่า จากฮอลลีวูด ถึงกรุงเทพฯ ไปจนถึงเทล อาวีฟ ไม่ควรมีใครอยู่เหนือหลักศีลธรรมที่ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดร. เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
ดร. เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

ขณะที่เรารำลึกถึงความสำคัญของวันนี้ ความรับผิดชอบของเราก็ชัดเจน รัฐบาล ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และเราทุกคนในฐานะปัจเจกบุคคล ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับความรุนแรงต่อสตรีในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในสมรภูมิรบ เราต้องปลูกฝังเด็กชายและผู้ชายให้เคารพผู้หญิง ให้เห็นว่าสตรีก็เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เราต้องออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองเหยื่อด้วยความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงการลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้นเราต้องยืนหยัดต่อต้านมิให้ความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องปกติที่นำเสนอทางสื่อสาธารณะ สื่อดิจิตัล และวาทกรรมทางการเมือง การต่อสู้เพื่อความปลอดภัยของสตรีนั้น ต้องไม่แยกออกจากการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และสันติภาพ เรื่องราวของพี่น้องมิราบัลทำให้เห็นว่า ความกล้าหาญสามารถสร้างแรงบันดาลใจ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้  คำบอกเล่าของผู้หญิงในอิสราเอล ในประเทศไทย และจากทั่วโลก ย้ำเตือนเราว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด 

ฯพณฯ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และวิทยากร
ฯพณฯ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และวิทยากร

อย่างไรก็ตาม ขอให้เรามั่นใจว่า เด็กหญิงผู้รุ่นต่อๆ ไปในอนาคต จะเติบโตในโลกที่ความกลัวถูกแทนที่ด้วยเสรีภาพ และความเมินเฉยถูกแทนที่ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อเรายืนหยัดร่วมมือกัน โดยไม่มีพรมแดน ศาสนา และอุดมการณ์มาเกี่ยวข้อง เรากำลังยืนยันความจริงอันเรียบง่ายและเป็นสากล นั่นคือ สตรีทุกคนคู่ควรกับการมีชีวิตที่ปราศจากความรุนแรง และการปกป้องสิทธิสตรีจะทำให้สังคมโลกแข็งแกร่งยิ่งขึ้น.