‘นิด้าโพล’ภาคกลาง ‘เท้ง’นำแคนดิเดตนายกฯ ทิ้งช่วงห่าง‘เสี่ยหนู-อภิสิทธิ์’

‘นิด้าโพล’ภาคกลาง  ‘เท้ง’นำแคนดิเดตนายกฯ  ทิ้งช่วงห่าง‘เสี่ยหนู-อภิสิทธิ์’

‘นิด้าโพล’ภาคกลาง ‘เท้ง’นำแคนดิเดตนายกฯ ทิ้งช่วงห่าง‘เสี่ยหนู-อภิสิทธิ์’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นิด้าโพลเผยผลสำรวจ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” เลือก “เท้ง-ณัฐพงษ์” อันดับ 2 “อนุทิน ชาญวีรกูล” อันดับ 3 “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อันดับ 4 “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รั้งอันดับ 5 แต่ส่วนอันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ ขณะที่พรรคการเมือง “ประชาชน” มาอันดับ 2 “ภูมิใจไทย” อันดับ 3 ส่วนพรรคอันดับ 1 ยังเลือกเหมาะสมไม่ได้

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กระแสการเมือง ภาคกลาง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง “ภาคกลาง” เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.65 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 19.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 12.75 ระบุว่าเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 9.15 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 4.55 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 3.50 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 10 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่

อันดับ 11 ร้อยละ1.55 ระบุว่าเป็น นายวราวุธศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 1.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พรรคกล้าธรรม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ นายรังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคประชาชาติ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ พรรคโอกาสใหม่ นายชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) ร้อยละ 0.65 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 28.95 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 28.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 9.70 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ4 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 8.45 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 5.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 7 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ8 ร้อยละ2.05 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา อันดับ 10 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) ร้อยละ 0.40 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘คปท.’ขยับ! นัดม็อบบุกสถานทูต 22 พ.ย.นี้ ประท้วง’อันวาร์-ทรัมป์’เข้าข้างเขมร-บีบไทย

'คปท.'ขยับ! นัดม็อบบุกสถานทูต 22 พ.ย.นี้ ประท้วง'อันวาร์-ทรัมป์'เข้าข้างเขมร-บีบไทย

‘คปท.’ขยับ! นัดม็อบบุกสถานทูต 22 พ.ย.นี้ ประท้วง’อันวาร์-ทรัมป์’เข้าข้างเขมร-บีบไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.53 น.

‘คปท.’ขยับ! นัดรวมมวลชนบุกสถานทูต’มาเลเซีย-สหรัฐฯ’ 22 พ.ย.นี้ ประท้วง’อันวาร์-ทรัมป์’เข้าข้างเขมร-หยุดจุ้นใช้ปมภาษีบีบไทย 

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “คปท.” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นัดหมายมวลชน 22 พ.ย. 68 บุกสถานทูตมาเลเซีย 10.00 น. ประท้วง “อันวาร์” ทำตัวเข้าข้างเขมร ไม่มีความเป็นกลาง ทั้งที่ละเมิดกฎซ้ำซาก วันเดียวกันช่วงบ่าย บุกสถานทูตสหรัฐฯประท้วง “ทรัมป์” ให้หยุดจุ้น หยุดนำเรื่องภาษีมาบีบประเทศไทย”

‘กมธ.ตำรวจ’นั่งไม่ติด! จ่อเชิญ‘ผบ.ตร.-ไตรรงค์’แจงปมตำรวจรับส่วยพนันออนไลน์

‘กมธ.ตำรวจ’นั่งไม่ติด! จ่อเชิญ‘ผบ.ตร.-ไตรรงค์’แจงปมตำรวจรับส่วยพนันออนไลน์

‘กมธ.ตำรวจ’นั่งไม่ติด! จ่อเชิญ‘ผบ.ตร.-ไตรรงค์’แจงปมตำรวจรับส่วยพนันออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.36 น.

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหาส่วยแก็งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ออกมาระบุในการประชุมชี้แจงของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาฯ ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน กมธ.ที่เปิดเผยข้อมูลว่า มีตำรวจมากกว่า 200 นาย เกี่ยวข้องกับการรับเงินส่วยเว็บพนันออนไลน์ ซึ่ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรองจเรตำรวจแห่งชาติ ออกมายอมรับผ่านสื่อนั้น ถือเป็นประเด็นที่คาใจสังคม และมีผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยรวม โดยเฉพาะจะเป็นการบั่นทอนและลดความเชื่อมั่นในตัวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ ทาง กมธ.ตำรวจ มีความเห็นพ้องว่า จำเป็นต้องเชิญ ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง ในวันที่ 26พ.ย.นี้

อ่านกลยุทธ์’อนุทิน’ ใช้’ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์’ ผูกมัดกัมพูชา/สร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย

อ่านกลยุทธ์'อนุทิน' ใช้'ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์' ผูกมัดกัมพูชา/สร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย

อ่านกลยุทธ์’อนุทิน’ ใช้’ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์’ ผูกมัดกัมพูชา/สร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.29 น.

นักวิชาการอ่านกลยุทธ์”อนุทิน” ใช้”ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” ผูกมัดกัมพูชา/วางหมากทูตสร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย พร้อมควบโยงผลประโยชน์เศรษฐกิจจากข้อเสนอของ”ทรัมป์”

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้สัมภาษณ์กรณีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยชี้ให้เห็นถึงการวางยุทธศาสตร์เชิงการทูตและความมั่นคงของไทยในสถานการณ์ความตึงเครียดกับกัมพูชาในหลายมิติ

1) นายกรัฐมนตรีกำลังใช้ประโยชน์จากกรอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ให้เป็นหลักฐานทางการทูตผูกมัดกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงก่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมระหว่างประเทศให้กับไทย โดยยืนยันต่อผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียว่า กัมพูชาละเมิดปฏิญญาฯ ย้ำหลักฐานระบุว่ามีผู้สังเกตการณ์ต่างชาติยืนยันว่า “ทุ่นระเบิดถูกวางหลังลงนามปฏิญญาฯ” ซึ่งเป็นการสร้างฐานความชอบธรรมต่อสายตานานาชาติให้กับไทย สื่อนัยยะว่าไทยกำลังวางตำแหน่งเป็น “ผู้รักษากติกา” มาโดยตลอด และชี้ภาพให้กัมพูชาคือ “ผู้ละเมิดข้อตกลง” ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งจะส่งผลให้ไทยได้เปรียบคือ ไทยกำลังผูกเรื่องนี้เข้ากับกติการะหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดแรงกดดันต่อกัมพูชาจากหลายฝ่ายพร้อมกัน โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่กัมพูชาหวังจะพึ่งพิง

2) ไทยกำลังพยายามส่งเงื่อนไขที่กัมพูชาต้องยอมรับผิด และทำตามข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อไทย ประเทศไทยประกาศชัดว่าจะระงับการดำเนินการตามปฏิญญาฯ หากกัมพูชาไม่ยอมรับผิด แจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์รับทราบอย่างชัดเจนว่าไทยตั้งเงื่อนไขให้กัมพูชาต้องขอโทษอย่างเป็นทางการต่อประชาชนไทย มิเช่นนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ใดๆ ที่เดินหน้าต่อกับเพื่อนบ้านที่ไม่จริงใจอย่างกัมพูชา จะขับเคลื่อนต่อไปอย่างยากเย็น ซึ่งจะกระทบต่อสันติภาพที่จะเกิดขึ้นบริเวณชายแดน ในทางหนึ่งถือเป็นการยืนยันความเข้มแข็งของประเทศที่มีอธิปไตยเป็นของตัวเองอย่างประเทศไทย ให้ทั้งสหรัฐฯและมาเลเซียต้องเคารพในความเป็นอธิปไตยของไทยด้วย

3) ไทยใช้โอกาสนำ “ความมั่นคงชายแดน” กระทบชิ่งต่อ “เศรษฐกิจระหว่างประเทศ” โดยใช้สหรัฐฯ เป็นคานงัด เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย กรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์รับข้อเสนอของไทยและระบุว่า หากไทยสามารถเร่งถอนทุ่นระเบิดได้ จะพิจารณาลดภาษีให้ไทยเพิ่ม แสดงให้เห็นว่านายกฯอนุทินกำลังใช้โอกาสที่ทรัมป์เปิดบทสนทนานี้ก่อน นำมาพลิกผันเป็นประเด็นเข้ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยได้ประโยชน์ โดยหยิบยกเรื่องที่เป็นความต้องการของไทยในการเร่งถอนทุนระเบิดที่จะนำไปสู่การรับประกันสันติภาพระหว่างสองประเทศจนทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะสนับสนุนแรงจูงใจเพิ่มเติมโดยการเจรจาลดภาษีให้ เท่ากับว่าไทยยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กล่าวคือได้ทั้งการถอดถอนทุนระเบิดที่ชายแดน และการลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยจากสหรัฐฯเพิ่มเติมในคราวเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวค้ำยันความมั่นคงแบบมีชั้นเชิง

4) การพูดคุยอย่างมีชั้นเชิงทั้งกับสหรัฐฯ และมาเลเซีย ยังเป็นการยืนยันภาพลักษณ์ไทยด้วยว่าไทยยังให้ความสำคัญกับเวทีอาเซียนและสหรัฐฯ ไม่ได้ละเลย แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็งในการรักษาประโยชน์ของแผ่นดินไทยในขณะเดียวกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นความสมดุลที่ไม่เสียเชิงในการเจรจากับประเทศที่ทรงอิทธิพล แต่ยังชูภาพความเข้มแข็งของไทยไปพร้อมๆกัน เป็นการวางภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยไทยยังได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐฯและมาเลเซียพยักหน้าตอบรับไทย เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังจัดระเบียบแรงสนับสนุนจากสองชาตินี้ได้สำเร็จในระดับหนึ่งเพื่อส่งความกดดันต่อกัมพูชา

กล่าวโดยสรุป ยังถือว่าในการพูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ในครั้งนี้ ไทยยังสามารถวางจุดยืนที่เข้มแข็ง แต่ใช้กรอบสันติภาพที่ทั้งสองประเทศปลายสายต้องการ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของไทยบนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้งได้เป็นอย่างดี เพราะต้องอย่าลืมว่าการชนะโดยไม่ต้องรบ ย่อมเป็นชัยชนะที่หอมหวานเสมอ มากกว่าชัยชนะที่ต้องแลกมาจากการสูญเสียชีวิตของทหารลูกหลานคนไทย เราควรวางยุทธศาสตร์หลีกเลี่ยงสนามรบไว้ก่อน จนกว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วจริงๆ ถึงให้การรบพุ่งเสียเลือดเนื้อเป็นทางเลือกสุดท้าย ดังนั้น สติ ปัญญา ความรอบคอบ ความอดทนอดกลั้น การเจรจาอย่างมีชั้นเชิง และการคิดเชิงยุทธศาสตร์ ที่ต้องคิดก้าวหน้ากว่าศัตรูอย่างน้อยสามชั้น จะทำให้เรามีชัยชนะอย่างแท้จริง

‘ไตรศุลี’โต้’จุลพันธ์’ ชี้’นายกฯ’สื่อสารเปิดเผย-ตรงไปตรงมา

'ไตรศุลี'โต้'จุลพันธ์' ชี้'นายกฯ'สื่อสารเปิดเผย-ตรงไปตรงมา

‘ไตรศุลี’โต้’จุลพันธ์’ ชี้’นายกฯ’สื่อสารเปิดเผย-ตรงไปตรงมา

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

“ไตรศุลี”โต้”จุลพันธ์” ขาดรอบคอบ-หวังผลการเมือง ชี้”นายกฯ”สื่อสารเปิดเผย-ตรงไปตรงมา ยันประเด็น”เขมร”ไม่สร้างขัดแย้ง หวังปกป้องผลประโยชน์-ศักดิ์ศรีประเทศ

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมากล่าวหาว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขาดความรอบคอบด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ จนทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะถูกกดดันจากหลายฝ่าย ว่า เป็นความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และสะท้อนความพยายามกล่าวหาเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนพูด

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้สื่อสารกับประชาชนอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน ในการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ทุกการหารือกับผู้นำต่างประเทศต่างๆ  ความมั่นคงชายแดน ท่านได้สื่อสารโดยตรง และเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูล ข้อเท็จจริงมากที่สุด  ทั้งนี้ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีดำเนินการต่อกัมพูชา ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกแทรกแซงหรือย่ำยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัญหาที่สืบเนื่องจากการละเลยในสมัยรัฐบาลก่อน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันต้องเข้ามาแก้ไข

“นายกรัฐมนตรีทำงานโดยรักษาความสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐ ศักดิ์ศรีของคนไทย และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือหวังผลการเมืองเหมือนที่บางฝ่ายพยายามกล่าวหา” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุดที่นายอนุทินได้รับจาก นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังการหารือกับ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุชัดว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่เชื่อมโยงประเด็น Joint Declaration ไทย-กัมพูชา กับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้เสียเปรียบ และท่าทีของรัฐบาลไทยได้รับความเข้าใจจากนานาชาติอย่างชัดเจน

“ก่อนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อยากให้พรรคเพื่อไทยย้อนดูปัญหาที่ตัวเองเคยก่อไว้ ว่าทำให้คนอื่นต้องมาตามแก้เท่าไร และควรพิจารณาความจริงให้ครบถ้วนก่อนพูด” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

‘โฆษก ภท.’อุบตอบ‘2 สส.เพื่อไทย’ย้ายเข้ามุ้งสีน้ำเงิน อ้างแค่กินข้าววันหยุด

‘โฆษก ภท.’อุบตอบ‘2 สส.เพื่อไทย’ย้ายเข้ามุ้งสีน้ำเงิน อ้างแค่กินข้าววันหยุด

‘โฆษก ภท.’อุบตอบ‘2 สส.เพื่อไทย’ย้ายเข้ามุ้งสีน้ำเงิน อ้างแค่กินข้าววันหยุด

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.24 น.

‘โฆษก ภท.’อุบตอบ‘2 สส.เพื่อไทย’ย้ายเข้ามุ้งสีน้ำเงิน อ้างแค่กินข้าววันหยุด

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) และ นายชูศักดิ์ แม้นทิม สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย จะมาสมัครเข้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งสมัยหน้า ตามที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ใช่หรือไม่  (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ส่อเลือดไหลเพิ่ม! ‘สิริพงศ์‘ โพสต์ภาพ ‘2สส.เพื่อไทย’ร่วมเฟรม’เนวิน‘ จับตาลุ้นย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’) โดย น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ก็ทานข้าวตามภาพ แบบที่นายสิริพงศ์ได้โพสต์ไว้”

‘ภท.’แจ้ง‘สส.-รัฐมนตรี’พรรคร่วมฯ สแตนด์บายรอถกวิสามัญแก้ รธน.วาระ 2

‘ภท.’แจ้ง‘สส.-รัฐมนตรี’พรรคร่วมฯ สแตนด์บายรอถกวิสามัญแก้ รธน.วาระ 2

‘ภท.’แจ้ง‘สส.-รัฐมนตรี’พรรคร่วมฯ สแตนด์บายรอถกวิสามัญแก้ รธน.วาระ 2

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.24 น.

“ภท.”แจ้ง”สส.-รัฐมนตรี”พรรคร่วมรัฐบาล สแตนด์บายรอถกวิสามัญแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 คาด 8 ธ.ค.เป็นต้นไป กำชับ”รัฐมนตรี”เตรียมข้อมูลรับมือ หาก”ฝ่ายค้าน”เปิดศึกซักฟอก

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ประเด็นหลักคือ การอัพเดทข้อมูลเรื่องการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการแจ้งวันคร่าวๆ จากสมาชิกในซีกรัฐบาล ว่าจะมีการเปิดประชุมวิสามัญในช่วงไหน เพื่อให้สมาชิกได้เตรียมตัว เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง ส่วนการเปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสอง คาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ก่อนการเปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญปกติ ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ น่าจะช่วงวันที่ 8 ธ.ค.เป็นต้นไป

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้านได้พูดคุยและให้ข่าว ทางพรรคร่วมรัฐบาลได้หารือว่า ให้ไปดูในประเด็นข้อมูลของแต่ละคน เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าซีกฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบใด แต่เราได้แจ้งให้รัฐมนตรีในส่วนต่างๆ ของฝั่งรัฐบาลได้ทราบ จะได้เตรียมข้อมูลได้อย่างครบถ้วน

‘รมว.นฤมล’หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน

'รมว.นฤมล'หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน

‘รมว.นฤมล’หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.03 น.

“รมว.นฤมล”หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน เดินหน้าขยาย”ห้องเรียนขงจื่อ–ลูปันเวิร์กช็อป–ศูนย์สอบ HSK”รองรับดีมานด์ภาษาจีนที่พุ่งสูง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าพบหารือกับ นายจ้าว หลิงชัน (Mr. Zhao Lingshan) เลขาธิการมูลนิธิการศึกษาภาษาจีน นานาชาติ และนายจง อิงฮั่ว (Mr. Zhong Yinghua) ประธานสมาคมภาษาจีนนานาชาติ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนระหว่างไทย – จีนอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับโรงเรียน อาชีวศึกษา และสถาบันเอกชนของไทย

ระหว่างกาาหารือ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวถึงนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะภาษาจีนในทุกระดับการศึกษา ทั้งระดับพื้นฐาน อาชีวศึกษา และเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับจีน รมว.ศึกษาธิการ เน้นว่า การเรียนภาษาจีนไม่ใช่เพียงเรื่องภาษา แต่เป็นประตูสู่โอกาสในอนาคต ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ระหว่างสองประเทศ

“กระทรวงศึกษาธิการได้หารือกับฝ่ายจีนถึงแนวทางขยายความร่วมมือในหลายมิติ โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์สอนและสอบวัดระดับภาษาจีน HSK ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยรองรับผู้เรียนจำนวนมากที่ต้องการสอบวัดระดับภาษาจีน ทั้งเพื่อการศึกษาต่อ การทำงาน และการรับทุนการศึกษาจากจีน นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการจัดตั้ง Luban Workshop แห่งใหม่ที่วิทยาลัยเทคนิคระยอง เพื่อเป็นศูนย์กลางฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการตั้งศูนย์ฝึกอบรม 1+X แห่งแรกของประเทศที่วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากทั้งไทยและจีน” ศ.ดร.นฤมล ระบุ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ฝ่ายจีนทั้งมูลนิธิการศึกษาภาษาจีนนานาชาติและสมาคมภาษาจีนนานาชาติ ได้แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนความร่วมมือกับไทย โดยกล่าวย้ำว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จีนให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน และเห็นว่าไทยมีศักยภาพสูงมากในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษาจีนของอาเซียน สำหรับบทบาทสำคัญของสมาคมในการพัฒนามาตรฐานครูภาษาจีนนานาชาติ การออกแบบหลักสูตร และการจัดกิจกรรมแข่งขันทางวิชาการ ก็พร้อมสนับสนุนไทยในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยีการสอน และการวิจัยทางภาษา

“การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของไทย – จีน ในมิติการศึกษา แต่ยังเป็นการวางรากฐานสู่การสร้างโอกาสในอนาคตสำหรับนักเรียน นักศึกษา ครู และสถานศึกษาไทย ที่จะได้เข้าถึงทรัพยากรและมาตรฐานสากลของจีนมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการเดินหน้าความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต้องการทั้งทักษะภาษา เทคโนโลยี และความเข้าใจวัฒนธรรมในระดับลึกซึ้ง จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เทียบเท่านานาชาติ พร้อมเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างไทย – จีน ให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

– 006

พสกนิกรซาบซึ้ง ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’พระราชทาน’เข็มกลัดโบว์ดำ’

พสกนิกรซาบซึ้ง 'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'พระราชทาน'เข็มกลัดโบว์ดำ'

พสกนิกรซาบซึ้ง ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’พระราชทาน’เข็มกลัดโบว์ดำ’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.12 น.

พสกนิกรซาบซึ้ง “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”พระราชทาน”เข็มกลัดโบว์ดำ” ประชาชนเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ”สมเด็จพระพันปีหลวง”ต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ต้้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั่วสารทิสหลั่งไหลเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศ อย่างต่อเนื่องทั้งมาเป็นครอบครัวและเป็นหมู่คณะต่างๆ จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ ลำปาง, ยะลา, สงขลา, นครราชสีมา, คณะผู้บริหารและบุคลากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

นางสาวศุภลักษณ์ แซ่เคา อายุ 32 ปี เดินทางมาจาก จ.ยะลา พร้อมกับลูกสาว ด.ญ.ลลิน วัย 4 ขวบ กล่าวด้วยความปลาบปลื้ม ว่า ตั้งใจมากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยเราเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 พระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยมีมากมายเหลือคณานับ ตนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังได้รับพระราชทานเข็มกลัดโบว์ดำจากพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รู้สึกโชคดีและเป็นบุญมาก พระองค์ทรงมีพระปฏิสันถารกับลูกสาวว่า “น่ารักมาก” และรับสั่งถามตนว่า “เป็นแม่หรือเปล่า” นำความปลาบปลื้มมาสู่ตนมาก ก็ตั้งใจจะเก็บเข็มกลัดนี้ไว้ที่ระลึกไม่นำไปใช้ และจะนำไปวางไว้บนหิ้งพระ เพื่อเป็นสิริมงคลกับครอบครัว

ด้าน นางสาวสุทธิกานต์ ไชยหลี ตัวแทนนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลับสงขลานครินทร์ เผยว่า ตนกับเพื่อนอีก 33 คน เดินทางมาทัศนศึกษาที่กรุงเทพฯ จึงตั้งใจมากราบถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวงบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประทับใจในพระราชกรณียกิจของพระองค์ในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องผ้าไทยและชุดไทย ทรงอนุรักษ์เพื่อเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’พระราชทานเข็มกลัดริบบิ้นดำ พสกนิกรที่เดินทางมาถวายความอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’)

– 006

ไฟไหม้วอด 9 ชั่วโมงครึ่ง ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นเกาหลีใต้ สินค้าเสียหายกว่า 11 ล้านชิ้น

ไฟไหม้วอด 9 ชั่วโมงครึ่ง ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นเกาหลีใต้ สินค้าเสียหายกว่า 11 ล้านชิ้น

16 พ.ย. 2568 11:41 น.

ไฟไหม้วอด 9 ชั่วโมงครึ่ง ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นเกาหลีใต้ สินค้าเสียหายกว่า 11 ล้านชิ้น

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ศูนย์ฯ ของ E-Land ในเมืองชอนัน จังหวัดชุงชองใต้ เหลือเพียงโครงสร้างที่เสียหายอย่างหนัก และทำลายสินค้าภายในกว่า 11 ล้านรายการ โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืด ประมาณ 06:08 น. เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ก่อนที่พนักงานจะเดินทางมาทำงาน ตามรายงานจากสำนักงานดับเพลิงจังหวัดชุงชองใต้ ต้นเพลิงเริ่มต้นที่ชั้นสี่ของคลังสินค้า และลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีสินค้าเสื้อผ้าและรองเท้าจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิง โดยอาคารแห่งนี้มีสินค้าเก็บไว้มากกว่า 11 ล้านชิ้น โดยมีพื้นที่รวมกว่า 193,000 ตารางเมตร

ทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต้องเผชิญกับเปลวเพลิงที่รุนแรง ควันดำหนาทึบ และจุดเข้าถึงที่ถูกปิดกั้น ภายในหนึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2  และระดมกำลังเจ้าหน้าที่ 430 นาย รถดับเพลิง 150 คัน และเฮลิคอปเตอร์ 11 ลำ

เปลวเพลิงหลักถูกควบคุมได้หลังจากใช้เวลานานกว่า 9 ชั่วโมงครึ่ง แต่ยังคงมีจุดความร้อนปะทุต่อเนื่องไปจนถึงกลางคืน เจ้าหน้าที่ถึงกับต้องติดตั้งระบบปืนฉีดน้ำแรงดันสูงจากเมืองอุลซาน ซึ่งเป็นระบบเดียวในประเทศ ที่สามารถฉีดน้ำได้ถึง 45,000 ลิตรต่อนาที หรือมากกว่าความจุของรถดับเพลิงมาตรฐานประมาณ 20 เท่า

ปฏิบัติการทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ยุติลงหลังพระอาทิตย์ตกดิน เนื่องจากทีมกู้ภัยเปลี่ยนไปใช้ความพยายามในการควบคุมเพลิงในช่วงข้ามคืน

ขนาดความเสียหายรุนแรงมาก ส่วนเหนือของคลังสินค้าพังถล่มลงบางส่วน ขณะที่ผนังภายนอกทางใต้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากความร้อนและเปลวไฟ วิศวกรโครงสร้างในพื้นที่ระบุว่า โครงสร้างค้ำยันภายในอาคารน่าจะได้รับความเสียหายจากความเค้นทางความร้อน

แม้ว่าสาเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ศูนย์แห่งนี้เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้เล็กน้อยมาแล้วเมื่อ 9 วันก่อน ทางกลุ่มบริษัท E-Land แถลงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกัน และยืนยันว่าจะมีการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบทันทีที่พื้นที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ศูนย์โลจิสติกส์แห่งนี้ ซึ่งสร้างเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2014 ครอบคลุมพื้นที่ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น และชั้นเหนือพื้นดิน 4 ชั้น โดยมีพื้นที่รวม 193,210 ตารางเมตร เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับรถบรรทุกได้พร้อมกัน 150 คัน สามารถรองรับกล่องได้มากถึง 50,000 กล่องต่อวัน และ 4-5 ล้านกล่องต่อปี.

ที่มา The Korea Herald