ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

16 พ.ย. 2568 11:08 น.

ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ ซึ่งรวมถึงสินค้าหลัก เช่น กาแฟ เนื้อวัว กล้วย และน้ำส้ม เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวอเมริกันเกี่ยวกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น

การยกเว้นภาษีใหม่นี้ ซึ่งมีผลย้อนหลัง ณ เที่ยงคืนวันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) ถือเป็นการกลับลำนโยบายอย่างชัดเจนสำหรับทรัมป์ ซึ่งยืนยันมาตลอดว่าภาษีนำเข้าที่เขากำหนดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ไม่ได้เป็นต้นเหตุของภาวะเงินเฟ้อ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับมาตรการนี้ ทรัมป์กล่าวว่า ภาษีของเขา “อาจจะ” ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น “ในบางกรณี” แต่เขายืนยันว่า โดยรวมแล้ว สหรัฐฯ “แทบจะไม่มีเงินเฟ้อเลย”

พรรคเดโมแครตเพิ่งได้รับชัยชนะหลายครั้งในการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นในเวอร์จิเนีย นิวเจอร์ซีย์ และนครนิวยอร์ก  โดยความกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับความสามารถในการซื้อ รวมถึงราคาอาหารที่สูง ถือเป็นประเด็นสำคัญ

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาจะเดินหน้าจ่ายเงิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยจะใช้รายได้จากภาษีศุลกากรในปีหน้ามาเป็นเงินทุน “ภาษีศุลกากรทำให้เราสามารถจ่ายเงินปันผลได้หากเราต้องการทำเช่นนั้น ตอนนี้เราจะจ่ายเงินปันผลและเราก็จะลดหนี้ด้วย” เขากล่าว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศกรอบข้อตกลงทางการค้า ซึ่งเมื่อสรุปผลแล้ว จะมีการยกเลิกภาษีสำหรับอาหารบางชนิดและการนำเข้าอื่น ๆ จากอาร์เจนตินา เอกวาดอร์ กัวเตมาลา และเอลซัลวาดอร์ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาข้อตกลงเพิ่มเติมก่อนสิ้นปีนี้

บัญชีรายชื่อที่ประกาศเมื่อวันศุกร์รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ซื้อเป็นประจำ ซึ่งหลายรายการมีราคาสูงขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบปีต่อปี รายการนี้ประกอบด้วยสินค้ากว่า 200 รายการ ตั้งแต่ส้ม อาซาอิเบอร์รี และปาปริก้า ไปจนถึงโกโก้ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตอาหาร ปุ๋ย และแม้กระทั่งขนมปังที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิท

ทำเนียบขาวระบุในเอกสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจาก “ความคืบหน้าที่สำคัญที่ประธานาธิบดีได้ทำในการสร้างเงื่อนไขที่สมดุลมากขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีของเรา”

ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ตัดสินใจยกเว้นภาษีอาหารบางรายการได้ เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นไม่ได้ปลูกหรือแปรรูปในสหรัฐอเมริกา และเนื่องจากมีการสรุปกรอบข้อตกลงเก้าฉบับ ข้อตกลงขั้นสุดท้ายว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนสองฉบับ และข้อตกลงการลงทุนสองฉบับ

ตามข้อมูลล่าสุดสำหรับเดือนกันยายน เนื้อบดมีราคาสูงขึ้นเกือบ 13% ตามดัชนีราคาผู้บริโภค และสเต็กมีราคาสูงกว่าปีก่อนเกือบ 17% การเพิ่มขึ้นของทั้งสองรายการนี้ถือว่ามากที่สุดในรอบกว่าสามปี ย้อนกลับไปในช่วงที่เงินเฟ้อใกล้ถึงจุดสูงสุดภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นเดโมแครต

แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวรายใหญ่ แต่ การขาดแคลนปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้ราคาเนื้อวัวสูงขึ้น โดยราคากล้วยเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ขณะที่มะเขือเทศเพิ่มขึ้น 1% ต้นทุนโดยรวมสำหรับอาหารที่บริโภคในบ้านเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนกันยายน

การยกเว้นภาษีได้รับการชื่นชมจากกลุ่มอุตสาหกรรมหลายกลุ่ม ขณะที่บางกลุ่มแสดงความผิดหวังที่ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาถูกยกเว้นออกไป

ทรัมป์ได้พลิกผันระบบการค้าโลกด้วยการเรียกเก็บภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับการนำเข้าจากทุกประเทศ รวมถึงภาษีเฉพาะเพิ่มเติมที่แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ทรัมป์ได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นความสามารถในการซื้อในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าต้นทุนที่สูงขึ้นใด ๆ ก็ตามเกิดจากนโยบายที่ประกาศใช้โดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่ใช่นโยบายภาษีของเขาเอง

ผู้บริโภคยังคงรู้สึกไม่พอใจกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากภาษีนำเข้า และอาจสูงขึ้นอีกในปีหน้า เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เริ่มผลักภาระภาษีนำเข้าเต็มจำนวน

นายริชาร์ด นีล สส. พรรคเดโมแครตในคณะกรรมการวิธีและการระดมทุนของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์กำลัง “ดับไฟที่พวกเขาเป็นคนก่อขึ้น และอ้างว่ามันคือความก้าวหน้า”

“รัฐบาลทรัมป์กำลังยอมรับต่อสาธารณะในสิ่งที่พวกเรารู้ตั้งแต่ต้น: สงครามการค้าของทรัมป์กำลังเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน” นีลกล่าวในแถลงการณ์ “นับตั้งแต่การใช้ภาษีเหล่านี้ ภาวะเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้น และภาคการผลิตก็หดตัวลงทุกเดือน”.

ที่มา Reuters

รถแข่งสปีดเวย์พุ่งชนผู้ชมที่ออสเตรเลีย เจ็บ 9 ราย

รถแข่งสปีดเวย์พุ่งชนผู้ชมที่ออสเตรเลีย เจ็บ 9 ราย

16 พ.ย. 2568 10:38 น.

รถแข่งสปีดเวย์พุ่งชนผู้ชมที่ออสเตรเลีย เจ็บ 9 ราย

มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 9 คน และชายหนึ่งอาการสาหัส หลังรถแข่งสปีดเวย์คันหนึ่งพุ่งชนฝูงชนที่กำลังชมการแข่งขันในสนามจัดงานแห่งหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ภาพวิดีโอเผยให้เห็นช่วงเวลาที่รถแข่งคันดังกล่าวพุ่งทะลุแนวกั้น และชนเข้ากับกลุ่มผู้ชมที่อยู่ในอัฒจันทร์เคลื่อนที่ ระหว่างงานอีเวนต์ที่สนามจัดงานวอลชา ในเขต Northern Tablelands ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (15 พ.ย.)

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุที่สนามจัดงานวอลชา บนถนนเดอร์บี ประมาณ 18:15 น. (ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่พยาบาลของรัฐนิวเซาท์เวลส์ จะนำผู้บาดเจ็บ 9 คน เป็นชาย 7 คน และหญิง 2 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 75 ปี ส่งโรงพยาบาลวอลชา

ในจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งเก้าคนนี้ ชายวัย 54 ปี รายหนึ่งมีอาการบาดเจ็บสาหัสขั้นวิกฤต ขณะที่อีก 3 รายมีอาการบาดเจ็บรุนแรง คาดว่าผู้บาดเจ็บทั้งสี่รายจะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ภายในคืนนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวได้รับแจ้งว่า ผู้ขับรถแข่งสปีดเวย์วัย 27 ปี ได้ประสบอุบัติเหตุชนบนสนามแข่งทันทีก่อนที่รถของเขาจะพุ่งทะลุรั้วออกไป

เพื่อน ๆ ของคนขับรถแข่งได้แสดงความตกใจผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่คนขับกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

เพื่อนคนหนึ่งระบุว่า คนขับ “เสียใจอย่างหนัก” เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และกล่าวว่าตำรวจได้ยึดรถของเขาและรถคู่กรณีที่ชนบนสนามไปตรวจสอบแล้ว

คนขับรถแข่งอีกคนอธิบายอุบัติเหตุนี้ว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย “ผมรักและเคารพทุกคนที่ผมได้พบผ่านวงการเดอร์บี้ และการที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดพลาดอย่างร้ายแรงมาก ๆ” 

ขณะนี้ ตำรวจได้เริ่มทำการสืบสวนคดีนี้แล้ว และกำลังเรียกร้องให้ผู้ใดก็ตามที่มีภาพวิดีโอของเหตุการณ์ หรือมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ให้ติดต่อมายังตำรวจ.

ที่มา news.com.au

ปะทะเดือดม็อบ Gen Z ประท้วงผู้นำเม็กซิโก บาดเจ็บกว่า 120 ราย

ปะทะเดือดม็อบ Gen Z ประท้วงผู้นำเม็กซิโก บาดเจ็บกว่า 120 ราย

16 พ.ย. 2568 10:19 น.

ปะทะเดือดม็อบ Gen Z ประท้วงผู้นำเม็กซิโก บาดเจ็บกว่า 120 ราย

ทางการท้องถิ่นเปิดเผยว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 120 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากเหตุการณ์ที่ประชาชนหลายพันคนเดินขบวนประท้วงรัฐบาลของประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ในกรุงเม็กซิโกซิตี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

การเดินขบวนต่อต้านความรุนแรงจากยาเสพติดและนโยบายความมั่นคงของประธานาธิบดีเชนบามครั้งนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นบนโซเชียลมีเดียโดยตัวแทนของกลุ่ม “Gen Z” แม้จะพบว่ามีผู้ประท้วงหลากหลายวัยเข้าร่วมก็ตาม

ประธานาธิบดีเชนบาม ซึ่งเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ยังคงมีคะแนนนิยมสูงกว่า 70% ในปีแรกของการทำงาน แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ต่อนโยบายความมั่นคงของเธอ สืบเนื่องจากคดีฆาตกรรมบุคคลสำคัญหลายคดี

นายพาโบล วาซเกซ ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงประจำกรุงเม็กซิโกซิตี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “การระดมพลครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสงบเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีกลุ่มบุคคลสวมหน้ากากเริ่มก่อเหตุรุนแรง”

เขาเปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 100 นาย โดย 40 นายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากรอยฟกช้ำและบาดแผลฉีกขาด ขณะที่ ผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บ 20 ราย ด้วย นายวาซเกซระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ประท้วง 20 คน ในข้อหาก่ออาชญากรรม เช่น การปล้นและการทำร้ายร่างกาย รวมถึงการทำร้ายนักข่าวหนังสือพิมพ์รายหนึ่ง

ผู้ประท้วงจำนวนมากถือป้ายผ้าและสวมหมวกเพื่อคารวะคาร์ลอส มันโซ นายกเทศมนตรีเมืองอูรูอาปันในรัฐมิโชอากัน ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน หลังนำการรณรงค์ต่อต้านแก๊งค้ายาเสพติดในเมืองของเขา อย่างไรก็ตาม ภรรยาม่ายของนายกเทศมนตรีที่ถูกสังหารได้ออกมาแสดงการปฏิเสธถึงความเกี่ยวข้องของขบวนการสนับสนุนสามีของเธอกับเหตุประท้วงในวันเสาร์

ผู้เข้าร่วมการเดินขบวนหลายคนยังได้แสดงธงโจรสลัดรูปหัวกะโหลก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากมังงะญี่ปุ่นเรื่อง “วันพีซ” ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงของเยาวชนทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีเชนบามได้ตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของการประท้วงดังกล่าว และกล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า การเรียกร้องให้ประท้วงนี้เป็น “สิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ” และ “มีการจ่ายเงิน” “นี่คือขบวนการที่ถูกส่งเสริมมาจากต่างประเทศเพื่อต่อต้านรัฐบาล”

ผู้ประท้วงรวมตัวกันหน้าทำเนียบรัฐบาลในเม็กซิโกซิตี ซึ่งเป็นที่พักและที่ทำงานของเชนบาม และได้พังรั้วเหล็กบางส่วนที่กั้นอาคารไว้ ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอาคารได้ใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องดับเพลิงเพื่อควบคุมผู้ประท้วงที่พยายามทุบรั้ว  

เยาวชนหลายร้อยคนขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ ซึ่งตอบโต้ด้วยการชูโล่ป้องกันและขว้างปาสิ่งของกลับใส่ผู้ประท้วงเช่นกัน.

ที่มา AFP

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

16 พ.ย. 2568 09:58 น.

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ และบาดเจ็บ 27 คน จากเหตุระเบิดของวัตถุระเบิดที่ยึดมาได้ ภายในสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์คร่าชีวิต 8 ศพในกรุงนิวเดลี

นายนาลิน ประภาต ผู้บัญชาการตำรวจประจำเขตปกครองแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ที่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลกลางอินเดีย เปิดเผยว่าเหตุระเบิดที่สถานีตำรวจเนากัมนั้น ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐบาล และเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำลังทำการตรวจสอบวัตถุระเบิดดังกล่าวอยู่

นายปราบาตระบุว่า ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังทำการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และเคมีของวัตถุระเบิดที่ยึดคืนมาได้ก่อนหน้านี้ และกล่าวว่า “การระเบิดโดยอุบัติเหตุ” ได้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ (14 พ.ย.) พร้อมชี้แจงว่า ไม่มีการบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมของกลุ่มติดอาวุธในเหตุการณ์ครั้งนี้ “การคาดการณ์อื่นใดเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุการณ์นี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น” เขากล่าว

เขากล่าวว่า กระบวนการเก็บตัวอย่างและการจัดการวัตถุระเบิดที่ยึดได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยทีมงานห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการดำเนินการนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.20 น. ตามเวลาอินเดีย ได้เกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้น

แหล่งข่าวตำรวจระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างการระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต เนื่องจากร่างบางส่วนถูกเผาไหม้จนหมด “ความรุนแรงของการระเบิดนั้นมากจนทำให้มีการพบชิ้นส่วนของร่างกายในบ้านเรือนใกล้เคียง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจราว 100-200 เมตร” แหล่งข่าวระบุ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นแจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เกิดระเบิดรุนแรงขึ้นที่สถานีตำรวจเนากัม และเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณพื้นที่ของสถานี ซึ่งต้องมีการส่งรถดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นสี่วันหลังจากเหตุระเบิดรถยนต์ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 8 ราย โดยรัฐบาลอินเดียเรียกว่าเป็น “เหตุก่อการร้าย”

ทั้งนี้ อินเดียและปากีสถาน ได้ต่อสู้ทำสงครามเป็นระยะ ๆ มานานหลายทศวรรษเหนือดินแดนแคชเมียร์ที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์ทั้งหมด แต่ต่างควบคุมได้เพียงบางส่วนเท่านั้น.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

16 พ.ย. 2568 08:16 น.

“อนุทิน” โทร.คุย “ทรัมป์-อันวาร์” ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ยันทุ่นระเบิดใหม่ แจงชัดหยุดปฏิญญาที่ทำต่อกัน พร้อมขอผู้นำ  “สหรัฐฯ-มาเลย์” ช่วยกดดันกัมพูชาเคารพปฏิญญา ไม่ขัดขวางไทยในการเก็บกู้ระเบิด ขณะที่ ปธน. สหรัฐฯแบไต๋ ส่อใช้มาตรการภาษีการค้ากดดันไทย หลังผู้แทนการค้าสหรัฐฯแจ้ง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ นายณฐกร บริบูรณ์ วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการและครอบครัว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทำร้ายคณะกรรมการตรวจรับงานปรับปรุงอาคารศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ณ โรงพยาบาลกระบี่ และเป็นตัวแทนมอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจาก ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

จากนั้น ได้เดินทางไปยังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน

จากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรและคณะได้เดินทางไปยังวัดแก้วโกรวาราม ตำบลปากน้ำอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายปราโมทย์ แซ่ตั๋น สถาปนิกปฏิบัติการ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่ และที่วัดคลองท่อม ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายชาญณรงค์ ถิ่นลิพอน พนักงานโยธา สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมคณะ'รองฯธรรมนัส'ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ตรวจราชการในจังหวัดนครปฐม ณ จุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน เชื่อมคลองสูบ หมู่ 2 โรงพยาบาลห้วยพลู ต.ห้วยพลู อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และตรวจสถานที่ก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำคลองพระน้อย บริเวณหน้าวัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะได้พบปะประชาชน พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ด้วย

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน :  ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.35 น.

บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ หรือบีบีซี สถานีโทรทัศน์สาธารณะชื่อดังของอังกฤษ กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งจดหมายขู่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท จากกรณีสารคดีที่ออกอากาศในปี 2567 ซึ่งมีการตัดต่อคำพูดจากสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2564 ทำให้ดูเหมือนทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนใช้ความรุนแรงบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมผู้ผลิตรายการ BBC Panorama อันเป็นรายการระดับ ‘เรือธง’ของตนเอง นำคลิปเสียงและภาพจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ในวันชุมนุม มาตัดต่อโดยนำเนื้อหา 2 ช่วงของสุนทรพจน์ที่ทรัมป์กล่าวห่างกัน 54 นาทีมาตัดต่อรวมเป็นก้อนเดียวกัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าเขากำลังยุยงให้เกิดการจลาจล

ประโยคเจ้าปัญหาที่ว่า คือ “We’re going to walk down to the Capitol… and I’ll be there with you. And we fight. We fight like hell.” จนเกิดความเข้าใจผิดว่า ทรัมป์พูดคำว่า “ต่อสู้อย่างสุดชีวิต” (Fight like hell) เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้บรรดาผู้สนับสนุนของเขาเดินไปยังอาคารรัฐสภา ทั้งที่ในสุนทรพจน์จริง คำว่า Fight like hell ที่ทรัมป์พูด อยู่ในอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ห่างจากส่วนแรกถึง 54 นาที อีกทั้งทรัมป์ยังพูดประโยคนี้ ในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงโดยตรง

ข้อผิดพลาดนี้ถูกเปิดโปงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อรายงานภายในของ ไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านบรรณาธิการของ BBC รั่วไหลไปถึงสื่อ The Telegraph รายงานดังกล่าวระบุว่า การตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของคำพูดและทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร ข่าวนี้ขยายวงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การร้องเรียนหลายร้อยกรณี กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ และนำไปสู่วิกฤตการณ์ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

หลังจากกระแสข่าวรุนแรงขึ้น ทิม เดวีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และ เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการข่าว ประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมคำขอโทษจากประธาน BBC ซาเมียร์ ชาห์ ที่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการตัดต่อดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง แต่ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเรื่องการมีอคติอย่างเป็นระบบในการรายงานข่าวของ BBC

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทางสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์ ยืนยันจำเป็นต้องยื่นฟ้องและดำเนินการทางกฎหมายต่อ BBC เนื่องจากสุนทรพจน์ที่เขากล่าวในปี 2564 และถูกตัดต่อและออกอากาศผ่านรายการสารคดีของ BBC เป็นการทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่าเขาสนับสนุนให้มีการใช้กำลังก่อความรุนแรง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมเรียกร้องให้ BBC ออกแถลงการณ์แก้ไข ขอโทษอย่างเป็นทางการ และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พ.ย.) หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทในศาลสหรัฐฯ

โฆษกของ BBC บอกว่ารับทราบจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม แม้ BBC ยังไม่เปิดเผยแนวทางทางกฎหมาย แต่ภายในองค์กรเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเผชิญการโจมตีจากทรัมป์ หากยังถูกฝ่ายการเมืองในอังกฤษ โดยเฉพาะพรรคอนุรักษนิยม ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีต่อเนื่อง

ลิซ ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยม โพสต์ลงบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ว่า ถึงเวลาที่โลกจะได้เห็น BBC ในมุมที่แท้จริง การบิดเบือนและอคติในการรายงานทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมานาน เสียงวิจารณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ BBC ต้องตกอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด ขณะที่ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยมอีกคน บอกว่าจะหยุดจ่ายค่าธรรมเนียมโทรทัศน์ (Licence Fee) จนกว่า BBC จะออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับคลิปที่เป็นข้อถกเถียงนี้

ข่าวอื้อฉาวนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ BBC และพระราชบัญญัติหลวงที่คุ้มครององค์กรกำลังจะหมดอายุในสิ้นปี 2570 ฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนไม่น้อยใช้เหตุการณ์นี้เรียกร้องให้ ยุติการออกอากาศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ขณะที่นักข่าวและบุคลากร BBC จำนวนมากออกมาปกป้ององค์กร โดยยืนยันว่านี่เป็น “ข้อผิดพลาดทางงานข่าว” ไม่ใช่ความตั้งใจทางการเมือง และกำลังต่อสู้จริงจังเพื่อปกป้องการสื่อสารสาธารณะ ที่กำลังถูกคุกคามอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่หนแรกที่ BBC ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเสนอข่าว ที่หลายคนเรียกว่า ‘ในแบบที่อยากให้ผู้ชมเห็น’ แทนที่จะเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และปราศจากอคติ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเสนอสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา BBC อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถูกกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์มองว่านำเสนอข่าวเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง การนำเสนอข่าวหรือประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ ที่ BBC ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องว่ามีอคติต่อคนบางกลุ่ม รวมถึงการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) และฝ่ายซ้าย (หัวก้าวหน้า) หรือกลุ่ม woke ที่ BBC ถูกกล่าวหาว่า มีความโอนเอียงเข้าหากระแส woke อย่างชัดเจน

ในส่วนของบ้านเรา ถ้ายังจำกันได้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา BBC ก็เพิ่งนำเสนอสารคดีเรื่อง Thailand: The Dark Side of Paradise ที่บอกเล่าถึงด้านมืดของประเทศไทย เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และปัญหาทุจริต โดยพยายามนำเสนอข้อมูล หรือบทสัมภาษณ์ผู้คนที่สนับสนุนเรื่องนี้แต่เพียงด้านเดียว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนเป็นสารคดืที่ตั้งธงไว้แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อันตราย จนทำให้เกิดกระแสตีกลับ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย หรือเคยมาเที่ยวไทยก็บอกว่า เมืองไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่ได้อันตรายอย่างที่เห็นในสารคดี รวมทั้งแขกรับเชิญในรายการต่างก็บอกด้วยว่า พวกเขาถูกตัดต่อเสียงสัมภาษณ์จากการพูดอย่างหนึ่ง แต่ถูกตัดต่อจนคำพูดของแขกรับเชิญถูกบิดเบือนให้หมายความอีกอย่างหนึ่ง

BBC มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี ได้รับการยกย่องมาตลอด เรื่องมาตรฐานการรายงานข่าวที่มีความรับผิดชอบและจริยธรรม อีกทั้งมีสถานะพิเศษในอังกฤษและทั่วสหราชอาณาจักร เพราะเป็นสื่อสาธารณะที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่เก็บจากครัวเรือนในสหราชอาณาจักร เรียกได้ว่า BBC ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง จึงมีความรับผิดชอบในการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะโดยตรง และต้องรักษาความเป็นกลางในการรายงานข่าว

ผู้เชี่ยวชาญสื่อหลายคนมองว่า วิกฤตที่ BBC เผชิญตอนนี้ สะท้อนรอยร้าวที่ลึกกว่าข้อผิดพลาดในการตัดต่อ หรือการนำเสนอแบบมีอคติ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามความเชื่อมั่นต่อสื่อสาธารณะในยุคที่ความจริงถูกตีความตามมุมมองการเมือง ไม่เพียงแต่ BBC ต้องพิสูจน์ความถูกต้อง แต่ยังต้องต่อสู้เพื่อคงอยู่ในสังคมที่ความไว้วางใจต่อสื่อกำลังสั่นคลอน

ที่สำคัญ BBC ยังดูไม่แน่นอนว่าตัวเองอยากจะเป็นสื่อแบบไหน แม้ BBC จะเป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน แต่ก็มีแนวทางที่อยากจะแข่งขันอุตสาหกรรมสื่อ ซึ่งเป้าหมายสองอย่างนี้ บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในแนวทางการทำงาน ที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความเฉียบขาด ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงความต้องการนำเสนอ ‘ความจริง’ ในแบบที่ BBC ต้องการ เพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm อยู่หลายวันและยังอยากชมงานศิลปะนอกเหนือจากที่ RoyalAcademy of Fine Arts แล้ว Thiel Gallery เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนให้ได้  มิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมศิลปะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสวีเดนซึ่งตั้งอยู่ที่ Blockhusudden ใน Djurgarden นี้เป็นที่เก็บของสะสมที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau รูปทรงเรขาคณิตที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดย Ferdinand Boberg สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสวีเดนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อไว้เป็นบ้านของ Ernest Thiel นายธนาคารและนักสะสมงานศิลปะนี้ประกอบด้วย 2 ชั้นโดยชั้นบนที่มีหลังคาเป็นกระจกให้แสงส่องได้ตลอดมี 2 ห้องไว้จัดแสดงผลงานของ Edward Munch ส่วนผนังห้องอื่น ๆ ก็ไว้จัดแสดงผลงานของศิลปินทั้งหลายที่เขาซื้อผลงานมา

Ernest Thiel เจ้าของบ้านและมิวเซียมแห่งนี้เกิดในเมือง Norrkoping ในปี 1859 เมื่อเขาจบการศึกษาชั้นประถม บิดาของเขาที่เป็นวิศวกรโรงงานทอผ้าก็ส่งเขาไปเรียนที่ Hamburg เยอรมนีเพื่อให้มีประสบการณ์ในการทำงานธนาคาร ปี 1877 เขากลับมาทำงานที่ Enskilda Bank และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนกลายเป็นนายธนาคารชั้นนำระดับประเทศ ปี 1891 เขาก่อตั้งบริษัท Stokholms Kredit-och Diskontforening และลงทุนในเหมืองทางตอนเหนือของสวีเดนทำให้เขาก็กลายเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศ เมื่อเขาแต่งงานกับ Anna Josephson ในปี 1884 เขาก็ได้กลายเป็นน้องเขยของ Karl Otto Bonnier บรรณาธิการที่มีชื่อเสียงส่งผลให้เขาได้รู้จักกับศิลปินและนักเขียนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดีในปี 1896 เขากลับไปตกหลุมรักเพื่อนของภรรยาที่ชื่อ Signe Maria Hansen และได้แต่งงานกันก่อนย้ายไปอยู่อพาร์ตเม้นท์ใหม่ เธอได้แนะนำให้เขาเข้าสู่วงการศิลปะและได้ซื้องานจิตรกรรมชิ้นใหญ่ที่ชื่อ Morning Mood by the Sea ของ Bruno Liljefors นับจากนั้นมาเขาก็เริ่มสะสมงานศิลปะเป็นการใหญ่จนอพาร์ตเม้นท์เดิมไม่สามารถบรรจุงานได้ เมื่อเขาเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในสวีเดน และเป็นผู้ชื่นชอบศิลปะอย่างยิ่งยวด เขาเลยกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินรายใหญ่ให้กับศิลปินที่เป็นสมาชิกในสมาคมศิลปะสวีเดน อาทิ Eugene Jansson, Carl Larsson และ Bruno Liljefors รวมทั้ง Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อจากตลาดหุ้นล่มและเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความมั่งคั่งของเขาลดลงมากจนเขาต้องตัดสินใจขายบ้านพร้อมของสะสมให้กับรัฐบาลในวันที่ 26 มกราคม 1926 และทำให้ Thiel Gallery เปิดให้สาธารณชนได้รับชม

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงสามารถจะชื่นชมสถาปัตยกรรมและผลงานศิลปะมากมาย ยังสามารถที่จะเดินชมสวนที่มีงานประติมากรรมของ Augustus Rodin และ Gustav Vigeland ประดับอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสามารถที่จะพักขาที่ Café Monica เพื่อจิบกาแฟ ไวน์ เบียร์ หรือชิมเค้ก และขนมปังที่แสนอร่อยก่อนแวะซื้อกระจุกกระจิกน่ารัก ๆ อาทิ แก้ว จานใส่ขนม ผ้าเช็ดปาก พวงกุญแจ ไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับได้อีกต่างหากด้วย

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ในประเทศไทยและอินโดไชน่า เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม “One Suntory Helping Hands 2025” เป็นปีที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพนักงานที่ร่วมกันระดมทุนได้กว่า 1.2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนและมูลนิธิต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในจังหวัดปทุมธานี ระยอง สระบุรี ชลบุรี  นครปฐม และกรุงเทพฯ โดยโรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี เป็นแห่งแรกที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้ พร้อมเชิญชวนพนักงานจิตอาสากว่า 50 คน ร่วมลงพื้นที่เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือและสร้างรอยยิ้มให้แก่น้องๆ นักเรียนในชุมชน

นายยศยุต สหวัชรินทร์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และบรรษัทสัมพันธ์ บจก.ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands 2025’ สะท้อนให้เห็นถึงการนำ ค่านิยมองค์กร การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม (Giving Back to Society) ของกลุ่มบริษัทซันโทรี่ มาปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้เพื่อนพนักงานได้ร่วมระดมทุนผ่านกิจกรรม ‘One Suntory Bring & Buy’ ซึ่งเราสามารถระดมทุนได้มากถึง 1.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีแรกที่เริ่มต้นโครงการกว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึง พลังแห่งการให้ ของพนักงาน วัน ซันโทรี่ ที่มีความตั้งใจจริงเพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม สำหรับปีนี้ เราได้นำเงินส่วนหนึ่งจากการระดมทุนไปจัดซื้อตู้ทำน้ำเย็นที่มีระบบกรองน้ำ เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด และถังเก็บน้ำ ให้แก่โรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นแห่งแรกภายใต้โครงการนี้ พร้อมทั้งนำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่เพื่อปรับปรุงอาคารโรงเรียน สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนที่เหมาะสมและปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนผู้ด้อยโอกาส โดยบริษัทจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนและมูลนิธิในจังหวัดระยอง สระบุรี ชลบุรี นครปฐม และกรุงเทพฯ

น.ส.เพียงจิต ศรีประสาธน์ รองประธานอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บจก.ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมในปีนี้ว่า กิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากการร่วมแรงร่วมใจกันของทั้งสองบริษัทในเครือซันโทรี่ ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในแนวคิด ‘Better Together’ ซึ่งตอกย้ำว่าทุกความร่วมมือ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีคุณค่าและสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้จริง สำหรับโรงเรียนวัดถั่วทองนั้น นอกจากการทาสีปรับปรุงอาคารเรียนแล้ว พนักงานจิตอาสาของเรายังร่วมกันปรับปรุงแปลงผักสวนครัวของโรงเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้มีพื้นที่เรียนรู้ด้านการเกษตร และสามารถนำผักปลอดสารพิษที่ปลูกได้ไปประกอบอาหารกลางวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ ซึ่งโรงเรียนสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปพัฒนาในด้านอื่นๆ ต่อไป นอกจากนั้น เรายังได้จัดกิจกรรมสันทนาการที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน ซึ่งไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันและความภาคภูมิใจของพนักงาน (Employee Engagement) ในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ใส่ใจต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยสอดคล้องกับอีกหนึ่งค่านิยมองค์กรของเรา คือ ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Growing for Good) ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตขององค์กร