น้ำท่วมฉับพลันเนปาล ดับพุ่ง 157 ศพแล้ว สูญหายอีกหลายร้อยราย

น้ำท่วมฉับพลันเนปาล ดับพุ่ง 157 ศพแล้ว สูญหายอีกหลายร้อยราย

27 ส.ค. 2569 01:25 น.

น้ำท่วมฉับพลันเนปาล ดับพุ่ง 157 ศพแล้ว สูญหายอีกหลายร้อยราย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 157 ศพแล้ว ขณะที่ทางการกำลังเร่งปฏิบัติการค้นหา และช่วยเหลือผู้คนได้นับร้อยรายแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มขนาดใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางเหนือราว 64.4 กิโลเมตร สร้างความเสียหายรุนแรงต่ออาคาร ถนน ยานพาหนะ และทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ตลอดแนวแม่น้ำโภเตโกชี (Bhote Koshi) แม่น้ำตรีศูลี (Trishuli) และแม่น้ำนารายัณี (Narayani) ด้วย

ตำรวจเนปาลอัปเดตตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดไว้ที่ 157 ศพ ขณะที่ สภาการท่องเที่ยวเนปาลระบุมีผู้สูญหาย 403 คน เป็นชาวต่างชาติถึง 341 คน จาก 26 ประเทศ อาทิ อินเดีย 133 คน, สหรัฐฯ 47 คน และ สหราชอาณาจักร 33 คน ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยกำลังดำเนินต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดดินถล่ม ตอนแรกรัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลสันนิษฐานว่าเกิดจากแผ่นดินไหว แต่ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากสำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่าไม่พบเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด

ตอนนี้เจ้าหน้าที่คาดว่า สาเหตุของดินถล่มอาจเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่อันเกิดจาก ฝนตกหนักหรือธารน้ำแข็งละลายจนทำให้ชั้นดิน/น้ำแข็งพังทลาย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลฝนเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

ทั้งนี้ มวลโคลนและเศษซากปริมาณมหาศาลได้ทะลักเข้าใส่เมืองทางตอนเหนือของเนปาล ซึ่งรวมถึงพื้นที่ยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวสายปีนเขาและผู้แสวงบุญ

ภาพวิดีโอเผยให้เห็นกำแพงโคลนและหินที่พัดพาเอาอาคาร ถนน และยานพาหนะจมหายไป ขณะที่ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากมวลซากปรักหักพังที่ไหลถล่มมาอย่างรวดเร็วในเขตนูวาโกต (Nuwakot)

นายบาเลนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล ระบุว่าทั่วประเทศกำลังตกอยู่ในความตื่นตระหนก และกำลังประสานงานกู้ภัยร่วมกับฝั่งจีน โดยตอนนี้มีการส่งเจ้าหน้าที่กองทัพกว่า 1,697 นาย ดำเนินปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย และยังมีอีก 656 นายที่กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการเพิ่มเติม

เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพจำนวน 6 ลำ เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ 94 คนแล้ว ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของพลเรือนอีก 5 ลำช่วยชีวิตผู้คนได้อีก 12 คน และทีมกู้ภัยทางภาคพื้นดินสามารถช่วยเหลือเพิ่มได้อีก 27 คน นอกจากนี้ ยังมีการจัดส่งเต็นท์และเวชภัณฑ์จำนวนหลายร้อยกิโลกรัมไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้ว

ส่วนประธานาธิบดี สี จิ้นผิง สั่งการเร่งค้นหาและกู้ภัยอย่างสุดกำลัง พร้อมเฝ้าระวังภัยพิบัติซ้ำซ้อน ขณะที่อินเดียและสหราชอาณาจักรประกาศพร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและดูแลพลเมืองของตนอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Meta ยอมจ่าย 5.5 แสนล้านบาท ยุติคดีโซเชียลทำเด็กเสพติด

Meta ยอมจ่าย 5.5 แสนล้านบาท ยุติคดีโซเชียลทำเด็กเสพติด

27 ส.ค. 2569 00:20 น.

Meta ยอมจ่าย 5.5 แสนล้านบาท ยุติคดีโซเชียลทำเด็กเสพติด

บริษัท Meta ทำข้อตกลงยุติคดีกับ 29 รัฐของสหรัฐฯ โดยจะยอมจ่ายเงินจำนวน 5.5 แสนล้านบาท เพื่อยุติการพิจารณาคดีที่ Meta ถูกกล่าวหาว่า ออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กเสพติด จนเสียสุขภาพจิต

เมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2569 บริษัท Meta ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์รายใหญ่ของโลก ตกลงที่จะจ่ายเงินสูงสุดเป็นจำนวน 1.668 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.48 แสนล้านบาท) พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนฟีเจอร์สำคัญบน Facebook และ Instagram เพื่อยุติการฟ้องร้องจากรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ

การทำข้อตกลงนี้ช่วยยุติการฟ้องร้องที่ยื่นโดย 29 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งกล่าวหาว่า Meta ออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กเสพติด, บิดเบือนข้อมูลด้านความปลอดภัย และจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอย่างไม่ถูกต้อง และจะยุติการพิจารณาหนึ่งในคดีใหญ่ที่สุดที่บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียใดๆ เคยเผชิญ

ตามข้อตกลงยุติคดี Meta จะกำหนดขีดจำกัดการใช้งานรายวันและจำกัดการใช้งานในช่วงเวลากลางคืนสำหรับเด็กที่ใช้ Facebook และ Instagram รวมถึงยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาที่จำกัดตามอายุ

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำข้อตกลงยุติคดี แต่ Meta ยืนกรานปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอย่างไม่ถูกต้อง อันเชื่อมโยงกับกรณีอื้อฉาวของบริษัท Cambridge Analytica ที่แอบเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ Facebook หลายล้านคน

ภายใต้ข้อตกลง รัฐต่างๆ ที่ยื่นฟ้องร้องจะได้รับเงินประมาณ 459.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติคดีฟ้องร้องดังกล่าว ในขณะที่หุ้นของบริษัท Meta ปรับตัวสูงขึ้น 2.3% ในช่วงแรกของการซื้อขายในวันพุธ

ทั้งนี้ คดีความล่าสุดของ Meta ขยายตัวจากการฟ้องร้องโดยรัฐบาลระดับรัฐ, ท้องถิ่น, เขตการศึกษา และบุคคลธรรมดา ที่กล่าวหาว่า Meta และบริษัทโซเชียลมีเดียอื่นๆ เป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดวิกฤตสุขภาพจิตในเยาวชนทั่วประเทศ และกล่าวหาว่า Meta ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์

การพิจารณาคดียังครอบคลุมข้อเรียกร้องจาก 29 รัฐที่ระบุว่า Meta ละเมิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์ของเด็กระดับรัฐบาลกลาง (COPPA) โดยการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ใช้ที่บริษัททราบว่าเป็นเด็กโดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และนำข้อมูลนั้นไปใช้ฝึกฝนโมเดล AI

Meta โต้แย้งมาโดยตลอดว่าบริษัทไม่ได้บิดเบือนข้อมูลเรื่องที่ว่า บริการของตนทำให้เกิดอาการเสพติดหรือไม่ เพราะ “การเสพติดโซเชียลมีเดีย” ไม่ใช่สภาวะทางจิตเวชที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม Meta, Snapchat กับบริษัทแม่อย่าง Snap, YouTube กับบริษัทแม่อย่าง Alphabet และ TikTok พร้อมด้วย ByteDance บริษัทแม่ ยังคงต้องเผชิญกับการฟ้องร้องอีกหลายพันคดีในศาลรัฐบาลกลางและศาลระดับรัฐ จากข้อกล่าวหาที่ว่า บริษัทเหล่านี้ตั้งใจออกแบบแพลตฟอร์มของตนให้มีฟีเจอร์ที่มอมเมาเด็ก จนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าชายแฮร์รี่-ครอบครัว เดินทางถึงอังกฤษแล้ว ไม่กี่วันหลังประกาศย้ายประเทศ

เจ้าชายแฮร์รี่-ครอบครัว เดินทางถึงอังกฤษแล้ว ไม่กี่วันหลังประกาศย้ายประเทศ

26 ส.ค. 2569 23:17 น.

เจ้าชายแฮร์รี่-ครอบครัว เดินทางถึงอังกฤษแล้ว ไม่กี่วันหลังประกาศย้ายประเทศ

เจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัวเดินทางกลับถึงอังกฤษแล้ว หลังมีข่าวว่าพระองค์จะกลับมาอยู่ในสหราชอาณาจักรอีกครั้ง หลังย้ายไปอยู่รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ นานร่วม 6 ปี

สำนักข่าว บีบีซี (BBC) รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา เดินทางกลับมาถึงสหราชอาณาจักรแล้วในวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2569 โดยเชื่อกันว่า ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบต นั่งเครื่องบินส่วนพระองค์จากรัฐแคลิฟอร์เนียมายังอังกฤษ และถึงเมืองเบอร์มิงแฮมช่วงก่อนเที่ยงเล็กน้อย

โฆษกของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะแสดงความคิดเห็น” ขณะที่แหล่งข่าวเปิดเผยกับบีบีซีว่า ไม่พบเห็นการคุ้มกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนที่เจ้าชายแฮร์รี่และครอบครัวเดินทางออกจากสนามบิน

การเดินทางกลับอังกฤษของเจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน สื่อในอังกฤษประโคมข่าวว่า พระองค์กับเมแกนจะพาครอบครัวย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ แต่จะอาศัยอยู่ในอังกฤษในฐานะเชื้อพระวงศ์ที่ไม่ได้ทำงานให้ราชวงศ์

คาดกันว่า ครอบครัวของดยุกแห่งซัสเซกซ์จะใช้ชีวิตอยู่ที่อสังหาริมทรัพย์ส่วนพระองค์นอกกรุงลอนดอน ในแถบพื้นที่คอตส์โวลด์ส (Cotswolds) ส่วนเจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบตลงทะเบียนเข้าโรงเรียนในอังกฤษแล้ว และภาคเรียนใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงของราชวงศ์อังกฤษในช่วงต้นปี 2563 ก่อนจะย้ายออกจากสหราชอาณาจักร ไปอาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน

บีบีซีเผยอีกว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับแจ้งเรื่องการย้ายกลับครั้งนี้เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่า เจ้าชายแฮร์รี่ตัดสินใจย้ายกลับมาอังกฤษเมื่อใดและเพราะเหตุใด

ครอบครัวของดยุกแห่งซัสเซกซ์เสด็จไปเยี่ยมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่พระตำหนักไฮโกรฟ (Highgrove) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เชื่อกันว่า ไม่ได้มีการหารือเรื่องการย้ายประเทศในครั้งนั้น

ก่อนการพบกันในครั้งนั้น เจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัวแทบไม่ได้เดินทางกลับอังกฤษเลย โดยอ้างเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัย และเรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้ง นับตั้งแต่มีข่าวการเดินทางกลับในครั้งนี้

เจ้าชายแฮร์รี่พยายามคัดค้านเรื่องการลดระดับการคุ้มกัน หลังจากพระองค์ยุติการทำหน้าที่สมาชิกราชวงศ์และย้ายไปสหรัฐอเมริกา แต่พระองค์แพ้คดีความเรื่องดังกล่าวในปี 2568 ทำให้ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า จะมีการจัดสรรการคุ้มกันให้พระองค์อย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

โฆษกกระทรวงมหาดไทยแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวหลังมีข่าวเจ้าชายแฮร์รี่จะกลับอังกฤษว่า การตัดสินใจเรื่องการคุ้มกันความปลอดภัยของเชื้อพระวงศ์เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารเพื่อการคุ้มครองเชื้อพระวงศ์และบุคคลสำคัญ (Ravec) และระบบคุ้มกันความปลอดภัยของรัฐบาลสหราชอาณาจักรนั้น “มีความเข้มงวดและเหมาะสมแก่เหตุผล”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 98 ศพ น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต สูญหายอีกหลายร้อยราย

ดับพุ่ง 98 ศพ น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต สูญหายอีกหลายร้อยราย

26 ส.ค. 2569 22:05 น.

ดับพุ่ง 98 ศพ น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต สูญหายอีกหลายร้อยราย

เหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 98 ศพ ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการค้นหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งในเนปาลและทิเบตแล้วอย่างน้อย 98 ศพ ขณะที่นักท่องเที่ยวอีกหลายร้อยคนยังคงไม่สามารถติดต่อได้หลังเกิดภัยพิบัติผ่านไปหลายชั่วโมง

มวลโคลนและหินขนาดใหญ่ได้พังทลายลงจากเทือกเขาหิมาลัยลงสู่แม่น้ำ “เลนเด” (Lhende) บริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตของจีน จนส่งผลให้เกิดกระแสน้ำโคลนและซากปรักหักพังทะลักออกจากคันตลิ่งของแม่น้ำดังกล่าว พัดเข้าใส่อาคารบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นตำรวจเนปาลรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ ก่อนที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีเนปาลจะออกมาระบุว่า พบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 95 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

ส่วนคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งเนปาลระบุว่า จำนวนผู้สูญหายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 403 ราย ประกอบด้วยชาวเนปาล 61 ราย และชาวต่างชาติอีก 341 ราย

คณะกรรมการฯ บอกอีกว่า ผู้สูญหายเป็นผู้หญิง 200 ราย ผู้ชาย 203 ราย ขณะที่ชาวต่างชาติที่สูญหายมาจากอย่างน้อย 26 ประเทศ โดยเป็นชาวอินเดียมากที่สุดที่ 133 คน ขณะที่ 47 คนมาจากสหรัฐฯ และ 33 คนมาจากสหราชอาณาจักร

ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบแสดงให้เห็นพื้นที่ “สยาปรู เบซี” เขตท่องเที่ยวเชิงเขาทางเหนือของเนปาล ก่อนและหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน
ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบแสดงให้เห็นพื้นที่ “สยาปรู เบซี” เขตท่องเที่ยวเชิงเขาทางเหนือของเนปาล ก่อนและหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน

ภาพที่เผยแพร่โดยตำรวจเนปาลแสดงให้เห็นกระแสน้ำท่วมไหลเชี่ยวกรากผ่านแม่น้ำ พัดพาบ้านเรือนพังทลายไปตามสายน้ำ ขณะที่ภาพจากสำนักข่าว AFP เผยให้เห็นเพียงชั้นบนสุดของบ้านหลังหนึ่งที่โผล่พ้นขึ้นมาจากดินโคลน

โฆษกตำรวจเปิดเผยกับ AFP ก่อนหน้านี้ว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบขอบเขตความเสียหายที่แน่ชัด แต่ได้ “แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งแม่น้ำให้ย้ายออกไปยังที่ปลอดภัยแล้ว”

ด้านการไฟฟ้าเนปาลระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 430 เมกะวัตต์ ทั้งจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ได้รับความเสียหาย “ภัยพิบัติครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อระบบการผลิต การส่ง และการกระจายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ… ส่งผลให้การจ่ายไฟฟ้าหยุดชะงัก

นายซาร์ทัก เศรษฐา (Sarthak Shrestha) นักวิเคราะห์ด้านการสำรวจข้อมูลระยะไกลและสารสนเทศภูมิศาสตร์ จากศูนย์ศึกษาวิจัยการพัฒนาภูเขาบูรณาการนานาชาติ (ICIMOD) ในกรุงกาฐมาณฑุ กล่าวว่า การประเมินขั้นต้นพบว่า “ไม่มีสิ่งผิดปกติ” เกิดขึ้นจากฝั่งชายแดนจีน

“เราเชื่อว่าเกิดหิมะและหินถล่มขึ้นในฝั่งเนปาล ซึ่งเข้าไปปิดกั้นแม่น้ำเลนเด ซึ่งเป็นสาขาย่อยของแม่น้ำโภเตโกชี (Bhotekoshi River) จนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทะลักเป็นระลอกตามมา” นายซาร์ทักบอกกับ AFP ขณะที่ทางการเนปาลระบุว่าทางหลวงหลายสายต้องปิดทำการเพราะน้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้ด้วย

ประชาชนยืนอยู่ใกล้บ้านเรือนและถนนที่ปกคลุมไปด้วยดินโคลน หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่เมืองตรีศูลี (Trishuli) ในเขตนุวาโกต (Nuwakot) ประเทศเนปาล
ประชาชนยืนอยู่ใกล้บ้านเรือนและถนนที่ปกคลุมไปด้วยดินโคลน หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่เมืองตรีศูลี (Trishuli) ในเขตนุวาโกต (Nuwakot) ประเทศเนปาล

ฝั่งชายแดนจีนที่ติดกับเนปาลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีน รายงานว่า ภัยพิบัติดินถล่มฝั่งเนปาลส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และผู้สูญหายอีก 265 ราย บริเวณด่านจี๋หลง (Gyirong Port) ในทิเบต ซึ่งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้สั่งการให้เร่งปฏิบัติการกู้ภัยอย่างสุดกำลัง

ตามรายงานของ CCTV ผู้นำจีนกล่าวว่า “ภารกิจที่เร่งด่วนที่สุดคือการทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาและกู้ภัยผู้สูญหาย… เร่งรักษาผู้บาดเจ็บ และลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้ได้มากที่สุด”

ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายการจราจรในเมืองชีกาตเซ ของทิเบต โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธว่า เส้นทางคมนาคมในพื้นที่ดังกล่าว “มีความเสี่ยงที่จะเกิดโคลนถล่มและไม่ปลอดภัยต่อการเดินทาง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ชาวนาวอนตรึงราคาปุ๋ย-ประกันราคาข้าว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:05 น.

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ต้นแคระแกรนใบเหลือง ชาวนาสิ้นหวังวอนรัฐตรึงราคาปุ๋ย 800 บาท-ประกันราคาข้าว 9,000 บาท/ตัน

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีทั้งการทำนาหว่านและนาดำ พบว่าแปลงนาข้าวที่เริ่มทำตั้งแต่ต้นฤดูฝนกำลังอยู่ในระยะแตกกอ ส่วนแปลงที่ทำช่วงกลางฤดูฝนต้นข้าวเริ่มตั้งตัวและต้องการการบำรุง แต่ภาพรวมที่พบเห็นกลับน่าตกใจ เนื่องจากต้นข้าวในหลายแปลงมีลักษณะแคระแกรน ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร และใบเริ่มมีสีเหลืองซีด แม้ว่าในพื้นที่แปลงนาจะมีน้ำขังหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ก็ตาม

สาเหตุหลักมาจากชาวนาขาดเงินทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่บำรุงต้นข้าว เนื่องจากราคาปุ๋ยเคมีตามท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นและตรึงราคาแพงต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัจจุบันปุ๋ยเคมีบรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม มีราคาพุ่งสูงถึง 1,100–1,200 บาท และหากชาวนารายใดไม่มีเงินสด จำเป็นต้องซื้อผ่านระบบสินเชื่อหรือเงินติดไว้ก่อน ราคาจะถูกบวกเพิ่มขึ้นอีกกระสอบละ 150 บาท ทำให้ภาระตกหนักอยู่กับเกษตรกรรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายแก่น อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้สะท้อนปัญหาถึงภาวะต้นทุนการทำนาในปัจจุบันว่า ชาวนาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งค่าจ้างรถไถนา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันสูบน้ำ และค่าแรงงาน หากเลือกทำนาดำเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยก็ต้องเจอค่าจ้างรถดำนาสูงถึงไร่ละ 1,200 บาท ชาวนาส่วนใหญ่จึงจำใจเลือกทำนาหว่านเพื่อประหยัดค่าแรง แต่กลับต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงจำนวนมากเฉลี่ย 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อปุ๋ยเคมีมีราคาแพงเกินรับไหว ชาวนาจำนวนมากจึงไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ทำให้ต้นข้าวขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำอย่างน่าเสียดาย

จากวิกฤตดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์จึงร่วมกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ขอให้รัฐบาลเข้าดูแลโครงสร้างราคาปุ๋ยเคมีจำหน่ายในท้องตลาด โดยปรับลดราคาลงมาให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรรับไหวที่ 800 บาทต่อกระสอบ (50 กก.) และ 2.ขอให้นำนโยบายประกันราคาหรือพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปี ให้อยู่ที่ 8,000–9,000 บาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 8–9 บาท เพื่อให้ชาวนามีกำไรหลงเหลือพอเลี้ยงดูครอบครัวและลืมตาอ้าปากได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

กาฬสินธุ์, ชาวนากาฬสินธุ์, ประกันราคาข้าว, ปุ๋ยเคมีแพง, วิกฤตราคาปุ๋ย, เกษตรกรรม

ศธ. ถก OECD เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

ศธ. เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล!! ถก OECD ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ พร้อมเตรียมคลอด “กรอบทักษะ AI” ต.ค. นี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก 0ECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

​ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเป็นสมาชิก OECD ของ ศธ. ว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น “Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

​ ด้านรองเลขาธิการ OECD ได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของไทยที่มุ่งเน้นสร้างความเท่าเทียม โดยมองว่าการดึงเด็กเปราะบางกลับเข้าสู่ระบบคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมตอกย้ำว่า OECD ยินดีสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ เชิญ รมว.ศธ. เข้าร่วมการประชุมระดับสูงคู่ขนานกับการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาไทยบนเวทีโลก

​ รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญและคำแนะนำจาก OECD พร้อมกล่าวว่า ศธ. จะพิจารณาคำเชิญนี้เป็นกรณีพิเศษ และพร้อมทำงานร่วมกับ OECD อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ เสมอภาค และขับเคลื่อนเยาวชนให้เติบโตอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ไทยพีบีเอส ปรับตัว พร้อมต่อยอดสื่อสาธารณะ จาก ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ สู่ ‘อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:40 น.

 

ไทยพีบีเอสรายงานผลงานปี 2568 ต่อวุฒิสภา ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล พร้อมเดินหน้าพัฒนา Thai PBS Verify และ VIPA รับมือข่าวลวงและเทคโนโลยี AI ด้านสมาชิกวุฒิสภาชื่นชมความน่าเชื่อถือขององค์กร และเสนอให้ไทยพีบีเอสก้าวจากการเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน” ของสังคม ควบคู่กับการขยายฐานผู้ชมคนรุ่นใหม่และการวัดผลด้วยผลกระทบต่อสาธารณะ

          องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา นำโดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พร้อมด้วยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.  คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารองค์กร รวม 6 คน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

          ดร.นพ.โกมาตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้สื่อสาธารณะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงยึดมั่นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับ 5 บทบาทหลัก ได้แก่ การเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะระดับชาติ VIPA การสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อมโยงข้อมูลจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง การรับมือข่าวลวงและภัยจากเทคโนโลยี และการเป็นพื้นที่กลางท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายของสังคม

          “ไทยพีบีเอสยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และประชาชนในพื้นที่ชายแดน ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ศูนย์ภัยพิบัติ นักข่าวพลเมือง และเวทีสาธารณะ เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะสู่ผู้กำหนดนโยบาย ขณะที่ในปี 2569 คณะกรรมการนโยบายจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Data Governance และสถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ข้อมูลขององค์กร”ดร.นพ.โกมาตร กล่าว

          ด้าน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ได้แข่งขันด้านเรตติ้ง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ของสังคม ที่ประชาชนเลือกใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งการถ่ายทอดสดพระราชพิธี การรายงานสถานการณ์ชายแดน การติดตามปัญหาสาธารณะ และการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

          ตลอดปี 2568 ไทยพีบีเอสยังขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน รวมถึงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ผ่านรายการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ผ่านโครงการสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันยังพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพทั้งสารคดี ละคร และรายการบันเทิงที่มีศักยภาพเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ

          สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ไทยพีบีเอสได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ รวม 63 รางวัล และมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รวมกว่า 2,500 ล้านวิว โดยอันดับการรับชมออนไลน์ขยับจากอันดับ 7 ขึ้นสู่อันดับ 4 ของประเทศ สะท้อนการเข้าถึงผู้ชมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนกว่าครึ่งมองว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทยในฐานะสื่อสาธารณะ

          ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปราย 9 คน ได้ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายประเด็น โดยชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน Thai PBS Verify การทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพ และการเป็นพื้นที่กลางของสังคม

          นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. กล่าวว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น บทบาทของสื่อสาธารณะยิ่งมีความสำคัญ และยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ภัยพิบัติ และการนำเสนอข่าวเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ จึงเสนอให้ ไทยพีบีเอส กำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Audience อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และออกแบบเนื้อหาแบบ Digital First ตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มสัดส่วนผู้ชมกลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีได้อย่างไร

          “ไทยพีบีเอส ควรปรับจากการวัดผลด้วย เรตติ้ง ไปสู่การวัด Public Impact หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ข่าวหนึ่งชิ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การได้รับความช่วยเหลือ หรือทำให้ประชาชนรู้เท่าทันปัญหา พร้อมเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินงานในแต่ละภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายสุทนต์ กล่าว

          นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กล่าวแสดงความยินดีกับไทยพีบีเอสที่ในปีนี้สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยพีบีเอสไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ที่มุ่งแข่งขันเพื่อให้ได้เรตติ้งสูงสุด แต่จุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสคือ “ความน่าเชื่อถือ” โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรรักษาจุดแข็งดังกล่าวและต่อยอดให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

          นายสุนทร กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปได้มากกว่าการเป็นเพียง “ยาสามัญ” สำหรับสังคม แต่ควรพัฒนาไปสู่การเป็น “อาหารไทยที่คนไทยบริโภคทุกวัน” คือเป็นสื่อที่ประชาชนเลือกเปิดรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนช่วยยกระดับจิตสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

          ภายหลังการอภิปราย คณะผู้บริหารไทยพีบีเอสได้ชี้แจงและขอบคุณต่อทุกข้อเสนอแนะ พร้อมยืนยันว่าจะนำความคิดเห็นจากสมาชิกวุฒิสภาไปพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพ Thai PBS Verify การขยายเครือข่ายการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอส

‘CE-7 MATCH’ ยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ หลังเลื่อนส่ง ‘ยานฉางเอ๋อ 7’ ออกไปเป็นปีหน้า

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT เผยเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 เพื่อนำส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่อวกาศออกไปเป็นปี 2570 ยืนยันอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ที่ติดตั้งอยู่กับยานยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ และเป้าหมายของไทยที่จะไปสำรวจดวงจันทร์ยังคงเดินหน้าต่อ

สืบเนื่องจาก “พายุโซนร้อนนาร์รา” ที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ ที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการปล่อยจรวด จึงยกเลิกการปล่อยในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ตามกำหนดการเดิม ด้วยภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายแตกต่างจากภารกิจฉางเอ๋อก่อนหน้านี้ ในส่วนของยานลงจอดนั้น มีแผนจะลงจอดบริเวณขอบหลุมอุกกาบาตแชคเคิลตัน ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อค้นหาน้ำแข็งบนพื้นหลุมที่แสงอาทิตย์แทบไม่ส่องถึง ขั้นตอนการลงจอด จำเป็นต้องอาศัยแสงอาทิตย์ส่องให้เห็นพื้นผิวและผลิตพลังงานให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จึงต้องมีสภาวะมุมแสงที่เหมาะสมและมีระยะเวลาสว่างต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ ซึ่งในช่วงปี 2569 ต่อจากนี้ ไม่เหลือช่วงเวลาที่ทิศทางของแสงเอื้อต่อภารกิจอีกต่อไป เป็นเหตุให้จำเป็นต้องเลื่อนการปล่อยฉางเอ๋อ 7 ออกไปเป็นปีถัดไป

สำหรับอุปกรณ์ CE-7 MATCH หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope ในภารกิจวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่นต่อช่วงเวลาของภารกิจเนื่องจากตัวอุปกรณ์ ไม่มีแบตเตอรี่ภายในที่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน และอาศัยพลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของตัวยานโคจร จึงไม่มีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานที่ต้องกังวลจากการเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้ หลังจากนี้ อุปกรณ์จะถูกถอดออกจากยานตามลำดับและนำไปเก็บรักษาไว้ภายใต้หน่วยงานกำกับขององค์การอวกาศแห่งชาติจีน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยจะยังคงติดตามสถานะของอุปกรณ์และดำเนินการตามขั้นตอนทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงวันกำหนดปล่อยอีกครั้ง

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า สำหรับทีมไทย สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ CE-7 MATCH ยังคงพร้อมสำหรับการดำเนินภารกิจ การเปลี่ยนกำหนดการปล่อยไม่ได้ส่งผลต่อความพร้อมของอุปกรณ์และความตั้งใจของเรา อุปกรณ์ชิ้นนี้เกิดจากองค์ความรู้และการทำงานของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ การออกแบบ สร้าง ประกอบ และทดสอบ จนพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอวกาศ

“แม้เราอาจต้องรอวันออกเดินทางนานกว่าที่คาดไว้ แต่ทีมของเรายังคงมีความหวังและพร้อมสำหรับวันที่ CE-7 MATCH จะเดินทางสู่ดวงจันทร์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NARIT ดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญสำหรับเราคือความรู้ ประสบการณ์ระหว่างทาง และคนที่เติบโตขึ้นจากภารกิจ สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไทย และเป็นพื้นฐานให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและก้าวไปสู่ภารกิจอวกาศที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต” ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวและว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมพัฒนา จากโจทย์วิทยาศาสตร์ของนักวิจัยไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบ พัฒนา สร้าง ประกอบ และทดสอบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมของอวกาศ มีเป้าหมายตรวจวัดรังสีคอสมิกหรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านรังสีในอวกาศ และสร้างองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศในอนาคต

“คุณค่าของ CE-7 MATCH นั้น เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การพัฒนาอุปกรณ์ได้สร้างประสบการณ์จริงให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ไปจนถึงการสร้างอุปกรณ์สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานและมาตรฐานสำหรับภารกิจอวกาศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่นำกลับมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและบุคลากรของประเทศไทยได้ในระยะยาว” ดร. วิภู กล่าวเสริม

ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรวิจัย NARIT และหัวหน้าวิศวกรพัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH กล่าวว่า ทีมงานทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมายและปัจจัยความเสี่ยงของภารกิจอวกาศ ระหว่างนี้จะเดินหน้าทำงานต่อทั้งโครงการ CE-8 ALIGN และพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมอวกาศห้วงลึกในประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้และร่วมพัฒนางานด้านอวกาศ แม้ต้องรอออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ทีมงานยังมีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะพาอุปกรณ์ของไทยไปดวงจันทร์ให้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เส้นทางสู่ดวงจันทร์ผ่านกลศาสตร์วงโคจรและคณิตศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งในแง่ขององค์ความรู้ ถือว่าเราได้ไปถึงดวงจันทร์แล้ว

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจะติดตามสถานะและความพร้อมของ CE-7 MATCH อย่างต่อเนื่อง และจะนำมาแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะผ่านช่องทางของ NARIT ต่อไป

CE-7 MATCH, narit, ยานฉางเอ๋อ 7

ปส.เสริมแกร่งบุคลากร ผ่านหลักสูตร RSSM สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์และรังสี

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive Source Security Management: RSSM)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 1 ชั้น 2 ปส. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. กล่าวว่า การสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านวัสดุกัมมันตรังสีจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ความตระหนัก และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การใช้ และการบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในอนาคต

สำหรับหลักสูตร RSSM มุ่งพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมด้านความมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิด เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสี การประเมินภัยคุกคามและความเสี่ยง ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบและการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนมาตรการลดความเสี่ยงและการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปส. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 30 คน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมประสบการณ์จากสถานที่จริงและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการฝึกอบรมสู่การปฏิบัติ

การจัดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรทางด้านนิวเคลียร์หลักสูตรแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO29993 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัย มั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป

นิวเคลียร์และรังสี, ปส., หลักสูตร RSSM

BDI เร่งปั้นบุคลากรรัฐ–เอกชนผ่าน LEAD NEXT เปลี่ยน Data & AI เป็นเครื่องมือตัดสินใจ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Data-Driven Organization

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้นำรับยุค AI First หลัง Data & AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร มุ่งเสริมศักยภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์และขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดสร้างผู้นำรุ่นแรกกว่า 50 คน ผ่านหลักสูตร “LEAD NEXT: Hands-on Big Data & AI for Next-Level Future Leaders” จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เสริมทักษะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ผ่านการลงมือปฏิบัติกับโจทย์จริง ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมและการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับบริบทขององค์กร และวางรากฐานสู่ Data-Driven Organization

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวว่า BDI ออกแบบหลักสูตร LEAD NEXT สำหรับผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง ตลอดจนบุคลากรศักยภาพสูง เพื่อสร้างความเข้าใจด้าน Big Data และ AI ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการเลือกใช้และประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง โดยตลอดการอบรมทั้ง 4 วัน ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ผ่านแนวคิด Hands-on Experience ที่เน้นการลงมือใช้เครื่องมือจริง ควบคู่กับ Real-World Use Cases จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์และความท้าทายขององค์กร ตั้งแต่การวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูล การใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการทำความเข้าใจแนวโน้ม AI และเทคโนโลยีที่ผู้บริหารควรรู้

หนึ่งในทักษะสำคัญของหลักสูตร LEAD NEXT คือ การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเรียนรู้ด้าน Business Intelligence, Dashboard และ Data Storytelling เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ มองเห็นประเด็นสำคัญ และสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้ทดลองใช้ Generative AI ผ่าน Workshop จากโจทย์การทำงานจริง ฝึกแนวทางการเขียน Prompt และเลือกใช้เครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงเรียนรู้ Agentic AI ตั้งแต่แนวคิดของ AI Agent การออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานในองค์กร ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ AI Agent Solution เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสในการนำ AI ไปยกระดับกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

“ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ Data-Driven Organization ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับ “คนและวัฒนธรรมองค์กร” ผ่านแนวทางการพัฒนาทีม Data & AI การเสริมสร้าง Data Literacy และ AI Literacy การบริหารการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการสร้าง Data-Driven Culture เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ข้อมูลและ AI ให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ผ่านเนื้อหา Data Governance, Data Ownership, Data Sharing, PDPA, AI Regulation และ Risk Management เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการจัดการข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลและ AI มาใช้ในองค์กร” ผู้อำนวยการ BDI กล่าวและว่า นอกเหนือจากองค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติ LEAD NEXT ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับบริบทที่แตกต่างกัน พร้อมสร้างเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคต  การสำเร็จหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นแรก จึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการอบรมแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ตั้งแต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบ

“หลักสูตรนี้ จึงสะท้อนบทบาทของ BDI ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้นำองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI First โดยมุ่งยกระดับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้นำที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลง” พร้อมผลักดันการนำ Big Data และ AI ไปสร้างผลลัพธ์จากการทำงานจริง ยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และวางรากฐานสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ธีรณี กล่าวสรุป

ทั้งนี้ BDI เตรียมเปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นถัดไปในปี 2570 สำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้าน Big Data และ AI ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำองค์ความรู้และเครื่องมือไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและต่อยอดการพัฒนาองค์กร ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร LEAD NEXT สามารถติดตามรายละเอียดและการเปิดรับสมัครได้ที่ https://bdi.or.th/lead-next/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE OA: BDI Service https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 

BDI, LEAD NEXT